แม่ตั้งครรภ์..กินยา ต้องระวัง!

สิ่งที่ทำให้เกิดความผิดปกติในทารก โดยเมื่อแม่ตั้งครรภ์ได้รับแล้วจะไปรบกวนพัฒนาการของทารกในครรภ์ ซึ่งโดยทั่วไปการก่อให้เกิดผลกระทบมาก มักจะมีผลมาจากการที่ได้รับสิ่งเหล่านี้ ในช่วงที่ทารกในครรภ์มีพัฒนาการ โดยอาจจะเป็นยา สารเคมี เชื้อไวรัส หรืออื่นๆ

pregnancy_momypedia

ยาที่แม่ตั้งครรภ์ได้รับและมีผลต่อการเกิดความผิดปกติในทารก (ยาก่อวิรูป) ความพิการแต่กำเนิดที่เกิดขึ้นในทารกก่อนคลอดนั้น เกิดขึ้นได้ทั้งจากสิ่งที่ทำให้เกิดความผิดปกติในทารกและความผิดปกติของสารพันธุกรรม เช่น ความผิดปกติของโครโมโซมหรือยีนต่างๆ ในลักษณะที่คล้ายกันคือก่อนคลอดทั้งนั้น ความผิดปกติหลายๆ อย่างในสาเหตุหลักทั้ง 2 แบบสามารถวินิจฉัยด้วยการใช้คลื่นเสียงความถี่สูง

สิ่งที่ทำให้เกิดความผิดปกติในทารก อาจมาจากแหล่งดังต่อไปนี้
* แพทย์สั่งให้ใช้ยานั้นหรือผู้ป่วยซื้อยารับประทานเอง รวมทั้งการได้รับวัคซีนหรือวิตามิน
* โรคหรือการติดเชื้อในระหว่างการตั้งครรภ์
* สารเคมี ยากำจัดแมลง หรือกำจัดวัชพืช รวมทั้งการได้รับรังสีในที่ทำงานหรือบ้าน
* ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ หรือยาเสพติด

ข้อมูลที่มีผลกระทบจากยา ก็คือขนาดของยาที่ได้รับ ยาผ่านรกหรือไม่ วันเวลาที่ได้รับยา ข้อมูลของประจำเดือนที่มาครั้งสุดท้าย ช่วงเวลาที่ได้รับยา และยาที่ใช้รักษาโรคของมารดา โรคนั้นจะเกี่ยวข้องกับความพิการนั้นหรือไม่

โดยทั่วไปคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ทุกคนมีโอกาสที่ทารกจะมีความผิดปกติพิการแต่กำเนิดอยู่แล้ว ประมาณร้อยละ 3-5 แต่ประมาณร้อยละ 10 ของทารกพิการแต่กำเนิดเท่านั้นที่จะมีความสัมพันธ์กับความเจ็บป่วยของมารดา ยา สารเคมี หรือสิ่งที่ทำให้เกิดความผิดปกติในทารกอื่นๆ โดยคุณแม่ต้องระมัดระวังการใช้ยาต่างๆ

สิ่งที่ต้องระวัง เพราะอาจให้เกิดความผิดปกติในทารก

แอลกอฮอล์ การพบความผิดปกติในทารกในคุณแม่ที่ได้รับแอลกอฮอล์นั้น จะสัมพันธ์กับปริมาณที่ได้รับ และถ้าหยุดตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ จะไม่พบว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นมากกว่ากลุ่มควบคุม

ยาลดความดันโลหิต เช่น Angiotensin Converting Enzyme Inhibitors (ACEI) เป็นยาที่มีรายงานทำให้เกิดความพิการแก่ทารกในครรภ์ คือการพัฒนาการของระบบการทำงานของไต โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3

ยาต้านเกล็ดเลือด เช่น Aspirin มีรายงานความผิดปกติในสัตว์ทดลอง เช่น กะโหลกศีรษะ กระดูกสันหลัง ใบหน้า ระบบประสาทส่วนกลาง แต่ในคนยังสามารถใช้ได้

Warfarin มีหลักฐานชัดเจนว่าทำให้เกิดความพิการแก่ทารกในครรภ์ เนื่องจากมีโมเลกุลเล็กจึงผ่านรกได้ดี และจะส่งผลเสียต่อทารกจากการที่ได้รับยาตัวนี้อยู่ 2 ช่วง ได้แก่ ถ้าได้รับในช่วงสัปดาห์ที่ 6 ถึง 9 จะมีผลทำให้เกิด Warfarin embryopathy จะมีลักษณะจมูกและใบหน้าส่วนกลางเล็ก

แต่หากได้รับในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 จะเกิดปัญหาที่สัมพันธ์กับการมีเลือดออกง่าย และตาบอดได้ รวมทั้งปัญญาอ่อนด้วย

ยากันชัก จะมีความผิดปกติของหัวใจ ระบบปัสสาวะและใบหน้า รวมทั้งปากแหว่งได้

ยากลุ่มรักษาสิว เป็น isomer ของวิตามินเอ การที่มารดาได้รับในช่วงไตรมาสแรก มีผลทำให้ทารกพิการถึง 26 เท่า หรือแท้งไปก่อน สำหรับทารกที่รอดชีวิตมาจะมีลักษณะความผิดปกติคล้ายกับกลุ่มยา Thalidomide

ถ้าหยุดยาก่อนตั้งครรภ์จะปลอดภัย เนื่องจากยาถูกขจัดออกจากร่างกายเร็วมาก โดยความผิดปกติจะเกิดกับอวัยวะต่างๆ เช่น ใบหน้า ระบบประสาทส่วนกลาง หัวใจ ต่อมธัยมัส ปากแหว่งเพดานโหว่

ยาต้านการเต้นผิดจังหวะของหัวใจ และ ยาลดไขมันในเลือด ก็เกิดความพิการแต่กำเนิดได้เช่นกัน

ดังนั้นคุณแม่ที่มีโรคประจำตัวที่จำเป็นต้องทานยาประจำ ควรแจ้งและปรึกษาแพทย์ ทั้งที่เป็นสูติแพทย์และแพทย์ที่ดูแลโรคนั้นๆ ของคุณแม่ เพื่อประเมินความเสี่ยงของยาต่อความผิดปกติของทารกในครรภ์ ตั้งแต่ก่อนคุณแม่จะตั้งครรภ์น่าจะดีที่สุด


บทความแนะนำ

เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี มีคุณธรรมและเมตตาต่อผู้อื่น (2)
น้ำ มหาภัยที่คาดไม่ถึง!
เตรียมพ่อแม่ พาลูกไปหาหมอ
Q&A ลูกสาวยืนฉี่ แก้อย่างไร

Facebook Comment