6 วิธีผสมเทียมสำหรับคนมีลูกยากแต่อยากมีลูก

การผสมเทียม, มีลูกยาก, ภาวะมีบุตรอยาก, อยากมีลูก, มีลูกด้วยการผสมเทียม, อิ๊คซี่, กิฟท์, ซิฟท์, เด็กหลอดแก้ว, บลาสโตซิสท์ คัลเจอร์, มีบุตรยาก, IUI, GIF, ZIFT, IVF& ET, ICSI, Blastocyst Culture, แม่ท้อง, แม่ตั้งครรภ์, การตั้งครรภ์, อยากท้อง, ผสมเทียมเลือกเพศลูก, เทคโนโลยีสำหรับคนมีลูกยาก

การผสมเทียมคืออะไร
การผสมเทียม คือ การนำน้ำอสุจิฉีดเข้าไปในโพรงมดลูกของฝ่ายหญิง โดยไม่มีการร่วมเพศ การผสมเทียมนี้พบว่ามีโอกาสตั้งท้องได้ประมาณร้อยละ 50 การผสมเทียมมี 2 ชนิดคือ
  1. ใช้น้ำอสุจิของสามีตัวเอง จะทำในรายที่สามีมีการหลั่งน้ำอสุจิผิดปกติไม่เข้าไปในโพรงมดลูก หรือรายที่อสุจิของสามีมีคุณภาพไม่ดีพอ ซึ่งจะต้องนำอสุจินั้นไปเตรียมด้วยเครื่องมือจนมีคุณภาพและปริมาณมากพอ แล้วจึงนำมาฉีดเข้าในโพรงมดลูกของภรรยา
     
  2. ใช้น้ำอสุจิของผู้อื่น จะใช้ในกรณีที่สามีไม่มีตัวอสุจิเลย การทำด้วยวิธีนี้จะต้องปรึกษาหารือกันให้ดีก่อนทำ เพราะจะมีปัญหาในเรื่องความรู้สึกและและการยอมรับลูกที่จะเกิดมาด้วย

การผสมเทียมกับภาวะมีบุตรยาก
โดยทั่วไปคู่สมรสชายหญิงที่อยู่ร่วมกันโดยไม่ได้คุมกำเนิด มีเพศสัมพันธ์กันสม่ำเสมอ แล้วยังไม่สามารถที่จะมีลูกได้ในระยะเวลา 1 ปี ซึ่งมีเพียงร้อยละ 15 เท่านั้น ถือว่าเข้าข่ายการมีลูกยาก ซึ่งควรไปปรึกษาคุณหมอ เพื่อหาสาเหตุและทำการรักษา
  1. สาเหตุจากฝ่ายหญิง อาจจะเกิดได้มากกว่าฝ่ายชาย เช่น มูกที่ปากมดลูกเหนียวเกินไปจนเชื้ออสุจิวิ่งผ่านเข้าไปในมดลูกไม่ได้ ปากมดลูกมีการอักเสบ ทำให้สร้างมูกที่มีสภาพในการนำเชื้ออสุจิเข้าสู่โพรงมดลูกไม่ได้ ผนังเยื่อบุโพรงมดลูกหนาหรือบางจนเกินไป จนตัวอ่อนฝังตัวเพื่อการเจริญเติบโตต่อไปไม่ได้ ท่อนำไข่ตีบตันจนไข่และเชื้ออสุจิผสมกันที่บริเวณดังกล่าวไม่ได้ รังไข่สร้างไข่ไม่ได้ ไม่มีการตกไข่ หรือสร้างไข่ได้แต่ไม่มีคุณภาพ
  2. สาเหตุจากฝ่ายชาย มักเกิดจากปัญหาของคุณภาพของเชื้ออสุจิที่สร้างจากลูกอัณฑะ อาจไม่แข็งแรงพอหรือไม่มากพอ ซึ่งปัญหาดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น อายุมาก เคยติดเชื้อโรคคางทูมที่ลูกอัณฑะ เป็นโรคเบาหวาน เป็นต้น
  3.  สาเหตุจากทั้งสองฝ่าย ที่พบบ่อย เช่น ฝ่ายหญิงมีการสร้างภูมิต้านทานต่อเชื้ออสุจิ ทำให้ไปผสมกับไข่ไม่ได้ เป็นต้น
การรักษาการมีบุตรยาก โดยปกติแล้วคุณหมอจะพยายามรักษาตามสาเหตุที่ตรวจพบเสียก่อน ถ้ารักษาตามสาเหตุแล้วไม่ได้ผล หรือบางรายหาสาเหตุไม่ได้ แพทย์อาจจะตัดสินใจรักษาด้วยวิธีการใช้เทคโนโลยีเจริญพันธุ์เข้ามาช่วย ซึ่งทุกวันนี้มีอยู่มากมายหลายวิธีด้วยกัน


การผสมเทียมแบบต่างๆ
การจะเลือกวิธีใดขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของพ่อแม่เป็นหลัก และแต่ละวิธีก็ให้เปอร์เซ็นต์ความสำเร็จไม่เท่ากัน บางคนอาจต้องลองใช้หลายวิธี บางคนใช้วิธีเดียวครั้งเดียวก็สำเร็จ โดยทั้งหมดนี้ทั้งตัวพ่อแม่ต้องมีสิทธิ์รู้ทุกแง่มุมและร่วมพิจารณาเลือกไปพร้อมกับแพทย์
  1. การฉีดเชื้อหรือการผสมเทียม (Intra Uterine Insemination หรือ IUI)
    คือการเอาเชื้ออสุจิของฝ่ายชายมาคัดเชื้อที่มีคุณภาพโดยเลือกตัวที่วิ่งเร็ว แข็งแรง และรูปร่างดีที่สุด ฉีดเข้าไปในโพรงมดลูกในวันที่ไข่ตก โดยแพทย์จะใช้ฮอร์โมนจากภายนอกช่วยฉีดเข้าไปหรืออาจมีการอัลตราซาวนด์ด้วย แล้วลองดูว่าการทำลักษณะนี้แล้วได้ผลหรือไม่

    โดยปกติแล้วการผสมเทียมจะทำไม่เกิน 3 ครั้ง ถ้าเกิน 3 ครั้งแล้วยังไม่ตั้งครรภ์ก็ต้องเปลี่ยนวิธีไปทำกิฟต์ ซึ่งความสำเร็จแต่ละครั้งประมาณ 15-20% วิธีนี้ใช้ในกรณี ฝ่ายชายมีเชื้ออสุจิไม่แข็งแรงหรือมีปริมาณน้อย ฝ่ายหญิงไม่มีมูกที่ปากมดลูก หรือมูกเหนียวข้น และไม่สามารถผลิตฮอร์โมนได้เพียงพอต่อการผลิตไข่ที่สมบูรณ์ได้ ซึ่งอาจต้องใช้ฮอร์โมนเพิ่มและกระตุ้นการตกไข่
     
  2. การทำกิฟท์ (Gamete IntraFollopain Transfer หรือ GIF)
    คือการเก็บเซลล์สืบพันธุ์ทั้งไข่และอสุจิมาผสมกัน จากนั้นจึงใส่กลับเข้าสู่ท่อนำไข่ทันที โดยให้อสุจิและไข่ปฏิสนธิกันเองตามธรรมชาติในร่างกายของแม่ โอกาสตั้งครรภ์ประมาณ 30-40% วิธีนี้ใช้ในกรณี ฝ่ายชายมีเชื้ออสุจิอ่อนแอไม่มากนัก ฝ่ายหญิงมีท่อนำไข่ที่ปกติอย่างน้อย 1 ข้าง มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือมีพังผืดมาก อาจใช้สำหรับคู่สมรสที่ไม่ทราบสาเหตุของการมีบุตรยาก
     
  3. การทำซิฟท์ (Zygote IntraFollopain Transfer หรือ ZIFT)
    คือการผสมกันระหว่างไข่กับอสุจิค้ลายการทำกิ๊ฟท์ แต่ต่างกันตรงที่ต่างจากการทำกิฟท์ตรงที่เป็นการนำไข่และอสุจิมาผสมกันให้เกิดการปฏิสนธินอกร่างกายก่อน แล้วจึงนำตัวอ่อนในระยะ Zygote ใส่กลับเข้าไปในท่อนำไข่ โอกาสตั้งครรภ์แต่ละครั้งประมาณ 20-30% วิธีนี้ใช้ในกรณี ฝ่ายชายมีเชื้ออสุจิน้อยกว่าปกติ ฝ่ายหญิงที่ท่อนำไข่ไม่ตัน แต่ทำงานไม่ปกติ มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ และมีพังผืดมาก และคู่สมรสที่ไม่ทราบสาเหตุของการมีบุตรยากด้วย
     
  4. การทำเด็กหลอดแก้ว (InVitro Fertilization and Embryo Transfer หรือ IVF& ET)
    คือการเอาไข่ 10-20 ใบ ออกมาผสมกับอสุจิในจานหรือในหลอดแก้ว พอผสมกันแล้วจะรู้เลยว่าจะมีการปฏิสนธิหรือไม่ แล้วก็ต้องเลี้ยงตัวอ่อนประมาณ 3-5 วัน แล้วจึงใส่กลับเข้าไปในมดลูกของฝ่ายหญิง โอกาสตั้งครรภ์สูงสุดคือ 30-50% วิธีนี้ใช้ในกรณี ฝ่ายชายมีเชื้ออสุจิที่ไม่แข็งแรง ฝ่ายหญิงมีท่อนำไข่อุดตันทั้ง 2 ข้าง และมีพังผืดในอุ้งเชิงกราน
     
  5. การทำอิ๊คซี่ (IntraCytoplasmic Sperm Injection หรือ ICSI)
    เป็นการต่อยอดจากเด็กหลอดแก้ว โดยเอาเข็มที่มีเชื้อสเปิร์มอยู่หนึ่งตัวเจาะเข้าไปในไข่ เป็นการช่วยตัวเชื้อสเปิร์มที่ไม่แข็งแรง และไม่สามารถเจาะเข้าไปได้ โอกาสตั้งครรภ์ประมาณ 25-30% วิธีนี้ใช้ในกรณี ฝ่ายชายมีเชื้ออสุจิผิดปกติอย่างมาก ฝ่ายหญิงมีรังไข่ผิดปกติ ไม่มีการตกไข่ และไข่กับอสุจิไม่สามารถปฏิสนธิกันเองได้
     
  6. บลาสโตซิสท์ คัลเจอร์ (Blastocyst Culture)
    เป็นขั้นตอนเลี้ยงตัวอ่อนก่อนจะใส่กลับเข้าไปในมดลูก โดยจะเลี้ยงตัวอ่อนประมาณ 3-5 วัน ซึ่งวันที่ 3 ของการเลี้ยงจะเป็นระยะของการแตกเซลล์ วันที่ 5 จะเป็นระยะบลาสโตซิสท์ ซึ่งตัวอ่อนที่โตมาถึงระยะบลาสโตซิสท์จะมีคุณภาพดีระดับหนึ่ง


ช่วงอายุที่เหมาะกับการผสมเทียม
จากสถิติแล้ว อายุของคุณแม่ถ้าเกิน 45 ปี จะไม่ท้องเลย ถ้าอายุ 40 ปีโอกาสท้องก็จะเหลือประมาณ 10% แต่โดยทั่วไปแล้วอายุ 45 ปี แพทย์จะไม่ทำให้ โดยอายุที่นิยมทำของแม่คนไทยจะเป็นช่วง 36 ปีขึ้นไป ทำให้โอกาสความสำเร็จน้อยกว่าแม่ที่อายุน้อยๆ

ทั้งนี้อายุของแม่ก็มีผลกับคุณภาพของไข่ด้วย ถ้าแม่อายุมากการกระตุ้นการตกไข่ก็จะทำได้น้อย และไข่ของแม่อายุเยอะอาจมีคุณภาพไม่ดีเท่าไข่ของแม่อายุน้อย
 

บทความแนะนำ

ที่เที่ยวราชดำเนิน! 5 สถานที่ต้องตกหลุมรัก
ระวัง 5 โรคยอดฮิต ติดเชื้อในเด็ก
อัลตราซาวด์บ่อยๆ อันตรายไหม?
โรคภายในผู้หญิงรักษาได้ด้วยเทคโนโลยีผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็ก ที่รพ.กรุงเทพ

Facebook Comment