เสริมพัฒนาการดูด เคี้ยว กลืนลูกขวบปีแรกด้วยอาหาร

อาหารที่เหมาะสมคือพื้นฐานสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของลูกน้อย ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสอดคล้องกับพัฒนาการดูด กลืน เคี้ยว และกินอาหารในแต่ละช่วงวัยด้วย มิเช่นนั้นอาจส่งผลเสียต่อทั้งสุขภาพและขวางกั้นพัฒนาการที่ควรจะสมวัยได้เช่นกัน

0-6 เดือน : นมแม่ดีที่หนึ่ง


พัฒนาการดูด เคี้ยว กลืน, พัฒนาการการกิน, พัฒนาการช่องปาก, พัฒนาการเด็ก 0-1 ปี, อาหารเด็ก, Finger Food, พูดช้า, นมแม่, พัฒนาการเด็ก, อาหารเด็ก, น้ำนมแม่, พัฒนาการสมอง

‘น้ำนมแม่’ อาหารเหลวที่อุดมด้วยสารอาหารกว่า 200 ชนิด ดีต่อระบบการย่อยของลูกน้อยซึ่งยังพัฒนาไม่เต็มที่ เพราะมีสารช่วยย่อยทำให้ลูกสบายท้อง

ขณะที่ลูกดูดนมแม่นั้น ริมฝีปาก เพดาน ลิ้น และช่องปากก็จะเริ่มทำงาน หัดดูด กลืนน้ำนมโดยอัตโนมัติ แต่ความจริงแล้ว ลูกน้อยฝึกฝนและพัฒนาการดูดกลืนมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของคุณแม่แล้วค่ะ ...ก็ดูดกลืนน้ำคร่ำยังไงละคะ ซึ่งตรงนี้เองที่ทำให้เมื่อคลอดออกมาแล้ว ลูกจึงสามารถดูดกลืนน้ำนมแม่ได้เองตามธรรมชาติ โดยใช้สัญชาตญาณเป็นหลัก คือถ้ามีอะไรมาสัมผัสหรือกระตุ้น บริเวณมุมปาก ลูกก็จะอ้าปาก งับ และดูดกลืนทันที และใช้ลิ้นช่วยตวัดในการดูดด้วย

อย่างไรก็ตาม การดูดกลืนของลูกในช่วงแรกๆ อาจจะยังไม่ค่อยสัมพันธ์กันนัก เพราะกล้ามเนื้อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นริมฝีปาก ลิ้น กระพุ้งแก้ม ช่องคอ ยังไม่ค่อยแข็งแรงและทำงานไม่สัมพันธ์กันบ้างในบางครั้ง ซึ่งอาจทำให้ลูกสำลัก สะอึก ไปจนกระทั่งสำรอกออกมาได้

จนกระทั่ง 4-6 เดือน ลูกจะเริ่มกลืนเร็วขึ้นและเหงือกเริ่มแข็ง กล้ามเนื้อและระบบประสาทพัฒนามากขึ้น รวมทั้งระบบการย่อยและการดูดซึมสารอาหารต่างๆ ก็ดีขึ้นด้วย

ซึ่งคุณแม่สามารถให้นมแม่อย่างเดียวแก่ลูกต่อไปจนกระทั่งอายุครบ 6 เดือน โดยไม่ต้องกังวลว่าลูกจะพัฒนาการกลืนอาหารช้าไป เพราะองค์การอนามัยโลกเขายืนยันชัดเจน ว่าระบบการย่อยของลูกจะพร้อมสำหรับอาหารอื่นๆ นอกจากน้ำนมเมื่อลูกอายุ 6 เดือนขึ้นไป

6-8 เดือน : เริ่มอาหารเหลวถึงกึ่งเหลว

อาหารเหลวคืออาหารที่ปั่นละเอียด มีความเหลวมากลักษณะใกล้เคียงกับน้ำนมแม่ แต่การเริ่มอาหารเสริม ลูกวัยนี้แม้เขาจะสามารถใช้ริมฝีปากงับช้อนได้บ้างแล้ว แต่ริมฝีปากบนยังกวาดอาหารจากช้อนได้ไม่ดีนัก ยังมีการใช้ลิ้นดุนอาหารบ้าง เพราะติดมาจากการดูดนม แต่ปฏิกิริยาเหล่านี้จะค่อยๆ หมดไป การย่อยอาหารทำให้สามารถตวัดลิ้น ผลักอาหารสู่ลำคอ กลืนลงไปและทำให้กระเพาะหลั่งน้ำย่อยออกมาย่อยอาหารได้บ้างแล้ว

ในวัยนี้ นม ยังคงเป็นอาหารหลักสำหรับลูกอยู่ แต่ด้วยความที่ลูกสามารถเคลื่อนไหวร่างกายและใช้พลังงานมากขึ้น จึงจำเป็นต้องเสริมอาหาร เพื่อให้ลูกได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต รวมทั้งเพื่อพัฒนาการบดเคี้ยวอาหาร พัฒนาระบบการย่อยและดูดซึมอาหาร ระบบขับถ่ายให้ดีขึ้นตามลำดับด้วย คุณแม่สามารถเสริมอาหารอื่นๆ ให้แก่ลูกได้ เพื่อเสริมอาหารให้แก่ลูกน้อยทีละน้อย โดยยังคงนมแม่ (นมผสม) เป็นหลัก

อาหารเหลวที่คุณแม่เริ่มให้ลูกวัยนี้ เช่น น้ำซุป น้ำผลไม้ต่างๆ เช่น น้ำส้ม น้ำแอปเปิ้ล ฯลฯ แต่ต้องมีสารอาหารครบ 5 หมู่ โดยที่คุณแม่ต้องค่อยๆ ให้ลูกทีละน้อย ประมาณวันละมื้อๆละ 1 ช้อนโต๊ะก่อนโดยค่อยๆ เพิ่มปริมาณ และเตรียมเริ่มอาหารกึ่งเหลว

8-10 เดือน : อาหารกึ่งเหลว


อาหารกึ่งเหลว คืออาหารเหลวที่ข้นขึ้นและมีเนื้อสัมผัสบ้าง เช่น กล้วยน้ำว้าครูดผสมน้ำต้มสุก ซึ่งมีคุณสมบัติย่อยง่าย มีใยอาหารแบบละลายน้ำ ช่วยในเรื่องของระบบขับถ่าย โดยเฉพาะกล้วยที่สุกจัด จะมีรสหวานและโพแทสเซียมสูง ฟักทองบดผสมน้ำซุป ข้าวตุ๋น หรือข้าวสวยบดละเอียดเคล้าน้ำซุปก็ได้ และช่วงปลายของวัยนี้ก็เริ่มปูพื้นฐานของลูกเข้าสู่อาหารหยาบในช่วงวัยต่อไปด้วย

นอกจากนั้นลูกวัยนี้เหงือกเริ่มแข็งขึ้นด้วย เด็กหลายคนเริ่มมีฟันงอกขึ้นมาให้เห็นเป็นตอขาวๆ บ้างแล้ว ส่งผลให้ลูกเกิดอาการขบเขี้ยวอยากเคี้ยวอาหารที่มีผิวสัมผัสบ้างแล้ว Finger Food หรือผักสด เช่น แตงกวา แครอตหั่นแท่งต้มสุก ที่คุณแม่เอามาให้ลูกอมๆ เคี้ยวๆ ด้วยเหงือก จะช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสต่างๆ ในช่องปากได้

วิธีสังเกตง่ายๆ ว่าลูกพร้อมเปลี่ยนลักษณะอาหารหรือยัง ให้ดูว่าลูกมีความสุขกับการกิน หรือไม่ ลูกอมอาหารคาปากไหม หรือว่ากลืนลงคอโดยมีเคี้ยว นั่นแสดงว่า ลูกอาจยังไม่พร้อม ซึ่งคุณแม่ไม่ควรหาทางออกด้วยการบดหรือปั่นอาหารให้ลูก แต่ควรเริ่มฝึกกระบวนการเคี้ยวให้ลูกใหม่และเพิ่มโอกาสให้ลูกได้เคี้ยวบ่อย ขึ้น

10-12 เดือน : อาหารหยาบ

อาหารหยาบคือการปรับเนื้ออาหารให้หยาบขึ้นด้วยการสับหรือปั่นหยาบๆ แทนการปั่นละเอียด เพราะพัฒนาการกลืนของลูกวัยนี้ดีขึ้น ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่าย (ลำไส้และไต) ก็ดีขึ้น สามารถขับถ่ายอาหารประเภท โปรตีนได้ดีขึ้น ช่วงนี้คุณแม่จึงสามารถเพิ่มโปรตีนจากเนื้อปลาหรือไข่แดง เข้าไป แต่ยังไม่ควรให้ไข่ขาวแก่ลูกในช่วงนี้ เพราะกระเพาะของลูกยังไม่พร้อมจะย่อยไข่ขาว จนกว่าจะอายุครบ 1 ปีไปแล้ว และลูกอาจเกิดอาการแพ้โปรตีนจากไข่ขาวได้

พัฒนาการของลิ้นช่วงนี้ดีขึ้นมากจนเกือบจะสมบูรณ์ขึ้น เพราะลูกจะสามารถใช้ลิ้นตวัดอาหารสู่ช่องปากได้หลายทิศทาง เช่นเดียวกับกรามและขากรรไกรซึ่งขยับบดอาหารไปมาได้คล่อง ส่วนการกลืนนั้นก็พัฒนาไปมาก เพียง 2-3 วินาทีหลังจากที่ลิ้นตวัดน้ำนมและอาหารไปที่ส่วนหลังของคอ ลูกก็จะกลืนได้โดยอัตโนมัติ ลูกจึงเริ่มกินอาหารได้หลากหลายมากขึ้น เพื่อให้ฟันที่ทยอยกันขึ้น ช่วยบดเคี้ยว

อาหารที่เหมาะสมเหมือนช่วงเดือนที่ผ่านมา เพียงแต่เพิ่มความหยาบมากขึ้น เช่น จากข้าวบดหยาบก็ลองให้กินข้าวสวยนิ่มๆ ข้าวต้มแห้งๆ ผักผลไม้ต่างๆ หั่นเป็นชิ้น และเพิ่มจำนวนมื้ออาหารเป็น 3 มื้อ ลดนมเหลือเพียง 2-3 มื้อต่อวัน

หากลูกไม่ได้รับอาหารที่มีลักษณะเหมาะสมกับช่วงวัยของเขาแล้ว ย่อมส่งผลต่อพัฒนาการอื่นๆ เมื่อเติบโตขึ้นด้วย เช่น พูดช้า เพราะขากรรไกร กล้ามเนื้อ กระพุ้งแก้มและลิ้นของลูกไม่แข็งแรงและขาดการทำงานที่สัมพันธ์กันขาดความมั่นใจในตัวเอง กลัวที่จะเลือกหรือทดลองอาหารใหม่ๆ ทำให้กินอาหารได้ไม่หลากหลาย และเสี่ยงต่อการมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ส่งผลต่อพัฒนาการสมองและพัฒนาการด้านอื่นๆ ด้วย

บทความแนะนำ

ใช้บัตรเครดิต อย่างรู้ทัน
DIY ชุดครัวสุดเจ๋งสำหรับลูกๆ สร้างด้วยลังกระดาษ
แม่ท้องต้อง Low fat !
ทำไมลูกชอบหยิบของเข้าปาก

Facebook Comment