5 เรื่องไม่ควรคิดเกี่ยวกับสมองเด็กทารก

การเลี้ยงลูก, อยากให้ลูกฉลาด, อยากให้ลูกสมองดี, ทำยังไงจะให้ลูกฉลาด, การพัฒนาสมองเด็ก, การพัฒนาสมองเด็กทารก, วิธีเลี้ยงเด็กทารกให้ฉลาด, การเรียนรู้ของเด็กวัย 0-1 ปี, การเรียนรู้ของเด็กแรกเกิด

หลักการเลี้ยงลูกคือพัฒนาการตามช่วงวัยของลูก ต้องระลึกไว้เสมอว่าพัฒนาการของเด็กแต่ละคนนั้นแตกต่างกันไป ทฤษฎีเป็นแค่หลักคิดที่เอาไว้ยึดเป็นแนวทาง แต่ไม่ใช่สิ่งที่พ่อแม่จะใช้ตัดสินลูก 

5 เรื่องที่ไม่ควรคิด

1. คิดว่าไอคิวถูกกำหนดมาแล้ว เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะจริงๆ แล้วการเลี้ยงลูกในสภาพแวดล้อมที่ดี จะช่วยให้ลูกมีไอคิวมากขึ้นได้

2. คิดว่าตัวเองไอคิวไม่ดี เพราะเรียนไม่เก่ง ซึ่งจริงๆ แล้วพ่อแม่อาจมีไอคิวสูงแต่ไม่ได้รับการพัฒนาให้เต็มศักยภาพ ดังนั้นลูกก็อาจจะมีไอคิวดี พ่อแม่ต้องเห็นความสำคัญในการพัฒนาไอคิวลูกในช่วงขวบปีแรกด้วย

3. คิดว่าลูกยังเล็กอยู่ ใครเลี้ยงก็ได้ ลูกยังไม่รู้เรื่อง ในความเป็นจริงตัวคนเลี้ยงในช่วงขวบปีแรกของลูกนั้นสำคัญที่สุด ทั้งต่อพัฒนาการและการพัฒนาไอคิวของลูก

4. ไม่ตอบสนองความต้องการของลูก เช่น ลูกร้องเพราะหิวก็ปล่อยให้ร้องไม่ป้อนนมลูก ลูกร้องเพราะต้องการการปลอบโยนก็ไม่ปลอบลูกเพราะคิดว่าเป็นการตามใจ

5. ให้ลูกใช้เทคโนโลยีก่อนอายุ 3 ปี เช่น ให้ลูกดูจอโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต ทีวี การเลี้ยงลูกโดยใช้สิ่งของพวกนี้เป็นสื่อกลางอาจจะทำให้ลูกมีปัญหาเรื่องพัฒนาการ หรือสมาธิสั้นเทียมได้ และอาจส่งผลต่อสุขภาพตาของลูกได้ด้วย
 
----------------------------------------------------

5 เรื่องสำคัญพัฒนาไอคิว

1. พ่อแม่และคนรอบตัว คือบุคคลสำคัญที่สุด ส่งผลโดยตรงกับพัฒนาการของลูก เพราะพ่อแม่คือประตูด่านแรกที่จะแนะนำสิ่งต่างให้ลูกได้รู้จัก เรียนรู้ หากพ่อแม่ไม่เข้าใจพัฒนาการตามวัยและข้อจำกัดต่างๆ จะทำให้ทั้งตัวพ่อแม่และลูกน้อยเครียด มีปัญหาได้

2. อาหารดี อาหารหลักของลูกทารกช่วง 6 เดือนแรกคือนมแม่ โดยแม่ต้องกินอาหารครบทั้ง 5 หมู่ ได้สารอาหารจำเป็นและมีประโยชน์ต่อร่างกายครบถ้วนด้วย หลัง 6 เดือน เมื่อลูกเริ่มกินอาหารเสริม พ่อแม่ต้องแน่ใจว่าลูกจะได้กินอาหารที่สะอาด ปลอดภัย และไม่ปนเปื้อนสารพิษ นอกจากนี้ยังต้องครบ 5 หมู่ด้วย

3. อารมณ์ดี ทั้งพ่อและแม่ก่อนจะใช้เวลากับลูก หากอารมณ์ไม่ดีหรือเครียดจากเรื่องอื่นๆ ต้องปรับอารมณ์ก่อนเข้าหาลูก เนื่องจากเด็กเล็กๆ จะรับรู้อารมณ์ได้ไว หากพ่อแม่มีอารมณ์ไม่ปกติ ลูกจะรับรู้ถึงอารมณ์นั้น และกลายเป็นการถ่ายทอดอารมณ์เชิงลบให้ลูกโดยไม่รู้ตัว ซึ่งการเรียนรู้ของลูกจะสัมพันธ์กับอารมณ์ค่อนข้างมาก หากลูกมีอารมณ์ดีจะทำให้การเรียนรู้และพัฒนาการก็จะดีไปด้วย

4. พักผ่อนดี การนอนหลับอย่างมีคุณภาพและพอเพียงคือเรื่องสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เพราะร่างกายได้ซ่อแมศ่วนที่สึกหรอ และสมองได้เตรียมพร้อมเพื่อเรียนรู้เมื่อตื่นนอน

5. ออกกำลังกายบ้าง วัยนี้การออกกำลังกายของลูกคือการได้ยืดเหยียดเตะแขนขาอย่างมีอิสระ ได้คว่ำ คืบ คลาน คว้าจับ เกาะยืน และเดิน หมั่นพาลูกนอนในที่ราบที่มีผ้าหรือนวมรองรับ ให้ลูกมีการขยับร่างกายเพื่อพัฒนาการทางด้านร่างกายที่ดีและแข็งแรง

 

บทความแนะนำ

คุณแม่พร้อมไหม! รับมือลูกอนุบาลร้องไห้วันแรกที่โรงเรียน
Q & A มีลูกหัวปี ท้ายปี
7 ความเสี่ยง โรคแทรกซ้อนที่อาจเจอเมื่อตั้งท้องตอน 35+
อย่าเป่าอาหาร อย่ากัดอาหารให้ลูก ฟันผุติดต่อได้!

Facebook Comment