ลูกจมน้ำในบ้าน ภัยสุดอันตรายใกล้ตัว




อากาศร้อนแบบนี้ หลายบ้านพาลูกๆ ไปเที่ยวเล่นน้ำดับร้อนกัน หลายครอบครัวระมัดระวังกันเฉพาะเวลาออกไปเล่นน้ำนอกบ้าน แต่จริงๆ แล้วยิ่งในบ้านยิ่งอันตราย เพราะเราอาจจะประมาท และคิดว่าไม่น่าจะมีอะไร แต่สำหรับพ่อแม่ยุคใหม่แล้ว สิ่งที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือ น้ำไม่ว่าน้อยหรือมากก็อันตรายกับลูกได้ทั้งนั้น


รูปแบบของการจมน้ำ

ก่อนอื่นคงต้องทำความเข้าใจเรื่องการจมน้ำกันก่อน โดยปกติเวลาที่คนจมน้ำ แรกๆ จะยังรู้ตัวและดิ้นตะกุยตะกายในน้ำได้ แต่พอเริ่มสำลักน้ำเข้าไป กลไกของร่างกายก็จะมีการหดเกร็งของหลอดลม ซึ่งเป็นสาเหตุให้ขาดอากาศหายใจแล้วเสียชีวิตได้ แม้ว่าไม่ได้สำลักน้ำก็ตาม การจมน้ำแบบนี้เรียกว่า ‘จมน้ำตายแบบแห้ง’


แต่ถ้าระหว่างที่จมน้ำหลอด ลมคลายตัวอยู่ก็จะทำให้สำลักน้ำเข้าไปในถุงลม ซึ่งน้ำจะใช้เวลาอยู่ในถุงลม 3-4 วินาที ก็จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดทั้งหมด แต่ปัญหาที่ตามมาคือ สารเคลือบผิวถุงลมและเนื้อเยื่อถุงลมถูกทำลาย ทำให้ถุงลมแฟบ ปอดแฟบ หายใจไม่ออกและเสียชีวิต การจมน้ำแบบนี้เรียกว่า ‘การจมน้ำแบบเปียก’


นอกจากนี้ยังมีการจมน้ำตายอีกแบบหนึ่งที่เรียกว่า ‘จมน้ำตายแบบทุติยภูมิ’ คือจมน้ำแล้วไม่ตายทันที แต่จะมีอาการหนักขึ้นเรื่อยๆ ภายใน 6-12 ชั่วโมง เพราะจากการสำลักน้ำทำให้สารเคลือบผิวถุงลมถูกทำลาย และค่อยๆ ทำให้ถุงลมบางส่วนที่ถูกทำลายแฟบลง และทำให้การหายใจต้องใช้แรงมากขึ้นๆ จนกระทั่งไม่สามารถหายใจได้ในที่สุด เพราะถุงลมแฟบหมด และนี่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กชายวัย 10 ปี เสียชีวิต ซึ่งไม่ใช่การจมน้ำตายแบบแห้งอย่างที่เข้าใจ



สัญญาณอันตรายหลังการจมน้ำ

ส่วนใหญ่การจมน้ำแบบทุติยภูมิ จะพบในเด็กที่จมน้ำและสำลักน้ำ แต่มีคนช่วยขึ้นมาได้ในเวลา 2-3 นาที เพราะถ้าจมน้ำนานกว่า 4 นาที จะเสียชีวิตไปก่อน ดังนั้นถ้าลูกของคุณแม่จมน้ำและถูกช่วยเหลือขึ้นมา แม้ว่าจะมีอาการปกติก็ตาม เมื่อถึงมือคุณหมออย่างน้อยจะต้องสังเกตอาการ 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการจมน้ำแบบทุติยภูมิ

ระหว่างที่รอสังเกตอาการ คุณหมอจะสังเกตอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งถ้าเด็กหายใจเร็วกว่าปกติ แรกๆ อาจยังไม่แรง แต่ต่อมาเริ่มหายใจแรงขึ้นเร็วขึ้น จนเห็นซี่โครงบุ๋มและหน้าท้องบุ๋ม ไปจนกระทั่งไม่สามารถหายใจได้ ก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเสียชีวิตได้




คลิปเตือนภัยอันตรายจากการจมน้ำในบ้าน



น้ำแค่สะดือ..เด็กก็ตายได้

การจมน้ำเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของเด็กเล็กได้เท่ากับโรคภัยต่างๆ และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของเด็กที่อายุ 1 ปีขึ้นไป ซึ่งการจมน้ำในเด็กวัย 0-1 ปี ที่พบส่วนใหญ่คือ จมน้ำในกะละมังอาบน้ำ โดยเฉพาะช่วง 6 เดือนที่เด็กเริ่มนั่งได้ แม้ว่าระดับน้ำแค่สะดือเด็กในท่านั่งก็ตาม หรือแม้แต่ถังน้ำถูบ้านที่ใส่น้ำไว้มากกว่า 30 ซม. ล้วนทำให้ลูกจมน้ำตายได้ทั้งสิ้น

สำหรับเด็กอายุ 2 ปีไปแล้ว มักจะจมน้ำตายในแหล่งน้ำเตี้ยๆ ระดับน้ำสูงแค่สะดือในท่ายืน เช่น สระน้ำขนาดเล็ก บ่อปลาในบ้าน ฯลฯ เด็กจะจมในลักษณะหัวทิ่มขาลอยจากพื้น แล้วตีแขนขาจนตาย เพราะเขาไม่สามารถตะกายตัวให้กลับขึ้นมายืนใหม่ได้เหมือนผู้ใหญ่ เพราะฉะนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องใส่ใจระวังภัยเรื่องนี้พอๆ กับการดูแลปกป้องลูกจากโรคภัยต่างๆ อย่าเผอเรอ วางใจ หรือละเลย ปล่อยให้ลูกอยู่ใกล้น้ำเพียงลำพัง และหมั่นสำรวจตรวจตราสิ่งแวดล้อมรอบบ้านให้ปลอดภัย หรือถ้าลูกอายุ 4 ปีขึ้นไป ควรสอนว่ายน้ำ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ลูกรู้ถึงความปลอดภัย และสามารถพาตัวเองเข้าข้างสระได้



ปฐมพยาบาลเมื่อลูกจมน้ำ

เมื่อช่วยลูกขึ้นมาได้ต้องปลุกให้ตื่น ถ้าไม่ตื่นต้องเป่าปาก ถ้าเป่าปากแล้วไม่ดีขึ้น ต้องนวดหัวใจสลับกับการเป่าปาก ถ้าเป็นเด็กวัย 0-1 ปี ให้ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางกดหน้าอก ส่วนเด็ก 1 ปีขึ้นไป มักใช้ 2 มือ กดหน้าอกลงไป 1 ใน 3 ส่วน

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่สำคัญที่สุดคือ กระตุ้นการหายใจ เพราะถ้าลูกหยุดหายใจไป 2-3 นาที จะมีการหายใจที่ผิดปกติ หมดสติ และหยุดหายใจตามมา และถ้าหยุดหายใจนานเกิน 4 นาที แม้จะสามารถฟื้นขึ้นมาได้สมองของลูกก็ตายแล้ว



ขอบขอบคุณ : รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ กุมารแพทย์หน่วยผู้ป่วยนอก และสร้างเสริมสุขภาพเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลรามาธิบดี

บทความแนะนำ

สูตรลับทำหมูกรอบ ทำเองง่ายๆ ได้ที่บ้าน
เตือนภัย!! ยายกัดอาหารก่อนป้อนให้หลาน ทำหลานติดเชื้อมีเลือดออกในกระเพาะอาหาร
10 วิธี พิชิตเส้นเลือดขอดและบวมแม่ตั้งครรภ์
​kira kira baby ผนึกกำลัง สบู่เหลวอาบน้ำ โลชั่นออร์แกนิค และครีมปกป้องผื่นผ้าอ้อม ช่วยลูกผิวสวยสุขภาพดี

Facebook Comment