วิธีสังเกตความเครียดในเด็ก พร้อมวิธีแก้ไขฉบับคุณหมอ


เด็กเป็นช่วงวัยที่กำลังเติบโตและมีพัฒนาการในด้านต่างๆ ทั้งทางร่างกาย จิตใจและอุปนิสัย การเจริญเติบโตดังกล่าวส่งผลต่อพฤติกรรมการแสดงออก การใช้ชีวิตในปัจจุบัน และในช่วงวัยถัดไปจนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่

ยิ่งในยุคของการแข่งขันที่สูงขึ้น การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ที่พ่อแม่ให้ความสำคัญและมุ่งเน้นสนับสนุนเด็กให้มีความเก่ง เฉลียวฉลาดไม่แพ้คนอื่น ทำให้พ่อแม่หลายครอบครัวเกิดความเครียดและกังวลใจตั้งแต่การเฟ้นหาสถาบันการศึกษาเพื่อเสริมสร้างความรู้ที่ดีให้กับเด็ก และตอบโจทย์ความต้องการของพ่อแม่ แต่หารู้ไม่ว่าสิ่งที่พ่อแม่กังวลใจนั้นสามารถส่งผลให้เด็กเกิดภาวะความเครียดได้ 
 
ในบทความนี้จึงอยากจะขยายความถึงภาวะความเครียดที่เกิดขึ้นกับเด็ก เพื่อเป็นแนวทางให้พ่อแม่เข้าใจและสังเกตเด็กเบื้องต้น ดังนี้
 
ความเครียดในเด็ก แบ่งเป็น 2 ระดับ 
 
ระดับที่ 1 ภาวะเครียดฉับพลัน (Acute Stress) จะเกิดในช่วงเวลาสั้นๆ
 
ระดับที่ 2 ภาวะเครียดเรื้อรัง (Chronic Stress) จะทำให้เด็กต้องทุกข์ทรมานเป็นเวลานานๆ และอาจส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงเคมีในสมอง (Brain Chemistry) และทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำลง 
 
อาการของเด็กที่มีความเครียด
 
การสังเกตเด็กที่เครียดอาจจะยาก แต่สามารถพบได้จากการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ พฤติกรรมและทางร่างกาย เช่น 

• ร้องไห้และกรีดร้องบ่อยครั้ง
• พฤติกรรมก้าวร้าว ดื้อดึง เกเร
• พัฒนาการในการเรียนรู้เกิดความบกพร่องและ/หรือลดลง 
• ทักษะการพูดอ่อน พูดติดอ่าง
• ขาดความมั่นใจในตนเอง มีความวิตกกังวล หรือมีความกลัว
• แยกตัวจากเพื่อน เล่นน้อยลง
• ขี้หงุดหงิด ขี้แย 
• กลัวการแยกจากคนหรือสิ่งของ
• ไม่มีสมาธิ มีปัญหาด้านความจำ บ่นปวดศรีษะ
• น้ำหนักน้อยหรือตกเกณฑ์ และไม่อยากอาหาร
• ปวดท้อง หรือมีปัญหาในการย่อยอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน
• นอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิท
• ฝันร้าย 
 
นอกจากนี้ ยังรวมถึงพฤติกรรมถดถอย เช่น ความสามารถในการช่วยเหลือตัวเอง (เช่น การอาบน้ำ แต่งตัว) ที่เด็กเคยทำได้เองแล้วแต่กลับเรียกร้อง / ร้องขอให้พ่อแม่ช่วย หรือปฏิเสธที่จะทำด้วยตัวเอง หรือการกลับมามีปัสสาวะรดที่นอน เป็นต้น
 
วิธีการลดความเครียดของเด็ก
 
1. การทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว

เช่น ทานข้าวร่วมกัน ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ ปลูกต้นไม้ ให้เด็กได้ช่วยงานบ้านเล็กๆน้อยๆ เพื่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ที่ดี  มีความสุข ทำให้เด็กลืมเรื่องเครียด อีกทั้งยังทำให้เกิดความอบอุ่นในครอบครัวด้วย
 
2. การพูดอย่างสร้างสรรค์ และแสดงอารมณ์อย่างเหมาะสม

พูดในทางบวก พ่อแม่ควรให้ความสำคัญกับการพูดจากับเด็กให้มาก คือการพูดในทางบวก การชมเชยลูก การให้กำลังใจ ในการสอนลูก ควรใช้คำพูดที่สุภาพ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดี และช่วยให้ความสัมพันธ์ของคุณและเด็กมีคุณภาพขึ้น 
 
3. การให้เด็กได้พบกับประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ๆ นอกจากการเรียน

เสริมสร้างประสบการณ์ใหม่ๆให้เด็ก ควรให้เด็กรู้จักความผิดพลาดบ้าง เพื่อทำให้เด็กเกิดความเรียนรู้ รู้จักปรับตัวและรู้จักแก้ไขปัญหา 
 
4. การยอมรับในความสามารถของเด็ก และไม่ควรบังคับเด็กให้ทำในสิ่งที่ยังไม่พร้อม

ไม่เร่งเด็กในด้านวิชาการมากจนเกินไป และควรให้เวลากับเด็กในการเรียนรู้ปรับตัวด้านสังคมด้วย พ่อแม่ส่วนใหญ่มักมองข้ามและเร่งเด็กให้เรียนกวดวิชาเพิ่ม ทำให้ไม่มีโอกาสได้ใช้เวลาทำกิจกรรมอื่นหรือเล่นกับเพื่อน “ทำให้เด็กขาดทักษะการเข้าสังคม” เข้ากับเพื่อนไม่ได้ และไม่รู้ว่าการเข้ากับเพื่อนต้องทำอย่างไรบ้างเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น
 
5. รับฟังความคิดเห็นเด็ก

เมื่อเด็กทำผิดสิ่งที่ควรทำคือรับฟังความคิดเห็น และถามถึงเหตุผลที่เด็กกระทำสิ่งนั้นว่าคืออะไร? ทำไมจึงทำ? เมื่อทราบสาเหตุจะทำให้เข้าใจถึงการกระทำของเด็ก ส่งผลให้เราสามารถพูดคุยและสอนเด็กได้อย่างถูกต้อง และส่งเสริมให้เด็กได้แก้ไขในสิ่งที่เกิดขึ้น
 
“ความเครียดในเด็ก” ถือเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่ต้องเข้าใจและดูแล อย่าปล่อยปละละเลย หากพบว่าเด็กมีอาการซึมเศร้า ผิดปกติ พ่อแม่ได้พยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมภายในครอบครัวแล้วแต่ยังไม่เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นก็ควรปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาโดยเร็ว
 

โดย แพทย์หญิงเบญจพร อนุสนธิ์พรเพิ่ม
จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลวิชัยยุทธ

 

บทความแนะนำ

SCG CHEMICALS ชวนคนทุกวัยมารวมพลังในงานนวัตกรรมพลาสติกเพื่อดูแลชีวิตคนทุกวัย
ร้อนๆ ระวังลูกเป็นหวัดแดด
ลูกเป็นลม อันตรายร้ายแรงหรือเปล่า!
Polar Wipe เชื้อโรคเยอะแค่ไหนก็ไหวจ้ะแม่จ๋า

Facebook Comment