โรคซึมเศร้าภัยเงียบในเด็ก ปล่อยไว้นานอาจฆ่าตัวตายได้

โรคซึมเศร้า,เด็กซึมเศร้า,ซึมเศร้า,การเลี้ยงลูก,ฆ่าตัวตาย,อาการซึมเศร้า,การเลี้ยงดูเด็ก,โรคเด็ก,ความรัก,ดูแลลูก,ลูกฆ่าตัวตาย,ผิดหวังความรัก,โรคซึมเศร้า,เด็กซึมเศร้า,ซึมเศร้า,การเลี้ยงลูก,ฆ่าตัวตาย,อาการซึมเศร้า,การเลี้ยงดูเด็ก,โรคเด็ก,ความรัก,ดูแลลูก,ลูกฆ่าตัวตาย,ผิดหวังความรัก,




เห็นข่าวหนุ่มสาวคิดสั้นฆ่าตัวตายเพราะความรัก พ่อแม่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ นอกจากเหตุจากอารมณ์ชั่ววูบแล้ว สาเหตุการฆ่าตัวตายหลายครั้งเกิดจาก โรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้า
ป้องกันได้ด้วยวัคซีนแห่งความรักและการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดค่ะ เพราะอาการของโรคนี้ไม่ได้บุกทำร้ายร่างกายให้เห็น แต่คุกคามและทำร้ายจิตใจของเด็กๆ ส่งผลให้แสดงอาการออกมาเป็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป หากปล่อยไว้นานจนอาการรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้ค่ะ



เช็คอาการลูกอยู่ในภาวะซึมเศร้าหรือไม่

1. อารมณ์ซึมเศร้า หดหู่ สะเทือนใจง่าย ร้องไห้บ่อย เป็นประจำทุกวัน
2.สนใจกิจกรรมต่างๆ ลดลงจากที่เคยเป็น มักแยกตัวไม่เล่นกับเพื่อน
3. น้ำหนักลดลงหรือน้ำหนักไม่เพิ่มตามเกณฑ์
4. นอนไม่หลับหรือนอนมากเกินไป ผิดปกติไปจากเดิม
5. กระวนกระวายใจ หรือเฉื่อยชา เหม่อลอย ไม่ร่าเริง แจ่มใส
6. อ่อนเพลียไม่มีแรง บางคนอาจปวดหัวและปวดเมื่อยตามตัว
7. รู้สึกผิดหรือไร้ค่า หมดหวังกับชีวิต ไม่อยากทำอะไรเลย เพราะคิดว่าตัวเองทำไม่ได้
8. สมาธิลดลง ตัดสินใจต่างๆ ไม่ได้ ไม่มั่นใจในตัวเอง
9. พูดคุยเรื่องเกี่ยวกับการตายหรือมีอาการทำร้ายตัวเอง

เกณฑ์วินิจฉัยโรคซึมเศร้าทั้ง 9 ข้อในเบื้องต้นนี้คือ คำแนะนำจาก พญ.พัชรี พรรณพานิช จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลมนารมย์ ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถเช็กพฤติกรรมชวนสงสัยเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าได้ค่ะ


ถ้าพบว่าลูกมีอาการดังกล่าวเกิน 5 ข้อติดต่อกันนานกว่า 2 สัปดาห์ เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าหนูน้อยเข้าข่ายเป็นโรคซึมเศร้าค่ะ ควรพาลูกไปพบแพทย์ด้านจิตเวช เพื่อรับการวินิจฉัยโรคและรักษาได้ทันท่วงที


โรคซึมเศร้าคืออะไร มีอาการอย่างไร

พญ.พัชรี เล่าว่า โรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder) คือ โรคทางจิตเวชที่พบได้ในบุคคลทุกวัย อาการของโรคเกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมองที่เรียกว่า ซีโรโตนิน นอร์เอปิเนฟริน และโดปามีน ซึ่งมีผลกระทบต่อความนึกคิด อารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรมและสุขภาพกายของผู้ป่วย

อาการหลักๆ ของโรคนี้ คือ ซึมเศร้า รู้สึกหมดหวัง ไม่มีความสุขในชีวิต ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ถ้าไม่ได้รับการรักษาจะส่งผลเสียทั้งร่างกายและจิตใจค่ะ

โรคซึมเศร้า แบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้

1. โรคซึมเศร้าแบบรุนแรง : ผู้ป่วยจะมีอารมณ์ซึมเศร้าตลอดเวลา นานกว่า 2 สัปดาห์ จนไม่สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้เลย

2. โรคซึมเศร้าเรื้อรัง : ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงน้อยกว่าประเภทแรก มีอาการซึมเศร้าต่อเนื่องยาวนานมากกว่า 2 ปี แต่สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ เพราะอาการซึมเศร้าจะเกิดขึ้นบางช่วงเวลาเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะพบในวัยผู้ใหญ่ค่ะ


สำหรับเด็กวัย 3-9 ปี ส่วนใหญ่จะเป็นโรคซึมเศร้าในประเภทรุนแรง เพราะเด็กวัยนี้ยังไม่สามารถจัดการปัญหาต่างๆ ได้ดีเท่าผู้ใหญ่ แล้วยังอ่อนไหวต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ง่าย เมื่อเกิดผลกระทบด้านจิตใจซ้ำหลายๆ ครั้ง จะส่งผลต่อการเรียนที่แย่ลง ร้องไห้งอแง กินอาหารน้อยลง สุขภาพอ่อนแอ



สาเหตุการเกิดโรคซึมเศร้า

โรคนี้ไม่สามารถหาสาเหตุที่ชัดเจนได้ การวินิจฉัยจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ของผู้ป่วยแต่ละคน ซึ่งสามารถแบ่งเป็น 3 ปัจจัย คือ

1. ชีวภาพ ได้แก่ พันธุกรรม ถ้าพ่อแม่เคยเป็นโรคซึมเศร้ามาก่อน ลูกที่เกิดมาก็มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน อีกส่วนหนึ่งมาจากการหลั่งสารเคมีในสมองที่ผิดปกติ กรณีนี้การกินยาสามารถรักษาให้หายได้ค่ะ

2. จิตใจ ได้แก่ เรื่องของประสบการณ์ที่เคยถูกเลี้ยงดูมาตั้งแต่เล็ก เช่น เรื่องความรุนแรงหรือถูกละเลยที่จะกระตุ้นพัฒนาการตามที่เด็กควรจะได้รับ เด็กกลุ่มนี้จะมองตัวเองในแง่ลบ จนเป็นสาเหตุของความรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองและบุคคลรอบข้าง

3. สังคม ได้แก่ กลุ่มคนที่แวดล้อมรอบตัวเด็ก เช่น ครอบครัว เพื่อน คุณครู ที่กระทำกับเด็กจนเด็กรู้สึกกดดัน เช่น การถูกปฏิเสธจากกลุ่มเพื่อน ถูกครูตำหนิหรือครูแสดงให้เห็นว่าไม่เป็นที่ชื่นชอบ เป็นต้น


โรคซึมเศร้า,เด็กซึมเศร้า,ซึมเศร้า,การเลี้ยงลูก,ฆ่าตัวตาย,อาการซึมเศร้า,การเลี้ยงดูเด็ก,โรคเด็ก,ความรัก,ดูแลลูก,ลูกฆ่าตัวตาย,ผิดหวังความรัก,

โรคซึมเศร้ารักษาอย่างไร

“หากเด็กป่วยมีอาการซึมเศร้านานประมาณ 6 – 9 เดือนโดยที่พ่อแมไม่ทราบว่าลูกเป็นโรคซึมเศร้าจึงไม่ได้รักษา อาการของโรคอาจหายขาดเองได้ แต่ข้อควรระวังคือผู้ป่วยมีโอกาสเป็นซ้ำครั้งที่ 2 ซึ่งอาการของโรคจะรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ถึงขนาดทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตาย”



ในกรณีที่แพทย์ตรวจพบว่าเด็กกำลังป่วยเป็นโรคซึมเศร้า แพทย์จะรักษาด้วยการให้กินยาติดต่อกันอย่างน้อย 6 เดือน - 1 ปี ร่วมกับการทำจิตบำบัดเพื่อให้ผู้ป่วยปรับความคิดจากด้านลบกลับสู่ด้านบวก รวมถึงพยายามปรับทัศนคติสมาชิกในครอบครัว คนรอบข้าง และคุณครูที่โรงเรียน ให้เข้าใจตรงกันสำหรับวิธีการดูแลผู้ป่วย และพยายามหากิจกรรมที่ทำร่วมกันเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับคนอื่นๆ


การดูแลเด็กที่เป็นโรคซึมเศร้าขณะอยู่ที่โรงเรียน ก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากันค่ะ โดยเฉพาะคุณครูที่ใกล้ชิดกับเด็ก ซึ่งปัจจุบันมีหลายหน่วยงานได้จัดอบรมให้ความรู้กับคุณครูตามโรงเรียนต่างๆ เกี่ยวกับวิธีสังเกตและวิธีช่วยเหลือเด็กที่อยู่ในภาวะเป็นโรคซึมเศร้าอย่างถูกวิธี


หากลูกกำลังป่วยเป็นโรคนี้อยู่ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องแจ้งคุณครูให้ทราบ เพื่อช่วยกันสังเกตอาการ ให้การช่วยเหลือ และเข้าใจพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของลูก


รักษาโรคซึมเศร้าด้วยความรักและเข้าใจ

โรคนี้สามารถป้องกันได้ด้วยการดูแลเอาใจใส่และการมอบความรักความเข้าใจจากผู้ใหญ่ ด้วยวิธีการต่อไปนี้

  • สร้างภูมิคุ้มกันด้านสังคมให้กับลูก โดยเริ่มจากสังคมครอบครัวค่ะ ทำให้ลูกรู้สึกมีคุณค่าในสายตาคนรอบข้างและมีความภาคภูมิใจในตัวเองผ่านการสื่อสารภายในครอบครัว
  • เปิดโอกาสให้ลูกได้ระบายความรู้สึกและความคิด เช่น ถามลูกว่า ลูกรู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยผู้ใหญ่ต้องมีความใจเย็น ไม่ใช้อารมณ์ในการตัดสินสิ่งที่ลูกพูด
  • ขาดทักษะแก้ไขปัญหา สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กรู้สึกหดหู่ คือขาดทักษะแก้ไขปัญหา ดังนั้น จึงควรฝึกให้ลูกสามารถแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง เช่น ตั้งคำถามจำลองสถานการณ์ให้ลูกลองคิดแก้ปัญหา ฝึกให้ลูกช่วยเหลือตนเอง โดยมอบหมายงานตามความสามารถ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ลูกว่าสามารถทำได้ เป็นต้น
  • ส่งเสริมให้เด็กกล้าแสดงออก ในสังคมโรงเรียน คุณครูควรจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กกล้าแสดงออกร่วมกับเพื่อนๆ เป็นการส่งเสริมให้เขาได้รับการยอมรับจากเพื่อนๆ มากยิ่งขึ้นค่ะ



บทความแนะนำ

กลเม็ดเด็ดๆ มัดใจสามี
พบไวรัสซิกาในไทย เตือนแม่ท้องระวังไวรัสซิกาทำลูกพิการได้
5 ท่าเซ็กส์สุดเสียว แต่ปลอดภัยสำหรับคนท้อง
เทคนิครับมือเมื่อสิ่งแปลกปลอมติดคอลูก

Facebook Comment