3 บทเรียนที่เราและโลกเรียนรู้จาก “ยุทธการเปิดถ้ำ เปิดโลก” ของ “หมูป่า เอฟซี”

ทีมหมูป่า,13นักบอลทีมหมูป่า,เด็กติดถ้ำหลวง,เด็กติดในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน,เด็กนักบอลติดในถ้ำหลวง,เด็กติดถ้ำรอดชีวิต,ลูกได้อะไรจากกีฬา,ให้ลูกเล่นกีฬามีประโยชน์อะไร, ทำไมต้องให้ลูกเล่นกีฬา, เหตุผลที่ควรให้ลูกเล่นกีฬา, กีฬาเสริมพัมนาการเด็กยังไง, กีฬาพัฒนา EF, บทเรียนเด็กติดถ้ำ, พ่อแม่เรียนรู้อะไรจากข่าวเด็กติดถ้ำ


กรณี 13 เด็กๆ นักบอลทีมหมูป่า ติดอยู่ในถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอนจังหวัดเชียงราย ทำให้เราและโลกได้เรียนรู้ 3 บทเรียนที่ทำให้เราต้องตื่นตัวเรื่องการสอนเด็กๆ ในโลกปัจจุบันได้แล้ว เรามีข้อเขียนจาก นายแพทย์อุดม เพชรสังหาร จิตแพทย์ด้านสมองเด็ก นำเสนอไว้อย่างน่าสนใจใน Facebook เราจึงขออนุญาตนำข้อเขียนนี้มาให้พ่อแม่ได้อ่านเพื่อการปรับตัวในการเลี้ยงลูกในอนาคตค่ะ


“ยุทธการเปิดถ้ำ เปิดโลก” ของ “หมูป่า เอฟซี”
คนไม่น้อยอยากเอาก้านมะยมหวดก้น “หมูป่า เอฟซี” ฐานซนไม่เข้าเรื่องจนผู้ใหญ่ต้องป่วนกันไปค่อนโลก หมดเปลืองเงินทองไปไม่ใช่น้อย และเมื่อถึงตอนเจอตัว “หมูป่า เอฟซี” หลายคนถึงกับของขึ้นเมื่อเห็นภาพ “หมูป่า เอฟซี” ยังหน้าระรื่น

“มันไม่ทุกข์โศก หรือสำนึกผิดอะไรเลย” หลายคนบ่นด้วยความโมโห คงคาดว่าจะต้องเจอพวกเขาในสภาพที่อิดโรยเจียนตายเพราะอดอาหารมากว่าสัปดาห์ พร้อมกับใบหน้าที่สำนึกผิด แต่เมื่อเจอในสิ่งที่ตรงกันข้ามก็เลยเบรกแตก

ผมมองเหตุการณ์นี้ตรงกันข้ามครับ แทนที่จะเอาก้านมะยมไปหวดก้นพวกเขาผมขอเอาช่อกุหลาบไปขอบคุณพวกเขา

“ขอบใจพวกเธอจริง ๆ “หมูป่า เอฟซี” พวกเธอทำให้โลกใบนี้ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อีกหลายอย่าง”

“ขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนช่วยเหลือเด็ก ๆ และโค้ชของพวกเขาให้กลับออกมาจากถ้ำได้อย่างปลอดภัย ถ้าไม่มีพวกท่านตำราเดินได้ทั้ง 13 เล่มนี้ก็คงถูกฝังอยู่ในถ้ำนั่นแหละ”

เด็กและโค้ชอาจจะไม่ฟังคำเตือนที่ติดไว้หน้าถ้ำ แต่มันก็แค่คำเตือนนะครับไม่ใช่คำสั่งห้าม คำเตือนกับคำสั่งห้ามไม่เหมือนกันแน่นอน ถ้าคุณไม่อยากให้คนเข้าไปในถ้ำคุณต้องสั่งห้ามครับ ดังนั้นในกรณีนี้ผมไม่คิดว่าเด็กและโค้ชทำผิด สิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขามันคืออุบัติเหตุที่ไม่มีใครคาดคิดไม่ใช่การแส่หาเรื่อง

ในวิกฤติมักมีโอกาสให้เราเสมอ ผมชอบใจที่หมอธีรเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการสั่งให้ สพฐ. ถอดบทเรียนกรณีนี้ออกมาให้ได้ ผมก็สนใจเช่นกันเพราะมันมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่เป็นคำถามเกิดขึ้นจากการได้ดูวีดีโอที่ทีมกู้ภัยไปเจอเด็ก ๆ ในตอนแรก ในฐานะจิตแพทย์ผมว่าสภาวะจิตใจของพวกเขายังโอเคนะ คนบางคนถ้าเจอเรื่องแบบนี้ไม่ต้องถึง 10 วันหรอกครับ วันสองวันก็เบรคแล้ว พวกเขามีอะไรดีจึงยังดูดีอยู่ ก็เลยขอเสนอคณะทำงานของ สพฐ. ว่าลองมองประเด็นเหล่านี้ดูด้วยนะครับ

  1. การที่คน(โดยเฉพาะวัยรุ่น)สามารถเผชิญหน้ากับความเครียดที่รุนแรงถึงขั้นคุกคามต่อชีวิตแบบนี้ได้เป็นระยะเวลาหลาย ๆ วันโดยไม่มีความผิดปรกติทางจิตใจที่รุนแรงเกิดขึ้น แสดงว่าคนเหล่านี้ต้องมีกลไกป้องกันทางจิตใจ(Mental Protective Factor) ที่แข็งแรงมากทีเดียว แล้วกลไกที่ว่ามันคืออะไร
     
  2. ตอนนี้นักวิชาการของสถาบันการศึกษาชั้นนำของโลกหลายแห่ง เช่นมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐ มหาวิทยาลัยมอนทรีออล แคนาดา ฯลฯ มีความเห็นตรงกันว่า Brain Executive Function คือ Mental Protective Factor ที่สำคัญที่สุด คนที่มี Brain Executive Function สูงจะมีความต้านทานต่อความเครียดได้ดี และมีวิธีจัดการกับสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียดได้ดีกว่าคนที่มี Brain Executive Function ต่ำ
     
  3. ทีมนักวิจัยของ Karolinska University ประเทศสวีเดนพบว่า เด็กที่สนใจการเล่นฟุตบอล และสามารถผ่านการคัดเลือกเข้ามาอยู่ในโรงเรียนฝึกสอนฟุตบอล(Soccer Academy)ได้ จะมีคะแนน Brain Executive Function สูงกว่าเด็กที่ไม่ผ่านการคัดเลือก และในนักฟุตบอลอาชีพก็เช่นกัน พวกเขาก็พบว่านักฟุตบอลที่ทำประตูหรือช่วยเพื่อนให้ทำประตูได้เยอะจะมีคะแนน Brain Executive Function สูงกว่าคนที่ทำประตูหรือช่วยเพื่อนทำประตูได้น้อยกว่า


ทั้งสามประเด็นมีอะไรเชื่อมโยงกับกรณีของ “หมูป่า เอฟซี” มั้ย ถ้ามีก็แปลว่าต่อไปนี้เราจะต้องพัฒนา Brain Executive Function ในเด็กของเราอย่างขนานใหญ่แล้วล่ะ เลิกอาลัยอาวรณ์กับ IQ & EQ กันเสียที และเรื่องราวของ “หมูป่า เอฟซี” จะกลายเป็นกรณีศึกษา(Case Study)ของวงการสุขภาพจิตและจิตเวชศาสตร์ทั่วโลกเลยทีเดียว

อีกประเด็นที่ผมอยากชวนคิดก็คือ เรามักจะห้ามไม่ให้เด็กทำโน่นทำนี่ เพราะกลัวเด็กจะเกิดอันตรายและกลัวว่าตัวเองจะเดือดร้อนต้องหาทางช่วยเหลือแก้ไข การยึดติดอยู่กับความคิดแบบนี้อย่างฝังแน่นบางที่มันก็ทำให้เราพลาดโอกาสดี ๆ ไปได้เหมือนกัน

โลกอนาคตจะแคบลง การอพยพโยกย้ายไปทำงานในที่ต่าง ๆ ทั่วโลกจะเป็นเรื่องปรกติของคนรุ่นใหม่ คนรุ่นใหม่จึงต้องเป็น “Global Citizen” ดังนั้นการมี “จิตวิญญาณแห่งการสำรวจโลก” จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจำเป็นต้องปลูกฝังลูกหลานของเราในเรื่องนี้ให้ได้ แต่ถ้าเรายังกลัวว่าเด็กจะเป็นอันตราย แม้แต่ถ้ำใต้ภูเขาข้างบ้านเราก็ยังไม่อยากให้เด็ก ๆ เข้าไปสำรวจเลย แล้วพวกเขาจะกลายเป็น Global Citizen ไปได้อย่างไร การเข้าไปสำรวจถ้ำของ “หมูป่า เอฟซี” ผมจึงมองเป็นวีรกรรม พวกเขาได้ทำการเปิดถ้ำ และเปิดมิติใหม่ของการพัฒนามนุษย์ที่บทเรียนมันไม่ได้อยู่ในตำราอีกต่อไป

และก็อย่าไปคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่หรือเรื่องไกลตัว “รอให้พร้อมก่อนค่อยว่าก็แล้วกัน” นะครับ เพราะปีนี้ (2018) PISA จะเริ่มทำการวัดความเป็น Global Citizen แล้วครับ เขาเรียกว่าแบบทดสอบ Global Competences มันจะมาพร้อมกับแบบทดสอบวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่านที่เด็กของเราต้องทดสอบทุก 3 ปีนั่นแหละ

ขอบคุณ “หมูป่า เอฟซี”
ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยนำพาเอา “หมูป่า เอฟซี” ออกมาจากถ้ำ
 

ขอขอบคุณข้อเขียนจาก
Facebook นายแพทย์อุดม เพชรสังหาร



 

บทความแนะนำ

Play + Learn เพลิน ที่ มิวเซียมสยาม
ดีจี มอบนมแพะผงให้น้องๆ มูลนิธิเด็กโสสะฯ บางปู
อย่าประมาท “ภัยประตู”
เตือนภัย! ทารกแรกคลอดเกือบตาย หลังถูกคนที่มาเยี่ยมจูบ!

Facebook Comment