คู่มือเลี้ยงลูก…กับการเปลี่ยนแปลงของโลก

 


เมื่อเวลาผ่านไป ลูกหลานและเด็กๆ ก็เติบโตกันให้ชื่นอกชื่นใจ หมอเองจำไม่ได้ว่าเขียนคู่มือเลี้ยงลูกมานานกี่ปีแล้ว

 

จนเร็วๆ นี้ไปงานศพอาจารย์ที่เคารพนับถือ มีผู้หญิงท่านหนึ่งเข้ามาทักว่า “คุณหมอ คู่มือเล่ม 1 ยังมีไหมคะ?” ออกจะงงๆ เธอก็เล่าว่า อ่านมาตั้งแต่เล่ม 1 เลี้ยงลูกมาจนลูกจบปริญญาโท ทำงานแล้ว ลูกอายุ 35 ปี! ถามว่าทำไมจึงต้องการเล่ม 1 เธอตอบว่า “ถูกใจที่สุดค่ะ เพราะเข้าใจแม่ดีมาก มีคนมายืมแล้วก็หายไป ซื้อมาใหม่เล่มอื่นๆ ไม่ถูกใจเท่า” จึงมาทบทวนดู

หมอเขียนคู่มือเลี้ยงลูกนี้ลงในนิตยสารรายเดือน เดือนละ 1 บท สม่ำเสมอ ครบ 2 ปี ได้ 24 บท จึงรวบรวมเป็นเล่มโดยบทแรกๆ หมอจะทุ่มเทเขียนให้กำลังใจพ่อแม่มากๆ และแน่นอนว่าเน้นแม่ เพราะภาระหนักกว่าใคร เข้าอกเข้าใจกันดี หมอเองก็เป็นแม่ลูก 3 ก่อนมีลูกเราสอนคุณแม่ บางทีสอนไปบ่นไป พอเป็นเองเลิกบ่นเลยค่ะ เห็นใจคุณแม่สุดๆ ซาบซึ้งมาก ๆ ในบทบาทแม่ซึ่งบรรจุเต็มที่ในเล่ม 1 ตอนนี้นับมาเกิน 30 ปี เนื้อหาทางวิชาการ โรคภัยไข้เจ็บ และข้อมูลการเลี้ยงลูก เทคโนโลยีทันสมัยมีมาก บทแรกๆ จึงถูกลดทอนไป เพิ่มแค่ข้อมูลใหม่ๆ คุณแม่จึงชอบเล่ม 1 มากกว่า

ตอนนี้ไปไหนมาไหนจะพบคุณแม่ (มีอายุ) บอกว่าลูกจบปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอกบ้าง ลูกอายุ 20 ปีปลายถึง 30 ปีกว่าๆ เลี้ยงลูกด้วยคู่มือคุณหมอนะ วันก่อนไปงานราตรีมหาวิทยาลัยมหิดลพบคุณแม่ 2 ราย ต่างพาหนุ่มรูปหล่อมาแนะนำว่า “อ่านคู่มือคุณหมอเลี้ยงลูกมาค่ะ พามากราบคุณหมอหน่อย”

นักศึกษาบางคนเข้ามาแนะนำตนเองว่าคุณแม่ให้มาบอกอาจารย์ว่า “แม่ใช้คู่มือเลี้ยงผมมา” มีคุณหมอผู้หญิง 2 คนอยู่โรงพยาบาลศิริราชขณะนี้ ชื่อ ชนิกา ทั้งคู่ คุณแม่เลี้ยงด้วยคู่มือทั้ง 2 คนค่ะ คนหนึ่งเป็นกุมารแพทย์แล้ว อีกคนเป็นนักศึกษาแพทย์ปีที่ 3 เรียนดีและชอบมีจิตอาสาด้วย อีกรายเป็นหนุ่มรูปหล่อ สูง 180 ซม. เก่ง และจบนิเทศศาสตร์ เคยทำงานด้วยกันก็ชื่นชมเขา เมื่อภายหลังพบแม่เขาบอกว่า “คุณหมอเคยดูแลตอนเป็นเบบี้ อุ้มไปหาที่โรงพยาบาล จำไม่ได้หรือคะ” จะจำได้อย่างไร จากเบบี้กลายเป็นหนุ่มสูง 180 ซม.

นี่คือความปลื้มใจเล็กๆ ของหมอคนหนึ่ง ที่มีแรงบันดาลใจทำสิ่งนี้ด้วยประสบการณ์ของตนเองในการดูแลลูกๆ อยากให้องค์ความรู้นี้แพร่ไปให้มากที่สุดตอนแรกนั้นจะทำทั้งคู่มือเลี้ยงลูก เขียนในนิตยสารรักลูก และฉบับอื่นๆ ทำรายการโทรทัศน์ ทำวิทยุ และอื่นๆ จนขณะนี้ก็ยังเขียนบทความถึงท่านๆ อยู่ค่ะ ขณะนี้ทราบว่าเพื่อนบ้านของเราก็ตื่นตัวเรื่องสื่อต่างๆ ในการเลี้ยงดูเด็ก รวมทั้งนิตยสารและคู่มือเลี้ยงลูกด้วย เมื่อเปิดเสรีอาเซียน 2558 คงจะมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น เดี๋ยวนี้สื่อมีมากมาย โดยเฉพาะ social media ซึ่งเร็วขนาดเป็น nano second culture โลกใบโตเหลือนิดเดียว แค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น

การรับสื่อจึงมีความสำคัญมาก หมอเคยไปประชุมครั้งหนึ่งซึ่งวิทยากรฉายรูปแผนที่โลก แผ่กางออกไปและมีอะไรบินว่อนๆ เต็มไปหมด คล้ายแมลงเม่าที่เข้ามาในฤดูฝน ดูสับสนวุ่นวาย เขาเฉลยว่านี่แหละคือสายการบินที่บินกันให้ว่อนไปหมดในโลกนี้ ยังไม่นับการติดต่อทางน้ำ มหาสมุทรทั้งหลาย ทางหลวง รถ รถไฟ ฯลฯ ยังไม่นับด้าน electronic data ที่ว่อนทั่วโลก รวมการเงิน เศรษฐกิจ การเมือง การยักย้ายถ่ายเทของผู้คนเกิดขึ้นอย่างมโหฬาร

ไม่เฉพาะการเดินทาง แต่โรคภัยไข้เจ็บ เช่น ไข้หวัดใหญ่ โรคติดเชื้อ HIV หรือเอดส์ โรคซาร์ส ไข้หวัดนก โรคร้ายๆ จากทวีปหนึ่งจะไปสู่อีกทวีปหนึ่งอย่างรวดเร็ว การค้าขาย วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ วิถีชีวิตเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง การเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุดทั้งเทคโนโลยีต่างๆ สื่อต่างๆ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ถ้าเราไม่เข้าใจ ไม่รู้ทันและฉลาดพอที่จะตามทันสิ่งเหล่านี้ ก็อาจจะหลงไปผิดทางได้

ดังนั้นการเลี้ยงลูกให้ฉลาด รู้ทันการเปลี่ยนแปลง ไม่สามารถมีคู่มือเล่มใดในโลกนี้ให้ท่านได้ ท่านย่อมได้ประสบการณ์การอบรมเลี้ยงดูจากพ่อแม่ของท่านเองจากผู้ใหญ่ ผู้รู้ จากการติดตามการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การศึกษา เรียกว่าติดตามบ้านเมืองอยู่เสมอในทุกๆ ด้าน ท่านจะรู้ทันการเปลี่ยนแปลง ที่สำคัญคือใกล้ชิดลูกเสมอ ทุกโอกาสที่เราทำได้ แต่เป็นไปตามอายุของลูก ลูกเล็กเราดูแลใกล้ชิดเหมือนแม่ไก่กางปีกปกป้องลูกเจี๊ยบจากอันตราย เราให้การศึกษาและสนับสนุนให้ลูกเข้มแข็ง คอยชี้แนะทางและอยู่ห่างๆ เมื่อเขาโตแล้ว ทำมาหาเลี้ยงชีพอย่างสุจริต ลูกเราจะอยู่ได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกนี้ได้อย่างดีและรู้เท่าทัน

 

 

 

Facebook Comment