เบื่อเรียน! ทำอย่างไรเรียนให้สนุก

เบื่อเรียน,เรียนให้สนุก,สนุกกับการเรียน,

มีวิธีเรียนให้สนุกอยู่หลายวิธีค่ะ ขึ้นอยู่กับตัวผู้เรียนว่าจะรู้สึกสนุกกับวิธีแบบไหน วันนี้ขอแนะนำวิธีลองไปปรับใช้ดูนะคะ


1.ทลาย ตัวปิดกั้นสติ ปัญญา คือ ขจัดอาการเครียด ท้อแท้ คาดหวัง กับวิชาเรียน คาดหวังกับเกรด ด้วยการ ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารดีๆ ทำจิตใจให้ผ่อนคลายมากๆ (เสมือนการดีท็อกซ์จิตใจหน่ะค่ะ) ดูหนัง ฟังเพลง ทำแต่พอประมาณ

2.เมื่อรู้สึกว่า ปลอดโปร่ง สดชื่น โล่งสบายทั้งกายและใจ แล้ว ก็เริ่มตั้งสติ ทบทวนตัวเองดูว่า เราเป็นผู้ที่สามารถควบคุมตัวเอง ให้มีสติ ได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าน้อยก็ฝึกให้มากขึ้น วิธีฝึกสติ ก็มีมากมาย (สติ คือ การจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนกระทั่งไม่เกิดความสงสัยในสิ่งนั้นแล้ว)

3.เมื่อรู้จักควบคุมสติแล้ว ให้ตั้งใจในเวลาเรียน ตั้งใจฟังอาจารย์ เมื่อสงสัยก็ให้ถาม อย่าเก็บความสงสัยไว้ เพราะจะทำให้สะสม หมักหมม และกลายเป็นมลภาวะทางจิต และปัญญา และเกิดอาการเซ็ง เพราะไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง ขึ้นมาอีก

4.แบ่งเวลาให้ชัดเจน ว่าแต่ละวันจะทำอะไร ในส่วนที่เหมาะสมกับสถานภาพปัจจุบันของตัวเอง เช่น อยู่ในวัยเรียน ก็ต้องให้เวลากับการเรียน การทบทวน การค้นคว้า มากกว่าการ กิน เล่น เที่ยว คุยโทรศัพท์

5.กำหนดเป้าหมาย รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน รายปี และเป้าหมายสูงสุดในชีวิต แล้วค่อยๆ ทำไปทีละเล็กละน้อย วันไหนทำสำเร็จตามเป้าหมายก็ให้กำลังใจตัวเอง ว่า "ไชโย! ชนะตัวเองแล้ว"



วิธีสร้างพลังแห่งการเรียน
การเรียนควรเริ่มต้นจากการสำรวจว่า ตนเองชอบเรียนอะไร เก่งวิชาไหน อ่อนวิชาไหน เมื่อรู้จุดอ่อนของตัวเองแล้วก็ค่อย ๆ ปรับปรุงแก้ไข การเรียนโดยไม่อ่านหนังสือเรียนก็เปรียบเสมือนการว่ายนำโดยไม่อบอุ่นร่างกายก่อน การอบอุ่นร่างกายก่อนลงน้ำจะทำให้ร่างกายปรับตัวเข้ากับอุณหภูมิของน้ำได้ เช่นเดียวกับการอ่านหนังสือเรียนก่อนเข้าเรียน จะทำให้เราเข้าใจเนื้อหาและส่วนสำคัญของบทเรียนได้เร็วขึ้น

การเรียนควรเข้าใจเนื้อหาในหนังสือเรียนให้ลึกซึ้ง เราต้องอ่านหนังสือเรียนก่อนจึงจะรู้ว่าควรทบทวนเรื่องอะไร และทำให้รู้แนวข้อสอบ แต่มีนักเรียนจำนวนมากที่ให้ความสำคัญกับการตอบคำถูกเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจว่าคำถามนั้น ๆ มีที่มาที่ไปอย่างไร ดังนั้นหากวิเคราะห์เนื้อหาในหนังสือเรียน ลองตั้งคำถามหรือเก็งข้อสอบแล้วตอบคำถามด้วยตนเอง จะช่วยให้การเตรียมตัวสอบได้ผลดี



บทความแนะนำ

นี่ไม่ใช่ รถหัดเดิน!
ท่านอนที่ควรรู้สำหรับลูกวัย 6 เดือนแรก
วิธีปฏิบัติลดปัญหาการกินของเด็กวัย 1-3 ปี
ลูกพูดไม่ชัด อย่ามองว่าเป็นเรื่องเล็ก

Facebook Comment