หน้าร้อนต้องรู้! 4 โรค หน้าร้อนอันตรายที่เด็กเสี่ยงเป็นมากที่สุด พร้อมวิธีรับมือ



4 โรคหน้าร้อนที่เด็กเสี่ยงเป็นมากที่สุด

หน้าร้อนของบ้านเรายาวไปจนเดือนพฤษภาคมเลยค่ะ อากาศร้อนชื้น ถือเป็นแหล่งเพาะเชื้อแบคทีเรียชั้นดี แบบนี้เด็กๆ เสี่ยงเป็นโรคหน้าร้อนได้ง่ายมากนะคะ แบบนี้พ่อแม่จะต้องดูแลลูกอย่างไร โรคอะไรที่ต้องระวังบ้าง มาดูกันเลยค่ะ
 

1. ท้องเสีย

เกิดจากการรับสารพิษปนเปื้อน (Toxic) สร้างจากแบคทีเรียที่ตกค้างในน้ำดื่มหรืออาหาร ทำให้ลูกถ่ายเหลวเป็นน้ำ มากกว่า 3 ครั้งใน 1 วัน ไม่มีมูกเลือด ไม่มีไข้

การดูแล

1. สำหรับลูกเล็กยังให้กินนมแม่ได้ตามปกติ แต่ถ้าถ่ายบ่อยครั้ง อาจจะป้อนน้ำเกลือแร่ชงดื่มเสริม โดยให้ประมาณ 2-3 ออนซ์ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม

2. หากลูกอายุไม่ถึง 1 ขวบ แล้วถ่ายเหลวนานเกิน 6 ชั่วโมงแล้วยังไม่หาย หรือถ่ายเป็นมูกเลือดเพียง 1 ครั้งหรือร้องไห้มากผิดปกติ ริมฝีปากแห้ง ซึม กระหม่อมบุ๋ม ควรรีบไปพบแพทย์

3. ควรดูแลเรื่องความสะอาด ของใช้ของลูก อุปกรณ์ที่ใช้ชงนม รวมถึงเช็ดความทำสะอาดเต้านม มือ ของคุณแม่ด้วย

4. ส่วนใหญ่อาการท้องเสียนี้ประมาณ 2-3 วันก็จะหายไปเอง
 

2. ผด ผื่น

เกิดจากการระคายเคืองของผิวหนังจากการเปียกชื้น หรือเหงื่อ และขี้ไคลไปอุดตันท่อเหงื่อใต้ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังเกิดการอักเสบเป็นผื่นแดงเล็กๆ ตรงกลางมีตุ่มน้ำใสๆ บางทีอาจเห็นเป็นหัว หนองเล็กๆ ได้

การดูแล

1. อาบน้ำ หรือเช็ดตัวให้ลูกบ่อยๆ หลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกอยู่ในอากาศร้อนอบอ้าว

2. สวมเสื้อผ้าที่บางๆ ให้ลูก และควรตัดผมของลูกให้สั้นจะได้ไม่อับเหงื่อ

3. ลดการใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูป เพื่อเลี่ยงการอับชื้นที่อาจจะเกิดขึ้น

4. หากลูกดูไม่สบายตัวเพราะคันมาก อาจจะใช้คาลาไมน์โลชั่นทาบริเวณที่เป็นผื่น


หมายเหตุ : อย่าลืมสังเกตถึงที่มาของผื่นที่ขึ้นด้วยว่าเกิดขึ้นในช่วงเวลาใด จุดไหน เพราะสาเหตุของผื่นอาจจะมาจากการแพ้อาหารเสริม แมลงสัตว์กัดต่อย หรือผื่นส่าไข้
 

3. ร้อนใน

เป็นการติดเชื้อไวรัสชนิดใดชนิดหนึ่ง หรือมาจากหลายสาเหตุรวมกัน มักจะเป็นช่วงที่ภูมิต้านทานร่างกายของลูกอ่อนแอ เช่น เมื่อลูกไม่สบายช่วงอากาศร้อนจัด อาการร้อนในก็มักจะมาพร้อมกันด้วย โดยลูกจะมีแผลเริ่มจากตุ่มเล็กๆ แล้วค่อยๆ กลายเป็นวงและมีขนาดใหญ่ขึ้น ตรงกลางจะมีเยื่อสีขาวแผลเล็กๆ มักจะเป็นที่ริมฝีปากด้านใน หรือกระพุ้งแก้มหรือบริเวณลิ้น ร่วมกับมีอาการไข้ต่ำๆ ปาก ลิ้น และเหงือกมีสีแดงเข้ม ลูกกินข้าวน้อยลง

การดูแล

1. ใช้ยาป้ายแผลในปาก ประเภทยาสเตียรอยด์ เช่น Kenalog in Orabase หรือ Xylocaine Viscous ป้ายปาก ในปริมาณที่เบาบางมากๆ ถ้า 2 วันผ่านไปแล้วแผลไม่ดีขึ้น ควรพาไปหาพบแพทย์

2. หากร้องไห้โยเยมากๆ คุณแม่ควรอุ้มกล่อม ระหว่างนี้อาจจะใช้น้ำแข็งก้อนเล็กห่อด้วยผ้าสะอาดประคบที่ปากลูก เพื่อบรรเทาอาการปวดแสบลงได้บ้าง

3. ระหว่างวันให้ลูกจิบน้ำบ่อยๆ

หมายเหตุ : จริงๆ แล้วอาการมักจะหายได้เองโดยไม่ต้องใช้ยา แต่ลูกน้อยอาจจะเจ็บมาก มีวิธีบรรเทาค่ะ


4. ไข้เลือดออก

เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี่ ซึ่งมียุงลายเป็นพาหะนำโรคนี้มาสู่คน หากได้รับเชื้อเข้าไป ลูกจะมีไข้สูงติดต่อกันหลายวัน ซึม เบื่ออาหาร อาเจียน ปวดท้อง และมีจุดเลือดแดงใต้ผิวหนังขึ้นกระจายอยู่ทั่วร่างกาย หากทิ้งไว้อาจจทำให้ช็อคเพราะระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลว

การดูแล

1. เมื่อลูกมีไข้ควรดูแลใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำธรรมดา เช็ดตัวเพื่อลดไข้ลูกก่อน ให้ลูกดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อช่วยลดไข้ และช่วยให้ร่างกายไม่ขาดน้ำ

2. หากลูกมีไข้ติดต่อกันหลายวัน และสังเกตว่าซึม ปวดท้อง อาเจียน ควรรีบไปพบแพทย์

3. ระวังการใช้ยาลดไข้กลุ่มแอสไพริน เพราะอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้นได้
 

เทคนิคดูแลลูกหน้าร้อน

1. ก่อนอุ้มหรือสัมผัสตัวลูกที่ยังเล็ก ควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง เพราะเด็กมีภูมิต้านทานต่ำ

2. หลีกเลี่ยงการให้ลูกเล่นของเล่นสาธารณะ เนื่องจากเป็นแหล่งเชื้อโรคอย่างแบคทีเรีย และไวรัสหลายชนิด หากเล่นต้องใช้แอลกอฮอล์สำหรับล้างมือทุกครั้ง

3. ระวังไม่ให้ลูกอยู่ในสภาพอากาศที่แปรปรวน เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว เช่น เพิ่งกลับจากนอกบ้านที่อากาศร้อนๆ แล้วเข้าบ้านมาเปิดแอร์ทันที เพราะจะทำให้ลูกเป็นไข้ได้

4. สวมเสื้อผ้าลูกให้บางเบาเหมาะกับอากาศ และสถานที่ที่จะไป

5. ทำความสะอาดของใช้ลูกเป็นประจำ เช่น ผ้าห่ม ของเล่นผ้า ส่วนตุ๊กตาเน่า หรือหมอนเหม็น ถ้าลูกเผลอจะแอบเอาไปซักก็ได้ ไม่อย่างนั้นอาจกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคชั้นดี





 

บทความแนะนำ

Logos Hope การกลับมาอีกครั้งของร้านหนังสือลอยน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก!
จ๊อกกิ้ง (jogging)…ช่วยลูกปลอดภัยจากความเร็ว
ราคาแพคเกจวัคซีนเด็กแต่ละโรงพยาบาล อัปเดต ปี 2560
แตงกวาม้วน ปูอัดหน้าไข่กุ้ง อาหารว่างเด็กวัย 3-6 ปี

Facebook Comment