คางทูมระบาด พ่อแม่รีบพาลูกไปฉีดวัคซีนด่วน!


 

คางทูมระบาด พ่อแม่รีบพาลูกไปฉีดวัคซีนด่วน!

 
กรมควบคุมโรค เผยแพร่พยากรณ์โรคและภัยสุขภาพรายสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 4-10 ส.ค. 2562 ให้ระวังโรคคางทูม หลังพบระบาดในค่ายทหารและโรงเรียน เผยทั้งปีป่วยแล้ว 1,466 ราย นักเรียนป่วยมากสุด พบมากที่เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ภูเก็ต แม่ฮ่องสอน แนะพ่อแม่พาไปฉีดวัคซีนป้องกัน

กรมควบคุมโรค เผยจากการเฝ้าระวังสถานการณ์โรคคางทูมในประเทศไทย ปี 2562 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 27 ก.ค. 2562 พบผู้ป่วยคางทูมแล้ว 1,466 ราย ไม่พบผู้เสียชีวิต กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยมากสุด คือ กลุ่มอายุ 15-24 ปี และพบมากในกลุ่มนักเรียนร้อยละ 39.6 จังหวัดที่พบผู้ป่วยสูงสุด 5 ลำดับแรก คือ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ภูเก็ต และแม่ฮ่องสอน ในสัปดาห์ที่ผ่านมา จากการตรวจสอบข่าวการระบาดจากฐานข้อมูลเฝ้าระวังเหตุการณ์ พบรายงานการระบาดของโรคคางทูมเป็นกลุ่มก้อน จำนวน 2 เหตุการณ์ คือ ในค่ายทหาร และในโรงเรียน  

อาการของโรคคางทูม 

​โรคคางทูมเกิดจากเชื้อไวรัส เป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจและการสัมผัสน้ำลายของผู้ป่วย ส่วนมากจะเป็นในเด็กวัยเรียน อาการระยะเริ่มแรกจะมีอาการไข้ ปวดศีรษะ และอ่อนเพลียภายใน 12-24 ชั่วโมงต่อมา

จะมีอาการปวดบริเวณข้างแก้มและใบหู มีอาการปวดมากขึ้นเวลาขยับขากรรไกร หรือเวลาที่กินอาหารที่มีรสเปรี้ยว ต่อมน้ำลายบริเวณขากรรไกรบวมและลามไปยังหลังใบหู ต่อมน้ำลายจะบวมมากขึ้นในเวลา 1-3 วัน ส่วนใหญ่มักเริ่มข้างเดียวก่อน แล้วเป็นที่ต่อมน้ำลายอีกข้างตามมา หลังจากนั้นอาการบวมจะค่อย ๆ ลดลงภายใน 3-7 วัน อาการต่าง ๆ จะหายเป็นปกติภายใน 7-10 วัน

การรักษา

เป็นการรักษาตามอาการ ควรมีการแยกผู้ป่วยประมาณ 10 วันหลังจากเริ่มมีต่อมน้ำลายโต และควรหยุดไปโรงเรียนหรือหยุดงานเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น

กรมควบคุมโรค ขอแนะนำประชาชนว่า วิธีป้องกันโรคคางทูมที่มีประสิทธิภาพ คือ การฉีดวัคซีนป้องกันโรค โดยเป็นรูปแบบวัคซีนรวมป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน (MMR) ในเด็กเล็กควรรับวัคซีนป้องกันโรค 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อเด็กอายุ 9-12 เดือน และให้ซ้ำอีกครั้งเมื่ออายุ 2 ปี 6 เดือน
 
 

บทความแนะนำ

โกโนเรีย Superbug ร้ายอันตรายกว่า HIV
เตรียมสมองลูกรักให้พร้อม อนาคตที่ดีอยู่ใกล้แค่เอื้อม
Q & A ถ่ายบ่อยมีผลเสียกับเด็กหรือเปล่า
น้อยใจทำไมเกิดเป็น "ลูกคนกลาง”

Facebook Comment