ซื้อน้ำส้มให้ลูกกินบ่อยๆ ระวังสารเคมีตกค้าง


 

ซื้อน้ำส้มให้ลูกกินบ่อยๆ ระวังสารเคมีตกค้าง 


ส้มเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี และเบตาแคโรทีนช่วยป้องกันหวัดและสร้างภูมิต้านทานให้ลูกได้เป็นอย่างดี และเพื่อความสะดวกปัจจุบันมีน้ำส้มคั้น และน้ำส้ม 100% ที่หลายคนมักคิดว่ามีคุณค่าทางสารอาหารไม่ต่างจากส้มสด หรือมีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน อีกทั้งหาง่ายและราคาไม่แพง

ล่าสุดศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) เปิดเผยผลทดสอบน้ำส้มคั้นสดและน้ำส้ม 100% จำนวน 30 ตัวอย่าง พบสารเคมีตกค้างถึง 60% พบสารกันบูด 4 ตัวอย่าง โดยเก็บจากสถานที่จำหน่ายน้ำส้มคั้นสด จำนวน 25 ตัวอย่าง ในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และเชียงใหม่ และน้ำส้มบรรจุกล่องผ่านการพาสเจอร์ไรซ์ ที่ระบุบนฉลากว่าเป็นน้ำส้ม 100 เปอร์เซ็นต์ จำนวน 5 ตัวอย่าง

โดยมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ ภายใต้โครงการสนับสนุนระบบเฝ้าระวังสินค้าและบริการเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ นางสาวสารี อ๋องสมหวัง บรรณาธิการบริหารนิตยสารฉลาดซื้อ เปิดเผยผลทดสอบดังนี้

1. ผลการทดสอบสารเคมีตกค้าง พบ มีตัวอย่างน้ำส้มจำนวน 18 ตัวอย่าง พบสารเคมีตกค้าง 60% และไม่พบจำนวน 12 ตัวอย่าง 40%

น้ำส้มที่ไม่พบสารเคมีตกค้าง 12 ตัวอย่าง ได้แก่ Orangee, Nalit Juice Farm Fresh น้ำส้มอุดมพันธ์ Oranginal เจ้ทิพย์ จิ้ดจ้าด Orange Juice Healthy Valley C-orange กรีนการ์เด็น We are Fresh มาลี(Malee) และ Healthy Plus

ส่วนน้ำส้มที่พบสารเคมีตกค้าง จำนวน 18 ตัวอย่าง โดยพบสารเคมีตกค้างทั้งสิ้น จำนวน 13 ชนิด ได้แก่ Imazalil พบในน้ำส้ม 8 ยี่ห้อ Imidacloprid พบในน้ำส้ม 8 ยี่ห้อ Ethion พบในน้ำส้ม 5 ยี่ห้อ Carbofuran พบในน้ำส้ม 4 ยี่ห้อ Carbendazim พบในน้ำส้ม 3 ยี่ห้อ Acetamiprid พบในน้ำส้ม 3 ยี่ห้อ, Carbofuran-3-hydroxy พบในน้ำส้ม 3 ยี่ห้อ Profenofos พบในน้ำส้ม 2 ยี่ห้อ Chlorpyrifos พบในน้ำส้ม 1 ยี่ห้อ Methomyl พบในน้ำส้ม 1 ยี่ห้อ Azoxystrobin พบในน้ำส้ม 1 ยี่ห้อ Fenobucarb พบในน้ำส้ม 1 ยี่ห้อ และ Prothiofosพบในน้ำส้ม 1 ยี่ห้อ
 


ภาพจากมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

2. ผลการทดสอบวัตถุกันเสีย พบ 4 ตัวอย่าง แต่ไม่เกินมาตรฐาน มีกรดเบนโซอิก 3 ตัวอย่าง ส่วนกรดซอร์บิก 2 ตัวอย่างซึ่งปริมาณที่พบอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 389 คือ ไม่เกิน 200 มิลลิกรัม/กิโลกรัม


3. ปริมาณน้ำตาล ผลทดสอบพบว่า ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 9.84 กรัม/100 มิลลิลิตร (ใกล้เคียงกับปริมาณน้ำตาลในน้ำส้มคั้นที่เคยมีผู้วิจัย โดยอ้างอิงจากงานเว็บไซต์ CalForLife.com ที่ระบุว่า ในน้ำส้มคั้นควรจะมีปริมาณน้ำตาล 8.4 กรัม/หน่วยบริโภค 100 กรัม) 

ภาพจากมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค


4. ผลทดสอบหายาปฏิชีวนะ พบ ม 4 ชนิด ได้แก่ Amoxycillin, Ampicillin, Benzyl penicillin และ Tetracycline ผลทดสอบไม่พบการตกค้างยาปฏิชีวนะทั้ง 4 ชนิดในทุกตัวอย่าง แต่ก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะ
 


ภาพจากมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค


ด้านนางสาวปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานการตกค้างของสารเคมีทางการเกษตรในน้ำส้มคั้นสดและน้ำส้ม 100% จาก อย. ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 356) พ.ศ. 2556 เรื่อง เครื่องดื่มในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท หรือประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม (ฉบับที่ 3635) พ.ศ. 2549 กําหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมน้ำผลไม้ : น้ำส้ม มาตรฐานเลขที่ มอก. 99 – 2549 นั่นหมายความว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ยอมรับให้มีการตกค้างของสารเคมีในน้ำส้มคั้นสดและน้ำส้ม 100% 


ขณะที่ตัวอย่างที่พบสารเคมีตกค้างเป็นตัวอย่างที่มาจากการคั้นสดแล้วบรรจุขวดขายโดยตรงแก่ผู้บริโภค ผลิตภัณฑ์บรรจุในขวดปิดสนิทที่ได้รับเครื่องหมาย อย. และรวมทั้งผลิตภัณฑ์มาตรฐานอุตสาหกรรม จึงเสนอให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการเฝ้าระวังสารเคมีตกค้างในน้ำส้มและผลิตภัณฑ์น้ำผักผลไม้ต่อเนื่องเป็นระยะจนมั่นใจว่าไม่มีการตรวจพบสารตกค้าง และประกาศให้ผู้บริโภครับทราบข้อมูลทุกครั้ง อีกทั้งต้องการเสนอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ควบคุมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในการผลิตพืชอาหารอย่างเข้มงวดเพื่อให้เกิดความปลอดภัยจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชตั้งแต่ต้นทางของการผลิตอาหาร

ส่วนการพบยาปฏิชีวนะ ผศ.ภญ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) ให้ข้อมูลว่า "การใช้ยาปฏิชีวนะในการปลูกส้มอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพคนงาน หากตกค้างย่อมส่งผลต่อผู้บริโภคและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในหลายด้าน ที่ต่อเนื่องถึงคุณภาพดินและแหล่งน้ำ ทุกวันนี้เรามีการใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาโรค ทำให้เรามีโอกาสที่จะได้รับยาดังกล่าวอยู่แล้ว และหากเรารับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนบ่อยๆ ก็อาจทำเราได้รับยาปฏิชีวนะในปริมาณที่มากเกินไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งการได้รับยาดังกล่าวบ่อยครั้งจะส่งผลให้เกิดอาการแพ้ยา และรวมถึงเกิดเชื้อดื้อยา ส่งผลให้จำเป็นต้องใช้ยาที่แรงขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายอาจไม่มีตัวยาใดมารักษาได้เลย อีกทั้งยังคาดหวังว่ารัฐบาลจะกำกับให้มีนโยบายที่ชัดเจนในการลดการใช้ยาปฏิชีวนะในทางการเกษตรและยกเลิกการใช้ในท้ายที่สุด รวมถึงมีกลไกสนับสนุนในการทำเกษตรอินทรีย์” 


ที่มา : มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค 

บทความแนะนำ

หนาวนี้ สู้หวัดด้วยการนอน
เทรนด์แฟชั่นเสื้อผ้าลูกไม้เด็ก น่ารักสุดแบ๊ว
แค่ลูกสำลักอาหาร เสี่ยงต่อโรคสมองตายจริงเหรอ?
6 วิธีรับมือ เมื่อลูกแพ้อาหาร

Facebook Comment