งานสุขภาพจิตนานาชาติกับครอบครัวเป็นสุข

 

เร็วๆ นี้หมอโชคดีได้ไปประชุมวิชาการสุขภาพจิตนานาชาติ ครั้งที่ 13 ณ ศูนย์ประชุมของโรงแรมเอ็มเพรส จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับเชิญเพื่อรับรางวัล Mental Health Award งานสุขภาพจิตดีเด่น โดยที่ไม่ได้เป็นจิตแพทย์ แต่ท่านแจ้งว่าหมอทำงานด้านพัฒนาการเด็ก การเลี้ยงดูเด็ก สนับสนุนความสำคัญของครอบครัวในการเลี้ยงดูลูก รวมทั้งคุณธรรม จริยธรรม ความเป็นคนดีตั้งแต่ปฐมวัยผ่านทางคู่มือการเลี้ยงลูกและสื่อต่างๆ

รู้สึกปลื้มใจมากๆ ค่ะ หมอได้รับรางวัลจากท่านองคมนตรี ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์เกษม วัฒนชัย และมีผู้ได้รับรางวัลอีก 2 ท่านคือ ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์วิฑูรย์ อึ้งประพันธ์ ท่านเป็นอาจารย์แพทย์ทางกฎหมาย อาวุโสมาก คอยผลักดันกฎหมายด้านสุขภาพจิต และแพทย์หญิงวันทนีย์ วัฒนะ ผู้อำนวยการสำนักอนามัยของกรุงเทพมหานคร ผู้สนับสนุนงานสุขภาพจิตในศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม. 68 แห่ง

การเดินทางสะดวกมาก โดยทีม กทม. ของคุณหมอวันทนีย์ช่วยดูแลตลอด มีเมตตาต่อผู้สูงอายุอย่างหมอ ออกเดินทาง 14.30 น. ถึงเชียงใหม่ 15.30 น. คุณหมอวันทนีย์ชวนไปกราบเกจิอาจารย์นอกเมืองเชียงใหม่ เหมือนเข้าไปในป่าเลยค่ะ มีสัปปายะสงบดีมาก งานตอนกลางคืนได้กระทบไหล่จิตแพทย์จำนวนมากของภาคเหนือจนรู้สึกสุขภาพจิตดีขึ้น และพักที่โรงแรมที่จัดประชุมนั่นละสะดวกดี

เตรียมตัวอย่างไรให้อยู่รอดใน 21st Century
วันรุ่งขึ้นคือวันงานจริง รู้สึกประทับใจกับการต้อนรับและความเป็นเชียงใหม่มาก พบหมอและน้องๆ จากปัตตานี สุราษฎร์ธานี และทุกภาคของประเทศ การแสดงสุดยอดความสวยอลังการและงดงามในศิลปวัฒนธรรมของภาคเหนือ มีทั้งฟ้อน ทั้งแสดงกระบี่กระบอง ตีฆ้องที่เรียกว่า victory drum ฯลฯ จนต่างชาติและกลุ่มแพทย์อาเซียนอีก 33 คน ประทับใจมาก

เริ่มปาฐกถาพิเศษโดยท่านองคมนตรี ซึ่งฝรั่งต่างชื่นชมว่าเป็นการบรรยายที่กระตุ้นเร้าจิตสำนึกดีมาก เพราะไม่ว่าท่านจะพูดเรื่องอะไรก็จะออกมาดียิ่ง จนพวกหมอบอกว่าเป็นบุญหูที่ได้ฟังท่าน ได้มองไปข้างหน้า เช่น


1. ธรรมชาติของ 21st Century หรือศตวรรษที่ 21 นี้ผ่านมา 14 ปี เหลืออีก 86 ปีจะเป็น dynamic society ซึ่งทั่วโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก ทั้งเทคโนโลยีและอื่นๆ ไม่ใช่ century gap เหมือนสมัยก่อน แต่เป็น few months gap คือไม่กี่เดือนก็เปลี่ยนไปมากแล้ว ตัวอย่างเช่น มือถือรุ่นต่างๆ ที่เปลี่ยนไปเร็วมาก


2. Translational Contact ไม่มีประเทศใดที่จะอยู่โดดๆ โดยไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ดังจะเห็นว่ามีอะไรเดี๋ยวเดียวก็รู้กันทั่วโลกแล้ว ไม่ว่าการเมืองหรือเศรษฐกิจสะเทือนถึงกันเร็วมาก อย่างเรื่องอุ้มบุญที่เกิดในไทยโดยคนออสเตรเลียมาจ้างหญิงไทยแล้วได้ลูกเป็นดาวน์ซินโดรม เพียงแค่เดี๋ยวเดียวก็รู้กันทั่วโลกแล้ว ตั้งแต่ออสเตรเลียถึงสหรัฐอเมริกา CNN ยังลงข่าวเรื่องนี้เลย

3. ยุคนี้เป็นยุคของความสุดโต่ง ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม พลังงาน การเมือง สังคม การศึกษา การบริการทางสุขภาพ มีทั้งจนสุดและรวยสุดในการบริการ


4. Century of Crisis วิกฤติสุดทั้งโลก ดินฟ้าอากาศ ภัยธรรมชาติ พายุ แผ่นดินไหว น้ำท่วม ฯลฯ พลังงานจะขาดแคลนเช่นเดียวกับขาดน้ำ บางแห่งแล้งจัดคนตาย บางแห่งน้ำท่วมคนตายอีก เกิด food crisis และ health crisis ด้วย อีโบลากำลังจะระบาดทั่วโลก จนองค์การอนามัยโลกต้องออกมาประกาศด่วน

5. เกิดความเหลื่อมล้ำ Inequality in all aspect เช่น กลุ่มที่มีการศึกษาสูงกับกลุ่มไม่ได้เรียนหนังสือ กลุ่มคนเมืองกับคนชนบท กลุ่มคนจนกับคนรวย กลุ่มขาดการรักษากับพวกรักษาสุดโต่ง
 เป็นการบรรยายที่มีคุณค่ามาก ที่เราจะต้องเตรียมตัวอยู่ในศตวรรษที่ 21 ไปอีก 86 ปีอย่างไรให้อยู่รอดและมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะถ้าไม่ระวังจะเป็น century of darkness ที่ผู้คนอาจหลงอยู่ในวัฏจักร ลุ่มหลงในวัตถุนิยม บริโภคนิยม ตัวใครตัวมัน เอาเปรียบ ขาดสุขภาพจิต ศีลธรรมตกต่ำ และสังคมย่ำแย่ จึงต้องช่วยกันไล่เอาความมืดออกนอกประเทศของเรา ช่วยกันพลิกฟื้นสู่ประเทศน่าอยู่ มีสุข และมีสุขภาพจิตที่ดี

ความรุนแรงในครอบครัว ทุกฝ่ายต้องช่วยกันดูแล
การประชุมมีคนประมาณ 900 คน 3 วันเต็ม แบ่งเป็น 6 ห้องทุกๆ วัน ก็ไม่ทราบจะวิ่งไปฟังได้อย่างไร หมออยู่ได้แค่ 2 วัน ยังต้องไปดูงานอีก จึงต้องตัดสินใจเหมือนรจนาเลือกคู่ หมอเลือก Family Crisis & Violence เพราะรู้สึกระยะนี้มีข่าวกระทบจิตใจพวกเรามาก ที่ลูกทำร้ายพ่อแม่ถึงชีวิต รวมทั้งการทำร้ายกันเองในครอบครัว ทั้งที่เราหวังว่าครอบครัวจะเป็นปราการด่านสุดท้าย ที่แม้สังคมภายนอกล้มเหลว พังทลาย ก็ขอให้ครอบครัวร่มเย็นเป็นสุขเราจึงจะมีแรงสู้ แต่ถ้าครอบครัวเป็นภัยใกล้ตัวที่อยู่ในบ้านแล้วเราจะหวังพึ่งอะไร

หัวข้อ Domestic Violence จึงมีผู้สนใจล้นห้อง ผู้ดำเนินการอภิปรายคือ น.พ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกรูปหล่อจิตแพทย์ที่รู้จักดี ผู้ร่วมอภิปรายมีหลากหลายทั้งผู้พิพากษาซึ่งเป็นคนดีมาก ติดตามเคสด้วยตนเองตลอด คุณหมอจิตแพทย์ พยาบาล อัยการ และผู้มีประสบการณ์ด้วย

โดยสรุปคือทุกคนเห็นเป็นปัญหาใหญ่ต้องรีบแก้ไข ถ้าเกิดเหตุการณ์ทะเลาะถึงขนาดทำร้ายร่างกายกันเอง แล้วถึงขนาดจะแตกหักกัน ทางฝ่ายผู้พิพากษาท่านจะพยายามประนีประนอมให้พูดคุยทำความเข้าใจกันเพื่ออยู่ต่อเพราะลูกๆ แต่ถ้าทำแล้วไม่สำเร็จจริงๆ ก็ต้องมีโทษเพราะการทำร้ายร่างกายเป็นคดีอาญา มีตัวอย่างจริงคือ พ่อเมาและทำร้ายร่างกายแม่ กฎหมายเอาจริง ฝ่ายชายกลัวและเสียใจ จะขอปรับตัว ไม่ดื่ม ไม่รุนแรงต่อไปอีก มีลูกเล็กเข้ามานัวเนียกอดพ่อก็อาจจะได้ผล ดังนั้นศูนย์ไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวมีความสำคัญมาก
 ฝ่ายอัยการหญิง ก็พยายามทำให้ครบถ้วนคือ ถ้าแจ้งเฉพาะทำร้ายร่างกายไม่พอ จะต้องแจ้งว่ามีความรุนแรงในครอบครัวด้วยจึงจะครบถ้วน มิฉะนั้นกลับไปอาจจะถูกกระทำซ้ำ พ.ร.บ.ความรุนแรงในครอบครัวมีโอกาสบำบัดตัวผู้กระทำ และอาจจะแก้ไขสถานการณ์ดีขึ้นได้โดยครอบครัวไม่แตกแยก ถ้ามีสภาพผิดปกติทางจิตจะส่งสู่สถาบันด้านจิตเวชดูแลแก้ไขต่อไป


คุณหมอจิตแพทย์อีกท่านประสบการณ์สูงมาก ทำ family therapy มานาน ทำการเยียวยาครอบครัว กล่าวว่าสำคัญสุดคือ เหยื่อคือผู้กระทำและผู้ถูกกระทำมักเป็นผู้อ่อนด้อยประสบการณ์ไม่มีความตื่นตัวด้านนี้ เห็นความรุนแรงหรือแนวโน้มความรุนแรงในครอบครัวก็ไม่ช่วยแก้ไขหรือหาความช่วยเหลือ เช่นกรณีพ่อติดเหล้าทุบตีแม่เป็นประจำ เด็กเห็นซ้ำซากตั้งแต่เล็กๆ จนทนไม่ไหวโตขึ้นทำร้ายพ่อ ซึ่งกฎหมายเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัวและศูนย์ประชาบดีสามารถนำพ่อไปรักษาโรคติดเหล้า คนติดมากๆ จะควบคุมตนเองไม่ได้เลย เหมือนโรคจิต เหตุการณ์รุนแรงในครอบครัวจะไม่เกิดขึ้นอีกถ้าพ่อเลิกเหล้าได้
 พยาบาลจิตเวชที่มีประสบการณ์สูงเล่าว่า ลูกที่ทำร้ายพ่อแม่ถึงตายนั้นมักมีปัญหาจิต บางรายเข้าใจผิดว่าแม่ตายไปเป็นเทพ เมื่อบำบัดจะรู้สึกผิดแต่ไม่สามารถกลับไปอยู่บ้านเพราะญาติไม่ยอมรับ บางรายยังติดอยู่โรงพยาบาล
 ประสบการณ์ทางศาลพบว่า ปัญหาคนจิตประสาทมีเข้ามามากขึ้น พยายามบำบัดรักษา แต่หมอคิดเองว่าปัญหาความเครียดในสังคมยุคนี้มีมากขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ ขึ้นกับเราต้องพยายามปรับตัวให้มีสุขภาพจิตดี คิดดี ทำดี จึงจะสู้ได้ในศตวรรษที่ 21 นี้

พลังรักจากพ่อแม่สร้างเกราะป้องกันให้ครอบครัว


คุณทิชา ณ นคร ผู้ทุ่มเทช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรมและอยู่ในขบวนการยุติธรรมของบ้านกาญจนาภิเษก เล่าให้ฟังว่าเด็กๆ ที่มาอยู่กับป้ามล มักมีคดีอุกฉกรรจ์ติดตัว ต้องการพ่อแม่มาก เจ้าหน้าที่พยายามหล่อหลอมเด็กให้มีทัศนคติที่ดี ประพฤติตนดี คิดดี ทำดี ปรับตัวเป็นคนดีอยู่หลายเดือน จนถึงให้พ่อแม่มีบทบาทสำคัญเข้ามา

โดยเจ้าหน้าที่จะออกไปประชุมข้างนอก ปล่อยให้พ่อแม่หลายๆ ครอบครัวมาอยู่กับลูก ช่วยกันทำกับข้าว ดูแลบ้าน พ่อมาซ่อมไฟให้ ฯลฯ อยู่ด้วยกันทั้งวัน พูดคุยกัน ให้พ่อแม่เลี้ยงลูกกันเอง ปรากฏว่าเด็กไม่หนีออกจากบ้านกาญจนาภิเษก พูดจากับพ่อแม่ดี ความรู้สึกดีขึ้น อยู่กันเองเกิดความรักคืนมา เด็กจะแสดงความในใจว่า ไม่อยากให้พ่อแม่เปรียบเทียบตัวเขากับเด็กอื่น ว่าคนอื่นดีกว่า เก่งกว่า อยากให้พ่อแม่พูดจาดีๆ กับเขา แสดงว่าพลังพ่อแม่มีมากจริงๆ และใครจะรักลูกเท่าพ่อแม่บ้างไหมในโลกนี้


ความรุนแรงในครอบครัว ไม่ว่าด้วยกาย วาจา ใจ จะมีผลกระทบทุกคนในครอบครัว ดังนั้นควรถนอมน้ำใจกัน รักกัน พูดจากันดีๆ ช่วยเหลือกันทั้งยามทุกข์ ยามโศก ไม่มีใครสนใจเรา มีแต่พ่อแม่ลูกเท่านั้นที่จะช่วยกัน ความรุนแรงจะถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึมผ่านสายตาที่เห็นจำเจและบันทึกไว้ในสมอง ถ้าปู่ทำร้ายพ่อแต่เด็ก พ่อจะทารุณกับลูก และลูกจะทำร้ายหลานต่อไป ไม่รู้จบ ดังนั้นต้องพยายามลบความรู้สึกรุนแรงนี้ออกไปจากสมองของเรา เพราะบาดแผลจากความรุนแรงจะฝังไปทำร้ายลูกหลานอีกหลายชั่วคน

และในโอกาสเดียวกัน พวกเราได้ไปเยี่ยมสถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ของ คุณหมอสมัย ศิริทองถาวร คุณหมอเป็นพ่อพระของเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้า ที่นี่เป็นที่ดูงานทั้งในประเทศและจากต่างประเทศที่น่าชื่นชมมาก ตอนนี้คุณหมอดังที่สุดและคุณหมอได้นำทีมเด็กพิเศษมาแสดงละครบำบัดเพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม ประทับใจพวกเรามาก ๆ ค่ะ

 

Facebook Comment