15 เมนูซุป มัดใจลูกน้อย

1.ซุปฟักทอง
วัตถุดิบ
- ฟักทอง ½ ถ้วย
- น้ำซุปไก่กรอง 1 ถ้วย
- อกไก่สับ 1 ช้อนโต๊ะ
- กล้วยน้ำว้าครูดไม่เอาไส้ 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
- ตั้งหม้อต้มฟักทองกับน้ำซุปไก่ให้สุกนิ่มกำลังดี
- ใส่อกไก่สับและกล้วยน้ำว้าลงไป คนให้เข้ากันจนสุก
- นำมาปั่นให้เนื้อเนียนละเอียด และปรุงด้วยเกลือเล็กน้อยตักชามพร้อมเสิร์ฟ

2. ซุปแตง
วัตถุดิบ
1. แตงกวา 6 ผล
2. ผักกาดขาว หั่นฝอย ¼ ถ้วย
3. แคร์รอตหั่นลูกเต๋าเล็ก ¼ ถ้วย
4. หมูสันนอกสับ 2 ขีด
5. เกลือป่น 1/8 ช้อนชา
6. น้ำสต็อกผัก
วิธีทำ
1. แตงกวาปอกเปลือก ผ่าขวาง เป็น 2 ท่อน ใช้มีดคว้านไส้แตงออก แล้วแยกไส้แตงใส่จานพักไว้
2. คลุกหมูสันนอกสับ ผักกาดขาว แคร์รอตหั่นเต๋า เกลือป่นและน้ำเล็กน้อย ให้เข้ากัน นำส่วนผสมหมูที่คลุกเตรียมไว้ ยัดใส่แตงกวา จัดเรียงใส่โถ วางไส้แตงที่คว้านไว้ข้าง ๆ
3. เติมน้ำประมาณ 1-1 ½ ถ้วยตวง นึ่งในรังถึง ประมาณ 30 นาที เมื่อผักสุกได้ที่ตักน้ำซุปใส่สำหรับเสิร์ฟ

3. ซุปครีมบรอกโคลี
วัตถุดิบ
- บรอกโคลี ½ หัว
- หอมหัวใหญ่สับ 1 ช้อนโต๊ะ
- เนยสด 1 ช้อนโต๊ะ
- วิปปิ้งครีม ½ ถ้วยตวง
- น้ำซุปไก่ ½ ถ้วยตวง
วิธีทำ
- ตั้งกระทะให้ร้อน ใส่เนยลงไปรอจนเนยละลาย นำหัวหอมลงไปผัด ตามด้วยบรอกโคลีจนสุกนุ่ม
- ตักส่วนผสมที่เสร็จแล้วลงโถปั่น ใส่น้ำซุปไก่และวิปปิ้งครีม ปั่นจนละเอียด
- นำไปเคี่ยวบนเตาอีกครั้ง ใช้ไฟอ่อน ๆ และคนไปในทิศทางเดียวกัน เสร็จแล้วเสิร์ฟพร้อมขนมปัง

4. ซุปสาหร่ายเต้าหู้
วัตถุดิบ
- สาหร่ายวากาเมะแช่น้ำ ครึ่งถ้วย
- เต้าหู้ไข่หั่นเต๋า ครึ่งหลอด
- เห็ดเข็มทองตามชอบ
- โชยุ 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
- ต้มสาหร่ายและเห็ดเข็มทองจนใกล้สุก
- ใส่โชยุลงไป ตามด้วยเต้าหู้ไข่
- ต้มต่อประมาณ 30 วินาที จากนั้นซุปสาหร่ายเต้าหู้ไข่ตักใส่ชามกินตอนอุ่น ๆ ร้อนๆ พร้อมเสิร์ฟ

5. ซุปข้นผักรวม
วัตถุดิบ
1. ฟักทองหั่นเล็ก ½ ถ้วยตวง
2. แคร์รอตหั่นเล็ก ¼ ถ้วยตวง
3. ผักโขมลวก ¼ ถ้วยตวง
4. ผักกาดขาวหั่นฝอย ¼ ถ้วยตวง
5. แอปเปิ้ลปอกเปลือกหั่นเล็ก ½ ถ้วยตวง
6. เนื้ออกไก่ ½ ขีด
7. น้ำสต็อกไก่ 2 ถ้วย
วิธีทำ
1. เทน้ำสต็อกใส่หม้อร้อนกำลังดี ใส่ฟักทอง แคร์รอต ผักโขม ผักกาดขาว แอปเปิ้ล และเนื้อไก่ ต้มให้สุก
2. นำไปใส่โถปั่นให้ละเอียด กรองผ่านกระชอน
3. เทซุปผักที่กรองใส่หม้อ กวนด้วยไฟอ่อนสักครู่พอให้ฟองอากาศลอยออก ใช้ทัพพีตักฟองออก ตักใส่ถ้วยพร้อมเสิร์ฟ
6.ซุปนมถั่วแคร์รอต
วัตถุดิบ
- ถั่วเหลืองหรือถั่วเเดง (ต้มสุกจนเปื่อยนุ่มเเละลอกเปลือก) 1 ช้อนโต๊ะ
- เเคร์รอต (ต้มสุกจนเปื่อยนุ่ม สับหยาบ) 1 ช้อนโต๊ะ
- อกไก่ (ต้มสุกจนเปื่อยนุ่ม สับหยาบ) 1 ช้อนโต๊ะ
- นมสดที่ลูกดื่มประจำ 1 ถ้วยตวง
- เกลือป่น 1/8 ช้อนชา
วิธีทำ
- นำถั่วไปปั่นให้ละเอียด
- เตรียมหม้อตั้งไฟกลาง ใส่นมสด ถั่วปั่น เเคร์รอต และอกไก่ คนให้เข้ากันจนสุกดี
- ปรุงรสด้วยเกลือป่น คนให้เข้ากันตักใส่ชามพร้อมเสิร์ฟ

7. ซุปบรอกโคลี
วัตถุดิบ
1. บรอกโคลีส่วนดอกลวก สับเป็นชิ้นเล็ก ¼ ถ้วย
2. แคร์รอตต้มหั่นสี่เหลี่ยมเล็ก ¼ ถ้วย
3. หัวผักกาดหั่นเป็นชิ้นกลมแบนเล็ก ¼ ถ้วย
4. น้ำสต็อกไก่ 2 ถ้วย
5. ข้าวโพดต้มฝานเมล็ด ½ ถ้วย
วิธีทำ
1. นำข้าวโพดฝานกับน้ำสต็อกไก่ใส่โถปั่น กรองผ่านกระชอนแยกกากข้าวโพดออก
2. เทน้ำข้าวโพดที่กรองใส่หม้อ ใส่บรอกโคลี แคร์รอต หัวผักกาด
3. ต้มเคี่ยวในหม้อตุ๋นสองชั้นจนผักเปื่อยนุ่ม ตักใส่ถ้วยพร้อมเสิร์ฟ

8.ซุปข้าวโพด
วัตถุดิบ
- ข้าวโพดหวาน 1 ถ้วย
- น้ำสต็อกไก่ 1 ถ้วย
- เนยจืด 1 ช้อนโต๊ะ
- นมสดรสจืด 1 ถ้วย
- หอมหัวใหญ่สับละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ
- แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
- ละลายเนยจืดในหม้อ ใช้ไฟอ่อน ใส่หอมหัวใหญ่ผัดเข้ากันจนใส
- ใส่ข้าวโพดลงไปผัดพอหอม แล้วเทแป้งสาลีลงไปคนให้เข้ากันเร็ว ๆ
- ค่อย ๆ เติมนมสดและน้ำซุป คนต่อเนื่องจนซุปเนียนไม่เป็นก้อน
- นำมาปั่นให้เนื้อเนียนละเอียด เสร็จแล้วตักใส่ชามพร้อมเสิร์ฟ

9.ซุปมันฝรั่ง
วัตถุดิบ
- เนื้อไก่
- ซุปไก่ก้อน 1 ก้อน
- เกลือ 1/8 ช้อนชา
- มะเขือเทศหั่น 1 ลูก
- พริกไทย ครึ่งช้อนชา
- หัวหอมใหญ่ซอย 1 ลูก
- มันฝรั่งปอกเปลือก 1 ถ้วย
- แคร์รอตหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 3 ช้อนชา
วิธีทำ
1. ตั้งหม้อต้มน้ำให้เดือดพอประมาณ จากนั้นใส่ซุปไก่ก้อนลงไปรอจนละลายหมด
2. ใส่เนื้อไก่ลงไปต้มจนสุกเปื่อย จากนั้นนำมันฝรั่งลงไปต้มในน้ำเดือดประมาณ 10-15 นาที หรือจนกว่ามันฝรั่งนุ่ม
3. ใส่หัวหอมใหญ่ มะเขือเทศ ต้มต่อไปอีกประมาณ 10-15 นาที
4. ปรุงรสด้วยเกลือ และพริกไทย คนให้ส่วนผสมเข้ากันตักใส่ถ้วยพร้อมเสิร์ฟ

10. ซุปข้าวกล้องงอกไข่แดง
วัตถุดิบ
1. ข้าวกล้องงอกสุก ¼ ถ้วย
2. ผักกาดสับละเอียด ¼ ถ้วย
3. ไข่แดง ½ ฟอง
4. น้ำซุป 2 ถ้วย
วิธีทำ
1. ตั้งน้ำซุปให้ร้อน
2. ใส่ข้าวกล้องงอกสุกและเทผักกาดขาวคนให้เข้ากัน
3. เมื่อผักสุกใส่ไข่แดง คนให้เข้ากันจนสุก
4. นำไปปั่นละเอียด ใส่ถ้วยพร้อมเสิร์ฟ

11. ซุปใสไก่ฉีก
วัตถุดิบ
- น้ำเปล่า 2 ถ้วย
- รากผักชี 2-3 ราก
- อกไก่ต้มสุก 100 กรัม
- ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ
- แคร์รอตหั่นแว่น ครึ่งหัว
- หอมหัวใหญ่หั่นเต๋า ครึ่งหัว
- ก้านขึ้นฉ่ายซอยสั้นๆ 1-2 ต้น
วิธีทำ
- ตั้งหม้อต้มน้ำใช้ไฟกลาง ใส่รากผักชีลงไป ตามด้วยหอมหัวใหญ่และแคร์รอต ต้มจนเดือด คอยช้อนฟองออกอยู่เสมอ
- ใส่ขึ้นฉ่ายและอกไก่ฉีกลงไป ตามด้วยซอสปรุงรส
- ปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที ปิดเตาตักใส่ชามพร้อมเสิร์ฟ

12. ซุปไข่ข้น
วัตถุดิบ
1. ไข่ 2 ฟอง
2. น้ำสต็อกไก่ 2 ถ้วย
3. แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
1. ตั้งหม้อต้มน้ำสต็อกไก่ใช้ไฟกลางรอจนเดือด
2. ค่อย ๆ เทแป้งข้าวโพดตามไปและคนให้เข้ากัน
3. ตีไข่ให้ฟูและเทลงหม้อ ค่อยๆคนระหว่างเทใส่หม้อ ตักใส่ชามพร้อมเสิร์ฟ

13. ซุปผักโขม
วัตถุดิบ
- ไก่สับ 2 ช้อนโต๊ะ
- ข้าวสวย 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำต้มกระดูกไก่ 1 ถ้วย
- ผักโขมลวกสับละเอียด ¼ ถ้วย
วิธีทำ
- ตั้งหม้อต้มน้ำกระดูกไก่ให้เดือดพอประมาณ จากนั้นต้มข้าวสวยสุกกำลังดี
- ใส่ไก่สับลงไปต้มจนสุกเปือย จากนั้นนำผักโขมลงไปต้มคนให้เข้ากันจนเดือด
- นำมาปั่นให้เนื้อเนียนละเอียดตักชามพร้อมเสิร์ฟ

14. ซุปไข่มะเขือเทศ
วัตถุดิบ
1. ไข่ไก่ 2 ฟอง
2. ต้นหอม 1 ต้น
3. มะเขือเทศ 2 ลูก
4. เกลือ 1 ช้อนชา
5. น้ำเปล่า 1.5 ลิตร
6. ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
7. น้ำมันงา 2 ช้อนชา
8. แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
1. ตั้งหม้อต้มน้ำใช้ไฟกลางรอจนเดือด
2. ใส่มะเขือเทศ ซีอิ๊วขาว เกลือ และน้ำมันงา คนให้เข้ากัน
3. ตีไข่ให้ฟูและเทลงหม้อ ค่อยๆคนระหว่างเทใส่หม้อ
4. ไข่สุกกำลังดี เทแป้งข้าวโพดตามไปและคนให้เข้ากัน
5. ตักใส่ชามโรยด้วยต้นหอมพร้อมเสิร์ฟ
15. ซุปครีมเห็ด
วัตถุดิบ
1. น้ำซุป 1 ถ้วย
2. เกลือเล็กน้อย
3. เนยจืด 1 ช้อนโต๊ะ
4. นมสดรสจืด 1 ถ้วย
5. แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ
6. หอมหัวใหญ่สับละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ
7. เห็ดแชมปิญองสับละเอียด 100 กรัม
วิธีทำ
1. ผัดเนยกับเห็ดและหอมหัวใหญ่ใช้ไฟอ่อนผัดจนนิ่มและสุกกำลังดี
2. เทแป้งข้าวโพดลงไป ผัดให้เข้ากัน ค่อยๆ เติมนมและน้ำซุปคนจนเนื้อซุปเนียนไม่เป็นก้อน
3. นำมาปั่นให้เนื้อเนียนละเอียด และปรุงด้วยเกลือเล็กน้อยตักชามพร้อมเสิร์ฟ

5 เมนูอาหารเช้า ที่ทำให้ลูกกินมื้ออื่นก็รอด
มื้อเช้าเป็นมื้อสำคัญ แต่ละวันลูกควรกินอาหารเช้าก่อนออกจากบ้าน แต่ในชั่วโมงเร่งรีบ แม่ควรเลือกเมนูที่ทำง่ายและใช้เวลาน้อยที่สุด อย่าง 5 เมนูต่อไปนี้
1. ข้าวผัดมันฝรั่งแฮมไก่

ส่วนผสมข้าวผัดมันฝรั่งแฮมไก่

วิธีทำ
- ตั้งกระทะไฟกลาง ใส่น้ำมันและกระเทียม ผัดให้มีกลิ่นหอม ใส่ผักลงไปผัดให้สุก ตามด้วยแฮมไก่
- ใส่ข้าวกล้องตามลงไปผัด ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว
- ก่อนปิดไฟให้ใส่ชีสลงไปคลุกให้ทั่ว แล้วจึงปิดไฟ
2. ไก่โจรสลัด

ส่วนผสมไก่โจรสลัด

วิธีทำไก่โจรสลัด
- ผสมไก่ แคร์รอต ข้าวโพด ถั่วลันเตา มะเขือเทศ และโยเกิร์ตให้เข้ากัน
- ตักสลัดใส่กระทงใบผักกาดแก้วพอประมาณ ตกแต่งให้สวยงาม
3. เปาะเปี๊ยะไข่

ส่วนผสมเปาะเปี๊ยะไข่

วิธีทำเปาะเปี๊ยะไข่
- ทำไส้เปาะเปี๊ยะโดยผัดหมูสับ วุ้นเส้น แคร์รอต และกะหล่ำปลีให้เข้ากัน ปรุงรสเล็กน้อยแล้วพักไว้
- ตีไข่ แล้วตั้งกระทะก้นแบนไฟอ่อน เทไข่ลงไป จากนั้นเอียงกระทะเทไข่ทั่วกระทะให้หนาเท่ากัน และไข่สุกทั้งสองด้าน จึงยกขึ้นพักไว้
- วางไส้เปาะเปี๊ยะบนไข่ แล้วม้วนไข่ให้รอบ ตัดเป็นชิ้นพอดีคำ
4. สเต๊กปลาอบชีส

ส่วนผสมสเต๊กปลาอบชีส

วิธีทำสเต๊กปลาอบชีส
- ทาเกลือบนเนื้อปลา หมักทิ้งไว้ 5 นาที แล้วทอดให้สุก พักไว้
- ตั้งกระทะ ใส่เนย แคร์รอต หน่อไม้ฝรั่ง แล้วผัดให้สุก ปรุงรสด้วยเกลือ ยกลงพักไว้
- วางปลาตามด้วยชีสและผัก
5. ออมเล็ตสีสันสดใส

ส่วนผสมออมเล็ตสีสนสดใส

วิธีทำออมเล็ตสีสันสดใส
- ตอกไข่ใส่ถ้วย แล้วใส่แคร์รอต ผักโขม ตีให้เข้ากัน
- ตั้งกระทะไฟกลาง เทไข่ใส่กระทะ คนไปมาจนไข่เกือบสุก
- รอไข่สุกจึงยกลง

กรมอนามัยแนะ อาหารเด็กทารกวัย 6-12 เดือน ควรป้อนอย่างไร
ลูกอายุครบ 6 เดือนแล้ว สามารถเริ่มอาหารเสริมเด็กตามช่วงวัยได้แล้วค่ะ แต่จะเริ่มเท่าไหร่ ยังไง สามารถกินอะไรได้บ้าง และนมแม่ยังจำเป็นอยู่มั้ย มาหาคำตอบได้เลยค่ะ
อาหารเด็กทารกวัย 6 เดือน กินวันละ 1 มื้อควบคู่กับนมแม่
เด็กอายุ 6 เดือน กินอาหารวันละ 1 มื้อ ควบคู่กับนมแม่ ส่วนอาหารที่ลูกควรได้รับแต่ละครั้งควรเป็นข้าวบดผสมกับ ปลา ตับ ไข่ ผักและผลไม้ควบคู่กันไป โดยมีอัตราส่วนดังตัวอย่างตามภาพ

อาหารเด็กทารกวัย 7 เดือน กินวันละ 1 มื้อควบคู่กับนมแม่
อาหารเด็ก 7 เดือน ควรเป็นอาหารที่ต้องได้พลังงาน มีสารอาหารเพิ่มเติมเพื่อให้สารอาหารครบถ้วนและเพียงพอสำหรับการเจริญเติบโต ซึ่งลักษณะอาหารจะไม่แตกต่างจากของเด็กวัย 6 เดือนมากนัก แต่จะเปลี่ยนจากข้าวต้มสุกบดละเอียด 2 ช้อน เป็นข้าวต้มสุกบดหยาบ 3 ช้อน และส่วนผสมอื่น ๆ ก็จะมีลักษณะเนื้อหยาบขึ้นเล็กน้อย เพื่อฝึกพัฒนาการการเคี้ยวกลืนของลูก

อาหารเด็กทารกวัย 8 เดือน กินวันละ 2 มื้อควบคู่กับนมแม่
อาหารเด็กวัย 8 เดือน สามารถเปลี่ยนจากข้าวต้มเป็นข้าวสวยหุงนิ่มๆ บดหยาบ แทน และเพิ่มปริมาณเป็น 4 ช้อน และเพิ่มจำนวนมื้อขึ้นมาอีก 1 มื้อ

อาหารเด็กทารกวัย 9-12 เดือน กินวันละ 3 มื้อควบคู่กับนมแม่
ลูกวัยเกือบขวบปีแล้ว เริ่มมีฟันงอก และสามารถเคี้ยวกลืนอาหารได้ดีขึ้น สามารถกินข้าวข้าวสวยหุงนิ่ม ๆ บดหยาบพร้อมกับผักและเนื้อสัตว์ที่หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ และสามารถเพิ่มจำนวนมื้ออาหารให้ลูกเป็น 3 มื้อได้แล้วค่ะ

โภชนาการที่ดีมีความจำเป็นต่อร่างกายนะคะ พ่อแม่ต้องใส่ใจให้ความสำคัญกับทุกมื้อของลูก เพราะการได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย จะช่วยให้ลูก พร้อมเรียนรู้ สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างมีความสุขค่ะ
ด้านกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะนำเด็กวัยเรียนควรได้กินอาหารกลางวันที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน เพื่อให้ได้สารอาหารจากคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามิน แร่ธาตุและเกลือแร่อย่างเหมาะสม ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตสมวัย มีพัฒนาการด้านการเรียนรู้ จดจำ และเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค
เพราะหากร่างกายได้รับพลังงาน และสารอาหารน้อยไปจะส่งผลให้เด็กมีการเจริญเติบโตไม่เหมาะสมตามวัย เช่น ตัวเล็ก เตี้ย แคระแกร็น ภูมิต้านทานต่ำ สติปัญญาต่ำ เรียนรู้ช้า เป็นต้น และหากได้รับพลังงานมากเกินความต้องการของร่างกาย จะส่งผลให้เด็กมีน้ำหนักตัวเกินจนนำไปสู่การเป็นโรคอ้วน และโรคอื่นๆ ซึ่งส่งผลเสียต่อร่างกายได้
5 กลุ่มประเภทอาหารสำหรับเด็กวัยเรียน
-
อาหารประเภทเนื้อสัตว์ เพราะเป็นสารอาหารที่ให้โปรตีนช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อ และฮอร์โมน ควรเลือกเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน เพื่อเป็นการปลูกฝังนิสัยการบริโภคที่ดีให้แก่เด็ก
-
นม เป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้โปรตีนและแคลอรี่สูง นอกจากนี้ยังมีแคลเซียมวิตามินเอมาก เหมาะสำหรับเด็กที่กำลังเจริญเติบโต เด็กจึงควรได้ดื่มนมให้ได้วันละ 2 แก้วทุกวัน
-
ข้าวหรือแป้งต่าง ๆ ควรจัดให้เด็กในทุกมื้ออาหาร เลือกข้าวหรือแป้งที่ผ่านการขัดสีน้อย เพราะจะมีวิตามินและแร่ธาตุมาก
-
ผักและผลไม้สด ควรให้เด็กบริโภคในมื้ออาหารทุกมื้อ และควรสับเปลี่ยนชนิดให้หลากหลาย เพื่อให้เด็กได้รับวิตามินและแร่ธาตุครบถ้วน โดยเฉพาะวิตามินซี
-
เด็กควรดื่มน้ำสะอาด วันละ 6-8 แก้ว หรือให้เพียงพอกับปริมาณที่สูญเสียไปในแต่ละวัน
คุณพ่อคุณแม่ และโรงเรียน ถือเป็นส่วนสำคัญที่สามารถส่งเสริมให้ลูกได้รับโภชนาการที่ดี ด้วยการทำอาหารที่มีประโยชน์และมีคุณภาพ โดยเฉพาะอาหารกลางวัน เพราะเด็กอาจจะเลือกกินอาหารที่ไม่เหมาะสมต่อร่างกาย เช่น ขนม ลูกอม น้ำอัดลม ที่สามารถหาซื้อได้ในโรงอาหารตอนพักเที่ยง
ดังนั้นผู้ปกครอง หรือโรงเรียน ควรจัดอาหารให้เด็กครบ 5 หมู่ ซึ่งเด็กวัยเรียนจำเป็นต้องกินอาหารมื้อหลัก 3 มื้อ ได้แก่ มื้อเช้า มื้อเที่ยง มื้อเย็น และเพิ่มอาหารว่าง 2 มื้อ คือ อาหารว่างเช้าและบ่าย โดยเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ไม่หวานจัด เค็มจัด หรือไขมันสูง เพื่อสุขภาพที่ดีของลูกนะคะ
เด็กวัย 1-3 ปีเป็นช่วงที่กำลังเคลื่อนไหวร่างกาย ชอบเล่น ชอบวิ่ง และใช้พลังงานในแต่ละวันเยอะมาก เพราะฉะนั้นอาหารของลูกจึงต้องเน้นเมนูที่ให้พลังงานกับลูก พร้อมกับฝึกให้เขากินผักด้วย
ซึ่งเมนูข้าวอบผักนี้ตอบโจทย์มากค่ะ เพราะนอกจากผักที่ใช้จะให้รสหวาน วิธีการปรุงยังช่วยให้กินง่ายอีกด้วย
ส่วนผสม
ข้าวสาร 1 ถ้วย
ข้าวโพดอ่อนหั่นขวาง 3-4 ยอด
ข้าวโพดแกะเมล็ด 1/2 ถ้วย
ฝักถั่วลันเตาหั่น 1/2 ถ้วย
แคร์รอตหั่นเต๋า 1/2 ถ้วย
ฟักทองหั่นเต๋า 1/2 ถ้วย
กุ้งขาวแกะเปลือก ผ่าหลังเอาเส้นดำออก 3-4 ตัว
ซอสถั่วเหลือง 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
- ล้างข้าวสารให้สะอาด หุงข้าวตามขั้นตอนปกติ แต่ให้ใส่ส่วนผสมที่เป็นผักทั้งหมดลงไปในหม้อ
- เมื่อข้าวใกล้สุกให้เปิดฝาใส่กุ้งลงไป รอจนสุก เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

อาหารสำหรับเด็ก ถ้าเลือกผิด ลูกอาจเสี่ยงถึงชีวิตได้เลยนะคะ และนี่คือ 7 อาหารอันตรายที่พ่อแม่ต้องรู้ และไม่ควรป้อนลูกเด็กขาด โดยคำแนะนำที่ถูกต้องจาก พญ.สินดี จำเริญนุสิต กุมารเวชศาสตร์พัฒนาการและพฤติกรรม ค่ะ
พ่อแม่มือใหม่ต้องรู้ 7 อาหารอันตรายที่ลูกทารก ลูกเล็กห้ามกิน
- เด็กทารกห้ามกินน้ำผึ้ง
น้ำผึ้งมีประโยชน์มากมายค่ะ แต่กลับมีโทษกับเด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ จึงห้ามเด็กเล็กกินน้ำผึ้งเด็ดขาดค่ะ เนื่องจากในน้ำผึ้งมีเชื้อแบคทีเรีย คลอสทริเดียม โบทูลินัม (Clostridium botulinum) เกิดการสร้างโคโลนีในทางเดินอาหารของทารก ซึ่งในลำไส้ของทารกอายุต่ำกว่า 1 ขวบ ยังไม่มีจุลินทรีย์ที่สามารถป้องกันการแบ่งตัวของสปอร์ได้เหมือนเด็กโตและผู้ใหญ่ สปอร์จึงเกิดการแบ่งตัวอยู่ในลำไส้ แล้วปล่อยสารพิษเข้ากระแสเลือดไปทั่วร่างกาย สำหรับทารกที่เกิดโรคโบทูลิซึม จะมีอาการแรกเริ่ม คือ
- ท้องผูก
- อาการง่วงซึม เฉยเมย
- ไม่ดูดนม ไม่กินอาหาร กลืนลำบาก
- ร้องไม่มีเสียง
- แขนขาเป็นอัมพาต
- กรณีถึงขั้นรุนแรง เด็กอาจจะมีอาการหายใจลำบาก และหยุดหายใจในที่สุด
- เด็กเล็กไม่ควรกินป๊อบคอร์น หรือ อาหารประเภทถั่วหรือที่มีลักษณะเป็นเมล็ดเปลือกแข็ง
เนื่องจากเด็กเล็กไม่สามารถเคี้ยวอาหารเองได้ ซึ่งเมล็ดข้าวโพดที่คั่วหรืออบแล้วไม่แตกออกจะกลายเป็นข้าวโพดเมล็ดแข็ง เคี้ยวให้แตกละเอียดได้ยาก และสามารถหลุดลงคอจนทำให้เกิดอาการสำลักได้ สถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริกา (American Academy Pediatrics) จึงมีข้อแนะนำว่าไม่ควรให้เด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี กินป๊อบคอร์นหรืออาหารที่มีความเสี่ยงจะสำลัก เช่น ถั่วเปลือกแข็ง เป็นต้น
- เด็กเล็กไม่ควรกินผลไม้บางชนิด
พ่อแม่หลายคนอาจจะไม่ได้ระวังมาก แต่ควรใส่ใจนะคะ เพราะผลไม้ลูกกลม ๆ เล็ก ๆ เช่น องุ่น ลำไย เงาะ เป็นต้น เป็นผลไม้ที่ลื่นมาก เสี่ยงหลุดเข้าคอไปอุดหลอดลมและเสียชีวิตได้ หากจะให้กินควรหั่นเป็นชิ้น หรือ เส้นเล็ก ๆ หรือใช้วิธีการปั่นละเอียด และเวลาทานต้องคอยดูลูกเพื่อความปลอดภัยค่ะ
- เด็กเล็กไม่ควรลูกอมและเจลลี่
นอกจากรสชาติที่หวานเกินไปแล้ว ขนมเหล่านี้ยังส่งผลเสียอื่น ๆ ได้อีก เพราะอาหารประเภทนี้จะมีลักษณะ เหนียว แข็ง ลื่น และมีรูปร่างกลม ซึ่งมักจะลื่นไปติดหลอดลม และทำให้ลูกน้อยเสียชีวิตได้เลยนะคะ
- เด็กเล็กไม่ควรกินเกลือ หรืออาหารที่มีรสเค็ม เช่น ขนมขบเคี้ยวต่างๆ อาหารสำเร็จรูป เป็นต้น
เด็กเล็กไม่ได้ต้องการเกลือมาก เพราะเป็นวัยที่ไตกำลังพัฒนา และยังไม่พร้อมที่จะกรองอาหารที่มีรสเค็มจนเกินไป ซึ่งอาหารที่นำมาปรุงให้เด็กมักมีรสชาติอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องปรุงรสเพิ่มเติมเข้าไปค่ะ ในเด็กโตก็เช่นกัน ถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงขนมถุง หรืออาหารสำเร็จรูป เพราะมักมีเกลือเป็นส่วนประกอบที่มากเกินความต้องการของเด็ก
- เด็กเล็กไม่ควรกินหอย
กระบวนการปรุงหอยมีโอกาสที่จะไม่สุกดี ก่อให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษอย่างรุนแรงได้ โดยเฉพาะกับเด็กเล็ก ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงค่ะ
- เด็กเล็กไม่ควรกินอาหารดิบ หรือ ปรุงไม่สุก
เช่น ไข่ที่ไม่สุก หรือ ไข่ยางมะตูม รวมทั้งเนื้อสัตว์และผักต่าง ๆ ด้วย เพราะอาจมีเชื้อแบคทีเรียปนเปื้อน ก่อให้เกิดท้องเสียหรืออาหารเป็นพิษได้ ดังนั้น ควรปรุงอาหารให้สุกก่อน นำมาให้ลูกทานค่ะ
นอกจากอาหารเหล่านี้แล้ว ยังมีอาหารอีกหลายชนิดที่เด็ก ๆ ควรหลีกเลี่ยง เช่น น้ำอัดลม ขนมที่ไม่มีคุณค่าทางสารอาหารแถมยังใส่ผงชูรส เพื่อเพิ่มรสชาติ เป็นต้น
คุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นต้องเป็นซูเปอร์ฮีโร่ก็สามารถช่วยชีวิตลูกน้อยได้ค่ะ เพียงแค่ใส่ใจและให้ความสำคัญเรื่องการรับประทานอาหารของลูก คอยระมัดระวังเวลาที่คนใกล้ชิดหยิบยื่นของกินให้ลูก มีกติกาและวินัยในเรื่องของการรับประทานอาหาร ก็จะทำให้เด็ก ๆ มีสุขภาพที่แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ อีกทั้งเมื่อเด็กโตขึ้น เขาเองก็จะมีลักษณะนิสัยการเลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์และดีต่อสุขภาพได้อีกด้วย
รักลูก Community of The Experts
พญ.สินดี จำเริญนุสิต
กุมารเวชศาสตร์พัฒนาการและพฤติกรรม

มันฝรั่ง อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต แร่ธาตุและวิตามินมากมาย ไม่ว่าจะ ต้ม ทอด บด อบ ทำเมนูไหนก็อร่อยถูกใจลูกทั้งนั้น มันฝรั่ง 1 หัว มีอะไรบ้าง?
ในมันฝรั่งประกอบด้วย โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ใยอาหาร รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุต่าง เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส ไอโอดีน แมกนีเซียม กรดโฟลิก วิตามินซี วิตามินบี1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินบี 6 นอกจากนี้ยังมีโปรตีนที่มีกรดอะมีโนที่จำเป็นต่อร่างกาย และมีโปแตสเซียมสูงมาก
เมนูแนะนำ "ไข่อบมันฝรั่ง"
ส่วนผสม
- มันฝรั่งขนาดใหญ่ 2 หัว
- เนย 1 ช้อนโต๊ะ
- ไข่ไก่ 2 ฟอง
- เบคอนหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ทอดกรอบ สำหรับโรยหน้า
- ชีสผงสำหรับโรยหน้า
วิธีทำ
- ล้างมันฝรั่งให้สะอาด ใช้ไม้จิ้มฟันจิ้มมันฝรั่งให้รอบ
- อบมันฝรั่งที่อุณหภูมิ 250 องศาเซลเซียส ประมาณ 30 นาที เสร็จแล้วพักไว้ให้เย็น
- ฝานมันฝรั่งออก 1 ใน 3 ส่วน แล้วค่อย ๆ ใช้ช้อนคว้านเนื้อข้างในออก ให้เหลือติดเปลือกเล็กน้อย
- ทาเนยลงในมันฝรั่ง แล้วตอกไข่ใส่
- โรยเบคอนและผักชีซอย จากนั้นนำไปอบอีกครั้งที่อุณหภูมิ 250 ประมาณ 15-20 นาที เสร็จแล้วจัดใส่จาน โรยชีสผง เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
Tip : คุณแม่สามารถทำเมนูไข่อบมันฝรั่งโดยเปลี่ยนจากเบคอนเป็นเนื้อสัตว์และผักอื่น ๆ ตามใจลูกได้เลยนะคะ
คุณค่าที่ลูกจะได้รับ
มันฝรั่งมีวิตามินบี 6 ที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองได้เป็นอย่างดี วิตามินซีในมันฝรั่งช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง ใยอาหารในมันฝรั่งช่วยระบบขับถ่ายของลูก