facebook  youtube  line

15 เมนูซุป มัดใจลูกน้อย

15 เมนูซุป มัดใจลูกน้อย

6224 1

1.ซุปฟักทอง

วัตถุดิบ

  1. ฟักทอง ½ ถ้วย
  2. น้ำซุปไก่กรอง 1 ถ้วย
  3. อกไก่สับ 1 ช้อนโต๊ะ
  4. กล้วยน้ำว้าครูดไม่เอาไส้ 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  1. ตั้งหม้อต้มฟักทองกับน้ำซุปไก่ให้สุกนิ่มกำลังดี
  2. ใส่อกไก่สับและกล้วยน้ำว้าลงไป คนให้เข้ากันจนสุก
  3. นำมาปั่นให้เนื้อเนียนละเอียด และปรุงด้วยเกลือเล็กน้อยตักชามพร้อมเสิร์ฟ

 

 6224 2

2. ซุปแตง

วัตถุดิบ

1. แตงกวา 6 ผล
2. ผักกาดขาว หั่นฝอย ¼ ถ้วย
3. แคร์รอตหั่นลูกเต๋าเล็ก ¼ ถ้วย
4. หมูสันนอกสับ 2 ขีด
5. เกลือป่น 1/8 ช้อนชา
6. น้ำสต็อกผัก

วิธีทำ

1. แตงกวาปอกเปลือก ผ่าขวาง เป็น 2 ท่อน ใช้มีดคว้านไส้แตงออก แล้วแยกไส้แตงใส่จานพักไว้
2. คลุกหมูสันนอกสับ ผักกาดขาว แคร์รอตหั่นเต๋า เกลือป่นและน้ำเล็กน้อย ให้เข้ากัน นำส่วนผสมหมูที่คลุกเตรียมไว้ ยัดใส่แตงกวา จัดเรียงใส่โถ วางไส้แตงที่คว้านไว้ข้าง ๆ
3. เติมน้ำประมาณ 1-1 ½ ถ้วยตวง นึ่งในรังถึง ประมาณ 30 นาที เมื่อผักสุกได้ที่ตักน้ำซุปใส่สำหรับเสิร์ฟ

 

 6224 3

3. ซุปครีมบรอกโคลี

วัตถุดิบ

  1. บรอกโคลี ½ หัว
  2. หอมหัวใหญ่สับ 1 ช้อนโต๊ะ
  3. เนยสด 1 ช้อนโต๊ะ
  4. วิปปิ้งครีม ½ ถ้วยตวง
  5. น้ำซุปไก่ ½ ถ้วยตวง

วิธีทำ

  1. ตั้งกระทะให้ร้อน ใส่เนยลงไปรอจนเนยละลาย นำหัวหอมลงไปผัด ตามด้วยบรอกโคลีจนสุกนุ่ม
  2. ตักส่วนผสมที่เสร็จแล้วลงโถปั่น ใส่น้ำซุปไก่และวิปปิ้งครีม ปั่นจนละเอียด
  3. นำไปเคี่ยวบนเตาอีกครั้ง ใช้ไฟอ่อน ๆ และคนไปในทิศทางเดียวกัน เสร็จแล้วเสิร์ฟพร้อมขนมปัง

 

6224 4

4. ซุปสาหร่ายเต้าหู้

วัตถุดิบ

  1. สาหร่ายวากาเมะแช่น้ำ ครึ่งถ้วย
  2. เต้าหู้ไข่หั่นเต๋า ครึ่งหลอด
  3. เห็ดเข็มทองตามชอบ
  4. โชยุ 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  1. ต้มสาหร่ายและเห็ดเข็มทองจนใกล้สุก
  2. ใส่โชยุลงไป ตามด้วยเต้าหู้ไข่
  3. ต้มต่อประมาณ 30 วินาที จากนั้นซุปสาหร่ายเต้าหู้ไข่ตักใส่ชามกินตอนอุ่น ๆ ร้อนๆ พร้อมเสิร์ฟ

 

6224 5

5. ซุปข้นผักรวม

 
วัตถุดิบ

1. ฟักทองหั่นเล็ก ½ ถ้วยตวง
2. แคร์รอตหั่นเล็ก ¼ ถ้วยตวง
3. ผักโขมลวก ¼ ถ้วยตวง
4. ผักกาดขาวหั่นฝอย ¼ ถ้วยตวง
5. แอปเปิ้ลปอกเปลือกหั่นเล็ก ½ ถ้วยตวง
6. เนื้ออกไก่ ½ ขีด
7. น้ำสต็อกไก่ 2 ถ้วย
 
วิธีทำ

1. เทน้ำสต็อกใส่หม้อร้อนกำลังดี ใส่ฟักทอง แคร์รอต ผักโขม ผักกาดขาว แอปเปิ้ล และเนื้อไก่ ต้มให้สุก
2. นำไปใส่โถปั่นให้ละเอียด กรองผ่านกระชอน
3. เทซุปผักที่กรองใส่หม้อ กวนด้วยไฟอ่อนสักครู่พอให้ฟองอากาศลอยออก ใช้ทัพพีตักฟองออก ตักใส่ถ้วยพร้อมเสิร์ฟ
 
 
6224 6

6.ซุปนมถั่วแคร์รอต

วัตถุดิบ

  1. ถั่วเหลืองหรือถั่วเเดง (ต้มสุกจนเปื่อยนุ่มเเละลอกเปลือก) 1 ช้อนโต๊ะ
  2. เเคร์รอต (ต้มสุกจนเปื่อยนุ่ม สับหยาบ) 1 ช้อนโต๊ะ
  3. อกไก่ (ต้มสุกจนเปื่อยนุ่ม สับหยาบ) 1 ช้อนโต๊ะ
  4. นมสดที่ลูกดื่มประจำ 1 ถ้วยตวง
  5. เกลือป่น 1/8 ช้อนชา

วิธีทำ

  1. นำถั่วไปปั่นให้ละเอียด
  2. เตรียมหม้อตั้งไฟกลาง ใส่นมสด ถั่วปั่น เเคร์รอต และอกไก่ คนให้เข้ากันจนสุกดี
  3. ปรุงรสด้วยเกลือป่น คนให้เข้ากันตักใส่ชามพร้อมเสิร์ฟ

 

6224 7

7. ซุปบรอกโคลี

วัตถุดิบ

1. บรอกโคลีส่วนดอกลวก สับเป็นชิ้นเล็ก ¼ ถ้วย
2. แคร์รอตต้มหั่นสี่เหลี่ยมเล็ก ¼ ถ้วย
3. หัวผักกาดหั่นเป็นชิ้นกลมแบนเล็ก ¼ ถ้วย
4. น้ำสต็อกไก่ 2 ถ้วย
5. ข้าวโพดต้มฝานเมล็ด ½ ถ้วย

วิธีทำ

1. นำข้าวโพดฝานกับน้ำสต็อกไก่ใส่โถปั่น กรองผ่านกระชอนแยกกากข้าวโพดออก
2. เทน้ำข้าวโพดที่กรองใส่หม้อ ใส่บรอกโคลี แคร์รอต หัวผักกาด
3. ต้มเคี่ยวในหม้อตุ๋นสองชั้นจนผักเปื่อยนุ่ม ตักใส่ถ้วยพร้อมเสิร์ฟ

 

6224 8

8.ซุปข้าวโพด

วัตถุดิบ

  1. ข้าวโพดหวาน 1 ถ้วย
  2. น้ำสต็อกไก่ 1 ถ้วย
  3. เนยจืด 1 ช้อนโต๊ะ
  4. นมสดรสจืด 1 ถ้วย
  5. หอมหัวใหญ่สับละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ
  6. แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  1. ละลายเนยจืดในหม้อ ใช้ไฟอ่อน ใส่หอมหัวใหญ่ผัดเข้ากันจนใส
  2. ใส่ข้าวโพดลงไปผัดพอหอม แล้วเทแป้งสาลีลงไปคนให้เข้ากันเร็ว ๆ
  3. ค่อย ๆ เติมนมสดและน้ำซุป คนต่อเนื่องจนซุปเนียนไม่เป็นก้อน
  4. นำมาปั่นให้เนื้อเนียนละเอียด เสร็จแล้วตักใส่ชามพร้อมเสิร์ฟ

 

6224 9

9.ซุปมันฝรั่ง

วัตถุดิบ

  1. เนื้อไก่
  2. ซุปไก่ก้อน 1 ก้อน
  3. เกลือ 1/8 ช้อนชา
  4. มะเขือเทศหั่น 1 ลูก
  5. พริกไทย ครึ่งช้อนชา
  6. หัวหอมใหญ่ซอย 1 ลูก
  7. มันฝรั่งปอกเปลือก 1 ถ้วย
  8. แคร์รอตหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 3 ช้อนชา

วิธีทำ

1. ตั้งหม้อต้มน้ำให้เดือดพอประมาณ จากนั้นใส่ซุปไก่ก้อนลงไปรอจนละลายหมด
2. ใส่เนื้อไก่ลงไปต้มจนสุกเปื่อย จากนั้นนำมันฝรั่งลงไปต้มในน้ำเดือดประมาณ 10-15 นาที หรือจนกว่ามันฝรั่งนุ่ม
3. ใส่หัวหอมใหญ่ มะเขือเทศ ต้มต่อไปอีกประมาณ 10-15 นาที
4. ปรุงรสด้วยเกลือ และพริกไทย คนให้ส่วนผสมเข้ากันตักใส่ถ้วยพร้อมเสิร์ฟ

 

6224 10

10. ซุปข้าวกล้องงอกไข่แดง

วัตถุดิบ


1. ข้าวกล้องงอกสุก ¼ ถ้วย
2. ผักกาดสับละเอียด ¼ ถ้วย
3. ไข่แดง ½ ฟอง
4. น้ำซุป 2 ถ้วย

วิธีทำ

1. ตั้งน้ำซุปให้ร้อน
2. ใส่ข้าวกล้องงอกสุกและเทผักกาดขาวคนให้เข้ากัน
3. เมื่อผักสุกใส่ไข่แดง คนให้เข้ากันจนสุก
4. นำไปปั่นละเอียด ใส่ถ้วยพร้อมเสิร์ฟ

 

6224 11

11. ซุปใสไก่ฉีก

วัตถุดิบ

  1. น้ำเปล่า 2 ถ้วย
  2. รากผักชี 2-3 ราก
  3. อกไก่ต้มสุก 100 กรัม
  4. ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ
  5. แคร์รอตหั่นแว่น ครึ่งหัว
  6. หอมหัวใหญ่หั่นเต๋า ครึ่งหัว
  7. ก้านขึ้นฉ่ายซอยสั้นๆ 1-2 ต้น

วิธีทำ

  1. ตั้งหม้อต้มน้ำใช้ไฟกลาง ใส่รากผักชีลงไป ตามด้วยหอมหัวใหญ่และแคร์รอต ต้มจนเดือด คอยช้อนฟองออกอยู่เสมอ
  2. ใส่ขึ้นฉ่ายและอกไก่ฉีกลงไป ตามด้วยซอสปรุงรส
  3. ปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที ปิดเตาตักใส่ชามพร้อมเสิร์ฟ

 

6224 12

 

12. ซุปไข่ข้น

วัตถุดิบ


1. ไข่ 2 ฟอง
2. น้ำสต็อกไก่ 2 ถ้วย
3. แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ


วิธีทำ

1. ตั้งหม้อต้มน้ำสต็อกไก่ใช้ไฟกลางรอจนเดือด
2. ค่อย ๆ เทแป้งข้าวโพดตามไปและคนให้เข้ากัน
3. ตีไข่ให้ฟูและเทลงหม้อ ค่อยๆคนระหว่างเทใส่หม้อ ตักใส่ชามพร้อมเสิร์ฟ

 

6224 13

13. ซุปผักโขม

วัตถุดิบ

  1. ไก่สับ 2 ช้อนโต๊ะ
  2. ข้าวสวย 2 ช้อนโต๊ะ
  3. น้ำต้มกระดูกไก่ 1 ถ้วย
  4. ผักโขมลวกสับละเอียด ¼ ถ้วย

วิธีทำ

  1. ตั้งหม้อต้มน้ำกระดูกไก่ให้เดือดพอประมาณ จากนั้นต้มข้าวสวยสุกกำลังดี
  2. ใส่ไก่สับลงไปต้มจนสุกเปือย จากนั้นนำผักโขมลงไปต้มคนให้เข้ากันจนเดือด
  3. นำมาปั่นให้เนื้อเนียนละเอียดตักชามพร้อมเสิร์ฟ

 

6224 14

14. ซุปไข่มะเขือเทศ 

วัตถุดิบ


1. ไข่ไก่ 2 ฟอง
2. ต้นหอม 1 ต้น
3. มะเขือเทศ 2 ลูก
4. เกลือ 1 ช้อนชา
5. น้ำเปล่า 1.5 ลิตร
6. ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
7. น้ำมันงา 2 ช้อนชา
8. แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ
 
วิธีทำ
 
1. ตั้งหม้อต้มน้ำใช้ไฟกลางรอจนเดือด
2. ใส่มะเขือเทศ ซีอิ๊วขาว เกลือ และน้ำมันงา คนให้เข้ากัน
3. ตีไข่ให้ฟูและเทลงหม้อ ค่อยๆคนระหว่างเทใส่หม้อ
4. ไข่สุกกำลังดี เทแป้งข้าวโพดตามไปและคนให้เข้ากัน
5. ตักใส่ชามโรยด้วยต้นหอมพร้อมเสิร์ฟ
 
 
6224 15
 

15. ซุปครีมเห็ด 

วัตถุดิบ


1. น้ำซุป 1 ถ้วย
2. เกลือเล็กน้อย
3. เนยจืด 1 ช้อนโต๊ะ
4. นมสดรสจืด 1 ถ้วย
5. แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ
6. หอมหัวใหญ่สับละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ
7. เห็ดแชมปิญองสับละเอียด 100 กรัม

วิธีทำ

1. ผัดเนยกับเห็ดและหอมหัวใหญ่ใช้ไฟอ่อนผัดจนนิ่มและสุกกำลังดี
2. เทแป้งข้าวโพดลงไป ผัดให้เข้ากัน ค่อยๆ เติมนมและน้ำซุปคนจนเนื้อซุปเนียนไม่เป็นก้อน
3. นำมาปั่นให้เนื้อเนียนละเอียด และปรุงด้วยเกลือเล็กน้อยตักชามพร้อมเสิร์ฟ 

 

5 เมนูอาหารเช้า ที่ทำให้ลูกกินมื้ออื่นก็รอด

 

5135 5

5 เมนูอาหารเช้า ที่ทำให้ลูกกินมื้ออื่นก็รอด

มื้อเช้าเป็นมื้อสำคัญ แต่ละวันลูกควรกินอาหารเช้าก่อนออกจากบ้าน แต่ในชั่วโมงเร่งรีบ แม่ควรเลือกเมนูที่ทำง่ายและใช้เวลาน้อยที่สุด อย่าง 5 เมนูต่อไปนี้ 

1. ข้าวผัดมันฝรั่งแฮมไก่

5135 10

ส่วนผสมข้าวผัดมันฝรั่งแฮมไก่

5135 10

วิธีทำ 

  1. ตั้งกระทะไฟกลาง ใส่น้ำมันและกระเทียม ผัดให้มีกลิ่นหอม ใส่ผักลงไปผัดให้สุก ตามด้วยแฮมไก่ 
  2. ใส่ข้าวกล้องตามลงไปผัด ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว
  3. ก่อนปิดไฟให้ใส่ชีสลงไปคลุกให้ทั่ว แล้วจึงปิดไฟ

2. ไก่โจรสลัด

5135 10

ส่วนผสมไก่โจรสลัด

5135 10

วิธีทำไก่โจรสลัด

  1. ผสมไก่ แคร์รอต ข้าวโพด ถั่วลันเตา มะเขือเทศ และโยเกิร์ตให้เข้ากัน 
  2. ตักสลัดใส่กระทงใบผักกาดแก้วพอประมาณ ตกแต่งให้สวยงาม 

3. เปาะเปี๊ยะไข่ 

5135 10

ส่วนผสมเปาะเปี๊ยะไข่

5135 10

วิธีทำเปาะเปี๊ยะไข่ 

  1. ทำไส้เปาะเปี๊ยะโดยผัดหมูสับ วุ้นเส้น แคร์รอต และกะหล่ำปลีให้เข้ากัน ปรุงรสเล็กน้อยแล้วพักไว้ 
  2. ตีไข่ แล้วตั้งกระทะก้นแบนไฟอ่อน เทไข่ลงไป จากนั้นเอียงกระทะเทไข่ทั่วกระทะให้หนาเท่ากัน และไข่สุกทั้งสองด้าน จึงยกขึ้นพักไว้ 
  3. วางไส้เปาะเปี๊ยะบนไข่ แล้วม้วนไข่ให้รอบ ตัดเป็นชิ้นพอดีคำ 

4. สเต๊กปลาอบชีส 

5135 10

ส่วนผสมสเต๊กปลาอบชีส 

5135 10

วิธีทำสเต๊กปลาอบชีส 

  1. ทาเกลือบนเนื้อปลา หมักทิ้งไว้ 5 นาที แล้วทอดให้สุก พักไว้
  2. ตั้งกระทะ ใส่เนย แคร์รอต หน่อไม้ฝรั่ง แล้วผัดให้สุก ปรุงรสด้วยเกลือ ยกลงพักไว้ 
  3. วางปลาตามด้วยชีสและผัก 

5. ออมเล็ตสีสันสดใส 

5135 10

ส่วนผสมออมเล็ตสีสนสดใส

5135 10

วิธีทำออมเล็ตสีสันสดใส 

  1. ตอกไข่ใส่ถ้วย แล้วใส่แคร์รอต ผักโขม ตีให้เข้ากัน 
  2. ตั้งกระทะไฟกลาง เทไข่ใส่กระทะ คนไปมาจนไข่เกือบสุก 
  3. รอไข่สุกจึงยกลง 

 

 

กรมอนามัยแนะ อาหารเด็กทารกวัย 6-12 เดือน ควรป้อนอย่างไร

อาหารเด็กทารก-อาหารของเด็กทารก-อาหารเสริม-อาหารเด็กวัย 6 เดือน - 1 ปี

กรมอนามัยแนะ อาหารเด็กทารกวัย 6-12 เดือน ควรป้อนอย่างไร

ลูกอายุครบ 6 เดือนแล้ว สามารถเริ่มอาหารเสริมเด็กตามช่วงวัยได้แล้วค่ะ แต่จะเริ่มเท่าไหร่ ยังไง สามารถกินอะไรได้บ้าง และนมแม่ยังจำเป็นอยู่มั้ย มาหาคำตอบได้เลยค่ะ 

อาหารเด็กทารกวัย 6 เดือน กินวันละ 1 มื้อควบคู่กับนมแม่

เด็กอายุ 6 เดือน กินอาหารวันละ 1 มื้อ ควบคู่กับนมแม่ ส่วนอาหารที่ลูกควรได้รับแต่ละครั้งควรเป็นข้าวบดผสมกับ ปลา ตับ ไข่ ผักและผลไม้ควบคู่กันไป โดยมีอัตราส่วนดังตัวอย่างตามภาพ

อาหารเด็กทารก-อาหารของเด็กทารก-อาหารเสริม-อาหารเด็กวัย 6 เดือน - 1 ปี

อาหารเด็กทารกวัย 7 เดือน กินวันละ 1 มื้อควบคู่กับนมแม่

อาหารเด็ก 7 เดือน ควรเป็นอาหารที่ต้องได้พลังงาน มีสารอาหารเพิ่มเติมเพื่อให้สารอาหารครบถ้วนและเพียงพอสำหรับการเจริญเติบโต ซึ่งลักษณะอาหารจะไม่แตกต่างจากของเด็กวัย 6 เดือนมากนัก แต่จะเปลี่ยนจากข้าวต้มสุกบดละเอียด 2 ช้อน เป็นข้าวต้มสุกบดหยาบ 3 ช้อน และส่วนผสมอื่น ๆ ก็จะมีลักษณะเนื้อหยาบขึ้นเล็กน้อย เพื่อฝึกพัฒนาการการเคี้ยวกลืนของลูก

อาหารเด็กทารก-อาหารของเด็กทารก-อาหารเสริม-อาหารเด็กวัย 6 เดือน - 1 ปี

อาหารเด็กทารกวัย 8 เดือน กินวันละ 2 มื้อควบคู่กับนมแม่

อาหารเด็กวัย 8 เดือน สามารถเปลี่ยนจากข้าวต้มเป็นข้าวสวยหุงนิ่มๆ บดหยาบ แทน และเพิ่มปริมาณเป็น 4 ช้อน และเพิ่มจำนวนมื้อขึ้นมาอีก 1 มื้อ

อาหารเด็กทารก-อาหารของเด็กทารก-อาหารเสริม-อาหารเด็กวัย 6 เดือน - 1 ปี

อาหารเด็กทารกวัย 9-12 เดือน กินวันละ 3 มื้อควบคู่กับนมแม่

ลูกวัยเกือบขวบปีแล้ว เริ่มมีฟันงอก และสามารถเคี้ยวกลืนอาหารได้ดีขึ้น สามารถกินข้าวข้าวสวยหุงนิ่ม ๆ บดหยาบพร้อมกับผักและเนื้อสัตว์ที่หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ และสามารถเพิ่มจำนวนมื้ออาหารให้ลูกเป็น 3 มื้อได้แล้วค่ะ

อาหารเด็กทารก-อาหารของเด็กทารก-อาหารเสริม-อาหารเด็กวัย 6 เดือน - 1 ปี

กรมอนามัยแนะ! เด็กต้องได้กินอาหารกลางวันคุณภาพ เพื่อพัฒนาการที่สมวัย

โภชนาการ, อาหารกลางวัน, เมนูอาหาร, สารอาหาร, การเลี้ยงลูก, เมนูอาหารสำหรับเด็ก, เมนูอาหารกลางวัน, อาหาร5หมู่, พัฒนาการ, ส่งเสริมพัฒนาการ, กรมอนามัย, สาธารณสุข, เด็กนักเรียน, วัยเรียน 

โภชนาการที่ดีมีความจำเป็นต่อร่างกายนะคะ พ่อแม่ต้องใส่ใจให้ความสำคัญกับทุกมื้อของลูก เพราะการได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย จะช่วยให้ลูก พร้อมเรียนรู้ สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างมีความสุขค่ะ

ด้านกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะนำเด็กวัยเรียนควรได้กินอาหารกลางวันที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน เพื่อให้ได้สารอาหารจากคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามิน แร่ธาตุและเกลือแร่อย่างเหมาะสม ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตสมวัย มีพัฒนาการด้านการเรียนรู้ จดจำ และเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค

เพราะหากร่างกายได้รับพลังงาน และสารอาหารน้อยไปจะส่งผลให้เด็กมีการเจริญเติบโตไม่เหมาะสมตามวัย เช่น ตัวเล็ก เตี้ย แคระแกร็น ภูมิต้านทานต่ำ สติปัญญาต่ำ เรียนรู้ช้า เป็นต้น และหากได้รับพลังงานมากเกินความต้องการของร่างกาย จะส่งผลให้เด็กมีน้ำหนักตัวเกินจนนำไปสู่การเป็นโรคอ้วน และโรคอื่นๆ ซึ่งส่งผลเสียต่อร่างกายได้ 

5  กลุ่มประเภทอาหารสำหรับเด็กวัยเรียน
  1. อาหารประเภทเนื้อสัตว์  เพราะเป็นสารอาหารที่ให้โปรตีนช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อ และฮอร์โมน ควรเลือกเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน เพื่อเป็นการปลูกฝังนิสัยการบริโภคที่ดีให้แก่เด็ก 

  2. นม  เป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้โปรตีนและแคลอรี่สูง นอกจากนี้ยังมีแคลเซียมวิตามินเอมาก เหมาะสำหรับเด็กที่กำลังเจริญเติบโต เด็กจึงควรได้ดื่มนมให้ได้วันละ 2 แก้วทุกวัน 

  3. ข้าวหรือแป้งต่าง ๆ  ควรจัดให้เด็กในทุกมื้ออาหาร เลือกข้าวหรือแป้งที่ผ่านการขัดสีน้อย เพราะจะมีวิตามินและแร่ธาตุมาก 

  4. ผักและผลไม้สด  ควรให้เด็กบริโภคในมื้ออาหารทุกมื้อ และควรสับเปลี่ยนชนิดให้หลากหลาย เพื่อให้เด็กได้รับวิตามินและแร่ธาตุครบถ้วน โดยเฉพาะวิตามินซี 

  5. เด็กควรดื่มน้ำสะอาด วันละ 6-8 แก้ว  หรือให้เพียงพอกับปริมาณที่สูญเสียไปในแต่ละวัน

คุณพ่อคุณแม่ และโรงเรียน ถือเป็นส่วนสำคัญที่สามารถส่งเสริมให้ลูกได้รับโภชนาการที่ดี ด้วยการทำอาหารที่มีประโยชน์และมีคุณภาพ โดยเฉพาะอาหารกลางวัน เพราะเด็กอาจจะเลือกกินอาหารที่ไม่เหมาะสมต่อร่างกาย เช่น ขนม ลูกอม น้ำอัดลม ที่สามารถหาซื้อได้ในโรงอาหารตอนพักเที่ยง 

ดังนั้นผู้ปกครอง หรือโรงเรียน ควรจัดอาหารให้เด็กครบ 5 หมู่ ซึ่งเด็กวัยเรียนจำเป็นต้องกินอาหารมื้อหลัก 3 มื้อ ได้แก่ มื้อเช้า มื้อเที่ยง มื้อเย็น และเพิ่มอาหารว่าง 2 มื้อ คือ อาหารว่างเช้าและบ่าย โดยเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ไม่หวานจัด เค็มจัด หรือไขมันสูง เพื่อสุขภาพที่ดีของลูกนะคะ

ข้าวอบผัก เมนูเพิ่มพลังงานสำหรับเด็กวัยซน

 
 2981

เด็กวัย 1-3 ปีเป็นช่วงที่กำลังเคลื่อนไหวร่างกาย ชอบเล่น ชอบวิ่ง และใช้พลังงานในแต่ละวันเยอะมาก เพราะฉะนั้นอาหารของลูกจึงต้องเน้นเมนูที่ให้พลังงานกับลูก พร้อมกับฝึกให้เขากินผักด้วย

ซึ่งเมนูข้าวอบผักนี้ตอบโจทย์มากค่ะ เพราะนอกจากผักที่ใช้จะให้รสหวาน วิธีการปรุงยังช่วยให้กินง่ายอีกด้วย 

ส่วนผสม

ข้าวสาร 1 ถ้วย 

ข้าวโพดอ่อนหั่นขวาง 3-4 ยอด 

ข้าวโพดแกะเมล็ด 1/2 ถ้วย

ฝักถั่วลันเตาหั่น 1/2 ถ้วย 

แคร์รอตหั่นเต๋า 1/2 ถ้วย

ฟักทองหั่นเต๋า 1/2 ถ้วย 

กุ้งขาวแกะเปลือก ผ่าหลังเอาเส้นดำออก 3-4 ตัว 

ซอสถั่วเหลือง 1 ช้อนโต๊ะ   

วิธีทำ 
  1. ล้างข้าวสารให้สะอาด หุงข้าวตามขั้นตอนปกติ แต่ให้ใส่ส่วนผสมที่เป็นผักทั้งหมดลงไปในหม้อ 
  2. เมื่อข้าวใกล้สุกให้เปิดฝาใส่กุ้งลงไป รอจนสุก เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

 

พ่อแม่มือใหม่ต้องรู้ 7 อาหารอันตรายที่ลูกทารก ลูกเล็กห้ามกิน

อาหารอันตรายสำหรับเด็ก ทารก, อาหารที่เด็ก ทารก เด็กเล็กห้ามกิน, อาหารที่เด็กทารก เด็กเล็กไม่ควรกิน, เด็กทารกห้ามกินอะไร, อาหารที่ทารกห้ามกิน, ทำไมทารกห้ามกินน้ำผึ้ง, น้ำผึ้งอันตรายกับทารก, อาหารห้ามป้อนเด็ก, เด็กไม่ควรกินเยลลี่, เด็กไม่ควรกินเค็ม, เด็กไม่ควรกินของดิบ, อาหารทารก, อาหารเด็กเล็ก, รักลูก Community of The Experts,

อาหารสำหรับเด็ก ถ้าเลือกผิด ลูกอาจเสี่ยงถึงชีวิตได้เลยนะคะ และนี่คือ 7 อาหารอันตรายที่พ่อแม่ต้องรู้ และไม่ควรป้อนลูกเด็กขาด โดยคำแนะนำที่ถูกต้องจาก พญ.สินดี จำเริญนุสิต กุมารเวชศาสตร์พัฒนาการและพฤติกรรม ค่ะ

พ่อแม่มือใหม่ต้องรู้ 7 อาหารอันตรายที่ลูกทารก ลูกเล็กห้ามกิน

  1. เด็กทารกห้ามกินน้ำผึ้ง
    น้ำผึ้งมีประโยชน์มากมายค่ะ แต่กลับมีโทษกับเด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ จึงห้ามเด็กเล็กกินน้ำผึ้งเด็ดขาดค่ะ เนื่องจากในน้ำผึ้งมีเชื้อแบคทีเรีย คลอสทริเดียม โบทูลินัม (Clostridium botulinum) เกิดการสร้างโคโลนีในทางเดินอาหารของทารก ซึ่งในลำไส้ของทารกอายุต่ำกว่า 1 ขวบ ยังไม่มีจุลินทรีย์ที่สามารถป้องกันการแบ่งตัวของสปอร์ได้เหมือนเด็กโตและผู้ใหญ่ สปอร์จึงเกิดการแบ่งตัวอยู่ในลำไส้ แล้วปล่อยสารพิษเข้ากระแสเลือดไปทั่วร่างกาย สำหรับทารกที่เกิดโรคโบทูลิซึม จะมีอาการแรกเริ่ม คือ
    1. ท้องผูก
    2. อาการง่วงซึม เฉยเมย
    3. ไม่ดูดนม ไม่กินอาหาร กลืนลำบาก
    4. ร้องไม่มีเสียง
    5. แขนขาเป็นอัมพาต
    6. กรณีถึงขั้นรุนแรง เด็กอาจจะมีอาการหายใจลำบาก และหยุดหายใจในที่สุด 

  2. เด็กเล็กไม่ควรกินป๊อบคอร์น หรือ อาหารประเภทถั่วหรือที่มีลักษณะเป็นเมล็ดเปลือกแข็ง
    เนื่องจากเด็กเล็กไม่สามารถเคี้ยวอาหารเองได้ ซึ่งเมล็ดข้าวโพดที่คั่วหรืออบแล้วไม่แตกออกจะกลายเป็นข้าวโพดเมล็ดแข็ง เคี้ยวให้แตกละเอียดได้ยาก และสามารถหลุดลงคอจนทำให้เกิดอาการสำลักได้ สถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริกา (American Academy Pediatrics) จึงมีข้อแนะนำว่าไม่ควรให้เด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี กินป๊อบคอร์นหรืออาหารที่มีความเสี่ยงจะสำลัก เช่น ถั่วเปลือกแข็ง เป็นต้น

  3. เด็กเล็กไม่ควรกินผลไม้บางชนิด
    พ่อแม่หลายคนอาจจะไม่ได้ระวังมาก แต่ควรใส่ใจนะคะ เพราะผลไม้ลูกกลม ๆ เล็ก ๆ เช่น องุ่น ลำไย เงาะ เป็นต้น เป็นผลไม้ที่ลื่นมาก เสี่ยงหลุดเข้าคอไปอุดหลอดลมและเสียชีวิตได้ หากจะให้กินควรหั่นเป็นชิ้น หรือ เส้นเล็ก ๆ หรือใช้วิธีการปั่นละเอียด และเวลาทานต้องคอยดูลูกเพื่อความปลอดภัยค่ะ 

  4. เด็กเล็กไม่ควรลูกอมและเจลลี่
    นอกจากรสชาติที่หวานเกินไปแล้ว ขนมเหล่านี้ยังส่งผลเสียอื่น ๆ ได้อีก เพราะอาหารประเภทนี้จะมีลักษณะ เหนียว แข็ง ลื่น และมีรูปร่างกลม ซึ่งมักจะลื่นไปติดหลอดลม และทำให้ลูกน้อยเสียชีวิตได้เลยนะคะ 

  5. เด็กเล็กไม่ควรกินเกลือ หรืออาหารที่มีรสเค็ม เช่น ขนมขบเคี้ยวต่างๆ อาหารสำเร็จรูป เป็นต้น
    เด็กเล็กไม่ได้ต้องการเกลือมาก เพราะเป็นวัยที่ไตกำลังพัฒนา และยังไม่พร้อมที่จะกรองอาหารที่มีรสเค็มจนเกินไป ซึ่งอาหารที่นำมาปรุงให้เด็กมักมีรสชาติอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องปรุงรสเพิ่มเติมเข้าไปค่ะ ในเด็กโตก็เช่นกัน ถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงขนมถุง หรืออาหารสำเร็จรูป เพราะมักมีเกลือเป็นส่วนประกอบที่มากเกินความต้องการของเด็ก 

  6. เด็กเล็กไม่ควรกินหอย
    กระบวนการปรุงหอยมีโอกาสที่จะไม่สุกดี ก่อให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษอย่างรุนแรงได้ โดยเฉพาะกับเด็กเล็ก ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงค่ะ 

  7. เด็กเล็กไม่ควรกินอาหารดิบ หรือ ปรุงไม่สุก
    เช่น ไข่ที่ไม่สุก หรือ ไข่ยางมะตูม รวมทั้งเนื้อสัตว์และผักต่าง ๆ ด้วย เพราะอาจมีเชื้อแบคทีเรียปนเปื้อน ก่อให้เกิดท้องเสียหรืออาหารเป็นพิษได้ ดังนั้น ควรปรุงอาหารให้สุกก่อน นำมาให้ลูกทานค่ะ

นอกจากอาหารเหล่านี้แล้ว ยังมีอาหารอีกหลายชนิดที่เด็ก ๆ ควรหลีกเลี่ยง เช่น น้ำอัดลม ขนมที่ไม่มีคุณค่าทางสารอาหารแถมยังใส่ผงชูรส เพื่อเพิ่มรสชาติ เป็นต้น

คุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นต้องเป็นซูเปอร์ฮีโร่ก็สามารถช่วยชีวิตลูกน้อยได้ค่ะ เพียงแค่ใส่ใจและให้ความสำคัญเรื่องการรับประทานอาหารของลูก คอยระมัดระวังเวลาที่คนใกล้ชิดหยิบยื่นของกินให้ลูก มีกติกาและวินัยในเรื่องของการรับประทานอาหาร ก็จะทำให้เด็ก ๆ มีสุขภาพที่แข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ อีกทั้งเมื่อเด็กโตขึ้น เขาเองก็จะมีลักษณะนิสัยการเลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์และดีต่อสุขภาพได้อีกด้วย

รักลูก Community of The Experts

พญ.สินดี จำเริญนุสิต
กุมารเวชศาสตร์พัฒนาการและพฤติกรรม

แนะนำ 5 ที่เรียนสอนเด็กทำอาหาร พาไปเจ้าตัวเล็กไปเรียนรู้พร้อมความสนุกกันเถอะ

แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก-โรงเรียนสอนทำอาหาร-เรียนทำอาหาร-สอนลูกทำอาหาร-เมนูอาหาร-เมนูอาหารเด็ก-อาหารสำหรับเด็ก

คุณพ่อคุณแม่รู้หรือยังคะ ว่าการฝึกให้เด็กๆ ทำอาหาร โดยเริ่มตั้งแต่วัย 3-5 ขวบ มีประโยชน์มากนะคะ ทั้งช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาสมองรอบด้านและได้เรียนรู้จากประสาทสัมผัสทั้งห้า คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และพบว่าเด็กส่วนใหญ่จะมีพัฒนาการในด้านความมีวินัย รู้จักรับผิดชอบ และกล้าแสดงออกมากขึ้น รู้แบบนี้แล้วต้องพาเด็กๆ ไปเรียนทำอาหารกันแล้วค่ะ เรามีที่เรียนมาแนะนำดังนี้ค่ะ

1. โรงเรียนสอนทำอาหาร : Play Chef ห้องครัว

ห้องเรียนแสนสนุก เดิมใช้ชื่อว่า Kids in the Kitchen เป็นสถาบันสอนทำอาหารและสอนทำขนมสำหรับเด็ก โดยให้เด็กๆ ได้สัมผัสและปฏิบัติจริง มีถึง 9 สาขา ด้วยกันค่ะ มีหลักสูตรสำหรับเด็กอายุ 4 - 12 ปี คือ 1. หลักสูตรนักเบเกอรีตัวน้อย 2. หลักสูตรนักทำครัวตัวน้อย

แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก-โรงเรียนสอนทำอาหาร-เรียนทำอาหาร-สอนลูกทำอาหาร-เมนูอาหาร-เมนูอาหารเด็ก-อาหารสำหรับเด็ก

แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก-โรงเรียนสอนทำอาหาร-เรียนทำอาหาร-สอนลูกทำอาหาร-เมนูอาหาร-เมนูอาหารเด็ก-อาหารสำหรับเด็ก

แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก-โรงเรียนสอนทำอาหาร-เรียนทำอาหาร-สอนลูกทำอาหาร-เมนูอาหาร-เมนูอาหารเด็ก-อาหารสำหรับเด็ก

ติดต่อสอบถามได้ที่

  • เฟซบุ๊ก : Play chef สอนทำอาหารนานาชาติ เบเกอรี่ สำหรับเด็กและผู้ใหญ่
  • อีเมล : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
  • เว็บไซต์ : http://www.playchefthai.com/news.html
  • โทร : 091-810-9280
2. โรงเรียนสอนทำอาหาร Chefu Town 

โรงเรียนสอนทำอาหารสำหรับเด็ก Chefu Town จะมีวิธีการสอนแบบ Japanese Visual Training โดยการเข้าเรียนในหนึ่งคลาสนั้นจะมีเด็กไม่เกิน 8 คน เพื่อให้เชฟผู้สอนสามารถเข้าถึงเด็กๆ ทุกคนได้อย่างใกล้ชิด เมื่อจบหนึ่งคลาส เด็กๆ ทุกคนจะได้รับสมุดรวบรวมสูตรอาหารและรูปภาพอาหารของตนอีกด้วยค่ะ

แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก-โรงเรียนสอนทำอาหาร-เรียนทำอาหาร-สอนลูกทำอาหาร-เมนูอาหาร-เมนูอาหารเด็ก-อาหารสำหรับเด็ก

แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก-โรงเรียนสอนทำอาหาร-เรียนทำอาหาร-สอนลูกทำอาหาร-เมนูอาหาร-เมนูอาหารเด็ก-อาหารสำหรับเด็ก

แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก-โรงเรียนสอนทำอาหาร-เรียนทำอาหาร-สอนลูกทำอาหาร-เมนูอาหาร-เมนูอาหารเด็ก-อาหารสำหรับเด็ก

ติดต่อสอบถามได้ที่

  • เฟซบุ๊ก : CHEFU TOWN
  • อีเมล : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
  • ไลน์ ไอดี : @Chefutown
  • โทร : 081 856 9551
3. โรงเรียนสอนทำอาหาร : A Little Something

โรงเรียนสอนทำอาหารสำหรับเด็ก และครอบครัว ที่มุ่งเน้นพัฒนาทักษะจินตนาการ ที่ไม่มีค่าแรกเข้า สามารถเลือกวันเรียนเองได้เองอีกด้วย เมนูที่จะให้เด็กๆ ลงมือทำ ก็จะสลับผลัดเปลี่ยนกันไปทุกอาทิตย์ มีทั้งของคาวและของหวาน ทำเสร็จก็ห่อกลับไปรับประทานที่บ้านได้เลย

แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก-โรงเรียนสอนทำอาหาร-เรียนทำอาหาร-สอนลูกทำอาหาร-เมนูอาหาร-เมนูอาหารเด็ก-อาหารสำหรับเด็ก

แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก-โรงเรียนสอนทำอาหาร-เรียนทำอาหาร-สอนลูกทำอาหาร-เมนูอาหาร-เมนูอาหารเด็ก-อาหารสำหรับเด็ก

แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก-โรงเรียนสอนทำอาหาร-เรียนทำอาหาร-สอนลูกทำอาหาร-เมนูอาหาร-เมนูอาหารเด็ก-อาหารสำหรับเด็ก

ติดต่อสอบถามได้ที่

  • เฟซบ๊ก : A Little Something
  • อีเมล :  This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
  • เว็บไซต์ :  http://www.a-littlesomething.com
  • โทร : 089 142 1108
4. โรงเรียนสอนทำอาหาร : บ้านสลัดศิลป์ 

โรงเรียนสอนศิลปะเด็กและสอนทำอาหารทั้งคาวหวาน อีกทั้งยังมีกิจกรรมให้เด็กๆ ตื่นตาตื่นใจมากมาย ทั้ง สอนดนตรี กิจกรรม Art Camp ช่วงปิดเทอม อยู่ที่บางบัวทอง บางใหญ่ นนทบุรี ที่เด็กๆ ไม่ควรพลาดเลยค่ะ

แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก-โรงเรียนสอนทำอาหาร-เรียนทำอาหาร-สอนลูกทำอาหาร-เมนูอาหาร-เมนูอาหารเด็ก-อาหารสำหรับเด็ก

แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก-โรงเรียนสอนทำอาหาร-เรียนทำอาหาร-สอนลูกทำอาหาร-เมนูอาหาร-เมนูอาหารเด็ก-อาหารสำหรับเด็ก

แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก-โรงเรียนสอนทำอาหาร-เรียนทำอาหาร-สอนลูกทำอาหาร-เมนูอาหาร-เมนูอาหารเด็ก-อาหารสำหรับเด็ก

ติดต่อสอบถามได้ที่

5. โรงเรียนสอนทำอาหาร : Mechef Studio

Mechef Studio จะมีการสอนเด็กทำอาหารด้วยเมนูที่สามารถทานได้จริง อร่อยจริง ลงมือทำจริง” ได้รับสูตรกลับบ้านทุกเมนูสามารถนำกลับไปทำที่บ้านได้กับคุณแม่หรือครอบครัว ลักษณะการสอน จะแตกต่างกันตามช่วงอายุ 3-5 ปีจะเน้นการทำงานตามขั้นตอน ฝึกกล้ามเนื้อมือ ฝึกการใช้อุปกรณ์ ฝึกสมาธิ เด็กอายุ 6-9 ปี จะเน้นการทำงงานอย่างเป็นระบบ เรียนรู้วิธีการทำที่ถูกต้อง ฝึกการอยู่ร่วมกับคนอื่น และ รอคอย และเด็กอายุ 10 ปีขึ้นไป เรียนรู้สูตรอาหารวิธีทำโดยละเอียดและสามารถนำไปใช้ได้จริง

แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก-โรงเรียนสอนทำอาหาร-เรียนทำอาหาร-สอนลูกทำอาหาร-เมนูอาหาร-เมนูอาหารเด็ก-อาหารสำหรับเด็ก

แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก-โรงเรียนสอนทำอาหาร-เรียนทำอาหาร-สอนลูกทำอาหาร-เมนูอาหาร-เมนูอาหารเด็ก-อาหารสำหรับเด็ก

แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก-โรงเรียนสอนทำอาหาร-เรียนทำอาหาร-สอนลูกทำอาหาร-เมนูอาหาร-เมนูอาหารเด็ก-อาหารสำหรับเด็ก

ติดต่อสอบถามได้ที่

ไข่อบมันฝรั่ง สำหรับเด็กเบื่อข้าว

มันฝรั่ง-เมนูไข่-ไข่อบมันฝรั่ง-เด็กเบื่อข้าว

มันฝรั่ง อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต แร่ธาตุและวิตามินมากมาย ไม่ว่าจะ ต้ม ทอด บด อบ ทำเมนูไหนก็อร่อยถูกใจลูกทั้งนั้น มันฝรั่ง 1 หัว มีอะไรบ้าง? 

ในมันฝรั่งประกอบด้วย โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ใยอาหาร รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุต่าง เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส ไอโอดีน แมกนีเซียม กรดโฟลิก วิตามินซี วิตามินบี1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินบี 6 นอกจากนี้ยังมีโปรตีนที่มีกรดอะมีโนที่จำเป็นต่อร่างกาย และมีโปแตสเซียมสูงมาก   

เมนูแนะนำ "ไข่อบมันฝรั่ง"
มันฝรั่ง-เมนูไข่-ไข่อบมันฝรั่ง-เด็กเบื่อข้าว

ส่วนผสม

  1. มันฝรั่งขนาดใหญ่ 2 หัว
  2. เนย 1 ช้อนโต๊ะ
  3. ไข่ไก่ 2 ฟอง
  4. เบคอนหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ทอดกรอบ สำหรับโรยหน้า
  5. ชีสผงสำหรับโรยหน้า 

วิธีทำ 

  1. ล้างมันฝรั่งให้สะอาด ใช้ไม้จิ้มฟันจิ้มมันฝรั่งให้รอบ
  2. อบมันฝรั่งที่อุณหภูมิ 250 องศาเซลเซียส ประมาณ 30 นาที เสร็จแล้วพักไว้ให้เย็น
  3. ฝานมันฝรั่งออก 1 ใน 3 ส่วน แล้วค่อย ๆ ใช้ช้อนคว้านเนื้อข้างในออก ให้เหลือติดเปลือกเล็กน้อย
  4. ทาเนยลงในมันฝรั่ง แล้วตอกไข่ใส่
  5. โรยเบคอนและผักชีซอย จากนั้นนำไปอบอีกครั้งที่อุณหภูมิ 250 ประมาณ 15-20 นาที เสร็จแล้วจัดใส่จาน โรยชีสผง เป็นอันเสร็จเรียบร้อย   

Tip : คุณแม่สามารถทำเมนูไข่อบมันฝรั่งโดยเปลี่ยนจากเบคอนเป็นเนื้อสัตว์และผักอื่น ๆ ตามใจลูกได้เลยนะคะ   

คุณค่าที่ลูกจะได้รับ 

มันฝรั่งมีวิตามินบี 6 ที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองได้เป็นอย่างดี วิตามินซีในมันฝรั่งช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง ใยอาหารในมันฝรั่งช่วยระบบขับถ่ายของลูก