facebook  youtube  line

15 เมนูซุป มัดใจลูกน้อย

15 เมนูซุป มัดใจลูกน้อย

6224 1

1.ซุปฟักทอง

วัตถุดิบ

  1. ฟักทอง ½ ถ้วย
  2. น้ำซุปไก่กรอง 1 ถ้วย
  3. อกไก่สับ 1 ช้อนโต๊ะ
  4. กล้วยน้ำว้าครูดไม่เอาไส้ 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  1. ตั้งหม้อต้มฟักทองกับน้ำซุปไก่ให้สุกนิ่มกำลังดี
  2. ใส่อกไก่สับและกล้วยน้ำว้าลงไป คนให้เข้ากันจนสุก
  3. นำมาปั่นให้เนื้อเนียนละเอียด และปรุงด้วยเกลือเล็กน้อยตักชามพร้อมเสิร์ฟ

 

 6224 2

2. ซุปแตง

วัตถุดิบ

1. แตงกวา 6 ผล
2. ผักกาดขาว หั่นฝอย ¼ ถ้วย
3. แคร์รอตหั่นลูกเต๋าเล็ก ¼ ถ้วย
4. หมูสันนอกสับ 2 ขีด
5. เกลือป่น 1/8 ช้อนชา
6. น้ำสต็อกผัก

วิธีทำ

1. แตงกวาปอกเปลือก ผ่าขวาง เป็น 2 ท่อน ใช้มีดคว้านไส้แตงออก แล้วแยกไส้แตงใส่จานพักไว้
2. คลุกหมูสันนอกสับ ผักกาดขาว แคร์รอตหั่นเต๋า เกลือป่นและน้ำเล็กน้อย ให้เข้ากัน นำส่วนผสมหมูที่คลุกเตรียมไว้ ยัดใส่แตงกวา จัดเรียงใส่โถ วางไส้แตงที่คว้านไว้ข้าง ๆ
3. เติมน้ำประมาณ 1-1 ½ ถ้วยตวง นึ่งในรังถึง ประมาณ 30 นาที เมื่อผักสุกได้ที่ตักน้ำซุปใส่สำหรับเสิร์ฟ

 

 6224 3

3. ซุปครีมบรอกโคลี

วัตถุดิบ

  1. บรอกโคลี ½ หัว
  2. หอมหัวใหญ่สับ 1 ช้อนโต๊ะ
  3. เนยสด 1 ช้อนโต๊ะ
  4. วิปปิ้งครีม ½ ถ้วยตวง
  5. น้ำซุปไก่ ½ ถ้วยตวง

วิธีทำ

  1. ตั้งกระทะให้ร้อน ใส่เนยลงไปรอจนเนยละลาย นำหัวหอมลงไปผัด ตามด้วยบรอกโคลีจนสุกนุ่ม
  2. ตักส่วนผสมที่เสร็จแล้วลงโถปั่น ใส่น้ำซุปไก่และวิปปิ้งครีม ปั่นจนละเอียด
  3. นำไปเคี่ยวบนเตาอีกครั้ง ใช้ไฟอ่อน ๆ และคนไปในทิศทางเดียวกัน เสร็จแล้วเสิร์ฟพร้อมขนมปัง

 

6224 4

4. ซุปสาหร่ายเต้าหู้

วัตถุดิบ

  1. สาหร่ายวากาเมะแช่น้ำ ครึ่งถ้วย
  2. เต้าหู้ไข่หั่นเต๋า ครึ่งหลอด
  3. เห็ดเข็มทองตามชอบ
  4. โชยุ 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  1. ต้มสาหร่ายและเห็ดเข็มทองจนใกล้สุก
  2. ใส่โชยุลงไป ตามด้วยเต้าหู้ไข่
  3. ต้มต่อประมาณ 30 วินาที จากนั้นซุปสาหร่ายเต้าหู้ไข่ตักใส่ชามกินตอนอุ่น ๆ ร้อนๆ พร้อมเสิร์ฟ

 

6224 5

5. ซุปข้นผักรวม

 
วัตถุดิบ

1. ฟักทองหั่นเล็ก ½ ถ้วยตวง
2. แคร์รอตหั่นเล็ก ¼ ถ้วยตวง
3. ผักโขมลวก ¼ ถ้วยตวง
4. ผักกาดขาวหั่นฝอย ¼ ถ้วยตวง
5. แอปเปิ้ลปอกเปลือกหั่นเล็ก ½ ถ้วยตวง
6. เนื้ออกไก่ ½ ขีด
7. น้ำสต็อกไก่ 2 ถ้วย
 
วิธีทำ

1. เทน้ำสต็อกใส่หม้อร้อนกำลังดี ใส่ฟักทอง แคร์รอต ผักโขม ผักกาดขาว แอปเปิ้ล และเนื้อไก่ ต้มให้สุก
2. นำไปใส่โถปั่นให้ละเอียด กรองผ่านกระชอน
3. เทซุปผักที่กรองใส่หม้อ กวนด้วยไฟอ่อนสักครู่พอให้ฟองอากาศลอยออก ใช้ทัพพีตักฟองออก ตักใส่ถ้วยพร้อมเสิร์ฟ
 
 
6224 6

6.ซุปนมถั่วแคร์รอต

วัตถุดิบ

  1. ถั่วเหลืองหรือถั่วเเดง (ต้มสุกจนเปื่อยนุ่มเเละลอกเปลือก) 1 ช้อนโต๊ะ
  2. เเคร์รอต (ต้มสุกจนเปื่อยนุ่ม สับหยาบ) 1 ช้อนโต๊ะ
  3. อกไก่ (ต้มสุกจนเปื่อยนุ่ม สับหยาบ) 1 ช้อนโต๊ะ
  4. นมสดที่ลูกดื่มประจำ 1 ถ้วยตวง
  5. เกลือป่น 1/8 ช้อนชา

วิธีทำ

  1. นำถั่วไปปั่นให้ละเอียด
  2. เตรียมหม้อตั้งไฟกลาง ใส่นมสด ถั่วปั่น เเคร์รอต และอกไก่ คนให้เข้ากันจนสุกดี
  3. ปรุงรสด้วยเกลือป่น คนให้เข้ากันตักใส่ชามพร้อมเสิร์ฟ

 

6224 7

7. ซุปบรอกโคลี

วัตถุดิบ

1. บรอกโคลีส่วนดอกลวก สับเป็นชิ้นเล็ก ¼ ถ้วย
2. แคร์รอตต้มหั่นสี่เหลี่ยมเล็ก ¼ ถ้วย
3. หัวผักกาดหั่นเป็นชิ้นกลมแบนเล็ก ¼ ถ้วย
4. น้ำสต็อกไก่ 2 ถ้วย
5. ข้าวโพดต้มฝานเมล็ด ½ ถ้วย

วิธีทำ

1. นำข้าวโพดฝานกับน้ำสต็อกไก่ใส่โถปั่น กรองผ่านกระชอนแยกกากข้าวโพดออก
2. เทน้ำข้าวโพดที่กรองใส่หม้อ ใส่บรอกโคลี แคร์รอต หัวผักกาด
3. ต้มเคี่ยวในหม้อตุ๋นสองชั้นจนผักเปื่อยนุ่ม ตักใส่ถ้วยพร้อมเสิร์ฟ

 

6224 8

8.ซุปข้าวโพด

วัตถุดิบ

  1. ข้าวโพดหวาน 1 ถ้วย
  2. น้ำสต็อกไก่ 1 ถ้วย
  3. เนยจืด 1 ช้อนโต๊ะ
  4. นมสดรสจืด 1 ถ้วย
  5. หอมหัวใหญ่สับละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ
  6. แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  1. ละลายเนยจืดในหม้อ ใช้ไฟอ่อน ใส่หอมหัวใหญ่ผัดเข้ากันจนใส
  2. ใส่ข้าวโพดลงไปผัดพอหอม แล้วเทแป้งสาลีลงไปคนให้เข้ากันเร็ว ๆ
  3. ค่อย ๆ เติมนมสดและน้ำซุป คนต่อเนื่องจนซุปเนียนไม่เป็นก้อน
  4. นำมาปั่นให้เนื้อเนียนละเอียด เสร็จแล้วตักใส่ชามพร้อมเสิร์ฟ

 

6224 9

9.ซุปมันฝรั่ง

วัตถุดิบ

  1. เนื้อไก่
  2. ซุปไก่ก้อน 1 ก้อน
  3. เกลือ 1/8 ช้อนชา
  4. มะเขือเทศหั่น 1 ลูก
  5. พริกไทย ครึ่งช้อนชา
  6. หัวหอมใหญ่ซอย 1 ลูก
  7. มันฝรั่งปอกเปลือก 1 ถ้วย
  8. แคร์รอตหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 3 ช้อนชา

วิธีทำ

1. ตั้งหม้อต้มน้ำให้เดือดพอประมาณ จากนั้นใส่ซุปไก่ก้อนลงไปรอจนละลายหมด
2. ใส่เนื้อไก่ลงไปต้มจนสุกเปื่อย จากนั้นนำมันฝรั่งลงไปต้มในน้ำเดือดประมาณ 10-15 นาที หรือจนกว่ามันฝรั่งนุ่ม
3. ใส่หัวหอมใหญ่ มะเขือเทศ ต้มต่อไปอีกประมาณ 10-15 นาที
4. ปรุงรสด้วยเกลือ และพริกไทย คนให้ส่วนผสมเข้ากันตักใส่ถ้วยพร้อมเสิร์ฟ

 

6224 10

10. ซุปข้าวกล้องงอกไข่แดง

วัตถุดิบ


1. ข้าวกล้องงอกสุก ¼ ถ้วย
2. ผักกาดสับละเอียด ¼ ถ้วย
3. ไข่แดง ½ ฟอง
4. น้ำซุป 2 ถ้วย

วิธีทำ

1. ตั้งน้ำซุปให้ร้อน
2. ใส่ข้าวกล้องงอกสุกและเทผักกาดขาวคนให้เข้ากัน
3. เมื่อผักสุกใส่ไข่แดง คนให้เข้ากันจนสุก
4. นำไปปั่นละเอียด ใส่ถ้วยพร้อมเสิร์ฟ

 

6224 11

11. ซุปใสไก่ฉีก

วัตถุดิบ

  1. น้ำเปล่า 2 ถ้วย
  2. รากผักชี 2-3 ราก
  3. อกไก่ต้มสุก 100 กรัม
  4. ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ
  5. แคร์รอตหั่นแว่น ครึ่งหัว
  6. หอมหัวใหญ่หั่นเต๋า ครึ่งหัว
  7. ก้านขึ้นฉ่ายซอยสั้นๆ 1-2 ต้น

วิธีทำ

  1. ตั้งหม้อต้มน้ำใช้ไฟกลาง ใส่รากผักชีลงไป ตามด้วยหอมหัวใหญ่และแคร์รอต ต้มจนเดือด คอยช้อนฟองออกอยู่เสมอ
  2. ใส่ขึ้นฉ่ายและอกไก่ฉีกลงไป ตามด้วยซอสปรุงรส
  3. ปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที ปิดเตาตักใส่ชามพร้อมเสิร์ฟ

 

6224 12

 

12. ซุปไข่ข้น

วัตถุดิบ


1. ไข่ 2 ฟอง
2. น้ำสต็อกไก่ 2 ถ้วย
3. แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ


วิธีทำ

1. ตั้งหม้อต้มน้ำสต็อกไก่ใช้ไฟกลางรอจนเดือด
2. ค่อย ๆ เทแป้งข้าวโพดตามไปและคนให้เข้ากัน
3. ตีไข่ให้ฟูและเทลงหม้อ ค่อยๆคนระหว่างเทใส่หม้อ ตักใส่ชามพร้อมเสิร์ฟ

 

6224 13

13. ซุปผักโขม

วัตถุดิบ

  1. ไก่สับ 2 ช้อนโต๊ะ
  2. ข้าวสวย 2 ช้อนโต๊ะ
  3. น้ำต้มกระดูกไก่ 1 ถ้วย
  4. ผักโขมลวกสับละเอียด ¼ ถ้วย

วิธีทำ

  1. ตั้งหม้อต้มน้ำกระดูกไก่ให้เดือดพอประมาณ จากนั้นต้มข้าวสวยสุกกำลังดี
  2. ใส่ไก่สับลงไปต้มจนสุกเปือย จากนั้นนำผักโขมลงไปต้มคนให้เข้ากันจนเดือด
  3. นำมาปั่นให้เนื้อเนียนละเอียดตักชามพร้อมเสิร์ฟ

 

6224 14

14. ซุปไข่มะเขือเทศ 

วัตถุดิบ


1. ไข่ไก่ 2 ฟอง
2. ต้นหอม 1 ต้น
3. มะเขือเทศ 2 ลูก
4. เกลือ 1 ช้อนชา
5. น้ำเปล่า 1.5 ลิตร
6. ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
7. น้ำมันงา 2 ช้อนชา
8. แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ
 
วิธีทำ
 
1. ตั้งหม้อต้มน้ำใช้ไฟกลางรอจนเดือด
2. ใส่มะเขือเทศ ซีอิ๊วขาว เกลือ และน้ำมันงา คนให้เข้ากัน
3. ตีไข่ให้ฟูและเทลงหม้อ ค่อยๆคนระหว่างเทใส่หม้อ
4. ไข่สุกกำลังดี เทแป้งข้าวโพดตามไปและคนให้เข้ากัน
5. ตักใส่ชามโรยด้วยต้นหอมพร้อมเสิร์ฟ
 
 
6224 15
 

15. ซุปครีมเห็ด 

วัตถุดิบ


1. น้ำซุป 1 ถ้วย
2. เกลือเล็กน้อย
3. เนยจืด 1 ช้อนโต๊ะ
4. นมสดรสจืด 1 ถ้วย
5. แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ
6. หอมหัวใหญ่สับละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ
7. เห็ดแชมปิญองสับละเอียด 100 กรัม

วิธีทำ

1. ผัดเนยกับเห็ดและหอมหัวใหญ่ใช้ไฟอ่อนผัดจนนิ่มและสุกกำลังดี
2. เทแป้งข้าวโพดลงไป ผัดให้เข้ากัน ค่อยๆ เติมนมและน้ำซุปคนจนเนื้อซุปเนียนไม่เป็นก้อน
3. นำมาปั่นให้เนื้อเนียนละเอียด และปรุงด้วยเกลือเล็กน้อยตักชามพร้อมเสิร์ฟ 

 

5 เมนูอาหารเช้า ที่ทำให้ลูกกินมื้ออื่นก็รอด

 

5135 5

5 เมนูอาหารเช้า ที่ทำให้ลูกกินมื้ออื่นก็รอด

มื้อเช้าเป็นมื้อสำคัญ แต่ละวันลูกควรกินอาหารเช้าก่อนออกจากบ้าน แต่ในชั่วโมงเร่งรีบ แม่ควรเลือกเมนูที่ทำง่ายและใช้เวลาน้อยที่สุด อย่าง 5 เมนูต่อไปนี้ 

1. ข้าวผัดมันฝรั่งแฮมไก่

5135 10

ส่วนผสมข้าวผัดมันฝรั่งแฮมไก่

5135 10

วิธีทำ 

  1. ตั้งกระทะไฟกลาง ใส่น้ำมันและกระเทียม ผัดให้มีกลิ่นหอม ใส่ผักลงไปผัดให้สุก ตามด้วยแฮมไก่ 
  2. ใส่ข้าวกล้องตามลงไปผัด ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว
  3. ก่อนปิดไฟให้ใส่ชีสลงไปคลุกให้ทั่ว แล้วจึงปิดไฟ

2. ไก่โจรสลัด

5135 10

ส่วนผสมไก่โจรสลัด

5135 10

วิธีทำไก่โจรสลัด

  1. ผสมไก่ แคร์รอต ข้าวโพด ถั่วลันเตา มะเขือเทศ และโยเกิร์ตให้เข้ากัน 
  2. ตักสลัดใส่กระทงใบผักกาดแก้วพอประมาณ ตกแต่งให้สวยงาม 

3. เปาะเปี๊ยะไข่ 

5135 10

ส่วนผสมเปาะเปี๊ยะไข่

5135 10

วิธีทำเปาะเปี๊ยะไข่ 

  1. ทำไส้เปาะเปี๊ยะโดยผัดหมูสับ วุ้นเส้น แคร์รอต และกะหล่ำปลีให้เข้ากัน ปรุงรสเล็กน้อยแล้วพักไว้ 
  2. ตีไข่ แล้วตั้งกระทะก้นแบนไฟอ่อน เทไข่ลงไป จากนั้นเอียงกระทะเทไข่ทั่วกระทะให้หนาเท่ากัน และไข่สุกทั้งสองด้าน จึงยกขึ้นพักไว้ 
  3. วางไส้เปาะเปี๊ยะบนไข่ แล้วม้วนไข่ให้รอบ ตัดเป็นชิ้นพอดีคำ 

4. สเต๊กปลาอบชีส 

5135 10

ส่วนผสมสเต๊กปลาอบชีส 

5135 10

วิธีทำสเต๊กปลาอบชีส 

  1. ทาเกลือบนเนื้อปลา หมักทิ้งไว้ 5 นาที แล้วทอดให้สุก พักไว้
  2. ตั้งกระทะ ใส่เนย แคร์รอต หน่อไม้ฝรั่ง แล้วผัดให้สุก ปรุงรสด้วยเกลือ ยกลงพักไว้ 
  3. วางปลาตามด้วยชีสและผัก 

5. ออมเล็ตสีสันสดใส 

5135 10

ส่วนผสมออมเล็ตสีสนสดใส

5135 10

วิธีทำออมเล็ตสีสันสดใส 

  1. ตอกไข่ใส่ถ้วย แล้วใส่แคร์รอต ผักโขม ตีให้เข้ากัน 
  2. ตั้งกระทะไฟกลาง เทไข่ใส่กระทะ คนไปมาจนไข่เกือบสุก 
  3. รอไข่สุกจึงยกลง 

 

 

5 เมนูอาหารเช้าทำง่าย ช่วงเปิดเทอม

ต้อนรับเทศกาลเปิดเทอมด้วยเมนูอาหารเช้า สำหรับลูก ๆ วิธีทำง่าย รสชาติอร่อย แถมได้สารอาหารครบถ้วน มาฝากคุณแม่สายเข้าครัว จะมีเมนูอะไรบ้าง น่าทานขนาดไหน มาเริ่มทำพร้อม ๆ กันค่ะ

เมนูที่ 1 ข้าวผัดไข่ เมนูอาหารเช้าง่าย ๆ ที่กินได้ทั้งครอบครัว แถมทำง่ายใช้เวลาไม่นานอีกด้วยค่ะ 

ส่วนผสม

  • ข้าวสวย 1 ถ้วย 
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง 
  • แคร์รอตหั่นเต๋า 2 ช้อนโต๊ะ 
  • ต้นหอมซอย 1 ต้น 
  • ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ
  • กระเทียมสับละเอียด 1 ช้อนชา 
  • น้ำมันสำหรับทอด 1 ช้อนโต๊ะ 

วิธีทำ 

  1. ตั้งกระทะ เทน้ำมันลงไป ใส่กระเทียมลงผัดจนหอม ใส่แคร์รอต
  2. ใส่ข้าวสวย ตามด้วยซอสปรุงรส เกลี่ยข้าวให้มีช่องตรงกลางในกระทะ แล้วตอกไข่ใส่ลงไป แล้วยีไข่แดงให้แตก 
  3. คนไข่ไก่ให้สุกเล็กน้อย จากนั้นคลุกเคล้ากับข้าวและแคร์รอต เสร็จแล้วปิดเตา ตักใส่จานเสิร์ฟลูกได้เลย

เมนูที่ 2 หน่อไม้ฝรั่ง ผัดแซลมอน เมนูอาหารเช้าง่ายๆ ที่กินได้ทั้งครอบครัว แถมทำง่ายใช้เวลาไม่นานอีกด้วยค่ะ 

ส่วนผสม

  • แซลมอนหั่นเต๋า 100 กรัม
  • หน่อไม้ฝรั่งหั่นเป็นท่อนเล็ก ๆ 3-4 ต้น
  • แคร์รอตหั่นเต๋า 1 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสปรุงรส 1 ช้อนชา
  • กระเทียมสับ 1 ช้อนชา
  • น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ 

วิธีทำ 

  1. ตั้งกระทะ เทน้ำมันลงไป รอจนร้อน ใส่กระเทียมลงไปผัดจนหอม
  2. ผัดหน่อไม้ฝรั่งและแคร์รอตจนใกล้สุก ใส่แซลมอนลงไป ตามด้วยซอสปรุงรส 
  3. คลุกเคล้าให้เข้ากัน เมื่อแซลมอนสุกแล้ว ยกขึ้นใส่ชาม หรือจะราดข้าวให้ลูกก็อร่อยได้ทันที

เมนูที่ 3 ซุปหมูก้อนซ่อนรัก เมนูอาหารเช้าง่ายๆ ที่กินได้ทั้งครอบครัว แถมทำง่ายใช้เวลาไม่นานอีกด้วยค่ะ 

ส่วนผสม

  • หมูสับ 2 ช้อนโต๊ะ
  • แคร์รอตหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 1 ช้อนโต๊ะ
  • หอมหัวใหญ่หั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 1 ช้อนโต๊ะ
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • ซีอิ๊วขาว 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
  • ผักกาดขาว 1-2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำซุปผัก 1-2 ถ้วยตวง
  • ต้นหอมและผักชีหั่นสำหรับโรยหน้า

วิธีทำ 

  1. ผสมเนื้อหมู แคร์รอต หอมหัวใหญ่ ไข่ไก่ ซีอิ๊ว และเกลือป่น คลุกเคล้าให้เข้ากัน ปั้นเป็นก้อนกลม ๆ
  2. ตั้งน้ำให้เดือด ใส่หมูปั้นก้อนลงต้ม เมื่อสุกจะลอยขึ้นมา ให้ตักขึ้นพักไว้
  3. นำน้ำซุปผักขึ้นตั้งไฟ พอเดือดใส่ผักกาดขาวลงต้มจนสุก ปรุงรส
  4. เวลาเสิร์ฟให้ตักหมูปั้นก้อนใส่ชาม ใส่น้ำซุปผักกาดขาว โรยหน้าด้วยต้นหอมผักชี

เมนูที่ 4 เต้าหู้สอดไส้นึ่งซีอิ๋ว เมนูอาหารเช้าง่ายๆ ที่กินได้ทั้งครอบครัว แถมทำง่ายใช้เวลาไม่นานอีกด้วยค่ะ 

ส่วนผสม

  • เต้าหู้ปลาหรือเต้าหู้ขาวชนิดแข็ง
  • กุ้งสับละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ
  • เนื้อหมูบด 2 ช้อนโต๊ะ
  • ถั่วลันเตา
  • ต้นหอมซอย
  • แป้งมัน
  • ซีอิ๊วขาว
  • น้ำซุปผัก

วิธีทำ      

  1. ทำไส้โดยนำกุ้งสับ เนื้อหมูบด ถั่วลันเตา มาคลุกเคล้าให้เข้ากัน นำแป้งมันผสมน้ำต้มสุก เทลงในส่วนผสมกะสัดส่วนให้พอจับตัวกัน ใส่ซีอิ๊วขาวแล้วนวดจนเป็นเนื้อเดียวกัน
  2. หั่นเต้าหู้เป็นสามเหลี่ยม ตัดเนื้อเต้าหู้ออกเล็กน้อย พอให้ใส่ส่วนผสมของไส้ไว้บนเต้าหู้ได้ โรยต้นหอมซอย ราดน้ำซุปผักและซีอิ๊วขาวนำไปนึ่งประมาณ 15-20 นาที

เมนูที่ 5 ซุปพาสต้าเต้าหู้ไข่ เมนูอาหารเช้าง่ายๆ ที่กินได้ทั้งครอบครัว แถมทำง่ายใช้เวลาไม่นานอีกด้วยค่ะ 

ส่วนผสม

  • เส้นพาสต้า 1 ถ้วย
  • หมูสับ 100 กรัม
  • แคร์รอตหั่น 4-5 ชิ้น                         
  • รากผักชี 2-3 ต้น                       
  • น้ำมันหอย 1 ข้อนชา                     
  • ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ 
  • พริกไทยป่น 1 ช้อนชา 

วิธีทำ

  1. ตั้งน้ำให้พอเดือดแล้วใส่เกลือลงไปเล็กน้อย ใส่เส้นพาสต้าลงไปต้มประมาณ 10 นาที  พอเส้นเริ่มนิ่มให้ตักออกมาพักไว้ในน้ำเย็น
  2. ตั้งหม้อต้มน้ำซุป ใส่รากผักชีและแคร์รอตลงไป
  3. หมักหมูสับโดยใส่ส่วนผสม น้ำมันหอย ซีอิ๊วขาว และพริกไทยป่น
  4. รอจนน้ำซุปเดือด ปั้นหมูสับเป็นก้อนใส่ลงไป ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว
  5. เมื่อหมูสุกแล้วใส่เส้นพาสต้าลงไปในหม้อซุป ปิดไฟ แล้วตักใส่ชามเสิร์ฟ

อาหารเช้าเป็นอาหารมื้อสำคัญกว่ามื้ออื่น ๆ เพราะการกินอาหารเช้าจะช่วยเติมท้องที่ว่างมาทั้งคืนของเราให้เต็ม ทำให้เรามีพลังที่จะทำงานต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะพลังสมองที่เกี่ยวข้องกับความจำ การเรียนรู้ ความกระตือรือร้น อาหารเช้ามีคุณค่าและประโยชน์มากนะคะ ควรฝึกลูกให้ทานอาหารเช้าทุกวัน เพื่อร่างกายที่แข็งแรงของลูกค่ะ

7 วิธีป้อนข้าวลูกวัย 6 เดือน เริ่มอาหารเสริมอย่างไรให้ลูกยอมกินข้าว

 
วิธีป้อนข้าวลูก, ป้อนข้าวลูก 6 เดือน, อาหารเสริมเด็ก 6 เดือน, อาหารเสริมเด็ก 7 เดือน, อาหารเสริมเด็ก 8 เดือน, อาหารเสริมเด็ก 9 เดือน, อาหารเสริมเด็ก 10 เดือน, วิธีป้อนอาหารเสริมสำหรับเด็ก, ป้อนอาหารเสริมเด็ก ยังไง, ลูก 6 เดือนไม่ยอมกินอาหารเสริม, วิธีป้อนข้าวลูกง่าย ๆ, ป้อนข้าวยังไง ให้ลูกยอมกิน

อาหารเสริมสำหรับลูกวัย 6 เดือน มีวิธีป้อนข้าวลูกด้วย 7 วิธีนี้ค่ะ ลองนำไปปรับใช้กันดูนะคะ รับรองว่าได้ผลแน่นอน

7 วิธีป้อนข้าวลูกวัย 6 เดือน เริ่มอาหารเสริมอย่างไรให้ลูกยอมกินข้าว

  1. จากคำเล็ก ไปคำโต โต...เริ่มจากการป้อนทีละนิดๆ คำเล็กๆ เพื่อให้ลูกได้ฝึกการใช้กล้ามเนื้อช่องปากในการบดอาหาร และการกลืน เมื่อลูกเริ่มคุ้นเคยก็ค่อยๆ เพิ่มปริมาณเป็นคำโตขึ้น และเพิ่มจำนวนครั้งในการป้อนมากขึ้น เช่น จาก 5-6 ช้อน เป็น 10-12 ช้อน ตามลำดับ ในระหว่างที่ลูกกิน พ่อแม่อาจจะทำท่าเคี้ยว หรือกินไปพร้อมๆ กับลูก เพื่อเป็นตัวอย่างให้ลูกในเรื่องของการบดเคี้ยวอาหารได้

    แม้ลูกจะยังเล็ก การที่พ่อแม่กิน หรือเคี้ยวให้ดู อย่าคิดว่าลูกไม่รู้เรื่องนะคะ ท่าทางต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นแบบอย่างและมีผลต่อพัฒนาการด้านการกินของลูกน้อยได้

  2. บรรยากาศแห่งความสนุก...จัดบรรยากาศการกินให้เป็นเรื่องสนุก ควรเป็นที่โล่ง เย็นสบาย ไม่ร้อนอบอ้าวจนเกินไป ที่สำคัญไม่ควรมีทีวี เกม หรือของเล่นอยู่ในบริเวณที่กินข้าว เพราะอาจเบี่ยงเบนความสนใจของลูกได้ และไม่ควรคุยเรื่องเครียดๆ ขณะป้อนข้าวลูก

    สำหรับลูกที่เริ่มนั่งได้แล้ว อาจให้นั่งบนเก้าอี้สำหรับเด็ก หรือเก้าอี้หัดนั่ง และกินข้าวร่วมกับพ่อแม่ โดยพ่อแม่คอยป้อนข้าวอยู่ข้างๆ และคอยพูดคุยหรือเล่านิทานเกี่ยวกับเรื่องการกินข้าวให้ฟังไปด้วยก็ได้ เพื่อสร้างสีสันในระหว่างการป้อนข้าว

    การกินอาหารร่วมกับพ่อแม่จะช่วยฝึกเรื่องการกินข้าวเองในอนาคต เพราะลูกจะคอยมอง และสังเกตมารยาทบนโต๊ะว่าเป็นอย่างไร ลูกจะนำมาเป็นแบบอย่างได้

  3. ซ่อนผักใบเขียว...ถ้าเริ่มอาหารใหม่ๆ ที่ลูกไม่เคยกินมาก่อน เช่น ผักชนิดใหม่ ช่วงแรกอยากให้ใช้วิธีแทรกเข้าไปในอาหารที่ลูกคุ้นเคยก่อนสักระยะหนึ่ง เช่น หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ หรือใส่สีถนอมอาหารที่ปลอดภัย เป็นต้น เมื่อลูกเกิดความเคยชินกับอาหารนั้น แล้วจึงค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้น

    ครั้งแรกที่ป้อน ถ้าลูกไม่กินเลย ถึงขั้นร้องงอแง อย่าท้อจนไม่ให้ลูกกินอีกเลย ให้ลองสัก 3-4 วัน แล้วลูกจะค่อยๆ เริ่มชิน จนในที่สุดเริ่มกินได้เอง เมื่อเขาโตขึ้นเขาก็จะเป็นเด็กที่กินผักได้

  4. ใส่ถ้วยน้องหมี...ภาชนะที่มีลวดลายการ์ตูนสวยๆ ที่เด็กๆ ชอบ หรือมีสันสดใส ก็ช่วยดึงดูดใจเรื่องการกินของลูกได้เยอะ และให้เขาได้เลือกภาชนะใส่อาหารเองว่าวันนี้จะใช้ถ้วยลายไหน คราวนี้ต้องรีบให้คุณแม่ป้อนข้าวให้แหงๆ แต่ควรคำนึงถึงความปลอดภัย ภาชนะที่ใช้ควรทำจากวัสดุที่ปลอดภัย ไม่มีสารปนเปื้อน และไม่แตกง่ายด้วย

    ลองเปลี่ยนจากถ้วยชามพลาสติก มาเป็นถ้วยขนมปัง หรือฟักทอง มะเขือเทศดูบ้างที่เด็กๆ สามารถกินตัวภาชนะได้ด้วย ก็จะช่วยดึงดูดความสนใจเรื่องการกินได้มากขึ้น

  5. เล่นทายซิ...อะไรอยู่ในถ้วย...จัดลักษณะอาหารเป็นรูปแบบต่างๆ เช่น นำข้าวใส่รูปพิมพ์เป็นรูปหมี รูปดาว รูปหัวใจ และคุณแม่อาจจะเล่าเรื่องราวประกอบ ให้กินหู กินจมูก กินดาวเลย จะทำให้ลูกเกิดความสนใจ หรือจิ้มกินเองได้

    อาจทำเป็นอาหารที่สามารถหยิบกินเป็นชิ้นๆ หรือเป็นคำๆ ได้ โดยให้มีรูปแบบเป็นตัวการ์ตูนน่ารักๆ ก็จะช่วยให้มื้อนั้นเป็นมื้อที่อร่อยของเจ้าตัวเล็กอีกหนึ่งมื้อเลย

  6. ช่วยทำอาหาร อยากกินจัง...เด็กช่วงวัยขวบปีแรก ถึงแม้เขาจะยังหยิบจับอะไรได้ไม่มากนัก แต่การมีส่วนร่วมในการเข้าครัวมาดูมาฟังการทำอาหาร เวลาที่คุณแม่ทำอาหาร แล้วก็เล่าวิธีการทำให้ลูกฟังไปด้วย ลูกจะเกิดการเรียนรู้เรื่องของการกินได้ไม่ยากเลย

    สำหรับลูกน้อยที่เริ่มหยิบจับได้แล้ว ลองให้ช่วยทำอาหารง่ายๆ เช่น ทาแยมบนขนมปังหน้าตุ๊กตา โดยคุณแม่ช่วยจับมือทา แล้วลองให้เขาทำเอง เสร็จแล้วก็กินด้วยกัน

  7. อย่าบังคับหนูกินนะ...สำหรับเด็กที่เริ่มกินอาหารเสริม และมีพัฒนาการการกินที่ดีขึ้นจากช่วงแรกกิน 2-3 คำก็เป็น 5-6 คำ จนถึงครึ่งถ้วย อย่างนี้ต้องชื่นชมลูก สิ่งสำคัญถ้าลูกกินได้ไม่กี่คำแล้วไม่กินต่อ อย่าตำหนิ อย่าดุ หรือคะยั้นคะยอให้กินจนหมดถ้วย และไม่ควรบังคับลูก เพราะอาจกลายเป็นความทรงจำที่เลวร้าย ส่งผลให้เป็นคนกินยากได้

    การบังคับเรื่องการกิน ลูกอาจจะเกิดความรู้สึกอยากเอาชนะ คราวหน้าเรื่องกินก็จะกลายเป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นจึงควรเริ่มทีละน้อย แล้วค่อยๆ เพิ่มปริมาณ หรือสังเกตว่าพอหมดแค่นี้ แล้วลูกมีท่าทีอยากจะกินอีก ก็ค่อยเพิ่มปริมาณ

    ในช่วงขวบปีแรก ถ้าลูกยังกินอาหารได้น้อย แต่ดูสดใสร่าเริง เล่นได้ตามปกติ มีพัฒนาการที่ดี อย่างนี้ไม่ขาดอาหารแน่นอน ไม่ต้องกังวลนะคะ หรือลองนำวิธีง่ายๆ เหล่านี้ไปเริ่มใช้ดู ก็จะช่วยให้เรื่องการกินของลูกง่ายมากขึ้นค่ะ
     

กรมอนามัยแนะ อาหารเด็กทารกวัย 6-12 เดือน ควรป้อนอย่างไร

อาหารเด็กทารก-อาหารของเด็กทารก-อาหารเสริม-อาหารเด็กวัย 6 เดือน - 1 ปี

กรมอนามัยแนะ อาหารเด็กทารกวัย 6-12 เดือน ควรป้อนอย่างไร

ลูกอายุครบ 6 เดือนแล้ว สามารถเริ่มอาหารเสริมเด็กตามช่วงวัยได้แล้วค่ะ แต่จะเริ่มเท่าไหร่ ยังไง สามารถกินอะไรได้บ้าง และนมแม่ยังจำเป็นอยู่มั้ย มาหาคำตอบได้เลยค่ะ 

อาหารเด็กทารกวัย 6 เดือน กินวันละ 1 มื้อควบคู่กับนมแม่

เด็กอายุ 6 เดือน กินอาหารวันละ 1 มื้อ ควบคู่กับนมแม่ ส่วนอาหารที่ลูกควรได้รับแต่ละครั้งควรเป็นข้าวบดผสมกับ ปลา ตับ ไข่ ผักและผลไม้ควบคู่กันไป โดยมีอัตราส่วนดังตัวอย่างตามภาพ

อาหารเด็กทารก-อาหารของเด็กทารก-อาหารเสริม-อาหารเด็กวัย 6 เดือน - 1 ปี

อาหารเด็กทารกวัย 7 เดือน กินวันละ 1 มื้อควบคู่กับนมแม่

อาหารเด็ก 7 เดือน ควรเป็นอาหารที่ต้องได้พลังงาน มีสารอาหารเพิ่มเติมเพื่อให้สารอาหารครบถ้วนและเพียงพอสำหรับการเจริญเติบโต ซึ่งลักษณะอาหารจะไม่แตกต่างจากของเด็กวัย 6 เดือนมากนัก แต่จะเปลี่ยนจากข้าวต้มสุกบดละเอียด 2 ช้อน เป็นข้าวต้มสุกบดหยาบ 3 ช้อน และส่วนผสมอื่น ๆ ก็จะมีลักษณะเนื้อหยาบขึ้นเล็กน้อย เพื่อฝึกพัฒนาการการเคี้ยวกลืนของลูก

อาหารเด็กทารก-อาหารของเด็กทารก-อาหารเสริม-อาหารเด็กวัย 6 เดือน - 1 ปี

อาหารเด็กทารกวัย 8 เดือน กินวันละ 2 มื้อควบคู่กับนมแม่

อาหารเด็กวัย 8 เดือน สามารถเปลี่ยนจากข้าวต้มเป็นข้าวสวยหุงนิ่มๆ บดหยาบ แทน และเพิ่มปริมาณเป็น 4 ช้อน และเพิ่มจำนวนมื้อขึ้นมาอีก 1 มื้อ

อาหารเด็กทารก-อาหารของเด็กทารก-อาหารเสริม-อาหารเด็กวัย 6 เดือน - 1 ปี

อาหารเด็กทารกวัย 9-12 เดือน กินวันละ 3 มื้อควบคู่กับนมแม่

ลูกวัยเกือบขวบปีแล้ว เริ่มมีฟันงอก และสามารถเคี้ยวกลืนอาหารได้ดีขึ้น สามารถกินข้าวข้าวสวยหุงนิ่ม ๆ บดหยาบพร้อมกับผักและเนื้อสัตว์ที่หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ และสามารถเพิ่มจำนวนมื้ออาหารให้ลูกเป็น 3 มื้อได้แล้วค่ะ

อาหารเด็กทารก-อาหารของเด็กทารก-อาหารเสริม-อาหารเด็กวัย 6 เดือน - 1 ปี

ต้มยำอนุบาล

4953

 

เด็กอนุบาลสามารถกินอาหารเหมือนกับผู้ใหญ่ได้แล้วนะคะ แต่ก็มีบางอย่างค่ะที่พ่อแม่ต้องปรับเปลี่ยนส่วนผสมเล็กน้อย เพื่อให้เด็กๆ กินอาหารผู้ใหญ่ในรสชาติแบบเด็กๆ 

ส่วนผสม

นมสดที่ลูกดื่ม ½ ถ้วยตวง

อกไก่ (ไม่ติดหนัง) หั่นเต๋า 1 ช้อนโต๊ะ

เนื้อปลากระพงหั่นเต๋า 1 ช้อนโต๊ะ

ฟักทองหั่นเต๋า 1 ช้อนโต๊ะ

แครอตหั่นเต๋า 1 ช้อนโต๊ะ

เนื้อมะเขือเทศ (ลอกเปลือก) หั่นเต๋า 1 ช้อนโต๊ะ

ข่า ตะไคร้หั่นเป็นท่อน บุบพอแตก

ใบมะกรูด ผักชีฝรั่งหั่นฝอย 1-2 ช้อนชา

น้ำซุปผัก ½ ถ้วยตวง

เกลือป่น ¼ ช้อนชา

น้ำมะนาว 1 ช้อนชา

วิธีทำ

1. ตั้งน้ำซุปผักให้เดือด แล้วค่อยใส่ข่า ตะไคร้ (ถ้าใส่ตะไคร้ในขณะน้ำยังไม่เดือด กลิ่นและรสจะเหมือนน้ำตะไคร้ และน้ำแกงจะมีสีเขียวอ่อน) และฉีกใบมะกรูดใส่ลงไปเพื่อให้มีกลิ่นหอม

2. ใส่ส่วนผสมที่เหลือตามลำดับการสุกยาก-ง่าย ยกเว้นนมสด พอทุกอย่างสุกดี จึงยกลง ปรุงรสแล้วค่อยใสส่นมสด และโรยผักชีฝรั่ง

Tip : เนื้อปลากระพงมีไอโอดีน สังกะสี ที่ช่วยในการเจริญเติบโต

วิธีเริ่มอาหารเสริมลูกทารกวัย 6 - 12 เดือน เริ่มอาหารเสริมอย่างไรให้ตรงพัฒนาการ

อาหารเสริม ทารก, อาหาร เสริม ทารก 6 เดือน, อาหาร เสริม ทารก วัย 3 เดือน, วิธีเริ่มอาหารเสริม ทารก, วิธีเริ่ม อาหารเสริมตามวัย, เริ่มอาหารเสริม ให้ลูก ยังไง, อาหารเสริม ทารก มีอะไรบ้าง, อาหารเสริมทารก เริ่มตอนอายุกี่เดือน, เริ่มอาหารเสริม ตอนกี่เดือน, อาหารเสริมตามวัย

อาหารเสริมลูกทารกต้องเริ่มเมื่อไหร่ เริ่มอย่างไร แต่ละเดือนต้องปรับอะไรบ้าง คุณแม่ที่กำลังหาวิธีเริ่มอาหารเสริมทารก ต้องอ่านบทความนี้ค่ะ 

วิธีเริ่มอาหารเสริมลูกทารกวัย 6 - 12 เดือน เริ่มอาหารเสริมอย่างไรให้ตรงพัฒนาการ

เตรียมพร้อมก่อนถึงเวลาอาหารเสริมมื้อแรก

เด็กเล็กเมื่อถึงเวลากินอาหารเสริม ครั้งแรกอาจมีปฏิเสธบ้างเนื่องจากความไม่คุ้นชิน ประกอบกับการกินนมแม่เพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้รับอาหารอื่นเลย เมื่อโตขึ้นถึงวัยที่ต้องกินอาหารเสริมลูกจึงปฏิเสธการกินได้ เป็นเรื่องธรรดา

ดังนั้นเมื่อลูกอายุ 5 เดือนขึ้นไป คุณพ่อคุณแม่ควรนวดเหงือกให้ลูกบ่อยๆ เพื่อฝึกให้ลูกรู้จักกับสัมผัสที่แปลกใหม่ และถึงแม้องค์การอนามัยโลกจะบอกว่าเด็กทารกควรกินนมแม่เพียงอย่างเดียว แต่การให้ลูกได้สัมผัสน้ำอุ่นน้ำเย็นเล็กน้อย เพียงแตะสัมผัสที่เหงือกและนวดไปพร้อมกัน ก็ช่วยฝึกการรับสัมผัสในช่องปากของลูกได้ เมื่อถึงเวลาอาหาร ลูกก็จะยอมรับสิ่งแปลกใหม่ได้ง่ายขึ้น

สิ่งสำคัญของอาหารมื้อแรกของลูก ไม่ใช่เรื่องที่ลูกกินได้เยอะๆ แต่เป็นการฝึกให้ลูกได้รับรส และลิ้นสัมผัสสิ่งที่ต่างไปจากนม เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรคาดหวังว่าลูกจะต้องกินให้ได้ในปริมาณเยอะๆ ให้ชิมเพียงแค่ 1-2 ช้อน ก็พอ

อาหารเสริมทารก 6 เดือน เริ่มอย่างไร

  • วัยขวบปีแรก นมคืออาหารหลักของลูกรัก ฉะนั้นเมื่อเด็กสามารถชันคอได้ดี ประคองคอได้แข็งแรง และมีน้ำหนักตัวประมาณ 2 เท่าของน้ำหนักตัวแรกเกิด คุณแม่ก็สามารถเริ่มอาหารเสริมให้ลูกได้แล้ว เพียงแต่อาหารของลูกจะต้องมีความเหมาะสมตามวัยของลูกด้วย

  • อาหารเสริมลูกทารกวัย 6 เดือน อาหารของลูกควรมีเนื้อสัมผัสที่นิ่ม มีเนื้อละเอียด เช่น กล้วย หรือข้าวครูด โดยให้เริ่มทีละอย่างก่อน เนื่องจากเด็กเล็กมีโอกาสแพ้อาหารได้ง่าย หากเริ่มไปแล้วสักระยะลูกไม่มีการแพ้ คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถเริ่มอาหารอย่างที่ 2 ให้ลูกได้

  • อาหารเสริมลูกทารกวัย 6-8 เดือน เพื่อให้เด็กๆ ได้รับสัมผัสและฝึกกล้ามเนื้อปาก คุณพ่อคุณแม่อาจหั่นอาหารให้มีรูปร่างต่างกันให้ลูกได้กินบ้าง เช่น เส้นสปาเก็ตตี้กลมๆ หั่นสั้นๆ กล้วยหอมหั่นกลมๆ หรืออาหารบางอย่างที่สามารถหั่นเป็นรูปทรงต่างๆ ได้

    หรืออาจให้ลูกได้ฝึกกินอาหารที่มีความกรอบ ความเหนียวบ้าง เช่น ข้าวตังหรือข้าวเหนียว เพื่อให้ลูกได้ฝึกการเคี้ยว เพราะเด็กวัยนี้เริ่มมีฟันงอกขึ้นมาบ้างแล้ว ทั้งรู้สึกมีความสุขกับการกินเมื่อได้มีส่วนร่วมในอาหารมื้อนั้นๆ ดังนั้นหากคุณแม่ให้ลูกได้ลองจับ สัมผัส ดม เล่น หรือขยำอาหารบ้าง ก็จะช่วยให้เขารู้สึกสนุกและมีความสุขกับการกินอาหารมากขึ้น เพียงแต่ก่อนกินอย่าลืมล้างมือของลูกให้สะอาด

  • อาหารเสริมลูกทารกวัย 8-12 เดือน ช่วงนี้ลูกสามารถกินได้ 2-3 มื้อต่อวัน และอาหารที่จะช่วยพัฒนากล้ามเนื้อปากของลูกได้เป็นอย่างดีก็คืออาหารจำพวกฟิงเกอร์ฟู้ดส์ เช่น แครอต ฟักทอง แตงกวาหั่น เป็นต้น

  • อาหารเสริมลูกทารกวัย 12 เดือนขึ้นไป ตอนนี้ลูกสามารถกินข้าวเป็นอาหารหลักได้แล้ว และสามารถให้ลูกกินอาหารของผู้ใหญ่บางอย่างได้ด้วย แต่ต้องเน้นที่มีลักษณะนุ่มๆ รสไม่จัด เช่น ข้าวผัด หรือต้มจืด เป็นต้น

 

แนะนำ 5 ที่เรียนสอนเด็กทำอาหาร พาไปเจ้าตัวเล็กไปเรียนรู้พร้อมความสนุกกันเถอะ

แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก-โรงเรียนสอนทำอาหาร-เรียนทำอาหาร-สอนลูกทำอาหาร-เมนูอาหาร-เมนูอาหารเด็ก-อาหารสำหรับเด็ก

คุณพ่อคุณแม่รู้หรือยังคะ ว่าการฝึกให้เด็กๆ ทำอาหาร โดยเริ่มตั้งแต่วัย 3-5 ขวบ มีประโยชน์มากนะคะ ทั้งช่วยให้เด็กสามารถพัฒนาสมองรอบด้านและได้เรียนรู้จากประสาทสัมผัสทั้งห้า คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และพบว่าเด็กส่วนใหญ่จะมีพัฒนาการในด้านความมีวินัย รู้จักรับผิดชอบ และกล้าแสดงออกมากขึ้น รู้แบบนี้แล้วต้องพาเด็กๆ ไปเรียนทำอาหารกันแล้วค่ะ เรามีที่เรียนมาแนะนำดังนี้ค่ะ

1. โรงเรียนสอนทำอาหาร : Play Chef ห้องครัว

ห้องเรียนแสนสนุก เดิมใช้ชื่อว่า Kids in the Kitchen เป็นสถาบันสอนทำอาหารและสอนทำขนมสำหรับเด็ก โดยให้เด็กๆ ได้สัมผัสและปฏิบัติจริง มีถึง 9 สาขา ด้วยกันค่ะ มีหลักสูตรสำหรับเด็กอายุ 4 - 12 ปี คือ 1. หลักสูตรนักเบเกอรีตัวน้อย 2. หลักสูตรนักทำครัวตัวน้อย

แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก-โรงเรียนสอนทำอาหาร-เรียนทำอาหาร-สอนลูกทำอาหาร-เมนูอาหาร-เมนูอาหารเด็ก-อาหารสำหรับเด็ก

แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก-โรงเรียนสอนทำอาหาร-เรียนทำอาหาร-สอนลูกทำอาหาร-เมนูอาหาร-เมนูอาหารเด็ก-อาหารสำหรับเด็ก

แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก-โรงเรียนสอนทำอาหาร-เรียนทำอาหาร-สอนลูกทำอาหาร-เมนูอาหาร-เมนูอาหารเด็ก-อาหารสำหรับเด็ก

ติดต่อสอบถามได้ที่

  • เฟซบุ๊ก : Play chef สอนทำอาหารนานาชาติ เบเกอรี่ สำหรับเด็กและผู้ใหญ่
  • อีเมล : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
  • เว็บไซต์ : http://www.playchefthai.com/news.html
  • โทร : 091-810-9280
2. โรงเรียนสอนทำอาหาร Chefu Town 

โรงเรียนสอนทำอาหารสำหรับเด็ก Chefu Town จะมีวิธีการสอนแบบ Japanese Visual Training โดยการเข้าเรียนในหนึ่งคลาสนั้นจะมีเด็กไม่เกิน 8 คน เพื่อให้เชฟผู้สอนสามารถเข้าถึงเด็กๆ ทุกคนได้อย่างใกล้ชิด เมื่อจบหนึ่งคลาส เด็กๆ ทุกคนจะได้รับสมุดรวบรวมสูตรอาหารและรูปภาพอาหารของตนอีกด้วยค่ะ

แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก-โรงเรียนสอนทำอาหาร-เรียนทำอาหาร-สอนลูกทำอาหาร-เมนูอาหาร-เมนูอาหารเด็ก-อาหารสำหรับเด็ก

แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก-โรงเรียนสอนทำอาหาร-เรียนทำอาหาร-สอนลูกทำอาหาร-เมนูอาหาร-เมนูอาหารเด็ก-อาหารสำหรับเด็ก

แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก-โรงเรียนสอนทำอาหาร-เรียนทำอาหาร-สอนลูกทำอาหาร-เมนูอาหาร-เมนูอาหารเด็ก-อาหารสำหรับเด็ก

ติดต่อสอบถามได้ที่

  • เฟซบุ๊ก : CHEFU TOWN
  • อีเมล : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
  • ไลน์ ไอดี : @Chefutown
  • โทร : 081 856 9551
3. โรงเรียนสอนทำอาหาร : A Little Something

โรงเรียนสอนทำอาหารสำหรับเด็ก และครอบครัว ที่มุ่งเน้นพัฒนาทักษะจินตนาการ ที่ไม่มีค่าแรกเข้า สามารถเลือกวันเรียนเองได้เองอีกด้วย เมนูที่จะให้เด็กๆ ลงมือทำ ก็จะสลับผลัดเปลี่ยนกันไปทุกอาทิตย์ มีทั้งของคาวและของหวาน ทำเสร็จก็ห่อกลับไปรับประทานที่บ้านได้เลย

แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก-โรงเรียนสอนทำอาหาร-เรียนทำอาหาร-สอนลูกทำอาหาร-เมนูอาหาร-เมนูอาหารเด็ก-อาหารสำหรับเด็ก

แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก-โรงเรียนสอนทำอาหาร-เรียนทำอาหาร-สอนลูกทำอาหาร-เมนูอาหาร-เมนูอาหารเด็ก-อาหารสำหรับเด็ก

แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก-โรงเรียนสอนทำอาหาร-เรียนทำอาหาร-สอนลูกทำอาหาร-เมนูอาหาร-เมนูอาหารเด็ก-อาหารสำหรับเด็ก

ติดต่อสอบถามได้ที่

  • เฟซบ๊ก : A Little Something
  • อีเมล :  This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
  • เว็บไซต์ :  http://www.a-littlesomething.com
  • โทร : 089 142 1108
4. โรงเรียนสอนทำอาหาร : บ้านสลัดศิลป์ 

โรงเรียนสอนศิลปะเด็กและสอนทำอาหารทั้งคาวหวาน อีกทั้งยังมีกิจกรรมให้เด็กๆ ตื่นตาตื่นใจมากมาย ทั้ง สอนดนตรี กิจกรรม Art Camp ช่วงปิดเทอม อยู่ที่บางบัวทอง บางใหญ่ นนทบุรี ที่เด็กๆ ไม่ควรพลาดเลยค่ะ

แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก-โรงเรียนสอนทำอาหาร-เรียนทำอาหาร-สอนลูกทำอาหาร-เมนูอาหาร-เมนูอาหารเด็ก-อาหารสำหรับเด็ก

แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก-โรงเรียนสอนทำอาหาร-เรียนทำอาหาร-สอนลูกทำอาหาร-เมนูอาหาร-เมนูอาหารเด็ก-อาหารสำหรับเด็ก

แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก-โรงเรียนสอนทำอาหาร-เรียนทำอาหาร-สอนลูกทำอาหาร-เมนูอาหาร-เมนูอาหารเด็ก-อาหารสำหรับเด็ก

ติดต่อสอบถามได้ที่

5. โรงเรียนสอนทำอาหาร : Mechef Studio

Mechef Studio จะมีการสอนเด็กทำอาหารด้วยเมนูที่สามารถทานได้จริง อร่อยจริง ลงมือทำจริง” ได้รับสูตรกลับบ้านทุกเมนูสามารถนำกลับไปทำที่บ้านได้กับคุณแม่หรือครอบครัว ลักษณะการสอน จะแตกต่างกันตามช่วงอายุ 3-5 ปีจะเน้นการทำงานตามขั้นตอน ฝึกกล้ามเนื้อมือ ฝึกการใช้อุปกรณ์ ฝึกสมาธิ เด็กอายุ 6-9 ปี จะเน้นการทำงงานอย่างเป็นระบบ เรียนรู้วิธีการทำที่ถูกต้อง ฝึกการอยู่ร่วมกับคนอื่น และ รอคอย และเด็กอายุ 10 ปีขึ้นไป เรียนรู้สูตรอาหารวิธีทำโดยละเอียดและสามารถนำไปใช้ได้จริง

แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก-โรงเรียนสอนทำอาหาร-เรียนทำอาหาร-สอนลูกทำอาหาร-เมนูอาหาร-เมนูอาหารเด็ก-อาหารสำหรับเด็ก

แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก-โรงเรียนสอนทำอาหาร-เรียนทำอาหาร-สอนลูกทำอาหาร-เมนูอาหาร-เมนูอาหารเด็ก-อาหารสำหรับเด็ก

แหล่งเรียนรู้สำหรับเด็ก-โรงเรียนสอนทำอาหาร-เรียนทำอาหาร-สอนลูกทำอาหาร-เมนูอาหาร-เมนูอาหารเด็ก-อาหารสำหรับเด็ก

ติดต่อสอบถามได้ที่

ไขความลับพัฒนาสมองลูกรักด้วย 'สฟิงโกไมอีลิน'

สฟิงโกไมอีลิน, สฟิงโกไมอีลิน คืออะไร, สฟิงโกไมอีลิน ช่วยเรื่องอะไร, สฟิงโกไมอีลิน ได้จากไหน, นม สฟิงโกไมอีลิน, สฟิงโกไมอีลิน ช่วยสร้างไมอีลิน, การทำงานของสมองทารก, สมอง, สมองลูกทารก, พัฒนาการสมองลูกทารก, พัฒนาการทารก, อาหารบำรุงสมอง ทารก

สฟิงโกไมอีลินคืออะไร ทำไมพ่อแม่ถึงต้องให้สำคัญในฐานะหนึ่งในสารอาหารบำรุงสมองของลูก โดยเริ่มตั้งแต่นมแม่ เรามีคำตอบค่ะ

ไขความลับพัฒนาสมองลูกรักด้วย 'สฟิงโกไมอีลิน'

คุณพ่อคุณแม่รู้ไหมว่า…..ความสามารถของลูกรักของคุณนั้นไม่ว่าจะเป็นการรับรู้ การควบคุมการเคลื่อนไหว หรือการคิดวิเคราะห์และการวางแผนเมื่อเติบโตขึ้นไปนั้น ล้วนเกิดขึ้นจากการทำงานของสมอง แต่สมองเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งไม่สามารถที่จะสร้างสิ่งมหัศจรรย์เหล่านี้ได้โดยลำพัง แต่ต้องอาศัยการเชื่อมโยงการทำงานของเซลล์ประสาทในสมองแต่ละส่วน (brain connection)ซึ่งคือกลไกที่สำคัญที่สุดในการทำงานของสมอง ซึ่งต้องเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การทำงานของสมองจึงจะมีประสิทธิภาพ หรือเปรียบเสมือนกับการใช้อินเทอร์เน็ต 5G เพราะสามารถส่งสัญญาณได้เร็วกว่า จึงมีประสิทธิภาพมากกว่านั่นเอง และนี่คือความลับของสมองที่สามารถทำสิ่งที่เหลือเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นการคลานเดินการพูดการวิ่งเล่นหรือหัวเราะร้องไห้ของลูกรักนั้น

เป็นเพราะการส่งสัญญาณหากันด้วยความรวดเร็วของสมองแต่ละส่วนนั่นเอง โดยการเพิ่มความเร็วในการส่งสัญญาณของสมองต้องอาศัยการสร้างไมอีลิน (myelin) ซึ่งพบมากในช่วง 2 ปีแรกของชีวิตและมีความสัมพันธ์กับพัฒนาการของเด็กในช่วงวัยนี้ที่จะมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยวัตถุดิบในการสร้างไมอีลินจะเป็นสารอาหารกลุ่มไขมัน และไขมันที่มีความจำเพาะต่อไมอีลินโดยเฉพาะ นั่นคือ “สฟิงโกไมอีลิน (sphingomyelin)” นั่นเอง


สฟิงโกไมอีลิน, สฟิงโกไมอีลิน คืออะไร, สฟิงโกไมอีลิน ช่วยเรื่องอะไร, สฟิงโกไมอีลิน ได้จากไหน, นม สฟิงโกไมอีลิน, สฟิงโกไมอีลิน ช่วยสร้างไมอีลิน, การทำงานของสมองทารก, สมอง, สมองลูกทารก, พัฒนาการสมองลูกทารก, พัฒนาการทารก, อาหารบำรุงสมอง ทารก
  • “สฟิงโกไมอีลิน”สารอาหารที่พบมากในนมแม่นม ผลิตภัณฑ์นมช่วยในการสร้างปลอกไมอีลินซึ่งมีผลต่อการทำงานของสมอง

  • การเชื่อมโยงการทำงานของเซลล์ประสาทในสมองแต่ละส่วน  (brain connection) ซึ่งคือกลไกที่สำคัญที่สุดในการทำงานของสมองซึ่งต้องเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วการทำงานของสมองจึงจะมีประสิทธิภาพหรือเปรียบเสมือนกับการใช้อินเทอร์เน็ต5G

  • การเพิ่มความเร็วในการส่งสัญญาณของสมองต้องอาศัยการสร้างปลอกไมอีลิน เริ่มสร้างตั้งแต่อยู่ในครรภ์และสร้างอย่างต่อเนื่องอย่างรวดเร็วภายใน 2 ปีแรกหลังคลอด และถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น


สฟิงโกไมอีลิน, สฟิงโกไมอีลิน คืออะไร, สฟิงโกไมอีลิน ช่วยเรื่องอะไร, สฟิงโกไมอีลิน ได้จากไหน, นม สฟิงโกไมอีลิน, สฟิงโกไมอีลิน ช่วยสร้างไมอีลิน, การทำงานของสมองทารก, สมอง, สมองลูกทารก, พัฒนาการสมองลูกทารก, พัฒนาการทารก, อาหารบำรุงสมอง ทารก
 
“สฟิงโกไมอีลิน” หนึ่งในสารอาหารสำคัญในการสร้างไมอีลิน การได้รับสฟิงโกไมอีลินในปริมาณที่เหมาะสมจึงเป็นวัตถุดิบสำคัญต่อการสร้างไมอีลินในสมอง ซึ่งช่วยให้การทำงานของสมองเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว โดยสฟิงโกไมอีลินจะพบได้มากในนมแม่ และผลิตภัณฑ์นม เช่น ครีม ชีส

ดังนั้นทารกจึงควรได้รับนมแม่อย่างเต็มที่ เพราะนมแม่เป็นแหล่งของไขมันชั้นดี ซึ่งรวมถึงสฟิงโกไมอีลินด้วย นอกจากนี้ยังมีรายงานการวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าทารกที่ได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียวเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือนจะมีปริมาณไมอีลินในสมองเพิ่มขึ้น และมีความสัมพันธ์กับผลการประเมินการเรียนรู้ที่ดีขึ้นอีกด้วย
 
สฟิงโกไมอีลิน, สฟิงโกไมอีลิน คืออะไร, สฟิงโกไมอีลิน ช่วยเรื่องอะไร, สฟิงโกไมอีลิน ได้จากไหน, นม สฟิงโกไมอีลิน, สฟิงโกไมอีลิน ช่วยสร้างไมอีลิน, การทำงานของสมองทารก, สมอง, สมองลูกทารก, พัฒนาการสมองลูกทารก, พัฒนาการทารก, อาหารบำรุงสมอง ทารก
โดยสรุป การพัฒนาของสมองเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ช่วงที่อยู่ในครรภ์มารดาไปจนถึง 2 ปีแรก การส่งเสริมการพัฒนาของสมองสามารถกระทำได้โดยการให้สารอาหารอย่างครบถ้วน และให้เด็กได้มีโอกาสเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

นอกจากนี้การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของสมองยังต้องอาศัยการเชื่อมต่อสัญญาณประสาทที่มีความรวดเร็ว ซึ่งการสร้างจะเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มความเร็วในการส่งสัญญาณประสาท เปรียบเสมือนการสร้างทางด่วนให้กับสมอง โดยสารอาหารในกลุ่มไขมัน โดยเฉพาะ “สฟิงโกไมอีลิน” จะเป็นวัตถุดิบสำคัญในการสร้างไมอีลินในสมอง
ดังนั้นจะเห็นได้ว่านอกเหนือจากพันธุกรรมและการเลี้ยงดูแล้ว จึงอยากให้คุณพ่อคุณแม่ตระหนักถึงโภชนาการสำหรับลูกรักเพื่อพัฒนาการทั้งทางร่ายกายและสมองให้เหมาะสมสำหรับแต่ละช่วงวัย
 
สฟิงโกไมอีลิน, สฟิงโกไมอีลิน คืออะไร, สฟิงโกไมอีลิน ช่วยเรื่องอะไร, สฟิงโกไมอีลิน ได้จากไหน, นม สฟิงโกไมอีลิน, สฟิงโกไมอีลิน ช่วยสร้างไมอีลิน, การทำงานของสมองทารก, สมอง, สมองลูกทารก, พัฒนาการสมองลูกทารก, พัฒนาการทารก, อาหารบำรุงสมอง ทารก
 
นพ.วรสิทธิ์ ศิริพรพาณิชย์
กุมารแพทย์โรคระบบประสาท

#สฟิงโกไมอีลิน #โคลีน #ดีเอชเอ #สารอาหารเพื่อพัฒนาการทางสมอง #ช่วยสร้างไมอีลิน