
แม้ว่าประเทศไทยจะมีทรัพยากรอาหารอุดมสมบูรณ์ แต่ปัจจุบันยังพบเด็กไทย มีปัญหาด้านโภชนาการ ไม่ว่าจะเป็นการขาดสารอาหารหรือมีน้ำหนักเกิน จากข้อมูลกรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) พบว่า เด็กไทยมีภาวะเตี้ยแคระแกร็น (Stunting) โดยมีความชุก* (Prevalence) อยู่ที่ 13% ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 22.3% ส่วนภาวะผอม (Wasting) ของเด็กไทยอยู่ที่ 7% ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยโลกที่ 6.8% ขณะที่ภาวะน้ำหนักเกิน (Overweight) เด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ปีมีภาวะน้ำหนักเกินอยู่ที่ 11% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 5.6% หรือคิดเป็นอัตราความชุกเกือบ 2 เท่าของค่าเฉลี่ยโลก
ขณะที่โครงการสำรวจภาวะโภชนาการและสุขภาพของเด็กอายุ 6 เดือน - 12 ปี ใน 4 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ครั้งที่ 2 (South East Asian Nutrition Surveys II; SEANUTS II) พบว่า เด็กไทยช่วงอายุ 0.5-0.9 ปี มีความชุกของปัญหาเตี้ยแคระแกร็นมากที่สุด โดยพบมากกว่า 10% ในช่วงวัยทารก หลังจากนั้นค่อย ๆ ลดลงแต่อยู่ในอัตรา 4-7% ในเด็กไทยช่วง อายุ 4-7 ปี ขณะที่ปัญหาผอมในเด็กไทยพบประมาณ 4-5% ซึ่งความชุกเพิ่มขึ้นตามอายุ เด็กไทยยังมีปัญหาน้ำหนักเกิน 11% และโรคอ้วน 13% แม้กระทั่งเด็กเล็ก แสดงให้เห็นถึงปัญหาภาวะโภชนาการสองขั้ว (double burden of malnutrition) คือ มีทั้งเด็กที่ขาดสารอาหารและเด็กที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์
นอกจากนี้ยังพบว่า เด็กไทยมีปัญหาขาดวิตามินและแร่ธาตุ (micronutrients) ได้แก่ แคลเซียม เหล็ก สังกะสี วิตามินเอ วิตามินซี และวิตามินดี โดยเฉพาะกลุ่มเด็กอายุ 4-6 ปี กลุ่มวิตามินดี เด็กอายุ 1-7 ปี มากกว่า 90% ที่ได้วิตามินดีไม่เพียงพอ เด็กทารกจำนวน 60% ที่ได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอ ส่วนเด็กอายุ 1-7 ปีกว่า 30-40% ได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอ ส่งผลต่อภาวะโลหิตจาง โดยเด็กอายุ 0.5-0.9 ปี มากกว่า 50% เด็กอายุ 1-3.9 ปี 35.2% และเด็กอายุ 4-6.9 ปี 11.5% มีภาวะโลหิตจาง สถานการณ์เหล่านี้แสดงถึงภาวะ Triple burden of malnutrition อีกด้วย

จากการศึกษา ยังพบว่า เด็กไทยอายุ 1-4 ปี ประมาณหนึ่งในสามมีปัญหาการกิน (feeding problems) โดยเฉพาะการเลือกกินอย่างมาก (highly selective intake) ซึ่งเด็กกลุ่มนี้อาจมีน้ำหนักตัวปกติ แต่มีการบริโภคอาหารที่ขาดความหลากหลายจนส่งผลต่อคุณภาพอาหาร โดยมักพบร่วมกับภาวะการขาดธาตุเหล็ก การขาด
วิตามินดี และภาวะโลหิตจาง นอกจากนี้จากการศึกษาของ รศ. พญ.อรภา สุธีโรจน์ตระกูล กุมารแพทย์เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรรมการสมาคมโภชนาการเด็กแห่งประเทศไทย พบว่า เด็กอายุ 1-6 ปี ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือมีภาวะทุพโภชนาการ (ใช้เกณฑ์น้ำหนักต่อส่วนสูง หรือ WFH อยู่ที่ -1 ถึง -3 SD) เมื่อทำการประเมินปัญหาและพฤติกรรมการกิน โดยใช้เครื่องมือวัดมาตรฐาน MCH-FS และ CEBQ พบว่า 67% ของเด็กกลุ่มนี้มีปัญหากินยากซึ่งมากกว่าประชากรทั่วไปเกือบ 2 เท่า โดยมีกลุ่มที่มีปัญหารุนแรง (severe) ถึง 39%

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ส่งเสริมแนวทางโภชนาการสำหรับทารกและเด็กเล็ก เพื่อลดปัญหาการกินยาก มีสุขภาพดี ลดการติดเชื้อต่าง ๆ ด้วยการส่งเสริมให้กินอาหารหลากหลาย กินอาหารที่มีประโยชน์ อาหารปลอดภัย อาหารที่มีสารอาหารที่เด็กต้องการมา เช่น การส่งเสริมให้ทารกได้รับนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก หลังจากนั้นส่งเสริมให้ทารกได้รับอาหารตามวัยที่เหมาะสมควบคู่กับการได้รับนมแม่ โดยเน้นอาหารตามวัยที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ตับ ไข่แดง เด็กอายุ 12-23 เดือน เน้นไข่ เนื้อสัตว์ และนม เพื่อแก้ไขปัญหาแคลเซียม วิตามินดี และธาตุเหล็กไม่เพียงพอ เช่นเดียวกับเด็กอายุ 2-5 ปี พยายามเน้นสารอาหารต่าง ๆ ดังกล่าว และอาหารวิตามินซีสูง เพราะเด็กมีปัญหาขาดวิตามินซีด้วยเช่นกัน
รวมถึงส่งเสริมให้ได้รับยาน้ำเสริมธาตุเหล็กเป็นประจำทุกสัปดาห์ (weekly supplement) เพื่อป้องกันภาวะขาดธาตุเหล็ก แม้ผลบางอย่างอาจไม่ได้เท่ากับการได้รับทุกวันก็ตาม แต่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า และยังคงให้ประสิทธิภาพการป้องกันได้เช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ Young Child Formula (YCF) หรือที่เรียกว่า toddler's milk / growing-up milk นมเสริมสารอาหารที่มีฐานจากนมหรือโปรตีนพืช อาจเป็นทางเลือกแก้ปัญหาเด็กเลือกกินอาหาร และเป็นเครื่องมือเสริมทางโภชนาการ เพื่อให้เด็กได้รับสารอาหารในส่วนที่ขาดหรือต้องการเสริมให้มากขึ้น โดยเฉพาะเด็กอายุประมาณ 1-3 ปี ที่ไม่สามารถได้รับอาหารจากครอบครัวอย่างครบถ้วนหรือสม่ำเสมอ
ในแง่องค์ประกอบแม้สูตรของ YCF ในแต่ละยี่ห้อจะแตกต่างกัน แต่โดยทั่วไปมีลักษณะร่วมสำคัญ ได้แก่ การควบคุมพลังงานและโปรตีนให้เหมาะสม (โดยมักมีโปรตีนต่อพลังงานต่ำกว่านมวัว) การจัดสัดส่วนไขมันและกรดไขมันจำเป็น เช่น LA, ALA และในบางสูตรมีการเสริม DHA รวมถึงการเสริม micronutrients ที่เด็กเล็กมักขาด เมื่อเปรียบเทียบกับนมวัวเต็มส่วน YCF มักมีปริมาณเหล็กและวิตามินดีสูงกว่า แต่มีโปรตีนต่ำกว่า ซึ่งสะท้อนแนวคิดการออกแบบเชิงโภชนาการเพื่อสนับสนุนการเจริญเติบโตอย่างเหมาะสม มากกว่าการให้พลังงานเพียงอย่างเดียว
นอกจากหน่วยงานภาครัฐที่ส่งเสริมโภชนาการเด็ก ยังมีสมาคมผู้ผลิตอาหารทารกและเด็กเล็ก (PNMA) ซึ่งเป็นตัวแทนของภาคอุตสาหกรรมอาหารทารกและเด็กเล็กในประเทศไทย ร่วมทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนและส่งเสริมโภชนาการเด็กไทยผ่านกลไกต่าง ๆ อาทิ พัฒนาผลิตภัณฑ์เสริม ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนา Young Child Formula (YCF) เพื่อเป็นทางเลือกในการเติมเต็มสารอาหารที่เด็กมักได้รับไม่เพียงพอจากอาหารมื้อหลัก การปรับปรุงสูตรอาหาร เพื่อควบคุมการผลิตให้มีปริมาณโปรตีนที่เหมาะสม (ไม่สูงเกินไปจนเสี่ยงต่อโรคอ้วน) และเพิ่มสารอาหารที่จำเป็น เช่น ธาตุเหล็ก, วิตามินดี, และไอโอดีน การแก้ปัญหาเด็กกินยาก ด้วยการสนับสนุนแนวทางในการดูแลเด็กที่มีพฤติกรรมการเลือกกิน (Selective Intake) การรณรงค์ตามแนวทาง FBDG (Food-Based Dietary Guidelines ) ด้วยการส่งเสริมให้ผู้ปกครองเข้าใจและปฏิบัติตาม FBDG หรือข้อปฏิบัติการกินอาหาร เพื่อสร้างรากฐานสุขภาพที่ดีในระยะยาว เป็นต้น
ข้อมูลอ้างอิงบทความ งานสัมมนา Current Issues in Young Child Nutrition: How to Bridge Nutritional Gap to Ensure Proper Growth & Development
วิทยากร โดย รศ.พญ.อรภา สุธีโรจน์ตระกูล ดำเนินการอภิปราย โดย ศ.เกียรติคุณ พญ.ลัดดา เหมาะสุวรรณ
หมายเหตุ
*ความชุก (Prevalence) หมายถึง สัดส่วนของคนในกลุ่มหนึ่งที่มีภาวะหรือปัญหานั้นอยู่ ณ ช่วงเวลาที่สำรวจ