รักมากไปทำร้ายลูก? รักจนสำลักความรัก ประคบประหงมจนไม่ให้ลูกทำอะไร ทุกอย่างล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรัก แต่มากไปก็ทำลายลูก
The Expert รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม
เลี้ยงประคบประหงม เด็กป่วยได้ง่าย (Munchausen Syndrome by Proxy)
เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะต้องเลี้ยงดูและดูแลสุขภาพแต่มีประเภทที่เยอะเกินไป มีเคสที่ลูกตกเตียงซึ่งอยู่กับพี่เลี้ยงตกตอนเที่ยงแต่พอตกเย็นก็พาลูกมาที่รพ. ให้หมอเช็กอย่างละเอียดเพราะว่ามีลูกคนเดียวและแม่ก็อ่านมาแล้วว่าเลือดที่ซึมออกมาจากในสมองมันจะไม่มีอาการ แต่อยากให้หมอรับรอง100% ว่าลูกไม่มีปัญหา หมอถามว่าเกิดอะไรขึ้น ความจริงคือเด็กตกเบาะเลี้ยงเด็กซึ่งกลิ้งแล้วหัวกระแทกพื้นไม่ปาร์เก้ลูกตกใจ ร้องไห้ เสร็จแล้วก็เล่นปกติ แต่ว่าแม่ไม่ไว้ใจ และอยากให้ทำMRI ซึ่งการทำกับเด็ก 9เดือนไม่ได้ง่าย แต่ด้วยความที่มีลูกคนเดียวและไม่พลาดไม่ได้เลยขอให้แม่ยืนยันซึ่งไแพงแค่ไหนก็ยอมจ่าย
การทำMRIเด็กต้องนิ่งมากซึ่งทางเดียวที่จะทำคือเพื่อให้เด็กหลับ แล้วฉีดสีเข้าไปในเส้นเลือดว่ามีปัญหาเกิดขึ้นตรงไหนใช้เวลาเป็นชั่วโมงก็อาจจะต้องดมยา พอแม่ได้ยินก็บอกหมอว่าเต็มที่ไม่อั้นแต่คนเจ็บตัวคือลูก ลักษณะแบบนี้คือ Munchausen Syndrome by Proxy เครียดมากและวิตกกังวลมาก อาจจะมาจากการเห็นคนในบ้านป่วยจากประสบการณ์เดิม จึงตรวจหาความเสี่ยงของลูกทุกอย่างเพื่อไม่ให้มีความเสี่ยงซึ่งเป็นการดูแลสุขภาพที่เยอะเกินไป
อีกเคสคือย่าเป็นมะเร็งไตแล้วเสียชีวิต แม่ต้องการทำRenal scan (การตรวจสแกนไต) ซึ่งทำไม่ได้ถ้าไม่มีข้อบ่งชี้แม่ก็ไปเอาน้ำแดงมาผสมในปัสสาวะ แล้วให้หมอตรวจคือสำหรับหมอตรวจไม่ยากว่าเป็นน้ำแดงหรือเลือด แบบนี้คือทำให้เกิดเครียด วิตกกังวล ย้ำคิดย้ำทำ เครียดแล้วมาลงที่ลูก ผลที่เกิดกับลูกคือเกิดความหวาดระแวงไปกับแม่ ลูกซึมซับความหวาดระแวงจากแม่นี่คือในแง่ของสุขภาพ ลูกกังวล เครียดมาก
เลี้ยงแบบเร่งรัด เด็กต่อต้าน (Overstimulation)
ตอนนี้มีปัญหาเยอะเพราะด้วยระบบแพ้คัดออก เรียนทุกวัน ตื่นตั้งแต่ตีห้าเลิกเรียนก็กวดวิชาแล้วก็ติวกลับมาทำการบ้าน นอนตี1 ตื่นตี5วนไปแบบนี้ทั้งสัปดาห์ พอเสาร์อาทิตย์ก็กวดวิชาเช้าบ่าย หมอเคยเจอเคสรร.สาธิตชื่อดังพอลูกสอบเสร็จพ่อก็ให้ไปเรียนกวดวิชาที่ลงเรียนไว้ ลูกก็โมโหว่าทำไมไม่ถามว่าลูกอยากเรียนไหม เขาอาจจะอยากเล่นไวโอลิน อยากไปเที่ยว พ่อบอกว่าก็อยากจะเป็นหมอ ตอนที่มาหาหมอคือแม่ร้องไห้ พ่อความดันขึ้นเพราะว่าหวังดีแต่ทำไมเป็นแบบนี้
หมอก็ถามว่านี้เป็นเป้าของใครพ่อบอกว่าเป็นของลูก แล้วพอเราลงกวดวิชาเต็มที่แล้วแต่ลูกไม่ได้เป็นหมอจะเสียใจไหมพ่อบอกว่าไม่เสียใจเพราะว่าไม่ใช่เป้าของพ่อ เป็นเป้าของลูกและพ่อก็บอกว่าการที่พ่อจะทำให้ลูกคนหนึ่งมันผิดด้วยหรือ ซึ่งพอคุยไปพ่อก็บอกว่าผมไม่ได้อยากให้ลูกเป็นหมอเขาจะทำอาชีพอะไรก็ได้ที่รักและชอบและขอให้เป็นคนดี หมอก็บอกว่าพูดดีมากให้กลับไปบอกลูก ซึ่งหลังจากนั้นความดันในบ้านก็ลดลงมากเพราะที่ผ่านมาทะเลาะกันตลอด
ตอนนี้พ่อแม่ส่วนใหญ่วางเป้าให้ลูกเรียบร้อยเลยแล้วลูกก็มีหน้าที่เดินตามเป้าและบอกตัวเองว่าการที่พ่อแม่ทำให้ลูกมันผิดด้วยเหรอ ไม่ผิดแต่เป็นเป้าของพ่อแม่หรือของลูก แล้วการที่ส่งสัญญาณว่าไม่ได้อยากให้เป็นแบบนั้นแบบนี้ ได้บอกตรงๆหรือยัง ซึ่งถ้าทำแบบนี้ได้ก็จะไม่เจอกับการเรียนแบบOverstimulationเร่งรัดบังคับจันทร์ถึงจันทร์ แต่จะได้ใจถึงใจ
เลี้ยงแบบสำลักความรัก (Over Indulgence/Spoiled Child)
มีบ้านไหนที่ลูกทำงานบ้านบ้าง นี่เป็นการร่วมทุกข์ร่วมสุขในบ้านเรามีเด็กเยอะที่ไม่ปัดกวาด ถูบ้านล้างจาน พ่อแม่สปอยทุกอย่างจนทัศนคติของลูกเปลี่ยนว่า งานบ้านไม่ใช่หน้าที่เขาไม่จำเป็นต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขในบ้าน ความรักไม่เกิดบนการร่วมทุกข์ร่วมสุข มีแต่สุขอย่างเดียว เด็กจะกลายเป็นคนที่ไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นเพื่อนมนุษย์
เวลาจะรักใครก็รักแบบฉาบฉวย พ่อแม่ไม่รู้ตัวว่ากำลังพัฒนาลูกไปเป็นแบบนั้นไม่สามารถรักแบบร่วมทุกข์ร่วมสุข ปรนเปรอให้ทุกอย่าง นี่คือการสปอยล์ รักเยอะ ผิดหวังไม่ได้ เจอกับความผิดหวังก็เบรคเลย ไปไกล่เกลี่ยก็ลงเอยด้วยการใช้ความรุนแรง พ่อแม่ต้องรักแบบร่วมทุกข์ร่วมสุขไม่ใช่มีแต่ความสุข ปรนเปรอแต่ความสุขเจอความยากลำบากไม่ได้ ต้องเจอความยากลำบากร่วมกันง่ายๆ คือ ปัดกวาด ถูกบ้าน ซักผ้า ล้างจาน
เลี้ยงขาดพื้นที่ส่วนตัว เด็กเกิดความเครียด (Parenting Enmeshment)
หมอเคยเจอบ้านที่ไม่ดูทีวีจนอายุ 18ปีจะใช้เครื่องมือสื่อสารไม่ได้ เมื่อเข้าบ้านห้ามใช้ใช้ได้อย่างอิสระเมื่ออายุ 18ปีขึ้นไป ลูกมีห้องส่วนตัวแต่ปิดไม่ได้เพราะว่าพ่อสามารถ เข้าไปดูได้ทุกเมื่อสามารถไปดูแชทส่วนตัวได้ มีเคสที่แม่ลูกชายอายุ 14ปี ยังอาบน้ำกับแม่ขาดพื้นที่ส่วนตัวมาก ถ้าบ้านไหนทำอยู่ให้กลับมาตั้งหลักใหม่
ลูกไม่ใช่ทรัพย์สมบัติของพ่อแม่ที่อยากทำอะไรก็ได้เป็นความเข้าใจผิดการให้เกียรติและเคารพศักดิ์ศรีของลูกจึงมีนัยยะแม้ลูกโตมาถึงชั้นประถมไม่ต้องรอถึงมัธยม การที่พ่อไม่จับที่สงวนของลูกเลย เคารพในพื้นที่ส่วนตัว ลูกจะเกิดการเรียนรู้เลยว่าขนาดคนเป็นพ่อยังเคารพพื้นที่ส่วนตัว แล้วคนอื่นที่เป็นคนนอกจะมารุกล้ำได้อย่างไร ถ้าไม่สอนด้วยวิธีนี้จะสอนด้วยการท่องจำหรือ
การที่พ่อแม่ทำให้ดูเป็นตัวอย่างซึ่งจะเป็นสิ่งที่ติดตัวลูกเมื่อโตขึ้น อยากให้ลูกเป็นแบบนั้นไหน อยากให้ลูกเป็นคนเคารพพื้นที่ส่วนตัวก็ต้องทำแบบนั้นกับลูกเช่นเดียวกัน ศรัทธาและสัจจะของลูกมีความหมาย วันนี้เราไม่มั่นใจลูกเลยก็ไม่สามารถเลี้ยงลูกได้ซึ่งศรัทธาเกิดขึ้นจากพลังบวก เช่นเดียวกันเด็กที่โตมาในครอบครัวที่เข้มงวด ก็จะขาดความมั่นใจไม่เหลือเลย ขาดภาวะผู้นำไม่มีsense of propority การเคารพพื้นที่ส่วนตัวไม่มีถูกล่อลวงโดยไม่รู้ตัวและเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว
Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB
Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX
Youtube: https://bit.ly/3cxn31u
เด็กจะเติบโตมาเป็นคนอย่างไร ก็อยู่ที่ช่วงเวลานี้ จุดเปลี่ยนสำคัญที่พ่อแม่ต้องเข้าใจพัฒนาการ รู้วิธีรับมือและพลิกเป็นโอกาสที่จะส่งเสริมพัฒนาทักษะลูก เพื่อให้เป็นช่วงเริ่มต้นของชีวิตที่ดีของลูก
ฟังมุมมองการรับมือวัยทองแต่ละช่วงวัยจาก The Exeprt ครูก้า กรองทอง บุญประคอง
ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กปฐมวัย และผู้ก่อตั้งโรงเรียนจิตต์เมตต์
Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB
Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX
Youtube: https://bit.ly/3cxn31u
เลี้ยงลูกให้ได้ดี ลูกต้องมี “SELF” เพราะตัวตนที่แข็งแกร่ง จะทำให้ลูกเติบโตและอยู่ในสังคมได้อย่างปลอดภัย มั่นคงและอยู่รอด
ชวนสร้าง SELF กับครูหม่อม ผศ. ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร
อาจารย์ประจำสถาบันแห่งชาติ เพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล
ติดตามรักลูก Podcast ได้ที่
Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB
Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX
Youtube: https://bit.ly/3cxn31u
เด็กปฐมวัยทั่วประเทศมีพัฒนาการล่าช้า 25% หลังสถานการณ์โควิดยิ่งทำให้พัฒนาการของเด็กล่าช้า และถดถอยไปมากกว่าเดิม
ความรักความหวังดีจากพ่อแม่ และครูที่ไม่เข้าใจพัฒนาการและปัญหาที่แท้จริง ยิ่งซ้ำเติมปัญหาพัฒนาการของเด็กให้มากยิ่งขึ้น แล้วเราจะทำกันอย่างไร เพื่อฟื้นฟูวิกฤตซ้อนวิกฤตนี้
ชวนคุยกับ The Expert ครูหวาน ธิดา พิทักษ์สินสุข นายกสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยฯ และผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กปฐมวัย
รู้วิกฤต รู้ปัญหาและเห็นทางออกเพื่อฟื้นฟูพัฒนาการให้เด็ก
Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB
Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX
Youtube: https://bit.ly/3cxn31u
#รักลูกPodcast
#รักลูกTheExpertTalk
#Moms_Issues
ผลลัพธ์ของการเลี้ยงทั้ง 3แบบเด็กจะเป็นอย่างไร หากกำลังเลี้ยงลูกแบบ 3 วิธีการนี้ ลูกจะเติบโตมาเป็นคนอย่างไร และต้องปรับแนวทางการเลี้ยงลูกอย่างไร ฟัง The Expert รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม
เราเลี้ยงลูกบนความไม่เข้าใจบางเรื่องเป็นความปรารถนาดีอยากให้ลูกมีความสุข ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้องแต่ความปรารถนาบางครั้งต้องให้ลูกเจอความผิดหวัง เช่น ลูกผิดหวังไม่ได้เลยก็ต้องสอนให้ลูกผิดหวังบางครั้งพ่อแม่เจ็บปวดที่ลูกร้องไห้เพราะไม่ได้ดั่งหวังซึ่งไม่ผิด แต่เราปรับจูนความเข้าใจกันว่าจะมีจังหวะไหนที่ผ่อน จังหวะไหนที่ตึงบางเรื่องแล้วทำให้พ่อแม่รู้เท่าทันว่าบางเรื่องเราต้องถอยบางเรื่องรักษาระยะห่างเป็นการเรียนรู้ร่วมกันแต่จะผิดคือบกพร่องหน้าที่พ่อแม่
เลี้ยงปกป้องเกินไป เด็กขาดความมั่นใจ (Over Protection)
เป็นหน้าที่พ่อแม่ที่ต้องปกป้องลูกแต่ถ้ามากเกินไปมีปัญหาคือไม่ปกป้องเลย เช่น ตอนเป็นเด็กลูกร้องไห้ ปัสสาวะ อุจจาระราดที่บอกว่าเด็กร้องไห้ไม่ต้องสนใจ จริงๆแล้วเด็กอายุน้อยกว่า 6เดือนไม่มีมารยาไม่มีอารมณ์ไม่มีเงื่อนไขแต่รู้สึกไม่สบายตัวจึงร้องไห้ออกมา พ่อแม่ต้องรีบไปดูทันทีเพื่อปกป้องแต่พ่อแม่ไม่ทำนี่คือบกพร่องต่อหน้าที่ หิวก็ปล่อยลูกร้องอายุน้อยกว่า 6เดือน ซึ่งถ้าน้อยกว่า6เดือนไม่มีเงื่อนไขนอกจากหิวไม่สบายตัวจริงๆ
หรือที่ชัดกว่านี้คือเมื่อเด็กมีอารมณ์แต่พ่อแม่น็อตหลุดแทนที่จะเป็นการปกป้องกลายเป็นทารุณกรรมนี่เป็นปัญหา ซึ่งมีหลากหลาย Under Protection แย่ บกพร่อง มีปัญหา และ Over Protectionก็มีปัญหา เช่น เด็กที่ไปเที่ยวแล้วก็ถามว่า “รู้ไหมชั้นลูกใคร” แล้วพ่อแม่ตามไปปกป้อง แม้กระทั่งลูกทำผิดกฎหมายก็ยังเข้าข้าง ปกป้องคุ้มครองจนไม่รู้รับผิดชอบชั่วดี
หรือกรณีที่ด็กอนุบาลแกล้งกันเด็กจบแล้วแต่พ่อแม่ไม่จบบิวท์อารมณ์กันผ่านSocial mediaใช้อารมณ์ของลูกเป็นตัวตั้งจนยกพวกตีกันในรร.อนุบาล แต่ลูกกำลังเห็นโมเดลว่าพ่อแม่กำลังทำอะไร คือยิ่งมีลูกน้อยลงพ่อแม่จะรักแบบเทหมดใจ ซึ่งดีแต่มันเยอะเกินไปผลคือเด็กไม่รู้ผิดชอบชั่วดี
เลี้ยงอ้วน เด็กเอาแต่ใจ (Overfeeding)
คำว่าอ้วนเอาแต่ใจมาจากระดับโภชนาการและเรื่องการซื้อของ มีอันจะกิน มีข้าวกิน มีอาหาร มีของครบตามความจำเป็นหมวดนี้คือการบริโภคนิยมและทุนนิยมอ้วนเอาแต่ใจ เป็นประเภทที่เยอะ แต่ถ้าบกพร่องคือข้าวไม่มีกินคือเกิดปัญหาเราเห็นเด็กที่มีปัญหาภาวะขาดอาหารทุพภาวะโภชนาการ ส่วนอีกกลุ่มตรงกันข้ามคือ มีอันจะกิน กินทิ้งกินขว้าง กินไม่เลือก กินได้ตลอดเวลา จึงขึ้นว่าอ้วนเอาแต่ใจ
มีเคสหนึ่งที่พ่อจบป.เอกถามหมอว่าสอนให้ลูกหัดผิดหวังให้เป็น แล้วถ้าลูกผมดูดขวดนมอย่างสร้างสรรค์แล้วจู่ๆ จะให้ยกเลิกการดูดขวดนมอย่างสร้างสรรค์ก็เท่ากับว่าผมไปบล็อกความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งลูกอายุ 8ขวบแล้วหมอตกใจมากที่ยังดูดนมอยู่คือไม่ต้องคิดว่าอ้วน ฟันผุ ฟันเหยินหรือไม่ หมอจึงบอกพ่อคนนั้นว่าเป็นหน้าที่ของพ่อไหมต้องสอนให้ลูกหัดผิดหวังให้เป็น หรือพอจะตอบหมอได้ไหมว่าจะอยู่จนชั่วชีวิตลูกจะหาไม่ไหม
Overfeed คือการให้ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นการผิดหลักEQทั้งหมดจะเห็นว่าเด็กเอาแต่ใจ ยับยั้งอารมณ์ไม่ได้ ไม่ซื้อของลงไปดิ้นกลางห้าง โตมาหน่อยก็กรี๊ดสนั่นหรือพ่อแม่ที่ซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมไม่อั้นลูกก็ซึมซับ ปากเราพูดอย่างแต่เราทำอีกแบบ ลูกเห็นว่าพ่อแม่ก็ไม่ยั้งตัวเองจับจ่ายอย่างสนุกซื้ออาหารเต็มที่เพราะว่ารวย กินทิ้งกินขว้างไม่มี dog bag คือเหลือเอาเก็บมากิน ลักษณะนี้เรียกว่า อ้วนเอาแต่ใจ มีปัญหาEQ โตมาเป็นคนที่บริโภคนิยมทุนนิยมใช้เงินซื้อทั้งหมดเราคงไม่อยากฝึกลูกให้เป็นแบบนี้ การยั้งตัวเองแล้วทำให้ดูมีประสิทธิภาพ กว่าใช้ปากพูดแล้วสอนให้ลูกเป็นแต่วิธีการทำเป็นอีกแบบมันทำไม่ได้พ่อแม่ต้องเป็นต้นแบบ
เลี้ยงอวดรวย (Multiple homes)
หลักการคือการไม่มีบ้านก็เป็นเด็กเร่ร่อนคือบกพร่องไม่มีบ้านอยู่ ส่วนมีหลายบ้านคือมีทั้งบ้านและคอนโด จันทร์ถึงศุกร์อยู่คอนโดเสาร์อาทิตย์อยู่บ้าน ผลคือลูกไม่รู้จักข้างบ้าน ไม่มีการร่วมทุกข์ร่วมสุข ซึ่งเมื่อก่อนเราเติบโตมาเป็นชุมชนมีรากเหง้าเราจะเรียนรู้ซึมซับร่วมทุกข์ร่วมสุขไปกับชุมชนจะรักและเรียนรู้รากเหง้าของเราเองว่าเราเป็นคนจังหวัดนี้ พอย้อนกลับไปก็ภูมิใจว่าบ้านเราเมื่อก่อนเจริญแต่เด็กยุคนี้ไม่มี
การอยู่หลายที่ทำให้ความรักในรากเหง้าการเรียนรู้อยู่ในชุมชนจะอ่อนแอไปด้วย ผลลัพธ์คือโตเป็นคนจับจด เปลี่ยนที่ได้ง่ายเวลาเข้ามาทำงานก็ทำงานตามค่าตอบแทนที่สูงกว่า ความมั่นคงในจิตใจที่จะร่วมทุกข์ร่วมสุขในองค์กรไม่มี อาจจะบอกว่านี่เป็นเทรนด์ใหม่ของโลกก็เพราะสถานการณ์บีบบังคับจึงทำให้ได้เทนรด์ใหม่ของโลกในลักษณะนี้ แต่เราจำเป็นต้องเติมไม่งั้นจะเป็นประเด็นเกิดขึ้นได้แน่นอน
สร้างวิถีใหม่ปรับเปลี่ยนแนวทางการเลี้ยงลูก
1.เรียนรู้ว่าความรักกับความถูกต้องคนละเรื่องกัน รักลูกก็จริงแต่ผิดลูกก็ต้องเรียนรู้ไม่ปกป้องแม้จะผิด
2.ต้องระมัดระวัง มีบันยะบันยัง วิธีการคือเราเองต้องเป็นต้นแบบที่ดี ทั้งการเลือกกิน เลือกซื้อของ คือหลักพอเพียง หัดเบรคตัวเองมีแล้วหรือยังลูกก็จะเรียนรู้ว่าพ่อแม่ไม่ใช่คนฟุ่มเฟือย
3.ต้องเปิดใจให้ลูกเรียนรู้ อยู่ร่วมกับการมีหลายบ้านให้รักรากเหง้าทำให้ลูกเป็นผู้ให้ในหมู่บ้าน ชุมชนในคอนโด ก็จะทำให้เกิดการรักรากเหง้าร่วมทุกข์ร่วมสุขในชุมชนได้
Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB
Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX
Youtube: https://bit.ly/3cxn31u
เปิดศึกกลางบ้าน ไม่มีทีท่าว่าจะสงบและยังเกิดขึ้นถี่ๆ บ้านไหนเป็นแบบนี้ ชวนฟังวิธีแก้ 3 ปัญหาน่าหนักใจ เพื่อไม่ให้กระทบพัฒนาการระยะยาว ได้แก่ ติดจอ, ก้าวร้าวเอาใจ, นิ่ง เนือย เฉื่อยชา ฟังดูเป็นเรื่องยากแต่แก้ไขได้
ฟังแนวทางจากครูก้า กรองทอง บุญประคอง ผู้ก่อตั้งโรงเรียนจิตต์เมตต์ และผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กปฐมวัย
จะทำให้พ่อแม่มองเห็นปัญหา เข้าใจพัฒนาเจ้าตัวเล็ก และเห็นแนวทางแก้ที่ไม่ยากเกินไป
Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB
Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX
Youtube: https://bit.ly/3cxn31u
ลูกชอบกินไข่มากแต่กินไปหลายฟองจะดีต่อสุขภาพมั้ย แล้วเด็กกินไข่ได้วันละกี่ฟอง มาหาคำตอบกัน
ลูกชอบกินไข่มาก แต่เด็กกินไข่ได้วันละกี่ฟองกันนะ
เป็นเรื่องที่ทุกคนรู้อยู่แล้วนะคะ ว่ากินไข่วันละ 1 ฟอง ดีต่อร่างกาย แต่ถ้าเด็ก ๆ ชอบกินไข่มาก เมนูไข่จะกินได้เยอะ ทั้งไข่ออมเล็ต ไข่ต้ม ไข่ตุ๋น ไข่เจียว ไข่คน เรียกว่าขอเมนูไข่ วันละ 3 มื้อ ได้เลย กินไปหลายฟองแบบนี้ พ่อแม่คงกังวลว่ากินไข่มากไปจะดีต่อสุขภาพลูกหรือเปล่า และเด็กกินไข่ได้วันละกี่ฟองกันนะ มาไขข้อสงสัยกันค่ะ
ประโยชน์ของไข่ ที่ดีต่อเด็กวัยกำลังโต
- ไข่มีโปรตีนสูง ไข่ 1 ฟอง จะมีโปรตีนอยู่ถึง 6 กรัม จึงถือเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี เหมาะสำหรับคนทุกวัย
- ไข่มีธาตุเหล็ก ที่ช่วยสร้างเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
- ไข่ช่วยบำรุงสมองและระบบประสาท ไข่ 1 ฟอง มีโคลีน มากถึง 20% เพียงพอต่อร่างกาย จึงทำให้สมองและระบบประสาทแข็งแรง
- ไข่มีแคโรทีนอยด์ ช่วยในการมองเห็น บำรุงระบบจอประสาทตา
- ไข่มีวิตามินสูง ช่วยเสริมการทำงานของระบบสมองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำและการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี

ปริมาณไข่ ที่เหมาะสมในแต่ละช่วงอายุ
กรมอนามัยสนับสนุนให้เด็ก ๆ กินไข่ วันละ 1 ฟอง รวมถึงกลุ่มวัยอื่น ๆ ด้วย ดังนี้
- เด็กอายุ 6 เดือน ให้กินไข่แดงต้มสุกครึ่งฟอง บดผสมกับข้าวในปริมาณน้อย ๆ
- เด็กอายุ 7-12 เดือน ให้กินไข่ต้มสุกวันละครึ่งฟอง
- เด็กวัยก่อนเรียน 1 – 5 ปี เด็กวัยเรียน แม่ตั้งครรภ์และแม่ให้นม ผู้ใหญ่กลุ่มวัยทำงาน และผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี สามารถกินไข่ได้เฉลี่ยวันละ 1 ฟอง
- สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดผิดปกติ ไม่ควรกินไข่เกิน 3 ฟองต่อสัปดาห์ หรือตามคำแนะนำของแพทย์
ไข่เป็นอาหารที่มีประโยชน์ แตี่ถ้าเรากินไข่ร่วมกับอาหารแปรรูปอื่น ๆ ที่มากเกินไปเช่น กินไข่ดาวกับไส้กรอก แฮม เบค่อน บ่อย ๆ ก็อาจทำให้ได้รับไขมันส่วนเกิน หรือหากให้ลูกกินไข่อย่างเดียวเด็ก ๆ ก็อาจเป็นโรคขาดสารอาหาร เนื่องจากสารอาหารจากไข่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย ควรให้ลูกกินไข่แต่พอดี และต้องกินให้หลากหลาย ครบ 5 หมู่ ด้วยค่ะ
นอกจากนี้ เด็กเล็ก แม่ตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ไม่ควรกินไข่ดิบ หรือไข่กึ่งสุกกึ่งดิบ เช่น ไข่ดอง ไข่ดาวไม่สุก ไข่ต้มยางมะตูม เพราะนอกจากร่างกายจะดูดซึมโปรตีนจากไข่ได้น้อยแล้ว ไข่ดิบยังอาจมีเชื้อซาโมเนลลา (Salmonella) ปนเปื้อนได้อีกด้วย ซึ่งเจ้าเชื้อนี้เป็นตัวการให้เกิดอาการท้องร่วงรุนแรง และบางคนอาจถึงขั้นเสียชีวิตจากการติดเชื้อซาลโมเนลลาได้เลย
ลูกพูดช้า ไม่ใช่พัฒนาการปกติ ต้องรีบแก้ไข
เมื่อลูกพูดช้า แบบไหนจะเรียกว่าพัฒนาการด้านภาษาและการพูดเป็นไปตามปกติ แบบไหนถึงเรียกว่าพัฒนาการด้านภาษาและการพูดไม่เป็นไปตามปกติ พ่อแม่จะป้องกันและดูแลได้อย่างไร
พัฒนาการด้านภาษาและการพูดตามปกติ
1-4 เดือน ส่งเสียงอ้อแอ้ สนใจเสียงผู้ที่มาคุยด้วย คุ้นเคยกับเสียงคนใกล้ชิด
5-6 เดือน ตอบสนองเมื่อถูกเรียกชื่อ เริ่มหันหาเสียงและเลียนเสียงผู้อื่น
9-12 เดือน เริ่มพูดได้เป็นคำพยางค์เดียว ให้ท่าทางสื่อความหมายร่วมด้วย
1-1.5 ปี มีการโต้ตอบชัดเจน สามารถทำตามคำสั่งได้ เริ่มพูดคำที่มีความหมายได้
1.5-2 ปี พูดได้ 50-80 คำ เริ่มรวมคำ เข้าใจคำสั่งที่ยากขึ้น
2-3 ปี สามารถพูดเป็นประโยคได้ ตอบได้ พูดคุยสื่อสารรู้เรื่องมากขึ้น
แบบไหนเรียกว่าพูดช้า
6-10 เดือน ไม่ส่งสัญญาณการพูด ไม่หันมาตามเสียง ไม่เลียนแบบ
12 เดือน พูดได้แต่เสียงสระไม่มีเสียงพยัญชนะ เช่น อินอ้าว(กินข้าว) แอ้(แม่) อ้อ(พ่อ)
15 เดือน ไม่เข้าใจความหมายของคำง่ายๆ เช่น สวัสดี บ๊ายบาย
18 เดือน พูดคำที่มีพยางค์เดียว เช่น หิว กิน ได้น้อยกว่า 10 คำ 2 ปี พูดคำที่มีความหมาย 2 พยางค์ต่อกันไม่ได้ เช่น ไม่เที่ยว ไม่เอา
1-2 ปี ไม่เริ่มการสื่อสารและไม่เข้าใจคำถามหรืออาจจะพูดไม่หยุด แต่ไม่สื่อสารในเรื่องเดียวกัน
2 ปี 6 เดือน พูดอธิบายสื่อความหมายไม่ได้ 3 ปี พูดยังไม่เป็นประโยค อธิบายความหมายไม่ได้
3 ปี ไม่บอกความต้องการ ไม่เข้าใจและไม่เคยใช้ประโยคคำถาม หรืออาจจะพูดเป็นภาษาสคริปต์ ที่ไม่ใช่ภาษาของเด็กวัยเดียวกัน
สาเหตุของความผิดปกติของพัฒนาการด้านภาษาและการพูดของเด็ก
- ความผิดปกติของร่างกาย
- ความผิดปกติจากโรคทางพันธุกรรม
- ภาวะออทิสติก
- พัฒนาทางภาษาผิดปกติ
- ขาดการกระตุ้นพัฒนาการที่เหมาะสม เช่น ปล่อยลูกไว้ตามลำพังไม่มีคนพูดคุยด้วย หรือเมื่อลูกพยายามพูดแล้วผู้ใหญ่ไม่ตอบสนอง
- สมาชิกในบ้านพูดกันมากกว่า 2 ภาษาขึ้นไป อาจทำให้ลูกเกิดความสับสนว่าจะเลือกพูดภาษาไหนดี และอาจจะทำให้ไม่เข้าใจภาษาที่พูดอย่างถ่องแท้ได้
- คุณแม่ที่สั่งอย่างเดียว หรือให้เด็กดูทีวีมากเกินไป เหล่านี้เป็นการสื่อสารทางเดียวก็จะทำให้เกิดปัญหาได้ค่ะ
พ่อแม่แก้ไขได้
ส่งเสียง ขยับปาก - คุณแม่เป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกทำตามได้ดีที่สุด เวลาพูดกับลูกแม่ควรย่อเข่าหรือนั่งลงให้ลูกได้สังเกตหน้าและปากของแม่เวลาพูด หรือให้ลูกส่องกระจกดูว่าคำที่เขาพูดไม่ชัดนั้นเขาทำปากอย่างไร และช่วยแก้ไขโดยให้เขาทำปากตามแม่ ที่สำคัญคุณแม่ควรพูดด้วยน้ำเสียงปกติ ชัดถ้อยชัดคำ ไม่ดังหรือค่อยจนเกินไป และไม่พูดช้าหรือเร็วจนเกินไปด้วย
ชีวิตประจำวันเป็นแบบฝึกหัดที่ดี - เรื่องรอบๆ ตัว คุณแม่สามารถนำมาช่วยกระตุ้นให้ลูกพูดได้ทั้งนั้นค่ะ เช่น การฟังเสียงต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว ให้เด็กเรียกชื่อสิ่งที่ได้ยิน และควรใช้สิ่งของจริงจะช่วยในการหัดพูดได้ดี เพราะจะช่วยให้ลูกทั้งจำสิ่งของและพูดได้ด้วย
บรรยากาศก็สำคัญ - จัดสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ให้ลูกบ้าง เพื่อช่วยในการเรียนรู้ เช่น พาลูกไป หรือชวนคุยเมื่อเจอสิ่งที่น่าสนใจ ควรสอนแทรกไปในกิจวัตรประจำวันและสอนให้บ่อย ถ้าให้ลูกได้มีโอกาสเล่นกับเด็กวัยเดียวกันบ้างก็จะช่วยให้การพูดพัฒนาเร็วขึ้น ส่วนเด็กบางคนไม่มั่นใจที่จะพูดกับผู้ใหญ่ คนแปลกหน้าแบบนี้บทบาทสมมุติช่วยได้ ลองหาตุ๊กตาให้ลูกเล่นสักตัวเป็นเพื่อนเพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกได้นะคะ
อย่าสื่อสารทางเดียว - การถาม-ตอบเป็นสิ่งสำคัญ เช่น ถ้าลูกถามว่า "ทำไม" "อะไร" ควรตอบลูกให้ละเอียด เช่น เมื่อลูกถามว่า "นี่เรียกว่าอะไร" ไม่ควรตอบว่า "แมว" เท่านั้น อาจขยายความต่อว่า "แมวมีสีเทา หางยาว มีสี่ขา" การสื่อสารทางภาษาแบบนี้จะช่วยให้ลูกรับข้อมูลที่หลากหลายมากขึ้นค่ะ ให้กำลังใจ
อย่าหักโหม - อย่าลืมให้กำลังใจลูกทุกครั้งที่ลูกสามารถพูดได้แล้ว สิ่งสำคัญคืออย่าใช้ท่าทีก้าวร้าวรุนแรงกับลูก ต้องเข้าใจว่าความสามารถทางการพูดของลูกนั้นจะขึ้นอยู่ตามระดับอายุ อย่าหักโหมในการสอนเกินไป อ่านสนุก
กระตุ้นการพูดได้ด้วย - คุณแม่ลองหยิบหนังสือภาพสวยๆ มาอ่านให้ลูกฟังดูสิคะ ขณะที่อ่านนั้นลองให้ลูกชี้ภาพให้ตรงกับคำถามของแม่ เช่น นกอยู่ตรงไหน หลังจากนั้นผลัดให้พ่อแม่เป็นฝ่ายชี้ภาพแล้วถามคำถามให้ลูกตอบบ้างว่า ภาพนี้คืออะไร ร้องอย่างไร กำลังทำอะไรอยู่ ลูกน่าจะค่อยๆ พูดได้แล้วค่ะ
ถ้าสำรวจดูแล้วว่าเราช่วยเหลือลูกอย่างดี แต่ลูกก็ยังมีพัฒนาการทางด้านภาษาที่ช้าอยู่ ก็น่าจะลองพาลูกไปปรึกษากุมารแพทย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางพัฒนาการเด็กเพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง หรืออาจจะไปปรึกษานักแก้การพูดเพื่อช่วยฝึกพูดต่อไปค่ะ
อ้างอิง : RAMA CHANEL

แนะวิธีดูแลผิวหนัง และบรรเทาผดผื่นให้ลูกอย่างถูกต้อง
Q : ลูกชายอายุ 1 ปี 2 เดือน เป็นผดผื่นที่ต้นแขน ลำคอ หลัง ส่วนอื่นไม่เป็น ควรใช้แป้งเด็กที่กันผดผื่นทาไหม ต้องทาเยอะหรือไม่ กลัวว่าเนื้อแป้งจะไปอุดตันปิดตรงตุ่มเล็กๆ ค่ะ และถ้าใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดถูตรงบริเวณที่เป็นผื่นจะดีไหม
A : ลูกอายุ 1 ปี 2 เดือน เป็นผื่นผด ผื่นแดงเล็กๆ บางครั้งจะมีน้ำใสๆ เล็กๆ ที่ยอดผื่น บริเวณที่เป็นบ่อยโดยเฉพาะหน้าร้อน คือ ต้นแขน ลำคอ หน้าอก หลัง ถ้าเป็นมากจะเป็นที่ใบหน้าบริเวณไรผม เพราะอากาศร้อนร่างกายจะระบายความร้อนทางต่อมเหงื่อ ถ้ามีเหงื่อออกมากแต่ผิวหนังมีอะไรไปอุดตันท่อเปิดของต่อมเหงื่อ ก็จะทำให้เกิดการอักเสบเป็นผื่นแดงดังกล่าว
การดูแลผิวหนังที่เกิดผดผื่นที่ดีที่สุด
- การช่วยลดความร้อนในร่างกายโดยหมั่นอาบน้ำ (แช่น้ำ) ให้ลูกสบายตัว
- ใส่เสื้อผ้าเนื้อบางๆ เบาๆ
- อยู่ในที่ที่อากาศเย็น เช่น ที่ๆ มีลมโกรก ห้องปรับอากาศหรือมีพัดลมช่วยระบายความร้อน
ควรใช้แป้งเด็กที่กันผดผื่นทาไหม?
การทาแป้งจะไม่ค่อยช่วยในการรักษาผด ถ้าทามากไป แป้งโดนกับเหงื่อจะเป็นก้อน ถ้าอยู่ในบริเวณซอกคอ รักแร้ ข้อพับ ก็จะเกิดการเสียดสีเกิดผื่นแดงได้ ถ้าลูบไล้บางๆ เพื่อลดการเสียดสีก็อาจใช้ได้ แต่ไม่ควรเขย่าโรยแป้งลงไปบนตัวเด็ก เพราะฝุ่นแป้งอาจฟุ้งเข้าจมูกเด็ก เกิดโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจตามมา ถ้าเด็กที่เป็นผด มีอาการคัน หลังอาบน้ำหรือใช้ผ้าเย็นชุบเช็ดตัวแล้ว อาจใช้ยาแป้งน้ำคาลาไมน์ช่วยลดอาการคันได้บ้าง
ข้อมูลโดย : พญ.สุจิตรา วีรวรรณ

วิธีจัดการลูกอารมณ์รุนแรง ชอบทำร้ายตัวเองและคนอื่น
พฤติกรรมเด็กชอบเอามือตีหัวตัวเอง เอาหัวชนฝาผนัง และชอบกัดคนอื่นเวลาไม่ได้ดั่งใจ พ่อแม่ควรทำอย่างไร เรามีคำแนะนำมาฝากค่ะ
การที่เด็กในวัย 1-3 ปี แสดงพฤติกรรมที่ค่อนข้างรุนแรงเมื่อไม่ได้ดั่งใจนั้น มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยค่ะ
ปัจจัยที่สำคัญได้แก่
1.เด็กยังระบายความโกรธไม่เป็น
เพราะการระบายความรู้สึกโกรธที่ดีที่สุด คือการพูด ดังนั้นในเด็กที่อายุยังไม่ถึง 2 ขวบซึ่งภาษาก็ยังไม่ได้พัฒนามากพอที่จะพูดระบายความอัดอั้นตันใจทั้งหมดทั้งมวลออกมาได้ ก็จะระบายความโกรธออกมาด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น ร้องไห้ ลงไปนอนดิ้นกับพื้น หรืออาจหนักถึงขนาดที่ทำร้ายตัวเองหรือคนอื่นได้เช่นกันค่ะ
2.เด็กใช้พฤติกรรมเหล่านี้เป็นเครื่องต่อรอง
หากเด็ก ๆ ของเราเรียนรู้ว่าเมื่อเขาแสดงพฤติกรรมเหล่านี้แล้ว ผู้ใหญ่มีท่าทีตระหนกตกใจ หรือกลายมาเป็นยอมตามใจเขา ไม่ว่าจะเพราะกลัวเด็กจะเครียดหรือเพื่อตัดรำคาญก็ตาม เด็กๆ ก็จะเรียนรู้ว่าหากอยากที่จะเอาชนะเราแล้วละก็ มีเพียงวิธีเหล่าเท่านั้นที่ได้ผล และแน่นอนค่ะว่ายิ่งทำแล้วได้ผลมากเท่าไหร่ เด็กๆ ก็จะยิ่งเกิดความชำนาญ และสุดท้ายเขาอาจกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเอาหัวโขกกำแพง หรือการกัดคนอื่นในที่สุด
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ก็ไม่ได้รุนแรงถึงขนาดที่จะเป็นโรคอะไรนะคะ นั่นหมายความว่า การดูแลอย่างถูกวิธีสามารถทำให้พฤติกรรมเหล่านี้หายไปได้ค่ะ โดยสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำในตอนนี้ได้แก่
-ควรห้ามลูกทุกครั้งเมื่อเขาทำรุนแรง : การห้ามในที่นี้คงไม่ใช่แต่เพียงพูดกับลูกว่า "อย่ากัดแม่นะลูก มันเจ็บ" หรือ "อย่าตีตัวเองสิคะ" เท่านั้นนะคะ แต่เราต้องเข้าไปจับมือเขาไว้เมื่อเขาตีตัวเอง จับหัวเขาไว้ไม่ให้โขกกำแพง และดันตัวเขาออกไปทุกครั้งเมื่อเขากัดเรา เพราะหากเราเพียงแค่พูดเฉยๆ เด็กๆ จะเข้าใจว่าเราไม่ได้เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ และรับรองค่ะว่าเขาจะทำอีกแน่นอน
-สอนวิธีระบายความโกรธที่ดีกว่านี้ : ดีที่สุดคือสอนให้เด็กรู้จักพูดเมื่อตัวเองโกรธ แม้เด็กจะไม่สาธยายความโกรธเกรี้ยวฉุนเฉียวของตัวเองออกมาได้ทั้งหมด แต่การพูดว่า "ไม่เอา" หรือ "โกรธ" ออกมาได้ ก็อาจจะช่วยให้เขาลดการทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่นลงได้
แต่หากในกรณีที่เขายังไม่สามารถพูดคำเหล่านี้ออกมาได้ คุณแม่อาจต้องยอมปล่อยให้เขาร้องไห้ หรือลงไปดิ้นกับพื้นแทน ต้องจำให้ขึ้นใจเลยนะคะว่าเด็กสามารถที่จะโกรธได้ เพียงแต่ต้องระบายออกมาในวิธีที่เหมาะสม และไม่ควรบอกเขาว่า อย่าร้อง ห้ามโกรธ หรืออย่างอแง เพราะว่านั่นคือการฝืนธรรมชาติของมนุษย์ จะทำให้เขากลายเป็นเด็กเก็บกดในที่สุด
และที่สำคัญห้ามตามใจเด็ดขาด เรื่องนี้เป็นเรื่องที่หมอย้ำบ่อยมาก เพราะเด็กจะใช้พฤติกรรมเหล่านี้เพื่อมาต่อรองกับเรา
ดังนั้นไม่ว่าเขาจะทำสิ่งที่รุนแรงแค่ไหน คุณแม่ก็เพียงแต่จับเขาไว้และก็ต้องยืนยันว่ายังไงเขาก็จะไม่ได้ของที่เขาต้องการ ในกรณีที่น้องอายุไม่มาก เราอาจใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจให้เขาสนใจสิ่งของหรือกิจกรรมอื่นแทนได้ค่ะ
สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้การปรับพฤติกรรมลูกสำเร็จหรือไม่ ก็คือผู้ปกครองต้องมีความสม่ำเสมอและห้ามใจอ่อนเด็ดขาด (รวมถึงคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายที่อยู่ที่บ้านด้วยนะคะ) หรือหากคุณแม่ลองทำดูแล้วไม่ประสบผลสำเร็จอาจพาน้องไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อลองมองหาสาเหตุอื่นหรือการรักษาเพิ่มเติมได้ค่ะ

อารมณ์ของเด็กวัย 1-3 ปี มีความแตกต่างกัน เด็กบางคนก็ใจเย็น แต่บางคนชอบเป็นที่หนึ่งและยอมไม่ได้ที่จะไม่เป็นจุดสนใจ ทำให้บางครั้งก็อาละวาด ร้องไห้ ทำให้คนรอบข้างประหลาดใจกันไปตามๆ กัน ดังนั้นสิ่งที่พ่อแม่ควรมีกลยุทธ์วิธีหยุดลูกอาละวาดดังนี้
- มีเวลาใกล้ชิดเด็กให้มาก พยายามเล่นกับลูกอย่างสนุกสนาน เพราะส่วนหนึ่งที่เด็กอาละวาด เนื่องจากพ่อแม่ละเลยไม่สนใจหรือใส่ใจเขานั่นเอง
- หลีกเลี่ยงการพูดว่า “อย่า” “ไม่” “เดี๋ยวก่อน” รวมถึงการตะเบ็งเสียง เพราะจะยิ่งยั่วยุให้ลูกโมโหเพราะความขัดใจ แต่ควรพูดในเชิงบวกแทน เช่น “ลูกสามารถเล่นได้เต็มที่หลังจากอาบน้ำเสร็จแล้วนะ”
- สังเกตช่วงเวลาที่เด็กอาละวาด เด็กบางคนมักงอแงตอนหิว ปวดท้อง หรือตอนก่อนนอน และอีกไม่น้อยที่รับรู้ความรู้สึกได้ว่าพ่อแม่กำลังทะเลาะกัน ดังนั้นลองจับสังเกตดีๆ และแก้ไขปัญหานั้น วิธีลงโทษด้วยการตีหรือการตะคอกใส่เป็นเรื่องต้องเลี่ยง เพราะจะทำให้เด็กยิ่งอาละวาดและโมโหหนักกว่าเดิมอีก
พ่อแม่ต้องหยุดการอาละวาดของเด็กวัย 1-3 ปีนี้ด้วยความใจเย็น และมีอารมณ์ที่นิ่งกว่าลูก ควรพูดให้ลูกเข้าใจสลับกับการปลอบโยน เพื่อให้เด็กรู้สึกว่าสิ่งที่ทำอยู่นี้ไม่ใช่เรื่องที่ดี หรือเบี่ยงเบนด้วยการชวนไปเดินเล่นหรือเล่นของเล่น เพื่อให้ลืมเรื่องอารมณ์เสียนั้นไปก่อน

เตือนเด็กต่ำกว่า 2 ขวบไม่ควรดูจอ เสี่ยงพูดช้า สมาธิสั้น ไอคิวต่ำ
พ่อแม่ที่ปล่อยให้ลูกวัย 2 ขวบ ดูจอบ่อยๆ หรือนานเกินไป ส่งผลให้ลูกพูดช้า พัฒนาการช้า ไอคิวต่ำ สมาธิสั้นได้ พราะเห็นว่าลูกใช้แล้วจะอยู่นิ่ง ไม่งอแงหรือโวยวาย ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วหน้าจอจะส่งเสียต่อลูกหลายด้านมากค่ะ เรามาดูข้อเสียของหน้าจอกันค่ะ
7 ข้อเสียของการให้เด็กต่ำกว่า 2 ขวบดูจอ
1. ขาดพัฒนาการด้านการสื่อสาร พูดช้า พูดไม่ชัด
2. ความสามารถในการสื่อสารลดลง พัฒนาการทางสมองช้า ไอคิวต่ำ
3. ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ หงุดหงิดง่าย ใจร้อน รอคอยไม่ได้
4. ลูกสมาธิสั้น ขาดสมาธิ ไม่มีความใจจดใจจ่อ
5. มีปัญหาด้านสายตาล้าหรืออักเสบ
6. ร่างกายไม่แข็งแรง เคลื่อนไหวช้า เหนื่อยง่าย
7. ขาดทักษะการเข้าสังคม แยกตัวเข้ากับเพื่อนไม่ได้
คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้จอที่เหมาะสม
1. พ่อแม่ควรหลีกเลี่ยงสื่ออิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด ห้ามเด็กดูจอ โดยเฉพาะเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ส่วนเด็กที่อายุมากกว่า 2 ปี ให้จำกัดระยะเวลาไม่เกิน 30 นาทีต่อวัน
2. พ่อแม่ควรหลีกเลี่ยงสื่อที่ไม่เหมาะสมต่อเด็ก เช่น สื่อที่มีเนื้อหารุนแรง ก้าวร้าว หรือเกี่ยวกับเรื่องเพศ เป็นต้น
3. พ่อแม่ควรเลือกสื่อที่เหมาะสมกับเด็ก และสร้างมาเฉพาะเด็กโดยตรง รวมทั้งดูสื่อเหล่านั้นไปพร้อมกับเด็ก คอยอธิบาย ให้คำปรึกษา แนะนำกับเด็กไปพร้อม ๆ กับการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์เหล่านั้น
4. หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ พ่อแม่ควรมีการตั้งกฎเกณฑ์การรับสื่ออย่างเหมาะสม มีการจำกัดเวลา กำหนดสถานที่ เป็นต้น
5. พ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีในการรับสื่อ เนื่องจากการที่พ่อแม่ติดสื่อ ล้วนส่งผลให้ความสนใจที่มีต่อลูกลดลงเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ หากพ่อแม่กำลังทำงานอยู่ไม่สามารถเล่นกับลูกได้ ควรหากิจกรรมหรือของเล่นให้ลูกเล่นโดยไม่ใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยให้ลูกเล่นอยู่ใกล้ ๆ บริเวณที่พ่อแม่ทำงานเพื่อความปลอดภัยของลูก
6. ควรจัดสภาพแวดล้อมในบ้านให้เหมาะสม เช่น ในห้องนอนลูก ไม่ควรมีสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เพื่อลดโอกาสการเข้าถึงสื่อเหล่านั้น
ที่สำคัญที่สุดคือไม่ควรให้หน้าจอเป็นพี่เลี้ยงลูกเพราะเห็นว่าลูกใช้แล้วอยู่นิ่ง ไม่โวยวาย แต่กลับส่งผลเสียมากมายแทนค่ะ และอย่าลืมว่ากิจกรรมการเล่นที่เหมาะสมตามวัยโดยปราศจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์รวมถึงการที่พ่อแม่เล่นกับลูกยังคงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ช่วยให้ลูกมีพัฒนาการที่ดี พฤติกรรมที่เหมาะสม สุขภาพที่แข็งแรง มีความสัมพันธ์ในครอบครัวที่แน่นแฟ้น
ที่มา : กรมอนามัย

อยากให้ลูกให้เป็นคนติดดิน กินง่าย นอนง่าย และไม่เห็นแก่ตัวเมื่อโตขึ้น ต้องสอนอย่างไรดี? ความคาดหวังของพ่อแม่ทุกคนก็ต้องอยากให้ลูกนั้นเติบโตมาเป็นคนดี แต่การที่ลูกจะเป็นคนดีนั้น ต้องมีพ่อแม่เป็นต้นแบบที่ดีก่อน และจะต้องเริ่มสอนกันตั้งแต่เด็ก ๆ เลยค่ะ
1. สอนลูกให้ทำงานบ้าน
ฝึกได้ตั้งแต่สามขวบเลยนะคะ ให้ลูกช่วยทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น กวาดบ้าน เช็ดโต๊ะ รดน้ำต้นไม้ พับเสื้อผ้า อย่าให้ลูกเรียนหนังสืออย่างเดียว หรืออยู่กับโลกโซเชี่ยลมากเกินไป คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ต้องสร้างนิสัยให้ลูกเป็นคนมีความรับผิดชอบด้วย
2. สอนลูกให้พอเพียง
เริ่มฝึกได้จากเรื่องใกล้ตัว เช่น เข้มงวดให้ลูกปิดไฟเมื่อไม่ใช้ไฟ ปิดก๊อกน้ำหลังใช้งาน ตักข้าวแค่พอทานและทานข้าวให้หมดจาน ไม่กินทิ้งกินขว้าง เป็นการสอนลูกให้เป็นคนรู้จักใช้สิ่งของ และทรัพยากรอย่างประหยัด

3. สอนลูกให้ใช้เงินเป็น
คุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้ลูกรู้จักการเก็บออม เริ่มจากอยากได้อะไรให้เก็บเงินซื้อเอง จะได้เห็นคุณค่าของเงิน และไม่ได้อะไรมาง่าย ๆ และพ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีกับลูกในการใช้จ่าย ไม่ฟุ่มเฟือยเกินฐานะ
4. สอนลูกให้รู้จักหน้าที่ตัวเอง
สอนให้ลูกเห็นความสำคัญของการเรียน มีความรับผิดชอบ การศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญ เราจะเห็นได้ว่าคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ส่วนใหญ่มีเบื้องหลังมาจากการเป็นคนที่รักการเรียนรู้และมีการศึกษาที่ดี

5. สอนลูกให้เป็นคนอ่อนน้อม
ควรสอนลูกให้เป็นคนสุภาพเรียบร้อย ให้เกียรติผู้อื่น อ่อนโยน เพราะคนที่อ่อนน้อมถ่อมตนไปอยู่ในสังคมใด ก็มักจะเป็นที่รักใคร่เอ็นดู ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรสอนลูกให้เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนทั้งทางกายวาจาใจอยู่เสมอ
6. สอนลูกให้เป็นคนไม่เห็นแก่ตัว
คุณพ่อคุณแม่ควรสอนลูกให้เป็นคนที่มีจิตใจเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รู้จักการเสียสละ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น รู้จักให้ และรับให้น้อย เช่น สอนให้ลูกดูแลสัตว์เลี้ยงและต้นไม้ สอนให้ลูกช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาส ปลูกฝังให้ลูกเป็นคนที่มีจิตอาสาในการช่วยเหลือ
จริง ๆ เด็กทุกคนมีความติดดินเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว ชอบเล่นอะไรง่าย ๆ กินขอที่พ่อแม่กิน และธรรมชาติของเด็กจะน่ารัก แต่ส่วนใหญ่ก็อยู่ที่พฤติกรรมของพ่อแม่ด้วย เพราะเด็ก ๆ จะซึมซับจากพ่อแม่เป็นหลัก ฉะนั้น อย่าลืมเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกนะคะ แล้วเขาจะเป็นเด็กติดดิน ว่านอนสอนง่ายแบบที่พ่อแม่คาดหวังเลยค่ะ
แตงโมเป็นผลไม้ที่มีวิตามินและแร่ธาตุอยู่มากมาย เนื้อของแตงโมมีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก รสชาติหวานแต่มีน้ำตาลน้อยกว่าผลไม้บางชนิด เวลากินเลยรู้สึกสดชื่น และดับกระหายได้ แต่เราจะเลือกแตงโมให้หวานอย่างไรนั้น รักลูกมีวิธีมาบอกค่ะ
แตงโมเป็นผลไม้ที่มี วิตามิน A วิตามิน B1 B2 B3 วิตามิน C แร่ธาตุ ไลโคปีนที่มี สารต้านอนุมูลอิสระ และธาตุโพแทสเซียม ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย บำรุงประสาทและสมอง ช่วยระบบไหลเวียนโลหิต บำรุงเส้นผมและสายตาอีกด้วย
เคล็ดลับเลือกแตงโมแบบแม่มือโปร แค่ดูก็รู้ว่าหวาน
ขนาดไม่ใหญ่มาก ควรเลือกแตงโมลูกกลางๆ ผลไม่ใหญ่มากนัก และควรเลือกลูกกลมๆ มากกว่าลูกยาวๆ รีๆ เพราะแตงโมผลกลมเป็นแตงโมเพศเมีย ซึ่งแตงโมเพศจะมีเมียรสชาติหวานกว่าแตงโมเพศผู้ แม้แตงโมเพศผู้จะมีน้ำเยอะกว่าก็ตาม
สังเกตรอยสีเหลือง แตงโมบางลูกจะมีรอยด่างสีเหลือง นั่นหมายความว่าแตงโมอยู่กับดินและต้นเป็นเวลานาน เป็นแตงโมที่สุกกับต้นนาน ยิ่งอยู่นานสีจะยิ่งเข้ม รสชาติยิ่งหวานนั่นเเองค่ะ
ก้านแตงโมต้องหงิกงอ ชาวสวนจะสังเกตว่าแตงโมลูกไหนเก็บได้แล้วจากก้านหรือขั้วค่ะ ถาก้านตรงแสดงว่ายังไม่สุก แต่ถ้าหงิกงอ ถือว่าแตงโมสุกแล้ว เก็บได้ และรสชาติจะหวานอร่อย
ลายต้องชัด ยิ่งลายอยู่ชิดก้นยิ่งหวาน
เด็กกินแตงโมได้ตั้งแต่เมื่อไหร่
เด็กสามารถกินแตงโมได้ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป เป็นผลไม้เสริมควบคู่กับอาหารอื่นๆ และสลับสับเปลี่ยนกับผลไม้อื่นๆ ตามฤดูกาล โดยหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ประมาณ 100 กรัม หรือ 1 ถ้วยโยเกิร์ต และอย่าลืมเอาเมล็ดออกด้วย
สำหรับเด็กเล็กต่ำกว่า 1 ขวบ กินแตงโมเป็นชิ้นๆ ปลอดภัยกว่ากินแตงโมปั่น เนื่องจากน้ำแตงโมอาจทำให้ลูกสำลักได้ และควรให้ลูกกินหลังอาหารจะดีที่สุด เนื่องจากแตงโมมีน้ำเยอะ ถ้าให้กินก่อนกินข้าวลูกจะอิ่มแตงโมจนไม่ยอมกินข้าวค่ะ
เด็กเล็กกินแตงโมได้มากน้อยแค่ไหน
กระเพาะของเด็กทารกเล็กมาก ดังนั้น ให้กินแตงโมชิ้นเล็กๆ ก็พอ ประมาณ 100 กรัมเทียบได้กับโยเกิร์ตถ้วยเล็กๆ หนึ่งถ้วย ถ้ากินมาก ก็จะส่งผลกระทบต่อการกินอาหารในแต่ละมื้อ
ที่สำคัญไม่ควรนำแตงโมแช่เย็นให้ลูกเล็กกิน เนื่องจากกระเพาะและลำไส้ของลูกยังไม่แข็งแรง แตงโมแช่เย็นอาจทำให้ลูกท้องเสียได้ นอกจากนี้ไม่ควรให้ลูกกินแตงโมที่ผ่าทิ้งไว้เป็นเวลานานให้ลูกกิน เพราะอาจมีแบคทีเรียปนเปื้อนและทำลูกท้องเสียได้เช่นกัน

ลมหนาวเริ่มพัดเข้ามาปะทะแก้มบางๆของเจ้าหนูกันแล้วนะคะ แต่รู้ไหมว่าเมื่อ เข้าหน้าหนาว ไม่ใช่ลมแรงอย่างเดียว แสงแดดก็แรงด้วยเหมือนกัน เพราะฤดูหนาวเป็นฤดูที่มีเมฆน้อยท้องฟ้าแจ่มใส จึงไม่มีสิ่งใดช่วยปะทะหรือกั้นแสงแดดเลย แสงจึงสามารถส่องลงมากระทบผิวได้เต็มๆ แล้วแสงแดดลักษณะนี้มีอันตรายอะไรหรือเปล่า ลองมาดูกันเลย
แสงแดดแผดจ้าศัตรูของลูก
เมื่อลูกโดนแสงแดดแรงนานๆ อาจทำให้เป็นไข้แดด ลมแดด หรือเกิดโรคผิวหนังอักเสบ เริ่มจากผิวไหม้แดด เป็นฝ้า หรือถึงขั้นร้ายแรงจนอาจเป็นมะเร็งผิวหนังได้เลย
รังสียูวี (Ultraviolat) ที่อยู่ในแสงแดดมี 2 ประเภทคือ ยูวีเอ และยูวีบี ยูวีเอ (UVA) จะผ่านชั้นโอโซนลงมาได้มาก แต่ให้ผลสะสมในระยะยาว ทำให้สีผิวเจ้าหนูเปลี่ยนไป โดยจะมีลักษณะดำขึ้นเรื่อยๆจนถึงไหม้เกรียม ส่วนยูวีบี (UVB) จะผ่านชั้นโอโซนลงมาได้บางส่วนเท่านั้น แต่มีพลังงานสูงมาก มีผลกระทบเร็วโดยทำให้ผิวหนังไหม้หรือแสบร้อนได้
แค่ลูกวิ่งเล่นกลางแจ้งในช่วงแดดแรงๆ สัก 15 นาที แดดก็อาจจะเผาผิวลูกได้แล้ว และแดดไม่ได้ทำร้ายแค่ผิวลูกค่ะ ดวงตาก็เป็นสิ่งสำคัญ แสงจ้าที่สะท้อนเข้าดวงตาลูกจะแสบและพร่าไม่เบา ซ้ำยังเสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจกได้ด้วย
เวลาแดดไหม้ผิวลูกไม่เพียงแต่สีผิวที่เปลี่ยนไปด้วยนะคะ เซลล์และโมเลกุลที่อยู่ในผิวหนังจะถูกทำลายไปด้วย หากปล่อยให้แดดไหม้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า คอลลาเจนและเนื้อเยื่อที่อยู่ในผิวหนังจะถูกทำลาย เป็นสาเหตุของรอยเหี่ยวย่นก่อนวัยอันควรด้วย

กลยุทธสู้แดดที่แผดเผา
- ช่วงที่แดดแรงที่สุดจะอยู่ในช่วง 11.00 น. - 15.00 น. เพราะฉะนั้นให้ลูกออกไปเล่นกลางแจ้งนอกเหนือเวลาดังกล่าวจะดีกว่า
- ใช้เสื้อผ้าที่มีอยู่แล้วให้เป็นประโยชน์ หากลูกอยากจะออกไปเล่นขณะแดดค่อนข้างจัด ควรใส่เสื้อแขนยาวที่ผ้าบางสีอ่อนๆ เพื่อไม่ให้สีดูดความร้อน และ กางเกงขายาวน้ำหนักเบาใส่สบายไม่หนาจนร้อนเกินไป กันแดดปะทะผิว เวลาจะออกไปข้างนอกกับแม่ก็ควรมีหมวกปีกกว้างหรือร่มสักคัน คอยกันแดดค่ะ
- หากจะไปชายทะเลหรือท่องเที่ยวกลางแดดแรงๆ ควรทาครีมกันแดดสำหรับเด็กที่มีค่า SPF15 (Sun Protection Factor) ขึ้นไป และสามารถกันได้ทั้งรังสียูวีเอและยูวีบีด้วย ให้ลูกสวมแว่นตากันแดดสำหรับเด็กที่ช่วยปกป้องตาและหนังตาของลูกไม่ให้ได้รับแสงสะท้อนโดยตรง ลูกจะได้ไม่แสบตาหรือหยีตาเวลาเล่นนอกบ้าน

ข้อมูลมีประโยชน์ของโรคที่หลายคนไม่รู้จัก และไม่คิดว่ามีอยู่จริงๆ หรือ โรคจูบ หรือ kissing disease เป็นชื่อโรคที่ ศ.นพ. ยง ภู่วรวรรณ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้ออกมาโพสต์ให้ข้อมูลในโอกาสวันแห่งความรักหรือวันวาเลนไทน์
โรคจูบ ชื่อโรคทุกคนคงสนใจ ที่จริงก็คือ infectious mononucleosis (IM) ซึ่งเกิดจากไวรัส Ebstein Barr หรือย่อว่า EB ไวรัส ติดต่อได้ทางสัมผัส และทางน้ำลาย ส่วนใหญ่การติดเชื้อ EB ในประเทศไทย จากการศึกษา ของศูนย์เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยาคลีนิค โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จะเกิดขึ้นใน 2 ขวบปีแรก โดยไม่มีอาการของโรค หลังจากนั้นจะมีเชื้อ ซ่อนเร้นอยู่ในร่างกายแบบไม่แสดงอาการ (latent infection) แต่สำหรับในเด็กโตนั้น เมื่อได้รับเชื้อจะมีอาการรุนแรงขึ้น แม้ไม่เคยมีการติดเชื้อมาก่อน จึงเป็นสาเหตุหนึ่งของการติดเชื้อในวัยรุ่น ที่เกิดจากการจูบ โดยสัมผัสจากน้ำลาย
อาการโรคจูบ (kissing disease) ผู้ป่วยจะมีอาการไข้หลายวันถึงสัปดาห์ ต่อมน้ำเหลืองโต ม้ามโต ต่อมทอลซิลโต มีฝ้าขาว หายใจลำบาก หรือต้องหายใจทางปาก มีผื่น แต่อาการทั้งหมดนี้ จะสามารถหายได้เอง โรคนี้จึงนับเป็นอีกโรคหนึ่งที่ติดต่อได้ทางน้ำลาย

ไข่ตุ๋นบรอกโคลี เมนูไข่ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีช่วยต้านหวัดได้
บรอกโคลีเป็นผักที่อุดมไปด้วยกรดโฟลิก วิตามินบี แคลเซียม เหล็ก และมีวิตามินซีสูง ช่วยบำรุงสมอง เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง ยิ่งช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย หรือช่วงที่มีฝุ่น PM 2.5 หนาแน่น เมนูไข่ตุ๋นบรอกโคลีจะช่วยป้องกันหวัดและต้านพิษฝุ่น PM 2.5 ได้ค่ะ
ส่วนผสม
- ไข่ไก่ 2 ฟอง
- บรอกโคลีสับละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ
- แคร์รอตหั่นเต๋า 1 ช้อนโต๊ะ
- หอมหัวใหญ่หั่นเต๋า 1/2 หัว
- ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำซุป 2 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
- ตอกไข่ใส่ชาม ใส่น้ำซุปและซอสลงไป ตีให้เข้ากัน ตามด้วยบรอกโคลี แคร์รอต หอมหัวใหญ่
- ตั้งหม้อต้มน้้ำ ใช้ไฟปานกลาง เทไข่ใส่ชามกระเบื้องหรือชามที่ทนความร้อนได้แล้วใส่ลงไปตุ๋นในหม้อประมาณ 10-15 นาที เป็นอันเรียบร้อย