facebook  youtube  line

10 วิธี ส่งเสริมพัฒนาการลูกให้ได้ผล

 การเลี้ยงลูก-พัฒนาการ-สอนลูก

อยากให้ลูกเป็นเด็กดี มีภูมิคุ้มกันทางกายและใจ ทั้งยังมีพัฒนาการด้านต่างๆ อย่างโด่ดเด่น ไม่ใช่เรื่องยากที่พ่อแม่อย่างเราๆ จะทำไม่ได้ค่ะ โดยเฉพาะ 10 วิธีต่อไปนี้จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการของลูก และนำไปปรับใช้ในกิจวัตรประจำวันต่างๆ ของเขาได้ค่ะ

 

  1. สร้างเสียงหัวเราะ ทำให้ลูกรู้สึกปลอดภัย หลังกลับจากทำงาน ลองเล่าเรื่องที่ทำงานหรือเรื่องราวดีๆ ที่พ่อแม่ได้พบระหว่างวันให้ลูกฟัง เพราะการได้ยินเสียงหัวเราะของพ่อแม่จะทำให้ลูกมีความสุขไปด้วย และยังทำให้เขามีความมั่นใจ พร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ดี นอกจากนี้ บ้านที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะจะทำให้ลูกรู้สึกไว้ใจและปลอดภัยด้วย

  2. พูดคุยบ่อยๆ เสริมทักษะภาษา พูดกับลูกบ่อยๆ จะช่วยพัฒนาทักษะด้านภาษาของลูก เพราะการพูดคุยบ่อยๆ จะทำให้ลูกพยายามใช้ภาษาและมีความเข้าใจภาษามากขึ้น ที่สำคัญอย่าลืมรับฟังและเว้นช่องว่างให้ลูกได้ตอบโต้ด้วยนะคะ

  3. สบตา สร้างความสัมพันธ์ เวลาที่พูดคุยกับลูกควรย่อหรือนั่งให้สายตาอยู่ระดับเดียวกัน สบตากับลูก จะช่วยเพิ่มความสัมพันธ์และทำให้ลูกเข้าใจสิ่งที่พ่อแม่พูดมากขึ้น

  4. จัดตารางชีวิต กระตุ้นให้กระตือรือร้น ควรจัดลำดับกิจวัตรประจำวันให้เป็นตาราง เช่น เวลาตื่น เวลากินอาหาร เวลาออกไปเดินเล่น ซึ่งการจัดลำดับจะทำให้รู้ว่าลูกต้องทำอะไรก่อนหลัง ซึ่งดีต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ สิ่งสำคัญจะช่วยส่งเสริมให้ลูกมีความกระตือรือร้น และรู้จักรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองได้ดี

  5. เป็นตัวอย่างการกินอาหารที่ดี กระตุ้นให้ลูกได้กินอาหารที่หลากหลาย โดยพ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่าง ทั้งเรื่องการเลือกกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ การเก็บจาน มารยาทบนโต๊ะอาหารที่ดี การทำให้ลูกเห็นเป็นประจำจะทำให้เขาทำตามแบบที่พ่อแม่ทำ

  6. ฝึกมารยาทบนโต๊ะอาหาร สร้างความสุขบนโต๊ะอาหาร ฝึกให้ลูกอยู่บนโต๊ะอาหารให้นานขึ้น พ่อแม่ชวนลูกคุยกันอย่างมีความสุข และหาของเล่นชิ้นเล็กๆ หรือของเล่นชิ้นโปรดให้ลูกเล่น เพื่อให้เขามีความสุขและอยากกินอาหารบนโต๊ะนานขึ้น

  7. ให้ลองเข้าสังคม ทักษะทางสังคมที่เด็กวัย 3-4 ขวบพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ มาจากการให้โอกาสได้ใช้เวลากับคนอื่นบ้าง

  8. เล่นเกมได้ทุกที่ เปิดโอกาสให้ลูกได้เล่นเกมทุกที่แม้เวลาเดินซูเปอร์มาเก็ต เช่น ให้เขาลองวาดภาพอาหารให้ดู หรือมีตุ๊กตาตัวโปรดนั่งเล่นบนรถเข็น จะช่วยให้เขารู้สึกอุ่นใจมากขึ้น

  9. ให้ลูกทำงานบ้านไปด้วยกัน ในวันหยุดที่ต้องยุ่งกับการทำงานบ้านจนไม่มีเวลาดูแลลูก ลองหาไม้ขนไก่ หรือไม้กวาดอันเล็กๆ ให้เขาได้มีส่วนร่วมช่วยทำงานบ้าน ลูกจะมีความสุข และรู้สึกสนุก 

  10. เปิดเพลงให้ฟัง เวลาลูกนั่งอ่านหนังสือ หรือทำกิจกรรมต่างๆ ลองเปิดเพลงคลอเบาๆ หรือให้เขาได้ร้องตาม เป็นเพลงนิทาน หรือเพลงที่ช่วยฝึกคำศัพท์ต่างๆ จะช่วยให้ลูกได้พัฒนาทักษะด้านภาษา และยังทำให้อารมณ์ดี เป็นเด็กร่าเริมแจ่มใสอีกด้วยค่ะ 

12 กิจกรรมสร้าง EF ให้ลูกวัยซน

EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF

วัย 2-3 ปี เป็นวัยที่เริ่มเข้าโรงเรียน มีการปรับตัวหลายอย่าง เจอสภาพแวดล้อมใหม่ๆ เจอผู้คนใหม่ๆ ลูกจะรู้จักควบคุมตัวเองได้มากขึ้น รู้จักรับผิดชอบงานที่ครูมอบหมาย และรู้จักคิดยืดหยุ่นเพื่อที่จะแก้ปัญหาได้ 
พ่อแม่สร้าง Self-Monitoring ให้ลูกได้

1. เล่นดนตรีกับลูก นอกจากเป็นการฝึกสมาธิแล้ว ยังช่วยฝึกทักษะการฟัง การพูดและภาษาของลูกด้วย

พัฒนา EF...Working Memory Focus/Attention และ Shift Cognitive Flexibility

2. อ่านซ้ำๆ ทำบ่อยๆ การอ่านหนังสือนิทาน โดยเฉพาะเรื่องใกล้ตัวให้ลูกฟังบ่อยๆ จะช่วยให้ลูกเกิดการจดจำและเกิดสมาธิ เพราะเด็กๆ จะชอบมองรูปในหนังสือและตั้งใจฟังพร้อมกับสนอกสนใจเรื่องนั้นๆ

พัฒนา EF...Working Memory และ Focus/Attention

3. วาดภาพตามใจปรารถนา ให้ลูกได้จดจ้องกับผลงานการสร้างสรรค์ของตนเอง ด้วยการแปะติดผนังหรือกำแพงบ้าน เพื่อให้ลูกเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจ เกิดเป้าหมายและการจดจ่อ ซึ่งเด็กๆ อาจจะอยากวาดรูปมาติดเพิ่มอีก หรือมีการพัฒนาฝีมือการวาดให้ดีขึ้นอีก

พัฒนา EF... Working Memory Focus/Attention Planning/Organizing Initiating และ Goal-directed Persistence

4. ต่อบล็อกไม้ ได้สมาธิ และยังได้เรียนรู้เรื่องของรูปทรง สี และจำนวน เป็นการฝึกพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ด้วย

พัฒนา EF...Working Memory Focus/Attention Planning/Organizing Initiating และ Goal- directed Persistence

5. สอนให้ลูกรู้จักรอคอย เมื่อต้องต่อคิว เข้าแถว หรือทำในสิ่งที่ทำไม่ได้ทันที พ่อแม่ห้ามแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมให้ลูกเห็น เช่น การแซงคิว แต่ควรปลูกฝังความมีระเบียบ รู้จักรอคอยให้กับลูกตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อเสริมสร้างระเบียบวินัยให้ลูกไปในตัว ซึ่งจะเป็นผลดีต่อไปในอนาคตของลูก

พัฒนาEF... Working Memory Inhibit Shift Cognitive Flexibility และ Emotional Control

6. เล่นบทบาทสมมติ ให้ลูกทำท่าทางตามที่พ่อแม่บอก เช่น หนูทำท่าหมีให้แม่ดูสิคะ หรือสั่งให้เขาจับอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย กิจกรรมนี้ช่วยฝึกเรื่องไหวพริบ การแยะแยะ และเรียนรู้เรื่องกิริยา การแสดงออกในท่าทางและอารมณ์ต่างๆ และฝึกความยืดหยุ่นทางความคิด

พัฒนา EF... Working Memory Inhibit Shift Cognitive Flexibility

7. ชวนลูกทำกับข้าวนอกจากจะได้เรียนรู้คำศัพท์ ฝึกลูกให้รู้จักหน้าที่ความรับผิดชอบแล้ว การให้ลูกเข้าครัวพร้อมพ่อแม่ ให้ล้างผัก เด็ดผัก ยังเป็นการฝึกสมาธิและการจดจ่อให้กับลูก

พัฒนา EF...Working Memory Focus/Attention และ Planning/Organizing

8. นักสำรวจน้อย ชวนลูกสำรวจสิ่งต่างๆ รอบตัว เพื่อกระตุ้นความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ เพราะสิ่งต่างๆ รอบตัวเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับลูก พ่อแม่ควรเข้าใจและสนับสนุนการสำรวจของลูก ซึ่งอาจเป็นไปตามสิ่งที่เขาคิดหรือสงสัย โดยช่วยให้ลูกได้ค้นพบและสำรวจด้วยตัวเอง ซึ่งอาจไม่ใช่สิ่งที่มีเหตุผล พ่อแม่แค่เพียงตอบคำถามลูก พร้อมกับกระตุ้นให้ลูกได้คิดต่ออย่างสร้างสรรค์ ที่สำคัญต้องเป็นไปอย่างสบายๆ ไม่ใช่ออกคำสั่งกับลูก

พัฒนา EF...Working Memory Focus/Attention Initiating Inhibit และ Planning/Organizing

9. ชวนลูกแยกแยะและจับคู่สิ่งของเช่น เสื้อผ้าของเขาเอง เวลาซักและตากแห้งแล้วให้ลูกช่วยแยกเสื้อผ้าและกางเกงออกจากกัน หรือเวลาล้างจานก็ให้ลูกช่วยแยกช้อนกับส้อมออกจากกัน ถ้าลูกรู้จักสีแล้วก็ให้แยกชุดหรือสิ่งของเป็นสีๆ ไป

พัฒนา EF...Working Memory Focus/Attention

10. ซ่อนของ 2 มือ ให้แม่ถือของเล่นชิ้นเล็กๆ ไว้ในมือ แล้วกำมือให้ลูกเห็นว่ามีของเล่นในมือไหนบ้าง แล้วส่งไปมาระหว่างมือซ้ายกับมือขวา เพื่อฝึกสายตา การสังเกต และจดจ่อของลูก

พัฒนา EF... Working Memory Focus/Attention และ Shift Cognitive Flexibility

11. ให้ลูกเล่นแป้งโดว์หรือดินน้ำมัน พ่อแม่อาจปั้นผลไม้หรือขนมสีคล้ายของจริง แต่ควรปล่อยให้ลูกปั้นตามจินตนาการ อาจหลากสีหลายรูปแบบได้ เช่น แอปเปิ้ลลูกหนึ่งมีทั้งสีแดง ม่วง เขียว เป็นต้น

พัฒนา EF...Working Memory Focus/Attention Initiating และ Shift Cognitive Flexibility

12. ทำทุกวันให้เป็นกิจวัตร พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี มีความสม่ำเสมอ จัดเก็บของให้เป็นระเบียบ และเมื่อลูกทำงานสำเร็จ ก็สร้างแรงใจด้วยรางวัลเล็กๆ น้อย หรือคำชื่นชม 

พัฒนา EF...Working Memory และ Inhibit


 

5 กิจกรรม สร้างทักษะการริเริ่มและลงมือทำให้ลูก

EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF
ทักษะการริเริ่มและลงมือทำ (Initiating)  คือความสามารถในการริเริ่มและลงมือทำงานตามที่คิด มีทักษะในการริเริ่มสร้างสรรค์แนวทางในการทำสิ่งต่างๆ เมื่อคิดแล้วก็ลงมือทำให้ความคิดของตนปรากฏขึ้นจริง โดยไม่ผัดวันประกันพรุ่ง
ฝึกลูกให้เป็นเด็กรู้จักคิดริเริ่มลงมือทำด้วยกิจกรรมง่ายๆ

1. ต่อคำ คิดศัพท์ลองคิดคำศัพท์ง่ายๆ แล้วให้ลูกนึกคำที่เหมือนกับคำลงท้ายที่คุณพ่อคุณแม่พูด เช่น คำว่า นาฬิกา ลงท้ายด้วย ก.ไก่ หนูลองหาซิมีคำไหนขึ้นต้นด้วย ก.ไก่บ้าง ลูกอาจจะยังผสมคำไม่เป็น แต่ลูกจะได้เรียนรู้เสียงและคำศัพท์หรือคำที่คล้องจองกัน จากนั้นก็ลองสลับกันเล่นให้ลูกเป็นคนคิดคำขึ้นมาแล้วให้คุณพ่อคุณแม่เป็นคนทาย ช่วยฝึกการคิดริเริ่ม และทำให้สนุกมากขึ้นด้วย

2. DIY  ริเริ่มสร้างสรรค์เกมนี้สามารถสอนให้ลูกเห็นคุณค่าของสิ่งของ ปลูกฝังค่านิยมเรื่องการประหยัดอดออมได้ ที่สำคัญเป็นเกมที่ให้ลูกได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์เต็มที่ค่ะ เช่น แม่อาจหาอุปกรณ์ต่างๆ เช่น กล่อง พลาสติก ขวดที่ใช้แล้ว จากนั้นก็ชวนลูกมาประดิษฐ์สิ่งของ ให้ลูกคิดว่าอยากทำอะไร ซึ่งพ่อแม่แนะนำเขาได้ เช่น วันนี้เราทำกระปุกออมสินกันดีมั้ย หนูคิดว่าเราจะใช้อะไรดีนะ ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้ลงมือทำให้เต็มที่ ให้เขาได้สร้างสรรค์ด้วยตัวเองมากที่สุด

3.ทำงานบ้าน ลูกวัย 3-6 สามารถช่วยงานบ้านง่ายๆ ได้ หากทุกคนในบ้านทำร่วมกันได้ เปลี่ยนจากการสั่งให้เขาทำ มาเป็นเกมสนุกๆ แทน ลูกก็จะสนุกมากขึ้น เช่น ลองชวนเข้าครัว ให้ลูกเป็นคนคิดเมนูว่าอยากทำอะไร แล้วก็หาของที่มีอยู่ในตู้เย็น แม่อาจบอกว่าในตู้เย็นเรามีอะไรบ้าง เราลองมาคิดกันซิว่าจะทำอะไรได้บ้าง โดยเฉพาะลูกวัย 5- 6 ขวบ จะเริ่มมีไอเดียแล้วว่าของสิ่งนี้เอามาทำอะไรบ้าง เกมนี้ได้ทั้งออกกำลังกาย และฝึกความคิดสร้างสรรค์ไปพร้อมๆ กันค่ะ

4. ปลูกต้นไม้ด้วยตัวเองลูกจะได้เรียนรู้ทุกขั้นตอนของการปลูก เปิดโอกาสให้ลูกเลือกเมล็ดพันธุ์ ลูกจะได้รู้เรื่องคำศัพท์ ได้ลงมือปลูก รดน้ำ พรวนดิน ดูแลต้นไม้ด้วยตัวเอง ระหว่างการดูแลและรอให้ต้นไม้เติบโต พ่อแม่สามารถสอดแทรกเรื่องความอดทนรอคอย จนกระทั่งวันหนึ่งที่ต้นไม้ออกดอกออกผล ยิ่งมีผลมากินได้ด้วย ลูกจะรู้สึกภูมิใจเพราะได้ปลูกด้วยตัวเอง

5. ดนตรีและกิจกรรมเข้าจังหวะ ดนตรีและกิจกรรมเข้าจังหวะเป็นเป็นเกมที่สามารถทำร่วมกันในครอบครัวได้อย่างสนุกสนาน คุณพ่อคุณแม่ชวนลูกหาเครื่องดนตรีจากสิ่งของในบ้าน เช่น ขวดแก้ว กระป๋องนม หรือเปิดเพลงจังหวะสนุกๆ ร่วมด้วย โดยให้ลูกคิดว่าของที่เลือกมาจะมาทำให้เกิดเป็นจังหวะหรือเสียงได้อย่างไร จากนั้นให้เขาลงมือเคาะ ตี เขย่า หรือให้ลูกเป็นคนคิดท่าท่างประกอบจังหวะ นอกจากฝึกให้ลูกรู้จักจังหวะ ได้เคลื่อนไหวร่างกายพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก ผ่านการคิดเชื่อมโยงและลงมือทำด้วยตัวเอง

การได้ทำกิจกรรมง่ายๆ ร่วมกันในครอบครัว นอกจากไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ได้สายสัมพันธ์ที่แนบแน่นแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมทักษะการคิดริเริ่มและลงมือทำที่ได้ผลมากกว่าที่คิด
 
 



 

"รักวัวให้ผูก รักลูกให้เลี้ยงด้วย EF"
ขอบคุณความรู้ EF โดย สถาบัน RLG


ลูกไม่มีความอดทน, ลูกไม่รู้จัก, ฝึกให้ลูกรู้จักรอคอย, สอนลูกให้รู้จักรอคอย, ลูกรอเป็น, สอนลูกเข้าคิว, สอนลูกต่อคิว, EF, Executive Functions, ทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ, การทำงานของสมองส่วนหน้า, ทักษะสมอง EF, พัฒนา EF, ฝึก EF, EF คืออะไร, อีเอฟคืออะไร, ปรับพฤติกรรมลูก, ลูกก้าวร้าว, ลูกเอาแต่ใจ, ลูกดื้อ, ลูกไม่มีความอดทน, ลูกขี้เกียจ, ลูกความจำไม่ดี, ลูกชอบเถียง, ลูกอาละวาด, ลูกอารมณ์ร้าย, ลูกอ่อนไหว, ลูกปรับตัวไม่เป็น, ลูกปรับตัวไม่เก่ง, ลูกขี้อาย, ลูกไม่มีความยับยั้งชั่งใจ, ลูกไม่มีระเบียบ, ลูกไม่มีวินัย, Working memory, ความจำเพื่อใช้งาน, Inhibitory Control, การยั้งคิด ไตร่ตรอง, Shift, Cognitive Flexibility, การยืดหยุ่นความคิด,Focus, Attention, จดจ่อใส่ใจ, Emotional Control, การควบคุมอารมณ์, Planning,Organizing, การวางแผน, การจัดระบบดำเนินการ, Self-Monitoring, การรู้จักประเมินตนเอง,Initiating, การริเริ่มและลงมือทำ, Goal-Directed Persistence, ความพากเพียร, มุ่งสู่เป้าหมาย, เลี้ยงลูกให้เก่ง, เลี้ยงลูกให้เอาตัวรอด, เลี้ยงลูกให้ดี, เลี้ยงลูกให้ฉลาด, เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี, เลี้ยงลูกให้ดูแลตัวเองได้, เลี้ยงลูกให้มีความสุข


 

5 วิธีปลูกฝังลูกให้เป็นนักวางแผนที่ดี

EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF  

5 วิธีปลูกฝังให้ลูกเป็นนักวางแผน

การสอนให้รู้จักวางแผน จะช่วยให้ลูกพัฒนาความสามารถในการคิด การแก้ปัญหา ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ เพื่อเป็นทักษะในการจัดการชีวิตอย่างเป็นระบบได้ในอนาคต ซึ่งพ่อแม่สามารถชี้แนะ เป็นผู้ส่งเสริมให้เขาเข้าใจและฝึกฝนการวางแผนง่ายๆ ในชีวิตประจำวันได้


1. กิจวัตรประจำวันก่อนไปโรงเรียน โดยวันจันทร์-ศุกร์ให้จัดตารางสิ่งที่ลูกต้องทำให้เกิดเป็นความเคยชินและเป็นระบบระเบียบ เริ่มจากลูกต้องตื่นกี่โมง วางแผนการอาบน้ำแปรงฟัน ซึ่งสำหรับเด็กนั้นอาจไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายนัก

พ่อแม่อาจหากระดานติดไว้ในที่ที่เห็นได้ชัด เช่น ห้องนั่งเล่น เพื่อช่วยเตือนสิ่งที่ลูกต้องทำ โดยอาจให้ลูกมีส่วนร่วมในการคิดด้วย เช่น ให้เขาวาดการ์ตูน หรือหาการ์ตูนที่ชอบมาแปะตกแต่งและเขียนกิจวัตรที่ต้องทำในแต่ละวัน ก็จะช่วยสร้างแรงจูงใจในการทำตามแผนได้มากขึ้น เพราะหากมีแรงจูงใจลูกก็จะอยากเตรียมตัว อยากทำด้วยตัวเองจนเกิดความเคยชินในที่สุด

2.ทบทวนแผนก่อนนอน พูดคุยกับลูกสักครึ่งชั่วโมงก่อนนอน เช่น วันนี้หนูเรียนอะไรมาบ้าง เพื่อนที่โรงเรียนน่ารักมั้ย เพื่อเป็นการสร้างความรักความผูกพันกันก่อนนอน

ที่สำคัญอย่าลืมชวนลูกทบทวนตารางเวลาที่เราต้องทำพรุ่งนี้ เช่น 7 โมง หนูต้องแปรงฟันใช่มั้ย แล้วหลังจากนั้นต้องทำอะไรต่อนะ ลองให้เขานึกภาพตามกระดานตารางที่เขามีส่วนร่วมในการกำหนดด้วยตัวเอง สิ่งเหล่านี้ถือเป็นแผนที่เราสอดแทรกเข้าไปในกิจวัตรประจำวัน เป็นการฝึกระเบียบวินัยให้ลูกได้ และลูกเองก็รู้สึกว่าได้ใช้เวลากับพ่อคุณแม่อย่างเต็มที่ด้วยค่ะ

3.ฝึกวางแผนง่ายๆ ในครัว ชวนลูกทำขนมที่เขาชอบด้วยกัน เช่น วุ้นสีสวย ลองให้เข้าคิดเองเลยว่าอยากให้วุ้นเป็นสีอะไร มีวิธีทำอย่างไร มีส่วนประกอบอะไรบ้าง หลังจากนั้นก็มาลองดูว่าที่บ้านมีวัตถุดิบเหล่านั้นหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ชวนลูกออกไปซื้อด้วยกัน เป็นการวางแผนการจ่ายตลาด ลูกก็จะได้ฝึกจำคำทั้งศัพท์ และได้ฝึกกระบวนการคิดวางแผนว่ากว่าจะเป็นวุ้นเราต้องใช้วัตถุดิบอะไรบ้าง จะต้องมีขั้นตอนอย่างไร ที่สำคัญควรให้เขาได้ลงมือทำจริงด้วยตัวเองนะคะ

4.วางแผนการออมเงินวัยอนุบาลสามารถฝึกเรื่องการออมเงินได้ค่ะ โดยให้ลูกตั้งเป้าหมายในการออมเงินว่าจะออมเพื่ออะไร เช่น ให้ลูกเก็บเงินซื้อการ์ตูนเรื่องใหม่ด้วยตัวเอง เราก็จะได้ดูวิธีที่เขาใช้ในการเก็บเงิน ลูกอาจบอกว่าวันนี้จะไม่กินขนม ไม่ซื้อของเล่นอื่น เพื่อเป้าหมายใหญ่ หรือเป้าหมายที่ตัวเองต้องการในระยะยาว

เมื่อลูกวางแผนเสร็จแล้ว พ่อแม่จะต้องติดตามผลของการกระทำของลูกด้วยว่าเขาสามารถทำได้จริงหรือไม่ ถ้าได้ก็ให้ชมเชยตามสมควร แต่ถ้าลูกทำไม่ได้ก็อย่าเพิ่งไปตำหนิ แต่ควรให้กำลังใจเพื่อให้เขาอยากทำให้ได้จนสำเร็จ พอลูกเริ่มโตก็ลองให้โจทย์ที่ยากและท้าทายขึ้นเพื่อฝึกทักษะเชาว์ปัญญา การแก้ปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้น

5.แผนที่ดีก็ยืดหยุ่นได้หากเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ ตารางกิจวัตรประจำวันของลูกอาจยืดหยุ่นได้มากขึ้น เช่น ตื่นสายได้มากขึ้น หรือเข้านอนช้ากว่าวันที่ต้องไปโรงเรียนได้ นอกจากนี้เราอาจเพิ่มกิจกรรมการออกกำลังกาย เช่น การขี่จักรยาน หรือชวนกันออกไปข้างนอกเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศการเรียนรู้ ซึ่งแผนเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความสนใจของลูก และตามความเหมาะสมค่ะ
 


การวางแผนสามารถช่วยพัฒนาทักษะสมองของลูก

1.พัฒนาทักษะการคิดและเชื่อมโยง การวางแผนจะช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การแก้ปัญหา ฝึกความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ ที่สำคัญช่วยพัฒนาทักษะความคิดที่เป็นระบบ แยกแยะหมวดหมู่ เชื่อมโยงเหตุการณ์และการใช้เหตุผลได้ 

2.เพิ่มพูนทักษะความจำ การพูดคุยกับลูกโดยเฉพาะในช่วงก่อนนอน จะช่วยเตือนความจำระยะสั้นในแต่ละช่วงวัน ก่อนจะเก็บเป็นความทรงจำได้ในระยะยาวค่ะ ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้ลูกมีความเชื่อมั่นในตัวเอง สามารถช่วยเหลือตัวเอง และรู้สึกว่าตัวเองมีความสามารถแก้ปัญหาเหล่านั้นได้

3.ส่งเสริมระเบียบและวินัยหากลูกสามารถวางแผนได้ดี ก็จะสามารถสื่อสารผ่านคำพูดและการกระทำอย่างเป็นระเบียบแบบแผนได้ดีไปด้วย ซึ่งเป็นพื้นฐานให้ลูกสามารถแยกแยะข้อเท็จจริงที่ได้รับ และวิเคราะห์อย่างมีเหตุผลในเรื่องสำคัญต่างๆ เมื่อโตขึ้นได้

 

5 วิธีสร้าง EF ดีในบ้าน

EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF

ทักษะสมอง EF พัฒนาได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้นค่ะ และจะพัฒนาได้ดียิ่งขึ้นหากได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงที่หลากหลายอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ มีงานวิจัยจำนวนไม่น้อยชี้ว่า EF เริ่มพัฒนาขึ้นในเวลาไม่นานหลังปฏิสนธิ กลไกของการพัฒนาทักษะ EF ด้านต่างๆ ในแต่ละช่วงวัย เช่น Working Memory จะพัฒนาตอนอายุ 6 เดือน ส่วน Inhibition พัฒนาช่วงขวบปีที่สอง และจะพัฒนาได้มากขึ้นในช่วง 3-6 ปี
 

 


คุณพ่อคุณแม่ควรเน้นฝึกทักษะเหล่านี้ตั้งแต่ช่วงขวบปีแรก ผ่านการเล่น การเลี้ยงดู การจัดสิ่งแวดล้อม รวมถึงกิจกรรมต่างๆ จึงอยากชวนคุณพ่อคุณแม่มาส่งเสริมทักษะ EF ให้เจ้าตัวเล็กวัยขวบปีแรก 

5 วิธีง่ายๆ สร้าง EF ที่ได้ผล ซึ่งทำได้ทุกวันที่บ้าน

1.กินดี จุดเริ่มต้นพัฒนาการสมอง
              
การพัฒนาสมองของทารกในวันแรกของชีวิตนั้นยังไม่เสร็จสมบูรณ์ จึงต้องอาศัยสารอาหาร ร่วมไปกับการเรียนรู้ในการพัฒนาโครงสร้างและการทำงานของสมองให้เป็นไปอย่างเหมาะสม ซึ่งสารอาหารที่ครบถ้วนเหมาะสมตามช่วงวัย มีช่วยให้สมองและร่างกายของลูกได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นฐานสำคัญเพื่อต่อยอดการฝึกฝนทักษะ EF ให้มีศักยภาพมากขึ้น

กินแบบไหนสร้าง EF

ดื่มนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน และหลังอายุ 7 เดือนสามารถกินนมแม่กับอาหารเสริมตามวัยจนถึง 2 ขวบ โดยเริ่มด้วยข้าวบดทีละน้อย จากนั้นค่อยเป็นอาหารหยาบและหลากหลายขึ้น เช่น ข้าวบดหยาบ ผักบดและผลไม้บด
​
กินอาหารที่ครบถ้วน 5 หมู่ เลือกอาหารที่มีประโยชน์ต่อพัฒนาการร่างกายและพัฒนาการสมอง ทั้งโปรตีน วิตามิน ดีเอชเอ โอเมาก้า ธาตุเหล็ก แคลเซียม ไอโอดิน และแร่ธาตุต่างๆ ที่ดี ซึ่งกระบวนการพัฒนาสมองและการพัฒนาทักษะ EF ที่ดีขึ้นอยู่กับโภชนาการที่เหมาะสมด้วยค่ะ

สัมผัสและสัมพันธ์ระหว่างกินนม ให้คุณแม่อุ้มลูกแนบชิดตัว สบตา พูดคุย เห่กล่อมด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน  ลูกจะรู้สึกมั่นคงปลอดภัย ซึ่งเป็นรากฐานของการพัฒนาทักษะ EF ที่ดีเมื่อโตขึ้น

ฝึกลูกรอคอยระหว่างกินเมื่อถึงวัยอาหารเสริมให้ลูกได้ลองกลืนอาหารจากช้อน คุณพ่อคุณแม่ร่วมกินอาหารกับลูก ฝึกให้ลูกรู้จักรอคอยบ้างระหว่างการกิน เพื่อฝึกการยับยั้งชั่งใจ

หยิบอาหารด้วยตัวเอง เมื่อเข้าสู่วัย 10-12 เดือน คุณพ่อคุณแม่ใช้โอกาสนี้ฝึกลูกให้หยิบอาหารใส่ปากเอง หรือให้ดื่มน้ำจากถ้วย นอกจากช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กแล้ว ยังเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาได้รู้จักทักษะการช่วยเหลือตัวเองด้วยค่ะ   
 

2.นอนเพียงพอ เพิ่มพลังสมอง
 
ช่วงที่ลูกนอนหลับสนิทตลอดคืน คือช่วงเวลาที่สมองจะพัฒนาเต็มที่ เมื่อสมองพร้อมลูกก็สามารถต่อยอดการเรียนรู้ในทุกๆ วันได้ดียิ่งขึ้น
 

นอนแบบไหนสร้าง EF

นอนเพียงพอตามวัย ช่วงวัย 0-3 เดือนลูกควรได้นอนอย่างเพียงพอ 14-17 ชั่วโมงต่อวัน และตั้งแต่ 4 เดือน- 12 เดือน ควรเริ่มฝึกให้ลูกงดนมมื้อดึก เพื่อให้นอนตอนกลางคืนได้นานขึ้นรวมวันละ 12- 15 ชั่วโมง และนอนกลางวัน  2 ครั้งต่อวัน

จัดที่นอนของลูกให้เป็นสัดส่วน แต่ยังอยู่ในห้องเดียวกับคุณพ่อคุณแม่ได้  ห้องนอนควรมีอากาศถ่ายเทสะดวก ป้องกันการเกิดภูมิแพ้จากอากาศและฝุ่นละออง ไม่เปิดไฟให้แสงไฟสว่างเกินไป เพราะการนอนหลับสนิมตลอดคืน เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการสร้างฮอร์โมนที่ช่วยในการเจริญเติบโต (Growth Hormone)

แยกห้องนอนวัย10-12 เดือน หากคุณแม่จะแยกห้องนอนลูก ควรอยู่เป็นเพื่อนลูกในห้องนอนก่อน ชวนพูดคุย อยู่เพื่อสร้างความคุ้นเคย สร้างบรรยากาศที่อบอุ่น ให้ลูกค่อยๆ ปรับได้ในที่สุด

หลับลึก กระตุ้น EF การนอนกลางคืนเป็นช่วงที่สำคัญอย่างมากต่อการเจริญเติบโตทางสมอง เพราะร่างกายจะสร้างฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นส่วนต่างๆ ของสมองในการเรียนรู้ จดจำ เป็นรากฐานเพื่อพัฒนาและฝึกฝนทักษะ EF ต่อไป 
 

3.กอดสร้างรักและผูกพัน

ความใกล้ชิดและอ้อมกอดของแม่คือความทรงจำแรกที่บันทึกไว้ในสมองของลูกค่ะ  ทักษะ Working memory จึงเกิดขึ้นตั้งแต่วัยทารก และจะพัฒนาเป็นความผูกพัน(attachment)  ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาทักษะ EF
 

นอนแบบไหนสร้าง EF

อุ้ม-กอดสร้าง attachmentวัยนี้คุณแม่ควรหมั่นอุ้มกอด สัมผัสลูกอย่างอ่อนโยน หรือสบตาระหว่างให้นม เพราะสมองลูกจะรับรู้ข้อมูลที่คุ้นเคย จนเกิดการเรียนรู้อารมณ์ต่างๆ ผ่านความใกล้ชิดและการตอบสนองจากแม่ ซึ่งความผูกพันนี้เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาทักษะ  EF อย่างได้ผลในอนาคนต

ตอบสนองลูกไว ทำเสียงหรือทำหน้าตาให้ลูกสนใจ ตอบสนองต่อท่าทางที่แสดงถึงความต้องการของลูก จะช่วยให้เด็กมีฐาน ความมั่นคงในจิตใจ ในการจะก้าวต่อไป สู่การพัฒนา EF ในระดับสูงขึ้นไป 

สังเกตพฤติกกรรมลูก คอยสังเกตพฤติกกรรมที่สัมพันธ์กับพัฒนาการของทักษะสมอง EF เช่น ลูกมีการหยุดคิดและตอบสนองหน้าตาหรือน้ำเสียงแม่  เริ่มมองดูผู้คนที่รู้จัก ไม่สนใจสิ่งที่ทำให้เสียสมาธิ  


4.เล่น = เรียนรู้

การเล่นคือการสร้าง EF ให้เด็กที่ได้ผลดี โดยผ่านกระบวนการเล่นแบบมีอุปกรณ์และไม่มีอุปกรณ์ โดยเฉพาะวัยขวบปีแรก ไม่ต้องพึ่งของเล่นราคาแสนแพง แค่ได้เล่นกับพ่อและแม่ ทักษะ EF ก็เกิดตั้งแต่เริ่มเล่นแล้วค่ะ
 

เล่นแบบไหนสร้าง EF

ใช้ใบหน้าเล่นกับลูก พูดคุยหยอกล้อและเล่นกับลูก ให้มองตามหน้าพ่อแม่ หรือเคลื่อนของเล่นสีสดใสไปมา กระตุ้นการใช้สายตา รู้จักแยกแยะสี  สามารถจดจำใบหน้าและเสียงของพ่อแม่ได้

ให้ลูกได้เล่นคนเดียวบ้าง ให้ลูกพลิกตัวคว่ำ-หงาย ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย หรือใช้ของเล่นชิ้นใหญ่ ล่อให้ลูกขยับคว้า ให้ได้ใช้มือคว้า หยิบจับ และปล่อยของเล่น

ฝึกเล่นแก้ปัญหา ฝึกให้ลูกเล่นนิ้วมือ เช่น จับปูดำ แมงมุมลาย

ให้ลูกมีโอกาสเลือกเล่นเองจัดวางของเล่นให้เป็นหมวดหมู่ เพื่อให้ลูกได้ฝึกหยิบและฝึกการเก็บของเล่นเอง
 

5.เล่าสนุก กระตุก EF

การเล่านิทานหรือร้องเพลงกับเด็กๆ เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ช่วยพัฒนาอารมณ์ จิตใจให้ร่าเริง มีสมาธิ ซึ่งถือเป็นหนึ่งกิจกรรมที่ดีในการพัฒนา EF ที่ได้ผล 

เล่าแบบไหนสร้าง EF

ใช้เสียงสูงเสียงต่ำ วัย 0-3 เดือน ยิ้มสื่อสาร พูดคุย ท่องโคลง กลอน เล่าหรืออ่าน นิทานกับลูกโดย พูดคุยช้าๆ ชัดๆ ใช้เสียงสูงเสียงต่ำ มีจังหวะหยุดให้ลูก ยิ้มหรือส่งเสียงตอบ 

ชวนเล่าชวนคุยถึงสิ่งรอบตัวเพื่อให้รู้จักคำศัพท์จากสิ่งรอบตัว และให้รู้จักคำศัพท์ที่แสดงความต้องการของตนเอง เพราะช่วง 4-12 เดือน เป็นช่วงที่สมองเด็กสามารถเรียนรู้ได้ หลายภาษา รวมถึงภาษาถิ่นด้วย 

เล่านิทาน สร้าง EF การอ่านช่วยกระตุ้นพัฒนาการด้านภาษา ฝึกการได้ยิน ลูกจะได้รู้จักภาษาและจดจำคำศัพท์ใหม่ๆ ขณะที่อ่านหนังสือให้ลูกฟัง ให้ลูกนั่งบนตัก จับมือลูกชี้ไปตามรูปภาพ ฝึกความเชื่อมโยงรูปภาพกับวิธีเล่า รวมถึงน้ำเสียงและท่าทีมีส่วนทำให้ลูกมีสมาธิจดจ่อกับเสียงกับเรื่องราวในนิทานที่แม่กำลังเล่า

ร้องเพลง ร้องเพลงเป็นวิธีหนึ่งค่ะที่คล้ายการเล่านิทาน แต่จะสนุกและทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้น ด้วยจังหวะของทำนองเพลง เสียงสูงเสียงต่ำของแม่ ส่งเสริมเรื่องคำศัพท์จากคำคล้องจองในเนื้อเพลง ช่วยให้จดจำเพลงได้ง่าย        
         
กระบวนการสร้าง EF จำเป็นต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่เด็กยังเล็กๆ ซึ่งในช่วงแรกบทบาทของพ่อแม่จึงสำคัญที่สุดที่จะดูแลให้ลูกรู้สึกปลอดภัย ไว้วางใจ และมั่นคงทางจิตใจ รวมถึงได้รับโภชนาการที่ดี ได้นอนอย่างเพียงพอและได้เล่นสนุกตามวัย เมื่อพัฒนาทักษะ EF อย่างต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้ลูกได้เล่นและสร้างประสบการณ์ที่ท้าทายมากขึ้น จากประสบการณ์ก็จะกลายเป็นนิสัย เป็นบุคลิก สามารถคิดเป็น แก้ปัญหาเป็น อยู่รวมกับคนอื่นเป็น ตลอดจนสามารถนำพาชีวิตให้บรรลุตามเป้าหมายได้สำเร็จ

  

5 วิธีสอนลูกให้เป็นเด็กน่ารัก เมื่อออกนอกบ้าน

 อบรม, อบรมพฤติกรรม, อบรมพฤติกรรมลูก, มารยาท, มารยาทสังคม, การเลี้ยงลูก

ลูกเราไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน.. คุณพ่อคุณแม่น่าจะคุ้นหูกับประโยคนี้กันมาบ้าง เพราะในหลาย ๆ ครั้งที่เราต้องออกไปใช้บริการในพื้นที่สาธารณะ เราก็อาจพบเจอทั้งคนแซงคิว ไม่รักษามารยาท หรือพูดจาเสียงดังโวยวาย

ถ้าไม่อยากให้เจ้าตัวเล็กของเรามีพฤติกรรมไม่น่ารัก พ่อแม่ควรเตรียมการก่อนพาลูกน้อยออกจากบ้าน ด้วย 5 วิธีสอนลูกให้เป็นเด็กน่ารัก เมื่อออกนอกบ้าน​มาฝากกันค่ะ 

5 วิธีสอนลูกให้เป็นเด็กน่ารัก เมื่อออกนอกบ้าน

1.หนูน้อยพูดเพราะ พ่อแม่ต้องเป็นต้นแบบที่ดี ฝึกให้ลูกพูดมีหางเสียง ครับ/ค่ะ ขอโทษและขอบคุณเสมอ

2.หนูน้อยไหว้สวย สอนลูกยกมือไหว้กล่าวคำว่า สวัสดีครับ/ค่ะ เวลาที่เจอญาติผู้ใหญ่หรือคนรู้จัก และเมื่อลูกยกมือไหว้ผู้อื่น ให้พูดชมเชย จะทำให้หนูน้อยรู้สึกภูมิใจ

3.หนูน้อยเจ้าระเบียบ เมื่อออกนอกบ้าน ต้องสอนให้เข้าคิว เช่น พาไปต่อแถวซื้อตั๋วเข้าสวนสัตว์ ซื้ออาหาร เป็นต้น และทิ้งขยะเป็นที่เป็นทาง จะทำให้เขาเรียนรู้เรื่องระเบียบวินัยของสังคม และการเคารพสิทธิ์ของผู้อื่น

4.หนูน้อยมีน้ำใจ คุณแม่สอนได้ง่ายๆ ด้วยการให้ลูกแบ่งขนมหรือของเล่นกับคุณแม่ก่อน จากนั้นค่อยๆ สอนให้แบ่งกับเพื่อน ซึ่งจะช่วยให้ลูกรู้จักแบ่งปัน และการช่วยเหลือผู้อื่น

5.หนูน้อยเข้าใจผู้อื่น สอนลูกจากเรื่องใกล้ตัว เช่น เวลาหนูโดนเพื่อนตี หนูจะเจ็บและไม่อยากเล่นกับเพื่อนคนนั้น ถ้าหนูไปตีเพื่อน เพื่อนก็จะเจ็บไม่อยากเล่นกับหนูเช่นกัน เป็นต้น 

อยากให้ลูกน่ารัก ต้องเริ่มจากพ่อแม่ที่เป็นคนสอนเขานะคะ.. เด็กน่ารัก ใครๆก็อยากชื่นชม ชื่นชอบค่ะ หากเป็นลูกของเราแล้ว ยิ่งทำให้คนเป็นพ่อแม่ภูมิใจมากที่สุด

 

5 เรื่องควรทำ เมื่อต้องพาเด็กซนสมาธิสั้นไปเที่ยว

เด็กสมาธิสั้น-ลูกสมาธิสั้น

การเรียนรู้ของเด็กไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเล่นกับคุณพ่อคุณแม่และพี่น้องที่บ้าน หรือการไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนเท่านั้น หากแต่ยังเกิดขึ้นได้ในวันที่คุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยไปเที่ยวนอกบ้าน

ในวันนี้หมอจะมาแนะนำเกี่ยวกับการเตรียมตัวก่อนพาเจ้าตัวเล็กออกไปเที่ยวนอกบ้าน โดยจะเน้นที่เด็กที่เป็นโรคซนสมาธิสั้นก่อนว่า มีอะไรที่ต้องระวัง และจะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง อย่างไรก็ดีคำแนะนำของหมอเป็นเพียงแนวทางในภาพรวมนะครับ หมายความว่า คุณพ่อคุณแม่ต้องนำไปพิจารณาปรับใช้ให้เหมาะกับลูกของท่านด้วย เพราะเด็กแต่ละคนมีความพิเศษที่ไม่เหมือนกันครับ ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงอาจจะมีความแตกต่างกันบ้าง ส่วนท่านที่บุตรหลานไม่ได้เป็นโรคอะไรก็สามารถอ่านได้ครับ เพราะคำแนะนำเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ลูกของท่านควรทราบด้วยเช่นกันครับ

5 เรื่องควรทำ เมื่อต้องพาเด็กซนสมาธิสั้นไปเที่ยว
  1. ระวังการพลัดหลง เป็นเรื่องที่ต้องระวังมาก ๆ ในเด็กที่เป็นโรคซนสมาธิสั้น เพราะการไปเที่ยวนอกบ้านที่เต็มไปด้วยของน่าตื่นตาตื่นใจ จะดึงดูดความสนใจเด็กที่เป็นโรคซนสมาธิสั้นได้มาก ซึ่งบ่อยครั้งเมื่อเด็กเห็นของเล่นหรือสิ่งที่ดูน่าสนใจ ก็จะวิ่งออกไปเลย เพราะตัวเองก็ไม่นิ่งอยู่แล้ว ทำให้เด็กเสี่ยงต่อการพลัดหลง คุณพ่อคุณแม่จึงควรจะต้องมีการเตรียมความพร้อมกับเด็กก่อน ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดข้อตกลงล่วงหน้าว่า ถ้าจะไปไหนต้องบอกพ่อแม่ทุกครั้ง หรือต้องให้พ่อแม่ไปด้วย

    ถ้าเด็กไม่ทำตามข้อตกลงก็ต้องมีการลงโทษ เช่น ลดเวลาเที่ยวลง เป็นต้น รวมไปถึงการป้องกันการพลัดหลงโดยการใส่รายละเอียดสำหรับติดต่อไว้กับตัวเด็กให้เห็นง่าย ๆ หรือ การกำหนดจุดนัดพบในกรณีที่มีการพลัดหลงด้วย นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่ควรจดรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับสถานที่นั้น ๆ โดยเฉพาะเบอร์โทรติดต่อหน่วยรักษาความปลอดภัยและหน่วยประชาสัมพันธ์เอาไว้สำหรับติดต่อในกรณีฉุกเฉินด้วยครับ


  2. สอนเรื่องการรอคิว การไปเที่ยวตามสวนสนุกนั้น สิ่งหนึ่งที่ต้องเจอเสมอ ๆ ก็คือการเข้าคิวเพื่อรอเล่นเครื่องเล่น ยิ่งเครื่องเล่นที่ได้รับความนิยมมากก็ยิ่งต้องรอคิวนาน คุณพ่อคุณแม่คงต้องมีการเตรียมความพร้อมกับเจ้าจอมซนกันเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นการบอกให้ตัวเด็กทราบว่า เครื่องเล่นบางอย่างอาจจะต้องรอคิว หรือการหากิจกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในระหว่างรอคิว เพื่อไม่ให้เด็กรู้สึกเบื่อหรือหงุดหงิดมากเกินไป รวมถึงการวางแผนล่วงหน้าในการเลือกกิจกรรมหรือเครื่องเล่นก่อนไปเที่ยว เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสเล่นหรือเข้าร่วมกิจกรรมก่อน ส่วนเครื่องเล่นหรือกิจกรรมที่ต้องรอคิวนานก็จัดไว้ทีหลัง เป็นต้น

  3. ระวังของหาย โดยธรรมชาติของเด็กที่เป็นโรคซนสมาธิสั้นก็มักจะลืมข้าวของไว้ที่โรงเรียนบ่อย ๆ อยู่แล้ว ยิ่งเวลาพาไปเที่ยวก็ยิ่งมีโอกาสที่จะลืมของได้มาก คุณพ่อคุณแม่จึงควรตรวจสอบสิ่งของลูกอยู่เรื่อย ๆ และหลีกเลี่ยงการให้เด็กเก็บของมีค่าไว้กับตัวครับ

  4. ระวังเรื่องการทะเลาะเบาะแว้ง เพราะความหุนหันพลันแล่นเป็นหนึ่งในอาการของโรคซนสมาธิสั้น ทำให้เด็กที่เป็นโรคนี้มักจะใจร้อน จึงมีโอกาสเกิดเรื่องกระทบกระทั่งกับเด็กคนอื่น ๆ ในระหว่างการเล่นด้วยกันได้ จึงควรหมั่นสังเกตพฤติกรรมของลูกระหว่างเล่นกับคนอื่น ๆ ถ้าเริ่มมีปัญหาก็ควรจะพาเขาออกจากสถานการณ์ตรงนั้นก่อน แล้วค่อยพิจารณาว่าใครถูกใครผิดอีกทีครับ แต่หมอก็ยังแนะนำให้เด็กเล่นกับเพื่อน ๆ วัยเดียวกันนะครับ เพราะเด็กควรจะต้องได้เรียนรู้ผ่านปัญหาที่เกิดขึ้นในการทำกิจกรรมร่วมกับคนอื่นครับ

  5. สอนให้ระวังคนแปลกหน้า แม้ว่าจะเป็นโรคซนสมาธิสั้น แต่เด็กก็คือเด็ก การสอนให้เด็กระวังคนแปลกหน้าที่เข้ามาตีสนิท การไม่กินของจากคนที่ไม่รู้จัก การไม่ไปไหนกับคนแปลกหน้า รวมไปถึงการสอนให้เด็กรู้จักการร้องขอความช่วยเหลือ จึงเป็นสิ่งที่ควรจะสอนลูก ๆ เสมอนะครับ

การพาเด็กออกไปเผชิญโลกกว้าง นอกเหนือการไปโรงเรียนเป็นสิ่งที่ดี เพราะประสบการณ์ที่ได้ตัวเด็กได้เรียนรู้ระหว่างการไปเที่ยว จะช่วยในการพัฒนาตัวของเขาเอง เพียงแต่เด็กที่เป็นโรคซนสมาธิสั้น ก็จะมีข้อควรระวังเป็นพิเศษอีกนิดหน่อย เพื่อให้ประสบการณ์การไปเที่ยวของเจ้าตัวน้อยเต็มไปด้วยความสุข และเป็นความทรงจำที่ดีของตัวเขาและครอบครัวตลอดไปครับ


ผศ.นพ.วรสิทธิ์ ศิริพรพาณิชย์
กุมารแพทย์ด้านโรคสมอง 

 

6 ท่าทางภาษาบอกรักของทารก พ่อแม่ตอบสนองช่วยสร้าง Family Attachment ได้จริง

ภาษาของทารก, วิธีสื่อสารของทารก, ทารกแสดงความรัก, การแสดงความรักของทารก, ทารก บอกรักยังไง, ท่าทาง ทารก, ทารก ภาษาท่าทาง, วิธีบอกรักของทารก, ภาษาของเด็กทารก, พัฒนาการเด็กทารก, Family Attachment, ทารก บอกรักได้ไหม, วิธีบอกรักของทารก, วิธีคุยกับพ่อแม่ ของ ทารก, ทารก คุยกับพ่อแม่ยังไง

รู้ไหมคะว่าลูกทารกสามารถบอกรักพ่อแม่ผ่านภาษาทารก ภาษาท่าทาง มาเช็กกันหน่อยว่าภาษาทารกแบบไหนที่แปลว่า "หนูรักพ่อแม่"

6 ท่าทางภาษาบอกรักของทารก พ่อแม่ตอบสนองช่วยสร้าง Family Attachment ได้จริง

บอก 'รัก'  ฉบับลูกวัยเบบี๋

  1. ลูกสบตา - พ่อแม่สบตาลูกกลับ  เจ้าตัวน้อยมองเห็นได้ไม่ชัดนัก แต่เขาก็พยายามมองตาและใบหน้าของคุณพ่อคุณแม่ เพื่อจดจำอยู่นั่นเอง ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรสบตาลูกกลับ ยิ้ม และพูดคุยกับลูกน้อย เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์กันมากยิ่งขึ้น

  2. ส่งยิ้มหวาน ๆ - พ่อแม่ยิ้มกลับ เวลาใดที่เจ้าตัวน้อยส่งยิ้มหวาน ๆ มาให้เวลาที่ได้เจอคุณพ่อคุณแม่ แสดงว่าเขากำลังมีความสุขที่ได้เจอ และบอกรักคุณอยู่นะคะ ดังนั้นถือโอกาสนี้ส่งยิ้มหวาน ๆ กลับให้เจ้าตัวน้อย พร้อมกับพูดคุย เพื่อแสดงความรักความอบอุ่นให้ลูก
  3. หัวเราะ - พ่อแม่ยิ้มแย้ม พูดคุยกับเจ้าตัวน้อย เวลาเรามีความสุข เราก็มักจะยิ้ม และหัวเราะขึ้นมา ทารกก็ไม่ต่างกันค่ะ เวลาเจ้าตัวเล็กมีความสุข เค้าก็จะหัวเราะ ยิ่งถ้าเป็นเวลาที่ได้อยู่กับพ่อแม่ มองหน้าพ่อแม่ใกล้ ๆ แล้วลูกหัวเราะล่ะก็ แสดงว่าเขามีความสุข และบอกรักพ่อแม่มาก ๆ ค่ะ ดังนั้นพ่อแม่ต้องยิ้มแย้ม หัวเราะไปกับลูก พร้อมชวนเจ้าตัวเล็กพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ช่วยเรื่องพัฒนาการด้านการพูดให้ลูกค่ะ

  4. ส่งเสียงอ้อแอ้ - พ่อแม่พูดคุยกับลูก สร้างพัฒนาการด้านการพูดและการฟังที่ดี  ทำเสียงโต้ตอบและยิ้มโต้ตอบกับลูก จะช่วยพัฒนาการด้านภาษา และช่วยให้ลูกมีความมั่นใจในตัวเองเพราะรู้ว่าพ่อแม่รู้สึกสนุกเวลาเล่นกับเค้า เป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับเจ้าตัวน้อยอีกด้วย

  5. ยื่นมือสัมผัสหน้า - จับมือลูกมาแตะหน้า เล่นกับมือลูก จะช่วยสร้างพัฒนาการได้ พ่อแม่เคยสังเกตไหมคะ ทำไมเวลาที่พ่อแม่เอาหน้าไปใกล้ ๆ เจ้าตัวน้อย จะชอบนำมือมาจับสัมผัสกับใบหน้า แสดงว่าเขากำลังบอกรักคุณนั่นเอง ที่สำคัญพ่อแม่อย่าลืมนำมือของลูกมาแตะหน้าตัวเองนะคะ เล่นกับมือลูก สัมผัสกับมือลูกเบา ๆ ให้ลูกได้รับไออุ่น จะช่วยพัฒนาการกล้ามเนื้อมือให้ลูกด้วยค่ะ

  6. ร้องให้อุ้ม - พ่อแม่อุ้มลูก และกอดเพื่อสร้างความสัมพันธ์ การวิจัยพบว่าเด็กที่ถูกอุ้มเยอะ ๆ ใน 3 เดือนแรกซึ่งเป็นช่วงที่ลูกต้องการมากที่สุด เมื่อโตขึ้นมาจะเป็นเด็กที่อารมณ์ดีมีความสุข มีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ดี และเป็นเด็กที่ปรับตัวได้เก่งค่ะ เวลาที่ลูกยื่นมือ หรือร้องให้ให้แม่อุ้ม แม่อุ้มเจ้าตัวน้อยเถอะค่ะ นอกจากการสร้างความรักความใกล้ชิดแล้ว ยังแสดงให้เห็นว่าลูกรักและต้องการพ่อแม่มากแค่ไหนอีกด้วยค่ะ

 

6 วิธีกระตุ้นพัฒนาการสมองลูกเล็ก สมองเด็กเรียนรู้ง่ายกระตุ้นได้ทุกวัน

พัฒนาการสมองเด็ก, สมองเด็ก, กระตุ้นสมองเด็ก, กระตุ้นการเรียนรู้, สมองเด็กเป็นยังไง, วิธีพัฒนา สมองเด็ก, กระตุ้นพัฒนาการ, เด็กฉลาด, กระตุ้นสมองเด็กยังไง, นิทานกระตุ้นพัฒนาการสมอง

พัฒนาการสมองเด็กสามารถกระตุ้นให้ทำงานอย่างเต็มที่ตั้งแต่แรกเกิด นี่คือ 6 วิธีง่าย ๆ ที่พ่อแแม่ช่วยกระตุ้นสมองเด็กได้แบบทำเองได้ทุกวันค่ะ 

6 วิธีกระตุ้นพัฒนาการสมองลูกเล็ก สมองเด็กเรียนรู้ง่ายกระตุ้นได้ทุกวัน

  1.  กระตุ้นสมองเด็กด้วยการคุยกับลูก
    ยิ่งคุยกับลูกน้อยมากเท่าไหร่ ลูกก็จะยิ่งพัฒนาและเรียนรู้เรื่องคำมากขึ้น ที่สำคัญขณะพูดคุยควรแสดงสิ่งของนั้น ๆ ให้ลูกเห็นด้วย จะทำให้ลูกเข้าใจมากขึ้นและเร็วขึ้น เพราะลูกวัยนี้ยังคิดในเชิงรูปธรรมเป็นหลัก

  2. กระตุ้นสมองเด็กด้วยการอ่านหนังสือนิทานด้วยกัน
    การอ่านหนังสือให้ลูกฟังพร้อมกับดูภาพในหนังสือนั้นไปด้วยจะช่วยพัฒนาความสัมพันธ์และอามรมณ์ความรู้สึกของคุณกับลูกให้มั่นคง ทั้งยังช่วยให้ลูกได้เรียนรู้ไปด้วย ลูกจะเรียนรู้และรู้จักจับเรื่องราวที่คุณอ่านให้ฟังได้ โดยเฉพาะเรื่องของคำศัพท์ การออกเสียงคำ การอ่านจากซ้ายไปขวา เป็นต้น นอกจากนี้ภาพในหนังสือยังช่วยให้ลูกได้เห็นได้รู้จักกับสิ่งต่างๆ ที่ลูกไม่เคยเห็นนอกเหนือจากสิ่งที่อยู่รอบตัว

  3. กระตุ้นสมองเด็กด้วยการใช้นิ้วมือทำให้เข้าใจดีขึ้น
    การใช้สัญลักษณ์เพื่อช่วยสื่อสารกับลูก ก่อนที่ลูกจะพูดโต้ตอบได้ เป็นสิ่งสำคัญค่ะ ซึ่งคุณสามารถใช้มือ นิ้วมือเป็นตัวช่วยได้ มีผลการวิจัยที่ชี้ชัดว่าสัญลักษณ์ทางภาษาส่งผลดีต่อไอคิวและพัฒนาการทางภาษาของเบบี้ โดยเขามีการศึกษาวิจัยในเด็กเบบี้จำนวนหนึ่งซึ่งเรียนเกี่ยวกับสัญลักษณ์มือ 20 สัญลักษณ์ พบว่าเด็กกลุ่มนี้สามารถพูดได้เร็วขึ้น และไอคิวก็สูงกว่าเด็กในวัยเดียวกันที่ไม่ได้เรียนเกี่ยวกับสัญลักษณ์ค่ะ

  4. กระตุ้นสมองเด็กด้วยนมแม่
    มีผลการวิจัยบอกว่าเด็กในขวบแรกที่ได้รับนมแม่ตลอด จะมีไอคิวสูงกว่าเด็กที่ไม่ได้รับนมแม่ อย่างไรก็ตามผลคะแนนที่ได้นี้สูงกว่ากันเพียงเล็กน้อยค่ะ

  5. กระตุ้นสมองเด็กในเวลาที่เหมาะสม
    เบบี้ต้องการการตอบสนองอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเรื่องจริงค่ะ แต่กระนั้นก็ต้องการเวลาที่จะเรียนรู้หรือพัฒนาด้วยตัวเองด้วย เช่น ลูกต้องการเวลาที่จะเล่นของเล่นเอง ต้องการเวลาส่วนตัวที่จะคลานไปโน่นมานี่เอง เป็นต้น เพาะฉะนั้นเวลาตลอด 24 ชั่วโมงของลูก พ่อแม่ต้องจึงต้องสังเกตและรู้จักตอบสนองลูกให้ถูกจังหวะที่ลูกต้องการ และรู้จักปล่อยจังหวะให้ลูกได้มีเวลาของตนเอง เล่น หรือทำอะไรเองด้วย

  6. ใกระตุ้นสมองเด็กด้วยการห้ความอุ่นใจ ปลอดภัย
    เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกน้อยรู้ว่าทุกความต้องการของเขาจะได้รับการตอบสนองด้วยความรักที่มั่นคงจากพ่อแม่เสมอ แรงขับเคลื่อนในการพัฒนาและเรียนรู้โลกกว้างของลูกก็จะเปี่ยมพลังมากขึ้น และวิธีที่จะทำให้ลูกรู้สึกดังกล่าวได้ คืออ้อมกอดอบอุ่นและสายตาของพ่อแม่ที่มองสบตาลูกทุกครั้ง

ส่วนเรื่องที่จะช่วยให้ลูกพัฒนาภาษาและกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้มากขึ้นนั้น คือการได้พบปะผู้คน ได้เรียนรู้ที่จะพูดเพื่อสื่อสารกับคนอื่นๆ ถึงความรู้สึกของตน ความต้องการของตนที่อยากให้คนอื่นได้รู้และเข้าใจ ซึ่งเท่ากับช่วยพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ของลูกนั่นเอง

6 วิธีสร้าง EF ให้ลูกวัยเบบี๋

EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF

วัย 0-1 ปี เป็นวัยที่ต้องได้รับการตอบสนองทันที เมื่อได้รับการตอบสนองที่ดี ลูกจะมีอารมณ์มั่นคง เมื่อก้าวเข้าสู่วัย 1 ปี ก็จะเริ่มพัฒนาความสามารถเรื่องการตั้งเป้าหมาย พัฒนาความคิดได้ดี มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่ทำ และพัฒนาการใช้ภาษาได้ดีขึ้น ซึ่งการใช้คำพูด จะเป็นพื้นฐานให้เด็กๆ ได้คิดและฝึกการวางแผนที่ดีด้วย
กิจกรรมกระตุ้นทักษะ EF

1. ทำเสียงอ้อแอ้ลูกน้อยวัย 4 เดือน เริ่มส่งเสียงอ้อแอ้ ให้แม่ส่งเสียงโต้ตอบ พูดคุยกับลูก โดยทำเสียงแปลกๆ ให้ลูกสนใจฟัง และหันตามเสียงนั้น

พัฒนา EF: Working Memory ...การสนทนาโต้ตอบไปมา จะช่วยให้สมองสร้างเซลล์ประสาทเชื่อมต่อกันมากขึ้น เป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ภาษาและการสื่อสารได้ดี

2. ขยับแข่งขยับขา พาเต้นรำ แม้ลูกจะยังพูดหรือเดินไม่ได้ ลองเปิดเพลงเบาๆ แล้วอุ้มลูกเต้นรำหมุนตัวไปมา หรือจับแขนลูกยกไปมาตามจังหวะเพลง จะช่วยให้ร่างกายลูกได้เคลื่อนไหว ได้บริหารกล้ามเนื้อไปด้วย

พัฒนา EF: Working Memory และ Focus/Attention...การที่ลูกได้เคลื่อนไหวร่างกาย มีความสนใจเสียง และจังหวะดนตรี จะเป็นพื้นฐานการฟังเสียง และส่งเสริมทักษะการอ่านในอนาคตได้ดี

3. จ๊ะเอ๋ ของอยู่นี่ลูกวัย 6-7 เดือน เริ่มนั่งและคืบคลานได้ ให้ลูกได้คว้าจับสิ่งของหรือของเล่นชิ้นโปรดด้วยตัวเอง หรือเล่นซ่อนของ โดยเอาของเล่น หรือใช้มือแม่ซ่อนใต้ผ้าห่ม ให้ลูกลองหา เมื่อลูกเจอก็พูดว่า “จ๊ะเอ๋” ลูกจะรู้สึกแปลกใจ และสนุก
           
พัฒนา EF:Working Memory และ Shift Cognitive Flexibility...การนำของไปซ่อน และหาเจอจะทำให้ลูกได้เรียนรู้ถึงการมีสิ่งของนั้น รับรู้ว่าสิ่งของนั้นมีอยู่จริง เป็นการพัฒนาความจำของ

4. พูดคุยถึงสภาพอากาศ ก่อนนอนชวนลูกพูดคุยถึงสภาพอากาศในวันนี้ และเรื่องราวต่างๆ ที่พ่อแม่เจอมาให้ลูกฟัง เช่น วันนี้ฝนตก อากาศเย็น แม่จะห่มผ้าให้นะจ๊ะ มีการสื่อสารโต้ตอบกัน ลูกจะสนใจฟังเสียงแม่ 

พัฒนา EF: Working Memory...การเล่าเรื่องราวต่างๆ ของแม่ จะทำให้ลูกเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ พัฒนาทักษะการสื่อสาร และช่วยให้สมองมีการจดจำที่ดีมากขึ้น

5. ต้องตอบสนองความต้องการของลูกได้ แม่ควรเตรียมของใช้ทุกอย่างของลูกให้พร้อม เวลาที่ลูกมองตาม หรือส่งเสียงร้องไห้ ต้องเข้าไปตอบสนองความต้องการ และสังเกตว่าลูกต้องการอะไร หรือคอยส่งเสียงเรียกอยู่ตลอด เพื่อให้ลูกรู้ว่าแม่ไม่ได้ไปไหน อยู่ใกล้ๆ นี่เอง

พัฒนา EF:Emotional Control...การตอบสนองความต้องการของลูก จะช่วยให้ลูกมีอารมณ์มั่นคง มั่นใจ อารมณ์ดี รู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดี รู้จักยั้งคิดและไตร่ตรองสิ่งต่างๆ ก่อนลงมือทำได้

6. ทำเสียงตลก ขบขัน ขณะที่เปลี่ยนผ้าอ้อม เปลี่ยนเสื้อให้ลูก หวีผม เช็ดตัว อาบน้ำ ขณะที่ทำนั้นลองทำเสียงตลกๆ หรือทำเสียงแปลก ให้ลูกได้ยิ้มและหัวเราะ โดยองหน้าและพูดคุยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนไปด้วย

พัฒนา EF:Working Memory...การพูดคุย และมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกันนั้น จะกระตุ้นให้เซลล์ประสาททำงานได้ดี พัฒนาความจำ และทักษะด้านภาษาได้ดี

กิจกรรมของลูกวัย 0-1 ปีนี้ จะกระตุ้นทักษะด้าน Working Memory ได้ดี ซึ่งเป็นพื้นฐานในการพัฒนา EF ด้านอื่นๆ ได้ดีต่อไปค่ะ 
 
 

8 ทักษะฝึก Working Memory ให้ลูกวัยอนุบาล

EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF

Working memory คือความจำที่นำมาใช้งาน หรือ ความสามารถในการเก็บประมวล และดึงข้อมูลที่เก็บในคลังสมองออกมาใช้ตามสถานการณ์ที่ต้องการ เช่น การทำอาหาร การคิดเลขในใจ การเขียนหนังสือ อ่านหนังสือ ฯลฯ 


ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถฝึก Working Memory ให้ลูกได้ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้ค่ะ 

1. ทำอาหารร่วมกัน
สอนให้ลูกรู้จักวัตถุดิบต่าง เนื้อสัตว์ ผักผลไม้ เครื่องปรุงต่างๆ พาลูกไปจ่ายตลาดเพื่อให้เห็นของที่หลากหลายและแยกเป็นหมวดหมู่ และรู้จักรอคอย เช่นรอจ่ายเงินหรือรอให้พ่อแม่ซื้อของให้เสร็จ จากนั้นคือขั้นตอนของการทำอาหาร ที่ลูกจะได้เห็นแต่ละขั้นตอน ทำอะไรก่อนหลัง และอดใจรอเมื่ออาหารเสร็จแล้ว

2. พาลูกไปเจอสัตว์เป็นๆ และอยู่กับธรรมชาติ
เด็กๆ มักจำสิ่งที่เป็นของจริงได้มากกว่าเห็นแค่รูปภาพหรือภาพในทีวี การให้เด็กได้สัมผัสประสบการณ์จริง จะทำให้เขาจำเรื่องเล็กน้อยๆ ลักษณะพิเศษของสิ่งๆ นั้นได้มากกว่า ทั้งจำได้ถึงประสบการณ์ร่วมของตัวเอง พ่อแม่ และสิ่งที่พบเจอได้ด้วย

3. เบี่ยงเบนความสนใจเวลาที่ลูกอารมณ์ไม่ดี
เช่น ขณะแม่ขับรถอยู่ และลูกนั่งในคาร์ซีท หากลูกอารมณ์ไม่ดีร้องไห้งอแงจะออกจากคาร์ซีท พ่อแม่อาจชี้ชวนให้ลูกดูสิ่งต่างๆ รอบตัว ให้นับ 1 – 10 ให้นับเสาไฟ ให้นับนกที่บินผ่าน หรือแม้แต่บอกสีรถคันที่ขับผ่านมา จะช่วยให้ลูกเกิดความยับยั้งชั่งใจ ทั้งช่วยตอกย้ำความจำในเรื่องต่างๆ ได้ด้วย

4. ให้ลูกเรียนรู้จากความผิดพลาด
เช่น พ่อแม่ห้ามลูกไม่ให้กระโดดลงจากม้านั่ง เตือนแล้วว่าถ้ากระโดดลงมาแล้วล้ม เจ็บแล้วจะไม่มีคนโอ๋ หากลูกยังดึงดัน พ่อแม่ก็ต้องทำตามที่พูด ลูกจะเรียนรู้ด้วยตัวเองถึงผลของการกระทำของตัวเอง แต่ต้องพิจารณาเรื่องความปลอดภัยเป็นสำคัญ

5. ปล่อยให้ลูกรู้จักการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
การขอร้องให้ลูกช่วยเรื่องต่างๆ หรือสร้างสถานการณ์ เพื่อสร้างโอกาสให้ลูกรู้จักและฝึกแก้ปัญหา ซึ่งการแก้ปัญหาของลูกในสถานการณ์ที่เหมือนกันนั้น อาจเหมือนหรือแตกต่างกันไปในแต่ละครั้งได้

6. ให้ลูกฝึกคิดเลขได้มากกว่าการคิดเลข
การซื้อของไปแจกเพื่อนๆ ในห้อง อาจจะได้มากกว่าแค่ถามลูกว่าเพื่อนมีกี่คน ต้องซื้อของกี่ชิ้นจึงจะพอ เช่น ขนมมีซองละ 5 ชิ้น ในห้องรวมลูกแล้วมี 21 คน ลูกจะมี 2 ทางเลือก ว่าจะซื้อ 4 ซอง 20 ชิ้น หรือ 5 ซอง 25 ชิ้น ลูกอาจจะบอกว่าซื้อแค่ 4 ซองพอ เขาไม่กินก็ได้ เสียสละให้เพื่อน นอกจากจะได้เรื่องคณิตศาสตร์ ยังแสดงให้เห็นว่าลูกคิดอะไรอยู่อีกด้วย

7. ฝึกความจำด้วยกิจกรรม 3 อย่าง
ให้ลูกลองทำภารกิจ เช่น ให้ลูกไปเอาน้ำในตู้เย็น ขนมในถุง และกระดาษทิชชู่ แล้วคอยดูว่าลูกจะเอามาให้ได้ทั้งหมดหรือไม่ นอกจากลูกจะต้องจำภารกิจให้ครบหมดแล้ว ยังต้องรู้จักวางแผนให้การเดินไปเอาด้วยว่า จะหยิบอะไรก่อนหลัง หรือถือแค่สองมือไม่พอ ต้องเอามาวางก่อนแล้วกลับไปเอาอีกที เป็นต้น

8. สร้างเงื่อนไขสร้างนิสัยดี
เด็กวัยนี้หากอยากได้อะไรแล้วไม่ได้ดั่งใจ มักมีอารมณ์หงุดหงิด โกรธ และโมโห พ่อแม่ควรสร้างเงื่อนไขที่แก้ไขอารมณ์ลูก และสร้างนิสัยดีไปพร้อมๆ กันได้ เช่น แม่กำลังล้างจานอยู่ แต่ลูกจะให้แม่หยิบขนมให้ แม่ยังหยิบไม่ได้ เลยบอกลูกว่าให้ลูกรอแม่ล้างจานเสร็จก่อน และต้องพูดเพราะๆ กับแม่ด้วย ถ้าลูกยังดื้อไม่ทำตาม แม่ก็ล้างจานต่อไป เมื่อไหร่ที่ลูกยอมทำตามเงื่อนไขของแม่แล้ว ลูกก็จะได้เรียนรู้จักหักห้ามใจตัวเอง และทำตามเงื่อนไขที่วางไว้ด้วย



           
 ef module2

 

Mom's Issue EP 20 : ของเล่น Unisex เล่นได้พัฒนาการดี

 

ป้าปอยและแม่ดอยชวนมาแชร์ไอเดียเลือกซื้อของขวัญให้เด็กๆ ไม่ว่าจะเด็กชายเด็กหญิง เลือกซื้อแบบไหนดี ไปฟังกันเลย

 

Apple Podcast:https://apple.co/3m15ytB

Spotify:https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube:https://bit.ly/3cxn31u

 

#รักลูกPodcast#รักลูกTheExpertTalk#Moms_Issues

Mom's Issue EP.13 : การ์ตูนเด็กไม่ใช่ผู้ร้าย! แค่ต้องเลือก

 

การ์ตูนไม่ใช่ผู้ร้าย แต่ต้องเลือกให้เป็น เลือกอย่างมีหลักการ และกำหนดกติกาในการดู มีวิธีอะไรบ้าง

ชวนฟังประสบการณ์จากแม่ดอยและป้าปอย tq88 casino

 

Apple Podcast:https://apple.co/3m15ytB

Spotify:https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube:https://bit.ly/3cxn31u

 

#รักลูกPodcast#รักลูกTheExpertTalk#Moms_Issues

คนเป็นพ่อแม่ จะสนับสนุนลูกอย่างไร ให้ไปถูกทาง

 EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF

วัยเด็กเป็นวัยที่เต็มไปด้วยความฝัน จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ขณะที่คนเป็นพ่อแม่ไม่ว่าลูกจะทำอะไรก็พร้อมสนับสนุน แต่พ่อแม่อีกหลายคนก็ลังเลว่าลูกจะจริงจังหรือไม่ สนับสนุนไปแล้วจะเสียเวลาหรือเปล่า และลูกเราจะไปได้สุดทางหรือไม่ 


เด็กเล็กๆ วัย 2-3 ปี มักเริ่มอยากรู้อยากลอง เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น พอเข้าสู่ช่วง 3-6 ปี จะเริ่มมีจินตนาการความคิดสร้างสรรค์และพร้อมจะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้มากกว่าเดิม ซึ่งทุกการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจะมีการพัฒนาโครงข่ายเส้นไยประสาทสมองที่แตกแขนงมากขึ้นตลอดเวลา

เด็กวัย 3 ปีขึ้นไป จะคิดริเริ่มอยากทำสิ่งต่างๆ หรืออาจใฝ่ฝันอยากเป็นดารา นักแสดง นักดนตรี นักกีฬา ตามไอดอลที่เขาชื่นชอบ โดยเขาอยากเรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่ชอบได้มากมาย แม้จินตนาการและความใฝ่ฝันของเด็กวัยนี้จะยังไม่ใช่ทิศทางที่กำหนดชีวิตชัดเจนเหมือนวัยรุ่นตอนปลายที่จะรู้ว่าตัวเองต้องการทำอาชีพอะไรก็ตาม  

หากพ่อแม่รู้จักสังเกตว่าลูกชอบอะไร เปิดโอกาสในการรับฟังและส่งเสริมในสิ่งที่เขาชอบก็อาจทำให้เขาค้นพบว่า เขามีความสามารถพิเศษอะไรที่ซ่อนอยู่ในตัวเองได้

กลับกันถ้าพ่อแม่คอยห้ามปรามในสิ่งที่ลูกคิดริเริ่ม เขาจะกลายเป็นเด็กที่ไม่มั่นใจในการคิดริเริ่ม และหากบางครอบครัวนำความใฝ่ฝันและความคาดหวังของพ่อแม่มาใส่และบีบให้ลูกทำสิ่งต่างๆ มากไป เขาจะรู้สึกไม่สนุก เครียด กดดัน ทำสิ่งนั้นได้ไม่ดี และอาจเกิดปัญหาทางอารมณ์และมีพฤติกรรมต่อต้านได้
           
แล้วเราจะรู้หรือมีวิธีค้นหาสิ่งที่ลูกชอบ เพื่อจะส่งเสริมได้อย่างไร

1. เริ่มจากการสังเกตเด็กทุกคนมีความสนใจความถนัดไม่เหมือนกัน ซึ่งเขาจะแสดงออกให้พ่อแม่เห็น ถ้ารู้จักสังเกตว่าลูกชอบอะไรก็จะนำไปสู่การส่งเสริมที่ตรงจุดได้

2. เปิดโอกาสรับฟังความเห็นและความรู้สึกของลูกบ้างเช่น ไปเรียนเปียโนวันนี้สนุกไหม หนูรู้สึกยังไง ถ้าหนูชอบเราไปกันใหม่ไหม ถ้าไม่ชอบอยากลองเปลี่ยนไปเล่นอย่างอื่นไหม

3. ให้ลูกได้มีส่วนตัดสินใจทำในสิ่งที่ชอบวิธีนี้จะทำให้เด็กรู้สึกดีที่คุณรับฟังและเปิดโอกาสให้เขาได้ร่วมตัดสินใจ จะทำให้เขากล้าริเริ่มทำในสิ่งที่ชอบและสนุกกับสิ่งที่เขาได้เลือกทำ

4. พยายามหาข้อมูลเพื่อเลือกกิจกรรมที่หลากหลายให้ลูกได้ลองจนรู้ว่าชอบอะไรไม่ชอบอะไรจะได้รู้ความชอบความถนัดของลูก

5. ส่งเสริมและชื่นชมเช่น รู้ว่าลูกอยากเล่นเปียโน ก็ส่งเสริมให้เขาได้เรียนและเมื่อเขาทำได้ดีก็ชื่นชมให้กำลังใจ ซึงจะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้เขาสนุกที่จะทำต่อ

6. ควรส่งเสริมความสามารถให้หลากหลายไม่ควรจำกัดอยู่แค่การเรียนทางวิชาการ ควรส่งเสริมทักษะในหลายๆ ด้าน เช่น ดนตรี กีฬา ศิลปะ ทักษะทางสังคม และทักษะการช่วยเหลือตัวเองได้ตามวัย เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้ลูกพึ่งตัวเองได้ตามวัย เวลามีความเครียดจากการเรียนเขาก็สามารถผ่อนคลายมาเล่นดนตรีกีฬา ในสิ่งที่ชอบได้

พบว่าเด็กที่มีทักษะความสามารถพิเศษอื่นๆ นอกเหนือจากการเรียน เด็กจะรู้สึกว่าตัวเองมีดี มีความเชื่อมั่น สามารถปรับตัวและแก้ปัญหาได้ดีกว่าเด็กที่ถูกกวดขันเรื่องการเรียนทางวิชาการอย่างเดียว

7. อย่าคาดหวังและกดดัน เด็กบางคนอาจมีความชอบและทำได้ดีในบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นดนตรี กีฬา ศิลปะฯ แต่ความชอบในวัยนี้ยังไม่ใช่ตัวกำหนดอนาคตว่าเด็กจะทำอาชีพในด้านนั้นๆ เพราะกว่าที่เด็กจะรู้ว่าตัวเองอยากทำอาชีพอะไร ต้องเป็นช่วงที่เข้าสู่วัยรุ่นตอนปลายถึงผู้ใหญ่ตอนต้น 

เด็กที่มีทักษะและมีจุดเด่นในหลายด้าน จะมีความมั่นใจ ภูมิใจในตัวเอง โดยในหลายๆ รายจะพบว่าทักษะเหล่านี้อาจพัฒนาไปเป็นอาชีพที่เขาชอบ ซึ่งจะทำให้เด็กเอาตัวรอดในอนาคตได้


 

"รักวัวให้ผูก รักลูกให้เลี้ยงด้วย EF"
ขอบคุณความรู้ EF โดย สถาบัน RLG


ลูกไม่มีความอดทน, ลูกไม่รู้จัก, ฝึกให้ลูกรู้จักรอคอย, สอนลูกให้รู้จักรอคอย, ลูกรอเป็น, สอนลูกเข้าคิว, สอนลูกต่อคิว, EF, Executive Functions, ทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ, การทำงานของสมองส่วนหน้า, ทักษะสมอง EF, พัฒนา EF, ฝึก EF, EF คืออะไร, อีเอฟคืออะไร, ปรับพฤติกรรมลูก, ลูกก้าวร้าว, ลูกเอาแต่ใจ, ลูกดื้อ, ลูกไม่มีความอดทน, ลูกขี้เกียจ, ลูกความจำไม่ดี, ลูกชอบเถียง, ลูกอาละวาด, ลูกอารมณ์ร้าย, ลูกอ่อนไหว, ลูกปรับตัวไม่เป็น, ลูกปรับตัวไม่เก่ง, ลูกขี้อาย, ลูกไม่มีความยับยั้งชั่งใจ, ลูกไม่มีระเบียบ, ลูกไม่มีวินัย, Working memory, ความจำเพื่อใช้งาน, Inhibitory Control, การยั้งคิด ไตร่ตรอง, Shift, Cognitive Flexibility, การยืดหยุ่นความคิด,Focus, Attention, จดจ่อใส่ใจ, Emotional Control, การควบคุมอารมณ์, Planning,Organizing, การวางแผน, การจัดระบบดำเนินการ, Self-Monitoring, การรู้จักประเมินตนเอง,Initiating, การริเริ่มและลงมือทำ, Goal-Directed Persistence, ความพากเพียร, มุ่งสู่เป้าหมาย, เลี้ยงลูกให้เก่ง, เลี้ยงลูกให้เอาตัวรอด, เลี้ยงลูกให้ดี, เลี้ยงลูกให้ฉลาด, เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี, เลี้ยงลูกให้ดูแลตัวเองได้, เลี้ยงลูกให้มีความสุข

ดาวน์โหลดฟรี! โปสเตอร์เฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการทารกแรกเกิด-5 ปี

พัฒนาการตามวัย, ส่งเสริมพัฒนาการตามวัย, พัฒนาการล่าช้า, พัฒนาการเด็ก 1 ขวบ เด็ก 1 ปี, พัฒนาการเด็กอายุ 2 ปี, พัฒนาการเด็กอายุ 3 ปี, พัฒนาการเด็กอายุ 4 ปี, พัฒนาการเด็กอายุ 5 ปี, เช็กพัฒนาการเด็ก, วิธีส่งเสริมพัฒนาการเด็ก, ดาวน์โหลด คู่มือพัฒนาการเด็ก, ดาวน์โหลด คู่มือเลี้ยงเด็ก, พัฒนาการเด็กปฐมวัย, วิธีสังเกต พัฒนาการเด็ก

พัฒนาการตามวัยของลูกแรกเกิด - 5 ปี ควรจะต้องเป็นอย่างไร พัฒนาการแบบไหนต้องเฝ้าระวัง และจะส่งเสริมพัฒนาการตามวัยอย่างไร เรามีโปสเตอร์มาให้ดาวน์โหลดไปใช้เป็นคู่มือกันค่ะ 

ดาวน์โหลดฟรี! โปสเตอร์เฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการทารกแรกเกิด-5 ปี

พัฒนาการช่วง 5 ปีแรกของเด็กเป็นช่วงเวลาสำคัญค่ะ พ่อแม่จึงจำเป็นต้องสังเกตให้ดีว่าลูกเรามีพัฒนาการตามช่วยวัยที่ถูกต้องแล้วหรือยังไง ถ้ายัง ระดับไหนที่จำเป็นต้องรอคอย หรือระดับไหนจำเป็นต้องพาไปพบแพทย์ เพราะช่วง 5 ปีแรกนี้ เด็กจะมีพัฒนาการที่เด่นชัดทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สติปัญญา สมอง การเข้าสังคม เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่มีแนวทางในการเช็กพัฒนาการลูก เรามี โปสเตอร์เฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยมาให้ดาวน์โหลดไปใช้เช็กพัฒนาการลูก ๆ กันค่ะ 

คลิก! ดาวน์โหลด ตารางพัฒนาการลูกแรกเกิด - 5 ปีเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการทารกแรกเกิด-5 ปี

 

ท่านวดขา นวดฝ่าเท้ากระตุ้นพัฒนาการ คลายเครียดให้ลูก

นวดขาทารก, นวดเท้าทารก, นวดกระตุ้นพัฒนาการทารก, นวดตัวลูกทารก, นวดขาลูก, นวดขาเด็ก, นวดเด็ก, ท่านวดทารกแรกเกิด, นวดทารกให้หลับ, วิธีนวดทารก, ทำไมต้องนวดทารก, นวดทารก ยังไง 

สำหรับเด็กที่คลอดก่อนกำหนด หลับยาก หรือร้องกวน การนวดจะช่วยให้เด็กมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นตามพัฒนาการได้อย่างรวดเร็วและช่วยให้เด็กหลับได้ง่ายขึ้น มาลองนวดขาและนวดเท้าง่าย ๆ ให้ลูกกันค่ะ

ท่านวดขา นวดฝ่าเท้ากระตุ้นพัฒนาการ คลายเครียดให้ลูก

การนวดขา และเท้า ลักษณะของท่าจะคล้ายกับท่านวดแขนและมือ โดยในส่วนเท้า และข้อเท้าของเด็กมีความสำคัญ เพราะเป็นส่วนที่ใช้รองรับน้ำหนักตัว เมื่อเด็กหัดยืน และเดินการนวดเท้าจะเป็นการเตรียมพร้อมให้เด็กในการหัดยืน และเป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อขาและเท้า แบ่งออกเป็น 3 ท่าหลักคือ ท่านวดขาให้หายเมื่อย ท่าคลึงฝ่าเท้า และท่าเดินหน้าถอยหลัง   

ท่านวดขาทารก

นวดขาลูกทีละข้าง โดยจับขายกขึ้นใช้มืออีกข้างหนึ่งจับรอบขานวดคลึงเป็นวงกลม เริ่มจากต้นขาค่อยๆเลื่อนไปสู่ปลายเท้า แล้วเคลื่อนลงโดยทำขึ้น-ลงสลับกัน (ทำ 5 ครั้ง) ต่อจากนั้นใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้คลึงรอบข้อเท้าเด็ก อย่างแผ่วเบา นุ่มนวล ให้รอบข้อเท้า คลีงรอบตาตุ่มและบริเวณเอ็นร้อยหวาย

ท่านวดฝ่าเท้าทารก

  • ท่าลูกกลิ้ง ใช้ฝ่ามือทั้งสองข้างกลิ้งขาลูกไปมา โดยเริ่มจากหัวเข่าไปยังข้อเท้า แล้วกลิ้งลง (ทำ 5 ครั้ง) เสร็จแล้วทำอีกข้างเช่นเดียวกัน

  • ท่าคลึงฝ่าเท้า ใช้นิ้วหัวแม่มือนวดฝ่าเท้าเด็กจากส้นเท้าขึ้นมาที่นิ้วเท้าเด็กทุกนิ้ว ทีละนิ้ว จากนั้นลูบบนฝ่าเท้าเด็กเข้าหาตัวคนนวด แต่ละท่าในการนวดให้ลูกน้อยนั้น ควรทำ 5-10 ครั้ง โดยใช้เวลาในการนวดประมาณ 15-30 นาที ที่สำคัญ การนวดในแต่ละครั้ง คือการถ่ายทอดความรักผ่านทุกสัมผัส พ่อแม่ควรสบตากับลูก พร้อมกับพูดคุยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เพื่อให้สายสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกก่อตัวขึ้นที่ละน้อย

 

 

ปรบมือแปะๆ สร้าง EF ด้วยกันปะ

EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF

ช่วงแรกเกิดถึง 1 ปี เป็นช่วงที่คุณพ่อคุณแม่ต้องสร้างพื้นฐาน EF ให้กับลูกอย่างแน่นหนาเลยค่ะ ซึ่งนอกจากการให้นมแม่จะเป็นการส่งเสริม EF ให้ลูกแล้ว การจัดสิ่งแวดล้อม การทำกิจกรรมและการละเล่นต่างๆ ก็ช่วยสร้าง EFให้ลูกได้เช่นกัน 


การเล่นปรบมือกับลูก แม้เด็กวัย 6-12 เดือน จะยังไม่เข้าใจจังหวะ แต่การตบแปะๆ ก็ช่วยให้ลูกมี Working Memory ค่ะ

"ตบมือแปะๆ จะได้กินนม นมไม่หวาน ใส่น้ำตาล น้ำอ้อย ใส่นิดหน่อย อร่อยจังเลย" 

เพลงง่ายๆ ที่ร้องประกอบการตบมือกับลูก เมื่อลูกได้ยินเสียงพ่อแม่ร้องเพลงนี้พร้อมกับตบมือแปะๆ ไปด้วย Working Memory จะทำงานไปด้วย เพราะลูกจะจำได้ว่าเมื่อพ่อแม่ร้องเพลงนี้เขาต้องตบมือ หรือต้องทำกิจกรรมบางอย่าง เช่น กินนม กินข้าว เล่น หรืออาบน้ำ เป็นต้น 

ซึ่งนอกจากการเล่นตบมือกับลูกแล้ว กิจกรรมอื่นๆ ก็ช่วยส่งเสริม EF ให้กับลูกวัยเตาะแตะได้เช่นกัน อย่างการเล่นจ๊ะเอ๋ เล่นซ่อนของ เล่นเป่ายิ้งฉุบ เป็นต้น 


 

ปีนป่ายช่วยพัฒนาสมองลูก

EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF

พ่อแม่หลายคนกลัวลูกจะเป็นอันตราย หรือได้รับบาดเจ็บเวลาที่ลูกเล่นปีนป่ายเครื่องเล่นต่างๆ ซึ่งจริงๆ แล้วการเล่นปีนป่ายมีประโยชน์กับสมองมาก ส่วนอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นนั้นพ่อแม่สามารถป้องกันให้ลูกได้ค่ะ  
ลูกได้ขบคิดเมื่อปีนป่าย

ถ้ามองจากภายนอกเด็กได้ใช้ร่างกาย ไม่ว่าจะกล้ามเนื้อมัดใหญ่หรือมัดเล็ก แต่ถ้ามองเข้าไปในสมองของเด็กจะเห็นเลยว่า การปีนใช้ความคิดอย่างมาก เด็กไม่ได้ปีนแบบไม่คิด แต่เด็กคิดตลอดเวลา 


ในแต่ละวันเด็กก็อาจจะตั้งเป้าหมายว่า วันนี้อยากจะปีนไปถึงตรงไหน ตรงกลาง ปีนไปกี่ขั้นแล้วพอ เป็นต้น ซึ่งกระบวนการตรงนี้คือการตั้งเป้าหมายด้วยตัวเอง

ที่มาของการตั้งเป้าหมายนั้นเกิดจากการที่เด็กประเมินตัวเองว่า “น่าจะทำได้” โดยคิดจากประสบการณ์เดิม เช่น เมื่อวานเคยปีนได้ 3 ขั้น วันนี้อยากปีนให้ได้ 6 ขั้น อันนี้คือการประเมินความสามารถตนเอง และเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองเคยทำได้ว่าวันนี้น่าจะทำได้มากกว่านั้น วันรุ่งขึ้นอาจจะปีนไปถึงจุดสูงสุดก็ได้ ทั้งหมดนี้มาจากกระบวนการที่เกิดขึ้นในสมองของเด็กค่ะ ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดเร็วมากกับการตัดสินใจไปตามเป้าหมายที่เด็กตั้งเอาไว้   
นอกจากนั้นเด็กจะต้องคิดอีกว่าจะไปถึงเป้าหมายด้วยวิธีใด ต้องปีนแบบไหน เพราะฉะนั้นเขาจะเอาประสบการณ์เดิมมาใช้เพื่อให้ก้าวข้ามไปให้ได้ นอกจากนี้พอเริ่มปีนเด็กต้องโฟกัสมาก มีสมาธิ มีการจดจ่อกับมือกับเท้า จะปล่อยมือนี้แล้วไปจับอะไรต่อ เรียกว่าทุกจังหวะปีนมีการจดจ่อ มีการวางแผนการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

ปีนป่ายแบบปลอดภัย

  • ดูแลเรื่องความปลอดภัย แต่ต้องไม่ให้กระทบโอกาสของเด็ก เช่น ไปยืนใกล้ๆ แต่ไม่ต้องกำกับ เช่น จับดีๆ นะ เอามือนั้นจับตรงนี้ เอาขาไว้แบบนี้สิลูก เพราะเมื่อเราเป็นคนกำกับตรงนี้เท่ากับเราเป็นคนสั่งการ ก็จะไปปิดโอกาสสมองของเด็กที่จะได้คิด ทักษะสมองก็จะไม่เกิดและพ่อแม่สะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่ลูกกำลังจะทำนั้นน่ากลัว
  • ลองปล่อยให้ลูกได้ลองได้ตัดสินใจ  โดยยืนอยู่ใกล้ๆ ด้วยสีหน้าที่สบายใจ ผ่อนคลาย คุณพ่อคุณแม่จะได้เห็นว่าบางทีเด็กกำลังจะก้าวไปแล้วแต่ก็ถอยกลับด้วยตัวเอง นั่นคือเด็กประเมินตัวเองแล้วว่ายังไม่เอาดีกว่าเดี๋ยวค่อยลองใหม่ แต่ไม่มีเด็กคนไหนเลิกไปเลย เด็กยังมีความมุ่งมั่นที่จะเผชิญใหม่จะพิชิตมันให้ได้ ทักษะเหล่านี้มีความหมายมากตอนโตเวลาที่เด็กต้องเจอกับเรื่องยากหรืออุปสรรค ถ้าเราเลี้ยงลูกให้ขี้กลัว พอเจออุปสรรคเด็กจะถอยหนีหมด ไม่สู้ หนีปัญหา


ไม่ใช่แค่การปีนป่าย จริงๆ แล้วการฝึกให้ลูกได้คิดและแก้ปัญหา เริ่มได้ตั้งแต่เป็นทารก เช่นเวลาที่เด็กอยากได้ลูกบอลหรืออยากได้ขวดนม เด็กจะเกิดความมุ่งมั่นที่จะคว้ามาให้ได้ และจะค้นหาว่าตัวเองจะไปแบบไหนเพื่อจะไปหาเป้าหมาย ซึ่งถ้าตั้งแต่เล็กๆ พ่อแม่ทำให้หมด เด็กจะไม่เรียนรู้ที่จะทำอะไรด้วยตัวเองค่ะ

ถ้าอยากให้ลูกมุ่งมั่น มีเป้าหมาย ทำอะไรได้ด้วยตัวเอง ต้องให้เด็กได้คิดและแก้ปัญหาผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่ลูกเล่นค่ะ 



"รักวัวให้ผูก รักลูกให้เลี้ยงด้วย EF"
ขอบคุณความรู้ EF โดย สถาบัน RLG


ลูกไม่มีความอดทน, ลูกไม่รู้จัก, ฝึกให้ลูกรู้จักรอคอย, สอนลูกให้รู้จักรอคอย, ลูกรอเป็น, สอนลูกเข้าคิว, สอนลูกต่อคิว, EF, Executive Functions, ทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ, การทำงานของสมองส่วนหน้า, ทักษะสมอง EF, พัฒนา EF, ฝึก EF, EF คืออะไร, อีเอฟคืออะไร, ปรับพฤติกรรมลูก, ลูกก้าวร้าว, ลูกเอาแต่ใจ, ลูกดื้อ, ลูกไม่มีความอดทน, ลูกขี้เกียจ, ลูกความจำไม่ดี, ลูกชอบเถียง, ลูกอาละวาด, ลูกอารมณ์ร้าย, ลูกอ่อนไหว, ลูกปรับตัวไม่เป็น, ลูกปรับตัวไม่เก่ง, ลูกขี้อาย, ลูกไม่มีความยับยั้งชั่งใจ, ลูกไม่มีระเบียบ, ลูกไม่มีวินัย, Working memory, ความจำเพื่อใช้งาน, Inhibitory Control, การยั้งคิด ไตร่ตรอง, Shift, Cognitive Flexibility, การยืดหยุ่นความคิด,Focus, Attention, จดจ่อใส่ใจ, Emotional Control, การควบคุมอารมณ์, Planning,Organizing, การวางแผน, การจัดระบบดำเนินการ, Self-Monitoring, การรู้จักประเมินตนเอง,Initiating, การริเริ่มและลงมือทำ, Goal-Directed Persistence, ความพากเพียร, มุ่งสู่เป้าหมาย, เลี้ยงลูกให้เก่ง, เลี้ยงลูกให้เอาตัวรอด, เลี้ยงลูกให้ดี, เลี้ยงลูกให้ฉลาด, เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี, เลี้ยงลูกให้ดูแลตัวเองได้, เลี้ยงลูกให้มีความสุข

พาเด็กออทิสซึมเรียนรู้นอกบ้านอย่างไรให้สนุก

เด็กพิเศษ-เด็กออทิสติก

การพาลูกออกไปเที่ยวนอกบ้านเป็นสิ่งที่ดีเสมอ ทั้งกับตัวลูกที่ได้มีโอกาสเห็นสิ่งแปลกใหม่ แตกต่างจากสิ่งที่ได้พบเจอเป็นประจำที่บ้าน และกับตัวคุณพ่อคุณแม่เองที่ได้เห็นลูก ๆ มีความสุข ในส่วนของเด็กพิเศษเองการได้มีโอกาสไปเจอกับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ก็เป็นสิ่งที่ควรกระทำเช่นกัน โดยมีข้อควรปฏิบัติเพิ่มขึ้นสักเล็กน้อย เพื่อไม่ให้ประสบการณ์การไปเที่ยวครั้งนั้นกลายเป็นเรื่องไม่สนุกทั้งกับตัวคุณพ่อคุณแม่และกับตัวของเด็กเอง  

เด็กที่เป็นโรคออทิสซึม หมายถึง เด็กที่มีพัฒนาการด้านภาษาและด้านสังคมล่าช้ากว่าปกติ รวมไปถึงการมีพฤติกรรมและการรับรู้สิ่งกระตุ้นที่แตกต่างไปจากเด็กคนอื่น ๆ ซึ่งอาการอาจจะมากบ้างน้อยบ้างตามแต่ความรุนแรงของโรคในเด็กแต่ละคน แต่เด็กออทิสซึมก็ยังต้องการความรัก การดูแลเอาใจใส่ และโอกาสในการเรียนรู้ไม่ต่างไปจากเด็กปกติ การพาเด็กที่เป็นโรคออทิสซึมไปเที่ยวจึงเป็นสิ่งที่ดี เพียงแต่อาจจะต้องมีการปรับเล็กน้อย เพื่อให้การไปเที่ยวครั้งนั้นก่อให้เกิดทั้งความสุขและความสนุกไปพร้อม ๆ กัน ทั้งกับตัวเด็กและกับครอบครัว

วิธีพาเด็กพิเศษออสทิสซึมออกไปเที่ยวให้สนุก
  1. เลือกสถานที่ที่คนไม่พลุกพล่าน หรือเสียงไม่ดัง เพราะเด็กออทิสซึมมักจะมีความไวต่อการเจอคนแปลกหน้า และตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าปกติ ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัส เสียง และการมองเห็น ดังนั้น เด็กกลุ่มนี้จึงมักไม่ชอบเสียงดัง ไม่ชอบที่ที่คนเยอะๆ คุณพ่อคุณแม่จึงควรเลือกสถานที่เที่ยวและช่วงเวลาที่ตอบโจทย์นี้ เช่น การไปเที่ยวสวนสนุกในช่วงกลางวันของวันธรรมดา หรือการไปเที่ยวตามพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ที่คนไม่เยอะมาก เป็นต้น

  2. มีตารางเวลาคร่าว ๆ แต่ต้องยืดหยุ่นปรับได้ตลอด เพื่อให้เวลาเด็กออทิสติกได้ปรับตัว หรือเรียนรู้ในที่นั้น ๆ หากกำหนดกิจกรรมตายตัวและเด็กไม่สามารถทำได้ อาจทำให้การต่อต้านจากเด็กเป็นอย่างมาก จนการเที่ยวครั้งนี้หรือครั้งต่อไปจะไม่สนุก

  3. แม้จะไม่ชอบเข้าหาคน แต่ก็ควรถือเป็นโอกาสในการฝึกฝนเรื่องนี้ได้ โดยอาศัยสิ่งที่ตัวเด็กชอบในการส่งเสริมให้เด็กกล้าออกทำสิ่งที่ตนเองไม่ถนัดหรือไม่อยากทำ เช่น การให้เด็กไปซื้อของที่ตัวเองอยากกินด้วยตนเอง หรือการให้เด็กไปถามเส้นทางไปหาของเล่นที่เด็กชอบ เป็นต้นเด็กออทิสซึมมักจะไม่ค่อยชอบการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ นอกจากคนที่คุ้นเคยเท่าใดนัก แต่การได้ออกไปเที่ยวก็น่าจะเป็นโอกาสอันดีในการฝึกฝน 
     
  4. พ่อแม่ควรโฟกัสที่ตัวลูกมากกว่ากิจกรรม เนื่องจากความสนใจของเด็กออทิสซึมจะต่างจากเด็กทั่วไป โดยเด็กออทิสซึมมักสนใจในรายละเอียดปลีกย่อยมากกว่าจะมองสิ่งนั้นในภาพรวม ดังนั้น จึงไม่น่าประหลาดใจหากกิจกรรมหรือของเล่นที่คุณพ่อคุณแม่ตั้งใจเลือกให้ กลับไม่ทำให้เด็กรู้สึกสนใจหรือสนุก แต่เด็กกลับไปสนใจกิจกรรมหรือของเล่นที่ดูไม่น่าจะมีอะไรแทนคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรจะไปฝืนใจให้เด็กมาเล่นหรือทำกิจกรรมที่เขาไม่ได้ชอบ เพราะจะยิ่งทำให้เด็กหงุดหงิดและรู้สึกเบื่อ แต่ควรใช้สิ่งที่เขาสนใจมาเป็นเครื่องมือในการเล่นหรือแม้แต่การปรับพฤติกรรมของเขาแทนครับ
     
  5. ความกลัวที่แตกต่าง เพราะในเด็กออทิสซึมมักมีความไวต่อสิ่งกระตุ้น ไม่ว่าจะการสัมผัส เสียง หรือภาพที่ตัวเขามองเห็น ซึ่งอาจทำให้เด็กรู้สึกไม่ชอบ หงุดหงิด ไปจนถึงความรู้สึกตกใจหรือกลัว ซึ่งอาจจะแสดงออกมาด้วยการร้องไห้เสียงดังหรือการมีพฤติกรรมรุนแรงได้ บางครั้งสิ่งนั้นไม่ได้ดูเป็นสิ่งที่น่ากลัวในสายตาของคุณพ่อคุณแม่เลย ทั้งนี้อาการกลัวไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับเด็กไม่ว่าจะเป็นเด็กทั่วไปหรือเด็กพิเศษ เพียงแต่คุณพ่อคุณแม่จะต้องมีข้อมูลก่อนว่า เด็กชอบ ไม่ชอบอะไร หรือกลัวอะไรบ้าง เพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นหรือสถานการณ์เหล่านั้นครับ
     
  6. ระวังการถูกชักจูงโดยคนแปลกหน้า เนื่องจากเด็กออทิสซึมมักจะมีความบกพร่องด้านทักษะสังคม โดยเฉพาะในส่วนของความเข้าใจสีหน้าและท่าทาง รวมไปถึงความคิดของบุคคลอื่น ทำให้เด็กที่เป็นโรคออทิสซึมอาจจะถูกล่อลวงหรือชักจูงโดยคนแปลกหน้าได้ง่าย เด็กอาจจะไม่ทันคน และไม่เข้าใจว่าคนที่เข้ามาจะมาดีหรือจะมาร้าย
     
  7. มีรายละเอียดสำหรับติดต่อไว้กับตัวเด็ก เนื่องจากเด็กออทิสซึมมักจะมีปัญหาด้านการสื่อสาร จึงควรมีข้อมูลสำหรับติดต่อพ่อแม่ไว้กับตัวเด็กในตำแหน่งที่เห็นได้ง่าย เผื่อในกรณีที่พลัดหลงกัน เจ้าหน้าที่จะได้สามารถติดต่อผู้ปกครองได้โดยตรงครับ

อย่างไรก็ดี อาการของโรคออทิสซึมนั้นมีความแตกต่างกันในแต่ละบุคคลเป็นอย่างมาก ในเด็กหนึ่งคนก็อาจจะมีความบกพร่องในแต่ละด้านไม่เท่ากัน แนวทางที่หมอเขียนไว้จึงเป็นเพียงแนวทางคร่าว ๆ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่เลือกไปปรับใช้กับบุตรหลานของท่านให้เหมาะสม เพื่อให้การออกไปเที่ยวนอกบ้านด้วยกันเป็นประสบการณ์ที่ดีของทุก ๆ คนในครอบครัว หมอขอเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองทุกท่านนะครับ

 

รักลูก Community of The Experts

ผศ.นพ.วรสิทธิ์ ศิริพรพาณิชย์
กุมารแพทย์ด้านโรคสมอง 
สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล
 

รักลูก The Expert Talk EP.120 : สมองลูกไว พร้อมสำหรับอนาคต

 

รักลูก The Expert Talk Ep.120 : สมองลูกไว พร้อมสำหรับอนาคต

 

AI แย่งงานคน มหาวิทยาลัยยกเลิกการสอนวิชา… เพราะโลกเปลี่ยนทุกวัน เราไม่สามารถคาดเดาถึงการเปลี่ยนแปลงนั้นได้ การเตรียมลูกให้พร้อมสำหรับอนาคตจึงเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญ

ฟัง The Expert อาจารย์ พญ.ลลิต ลีลาทิพย์กุล กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์วัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกวิธีการเตรียมลูกให้พร้อมสำหรับอนาคตในทุกด้าน

พ่อแม่ต้องทำอย่างไรเพื่อให้ลูกสมองไวพร้อมได้ตั้งแต่วันนี้

 

รายการรักลูก The Expert Talk อาจารย์ พญ.ลลิต ลีลาทิพย์กุล

 

ติดตามรักลูก Podcast ได้ที่https://linktr.ee/rakluke  

  • 1
  • 2