facebook  youtube  line

รักลูก The Expert Talk EP.124 : “พ่อแม่ขาดทักษะการใช้สื่อ กระทบสมองลูก”

 

รักลูก The Expert Talk Ep.124 : Family Out จอ Gen กับอาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ ตอนที่ 5 พ่อแม่ขาดทักษะการใช้สื่อกระทบสมองลูก

 

งานวิจัยพบว่าเด็กที่ใช้สื่อเย็นเซลล์สมองจะเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ได้มากกว่า

ขณะที่สื่อร้อนการเชื่อมต่อของเซลล์ที่ชั้นเปลือกสมองจะทําได้น้อย กระทบกับพัฒนาการของสมอง โดยเฉพาะทักษะสมอง EF

 

ไม่อยากให้ลูกติดจอ พ่อแม่ทำได้

ฟัง อาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริบอกแนวทางการฝึกทักษะให้พ่อแม่มี Digital Literacy เพื่อรับมือและรู้เท่าทันก่อนสื่อหน้าจอจะทำลายสมองลูก

 

ติดตามรักลูก Podcast ได้ที่https://linktr.ee/rakluke 

รักลูก The Expert Talk EP.125 : Cybercrime คืออะไร? รู้ไว้ก่อนลูกถูกลวง

 

รักลูก The Expert Talk Ep.125 : Family Out จอ Gen กับอาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ ตอนที่ 6 Cybercrime คืออะไร? รู้ไว้ก่อนลูกถูกลวง

เมื่อพ่อแม่ให้โทรศัพท์ แท็บแล็ตหรือสร้างแอคเคาท์บนโซเชียลมีเดียให้ลูก เราอาจจะคิดว่าอินเทอร์เน็ตมันเป็นโลกของข้อมูลความรู้

แต่ถ้าลองคิดในมุมกลับกัน เมื่อให้ลูกเข้าถึงโลกทั้งใบ โลกทั้งใบก็เข้าถึงลูกของเราได้เหมือนกัน…การเกิดอาชญากรรมออนไลน์จึงเกิดขึ้นได้ง่าย

 

รู้กลลวงของเหล่ามิจฉาชีพบนโลกออนไลน์เพื่อรับมืออย่างเท่าทัน ฟัง อาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ

 

ติดตามรักลูก Podcast ได้ที่https://linktr.ee/rakluke 

รักลูก The Expert Talk EP.126 : Cybercrime รับมือได้ พ่อแม่ต้องเท่าทัน

 

รักลูก The Expert Talk Ep.126 : Family Out จอ Gen กับอาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ ตอนที่ 7 Cybercrime รับมือได้ พ่อแม่ต้องเท่าทัน

 

เมื่อลูกถูมิจฉาชีพหลอกลวง พ่อแม่จะช่วยลูกและรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร ฟัง อาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ

 

 

ติดตามรักลูก Podcast ได้ที่https://linktr.ee/rakluke 

รักลูก The Expert Talk EP.65 : เปลี่ยน “วัยทอง” เป็นช่วงเวลาทองของชีวิต

 

รักลูก The Expert Talk Ep.65 : เปลี่ยน "วัยทอง" เป็นช่วงเวลาทองของชีวิต

 

ช่วงวัยทองของเด็ก คือช่วงเวลาทองของชีวิตเด็ก

 

เขาจะเติบโตมาเป็นคนอย่างไร ก็อยู่ที่ช่วงเวลานี้ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่พ่อแม่ต้องรับมือและมองวัยทองในมุมมองใหม่ เพื่อให้เป็นช่วงเริ่มต้นของชีวิตที่ดีของลูก

 

ฟังมุมมองการรับมือวัยทองแต่ละช่วงวัยจากครูก้าได้ใน EP นี้ รอพบกับอีกหนึ่ง EP สุดท้ายในสัปดาห์ถัดไปกับ ไม่ใช่แค่ "เรียน" แต่วัยอนุบาลต้อง “เรียนรู้” และสามารถย้อนกลับไปฟัง EP ใน Series เข้าใจ “วัยทอง” ลูกอนุบาลกับครูก้า กรองทอง บุญประคอง ได้ในช่องทางของรักลูก Podcast เพราะเด็กจะเป็นอย่างไรเริ่มต้นที่วัยนี้ ไม่อยากให้พลาดฟังเพื่อจะได้วิธีการเลี้ยงลูกวัยตั้งต้นของชีวิตได้อย่างเหมาะสมตามพัฒนาการของวัย

 

Apple Podcast:https://apple.co/3m15ytB

Spotify:https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube:https://bit.ly/3cxn31u

 

#รักลูกPodcast

#รักลูกTheExpertTalk

#Moms_Issues

ขอบคุณ exness trading คุณสามารถบรรลุผลลัพธ์ที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วในการซื้อขายและทำงานกับสกุลเงินดิจิทัลโดยทั่วไป!

ลองเลย! 5 กิจกรรมกระตุ้นลูกฉลาด พัฒนาการสมวัย

กิจกรรม-กิจกรรมครอบครัว-ของเล่นเสริมพัฒนาการ 

ความฉลาดของลูกเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยค่ะ ส่วนหนึ่งมาจากพันธุกรรมและการเตรียมความพร้อมของคุณพ่อคุณแม่ก่อนการตั้งครรภ์ เช่น การตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ เพื่อหาโรคทางกรรมพันธุ์และความเสี่ยงต่างๆ หรือการรับประทานอาหารและวิตามินที่มีประโชยน์ รวมถึงการผ่อนคลายความเครียดในระหว่างครรภ์ ซึ่งส่งผลให้ลูกมีความพร้อมที่จะเรียนรู้โลกภายนอก

นอกจากกรรมพันธุ์ที่เป็นพื้นฐานตั้งแต่แรกเกิดแล้ว การเลี้ยงดูและการส่งเสริมของคุณพ่อคุณแม่เพื่อกระตุ้นให้ลูกฉลาดก็สำคัญค่ะ เราลองมาดูกันว่ามีเคล็ดลับอะไรบ้างที่ช่วยกระตุ้นและส่งเสริมให้ลูกฉลาดได้อย่างต่อเนื่องและเห็นผล

5 กิจกรรมกระตุ้นลูกฉลาด พัฒนาการสมวัย

1.เลือกหนังสือให้เด็กอ่าน 

ผลวิจัยใหม่ที่ได้ข้อมูลจากการสแกนสมองของเด็กวัย 3-5 ขวบด้วย functional MRI พบว่าสมองซีกซ้ายมีการตื่นตัวในหลายตำแหน่งเมื่อเด็กฟังเรื่องเล่าจากผู้ใหญ่หรืออ่านหนังสือ ซึ่งบริเวณของเนื้อสมองที่ว่านี้เกี่ยวข้องกับความจำ,ความคิดและความเข้าใจศัพท์

เรื่องนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Pediatrics โดยพบว่าเด็กที่มาจากครอบครัวรักการอ่านหรือเล่านิทานให้กันฟังจะมีกิจกรรมในสมองส่วนนี้สูงกว่าซึ่งจะช่วยในการเรียนรู้ของเด็กในอนาคต

หนังสือดีๆ เพื่อลูกรัก ได้ที่ : www.raklukeselect.com/landing

 

2.เป็นอาจารย์ด้านภาษาศาสตร์ 

คุณพ่อคุณแม่คือครูที่ใกล้ชิดลูกได้ดีที่สุด การรู้ภาษาที่ช่วยสมองเด็กนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นภาษาต่างชาติเสมอ แต่สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่เก่งนั้นสามารถนำเอาภาษาไทยนี่เองมาช่วยสร้างสมองให้เด็ก ด้วยการเช็กสเปลลิ่งหรือเล่นเกมสะกดคำจากวรรณคดีไทย

อย่างพระอภัยมณี หรืออิเหนา ที่เอามาเล่าสนุก เพิ่มสีสันด้วยการวาดกราฟฟิกลงบนแท็บเล็ตก็ได้ ดังในการศึกษาที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ 2 ภาษาพบว่ามันช่วยไปถึงเนื้อสมองในการเรียนรู้ต่อไปในอนาคตทั้งรูปธรรมและนามธรรม

 

3.อย่าขาดการเล่นให้เหมาะกับเพศ 

การให้เด็กผู้หญิงเล่นตุ๊กตาและเด็กผู้ชายเล่นรถนั้นถือเป็นการเล่นแบบช่วยสมองได้ เพราะมันช่วยใส่ความรู้สึกประทับใจลงในหัวใจที่ยังเยาว์ ให้เข้าใจบทบาทแต่ละเพศเมื่อเป็นผู้ใหญ่ได้อย่างเหมาะสม

มีรายงานถึงการเพิ่มระดับ "ฮอร์โมนรัก" หรืออ็อกซิโทซินจากสมองของเด็กหญิงที่สมมติตัวเองเป็นแม่แล้วดูแลตุ๊กตาดุจลูกน้อย ซึ่งอ็อกซิโทซินนี้จะช่วยให้เด็กหญิงเติบโตขึ้นเป็นสาวที่ "รู้จักรัก" อยากมีลูกและถนอมครอบครัวไว้ได้อย่างเป็นสุข    

 

4.ใช้เพจออนไลน์ให้เป็นประโยชน์ 

โทษของเพจออนไลน์กับจิตใจเด็กนั้นมีมาก หากใช้ไม่ถูก! แต่ถ้าอยากปลูกฝังสิ่งดีให้ในยุคนี้ก็ไม่ต้องหนีสื่อออนไลน์ แต่ขอให้รู้จักใช้ให้เหมาะ เช่น ถ้าลูกจะดูคลิปต่างๆ อย่างช่องของดาราหรือว่าคลิปแรงๆหนักๆก็ขอให้คุณพ่อคุณแม่คุณครูช่วยใส่ความรักลงไป

อย่าให้เขาคล้อยตามไปกับแอดมินเพจรุนแรง เพราะจะทำให้เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าวเป็นผลลัพธ์ดังงานวิจัยจาก Ohio State U ได้ศึกษาไว้ ให้เราคอยสอนว่าถ้านำเสนออย่างนี้อาจมีคนเข้ามาดูแต่หนูก็จะไม่ใช่คนน่ารักในสายตาของโลกโซเชียลเสมอไปเพราะความรุนแรงมันไม่ใช่ของยั่งยืนและจะได้รับผลร้ายตอบเป็นต้น

 

5.โปรดใช้วาจาเมตตาและให้อภัย 

ถ้าอยากให้ลูกดีมีวิธีเริ่มที่ง่ายที่สุดคือคุณพ่อคุณแม่เริ่มวันใหม่ด้วยการคุยกันอย่างพูดหวานขานเพราะมีครับมีค่ะลงท้าย แม้คุยกับแม่บ้านหรือพนักงานเสิร์ฟอาหารก็เอ่ยปากกับเขาอย่างให้เกียรติไม่มีเลือกปฏิบัติอย่างนี้จะจัดระเบียบให้สมองของเด็กพัฒนาไปในทางดี

แม้จะมีพ่อแม่รุ่นใหม่คิดว่าคุยกันด้วยภาษาห้าวอย่างไรก็ได้ไม่มีใครเขาถือแล้ว แต่ขอให้รู้ว่าคำพูดที่เพราะนั้นมันมีผลกับจิตใจเด็กมาก ด้วยวลีที่เอ่ยเป็นบวกนั้นมันจะประทับลงในจิตใจของทั้งผู้พูดและผู้ฟังให้อ่อนโยนโดยไม่รู้ตัว และเมื่อทำไปบ่อยๆเข้าจนติดเป็นนิสัยก็จะทำให้กลายเป็นคนอ่อนโยน ข้อสำคัญคือทำให้เด็กนั้นโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่หาความสุขให้หัวใจได้ง่ายขึ้น

 

สิ่งสำคัญที่สุดในการเลี้ยงลูกในปัจจุบันไม่ใช่แค่เพียงความฉลาดค่ะ แต่ลูกเรายังต้องประสบความสำเร็จอย่างมีความสุข รู้จักช่วยเหลือผู้อ่าน และสามารถเอาตัวรอดในสังคมได้เป็นอย่างดี แม้ลูกเราจะไม่เป็นที่หนึ่งในทุกๆ เรื่อง ขอเพียงแค่เขาสามารถใช้สิ่งที่เรียนรู้และได้รับการส่งเสริมอย่างถูกต้อง เขาก็เป็นเด็กฉลาดแล้วล่ะค่ะ

 

ที่มา : นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ชะลอวัย

ลูกรักประสบความสำเร็จได้ เพราะรู้จักจดจ่อและใส่ใจ

EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF  

Focus / Attention หรือ การจดจ่อใส่ใจ  คือทักษะ 1 ใน 9 ด้านของ Executive Functions (EF) หรือ ทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ 


เวลาที่คนเราจะจดจ่ออะไรสักอย่าง เราจะต้องมีการจดจำว่าเราจดจ่อเพื่ออะไร จำได้ว่าทำไมเราต้องจดจ่อ เช่นเวลาที่คุณครูบอกเด็กๆ ว่า “นั่งทำงานเงียบๆ นะเด็กๆ ทำเสร็จเดี๋ยวครูมาตรวจ” คำว่า ทำงานเงียบๆ ทำให้เสร็จ จะกลายเป็นความจำที่อยู่ในสมอง เด็กจะจำคำสั่ง และรู้ว่าทำไมตัวเองถึงต้องจดจ่อทำงานให้เสร็จ

นอกจากนั้นต้องมีความยั้งใจ เมื่อเด็กรู้ว่าเราต้องทำงานนี้ให้เสร็จ เดี๋ยวคุณครูจะกลับมาตรวจ เด็กก็จะต้องจดจ่อกับคำสั่งนี้ และยั้งใจของตัวเองว่าจะไม่ไปทำในสิ่งอื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือคำสั่งนี้  เช่น  เพื่อนชวนไปวิ่งเล่น เด็กก็จะบอกเพื่อนว่า คุณครูบอกว่าให้ทำงานให้เสร็จ เขาก็จะไม่ไปวิ่งเล่น 

แรงจูงใจที่ทำให้เด็กเกิด Attention

1. การรู้คำสั่ง รู้ความหมายของการที่จะต้องจดจ่อ เช่น เด็กรู้ว่าครูสั่งให้ทำงานให้เสร็จ ครูจะกลับมาตรวจ เด็กก็จะจดจ่อทำสิ่งนั้น

2. เป็นเรื่องที่ชอบเวลาที่เด็กทำอะไรด้วยความชอบ เช่น ชอบต่อบล็อก วาดรูป เล่นเกม เขาก็จะมีความสุขกับสิ่งที่ทำ มีไอเดียที่จะทำ อยากทำ สนุกกับการต่อโน่นต่อนี่ หรือทดลองรื้อใหม่ ถ้าเขามีความสุข ก็จะมี Attention กับสิ่งนั้นได้ดี 

3. การมีเป้าหมาย เช่น ถ้าเด็กรู้ว่าเขาวาดรูปนี้สำเร็จ เอาไปให้แม่ ก็จะตั้งใจวาดตั้งใจทำ ดังนั้นเป้าหมายของเขาคือ "จะให้" รูปที่วาดกับแม่ ไม่ใช่เป็นการวาดรูปเพียงอย่างเดียว มีความหมายที่มากกว่า เช่น อยากทำดีให้แม่ชื่นใจ 
 
4. มีความสงสัยใคร่รู้ ความอยากรู้ของเด็กจะทำให้เด็ก มีใจจดจ่อ พ่อแม่ต้องค่อยๆ เติม ค่อยๆ กระตุ้นความอยากรู้ เด็กจะได้ทั้งฝึก  Attention และตอบโจทย์ความอยากรู้อยากเห็น ซึ่งเป็นทักษะหนึ่งของมนุษย์เหมือนกัน ที่จะทำให้มีความช่างคิดวิเคราะห์  ช่างสังเกตเกิดขึ้น

ฝึกลูกให้มีสมาธิ จดจ่อ ใส่ใจ ไม่ยาก

ให้เด็กได้ใช้เวลากับตัวเองเงียบๆ เช่น ต่อบล็อก  เล่นทราย วาดรูป ระบายสี ตัดกระดาษ ฉีกกระดาษ เป็นต้น

สร้างเสริมประสบการณ์ในบ้าน เช่น  พาลูกไปเดินเล่นดูต้นไม้ดูรอบๆ บ้าน ดอกไม้ ต้นไม้ ก้อนหิน ทำนู่นทำนี่ที่จะชวนให้เขาจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งในระยะที่นาน  การจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งในระยะที่นานนั้นต้องตื่นตัว สำหรับเด็กคือต้องให้เขาเคลื่อนไหวอย่างจดจ่อ  หยิบ  จับ  เล่น แต่เป็นการเคลื่อนไหวบนความจดจ่ออยู่ในเรื่องเหล่านั้น 

มีตัวช่วยในการเรียนรู้ ไม่ต้องเป็นของเล่นสำเร็จ แต่เป็นของใกล้ตัวก็ได้ เช่น เก็บใบไม้มารูปร่างแปลกๆ มาเรียง ชวนลูกทำกับข้าว เล่นหม้อข้าวแกง เป็นต้น

อย่าไปคาดหวังว่าต้องได้ชิ้นผลงานแต่ควรปล่อยลูกเล่นอิสระในพื้นที่ที่ปลอดภัย วัสดุอุปกรณ์ที่ไม่อันตราย เช่น กระดาษหนึ่งแผ่นสองแผ่น   ช้อน จาน ชาม แก้วน้ำ ฯลฯ เด็กก็เล่นได้ ไม่จำเป็นต้องวาดรูปออกมาหนึ่งชิ้น หรือต้องประดิษฐ์สิ่งของได้หนึ่งอย่าง 
 

เมื่อเด็กมี Attention

การที่เด็กจดจ่อหมายความว่ามีเรื่องราวอะไรที่เขาสนใจ เด็กกำลังเรียนรู้อะไรบางอย่าง  กำลังเก็บรับประสบการณ์ ทำความรู้จักกับสิ่งๆ นั้น  กำลังพัฒนาคอนเซ็ปต์เกี่ยวสิ่งเหล่านั้นในสมอง

เมื่อเด็กมี  Attention เขาจะมีระยะเวลาของการคิดที่เป็นกระบวนการ พูดง่ายๆ คือคอนเซ็ปต์ของสิ่งเหล่านั้นกำลังเกิดขึ้นในสมอง เกิดการเรียนรู้  ทำให้ได้พัฒนาความอยากรู้อยากเห็น ทำให้เขารู้จักการแก้ปัญหา ถ้าเขาตั้งใจและใส่ใจกับมัน เขาก็จะทำงานสำเร็จได้ เด็กจะแก้ปัญหาได้ จะเข้าใจและเห็นกระบวนการ ที่สำคัญเขาจะมีความสุข  เพราะเขาจัดการสิ่งที่เขาทำได้ หรือได้ผลงานออกมา และได้คำชมจากพ่อแม่นั่นเอง 


ลูกวัย 1-3 ปี ต้องเล่นอะไรถึงจะดีต่อพัฒนาการ

ของเล่น-ของเล่นเด็ก1-3ปี-พัฒนาการ-เสริมพัฒนาการ-ของเล่นตามวัย-ของเล่นเสริมพัฒนาการ-ร้านของเล่น-ขายของเล่นเด็ก

ลูกวัย 1-3 ปี ต้องเล่นอะไรถึงจะดีต่อพัฒนาการ

พัฒนาการทุกด้านของเด็กนั้นเป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการที่จะพัฒนาให้ครบรอบด้านมีปัจจัยสำคัญหลายอย่าง และหนึ่งในนั้นก็คือการเล่นที่เหมาะสมกับวัย

วัย 1-2 ปี

เด็กวัยนี้เริ่มเดินได้เองแม้จะไม่มั่นคงนัก แต่ก็ชอบเกาะเกี่ยวเฟอร์นิเจอร์เครื่องเรือนเดินจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เป็นการเรียนรู้เรื่องระยะทางและฝึกการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อต่างๆ ลูกจะสนุกกับสิ่งใหม่ๆ ที่ได้พบเห็น ชอบปีนป่ายขึ้นบันได มุดโต๊ะ พ่อแม่จึงต้องใส่ใจเรื่องความปลอดภัยให้มาก และวัยนี้ชอบขีดๆ เขียนๆ เข้าใจคำพูดรวดเร็วมาก ใครพูดอะไรจะพูดตามทันที

เล่นเสริม :

  • พัฒนาการร่างกาย ของเล่นควรเป็นประเภทลากจูงไปมาได้ เช่น รถไฟ หรือรถลากต่อกันเป็นขบวน หรือกล่องกระดาษมีเชือกร้อยต่อกัน
  • พัฒนาการสมอง การเล่นสำรวจที่ใช้ประสาทสัมผัสและการเคลื่อน ไหวอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น การให้เด็กบริหารแขนขา การเล่นดิน-ทราย-น้ำ การหยิบของตามคำบอก เป็นต้น
  • พัฒนาการทางภาษา หาเพลงง่ายๆ ประเภท Music for Movement สนุกๆ มาให้ลูกฟัง ร้องและเต้นตามจังหวะ หรือจะเล่นเกมร่างกายของหนูสอนให้ลูกรู้จักชื่ออวัยวะต่างๆ ก็ได้เช่นกัน

Concern : ของเล่นที่มีขนาดเล็ก ของเล่นแหลมคมและมีน้ำหนักเกิน อาจเกิดอุบัติเหตุได้จากการขว้างปา ขนาดของรูหรือช่องต่างๆ ในของเล่นควรมีขนาดเล็กหรือใหญ่กว่านิ้วมือทุกนิ้ว เพื่อป้องกันการติดของนิ้วมือ

 

วัย 2-4 ปี

เด็กวัยนี้อยากรู้อยากเห็นทุกอย่าง เคลื่อนไหวได้คล่องขึ้นและทรงตัวได้ดีเพราะกล้ามเนื้อแขนขาแข็งแรงขึ้นมาก ทำให้ชอบเล่นออกแรงมากๆ ทั้งวิ่งเล่น กระโดด ปีนป่ายม้วนกลิ้งตัว เตะขว้างลูกบอล และขี่จักรยานสามล้อซึ่งช่วยฝึกกล้ามเนื้อใหญ่ให้แข็งแรงและเคลื่อนไหวได้คล่องขึ้น ควบคุมกล้ามเนื้อเล็กได้ดีขึ้น สามารถเล่นใช้นิ้วมือหยิบจับหรือหมุนได้

เล่นเสริม :

  • พัฒนาการร่างกาย กล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น กระโดด ปีนป่ายม้วนกลิ้งตัว เตะขว้างลูกบอล และขี่จักรยานสามล้อ และกล้ามเนื้อมัดเล็ก เช่น บล็อกหยอดกล่องรูปทรง ภาพตัดต่อ เป็นต้น
  • พัฒนาการทางสมอง ชอบเล่นอิสระและเลียนแบบท่าทางของคนและสัตว์จำลองบทบาทสมมติด้วยของเล่นเหมือนจริงจะช่วยเสริมจินตนาการให้แสดงออกอย่างสร้างสรรค์ อีกทั้งยังสนใจฟังนิทาน เรื่องเล่าและหนังสือภาพ ชอบแสดงท่าทางประกอบและเคลื่อนไหวตามจังหวะเพลง
  • พัฒนาการทางสังคมและภาษา เริ่มเล่นกับเด็กอื่นมากขึ้นและทำงานเป็นกลุ่มได้ เช่น แสดงบทบาทสมมติ และเล่นขายของ ซึ่งเด็กวัยนี้จะมีการพูดจาสื่อสารกันระหว่างที่เล่นมากขึ้น

Concern : ด้วยวัยที่มีจินตนาการสูง พ่อแม่จึงควรการตักเตือนและแนะนำการเล่นด้วยเหตุผล เพื่อให้ลูกไม่นำเอาจินตนาการไปเล่นแบบเสี่ยงๆ หรือเป็นพื้นฐานความรุนแรง เช่น เลี่ยงเล่นต่อสู้ ไม่ซื้อของเล่นที่เลียนแบบอาวุธ ฯลฯ

 

ประโยชน์จากของเล่นเสริมพัฒนาการ

1.ฝึกแก้ไขปัญหา

ของเล่นเสริมพัฒนาการ เช่น การต่อบล็อกไม้ การต่อจิ๊กซอว์ หรือกล่องหยอดรูปทรง จะช่วยให้ลูกรู้จักการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นว่าจะต้องทำอย่างไร เพื่อให้เล่นได้สำเร็จ

2.เสริมสร้างจินตนาการ

ลองนึกถึงภาพเด็กกำลังเล่นรถถัง รถบังคับ อุลตร้าแมน หรือตัวการ์ตูนยอดฮิต อย่าง Ben 10 สิคะ เขาจะใช้ปากทำเสียงต่าง ๆ อย่างสนุกสนาน นั่นเพราะเด็กได้นำตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความคิดและจินตนาการที่สร้างขึ้น ซึ่งถือเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กสนใจในสิ่งต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น

3.ร่างกายแข็งแรง

เพราะลูกน้อยได้ใช้ทั้งกล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ แขนและขาจึงได้ขยับ ซึ่งถือเป็นการออกกำลังกายที่ดี ที่จะช่วยให้เขามีศักยภาพในการเรียนรู้โลกกว้างในอนาคต

ของเล่นเป็นอีกตัวช่วยสำคัญในการสร้างพัฒนาการที่ดีของลูกน้อยได้ค่ะ คุณพ่อคุณแม่หาเวลาว่างทำกิจกรรมกับเด็ก ๆ ที่บ้านกันด้วยนะคะ 

 

 

ลูกอารมณ์ดี สมองดี EF ดี

EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF

สมองไม่ใช่แค่เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของร่างกายเท่านั้น หากแต่ยังเป็นสิ่งที่บ่งบอกความเป็นตัวตนผ่านการคิด การไตร่ตรอง แยกแยะผิดถูก อารมณ์ ความรู้สึก และสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ

สมองของทารกแรกเกิด เมื่อครบกำหนดคลอดจะมีน้ำหนัก 500 กรัม และมีเซลล์สมองประมาณ 1 แสนล้านเซลล์ โดยไม่มีการสร้างเพิ่มเติมอีก แต่ด้วยสภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดูที่เหมาะสมของพ่อแม่นั้นมีอิทธิพลต่อการพัฒนาสมองอย่างยิ่ง

ลูกอารมณ์ดี สมองดีจริงหรือ

นพ.อุดม เพชรสังหาร จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง กล่าวถึงนิยามสมองดีและอารมณ์ดีว่า "อารมณ์ดีเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ เมื่อรู้สึกว่าตัวเองรอดปลอดภัย แล้วมนุษย์ถึงจะเรียนรู้ หากไม่รู้สึกว่าปลอดภัย ก็จะไม่รับไม่เรียนรู้อะไรทั้งนั้น เช่นเดียวกับเด็ก การจะทำให้ลูกอารมณ์ดีก็ต้องเริ่มต้นจากพ่อแม่"

เพราะการแสดงอารมณ์แจ่มใสร่าเริงให้เด็กรับรู้ ถือเป็นสัญญาณหนึ่ง ที่ทำให้เด็กรับรู้ได้ว่าเขาปลอดภัย เหมือนเวลาเราเห็นหมาแยกเขี้ยวกับหมากระดิกหาง ก็รู้ได้ว่าอันไหนคุกคามหรือเป็นมิตร เมื่อเด็กรู้สึกปลอดภัยแล้ว ระบบลิมบิกก็ทำงาน ส่งให้ฮอร์โมนที่เป็นสุขเกิดขึ้น วงจรเกี่ยวกับความสุข (Reward Circuit) ก็ทำงาน พอเด็กมีความสุขการเรียนรู้ก็จะเกิด"
 
"Safety Need เป็นความต้องการสำคัญของเด็ก เมื่อเขารู้สึกปลอดภัย การเรียนรู้ของเขาก็จะเป็นการเรียนรู้ที่จะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นการเรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเอง

แต่หากไม่มีจะกลายเป็นการเรียนรู้เพียงเพื่อเอาตัวรอดจากอันตรายนั้น แต่จะไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เหมือนเด็กที่เรียนเก่ง IQ ดี จะกังวลอยู่กับเกรด จะไม่ค่อยมองสิ่งรอบตัว มีเพื่อนแต่จะไม่รู้ว่าคนนี้มาจากไหน เป็นคนยังไง ขณะเดียวกันก็จะคิดว่าเพื่อนคนนี้จะช่วยเราได้ยังไง มองอยู่แค่นี้ไม่มองเรื่องอื่นๆ เพราะเขาไม่มีความรู้สึกปลอดภัยในตัวเอง"
 
ด้วยเหตุนี้ นิยามคำว่าอารมณ์ดีของเด็กจึงเปลี่ยนไป จากที่วัดกันจากรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ เปลี่ยนเป็นการสร้างความรู้สึกปลอดภัยอบอุ่น แล้วลูกจะเกิดความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตัวเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือมิติที่ก่อให้เกิดพัฒนาการทางสมองและการเรียนรู้ได้มากกว่า 

5 เทคนิคให้ลูกน้อยอารมณ์ดี

1. นวดให้สบายตัว การนวดช่วยกระตุ้นให้โลหิตไหลเวียนได้ดี ช่วยให้กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายผ่อนคลาย ลูกจะรู้สึกสงบสุขมากขึ้น และจะรับรู้ได้ถึงความรัก ความอบอุ่นที่ส่งผ่านมา ลูกก็จะอุ่นใจและมั่นใจว่าจะเติบโตอยู่ในโลกนี้ได้อย่างมีความสุข

2. ฟังเพลงให้สบายใจการเปิดเพลงจังหวะเบาๆ สบายๆ ให้ลูกฟัง จะช่วยเรียกความสนใจของลูกให้จดจ่ออยู่กับท่วงทำนอง สงบนิ่ง และไม่โยเย อีกทั้งดนตรียังเป็นหนึ่งในหลายวิธีที่ช่วยกระตุ้นพัฒนาการของสมอง ทำให้เส้นใยประสาทแตกแขนงมากขึ้น ซึ่งพ่อแม่อาจจะร้องให้ลูกฟังเองก็ได้

3. จัดบ้านเพื่อลูกน้อย สภาพแวดล้อมและบรรยากาศที่ดี จะทำให้ลูกอารมณ์ดี เนื่องจากมีอากาศถ่ายเท ไม่ร้อนหรือหนาวจนเกินไป มีพื้นที่ให้ได้สำรวจ ได้เล่นอย่างสนุกสนานและปลอดภัย 
 
4. เล่นกับลูกบ่อยๆของเล่นที่ดีที่สุดสำหรับลูกวัยขวบปีแรกก็คือพ่อแม่ การเล่นแบบง่าย ๆ เช่น จ๊ะเอ๋ เก็บของ การเอาของเล่นสุดโปรดไปวางไว้ตรงหน้าให้ได้เอื้อม ไขว่คว้า เป็นการบริหารกล้ามเนื้อลำตัว แขน ขา และยังช่วยฝึกการใช้ประสาทตาให้สัมพันธ์กับมืออีกด้วย ทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมทางร่างกายให้แข็งแรง ความพร้อมของกล้ามเนื้อบริเวณส่วนต่าง ๆ ไว้สำหรับการเคลื่อนไหว และมีความพร้อมทางอารมณ์ สำหรับการออกสู่โลกกว้างในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นต่อไป
 
5. พ่อแม่ก็ต้องอารมณ์ดีและมีการแสดงออกต่อลูกอย่างเหมาะสม สัมผัสลูกด้วยความอ่อนโยน พูดจาด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่น และมีตอบสนองต่อความต้องการลูก เช่น เมื่อร้องก็มีคนมาโอบอุ้ม เมื่อหิวก็มีคนมาดูแล ลูกก็จะรู้สึกปลอดภัย และพร้อมต่อพัฒนาการต่าง ๆ ได้ดี


 

 

"รักวัวให้ผูก รักลูกให้เลี้ยงด้วย EF"
ขอบคุณความรู้ EF โดย สถาบัน RLG


ลูกไม่มีความอดทน, ลูกไม่รู้จัก, ฝึกให้ลูกรู้จักรอคอย, สอนลูกให้รู้จักรอคอย, ลูกรอเป็น, สอนลูกเข้าคิว, สอนลูกต่อคิว, EF, Executive Functions, ทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ, การทำงานของสมองส่วนหน้า, ทักษะสมอง EF, พัฒนา EF, ฝึก EF, EF คืออะไร, อีเอฟคืออะไร, ปรับพฤติกรรมลูก, ลูกก้าวร้าว, ลูกเอาแต่ใจ, ลูกดื้อ, ลูกไม่มีความอดทน, ลูกขี้เกียจ, ลูกความจำไม่ดี, ลูกชอบเถียง, ลูกอาละวาด, ลูกอารมณ์ร้าย, ลูกอ่อนไหว, ลูกปรับตัวไม่เป็น, ลูกปรับตัวไม่เก่ง, ลูกขี้อาย, ลูกไม่มีความยับยั้งชั่งใจ, ลูกไม่มีระเบียบ, ลูกไม่มีวินัย, Working memory, ความจำเพื่อใช้งาน, Inhibitory Control, การยั้งคิด ไตร่ตรอง, Shift, Cognitive Flexibility, การยืดหยุ่นความคิด,Focus, Attention, จดจ่อใส่ใจ, Emotional Control, การควบคุมอารมณ์, Planning,Organizing, การวางแผน, การจัดระบบดำเนินการ, Self-Monitoring, การรู้จักประเมินตนเอง,Initiating, การริเริ่มและลงมือทำ, Goal-Directed Persistence, ความพากเพียร, มุ่งสู่เป้าหมาย, เลี้ยงลูกให้เก่ง, เลี้ยงลูกให้เอาตัวรอด, เลี้ยงลูกให้ดี, เลี้ยงลูกให้ฉลาด, เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี, เลี้ยงลูกให้ดูแลตัวเองได้, เลี้ยงลูกให้มีความสุข

อยู่บ้านก็เรียนได้! Twinkl สื่อการสอนจากประเทศอังกฤษ แจกโค้ดโหลดฟรี!

 COVID-19- Twinkl - ภาษาอังกฤษ - เรียนออนไลน์ - โควิด-19 

คุณพ่อคุณแม่กำลังมองหากิจกรรมดี ๆ ที่ให้ลูกทำช่วงอยู่บ้านใช่ไหมคะ เรามีกิจกรรมมาแนะนำค่ะ ซึ่งเป็นการเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ นอกจากจะได้ใช้เวลาว่างแล้ว ยังเป็นการเพิ่มทักษะภาษาอังกฤษอีกด้วย

โดยในตอนนี้ บริษัท Twinkl (ทวิงเคิล) ซึ่งเป็นผู้ผลิตสื่อการสอนจากประเทศอังกฤษ ได้จัดทำโค้ดสำหรับการสมัครสมาชิก และดาวน์โหลดทุกสื่อการสอน ฟรี!!! เป็นเวลา 1 เดือน โดยสามารถเลือกได้ตามอายุของผู้เรียน มีตั้งแต่เด็กเล็กก่อนเข้าโรงเรียน อนุบาล ประถม มัธยม และก็มีการศึกษาพิเศษค่ะ

 

วิธีการสมัครและใช้โค้ด
  1. คลิกเข้าไปที่ลิงก์ https://www.twinkl.co.th/offer (สำนักงานใหญ่อยู่ที่อังกฤษ แต่เรามีโดเมนสำหรับผู้ใช้ในไทยด้วยค่ะ)
  2. กรอกข้อมูลในส่วนของ New to Twinkl
  3. กรอกโค้ด THATWINKLHELPS ในช่อง Offer Code

 

เพียงเท่านี้คุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองก็สามารถ เข้าไปเลือกดู และดาวน์โหลดสื่อการสอนของ Twinkl อย่างฟรีๆ ได้มากกว่า 630,000 สื่อการสอน ทุกสื่อการสอนของ Twinkl ออกแบบโดย ครู ในสหราชอาณาจักร ผู้มีประสบการณ์ในการสอนและการใช้สื่อการสอนในห้องเรียน ได้รับมาตรฐานและสอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาของสหราชอาณาจักร สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.twinkl.co.th/about-us ค่ะ

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องการสมัคร+การใช้โค้ด สามารถเข้าไปดูได้ที่ :  https://www.facebook.com/twinklresources/videos/709197152952479/

  

เข้าใจเด็กออทิสซึม

เด็กออทิสติก-การดูแลเด็กออทิสติก-อาการออทิสติก

เนื่องจากในสังคมเรายังคง มีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเด็กที่เป็นโรคนี้อยู่พอสมควร หมอจึงอยากจะเล่าเกี่ยวกับโรคออทิสติก หรือออทิสซึมให้คุณพ่อคุณแม่ฟังกันนะครับ

โรคออทิสซึมคือโรคพัฒนาการล่าช้าในลักษณะหนึ่ง ดังนั้นออทิสซึมจึงไม่ใช่โรคจิตนะครับแม้คุณหมอที่ดูเด็กในกลุ่มนี้จะมีจิตแพทย์เด็กอยู่ด้วยก็ตาม โดยพัฒนาการที่ล่าช้าของออทิสซึมจะพบในด้านภาษา และการเข้าสังคมเป็นสำคัญ ดังนั้น อาการที่ทำให้สงสัยว่าจะเป็นโรคนี้ก็คือ พูดช้า ไม่สนใจที่จะสื่อสารกับคนอื่น และมีพัฒนาการด้านสังคม เช่น การเลียนแบบ การเข้าหาเด็กคนอื่น ล่าช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน รวมถึงมีพฤติกรรมที่ต่างไปจากเด็กทั่วไป เช่น ชอบทำอะไรซ้ำๆ หรือมีความสนใจต่อสิ่งของ/เรื่องราวหลายอย่างเป็นอย่างมาก จนไม่สนใจเรื่องอื่นๆ เลย

การที่หมอจะสงสัยว่าเด็กคนไหนจะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคออทิสซึม หมอจะดูจากการที่เด็กมีพัฒนาการล่าช้าในด้านภาษาและการเข้าสังคมหรือไม่เป็นประเด็นสำคัญ ดังนั้นหากลูกหลานของคุณพ่อคุณแม่พูดได้ช้ากว่าเกณฑ์ จะต้องได้รับการประเมินอย่างละเอียดว่ามีความเสี่ยงจะเป็นออทิสซึมหรือไม่ อย่างไรก็ดี สาเหตุที่ทำให้เด็กพูดช้านั้นมีเยอะมาก และในบางรายก็ไม่ได้เป็นโรคอะไรเลย เพียงแค่พูดช้าเท่านั้นแต่พอพูดได้ก็พูดได้ปกติ ประเด็นสำคัญคือ การพูดช้าไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุอะไรจำเป็นที่ต้องได้รับการประเมินและความช่วยเหลือตั้งแต่ระยะแรกๆ เพราะยิ่งรักษาหรือกระตุ้นได้เร็ว จะมีโอกาสสูงที่อาการจะดีขึ้นหรือเป็นปกติได้ครับ

ในส่วนของสาเหตุของการเป็นโรคออทิสซึมนี้ ขอตอบตรงๆ ว่าในปัจจุบันก็ยังไม่ทราบแน่ชัดครับ เพียงแต่พันธุกรรมน่าจะมีส่วนในการเกิดโรคอยู่พอสมควร เพราะมีรายงานความผิดปกติของยีนหลายชนิดในโรคนี้ อย่างไรก็ดี การเลี้ยงดูก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อตัวโรคด้วยครับ เพราะแม้เด็กจะเป็นโรคออทิสซึม แต่ถ้าได้รับการดูแลอย่างดีจากคุณพ่อคุณแม่ ก็จะทำให้อาการดีขึ้นหรือเป็นปกติได้ครับ ประเด็นสำคัญคือ การได้รับวัคซีนไม่ได้เป็นปัจจัยที่ทำให้เป็นออทิสซึมนะครับ ซึ่งสมัยหนึ่งเคยมีความเชื่อแบบนั้นกันมาก แต่ได้รับการยืนยันแล้วว่าไม่เป็นความจริง

ดังนั้นเด็กจึงควรได้รับวัคซีนตามกำหนดเพื่อช่วยป้องกันโรคนะครับ นอกจากนี้ ออทิสซึมก็ไม่ได้เกิดจากการที่คุณแม่เลี้ยงดูลูกไม่ดีด้วย เพราะมีหลายครอบครัวที่เข้าใจว่าที่ลูกเป็นออทิสซึม เพราะคุณแม่ดูแลไม่ดี ซึ่งก็ไม่จริงครับ เด็กจะเป็นออทิสซึมหรือไม่ขึ้นกับพัฒนาการทางสมองของตัวเค้าเอง เพียงแต่การดูแลที่ดีของคุณพ่อคุณแม่จะทำให้ตัวโรคดีขึ้นได้ครับ

ในส่วนของการรักษา ปัจจุบันยังไม่มียารักษาภาวะพัฒนาการช้าไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุอะไรก็ตามครับดังนั้นโรคออทิสซึมจึงไม่มียารักษาแต่ยาที่เด็กออทิสซึมได้รับจะเป็นยาคุมอาการบางอย่างครับ เช่น ยาควบคุมพฤติกรรมก้าวร้าว ยาควบคุมอาการย้ำคิดย้ำทำ ยาช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น เป็นหลัก แต่ไม่ใช่ยากระตุ้นพัฒนาการ การที่เด็กจะอาการดีขึ้นหรือไม่จะขึ้นอยู่กับการฝึกครับซึ่งนักกิจกรรมบำบัด นักกายภาพบำบัด นักอรรถบำบัด  (ฝึกพูด) นักอาชีวบำบัด และคุณครูการศึกษาพิเศษจะเป็นผู้ช่วยเหลือเด็กๆ เหล่านี้ให้มีพัฒนาการดีขึ้น ร่วมไปกับการประเมินอาการจากคุณหมอด้านพัฒนาการเด็ก หรือคุณหมอจิตเวชเด็กครับ


ผศ.นพ.วรสิทธิ์ ศิริพรพาณิชย์
กุมารแพทย์ด้านโรคสมอง

 

เมื่อลูกช่างถาม ทำอย่างไรให้เป็นเด็กช่างคิด

EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF
 
เพราะการตั้งคำถามของลูกไม่ใช่แค่ความสงสัยใคร่รู้ตามวัย หากแต่เป็นความความช่างสังเกต ช่างคิด ช่างสงสัย ซึ่งเป็นลักษณะนิสัยของคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ค่ะ เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งเบื่อที่ลูกตั้งคำถาม แต่ควรชวนลูกหาคำตอบเพื่อสร้างนักคิดแทนค่ะ  
How to ปั้นลูกช่างถามให้เป็นเด็กช่างคิด 

1. ตอบคำถามลูกด้วยคำถาม ไม่ใช่การปัดความรับผิดชอบค่ะ หากแต่เป็นการกระตุ้นให้ลูกคิดหาคำตอบด้วยตัวเอง เช่น เมื่อลูกถามว่าทำไมน้ำทะเลถึงเค็ม พ่อแม่อาจตอบลูกว่า แล้วลูกคิดว่าทำไมล่ะ จากนั้นอาจจะต่อยอดด้วยการชวนลูกหาข้อมูลจากที่ต่างๆ เช่น สถานที่จริง พิพิธภัณฑ์ หนังสือ อินเตอร์เน็ต เป็นต้น

2. ชวนลูกหาคำตอบด้วยกิจกรรมที่เข้าใจง่ายบางคำถามพ่อแม่ไม่จำเป็นต้องตอบก็ได้ แต่ให้ลูกได้หาคำตอบเอง เช่น ทำไมรถถึงเคลื่อนไปข้างหน้า แทนที่จะตอบว่าเพราะมีคนขับ หรือเพราะเราเติมน้ำมัน แต่ถ้าหากิจกรรมวิทยาศาสตร์สนุกๆ เกี่ยวกับเรื่องแรงและการเคลื่อนที่มาทดลองเล่นกับลูก นอกจากจะได้คำตอบสนุกๆ ที่สร้างสรรค์แล้ว ยังกระตุ้นให้ลูกสนใจวิทยาศาสตร์ด้วย

3.ตั้งคำถามกับลูกจากเรื่องใกล้ตัว “อะไร ทำไม ยังไง” เช่น ทำไมหมาต้องเห่าด้วย ลูกอาจจะตอบว่าเพราะหมาเห็นคนแปลกหน้า หมากำลังดีใจ หรือมีคนร้าย ตามแต่ประสบการณ์ของเขา แล้วพ่อแม่อาจจะถามต่อว่าต้องทำอย่างไรให้หมาหยุดเห่า ลูกก็จะคิดหาคำตอบและวิธีแก้ปัญหา

4. ชวนทำกิจกรรมสร้างสรรค์ เช่น ทำอาหาร ทำของใช้ DIY ในระหว่างขั้นตอนการทำจะได้พูดคุยกัน อย่างการทำอาหาร ให้ลูกลองชิม แล้วถามว่าอร่อยหรือยัง อยากใส่อะไรเพิ่มอีก หรือคุณแม่แนะนำส่วนประกอบต่างๆ ทำให้ลูกได้เรียนรู้คำศัพท์ และกระตุ้นให้เกิดการถามตอบ เป็นการพัฒนาทักษะการพูดได้ดี

5. ตั้งคำถามสร้างจินตนาการ เพราะการใช้จินตนาการก็เหมือนการบริหารสมองอย่างหนึ่ง ลองถามคำถามที่ดูเกินจริงหรืออยู่ในโลกสมมติบ้างเช่น ถ้าเหาะได้ หนูจะเหาะไปที่ไหน ถ้ามีพลังแบบเจ้าหญิงเอลซ่าหนูจะทำยังไง ถ้าโดราเอม่อนมีจริง อยากได้ของวิเศษอะไรที่สุด          


เจ้าหนูจำไมอาจน่าเบื่อบ้าง แต่เพราะนั่นคือพัฒนาการตามวัยของเขา บางครั้งหากตอบคำถามลูกไม่ได้ก็ไม่ใช่เรื่องผิดหรือต้องหงุดหงิดค่ะ เพราะสิ่งที่สำคัญมากกว่าคำตอบก็คือกระบวนการให้ได้มาซึ่งคำตอบ นั่นคือการเรียนรู้ระหว่างทาง

 

"รักวัวให้ผูก รักลูกให้เลี้ยงด้วย EF"
ขอบคุณความรู้ EF โดย สถาบัน RLG


ลูกไม่มีความอดทน, ลูกไม่รู้จัก, ฝึกให้ลูกรู้จักรอคอย, สอนลูกให้รู้จักรอคอย, ลูกรอเป็น, สอนลูกเข้าคิว, สอนลูกต่อคิว, EF, Executive Functions, ทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ, การทำงานของสมองส่วนหน้า, ทักษะสมอง EF, พัฒนา EF, ฝึก EF, EF คืออะไร, อีเอฟคืออะไร, ปรับพฤติกรรมลูก, ลูกก้าวร้าว, ลูกเอาแต่ใจ, ลูกดื้อ, ลูกไม่มีความอดทน, ลูกขี้เกียจ, ลูกความจำไม่ดี, ลูกชอบเถียง, ลูกอาละวาด, ลูกอารมณ์ร้าย, ลูกอ่อนไหว, ลูกปรับตัวไม่เป็น, ลูกปรับตัวไม่เก่ง, ลูกขี้อาย, ลูกไม่มีความยับยั้งชั่งใจ, ลูกไม่มีระเบียบ, ลูกไม่มีวินัย, Working memory, ความจำเพื่อใช้งาน, Inhibitory Control, การยั้งคิด ไตร่ตรอง, Shift, Cognitive Flexibility, การยืดหยุ่นความคิด,Focus, Attention, จดจ่อใส่ใจ, Emotional Control, การควบคุมอารมณ์, Planning,Organizing, การวางแผน, การจัดระบบดำเนินการ, Self-Monitoring, การรู้จักประเมินตนเอง,Initiating, การริเริ่มและลงมือทำ, Goal-Directed Persistence, ความพากเพียร, มุ่งสู่เป้าหมาย, เลี้ยงลูกให้เก่ง, เลี้ยงลูกให้เอาตัวรอด, เลี้ยงลูกให้ดี, เลี้ยงลูกให้ฉลาด, เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี, เลี้ยงลูกให้ดูแลตัวเองได้, เลี้ยงลูกให้มีความสุข

เรียนรู้และส่งเสริม 5 ทักษะของลูก ด้วย 5 กิจกรรมที่ทำได้ในบ้าน

กิจกรรม-กิจกรรมครอบครัว-ของเล่นเสริมพัฒนาการ

เด็กแต่ละคนมีความชื่นชอบ และมีทักษะอันโดดเด่นแตกต่างกัน หากคุณพ่อคุณแม่เห็นแววความสามารถนั้นและส่งเสริมได้อย่างถูกต้อง ลูกเราจะใช้ทักษะเฉพาะตัวได้อย่างเต็มที่และเสริมสร้างอนาคตของเค้าได้เป็นอย่างดีเลยนะคะ

พญ.สินดี จำเริญนุสิต กุมารแพทย์พัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก รพ.เวชธานี กรุงเทพฯ กล่าวว่า เด็กไทยยุคใหม่ควรมีโอกาสได้รับการส่งเสริมทักษะสำคัญ 5 ด้านด้วยกัน ได้แก่ ทักษะด้านตัวเลขและIT ทักษะทางด้านภาษา ทักษะด้านพละกำลัง ทักษะความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และทักษะด้านการอยู่ร่วมและทำงานกับผู้อื่น หากได้รับการฝึกฝน พัฒนา และส่งเสริมจากคุณพ่อคุณแม่ในด้านที่ลูกชื่นชอบ ทักษะเหล่านี้อาจพัฒนาเป็นความสามารถพิเศษที่โดดเด่นประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างมากในอนาคต และเด็กทุกคนควรสามารถใช้ทั้ง 5 ทักษะร่วมกันได้อย่างลงตัว

คุณพ่อคุณแม่คนไหนอยากได้กิจกรรมง่ายๆ ที่ช่วยส่งเสริมการใช้ทั้ง 5 ทักษะได้อย่างลงตัว เรามีกิจกรรมมาแนะนำค่ะ

 

กิจกรรมที่ 1: พับผ้า และจัดเป็นหมวดหมู่ให้ถูกต้อง ส่งเสริมทักษะด้านตัวเลขและIT และ ทักษะด้านพละกำลัง

คุณแม่ควรให้ลูกพับเก็บเสื้อผ้า แขวนเสื้อผ้า จัดลิ้นชักเสื้อผ้า หรือของใช้ตัวเองได้อย่างเป็นหมวดหมู่ โดยอาจแยกตามความต่างของสีเสื้อผ้า ความยาวของเสื้อผ้า และประเภทของเสื้อผ้าได้อย่างถูกต้อง รวมไปถึงการใช้มือและแขนได้อย่างคล่องแคล่วในการพับผ้า ใช้กำลังในการเอื้อมแขวนผ้าในตู้ นอกจากนี้ลูกยังได้ฝึกฝนเรื่องระเบียบวินัยและความรับผิดชอบด้วยค่ะ

 

กิจกรรมที่ 2: ตัวต่อสารพัดนึก ส่งเสริมทักษะด้านตัวเลขและIT ทักษะความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และทักษะด้านการอยู่ร่วมและทำงานกับผู้อื่น

การเล่นตัวต่อสามารถเล่นได้ตั้งแต่ลูกเล็กอายุ 2 ปีจนไปถึงลูกโตค่ะ ลูกจะใช้เรียนรู้เรื่องรูปทรง เหลี่ยมมุมของตัวต่อแต่ละชิ้นใช้จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ในการคิดรูปร่างที่ตัวเองกำลังพยายามต่อออกมาโดยไม่มีถูกผิด คุณพ่อคุณแม่อาจให้โจทย์ในการเล่นตัวต่อในแต่ละครั้ง เช่น ต่อเป็นสัตว์ในจินตนาการ ต่อเป็นบ้านที่หนูอยากมี ฯลฯ ยิ่งถ้าได้เล่นกับเพื่อนทำให้การเล่นสนุกขึ้น และช่วยกันสร้างตัวต่อรูปทรงแปลกตาขึ้น

 

กิจกรรมที่ 3: สมุดภาพปะติด ส่งเสริมทักษะทางด้านภาษา ทักษะความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และทักษะด้านการอยู่ร่วมและทำงานกับผู้อื่น

ในแต่ละสัปดาห์ ให้ลูกได้ลองหาและตัดรูปที่ชอบจากหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือแผ่นพับต่างๆ มาปะติดในสมุดศิลปะ โดยให้เขาได้ใช้จินตนาการในการสร้างเรื่องราวต่างๆ จากภาพที่มี รวมถึงให้ลูกเขียนเรื่องราว ประโยคสั้นๆ เพื่อบรรยายภาพ คล้ายกับการสร้างหนังสือนิทานด้วยตัวเอง หากคุณแม่กระตุ้นให้ลูกเล่าเกี่ยวกับภาพหรือนิทานนั้นได้ จะยิ่งทำให้ลูกกล้าแสดงออก สื่อสารเก่ง และมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมกับกลุ่มเพื่อนได้อย่างไม่เขินอายค่ะ

 

กิจกรรมที่ 4: งานบ้านเล็กน้อยก็ต้องช่วยกัน ส่งเสริมทักษะด้านตัวเลขและIT ทักษะด้านพละกำลัง และทักษะด้านการอยู่ร่วมและทำงานกับผู้อื่น

คุณพ่อคุณแม่ควรมอบหมายงานบ้านบางอย่างให้ลูกอย่างจริงจัง เช่น ถ้าลูกยังเล็กให้ช่วยเหลือตัวเองง่ายๆ ถอดเสื้อผ้าเองและไปใส่ในตะกร้า เก็บของเล่นเอง เมื่อโตขึ้นฝึกให้ลูกช่วยงานบ้านส่วนรวม ลูกมีหน้าที่กรอกน้ำใส่ขวด กวาดห้องนอนตัวเอง รดน้ำต้นไม้หน้าบ้าน ซักถุงเท้าตัวเอง ฯลฯ งานบ้านเหล่านี้จะส่งเสริมให้ลูกได้ใช้ทักษะด้านพละกำลังในการออกแรงทำงานบ้านละอย่าง ใช้กระบวนการคิดอย่างเป็นขั้นตอนว่าควรจะทำทำอะไรก่อนหลัง และเป็นการทำงานร่วมกันกับพ่อแม่แบบทีมเวิร์คที่จะช่วยแบ่งเบาภาระซึ่งกัน นอกจากนี้ การให้ลูกช่วยทำงานบ้านยังฝึกความรับผิดและรู้หน้าที่ของตัวเองที่จะเป็นพื้นฐานนิสัยสำคัญในการทำงานในอนาคตด้วยค่ะ

 

กิจกรรมที่ 5: เกมล่าสมบัติ ส่งเสริมทักษะการด้านตัวเลขและIT ทักษะทางด้านภาษา ทักษะด้านพละกำลัง ทักษะความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และทักษะด้านการอยู่ร่วมและทำงานกับผู้อื่น

กิจกรรมนี้คุณแม่จะเป็นคนซ่อนสมบัติและวาดแผนที่ง่ายๆ นำทาง แล้วให้ลูกกับคุณพ่อออกหาสมบัติโดยมีคำใบ้ต่างๆ เช่น เดินกี่ก้าวแล้วจะเจอ บวกลบคูณหารเลขเพื่อบอกพิกัดของที่ซ่อน หรือวาดรูปเป็นสัญลักษณ์แทนว่าสมบัติซ่อนอยู่ที่ไหน ซึ่งกิจกรรมนี้ลูกจะใช้ทักษะทั้ง 5 ครบถ้วน คือ การนับหรือคำนวนเพื่อไปถึงจุดซ่อนสมบัติ การพูดคุยสื่อสารกับคุณพ่อเพื่อปรึกษากัน การเดินออกตามหาสมบัติ การใช้จินตนาการตีความจากรูปในแผนที่ที่คุณแม่ให้ไว้ และการได้ร่วมมือกันหาสมบัติกันกับคุณพ่อนั่นเอง

 

กิจกรรมส่งเสริมทักษะทั้ง 5 ของลูกยังมีอีกมายมากที่คุณพ่อคุณแม่สามารถสร้างสรรค์ขึ้นได้เองโดยไม่จำกัดรูปแบบค่ะ แต่ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมจะเล็กหรือใหญ่ เราเชื่อว่าทุกกิจกรรมจะมีทักษะทั้ง 5 นี้ผสมผสานกันอยู่แล้วไม่มากก็น้อยค่ะ อย่าลืมจุดประสงค์ของกิจกรรมในการปล่อยให้ลูกเรียนรู้ นอกจากการได้สร้างสัมพันธภาพที่ดีของคนในครอบครัว ยังเป็นการช่วยให้ลูก ค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบ และพัฒนาทักษะต่างๆ ไปได้เต็มศักยภาพนะคะ

 

 

ติดตามข้อมูลสนับสนุนการเรียนรู้ของลูกได้ที่ : https://www.facebook.com/OvaltineThailand

(พื้นที่เพื่อการโฆษณาและประชาสัมพันธ์)

เรื่องของเด็กซีพี...ที่ไม่ใช่ร้านสะดวกซื้อ

เด็กซีพี-โรค CP-โรคซีพี-เด็กพิเศษ

โรคซีพี (CP) เป็นตัวย่อภาษาอังกฤษมาจากคำว่า cerebral palsy อันเป็นโรคหรือภาวะทางสมองในลักษณะหนึ่งโดยซีพีมักจะถูกแปลเป็นชื่อภาษาไทยว่า โรคสมองพิการ ทำให้คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าคนที่เป็นโรคนี้จะมีภาวะปัญญาอ่อน หรือพิการรุนแรงจนไม่สามารถทำอะไรได้

อย่างไรก็ดี โรคซีพีก็เหมือนกับหลายๆ โรคที่มีความรุนแรงแตกต่างกันในแต่ละบุคคล เด็กที่เป็นโรคซีพีบางคนอาจจะมีอาการรุนแรงและไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ก็มีเด็กซีพีหลายคนที่สามารถเรียนหนังสือได้ดี หรือสามารถทำงานได้ พูดคุยได้ปกติ เพียงแต่ต้องมีอุปกรณ์ช่วยเหลือในการเคลื่อนไหวเท่านั้น ดังนั้นในวันนี้เราจะมาทำความรู้โรคซีพีกัน เพื่อที่จะได้เข้าใจโรคนี้กันอย่างถูกต้องนะครับ
 
โรคซีพี เกิดจากอันตรายใดๆ ก็ได้ที่เกิดขึ้นกับสมองในช่วงแรกของชีวิต คือเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงที่ยังอยู่ในท้องแม่ เช่น การติดเชื้อโรคในแม่ แล้วเชื้อโรคเข้าไปทำลายสมองที่กำลังสร้างของลูก หรือการที่เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้เซลล์สมองบางส่วนตายไป หรือเกิดขึ้นในช่วงระหว่างการคลอด โดยเฉพาะภาวะขาดออกซิเจนระหว่างการคลอด หรือเกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่นานหลังจากเกิด โดยเฉพาะเด็กที่คลอดก่อนกำหนด จนส่งผลให้วงจรประสาทที่มีการพัฒนาในช่วงเวลานั้นของเด็กถูกทำลาย

ในช่วงแรกๆ ของชีวิต วงจรประสาทที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว (motor system) จะมีการพัฒนามาก ทำให้ปัญหาหลักของเด็กซีพีจะเกิดกับการควบคุมกล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหว ซึ่งโดยมากจะทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อแข็งเกร็ง (spasticity) อันจะส่งผลต่อการเคลื่อนไหวที่กระทำได้ยากขึ้น
 
เด็กซีพีจึงมักมีปัญหาในการชันคอ การทรงตัว การคว้าของ หรือการเปลี่ยนจากท่านอนมาเป็นท่านั่ง แต่ในเด็กซีพีบางรายอาจจะเป็นแบบกล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียก หรือมีการเคลื่อนไหวผิดปกติที่ควบคุมไม่ได้ ก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ เนื่องจากปัญหาของซีพีเกิดจากรอยโรคในตัวเนื้อสมอง เด็กซีพีจึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะทางสมองอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น โรคลมชัก ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กกลุ่มนี้ หรือมีภาวะบกพร่องในการเรียนรู้ เป็นต้น
 
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าอาการของโรคซีพีจะเกี่ยวข้องกับปัญหาด้านการเคลื่อนไหวเป็นหลัก โดยเฉพาะในส่วนของแขนขา เช่น การชันคอ การคว่ำหงาย การนั่ง หรือการหยิบจับสิ่งของ เป็นต้น แต่นอกจากกล้ามเนื้อแขนขาที่มีอาการเกร็งแล้ว ผู้ป่วยซีพีมักจะมีปัญหาของกล้ามเนื้อเล็กๆ ที่ช่วยในการกลืนด้วย จึงมักมีปัญหาสำลักได้บ่อย โดยเฉพาะกับอาหารเหลว รวมถึงจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะปอดอักเสบจากการสำลักอาหารด้วย
 
ดังนั้น หากเด็กซีพีคนใดที่มีปัญหาสำลักบ่อยๆ หรือมีปัญหาในการจัดการเสมหะ จะต้องได้รับการประเมินเรื่องความสามารถในการกลืนด้วยโดยในรายที่มีปัญหาในการกลืน แพทย์จะแนะนำให้กินอาหารทางสายยางแทน เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อภาวะสำลักอาหารเข้าปอดครับ
 
โรคซีพีไม่ใช่ภาวะปัญญาอ่อนหรือมีความบกพร่องในการเรียนรู้ ตัวโรคซีพีเกิดจากปัญหาที่เกิดขึ้นในวงจรประสาทของการเคลื่อนไหว ซึ่งไม่เกี่ยวกับการเรียนรู้หรือสติปัญญา เพียงแต่ในรายที่สมองได้รับอันตรายรุนแรง อาจจะทำให้เนื้อสมองเสียหายในวงกว้าง ซึ่งอาจจะไปโดนสมองส่วนการเรียนรู้และสติปัญญาได้ ดังนั้น หากรอยโรคในสมองเกิดเฉพาะวงจรประสาทของการเคลื่อนไหว เด็กซีพีคนนั้นก็จะมีการเรียนรู้และสติปัญญาเป็นปกติ แต่หากสมองได้รับความเสียหายมาก ก็จะทำให้เกิดภาวะบกพร่องด้านการเรียนรู้ร่วมด้วยได้ แต่ทั้งสองภาวะนี้ไม่ใช่ภาวะเดียวกัน
 
การดูแลเด็กซีพี จะเน้นที่การช่วยเหลือด้านการเคลื่อนไหว เพราะเนื่องจากวิทยาการในปัจจุบันยังไม่สามารถไปซ่อมแซมเนื้อสมองและวงจรประสาทส่วนที่ได้รับความเสียหายให้กลับมาเป็นปกติได้ การรักษาจึงเป็นการกระตุ้นให้เซลล์ประสาทที่ยังทำงานได้ มาช่วยทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวแทนส่วนที่เสียหายไป
 
ดังนั้นการทำกายภาพบำบัดและการทำกิจกรรมบำบัดจึงมีความสำคัญในการดูแลเด็กกลุ่มนี้เป็นอย่างมาก เพราะทุกๆ ครั้งของการเคลื่อนไหวแขนขาจะมีการส่งสัญญาณป้อนกลับไปกระตุ้นให้เซลล์ในสมองมีการเจริญเติบโตเสมอเด็กซีพีจึงควรได้รับการฝึกทั้งด้านกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัดอย่างต่อเนื่อง
 
สำหรับการรักษาด้วยยาจะมีส่วนช่วยในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อเป็นอย่างมากจนไม่สามารถฝึกได้ หรือเด็กที่มีการเคลื่อนไหวผิดปกติที่ไม่สามารถควบคุมได้ อย่างไรก็ดี ยาที่ช่วยลดอาการกล้ามเนื้อเกร็งมักจะมีผลข้างเคียงเรื่องง่วง และทำให้เสมหะมากขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลเสียหากผู้ป่วยมีปัญหาในการกลืนและการจัดการเสมหะ การให้ยาจึงควรต้องระวังในประเด็นนี้ส่วนในรายที่พอจะเคลื่อนไหวได้บ้าง การช่วยเหลือโดยการใช้กายอุปกรณ์ต่างๆ จะมีส่วนสำคัญในการทำให้ผู้ป่วยสามารถเคลื่อนไหวได้ด้วยตนเอง เพื่อช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้น
 
การป้องกันภาวะซีพี คือการดูแลระหว่างการตั้งครรภ์อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การไปฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอ การนับจำนวนครั้งการดิ้นของลูก การหลีกเลี่ยงการไปในแหล่งชุมชนเพื่อลดความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อโรค รวมถึงการป้องกันภาวะการคลอดก่อนกำหนด และควรจะรีบไปโรงพยาบาลหากมีอาการเจ็บท้องคลอดหรือมีน้ำเดิน เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการคลอด

สำหรับในรายที่มีอาการของซีพีแล้ว การรักษาเร็วตั้งแต่ช่วงวัยทารกหรือเด็กเล็กจะช่วยให้การฟื้นฟูสมองเกิดขึ้นได้ดีกว่าการรักษาที่เริ่มเมื่อตอนโต นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังมีวิทยาการใหม่ๆ ในการช่วยเหลือด้านการเคลื่อนไหวให้ผู้ป่วยเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์ที่ช่วยในการเคลื่อนไหว หรือเทคนิคการผ่าตัดต่างๆ เพื่อช่วยในการกระตุ้นสมองโดยตรง ซึ่งวิทยาการเหล่านี้โดยส่วนใหญ่แม้จะยังอยู่ในระดับการวิจัย แต่มีแนวโน้มที่ดีในการนำมาประยุกต์ใช้ในผู้ป่วยซีพีในอนาคตอันใกล้นี้ครับ


ผศ.นพ.วรสิทธิ์ ศิริพรพาณิชย์
กุมารแพทย์ด้านโรคสมอง 


 

เล่นจ๊ะเอ๋กับลูก สร้าง EF ได้ทุกที่ทุกเวลา

EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF

ดูเหมือนเป็นกิจกรรมธรรมดา แต่รู้มั้ยคะว่า การเล่นจ๊ะเอ๋มีความสําคัญกับการสร้าง EF อย่างมาก เพราะการรับรู้ของเด็กวัยทารก แค่พ่อแม่ปิดหน้าลูกจะเข้าใจทันทีว่าพ่อแม่หายไปแล้ว พอเปิดหน้ามาเขาจะสงสัยว่าพ่อแม่มาได้อย่างไร ตรงนี้เป็นพื้นฐานเป็นบันไดขั้นแรก ในการเรียนรู้ สมองจะทํางานประสานกันหมด

 
สมมติคุณแม่เอาผ้าบังหน้าไว้ เขาก็จะเรียนรู้ที่จะเอาผ้าออกก็ จะเจอหน้าแม่ สิ่งเหล่านี้ช่วยฝึกทักษะการแก้ปัญหา... เรียนรู้ที่จะบังคับร่างกายให้สามารถหยิบจับสิ่งต่างๆ กล้ามเนื้อมือและสมองทํางานประสานกัน การเล่นง่ายๆ อย่างจ๊ะเอ๋หรือเอาของไปซ่อนใต้ผ้า ช่วยปลูกฝังให้ลูกเราได้รู้จักคิด แก้ปัญหา และมี EFที่ดี
 
กระบวนการสร้างEF จำเป็นต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่เด็กยังเล็กซึ่งในช่วงแรกบทบาทของพ่อแม่สำคัญที่สุดที่จะดูแลให้ลูกรู้สึกปลอดภัย ไว้วางใจ และมั่นคงทางจิตใจ รวมถึงได้รับโภชนาการที่ดี ได้นอนอย่างเพียงพอและได้เล่นสนุกตามวัย เมื่อลูกโตขึ้นจากวัยเบบี้เป็นวัยเตาะแตะหรือวัยอนุบาล
 
อีก 2 กุญแจสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่สามารถให้ลูกทำได้ที่บ้าน คือการช่วยเหลือตัวเอง และการช่วยทำงานบ้าน เป็นการเปิดโอกาสให้ลูกได้เจอกับ ประสบการณ์หลากหลาย ที่ท้าทายมากขึ้น ให้ลูก ได้ลองผิดลองถูก ช่วยให้ลูกได้พัฒนาทักษะ EF เมื่อ ลูกได้ฝึกฝนประสบการณ์อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ก็จะเกิดเป็นทักษะ EF ที่แข็งแรงติดตัวลูกไปจนโต
 

เสริมทักษะตามวัยให้ลูกอนุบาล ฝึกแบบนี้ดีกับพัฒนาการ

 

ลูกวัยอนุบาล หรือในช่วง การเลี้ยงลูก-พัฒนาการ-สอนลูก-สอนลูกเรื่องวินัย-วินัยเชิงบวก3-6 ขวบ เป็นช่วงที่ลูกเริ่มเข้าโรงเรียนและเริ่มมีสังคม เริ่มเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้น ทักษะตามวัยที่สามารถฝึกฝนหรือช่วยกระตุ้นลูกได้ในช่วงวัยอนุบาลมีอะไรบ้าง แต่ละอย่างเหมาะกับช่วงอายุที่แตกต่างกันเพราะจะช่วยกระตุ้นพัฒนาการตามแต่ละช่วงวัย

กิจกรรมเสริมทักษะวัย 3 ขวบ

สำหรับเด็กวัยนี้เป็นช่วงวัยอนุบาล เด็กบางคนเริ่มเข้าเรียนแล้ว ซึ่งเป็นช่วงวัยที่ต้องสามารถทำตามคำสั่งได้ และสามารถเรียบเรียงพูดเป็นประโยคต่างๆ รู้เรื่องแล้ว และสามารถจัดดินสอวาดเขียนได้บ้างแล้ว  

ฝึกทักษะการสื่อสาร การฟังและรับคำสั่งต่างๆ เช่น ใช้คำพูดสั่งพร้อมกับช่วยให้ลูกทำตามคำสั่งง่ายๆ เช่น เปิดประตูให้แม่หน่อย ให้ลูกหยิบของต่างๆ เป็นต้น ฝึกวาดวงกลม หยิบกระดาษ สีเทียน ออกมาให้ลูกได้ขีดเขียนตามใจ และวาดวงกลมให้ลูกค่อยๆ วาดตาม อาจจะค่อยๆ จับมือลูกวาดตามก่อนในช่วงแรก แล้วลองบอกให้ลูกวาดด้วยตัวเอง สอนให้ลูกเปลี่ยนเสื้อผ้า เริ่มจากง่ายๆ เช่น การถอดกางเกง และการใส่กางเกง โดยค่อยๆ บอกเป็นขั้นตอนให้ลูกทำตามช้าๆ และคอยช่วยเหลือบ้าง ทำเป็นประจำให้ลูกเรียนรู้และทำเองได้

กิจกรรมเสริมทักษะวัย 4 ขวบ

วัยนี้ลูกเริ่มเรียนรู้เรื่องเพศ เริ่มรู้จักความแตกต่างของเพศ ของเด็กชาย เด็กหญิง ลูกควรสามารถแยกความแตกต่างของขนาด ของระยะต่างๆ ได้ เช่น ขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ โดยพ่อแม่สามารถส่งเสริมทักษะ หรือพัฒนาการลูกในวัยนี้ได้ดังนี้  

ใหญ่หรือเล็ก สอนเรื่องขนาดให้กับลูก โดยใช้ของเล่น 2 ขนาด บอกลูกว่า “ชิ้นนี้ใหญ่” “ชิ้นนี้เล็ก” แล้วให้ลูกลองเปรียบเทียบของชิ้นอื่นๆ ดูบ้าง กรรไกรตัดกระดาษ ฝึกฝนการบังคับกล้ามเนื้อมัดเล็ก และสอนเรื่องรูปทรงต่างๆ ลูกควรใช้กรรไกรตัดกระดาษเป็นสี่เหลี่ยมได้ โดยอาจจะค่อยๆ จับมือลูกก่อนในช่วงแรก และค่อยๆ ให้ลูกลองใช้กรรไกรตัดเอง เลือกใช้กรรไกรสำหรับเด็กที่ไม่อันตราย ทายสิ หญิงหรือชาย สอนให้ลูกรู้ถึงความแตกต่างของเพศชายและหญิง โดยอาจจะใช้จากพื้นฐานการเรียนรู้ง่ายๆ ที่ยังไม่ต้องซับซ้อนมาก เช่น ดูจากการแต่งตัว ทรงผม ลักษณะภายนอก และบอกให้ลูกรู้ว่าตัวเองเป็นเพศอะไร แล้วลองให้ลูกทายโดยการชี้ที่เด็กคนอื่นๆ ว่าเป็นเด็กหญิง หรือเด็กชาย แม่อาจจะค่อยๆ เริ่มสอนเรื่องอวัยวะต่างๆ ที่แสดงความเป็นเด็กชาย เด็กหญิง ตอนอาบน้ำให้ลูกไปด้วย

กิจกรรมเสริมทักษะวัย 5 ขวบ

วัยนี้เริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง รู้จักเรียนรู้ เลียนแบบพฤติกรรมต่างๆ รอบตัว  

เล่นบทบาทสมมติ ให้ลูกเรียนรู้บทบาทของผู้ใหญ่ หรือของตัวเองผ่านการเล่น บทบาทสมมติ กับเพื่อนๆ เช่น เล่นเป็นหมอ คนไข้ หรือ เล่นขายของ เล่นเป็นพ่อแม่ เล่นเป็นครู เพื่อส่งเสริมทักษะการเข้าสังคมให้กับลูก หรือถ้าลูกเล่นกับเพื่อนแล้วทะเลาะกัน เป็นเรื่องธรรมดาในวัยนี้ พ่อแม่ควรลองเฝ้าดูห่างๆ ให้เด็กๆ แก้ปัญหาด้วยตัวเองก่อน ฝึกเล่าเรื่อง สื่อสารเป็นเรื่องราว พ่อแม่ส่งเสริมให้ลูกได้ฝึกการสื่อสาร บอกเล่าเรื่องราวที่ซับซ้อนหรือเป็นเรื่องยาวขึ้น เช่น เมื่อเล่านิทาน หรือให้ลูกดูการ์ตูนแล้ว ให้ลูกเล่าเรื่องในนิทานให้ฟัง หรือพูดคุยเรื่องราวในชีวิตประจำวัน เช่น ที่โรงเรียนเกิดอะไรขึ้นบ้าง พยายามคุยโต้ตอบ ให้ลูกสามารถถ่ายทอดความรู้สึก ความต้องการของตัวเองได้มากที่สุด

กิจกรรมเสริมทักษะวัย 6 ขวบ

เด็กในวัยนี้มีความรู้ความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ รอบตัวมากขึ้น สามารถคิดหาเหตุผล แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบมากขึ้น  

บอร์ดเกม ฝึกแก้ปัญหา เลือกเกมที่เหมาะกับวัย และเล่นด้วยกันได้ทั้งครอบครัว บอร์ดเกมจะช่วยลูกฝึกคิด ฝึกแก้ปัญหา และยังช่วยให้ลูกห่างจากหน้าจอ ห่างจาก YouTube อีกด้วย พาลูกไปเล่นกีฬา ลูกๆ วัยนี้กล้ามเนื้อต่างๆ มีความสมบูรณ์แข็งแรงขึ้นมาก สามารถเล่นกีฬาที่ต้องออกแรงใช้พละกำลังได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้เรียนรู้ กฎ กติกา มารยาท ระเบียบต่างๆ ได้ด้วย ช่วยทำงานบ้าน เป็นการฝึกให้ลูกรู้จักความรับผิดชอบ ลองมอบหมายหน้าที่ประจำให้ลูก เช่น กวาดบ้าน หรือดูแลรดน้ำต้นไม้

 
ทิปส์  

เลือกกิจกรรมที่ลูกสนใจ และรู้สึกสนุก จะช่วยส่งเสริมและพัฒนาทักษะลูกได้มากกว่าการบังคับ ไม่ต้องใช้ของเล่นราคาแพง เลือกของที่มีอยู่ในบ้านมาใช้เล่นกับลูก เพราะเด็กๆ อาจจะยังไม่มีสมาธิหรือจดจ่อได้นานพอ

ลูกวัยอนุบาลในวัยที่กำลังเรียนรู้ ควรได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน ในนมแพะมีสารอาหารครบถ้วนที่มีส่วนช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางสมอง นมแพะมีโปรตีนและไขมันที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย จึงทำให้ลูกน้อยเจริญเติบโตแข็งแรง มีน้ำหนักตัวดี ที่สำคัญนมแพะมีพรีไบโอติก ที่มีพรีไบโอติก (Prebiotics) หรือใยอาหาร ชนิด Oligosaccharides เช่น Inulin & Oligofructose เป็นใยอาหารที่จะไม่ถูกย่อย และไม่ถูกดูดซึมในระบบทางเดินอาหาร แต่จะถูกย่อยด้วยจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ อย่างแล็กโทบาซิลลัส และไบฟิโดแบคทีเรีย ทำให้จุลินทรีย์สุขภาพเจริญเติบโตเพิ่มจำนวนขึ้น จึงช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหารให้ทำงานได้เป็นปกติ ขับถ่ายง่าย ลดอาการท้องผูก และที่สำคัญยังช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงให้ลูกได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ลูกน้อยเจริญเติบโตแข็งแรงเต็มที่ มีพัฒนาการดีสมวัย

แค่ปั่นจักรยานก็สร้าง EF ได้

EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF

การปั่นจักรยานนอกจากเป็นการออกกำลังกายแล้ว ยังเป็นกิจกรรมสนุกที่เด็กๆ จะได้ฝึกทักษะ EF ทั้ง 9 ด้านด้วยนะคะ


1. Initiating = การริเริ่มลงมือทำ กล้าตัดสินใจ เมื่อคิดที่จะปั่นจักรยานก็ปั่นเลยตามความตั้งใจ  

2. Working Memory =การจดจำทักษะการขี่จักรยาน รู้จักส่วนประกอบของจักรยาน รู้กฎการขับขี่ ขี่อย่างไรให้ปลอดภัย

3. Inhibitory Control = รู้จักยับยั้งชั่งใจ ไม่ปั่นเร็วเกินจนเกิดอันตราย รู้ว่าต้องหยุดหรือชะลอตอนไหน

4. Shift หรือ Cognitive Flexibility =รู้จักยืดหยุ่นหรือปรับเปลี่ยนความคิดเมื่อเจอเส้นทางที่ไม่ราบรื่นหรือมีอุปสรรค เช่น ถ้าถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ จะปั่นยังไงให้ไม่ล้ม ต้องปั่นช้าๆ หรือลงเดินแล้วจูงจักรยาน เป็นต้น

5. Focus/Attention =ตั้งใจและจดจ่อกับเส้นทางที่ปั่น ไม่วอกแวก     
        
6. Emotional Control =รู้จักควบคุมอารมณ์ รู้จักปฏิบัติตามกฎจราจร สนุกกับการปั่นจักรยานในแบบฉบับของตนเองโดยไม่รบกวนผู้อื่น เช่น ไม่กางแขนกางขาหรือตะโกนเสียงดังรบกวนผู้ร่วมใช้เส้นทางจักรยานด้วยกัน

7. Planning and Organizing =รู้จักวางแผนการปั่น เช็กความพร้อมของจักรยานและอุปกรณ์ก่อนปั่น ใส่หมวกกันน็อคทุกครั้ง ปั่นตามเส้นทางที่กำหนด

8. Self -Monitoring =รู้จักประเมินตนเอง รวมถึงการตรวจสอบเพื่อหาจุดบกพร่อง เช่น รู้ว่าปั่นเร็วเกินไปจะทำให้เหนื่อยง่ายก็ควรผ่อนแรง หรือถ้าเมื่อยหรือปวดขาควรทำอย่างไร เป็นต้น

9. Goal-Directed Persistence =มีความพากเพียรมุ่งสู่เป้าหมาย เด็กบางคนอาจมีความใฝ่ฝันจะเป็นนักปั่นจักรยานทีมชาติ เมื่อตั้งใจและลงมือทำแล้ว มีความมุ่งมั่นบากบั่น ไม่ว่าจะมีอุปสรรคใดๆ ก็พร้อมฝ่าฟันจนถึงความสำเร็จ
 
เห็นมั้ยคะว่า EF เป็นเรื่อง่ายที่อยู่ใกล้ตัว และสามารถทำได้ทุกๆ วัน
 
 
 

"รักวัวให้ผูก รักลูกให้เลี้ยงด้วย EF"
ขอบคุณความรู้ EF โดย สถาบัน RLG


ลูกไม่มีความอดทน, ลูกไม่รู้จัก, ฝึกให้ลูกรู้จักรอคอย, สอนลูกให้รู้จักรอคอย, ลูกรอเป็น, สอนลูกเข้าคิว, สอนลูกต่อคิว, EF, Executive Functions, ทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ, การทำงานของสมองส่วนหน้า, ทักษะสมอง EF, พัฒนา EF, ฝึก EF, EF คืออะไร, อีเอฟคืออะไร, ปรับพฤติกรรมลูก, ลูกก้าวร้าว, ลูกเอาแต่ใจ, ลูกดื้อ, ลูกไม่มีความอดทน, ลูกขี้เกียจ, ลูกความจำไม่ดี, ลูกชอบเถียง, ลูกอาละวาด, ลูกอารมณ์ร้าย, ลูกอ่อนไหว, ลูกปรับตัวไม่เป็น, ลูกปรับตัวไม่เก่ง, ลูกขี้อาย, ลูกไม่มีความยับยั้งชั่งใจ, ลูกไม่มีระเบียบ, ลูกไม่มีวินัย, Working memory, ความจำเพื่อใช้งาน, Inhibitory Control, การยั้งคิด ไตร่ตรอง, Shift, Cognitive Flexibility, การยืดหยุ่นความคิด,Focus, Attention, จดจ่อใส่ใจ, Emotional Control, การควบคุมอารมณ์, Planning,Organizing, การวางแผน, การจัดระบบดำเนินการ, Self-Monitoring, การรู้จักประเมินตนเอง,Initiating, การริเริ่มและลงมือทำ, Goal-Directed Persistence, ความพากเพียร, มุ่งสู่เป้าหมาย, เลี้ยงลูกให้เก่ง, เลี้ยงลูกให้เอาตัวรอด, เลี้ยงลูกให้ดี, เลี้ยงลูกให้ฉลาด, เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี, เลี้ยงลูกให้ดูแลตัวเองได้, เลี้ยงลูกให้มีความสุข

แค่ให้ลูกล้างจานก็ได้ฝึก EF แล้วนะ

EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF

งานบ้านง่ายๆ หลายอย่าง นอกจากฝึกทักษะให้เป็นเด็กมีความรับผิดชอบ รู้จักช่วยตนเอง ช่วยเหลือผู้อื่น การฝึกให้ลูกทำงานบ้านต่างๆ ยังช่วยให้เขาได้ฝึกพัฒนาทักษะ EF ด้วยค่ะ อย่างเช่น การล้างจานหลังจากกินข้าวเสร็จ ลูกจะได้ทักษะดังต่อไปนี้ 


1. Initiating = ถ้าให้ลูกทำทุกครั้งหลังจากกินข้าวเสร็จ ลูกจะรู้ว่าเป็นหน้าที่ที่ตนเองต้องทำ สามารถทำได้เองโดยที่พ่อแม่ไม่ต้องบอก 

2. Working Memory =รู้จักขั้นตอนการล้างจาน ลำดับก่อนหลังว่าควรล้างอะไรก่อน เช่น ล้างแก้วก่อนจานชาม

3. Shift หรือ Cognitive Flexibility = รู้จักยืดหยุ่นหรือปรับเปลี่ยนความคิด เช่น เมื่อเจอเศษอาหารขณะล้าง จะต้องทำอย่างไร จะเขี่ยลงอ่างล้างจาน หรือแยกออกมาทิ้งในถังขยะ 

4. Focus/Attention = ตั้งใจและจดจ่อกับงานตรงหน้า เพราะถ้าลูกไม่จดจ่ออาจทำจานชามหลุดมือหรือทำตกแตกได้ 
        
5. Planning and Organizing = รู้จักวางแผนการล้าง เริ่มจากการเก็บจากโต๊ะอาหาร ต้องเก็บอย่างไร ต้องแยกเศษอาหารไปทิ้งต่างหาก จานชามเท่านี้ต้องใช้น้ำยาล้างจาน ใช้น้ำล้างทำความสะอากแค่ไหน ทำอย่างไรจึงจะประหยัดน้ำ เป็นต้น  

6. Self -Monitoring = รู้จักประเมินตนเอง เช่น การเช็กดูว่าตนเองล้างจานสะอาดหรือไม่ ถ้ารีบไปเล่นทำให้ล้างจานแบบลวกๆ คราบอาหารก็ยังคงติดจานอยู่ 


ซึ่งนอกจากการล้่างจานแล้ว การให้ลูกทำงานอื่นๆ เช่น กวาดบ้าน ถูบ้าน รดน้ำต้นไม้ ซักผ้า จัดของ ฯลฯ ก็ช่วยฝึก EF ได้เช่นกันค่ะ 

แม่ท้องเช็กเลย! ประสาทสัมผัสของลูกในท้องแต่ละสัปดาห์พัฒนายังไง

ประสาทสัมผัส ทารกในครรภ์, กระตุ้นประสาทสัมผัส ทารกในครรภ์, พัฒนาการทารกในครรภ์, ประสาทการได้ยิน, ประสาทการมองเห็น, ประสาทรับรส, พัฒนาการทารกในครรภ์ ไตรมาส 1, พัฒนาการทารกในครรภ์ ไตรมาส 2, พัฒนาการทารกในครรภ์ ไตรมาส 3
 
แม่ท้องเช็กเลย! ประสาทสัมผัสของลูกในท้องแต่ละสัปดาห์พัฒนายังไง

แม่ตั้งครรภ์ช่วยกระตุ้นการทำงานของประสาทสัมผัสทารกในครรภ์ได้ โดยกระตุ้นในแต่ละช่วงอายุครรภ์ให้ตรงกับพัฒนาการของทารกในครรภ์จะดีที่สุด

ตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 1 เริ่มสร้างระบบประสาท

  • อายุครรภ์สัปดาห์ที่ 5 เริ่มมีการแยกเนื้อเยื่อเอ็กโตเดิร์นแล้วพัฒนามาเป็นระบบสมองและเส้นประสาท

  • อายุครรภ์สัปดาห์ที่ 10  ระบบประสาทไขสันหลังของลูกเริ่มพัฒนา

  • อายุครรภ์สัปดาห์ที่  11 เส้นประสาทจะแตกแขนงมาถึงกล้ามเนื้อเล็ก ๆ จะสังเกตุเห็นได้ว่าทารกจะกำนิ้ว กำมือ หรือ คลายมืดได้

  • อายุครรภ์สัปดาห์ที่ 12 ลูกสามารถกรอกตาได้

ตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 2 ทารกในครรภ์รับสัมผัสได้มากยิ่งขึ้น

  • อายุครรภ์สัปดาห์ที่ 14 ลูกน้อยสามารถแสดงออกทางใบหน้าได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขยับหน้า ขยับปาก หรือการขมวดคิ้ว ลูกก็เริ่มที่จะทำได้

  • อายุครรภ์สัปดาห์ที่ 15 แขนขาของลูกสามารถขยับได้อย่างชัดเจน จนคุณแม่หลายคนรู้สึกได้ และยังมีการตอบสนองต่อแสงเมื่อนำแสงไปจ่อที่หน้าท้อง ลูกน้อยก็จะขยับหนีแสงไฟ

  • อายุครรภ์สัปดาห์ที่ 17  ลูกสามารถขยับข้อต่าง ๆได้แล้ว

  • อายุครรภ์สัปดาห์ที่ 19 ลูกน้อยมีการตอบสนองต่อประสาทสัมผัสทั้ง 5 โดยเฉพาะเสียง ฉะนั้นการที่คุณแม่พูดคุยกับลูกน้อยจะช่วยพัฒนาทักษะการฟังของลูกได้

  • อายุครรภ์สัปดาห์ที่ 20-21 ลูกน้อยมีการขยับแขนขาบ่อยขึ้น ซึ่งคุณแม่จะรู้สึกลูกกำลังดิ้นได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น ถ้าหากไม่มีความรู้สึกนี้ แสดงว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นกับลูกน้อยในครรภ์

ตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 3 ยิ่งกระตุ้น ทารกในครรภ์ยิ่งตอบสนอง

  • อายุครรภ์สัปดาห์ที่ 26 ลูกสามารถแยกเสียงของพ่อแม่ได้แล้ว

  • อายุครรภ์สัปดาห์ที่ 27  ลูกเริ่มมีอาการสะอึก ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีเพราะการสะอึก เป็นอีกหนึ่งกลไกของระบบประสาทควบคุมเรื่องการกิน

  • อายุครรภ์สัปดาห์ที่ 28 ลูกมีการกระพริบตาและมีความไวต่อแสงมากยิ่งขึ้น สามารถตอบสนองต่อแสงที่มากระตุ้นได้

  • อายุครรภ์สัปดาห์ที่ 30 ลูกมีการพัฒนาจอประสาทรับแสงได้ดีขึ้นและต่อมรับรสของลูกสามารถพัฒนาตอบสนองได้ดีขึ้น

ดังนั้นเพื่อพัฒนาระบบประสาทสัมผัสของทารกในครรภ์ คุณแม่ต้องดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ควบคุมน้ำหนักและอาหารการกินให้ดี กินให้หลากหลาย เพื่อให้ลูกได้พัฒนาการรับรสต่าง ๆ 

นอกจากนี้ ควรกระตุ้นพัฒนาการทากรในครรภ์ด้วยวิธีง่าย ๆ เช่น ลูบ จับ สัมผัสบ่อย ๆ พูดคุยกับลูกบ่อย ๆ โดยเฉพาะเสียงของแม่ ซึ่งนอกจากเสียงพูดของแม่แล้ว ลูกยังรับรู้เสียงที่สะท้อนเข้ามาข้างในตัวแม่ด้วย เช่น เสียงเส้นเลือด เสียงเต้นของหัวใจ จังหวะหัวใจของแม่ และนี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเด็กทารกถึงได้หลับสบายเวลาอยู่บนอกคุณแม่ เพราะเขาคุ้นกับเสียงหัวใจของแม่นั่นเอง

 

ให้ลูกกินข้าวเอง ก็ฝึก EF ได้

EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF

เด็กเล็ก ถึงวัยหนึ่งก็ชอบใช้มือหยิบจับอาหารเอง คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งห้ามหรือกลัวลูกทำเลอะเทอะนะคะ ลองให้เขาได้ใช้มือหยิิบจับอาหารเองดูบ้าง แล้วจะรู้ว่าการกินข้าวเองนั้นเป็นความสุขอย่างหนึ่งของลูกค่ะ และที่สำคัญ ลูกจะได้ฝึกทักษะ EF ด้วยค่ะ เช่น
  • จำเพื่อใช้งาน – ลูกจะได้จดจำได้ว่าจาน ชาม ช้อน ส้อม แก้วน้ำ หรือช้อนกลางใช้อย่างไร และใช้ทำอะไร เช่น ช้อนใช้ตักข้าว ส้อมใช้ช่วยเขี่ยและจิ้มอาหาร
  • การริเริ่มและลงมือทำ – ลูกได้ฝึกฝนการกินข้าวด้วยตัวเอง ไม่ต้องรอให้พ่อแม่ป้อน
  • การกำกับตัวเอง– ลูกจะได้รู้กิจวัตรประวันในการกินอาหารว่า เมื่อถึงเวลาจะต้องกินข้าวได้เอง

ถ้าอาหารในแต่ละมื้อปรับเปลี่ยนเสมอ ลูกจะยิ่งได้ใช้ทักษะในการไตร่ตรอง ยืดหยุ่น และวางแผนด้วย เช่น วันนี้กินข้าวใช้ช้อนส้อม พรุ่งกินก๋วยเตี๋ยวที่ต้องใช้ตะเกียบ ลูกจะได้เรียนรู้เครื่องมือและวิธีใหม่ๆ หรือแม้แต่การใช้ช้อนส้อมกินก๋วยเตี๋ยวด้วยวิธีที่ถูกต้องได้เช่นกัน

สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่จะได้เห็นจากการเปิดโอกาสให้ลูกได้กินข้าวด้วยตัวเองแบบไม่กลัวหก ไม่กลัวเลอะ จะทำให้ลูกรู้สึกมั่นใจในตัวเองมากขึ้น มองเห็นคุณค่าและความสำคัญของตัวเอง มีความพยายาม มุ่งมั่น ลูกจะรู้สึกภูมิใจในตัวเองที่ได้ทำกิจวัตรประจำวันง่ายๆ ได้เองเหมือนผู้ใหญ่ การเปิดโอกาสให้ลูกคือประตูบานแรกของการพัฒนา EF เลยนะคะ


 

"รักวัวให้ผูก รักลูกให้เลี้ยงด้วย EF"
ขอบคุณความรู้ EF โดย สถาบัน RLG


ลูกไม่มีความอดทน, ลูกไม่รู้จัก, ฝึกให้ลูกรู้จักรอคอย, สอนลูกให้รู้จักรอคอย, ลูกรอเป็น, สอนลูกเข้าคิว, สอนลูกต่อคิว, EF, Executive Functions, ทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ, การทำงานของสมองส่วนหน้า, ทักษะสมอง EF, พัฒนา EF, ฝึก EF, EF คืออะไร, อีเอฟคืออะไร, ปรับพฤติกรรมลูก, ลูกก้าวร้าว, ลูกเอาแต่ใจ, ลูกดื้อ, ลูกไม่มีความอดทน, ลูกขี้เกียจ, ลูกความจำไม่ดี, ลูกชอบเถียง, ลูกอาละวาด, ลูกอารมณ์ร้าย, ลูกอ่อนไหว, ลูกปรับตัวไม่เป็น, ลูกปรับตัวไม่เก่ง, ลูกขี้อาย, ลูกไม่มีความยับยั้งชั่งใจ, ลูกไม่มีระเบียบ, ลูกไม่มีวินัย, Working memory, ความจำเพื่อใช้งาน, Inhibitory Control, การยั้งคิด ไตร่ตรอง, Shift, Cognitive Flexibility, การยืดหยุ่นความคิด,Focus, Attention, จดจ่อใส่ใจ, Emotional Control, การควบคุมอารมณ์, Planning,Organizing, การวางแผน, การจัดระบบดำเนินการ, Self-Monitoring, การรู้จักประเมินตนเอง,Initiating, การริเริ่มและลงมือทำ, Goal-Directed Persistence, ความพากเพียร, มุ่งสู่เป้าหมาย, เลี้ยงลูกให้เก่ง, เลี้ยงลูกให้เอาตัวรอด, เลี้ยงลูกให้ดี, เลี้ยงลูกให้ฉลาด, เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี, เลี้ยงลูกให้ดูแลตัวเองได้, เลี้ยงลูกให้มีความสุข
  • 1
  • 2