facebook  youtube  line

พ่อแม่ต้องรับมือ! 6 โรค ที่เด็กเสี่ยงเป็นมากที่สุดในหน้าฝน!

 โรคหน้าฝน-โรคเด็ก-ลูกเป็นไข้หวัดใหญ่-ลูกเป็นไข้เลือดออก-ลูกเป็นอิสุกอิใส-ลูกเป็นโรคปอด-ลูกปอดบวม-ลูกติดไวรัสโรต้า-ท้องเสีย โรต้า-ท้องร่วงโรต้า-วัคซีนเด็ก-วัคซีนไข้หวัดใหญ่สำหรับเด็ก-วัคซีนไอพีดี-วัคซีนโรต้า

หน้าฝนมักมาพร้อม 6 โรคอันตรายที่มักเกิดง่าย ๆ ในเด็กเล็กค่ะ และโรคเหล่านี้ร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย พ่อแม่จะป้องกันและรักษาโรคหน้าฝนที่เกิดขึ้นกับลูกได้อย่างไร นพ.พรเทพ สวนดอก กุมารแพทย์สาขาโรคติดเชื้อ โรงพยาบาลกรุงเทพ มีคำแนะนำค่ะ  

1. โรคไข้หวัดใหญ่

โรคไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคที่พบบ่อยในคนทุกเพศทุกวัย และจะเป็นมากในช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของอาการไข้ที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน แพทย์มักจะให้การวินิจฉัยเด็กที่มีอาการตัวร้อนมา 2-3 วัน โดยไม่มีอาการอย่างอื่นชัดเจนว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ (แต่ไม่ทุกครั้งครับ ขึ้นอยู่กับอาการและดุลยพินิจของแพทย์) 

ไข้หวัดใหญ่แตกต่างจากไข้หวัดธรรมดาตรงที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน และอาจเป็นอันตรายถึงชิวิตได้ อาการหลัก ๆ เด็กจะมีไข้ ปวดหัว ปวดเมื้อยตามตัว และกล้ามเนื้อ ไอ หรือเจ็บคอ ซึ่งเด็กอายุน้อยกว่า 5 ขวบ ผู้สูงวัยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง จะมีโอกาสเสี่ยง และมีอาการรุนแรงมากกว่ากลุ่มอื่น

การป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในเด็ก

แพทย์จะแนะนำว่า ต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ควรฉีดประมาณ 1-2 เดือนก่อนฤดูกาลระบาดของโลกในทุก ๆ ปี และสามารถฉีดได้ในเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป การป้องกันที่ดีที่สุด คือ คนป่วยพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปสู่คนอื่น รวมถึงใส่หน้ากาก ล้างมือ และทานอาหารให้ถูกสุขอนามัย จะเป็นการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ที่จะเกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี

2. โรคมือ เท้า ปาก

โรคมือ เท้า ปาก เกิดจากเชื้อไวรัส (Enterovirus 71, Coxsackie) พบได้ประปรายตลอดทั้งปี แต่จะพบมากในฤดูฝน อาการของโรค เด็กจะมีไข้ ผื่น ตุ่มน้ำใสตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า แผลในปาก กระพุ้งแก้ม ลิ้น เหงือก บางรายอาจมีผื่นที่ขา และก้นร่วมด้วย พบมากในเด็กอายุ 6 เดือน ถึง 3 ปี (อนุบาลถึงประถม) อาการมักหายได้เองภายใน 3-10 วัน สามารถติดต่อได้ทางการไอ จาม น้ำลาย หรืออุจจาระ มีระยะฟักตัว 3-6 วัน พบเชื้อทางน้ำลาย 2-3 วัน ก่อนมีอาการ จนถึง 1-2 สัปดาห์หลังมีอาการ

เมื่อเป็นโรคมือเท้าปากแล้ว เด็กบางคนจะรับประทานอาหาร และน้ำไม่ค่อยได้ เพราะเจ็บปากมาก ซึ่งแม้แต่น้ำลายก็ไม่ยอมกลืน ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ ดังนั้นอย่าให้เด็กมีไข้สูงเกินไป เพราะอาจจะชักได้ บางรายอาจมีภาวะแทรกซ้อนตามมา โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เช่น สมองอักเสบ เยื้อหุ้มสมองอักเสบ คุณพ่อคุณแม่ต้องสังเกตอาการ เมื่อผิดปกติต้องรีบพาพบแพทย์ทันที        

การป้องกันโรคมือ เท้า ปาก

ผู้ปกครองควรดูแลลูกในเรื่องอาหาร น้ำดื่ม และถ้าไม่จำเป็นไม่ควรให้ลูกไปอยู่ในสถานที่แออัด และควรมีกระติกน้ำ หรือแก้วน้ำส่วนตัวให้ลูกไปใช้กินที่โรงเรียนด้วย รวมถึงปลูกฝัง และฝึกให้ลูกใช้ช้อนกลางขณะรับประทานอาหารทุกครั้งไม่ว่าจะที่โรงเรียน หรือที่บ้านก็ตาม

3. โรคไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออก เป็นโรคที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค มีโอกาสเป็นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ถ้าได้รับเชื้อแล้วจะมีไข้สูงเกิน 3 วันขึ้นไป ตาและหน้าจะเริ่มแดง มีความรู้สึกอ่อนเพลีย และปวดท้อง กินยาลดไข้เท่าไหร่ก็ไม่ได้ผล ปวดเมื้อยตามตัว 

นอกจากนี้ โรคไข้เลือดออกยังส่งผลให้เกิดภาวะตับอักเสบ ทำให้คนไข้มีอาการปวดท้อง โดยเฉพาะตรงบริเวณชายโครงด้านขวาซึ่งเป็นตำแหน่งของตับ นั่นเพราะตับโต ขณะเดียวกันจะมีการอาเจียนร่วมด้วย และมีภาวะขาดน้ำ ซึ่งอาการเหล่านี้ ถ้ามาพบแพทย์ได้ทันจะคาดการณ์ได้ว่า เด็กมีกลุ่มอาการตรงกับไข้เลือดออก และแพทย์จะทำการตรวจสอบต่อไป เช่น รัดแขนที่ความดันระดับหนึ่งเพื่อดูจุดที่มีเลือดออกว่าเกิดขึ้นได้หรือไม่ เป็นต้น        

การป้องกันโรคไข้เลือดออก

วิธีป้องกันโรคไข้เลือดออกได้ดีที่สุดคือ อย่าให้ลูกโดนยุงกัดและอย่าให้ยุงเกิด ด้วยการจำกัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายให้หมดสิ้น ปิดประตูหน้าต่างให้สนิท ให้ลูกนอนในห้อง มีมุ้งเพื่อป้องกันยุง และอย่ารอให้เกิดอาการที่รุนแรงก่อนแล้วจึงมาพบแพทย์ เช่น เป็นไข้สูงเกินไป ช็อก หรือมีปัญหาเลือดออกง่าย ต้องรีบพาลูกมาพบแพทย์ทันที

4. โรคอีสุกอีใส
โรคอิสุกอิใสเป็นโรคที่เกิดขึ้นบ่อย แต่มักจะเป็นในบางช่วง โดยมักจะติดกันเป็นทอด ๆ เช่น ติดต่อจากเพื่อนที่โรงเรียน คนในบ้าน เป็นต้น กลุ่มอาการของโรคอิสุกอิใสนี้ ผู้ป่วยจะมีไข้ เป็นผื่นแดง และมีตุ่มน้ำใสเกิดขึ้นตามตัว โดยเริ่มจากบริเวณท้อง ลามไปตามต้นแขน ขา และใบหน้า หลังจากนั้นจะเกิดเป็นสะเก็ด และแผลเป็นขึ้นได้ มักหายได้เองประมาณ 2-3 สัปดาห์

การป้องกันโรคอิสุกอิใสในเด็ก

ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส ซึ่งมีประสิทธิภาพค่อนข้างดี เริ่มฉีดในเด็กตั้งแต่ 1 ขวบเป็นต้นไป และจะกระตุ้นอีกครั้งในตอน 4 ขวบ ซึ่งวัคซีนโรคอิสุกอิใสยังเป็นวัคซีนเสริม ไม่ใช่วัคซีนมาตรฐานสำหรับเด็กไทยที่ต้องฉีดทุกคนครับ 

นอกจากนี้พ่อแม่ต้องรักษาสุขอนามัยให้ลูกเป็นอย่างดี ออกกำลังกายให้แข็งแรง นอนหลับสนิทอย่างเพียงพอ เพราะโรคนี้เกิดขึ้นไม่ตรงตามวัย บางรายเป็นตอนเด็ก หรือบางรายอาจเป็นตอนโต หากเป็นในตอนโตจะมีอาการและการขึ้นตุ่มที่รุนแรงกว่าตอนเด็ก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภาวะของร่างกายด้วย ที่สำคัญคือ ไม่ควรเข้าใกล้ผู้มีเป็นอิสุกอิใสโดยเด็ดขาด


5. โรคท้องเสีย หรืออุจจาระร่วง (จากไวรัสโรต้า)
โรคท้องเสียในเด็ก หรือ ท้องเสียจากไวรัสโรต้า เกิดขึ้นเพราะลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อโรต้าไวรัส ซึ่งมาจากของเล่น อาหาร หรือของใช้ใกล้ตัวเด็กที่ไม่สะอาด โดยเฉพาะเด็กเล็กที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์และไม่เข้าใจเรื่องของสุขอนามัย จึงมักนำของเล่น หรือของใช้ที่มีเชื้อนี้เข้าปากโดยไม่รู้ตัว อาการท้องเสียจากไวรัสโรต้าส่วนใหญ่จะพบว่ามีอาการท่วงเสีย อาเจียน บางรายจะมีไข้สูง กินได้น้อย งอแง ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำ ซึ่งมีการศึกษาวิจัยพบว่า ในเด็กแรกเกิดถึงอายุ 5 ขวบแทบทุกคนจะเคยติดเชื้อนี้มาแล้ว

การป้องกันท้องเสียจากไวรัสโรต้า

การป้องกันไวรัสเริ่มต้นได้จากการให้ลูกได้กินนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดเลยครับ นอกจากนี้พ่อแม่ควรดูแลสุขลักษณะการกิน การเล่นให้เหมาะสม ต้องสะอาดและปลอดภัย ขณะเดียวกันไม่ควรพาเด็กเข้าเนอสเซอรี่เร็วเกินไป เพราะเด็กที่อยู่ด้วยกันเยอะ ๆ การแพร่กระจายของเชื้อจะมีได้ง่าย

ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไวรัสโรต้าที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย ซึ่งได้รับอนุมัติใช้ทั้งหมด 2 ชนิด คือวัคซีนที่มีส่วนประกอบของเชื้อโรต้า 1 สายพันธุ์ และ 5 สายพันธุ์ เป็นวัคซีนชนิดรับประทาน (หยอด) ที่มีข้อมูลความปลอดภัย และสามารถเริ่มให้วัคซีนป้องกันไวรัสโรต้ากับทารกอายุตั้งแต่ประมาณ 6-12 สัปดาห์ เพราะในช่วงสัปดาห์แรก ๆ เด็กทารกจะยังได้รับภูมิคุ้มกันที่สร้างจากรกและการกินนมแม่ การสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสโรต้า จึงควรเริ่มต้นในช่วงอายุประมาณ 2 เดือน ซึ่งเด็กอาจจะเริ่มมีโอกาสสัมผัสกับเชื้อโรคที่อยู่รอบ ๆ ตัวแล้ว


6. โรคไอพีดี (IPD) และปอดบวม
โรคไอพีดี (IPD) และ ปอดบวม คือโรคติดเชื้อชนิดรุนแรงที่มีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ “นิวโมคอคคัส” ทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดและที่เยื้อหุ้มสมอง ซึ่งมีความรุนแรงและอาจทำให้เด็กพิการ หรือเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี
       
ถ้าติดเชื้อที่ระบบประสาท เช่น เยื้อหุ้มสมองอักเสบ เด็กจะมีไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้ อาจเจียน คอแข็ง เด็กเล็กจะมีอาการงอแง ซึม และชักได้ ส่วนการติดเชื้อในกระแสเลือด เด็กจะมีไข้สูง งอแง ถ้ารุนแรงอาจทำให้ช็อก และเสียชีวิตได้ อย่างไรก็ดีถ้ามีอาการดังกล่าวควรรีบพามาพบแพทย์ทันที
       
นอกจากนี้เจ้าเชื้อ “นิวโมคอคคัส” ยังเป็นสาเหตุหลักของโรคปอดบวม หรือปอดอักเสบได้อีกด้วย ซึ่งจากข้อมูลการประเมินขององค์กรอนามัยโลก และยูนิเซฟพบว่า ปอดบวมเป็นโรคที่คร่าชีวิตเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เป็นอันดับ 1 ของโลก โดยมีเด็กที่เสียชีวิตจากโรคนี้สูงถึง 2 ล้านคนต่อปี ซึ่งมากกว่าโรคเอดส์ มาลาเรีย และหัดรวมกัน

 

การป้องกันโรคไอพีดี (IPD) และ ปอดบวม 

ปัจจุบันมีวัคซีนไอพีดี (IPD) ฉีดให้เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง ส่วนในเด็กทารกควรเริ่มฉีดเมื่ออายุได้ 2 เดือนขึ้นไป และฉีดเข็มต่อไปเมื่ออายุได้ 4, 6 และ 12-15 เดือน โดยเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง หรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง วัคซีนจึงมีส่วนสำคัญ

สำหรับการป้องกันที่ทำได้แน่นอนคือ ควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และสร้างสุขอนามัยที่ดีกับลูก เป็นตัวช่วยที่สำคัญที่สุดครับ

 
 
รักลูก Community of The Experts

นพ.พรเทพ สวนดอก
กุมารแพทย์สาขาโรคติดเชื้อ โรงพยาบาลกรุงเทพ

 

ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์แต่กำเนิดคืออะไร เด็กทารกจะมีอาการอย่างไร

ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์, ภาวะ พร่อง ไทรอยด์, อาการ พร่อง ไทรอยด์, ฮอร์โมนไทรอยด์, ไทรอยด์ ปัญญาอ่อน, โรคแต่กำเนิด, พิการทางสมอง, ต่อมไทรอยด์, ฮCongenital Hypothyroidism

ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์สามารถเกิดได้กับทารกรแรกเกิด ภาวะนี้ทำให้เกิดอะไรขึ้นกับลูกบ้าง มาเช็กกันค่ะ 

ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์แต่กำเนิดคืออะไร เด็กทารกจะมีอาการอย่างไร

ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์แต่กำเนิด หรือ Congenital Hypothyroidism เป็นโรคที่พบได้บ่อยประมาณ 1:3,000 - 1:4,000 ราย ซึ่งภาวะนี้เป็นสาเหตุของปัญญาอ่อนที่สามารถป้องกันได้ถ้าให้การวินิจฉัยและเริ่มการรักษาเร็ว เนื่องจากไทรอยด์ฮอร์โมนเป็นฮอร์โมนที่จำเป็นต่อพัฒนาการของสมองโดยเฉพาะในช่วง 3 ขวบปีแรก เพราะฉะนั้นถ้าร่างกายขาดฮอร์โมนตัวนี้ก็จะทำให้สมองพัฒนาได้ไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งจะส่งผลต่อสติปัญญา และพัฒนาการของลูกน้อยได้ จึงจำเป็นต้องมีการตรวจคัดกรองตั้งแต่แรกเกิดเพื่อให้การรักษาได้อย่างทันท่วงที

อาการมักจะยังไม่แสดงอาการเมื่อแรกเกิดเนื่องจากได้รับไทรอยด์ฮอร์โมนจากแม่ผ่านมาทางรก อาการจะชัดเจนเมื่อทารกอายุมากขึ้น โดยอาการจะแตกต่างกันตามช่วงอายุ ดังนี้

ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ในทารกแรกเกิด-2 สัปดาห์

  • อายุครรภ์มากกว่า 42 สัปดาห์
  • น้ำหนักแรกเกิดมากกว่า 4 กิโลกรัม
  • กระหม่อมมีขนาดใหญ่โดยเฉพาะกระหม่อมหลัง มักมีขนาดใหญ่มากกว่า 1 ซม.
  • นอนหลับมาก ดูดนมไม่ดี และสำลักนมบ่อย

ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ในทารกอายุ 1-3 เดือน

  • ตัวเหลืองนาน
  • ท้องผูก ดูดนมไม่ดี น้ำหนักขึ้นน้อย นอนหลับมาก
  • ลิ้นโตคับปาก ท้องป่อง สะดือจุ่น ผิวลาย ผิวแห้งและเย็น

ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ในทารกอายุ 3-6 เดือน

  • เจริญเติบโตและพัฒนาการล่าช้า
  • เสียงแหบ ลิ้นโตคับปาก
  • ท้องผูก ท้องป่อง สะดือจุ่น
  • ผิวแห้ง หยาบ
  • ตัวบวมทั้งตัว

ภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ในทารกอายุ 6 เดือน-3 ปี

  • เจริญเติบโตช้า ตัวเตี้ย ขาสั้น
  • ฟันขึ้นช้า
  • ถ้าลูกน้อยมีอาการดังกล่าวควรพามาปรึกษากุมารแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษา


ข้อมูลจาก โรงพยาบาลเด็ก สมิติเวช ศรีนครินทร์

รักลูก The Expert Talk EP.127 : ลูกปวดท้อง ต้องระวังโรคเกี่ยวกับลำไส้

 

รักลูก The Expert Talk Ep.127 : ลูกปวดท้อง ต้องระวังโรคเกี่ยวกับลำไส้

 

โรคลำไส้กลืนกัน ไม่ใช่แค่ลูกปวดท้องหากปล่อยให้รุนแรงอาจจะต้องตัดลำไส้

 

พ่อแม่รับมือและสังเกตก่อนอาการจะรุนแรงได้ รวมถึงฟังโรคและอาการที่ทำให้ลูกปวดท้องได้ จาก The Expert

พญ. สีวลี สีดาฟอง

แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหารและตับในเด็ก โรงพยาบาลวิมุต

 

ติดตามรักลูก Podcast ได้ที่https://linktr.ee/rakluke 

รักลูก The Expert Talk Ep.60 : “มือ เท้า ปาก ภัยร้ายใกล้ตัวเด็ก”

รักลูก The Expert Talk Ep.60 : มือ เท้า ปาก ภัยร้ายใกล้ตัวเด็ก

มือเท้าปาก โรคระบาดในกลุ่มเด็กเล็กโดยเฉพาะช่วงฤดูฝน แม้อาการจะไม่รุนแรง แต่เป็นแล้วกระทบกับพัฒนาการเจ้าตัวเล็ก

 

ฟังวิธีการดูแล รับมือและป้องกัน

โดย The Expert รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์

รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม

 

รู้จักโรคมือ เท้า ปาก

โรคมือ เท้า ปากเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งเป็นกลุ่มไวรัสที่เราใช้คําว่า Enteroviruses เป็นไวรัสที่ติดต่อทางระบบทางเดินอาหาร ซึ่งในกลุ่มนี้เชื้อที่พบได้บ่อยๆ ก็จะมีเชื้อที่เราเรียกว่า Coxsackieviruses และ Enteroviruses71 เพราะฉะนั้นจะเห็นว่ามันมีเชื้อมากกว่าหนึ่งตัว ที่ทําให้เกิดอาการ สาเหตุที่เด็กป่วยแล้วป่วยอีกเพราะว่าอาจจะติดเชื้อคนละตัว

อาการและวิธีสังเกต

โรคมือ เท้า ปากจะมีตุ่มขึ้นที่มือ เท้าและปากเป็นแผล รวมถึงมีอาการทั่วๆไปจากการติดเชื้อไวรัส เช่น มีไข้ น้ำมูก ไอ ซึ่งเป็นโรคติดต่อผ่านทางเดินหายใจและทางเดินอาหารร่วมด้วย การไอ จามรดกันหรือติดต่อผ่านการปนเปื้อนของอุจจาระ ปัสสาวะ น้ําคัดหลั่งต่างๆ เวลาที่เด็กหยิบจับของต่างๆ แล้วเอาเข้าปาก ก็ทําให้มีโอกาสติดกันได้ ยิ่งเด็กมีภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำ ร่างกายอ่อนแอหรือเด็กกลุ่มที่เป็นโรคเรื้อรังก็มีโอกาสที่จะติดเชื้อได้ง่ายกว่าเด็กทั่วๆไป

แต่หากเด็กมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง อาการก็อาจจะมีไม่ครบ สำหรับความความรุนแรงของโรคจะเห็นว่าช่วงที่มีแผลในปากดูจะรุนแรงมาก เพราะเด็กกินอะไรไม่ค่อยได้ ทำให้ขาดน้ําและมีไข้ กินยาและเช็ดตัวแล้วไข้ก็กลับมาใหม่ หากมีอาการแบบนี้อาจจะต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อให้สารน้ําทางเส้นเลือด ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องคอยสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดว่าลูกอยู่ในระยะไหน เพื่อจะได้ไปพบคุณหมอและรักษาได้อย่างรวดเร็ว

โรคแทรกซ้อน

โรคแทรกซ้อนจากการติดเชื้อไวรัสก็จะเหมือนกับโรคแทรกซ้อนของการติดเชื้อไวรัสอื่นๆ หากติดเชื้อขึ้นข้างบน อาจจะทำให้หูชั้นกลางอักเสบ ไซนัสอักเสบ ไปจนถึงสมองอักเสบ และเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้ แต่หากลงข้างล่างก็ทำให้เกิดเป็นโรคปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ หรืออาจจะมีกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบซึ่งตรงนี้สําคัญ เพราะว่าทําให้หัวใจเต้นผิดจังหวะและมีโอกาสอาจจะเสียชีวิตได้

โดยปกติหากมีการระบาดในโรงเรียนคุณครูมักจะต้องหยุด ปิดห้องเพื่อทำความสะอาดและฝึกให้เด็กดูแลเรื่องสุขอนามัยพื้นฐานให้ดี ออกกำลังกาย กินอาหารครบ5หมู่ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะหากเด็กป่วยบ่อยก็กระทบพัฒนาการ ทำให้กลายเป็นเด็กที่ไม่อยากเรียนรู้ ไม่สนุกในการเรียนรู้ และทำให้พัฒนาการสะดุด

 

Apple Podcast:https://apple.co/3m15ytB

Spotify:https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube:https://bit.ly/3cxn31u

 

#รักลูกPodcast

#รักลูกTheExpertTalk

#Moms_Issues

รักลูก The Expert Talk EP.62 : “รับมือโรคอุบัติใหม่”

รักลูก The Expert Talk Ep.62 : รับมือ "โรคอุบัติใหม่"

 

โรคอุบัติใหม่คืออะไร รับมืออย่างไรดี พร้อมวิธีการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อรับทุกโรคอุบัติใหม่

โดยThe Expert รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์

รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม

 

รู้จักโรคอุบัติใหม่

โรคอุบัติใหม่ คือ โรคที่เราไม่เคยเจอมาก่อนไม่เคยรู้จักมาก่อนวันดีคืนดีก็มีโรคนี้เข้ามาให้เราได้รู้จักและที่สําคัญมันกระทบกับการใช้ชีวิตของเรา โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็ก ด้วยวิถีชีวิตของคนปัจจุบันจะเห็นว่าการใช้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปมีผลต่อการเกิดโรค เรามีชีวิตแบบคนเมืองมากขึ้น ทำให้เป็นโรคไม่ติดต่อและตัวโรคก็มีความรุนแรงมากขึ้น เช่น มะเร็ง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ที่เกิดขึ้นมาเพราะว่าวิถีชีวิตของเราที่เปลี่ยนแปลงไป

ส่วนโรคติดเชื้อ เช่น โควิดในอดีตเป็นเชื้อที่มาจากสัตว์ แต่ตอนนี้ติดต่อจากสัตว์มาสู่คนก็แสดงว่าวิถีชีวิตของเราเปลี่ยนแปลง สิ่งที่มันไม่เคยเกิดก็จะมีโอกาสเกิดขึ้น หากถามว่าเราจะคาดการณ์ได้จากอะไรก็คาดการณ์จากการใช้ชีวิตของเรา การที่จะมีโรคจากสัตว์มาสู่คนได้มากขึ้น ก็หมายความว่าเราไปคลุกคลีกับสัตว์ชนิดต่างๆมากขึ้นและสัตว์นั้นก็มีเชื้อโรคที่นํามาสู่คน ส่วนกลุ่มที่ไม่ใช่โรคติดต่อก็เป็นผลมาจากการใช้ชีวิต พฤติกรรมไลฟ์สไตล์

โรคอุบัติใหม่ระบาดเร็ว

หากโรคอุบัติใหม่เป็นโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจจะมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย แต่หากเป็นโรคที่ติดเชื้อทางอื่น เช่น ติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ถ้าไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงโอกาสติดเชื้อก็จะน้อยลง อย่างในระยะหนึ่งเราจะเห็นว่าโรคเอดส์เป็นโรคติดต่อ ซึ่งก็มีทั้งกลุ่มเสี่ยงและไม่เสี่ยง แต่หากเป็นโรคทางเดินหายใจก็จะติดต่อกันง่ายจึงทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้มากขึ้นและระบาดได้ง่าย เช่น โรค RSV มือเท้าปาก ไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก กลุ่มโรคเหล่านี้ก็จะระบาดในช่วงฤดูกาลของมัน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้กับทุกคนเพราะว่าติดต่อผ่านทางระบบหายใจ

เฝ้าระวังรับมือโรคอุบัติใหม่

  • ตั้งรับให้ดี การตั้งรับเป็นเรื่องที่ดีแต่เราจะต้องไม่วิตกกังวลจนเกินไปเพราะว่าในชีวิตเราต้องพบเจอแน่นอน เป็นสิ่งที่มาทดสอบความสามารถของพวกเรากันอยู่เสมอเพราะฉะนั้นเราก็ต้องตั้งสติให้ดี เวลาที่มันมีความเจ็บป่วยใหม่ๆ มีโรคใหม่ๆ เกิดขึ้น
  • หาสาเหตุ ที่มาของโรคติดต่อดูว่าโรคนี้มันติดต่อได้อย่างไร เช่น ช่วงที่มีโรคไข้หวัดนกระบาดติดต่อจากไก่มาถึงคน เราก็งดกินไก่ไปช่วงหนึ่งและรักษาไก่ไม่ให้ไก่ป่วยเพื่อที่พอเราไปกินก็จะได้ไม่มีโอกาสติดเชื้อ
  • หาวิธีป้องกันเช่น โควิด-19 ติดต่อผ่านทางระบบทางเดินหายใจ และสารคัดหลั่ง เราก็หาทางป้องกันได้ เช่น ใส่หน้ากาก ล้างมือเพื่อที่จะไม่ให้สารคัดหลั่งต่างๆ ที่มีเชื้อปนเปื้อน ทําความสะอาดพื้นที่ที่ใช้ร่วมกัน เพราะลดโอกาสการติดเชื้อให้น้อยลง
  • รักษาร่างกายให้แข็งแรง เพราะเมื่อร่างกายแข็งแรงเชื้อที่รับไปปริมาณเล็กน้อยทําอะไรเราไม่ได้ หมั่นให้เด็กออกกําลังกาย เคลื่อนไหวร่างกายอย่างน้อยวันละ1ชั่วโมง ถ้าเป็นเด็กเล็กก็ประมาณวันละ 30นาทีขึ้นไป เพื่อช่วยเสริมการทํางานของภูมิคุ้มกันในร่างกาย กินอาหารที่มีประโยชน์และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคอื่นๆ ได้

วิตามินเสริมจำเป็นต่อร่างกาย?

หากว่าร่างกายไม่ขาดวิตามินโดยทั่วไปตามทฤษฎีคือไม่จําเป็นต้องเสริม ซึ่งการที่ร่างกายไม่ขาดวิตามิน คือ กินอาหารให้ครบ 5หมู่และกินนมเสริมเพื่อให้ได้รับแคลเซียมและโปรตีน การกินวิตามินเสริมหากกินชนิดที่ละลายในน้ำได้ เช่น วิตามินซีก็จะไม่อันตรายเพราะละลายออกทางปัสสาวะได้ แต่วิตามินที่ละลายในไขมันถ้าร่างกายได้รับเพียงพออยู่แล้ว เมื่อรับไปจะสะสมไปเรื่อยๆ และทําให้เกิดอาการของวิตามินเกิน

เพราะฉะนั้นโดยทั่วไปเวลาที่ไปพบคุณหมอทำไมหมอไม่ให้วิตามินเลย เพราะมันไม่จําเป็นถ้าเด็กแข็งแรง สุขภาพดี กินอาหารครบถ้วน วิธีที่คุณหมอเด็กจะดูว่ามีโภชนาการที่ดีไหมก็ดูได้จากการเจริญเติบโตและน้ําหนักตัวว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือไม่ก็พอจะบอกได้ว่าเขาน่าจะได้รับสารอาหารที่เพียงพอ

 

Apple Podcast:https://apple.co/3m15ytB

Spotify:https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube:https://bit.ly/3cxn31u

 

#รักลูกPodcast

#รักลูกTheExpertTalk

#Moms_Issues

รักลูก The Expert Talk EP.94 : รับมือภาวะเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย

 

รักลูก The Expert Talk Ep.94 : รับมือภาวะเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย

 

ลูกตัวสูงและตัวใหญ่กว่าเพื่อน พ่อแม่ต้องคอยสังเกตเพราะอาจจะมีภาวะเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย หากละเลยลูกอาจจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ตัวเตี้ย และมีปัญหาพัฒนาการทางอารมณ์ 

 

ฟัง The Expert พญ. ปิยธิดา วิจารณ์

กุมารแพทย์ผู้ชำนาญการ ด้านโรคต่อมไร้ท่อในเด็กและวัยรุ่น

ศูนย์สุขภาพและโรคเฉพาะทางเด็ก โรงพยาบาลเมดพาร์ค

 

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

รู้จักไข้นอนกรน หรือ อะดีโนไวรัส โรคจากเชื้อไวรัสที่พ่อแม่ต้องระวัง   

5783 1

รู้จักไข้นอนกรน หรือ อะดีโนไวรัส โรคจากเชื้อไวรัสที่พ่อแม่ต้องระวัง   

เพิ่งเคยได้ยินชื่อโรค “ไข้นอนกรน” หรือ “อะดีโนไวรัส” (Adenovirus) คิดว่าเป็นโรคใหม่ที่พ่อแม่ต้องเฝ้าระวัง แต่แท้จริงโรคนี้มีมานานแล้ว ความน่ากลัวคือเจ้าไวรัสชนิดนี้มีชีวิตอยู่ได้นานถึง 30 วัน และอาการจะรุนแรงมากหากเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 1 ปีได้รับเชื้ออะดีโนไวรัส

 

การติดต่อ ไวรัสอะดีโนติดต่อได้อย่างไร

อะดีโนไวรัส เป็นเชื้อโรคที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในร่างกาย มักพบบ่อยใน เด็กอายุระหว่าง 6 เดือนถึง 5 ปี และมีโอกาสเกิดความรุนแรงได้ในเด็กที่อายุน้อยกว่า 1 ปี หรือเด็กที่มีภาวะบกพร่องทางภูมิคุ้มกัน มีโรคประจำตัวในระบบทางเดินหายใจหรือระบบหัวใจที่ผิดปกติ

ไวรัสชนิดนี้มักอยู่ในอากาศ และมีชีวิตอยู่ได้นานถึง 30 วันตามพื้นผิวของวัตถุหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัว สามารถระบาดได้เกือบทั้งปี แต่ช่วงที่ระบาดมากสุดคือฤดูหนาว

การติดต่อของไวรัสอะดีโนเกิดได้หลายทาง ได้แก่

1. สารคัดหลั่ง ละอองฝอย น้ำมูก น้ำลาย ไอจามใส่กัน

2. ติดต่อทางอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค และการสัมผัสโดยตรง ทั้งสัมผัสพื้นผิวปนเปื้อน หรือแม้แต่การกินอาหารร่วมกัน

เด็กที่ติดเชื้ออะดิโนไวรัสมีโอกาสแพร่เชื้อไปยังพ่อแม่ได้ หากสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย อุจจาระ หรือของเล่นของใช้ที่สัมผัสหรือใช้ร่วมกัน พ่อแม่ที่ได้รับเชื้อจากลูกจะมีอาการป่วยคล้ายกันแต่จะไม่รุนแรงเท่าเพราะผู้ใหญ่มีภูมิคุ้มกันที่ดีกว่าเด็ก

 

5783 2

อาการของการโรคติดเชื้ออะดีโนไวรัส

เด็กที่ได้รับเชื้ออะดีโนไวรัสจะมีอาการดังต่อไปนี้

ระบบทางเดินหายใจ : มีไข้ ไอ มีน้ำมูกไหล เจ็บคอ ตาแดง บางคนอาจมีผลกระทบต่อเนื่องไปถึงปอดอักเสบ ทำให้หายใจหอบได้

ระบบทางเดินอาหาร : จะมีอาการถ่ายเหลว ท้องร่วง ท้องเสียง อาเจียน ปวดท้อง

โดยปกติเด็กจะหายจากอาการเหล่านี้ภายใน 1 สัปดาห์ แต่หากเด็กมีอาการหายใจเหนื่อยหอบ ปีกจมูกบาน คอหอยและใต้ซี่โครงมีลักษณะบุ๋มขณะหายใจ มีน้ำมูกสีเหลืองหรือเขียว ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที เนื่องจากอาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนได้

 

การรักษาเมื่อเด็กติดเชื้อไวรัสอะดีโนไวรัส

เนื่องจากโรคนี้ไม่มียาต้านเชื้อไวรัสโดยเฉพาะ คุณหมอจะรักษาตามอาการ ให้ยาลดไข้ เช็ดตัว ให้เด็กนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หรือบางคนอาจต้องให้น้ำเกลือ พ่นยาขยายหลอดลม ดูดเสมหะ หรือให้ออกซิเจนเมื่อมีการติดเชื้อที่ปอด

 

5783 3

การป้องกันไวรัสอะดีโน

1.  สอนลูกล้างมือให้ถูกวิธี ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจล

2. การรักษาความสะอาดเครื่องใช้ภายในบ้าน โต๊ะ เก้าอี้ ของเล่นต่าง ๆ ที่หยิบ จับ สัมผัสเป็นประจำ

3. การหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ไม่พาลูกไปในแหล่งชุมชนที่มีคนแออัด โดยเฉพาะเด็กเล็กต่ำกว่า 1 ขวบที่ยังมีภูมิคุ้มกันต่ำ

4. สำหรับเด็กอายุ 2 ขวบขึ้นไปควรให้สวมหน้ากากอนามัยสำหรับเด็ก เมื่อออกนอกบ้าน และการเว้นระยะห่างจากผู้อื่นอย่างเหมาะสม

5. การกินอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ นอนหลับให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง

6. พาลูกออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันที่ดี

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

โรงพยาบาลสมิติเวช

โรงพยาบาลนวเวช

โรงพยาบาลกรุงเทพ

ลูกช้ำง่าย ระวังโรคฮีโมฟีเลีย อันตรายกว่าที่คิด

 โรคฮีโมฟีเลีย-โรคเด็ก-โรคในเด็ก-เลือดกำเดาไหล

ลูกช้ำง่าย ระวังโรคฮีโมฟีเลีย อันตรายกว่าที่คิด

โรคฮีโมฟีเลียเลือดออกง่าย หยุดยาก เป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด เป็นโรคที่พบไม่บ่อย โดยมากพบในเพศชาย

หากพบว่าบุตรหลานของท่านโดยเฉพาะในเด็กผู้ชาย มีภาวะเลือดออกง่ายหยุดยาก มีจ้ำเขียวตามตัวหรือแขนขา โดยเฉพาะมักมีเลือดออกในข้อและกล้ามเนื้อ นั่นอาจเป็นอาการและสัญญาณของโรคฮีโมฟีเลีย

ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย จะมีโปรตีนตัวหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือดหายไปหรือมีไม่เพียงพอ โปรตีนเหล่านี้รู้จักกันในนาม แฟคเตอร์ (Factor) ซึ่งมีอยู่ในเลือดตามธรรมชาติ ร่างกายจะต้องอาศัยแฟคเตอร์ (Factor) เหล่านี้ในการทำให้เลือดแข็งตัว และช่วยรักษาแผลเมื่อร่างกายได้รับบาดเจ็บหรือสูญเสียเลือด นับเป็นความโชคดีที่ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียสามารถดำเนินชีวิตด้วยความกระฉับ กระเฉง คล่องแคล่ว หากได้รับการรักษาที่เหมาะสมภายใต้การกำกับดูแลของแพทย์

โรคฮีโมฟีเลีย แบ่งได้เป็น 3 ชนิด คือ
  1. ฮีโมฟีเลีย เอ (หรือ classical hemophilia) มีแฟคเตอร์ 8 (factor VIII) ในปริมาณที่ไม่เพียงพอหรือขาดแฟคเตอร์ 8 (Factor VIII)
  1. ฮีโมฟีเลีย บี (หรือ Christmas disease) มีแฟคเตอร์ 9 (factor IX) ในปริมาณที่ไม่เพียงพอหรือขาดแฟคเตอร์ 9 (Factor IX)
  1. ฮีโมฟีเลีย ซี มีแฟคเตอร์ 11 (factor XI) ต่ำกว่าปริมาณที่ต้องการ มีแฟคเตอร์ 11 (factor XI) ในปริมาณที่ไม่เพียงพอหรือขาดแฟคเตอร์ 11 (factor XI)
อะไรเป็นสาเหตุของโรคฮีโมฟีเลีย

โรคฮีโมฟีเลีย เกิด จากภาวะขาดปัจจัยการแข็งตัวของเลือดที่เรียกว่าแฟคเตอร์ 8 หรือ แฟคเตอร์ 9 มาแต่กำเนิด ดังนั้นการรักษาผู้ป่วยโรคนี้ต้องให้แฟคเตอร์เข้มข้นทดแทนปัจจัยการแข็งตัว ของเลือดที่ผู้ป่วยขาดไป ซึ่งแฟคเตอร์เข้มข้นที่ใช้ฉีดให้ผู้ป่วยฮีโมฟีเลีย

โรคฮีโมฟิเลีย เป็นโรคที่สืบทอดทางพันธุกรรม โดยเกิดจากความผิดปกติของ ยีน/จีน (Gene) โดยมารดาจะเป็นพาหะโรค/ผู้แฝงโรค และนำความผิดปกติสู่บุตรชาย แต่ผู้ป่วยประมาณ 30% ไม่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคฮีโมฟิเลีย คือ มีการผ่าเหล่าของยีน (Mutation) คือเกิดโรคด้วยตัวเองโดยไม่มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม

โรคฮีโมฟีเลียมีอาการอย่างไร

อาการของโรคฮีโมฟีเลีย จะ เป็นจ้ำเขียว และมีอาการเลือดออกภายในข้อต่าง ๆ ของร่างกาย เมื่อเริ่มมีอาการผู้ป่วยจะมีอาการปวดตึงขัดบริเวณกล้ามเนื้อและข้อ อาการจะรุนแรงมากขึ้น มีข้อติด กล้ามเนื้อลีบ หรือเกิดภาวะข้อพิการได้ หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสม

รักษาโรคฮีโมฟีเลียได้อย่างไร

เมื่อมีเลือดออกผิดปกติ หลักการสำคัญในการรักษา คือ ต้องให้เลือดหยุด โดยวิธีห้ามเลือด และให้การแข็งตัวของเลือดทดแทนให้เพียงพอ โดยวิธีดังต่อไปนี้

  1. รักษาโรคฮีโมฟีเลียโดยใช้ผ้าก๊อซหรือผ้าสะอาดที่แห้งกดบริเวณแผลที่เลือดออก หากเลือดออกในข้อหรือกล้ามเนื้อ ให้ประคบด้วยความเย็น เช่น ผ้าห่อน้ำแข็ง เพื่อช่วยให้เลือดหยุดจากการหดตัวของหลอดเลือดเมื่อได้รับความเย็น

  2. รักษาโรคฮีโมฟีเลียโดยใช้ปัจจัยการแข็งตัวของเลือดทดแทน โดยต้องให้มีปัจจัยการแข็งตัวของเลือดขึ้นไปอยู่ในระดับที่ทำให้เลือดหยุด ซึ่งขึ้นอยู่กับอวัยวะหรือบาดแผลที่มีเลือดออก

  3. รักษาโรคฮีโมฟีเลียตามอาการและการประคับประคอง เช่น ให้ยาแก้ปวดเมื่อมีอาการปวด หรือหากมีเลือดออกบริเวณเยื่อบุอวัยวะภายใน ต้องให้ยาต้านการละลายลิ่มเลือด (Antifi brinolysis) เพื่อให้มีก้อนเลือดไปช่วยอุดบริเวณที่มีเลือดไหลซึมออกมา หากมีเลือดออกที่เหงือกหรือฟัน ควรรีบปรึกษาทันตแพทย์ทันที

ดังนั้นผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียควร ใส่ใจและสังเกตอาการตนเองอย่างสม่ำเสมอ หากพบว่าเมื่อฉีดแฟคเตอร์เข้มข้นเข้าไปแล้ว แต่เลือดยังไม่หยุดไหลเหมือน ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจเช็คหาภาวะการเกิดสารต้านแฟคเตอร์และได้รับการ รักกษาที่ถูกต้อง

การเกิดสารต้านแฟคเตอร์นั้น ขึ้นอยู่กับเชื้อชาติ ประวัติครอบครัว ยีนที่ผิดปกติของผู้ป่วยแต่ละราย และปริมาณแฟคเตอร์ที่ผู้ป่วยได้รับ ผู้ป่วยจึงควรระมัดระวังตนเองไม่ให้ได้รับความกระทบกระเทือนรุนแรง ถึงขั้นต้องให้แฟคเตอร์ในปริมาณมากและเป็นเวลานานติดต่อกัน เช่น การผ่าตัด

อย่างไรก็ดี โดยปกติแพทย์จะตรวจร่างกาย และเจาะเลือดผู้ป่วยเพื่อติดตามภาวะการเกิดสารต้านแฟคเตอร์ทุก ๆ 6 เดือน หรือ 1 ปี เพื่อให้การรักษาและกำจัดตัวต้านแฟคเตอร์ตั้งแต่เริ่มต้น

ลูกทารกคอเอียงผิดปกติไหม วิธีแก้และรักษาทารกคอเอียง

 ทารก คอเอียง, เด็กคอเอียง, ทำไม ทารก คอเอียง, สาเหตุ ทารกคอเอียง, ทารก คอเอียงเกิดจาก, ทารก คอเอียงแต่กำเนิด, ทารก กล้ามเนื้อคอไม่แข็งแรง, อาการทารกคอเอียง, ทารกคอเอียง อันตรายไหม, ทารก คอเอียง รักษายังไง, วิธีแก้ ทารกคอเอียง, ลูก 3 เดือน คอ เอียง, ทารก นอน คอ เอียง

ทารกคอเอียงเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งคอเอียงแต่กำเนิดและคอเอียงจากวิธีเลี้ยง ทารคอเอียงสามารถรักษาและมีวิธีแก้ไขได้ค่ะ

ลูกทารกคอเอียงผิดปกติไหม วิธีแก้และรักษาทารกคอเอียง

สาเหตุทารกคอเอียง

  1. คอเอียงแต่กำเนิด (Congenital torticollis)
    1. กล้ามเนื้อคอผิดปกติ (congenital muscular torticollis)
    2. คอเอียงจากกระดูกสันหลังส่วนคอเจริญผิดปกติตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ทำให้เห็นลักษณะคอเอียงตั้งแต่แรกเกิดหรืออาจค่อยๆ เกิดภายหลังคลอดก็ได้
    3. ตาผิดปกติ เช่นตาเหล่ ทำให้เวลาเด็กมองต้องเอียงคอตามไปด้วย

  2. คอเอียงภายหลังคลอด (acquired torticollis)
    1. กล้ามเนื้อคอหดรัดตัว (muscle spasm)
    2. กระดูกสันหลังคอแตกหรือเคลื่อน
    3. เลือดคั่งเหนือชั้นดูรา (epidural hematoma)
    4. เนื้องอกไปกดทับเส้นประสาทที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อคอ
    5. การอักเสบของหูและการผ่าตัดต่อม adenoid ออก อาจเกิดการเคลื่อนของข้อกระดูกคอ atlantoaxial

การรักษาอาการทารกคอเอียง

  1. การยืดกล้ามเนื้อข้างคอที่หดสั้น ได้ผลดีเมื่อทำในเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี ผู้ดูแลควรเรียนรู้วิธีการยืดที่ถูกต้อง จากแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด

  2. การผ่าตัด bipolar release เพื่อแก้ปัญหากล้ามเนื้อหดสั้น ถ้ายืดกล้ามเนื้อหดสั้นไม่ได้ผลหลังอายุ 1 ปีควรรักษาด้วยการผ่าตัดเพื่อให้มีสมดุลของศีรษะและใบหน้าดีขึ้น การผ่าตัดมักได้ผลดีพอสมควร อายุที่เหมาะสมที่สุดคือ 1-4 ปี ในผู้ป่วยที่มีอายุมากขึ้นการผ่าตัดอาจได้ผลไม่เต็มที่

  3. พบจักษุแพทย์เพื่อแก้ไขอาการคอเอียงที่เกิดจากปัญหาทางสายตา เพราะคอเอียงในเด็กอาจเป็นการปรับตัวให้มองเห็นได้ดีกว่าตอนที่อยู่ในท่าปกติ อาการคอเอียงที่เกิดขึ้นแสดงถึงความผิดปกติในการมองเห็นของตาทั้งสองข้าง เด็กที่มีคอเอียงส่วนใหญ่พบความผิดปกติในเรื่องตาเข ตากระตุก

เบื้องต้นอาจพบว่าอาการทารกคอเอียงไม่ได้เกิดจากสาเหตุความผิดปกติของร่างกาย แต่เกิดจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่เอง สามารถดูแลลูกได้ดังนี้

  • การวางตำแหน่งของล่อเล่นไม่สูงเกินไป ควรวางหรือแขวนให้อยู่ในระดับสายตาและไม่เน้นการล่อเล่นด้วยการวางของเล่นด้านที่น้องคอเอียงค่ะ อาจล่อเล่นได้แต่ไม่บ่อยมากเพื่อป้องกันการใช้กล้ามเนื้อด้านคอที่เอียงมากเกินไปจนคออีกด้านโดนยืดมากและไม่แข็งแรง

  • แนะนำให้คุณแม่อุ้มในท่าตะแคงด้านที่น้องคอเอียง แล้วล่อเล่นคล้ายการทำเครื่องบินล่อนขึ้นล่อนลงช้าๆเพื่อฝึกให้กล้ามเนื่อด้านที่เอียงได้ต้านกับ แรงโน้มถ่วงและได้มีการเกร็งกล้ามเนื้อคอด้านที่เอียงเพื่อการออกกำลังกาย

  • แนะนำในท่านอนหรือท่าให้นม แนะนำให้เน้นการนอนตะแคงด้านที่คอไม่เอียงค่ะและไม่ให้น้องมีการแหงนหน้ามาก เกินไปค่ะซึ่งกรณีน้องควรนอนตะแคงด้านขวาค่ะเพื่อให้คอด้านซ้ายได้มีการยืด ของกล้ามเนื้อแต่บางครั้งคุณแม่ก็สามารถให้นอนตะแคงซ้ายได้น่ะค่ะแต่ไม่ควรบ่อยมากค่ะ

  • การรักษาในขั้นต้นช่วงเด็กมีอายุ 1-2 ปี คือการพยายามช่วยดัดคอเบาๆ การจับเด็กนอนหันศีรษะไปด้านตรงข้าม

  • พาลูกไปปรึกษากับแพทย์ หรือนักกายภาพบำบัดใกล้บ้าน เพราะท่าออกกำลังกายบางท่าคุณแม่อาจต้องได้รับคำแนะนำโดยตรงค่ะเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายกับน้องและน้องจะได้รับท่าออกกำลังกายที่เหมาะสมมากขึ้นค่ะ

 

ลูกทารกเป็นเริมติดจากพ่อแม่ กอด จูบ สัมผัสจากผู้ใหญ่ทำเด็กเป็นเริมได้

ทารกเป็นเริม, เด็ก เป็นเริม, ลูกเป็นเริม, ลูกติดเริมจากพ่อแม่, อาการ เริม, การรักษา เริม, การป้องกันเริม เด็ก ทารก, ไม่ กอด จูบ ทารก, เริม ทารก เกิดจาก, ทำไมทารกเป็นเริม, ทำไมเด็กเป็นเริม, กอด จูบ ทารก เริม
ลูกทารก เด็กเล็กหลายคนเป็นเิรม โดยติดต่อเชื้อโรคจากพ่อแม่เอง เพราะเด็กทารกมีภูมิต้านทานไม่มาก การสัมผัสกับทารกแรกเกิดโดยตรงจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ 

ลูกทารกเป็นเริมติดจากพ่อแม่ กอด จูบ สัมผัสจากผู้ใหญ่ทำเด็กเป็นเริมได้

เชื้อเริมมาจากผู้ใหญ่

โรคเริมเกิดจากเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์ (Herpes simplex virus หรือ HSV) มี 2 ชนิดคือ HSV1 ก่อให้เกิดติดเชื้อในช่องและริมฝีปาก และ HSV2 เป็นการติดเชื้อที่อวัยวะเพศ เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์  

ทารกเสี่ยงเป็นเริมตั้งแต่คลอด

เชื้อเริมที่ทำให้ทารกเสี่ยงเสียชีวิตนั้น ตัวหลักมาจากเชื้อที่เกิดจากเพศสัมพันธ์ และติดเชื้อที่จุดซ่อนเร้น แล้วเชื้อนี้แพร่กระจายไปสู่ทารก โดยทารกติดเชื้อนี้ได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ผ่านทางเยื่อหุ้มทารก โดยเฉพาะภายในเวลา 4-6 ชั่วโมง หลังคุณแม่น้ำเดิน หรือถุงน้ำคร่ำแตก รวมทั้งช่วงเวลาขณะคลอด ที่ทารกติดเชื้อได้ผ่านทางช่องคลอด หรือจุดซ่อนเร้นของคุณแม่ ซึ่งอาจมีแผลเริมหรือตุ่มน้ำใสอยู่ จะยิ่งเสี่ยงมากขึ้นเมื่อแม่คลอดเอง

หากแม่มีประวัติ หมอจะพิจารณาผ่าคลอดให้เพื่อป้องกันการติดเชื้อสู่ทารก และทารกยังติดเชื้อเริมได้ในช่วงเวลาหลังคลอดด้วย ผ่านการสัมผัสจากบุคคลที่มีเชื้อเริมอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อเริมสายพันธุ์ไม่รุนแรง เกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ ภูมิต้านทานในร่างกายของตัวเองต่ำลง แล้วบังเอิญได้รับเชื้อเริมเข้าสู่ร่างกาย กระทั่งเชื้อเริมแสดงผล โดยเกิดแผลเริม หรือตุ่มน้ำใสบริเวณริมฝีปาก แต่เมื่อสัมผัสทารกที่มีภูมิต้านทานไม่แข็งแรง ย่อมส่งผลรุนแรงต่อร่างกายและสมองก่อนเด็กจะโตเป็นผู้ใหญ่

อาการเมื่อทารกได้รับเชื้อเริมขณะคลอด

  • อาการทางร่างกายจะแสดงออกช่วง 5-11 วันหลังคลอด จะมีตุ่มน้ำใสขึ้นบริเวณผิวหนัง ตา ปาก ของทารก พ่อแม่จะเห็นได้ชัดเจน จอประสาทตาอักเสบ เยื่อบุตาอักเสบ และอวัยวะสำคัญอื่น ๆ ทำงานผิดปกติ เช่น สมอง ตับ ปอด หัวใจ และต่อมไร้ท่อ

  • อาการที่รุนแรงจะแสดงออกช่วง 8-17 วันหลังคลอด ทารกอาจชัก สมองมีขนาดเล็ก มีโพรงน้ำในสมอง เพราะเกิดความผิดปกติที่ระบบประสาท แต่จะไม่มีไข้ ทารกจะซึมลง งอแง ร้องกวน ไม่ค่อยดูดนม ความตึงของกล้ามเนื้อไม่ดี ร่างกายอ่อนปวกเปียก อาเจียน หายใจผิดปกติ ปากเขียว ตัวเหลือง ผิวมีผื่นสีม่วง และอาจหยุดหายใจได้ ซึ่งทารกที่ติดเชื้อเริมเสี่ยงเสียชีวิตถึง 50% หรือมีโอกาสรอดแต่สมองจะพิการ

การป้องกันเริมในทารก

  1. เริ่มตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ ควรฝากครรภ์และไปพบแพทย์ตามนัดเสมอ หมั่นสังเกตตนเองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณจุดซ่อนเร้นของแม่ว่าพบตุ่มน้ำใสหรือไม่ หรือเกิดแผลบริเวณริมฝีปากหรือไม่ หากพบควรแจ้งแพทย์เพื่อตรวจรักษา และวางแผนในการคลอดต่อไป

  2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสทารกแรกเกิด ด้วยการหอมแก้ม จูบร่างกาย เมื่อพบว่าตัวเองมีแผลเริมบริเวณที่ปาก หรือมีตุ่มน้ำใส จากอาการอื่น ๆ

  3. ควรใช้ช้อนกลางตักอาหาร งดหลอดดูด หรือดื่มน้ำแก้วเดียวกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เพื่อลดอัตราการติดเชื้อเริม

หากพ่อแม่มีการป้องกันและดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่อง อัตราการติดเชื้อทั้งตัวพ่อแม่เองย่อมน้อยลง การติดเชื้อสู่ลูกวัยทารกก็ย่อมลดลงเช่นกัน และควรระมัดระวังการสัมผัสทารกหลังคลอดจากบุคคลอื่น เพราะเราไม่มีทางรู้ได้ว่าบุคคลเหล่านั้นจะพาเชื้อโรคอะไรมาติดลูกเราบ้าง

หนาวนี้อย่าประมาท RSV

2375 

ไวรัส RSV เป็นไวรัสที่ยังไม่มีทั้งยารักษา มักแพร่ระบาดในช่วงฤดูฝน หรือแม้แต่ช่วงปลายฝนต้นหนาวก็ต้องระวังค่ะ เพราะเจ้าเชื้อนี้ชอบอากาศชื้น   

ไวรัส RSV คืออะไร

Respiratory Syncytial virus หรือ RSV เป็นเชื้อไวรัสที่รู้จักกันมานานในวงการแพทย์ ซึ่ง RSV เป็นสาเหตุของอาการหรือโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจโดยเฉพาะในเด็กเล็ก

สาเหตุ

ไวรัส RSV จะพบมากและเจริญเติบโตได้ดีในช่วงที่มีอากาศชื้นโดยเฉพาะหน้าฝน หรือปลายฝนต้นหนาว แถมยังติดต่อกันได้ง่ายเพียงการสัมผัสใกล้ชิด หรือสัมผัสสารคัดหลั่งทางตาหรือจมูก และทางลมหายใจ 

อาการ
  • มีน้ำมูกใส
  • มีอาการไอ
  • จามมีเสมหะมาก
  • หอบเหนื่อย หายใจเร็ว หายใจแรง หายใจครืดคราด มีเสียงหวีดในปอด
  • ตัวเขียว
ไวรัส RSV กับโรคหวัดต่างกันอย่างไร

หวัดธรรมดาจะมีอาการไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล กินน้ำ กินนมได้ ซึ่งจะหายได้ใน 5-7 วัน แต่อาการที่เกิดจากไวรัส RSV มีอาการหอบ เหนื่อย บางคนหอบมากจนเป็นโรคปอดบวม หรือหายใจมีเสียงวี้ดแบบหลอดลมฝอยอักเสบ บางรายไอมากจนอาเจียน ซึมลง ตัวเขียว กินข้าว กินน้ำ กินนมไม่ได้

รักษา ไวรัส RSV
  1. ระวังเรื่องการขาดน้ำ เพราะจะยิ่งทำให้เสมหะเหนียวข้นและเชื้อลงปอด
  2. อาจต้องใช้ยาพ่นร่วมกับ oxygen เพื่อช่วยขยายหลอดลม
  3. รับประทานยาลดไข้ตามอาการทุก 4 – 6 ชั่วโมงพร้อมกับเช็ดตัวลดไข้
  4. นอนพักผ่อนเยอะ ๆ ร่างกายก็จะฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ใช้เวลาประมาณ 7 – 14 วัน จึงจะหาย  
วิธีป้องกัน ไวรัส RSV
  • ฉีดวัคซีน
  • การล้างมือให้เด็กเล็กบ่อย ๆ และพี่เลี้ยงเด็กก็ต้องล้างมือบ่อย ๆ เช่นกัน
  • รับประานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ครบ 5 หมู่ 
  • ให้ลูกนอนพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ออกกำลังกายในที่อากาศถ่ายเท 

หลีกเลี่ยงการสัมผัสเด็กที่สงสัยว่าเป็นหวัด และใส่หน้ากากอนามัยป้องกันเอาไว้ เมื่อมีเด็กป่วย หากเป็นไปได้ให้ผู้ปกครองรับกลับบ้าน แต่หากไม่สามารถรับกลับบ้านได้ ให้แยกเด็กและแยกเครื่องใช้ของเด็กป่วยออกจากเด็กปกติ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรค หลีกเลี่ยงการจูบและหอมเด็ก เพราะอาจเป็นการแพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว ไม่พาบุตรหลานไปที่ชุมชมสถานที่ที่มีคนเยอะ

ไวรัส RSV ยังไม่มียารักษาโดยเฉพาะ แต่จะเป็นการรักษาตามอาการที่เกิดขึ้น แถมยังมีอาการคล้ายโรคหวัด เพราะฉะนั้นพ่อแม่ต้องหมั่นสังเกตอาการของลูก ซ้ำร้ายเจ้าโรคนี้มีโอกาสเกิดซ้ำได้อีก ถ้าเด็ก ๆ ร่างกายอ่อนแอ ซึ่งจะกระตุ้นอาการหอบจนทำให้เป็นโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรังในที่สุดค่ะ

หอมแดงก็แก้หวัดให้ลูกทารก ลูกเล็กได้จริงไหม วิธีใช้หัวหอมแดงแก้หวัด

 

ว่ากันว่าในหัวหอมแดงมีน้ำมันหอมระเหยที่ช่วยลดไข้ แก้หวัดสำหรับลูกทารก ลูกเล็กได้ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร มาดูคำแนะนำกันค่ะ

หอมแดงก็แก้หวัดให้ลูกทารก ลูกเล็กได้จริงไหม วิธีใช้หัวหอมแดงแก้หวัด

อ้างอิงจากสำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้นำหอมแดงแห้งมาทดลองรักษาเด็กแรกเกิดจนถึง 3 ปี จำนวน 20 คน พบว่าหอมแดงสามารถรักษาหวัดได้ดี ผู้ปกครองของก็พึงพอใจ และไม่ปฏิเสธการรักษา ในทางการแพทย์นั้นถือว่าช่วยลดต้นทุนการสั่งซื้อยารักษาโรคหวัดได้ นอกจากนี้ยังมีความสะดวกและประหยัดเวลา เมื่อเทียบกับการใช้ยา chlorpheniramine ที่สำคัญยังไม่พบผลข้างเคียงของการใช้หอมแดงรักษาหวัดด้วย

ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า ในหัวหอมนั้นมีน้ำมันอัลลิลิก ไดซัลไฟด์ ( Allilic disulfides oil ) เป็นน้ำมันหอมระเหย รักษาอาการหวัดเบาๆ ที่ไม่มีไข้ โดยน้ำมันอัลลิลิก ไดซัลไฟด์จากหัวหอมจะช่วยต้านสิ่งแปลกปลอม ลดการอักเสบ ต้านเชื้อไวรัส ขับเสมหะ ต้านเชื้อแบคทีเรีย ขับปัสสาวะได้เป็นอย่างดี

3 วิธีใช้หอมแดงรักษาหวัด

  1. ทุบหัวหอมแดงให้บุบ แล้ววางไว้บนหัวนอน ใช้หอมแดง ประมาณ 3-4 หัว หรือ 1 กำมือ ปอกเปลือกแล้วทุบจนมีน้ำซึมออกมาไม่ จากนั้นห่อด้วยผ้าบางๆ มัดจุกแล้วนำไปวางบนหัวนอนลูก ช่วยบรรเทาอาการหวัด คัดจมูก น้ำมูกไหลได้

  2. ต้มน้ำหัวหอมแดง ใช้อาบ ปอกเปลือกหอมแดง แล้วนำไปต้มในน้ำร้อนจนเดือด จานั้นนำไปผสมน้ำให้ลูกอาบ คุณแม่บางคนผสมใบมะขามลงไปด้วย น้ำมันระเหยจากหัวหอมจะช่วยให้ลูกหายใจโล่งขึ้นค่ะ และต้องทำทุกวัน จนกว่าลูกจะหาย

    ข้อควรระวังการใช้หัวหอมอาบน้ำให้ลูกคือ อย่าให้น้ำเข้าหน้าหรือดวงตา เพราะอาจจะทำให้แสบตา ระคายเคืองได้ หากมีบาดแผลบริเวณร่างกายก็ไม่ควรอาบ เพราะถึงหอมแดงจะมีสรรพคุณเป็นยา ช่วยรักษาแผลได้แต่อาจจะทำให้ลูกเล็กๆ ระคายเคืองได้เช่นกัน

  3. สูดดมไอน้ำต้มหัวหอมแดง วิธีนี้ดูยุ่งยากและอันตรายสำหรับเด็กเล็กไปสักหน่อย แต่สามารถใช้กับเด็กโตที่พูดรู้เรื่องได้ คือต้มหัวหอมในน้ำเดือด รอจนอุ่น เทใส่กะละมัง จากนั้นใช้ผ้าขนหนูคลุมหัวและหม้อไว้ ให้ลูกหลับตาและสูดดมไอน้ำ ความร้อนจะช่วยขับเหงื่อลดไข้ และน้ำมันหอมระเหยจะช่วยให้หายใจโล่งขึ้น

นอกจากนี้ การกินหอมแดงก็ช่วยบรรเทาอาการหวัดได้ค่ะ แต่สำหรับเด็ก ๆ แล้วอาจจะไม่ชอบรสชาติและกินยากไป ดังนั้นใช้วิธีเบื้องต้นที่กล่าวมาก็ช่วยบรรเทาได้แล้วค่ะ 

อย่าหอมแก้มทารก! 5 โรคติดเชื้อรุนแรงที่มาจากการหอมแก้มเด็กทารก

โรคติดต่อ ทารก, โรคจากการสัมผัสทารก, ทารก RSV, ลูกเป็น RSV, ทารก อีสุกอีใส, โรคอีสุกอีใส, ลูกเป็นอีสุกอีใส, ทารก 4S, โรค 4S, ลูกเป็นโรค 4S, โรคหัด, เริม, ทารกเป็นเริม, ทารก โรคหัด, โรคจูบ, โรคจากการจูบ ทารก, ห้ามจูบ หอมแก้ม ทารก, ทำไมห้าม จูบแก้มทารก

รู้หรือไม่ว่า การหอมแก้ม จูบแก้มเด็กทารก เรากำลังสร้างความเสี่ยงติด 4 เชื้อโรครุนแรงที่อาจทำให้เด็กทารกเสียชีวิตได้เลย

อย่าหอมแก้มทารก! 5 โรคติดเชื้อรุนแรงที่มาจากการหอมแก้มเด็กทารก

เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ภูมิคุ้มกันไม่ได้แข็งแรงเหมือนผู้ใหญ่ค่ะ เพราะฉะนั้นเวลาใกล้ชิดใครที่เจ็บป่วยก็มีโอกาสไม่สบายได้ทั้งนั้น ยิ่งผู้ใหญ่บางคนที่ชอบกอด หอม หรือจูบเด็กด้วยแล้วยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้ 

  1. ทารกเป็น RSV
    โรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจโดยเฉพาะในเด็กเล็ก พบในช่วงที่มีอากาศชื้นโดยเฉพาะหน้าฝน แถมยังติดต่อกันได้ง่ายเพียงการสัมผัสใกล้ชิด หรือสัมผัสสารคัดหลั่งทางตาหรือจมูก และทางลมหายใจ

  2. ทารกเป็น 4S สตาฟิโลค็อกคอล สเกลด์ สกิน ซินโดรม หรือ Staphylococcal scalded skin syndrome (SSSS)โรคติดเชื้อทางผิวหนัง เป็นแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ตามผิวหนังของคนเราทั่วไป มีโอกาสเกิดขึ้นบ่อย โดยเฉพาะเด็กทารกแรกเกิดหรือเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ  ซึ่งนอกจากจะได้รับเชื้อจากผิวหนังของตนเองแล้ว เด็กยังมีโอกาสรับเชื้อจากการสัมผัสตัวของผู้ใหญ่ด้วยค่ะ

  3. ทารเป็นเริมโรคติดเชื้อจากเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์  มี 2 ชนิดคือ HSV1 ก่อให้เกิดการติดเชื้อในช่องปากและริมฝีปาก และ HSV2 เป็นการติดเชื้อที่อวัยวะเพศ เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์  ซึ่งเชื้อเริมที่ทำให้ทารกเสี่ยงเสียชีวิตนั้น มักมาจากเชื้อที่เกิดจากเพศสัมพันธ์ และติดเชื้อที่จุดซ่อนเร้น แล้วเชื้อนี้แพร่กระจายไปสู่ทารก โดยทารกติดเชื้อนี้ได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ผ่านทางเยื่อหุ้มทารก

    นอกจากนี้ทารกยังติดเชื้อเริมได้ในช่วงเวลาหลังคลอดด้วย ผ่านการสัมผัสจากบุคคลที่มีเชื้อเริมอยู่ แม้จะเป็นเริมสายพันธุ์ไม่รุนแรง แต่ก็ส่งผลรุนแรงต่อเด็กได้ 

  4. ทารกเป็นหัด โรคหัดเป็นไข้ออกผื่นพบได้บ่อยในเด็กอายุ 1-6 ขวบ ติดต่อกันผ่านการไอ จาม น้ำมูก น้ำลาย และการสัมผัสตัวกับผู้ที่มีเชื้อ ระยะฟักตัวประมาณ 8-12 วัน หลังจากนั้นจะมีไข้ น้ำมูกไหล ไอ ตาแดง ผื่นจะขึ้นประมาณวันที่ 4 และหายภายใน 14 วัน

    โดยระหว่างนี้การปฐมพยาบาลหากมีไข้สูงก็ให้ยาลดไข้ ยาขับเสมหะ และเช็ดตัว แต่ไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะ อย่างไรก็ตามผู้ป่วยอาจจะมีอาการแทรกซ้อนอย่างอื่นได้ อาทิ ปอดอักเสบ อุจจาระร่วง ช่องหูอักเสบ สมองอักเสบและภาวะทุพโภชนาการ โดยเฉพาะในเด็กขาดสารอาหาร หรือขาดวิตามินเอ เมื่อเป็นหัดจะมีความรุนแรงมาก และถ้ามีปอดอักเสบร่วมด้วย อาจทำให้เสียชีวิตได้

  5. ทารกเป็นอีสุกอีใส โรคอีสุกอีใส หรือ Chickenpox เกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ ไวรัส (Varicella zoster virus หรือ เรียกย่อว่า VZV/ วีซีวี ไวรัส) หรือ ฮิวแมนเฮอร์ปี่ไวรัส ชนิดที่ 3 (Human herpes virus type 3) ซึ่งเป็นเชื้อเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคงูสวัด ติดต่อโดยการหายใจ ไอ จามรดกัน หอมแก้ม หรือการสัมผัสถูกตุ่มแผลสุกใส สัมผัสถูกของใช้ เช่น ที่นอน ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าห่ม ที่เปื้อนตุ่มแผลของผู้ป่วย หายใจเอาละอองของตุ่มน้ำผ่านเข้าไปทางเยื่อเมือก

วิธีป้องกันโรคติดต่อในทารกจากการจูบ หอมแก้มทารก 

  1. ให้ลูกกินนมแม่ตั้งแรกเกิดจนถึง 6 เดือน หรือนานที่สุด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูก
  2. อุปกรณ์ ข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้าของลูก ต้องสะอาดอยู่เสมอ
  3. ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำยาฆ่าเชื้อที่แพทย์รับรองว่าปลอดภัยสำหรับเด็กในการทำความสะอาดเสื้อผ้า ของใช้ และร่างกายของเด็ก
  4. ก่อนสัมผัสเด็กเล็ก ผู้ใหญ่ควรล้างมือด้วยสบู่ฆ่าเชื้อและเช็ดทำความสะอาดให้แห้ง
  5. อย่าให้คนแปลกหน้า กอด หอม หรือจับบริเวณใบหน้าของลูก 
  6. พ่อแม่หรือผู้ใหญ่ในบ้านควรดูแลสุขลักษณะ ไม่ควรใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน  
  7. หลีกเลี่ยงการพาเด็กเล็กไปในที่ที่แออัดและผู้คนพลุกพล่าน เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่างๆ
     

อ้วน ผอม และโลหิตจาง 3 โรคอันตรายที่เกิดจากอาหารและการกินของเด็ก

เด็กอ้วน, เด็กผอม, เด็กอ้วน อันตรายไหม, เด็กผอม อันตรายไหม, เด็ก โลหิตจาง, ลูกอ้วน ลูกผอม เพราะอะไร, ลูกโลหิตจางเพราะอะไร, ลูกโลหิตจาง อันตรายไหม, อาหารสำหรับเด็กโลหิตจาง, อาหารเพิ่มน้ำหนัก, ลูกผอมมาก ต้องทำยังไง

อ้วน ผอม และโลหิตจาง 3 โรคอันตรายที่เกิดจากอาหารและการกินของเด็ก

เด็กอ้วน ผอม และโลหิตจาง เป็นกลุ่มโรคและภาวะที่กำลังพบมาในประเทศไทย ซึ่งสาเหตุของปัญหามาจากอาหารและการกินเป็นหลัก หากไม่รีบดูแลรักษา จะกลายเป็นโรคในระยะยาว

เด็กอ้วน เด็กผอม เด็กเป็นโลหิตจาง พบบ่อยในเด็กอนุบาล

ข้อมูลสถิติด้านโภชนาการของเด็กไทยในปี 2568 - 2569 ระบุว่า "ภาระ*ความซ้ำซ้อนทางโภชนาการ" (Double Burden of Malnutrition) คือ การที่มีทั้งปัญหาอ้วนเกิน และขาดสารอาหารเกิดขึ้นพร้อมกัน

  1. โรคอ้วน (Overweight/Obesity) พบประมาณ 13% – 15% โดยโรคอ้วนในเด็กไทยติดอันดับ 3 ของอาเซียน

  2. น้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ (Underweight) พบประมาณ 9% และมักพบควบคู่กับภาวะเตี้ยแคระแกร็น

  3. โลหิตจาง (Anemia) พบประมาณ 33% – 50% ซึ่งพบมากในช่วงอายุ 0-5 ปี 

*ภาระ ในที่นี้หมายถึง ปัญหาหลัก ปัญหาสำคัญ

โรคอ้วนในเด็ก  

โรคอ้วนคือ ภาวะที่ไม่สมดุลระหว่างการได้รับพลังงาน และการใช้พลังงานของร่างกาย พูดง่าย ๆ คือ กินเยอะแต่ใช้พลังงานน้อย

สาเหตุของเด็กอ้วน

  1. กินอาหารไม่ถูกต้อง เช่น การทานอาหารที่มีรสหวานจัด น้ำหวาน ชานม อาหารทอด ขนมกรุบกรอบ เป็นต้น 

  2. พฤติกรรมเนือยนิ่ง เช่น นอนตลอดเวลา ใช้จอนานนั่งนาน ไม่ออกกำลังกาย เป็นต้น 
     
  3. พันธุกรรม: หากพ่อหรือแม่มีภาวะอ้วน เด็กจะมีโอกาสอ้วนมากกว่าปกติ แต่พฤติกรรมการกินในครอบครัว (Family Habit) มักมีผลมากกว่าพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว

  4. การพักผ่อน: การนอนดึกหรือนอนไม่พอ ส่งผลต่อระบบฮอร์โมนที่ควบคุมความหิว ทำให้เด็กกินเก่งขึ้น

ผลกระทบจากความอ้วนในเด็ก

  1. ร่างกายไม่แข็งแรง ถึงตัวจะใหญ่แต่ก็มีแรงน้อย ขยับตัวลำบาก เจ็บป่วยง่าย และอาจเป็นสาเหตุของโรคต่าง ๆ เมื่อโตขึ้น เช่น โรคอ้วน ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ เป็นต้น

 

 

ลักษณะอาการและผลกระทบ

สำหรับสัญญาณเตือนว่าเจ้าหนูเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนหรือไม่ รูปร่างและน้ำหนักที่มากคงจะบ่งบอกชัดที่สุด แต่อาการแทรกซ้อนอื่นๆ สามารถเป็นสัญญาณได้ด้วยเช่นกัน คือ ปวดข้อเท้า เพราะข้อเท้าต้องรองรับน้ำหนักตัวที่มากจนเกินไป หรือมีอาการนอนกรน และหยุดหายใจขณะหลับ เพราะเด็กอ้วนจะมีท่อทางเดินหายใจแคบกว่าปกติ และเด็กที่เป็นโรคอ้วนจะเหนื่อยง่ายกว่าเด็กปกติอีกด้วยครับ

 


โรคอ้วน.... ‘ลดได้’ ‘กันได้’ ‘แก้ได้’

แม้จะเป็นโรคที่เกิดได้ง่ายและพบได้บ่อย เรามีเทคนิคเด็ดๆ สยบโรคอ้วน สามารถนำไปใช้ได้ทั้งกับเด็กอ้วน เด็กปกติ หรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่ก็นำไปใช้ได้ครับ

      • เลือกอาหารดีต่อสุขภาพ บริโภคให้เหมาะสมตาม ‘ธงโภชนาการ’ ที่จะบอกกลุ่มอาหารและสัดส่วนการกินอาหารในแต่ละกลุ่มอย่างเหมาะสม สังเกตได้ชัดเจนว่าฐานใหญ่ด้านบนเน้นให้กินปริมาณมากและปลายธงด้านล่างจะบอกให้กินแต่น้อยหรือเท่าที่จำเป็นเท่านั้นครับ ซึ่งวิธีเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพให้ลูกวิธีที่ดีที่สุดคุณหมอแนะนำให้ทำอาหารกินกันเองดีกว่า โดยให้ลูกช่วยเลือกเมนูว่าวันนี้เขาอยากกินอะไร ซึ่งการทำอาหารเองจะช่วยให้ลดกลุ่มอาหารจำพวกแคลอรี่สูงลงได้มากเลยครับ
      • งดพฤติกรรมนั่งกินนอนกิน อย่าให้เด็กมีลักษณะนิสัยที่ผิดๆ อย่างการนั่งดูทีวี ติดเกม โดยที่เด็กไม่มีกิจกรรมด้านอื่นเลย สร้างนิสัยการออกกำลังกายที่ดีแก่เด็ก ชวนลูกออกกำลังกายสักอาทิตย์ละ 2 – 3 ครั้ง ครั้งละ 20-30 นาที รวมถึงในแต่ละวันลองมอบหมายงานบ้านให้เขารับผิดชอบ ซึ่งการทำงานบ้านถือได้ว่าเป็นการออกกำลังกายที่ดีมากเลยนะครับ


 

No.2 ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

โรคโลหิตจาง คือ ภาวะเข้มข้นเลือดที่ต่ำกว่าปกติ ส่วนสาเหตุที่เด็กไทยเป็นโรคนี้มากที่สุด มาจากการที่เด็กขาดธาตุเหล็กจากการกินอาหารที่ไม่เหมาะสม โดยเด็กอาจไม่ได้กินอาหารที่มีธาตุเหล็ก หรืออาจกินร่วมกับอาหารที่ขัดขวางไม่ให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ครับ

 

ลักษณะอาการและผลกระทบ

เด็กจะเบื่ออาหาร เพราะธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบสำคัญของเอนไซม์หลายๆ ประเภทในร่างกาย เมื่อขาดธาตุเหล็กไปความรู้สึกอยากอาหารจึงน้อยลงครับ เด็กจะมีอาการเฉื่อยชามากกว่าปกติ อ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย อาจเป็นลมได้บ่อยครั้งครับ และสิ่งที่สังเกตเห็นได้ทางกายภาพ คือ เด็กจะมีภาวะซีดที่เปลือกตาล่าง ริมฝีปาก เล็บจะนิ่มเว้าลงไปเป็นรูปช้อน
 

อย่างไรก็ตามการที่จะยืนยันว่าหนูเป็นโรคนี้ได้ จะต้องใช้การตรวจเลือดจากห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ที่แน่ชัดอีกครั้ง ซึ่งหากลูกมีอาการที่กล่าวมาข้างต้น คุณพ่อคุณแม่สามารถพาไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอย่างละเอียดอีกครั้งได้เลยครับ


โลหิตจางรักษาและป้องกันยังทัน

สำหรับการรักษาและป้องกันโรคโลหิตจางในเด็กนั้นทำได้ดังนี้ครับ

• กินยา ลูกอาจต้องกินยาธาตุเหล็กติดต่อกันสักประมาณ 2-4 เดือนครับ

• กินอาหาร ลูกต้องปรับพฤติกรรมการกินทั้ง 3 แบบ คือ

1. กินอาหารที่มีธาตุเหล็กสม่ำเสมอ เช่น สัตว์เนื้อแดง ไข่แดง เครื่องในสัตว์ ตับ เลือดหมู และผักใบเขียว

2. ลดอาหารที่ขัดขวางการรับธาตุเหล็ก ได้แก่ ชา กาแฟ ธัญพืช และกลุ่มนมชนิดต่างๆ

3. ทานอาหารที่ช่วยดูดซึมธาตุเหล็ก ได้แก่ ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว มะเขือเทศ ส้ม ฝรั่ง

 

 

No.3 โรคน้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์

เกิดจากการที่เด็กได้รับพลังงานจากอาหารที่ไม่เพียงพอและไม่เหมาะสม ผู้ใหญ่อาจไม่ใส่ใจการกินของเด็กมากพอ ปล่อยไปตามนิสัยการกินที่ไม่ดี เด็กไม่อยากกินก็ไม่ให้กิน เช่น เด็กบางคนอาจกินข้าวแค่ 1-2 มื้อต่อวัน หรือชนิดของอาหารที่เด็กกินไม่เหมาะสม และให้พลังงานไม่มากพอครับ


ลักษณะอาการและผลกระทบ

มีการเจริญเติบโตช้าผิดปกติ ตัวเล็กมาก น้ำหนักตัวน้อย ผอมไม่มีแรง เบื่ออาหาร เจ็บป่วยบ่อย เนื่องจากร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอภูมิคุ้มกันจึงลดลง พัฒนาการและสติปัญญาไม่ดี ทำให้เด็กไม่มีโอกาสพัฒนาตามวัยอย่างเหมาะสมครับ


น้ำหนักตัวน้อย… ป้องกันด้วยโภชนาการที่ดี

• การบริโภคอาหารในแต่ละวันอย่างเหมาะสม แต่ละมื้อควรมีอาหารที่หลากหลาย คุณพ่อคุณแม่ควรปรุงอาหารที่มีพลังงานสูงเหมาะกับเด็ก และควรฝึกให้เด็กกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ด้วยครับ

 

• หากลูกเป็นเด็กกินยาก คุณพ่อคุณแม่ห้ามใช้อารมณ์กับเด็ก บังคับขู่ หรือตีเด็ดขาดเลยนะครับ คุณพ่อคุณแม่ต้องพยายามเสนอทางเลือกให้เขา ให้เขาได้เลือกเมนูเอง มีอิสระในการตัดสินใจด้วยตนเองบ้าง

 

ทั้ง 3 โรคที่กล่าวมานี้ล้วนเป็นเรื่องที่ป้องกันได้ทั้งนั้นเลยนะครับ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่อย่าได้วางใจไปนะครับ ทางที่ดีลองหันมาสำรวจพฤติกรรมการกินของเจ้าหนูกันดีกว่า หากยังไม่เหมาะสม รีบจัดการให้ถูกต้องเลยครับ

 

อันตรายใกล้ตัว! ห้ามเขย่าเด็กทารกไม่ว่าจะเล่นหรือร้องไห้ เสี่ยงพิการ เสียชีวิต

 
อันตรายจากการเขย่าตัวเด็ก ทารก, ห้ามเขย่าตัวเด็ก ทารก, ห้ามเขย่าตัวทารก, Shaken Baby Syndrome, ทำไมห้ามเขย่าตัวเด็ก ทารก, เขย่าตัวเด็กเสี่ยงพิการ, เขย่าตัวเด็กเสี่ยงเสียชีวิต, เขย่าตัวเด็กทารก สมองพิการ, เขย่าตัวเด็ก ทารก สมองบวม, รักลูก Community of The Experts, คลินิกเบบี้

การเขย่าตัวทารกแรกเกิด หรือ เด็กเล็กอันตรายถึงชีวิตนะคะ ไม่ว่าจะเป็นการเขย่าเพราะเล่น อยากให้หยุดร้อง หรือ เพราะโมโหก็ไม่ควรทำเด็ดขาด กุมารแพทย์จะมาบอกให้รู้ว่า การเขยา่ตัวเด็กแม้เพียงเบาๆ ไม่กี่วินาทีอันตรายแค่ไหน พร้อมแนะนำวิธีปลอบให้ลูกหยุดร้องได้อย่างใจเย็น และ ได้ผลค่ะ

อันตรายใกล้ตัว! ห้ามเขย่าเด็กทารกไม่ว่าจะเล่นหรือร้องไห้ เสี่ยงพิการ เสียชีวิต

Shaken Baby Syndrome ภาวะที่เกิดจากการเขย่าตัวทารก

ภาวะที่มักพบในเด็กที่อายุน้อยกว่า 1 ปี ซึ่งเกิดจากการที่พ่อแม่จับลูกเขย่าแรง ๆ อาจจะด้วยความตั้งใจ หรือไม่ได้ตั้งใจก็ตาม แรงเขย่านั้นจะทำให้เนื้อสมองกระแทกกับกะโหลกศีรษะ เส้นเลือดรอบเนื้อสมองฉีกขาด เกิดเลือดออกในสมองและอาจลุกลามไปจนทำให้เส้นเลือดในจอตาขาดได้ด้วย เพราะเส้นเลือดในสมองของเด็กเล็กยังไม่แข็งแรง โอกาสที่มีการฉีกขาดจึงมีมากกว่าผู้ใหญ่

เด็กที่ตกอยู่ในภาวะสมองกระทบกระเทือนจากการถูกเขย่าตัวมีโอกาสเสียชีวิต ถึง 1 ใน 3 หรือหากรอดชีวิตอีกร้อยละ 30-40 ก็ไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้ โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ยังมีกล้ามเนื้อคอไม่แข็งแรง ยังไม่สามารถพยุงศีรษะตัวเองได้ หากถูกเขย่าอย่างรุนแรง จะทำให้เกิดกลุ่มอาการเด็กถูกเขย่า หรือภาษาอังกฤษ เรียกว่า Shaken Baby Syndrome เรามาทำความรู้จัก และเรียนรู้วิธีป้องกันภาวะนี้กันค่ะ

วิธีสังเกตอาการของภาวะ Shaken Baby Syndrome หลังจากเด็กถูกเขย่า

  1. อาเจียน
  2. หายใจลำบาก
  3. กลืนน้ำลายไม่ได้
  4. หน้าผากบวมโนปูดออกมาชัดเจน  

หากมีอาการเหล่านี้ ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์ และควรแจ้งด้วยว่าเด็กได้รับการเขย่าตัวอย่างรุนแรง เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาทันเวลา ผลที่อาจตามมาในระยะยาวหากไม่ได้รับการรักษาทันที คือ ตาบอด พัฒนาการช้าลง ชัก เป็นอัมพาต หรือเสียชีวิตได้

สรุปแล้ว Shaken baby syndrome หรือกลุ่มอาการเด็กถูกเขย่า ทำให้เด็กได้รับบาดเจ็บ และเป็นภาวะใกล้ตัวที่เกิดขึ้นได้ทุกบ้านค่ะ โดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กวัยต่ำกว่า 1 ปี หากพ่อแม่ ผู้เลี้ยงดู รู้เท่าไม่ถึงการณ์เขย่าตัวลูก ไม่ว่าจะเพราะเล่น หรือโมโหที่ลูกร้องไห้ ก็อาจทำให้เด็กได้รับบาดเจ็บจนถึงแก่ชีวิตได้นะคะ

คำแนะนำหากลูกร้องไห้ไม่หยุด โดยไม่ต้องเขย่าตัวให้เกิดอันตราย

  1. หาสาเหตุที่ทำให้เด็กร้องก่อน เพราะส่วนใหญ่เด็กมักจะร้องเมื่อหิว ง่วง หรือไม่สบายตัว
  2. หากไม่พบสาเหตุ ให้ลองอุ้ม ปลอบ หรือ เบี่ยงเบน ชวนให้เด็กสนใจสิ่งอื่น

  3. พ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดู ต้องมีจิตใจที่เข้มแข็ง หนักแน่น พยายามเข้าใจว่าเด็กยังสื่อสารด้วยคำพูดไม่ได้จึงต้องใช้วิธีการร้อง แต่หากคิดว่าควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ไหวหรือหงุดหงิดมาก ควรเรียกหาคนใกล้ชิดที่ไว้ใจได้มาดูแลเด็กแทนในช่วงนั้น

  4. ต้องจำไว้เสมอว่าไม่ควรเขย่าหรือทุบตีเด็ก เพราะนอกจากจะไม่ทำให้เด็กหยุดร้องแล้ว ยังจะเกิดอันตรายอย่างรุนแรงกับเด็กได้

การดูแลเด็กไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากจนเกินไป เพราะลักษณะของเด็กมีหลากหลายตามพื้นอารมณ์ของแต่ละคน พ่อแม่หรือคนเลี้ยงดูจึงต้องปรับตัวตามลักษณะของเด็กด้วย พยายามไม่เปรียบเทียบกับครอบครัวอื่น ๆ หรือไปรับข้อมูลมากมายที่จะทำให้ตัวเองเครียด จำไว้เสมอว่า “เด็กแต่ละคน ไม่เหมือนกัน”

ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงต้องดูแล สังเกต เอาใจใส่ลูกของเรา เพื่อจะได้รู้จังหวะและลักษณะของเขา เราจะได้ไม่เครียดและสนุกกับการเลี้ยงลูก คอยติดตามพัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกในแต่ละวันอย่างมีความสุขค่ะ เหนื่อยแต่ก็คุ้มค่าค่ะ


รักลูก Community of The Experts 

พญ.สินดี จำเริญนุสิต
กุมารเวชศาสตร์พัฒนาการและพฤติกรรม

อาการ TICS ภาวะกล้ามเนื้อกระตุก เด็กเป็นบ่อย พ่อแม่แก้ไขได้

อาการ TICS-ภาวะ TICS-ภาวะกล้ามเนื้อกระตุก-ลูกกระพริบตาบ่อย-อาการกระพริบตาบ่อย-กระพริบตาบ่อยเกิดจากอะไร-เด็กกระพริบตาบ่อย-อาการที่เด็กกระพริบตาบ่อยๆ-เด็กเครียด-ภาวะ TICS ในวัยเด็ก

อาการ TICS ภาวะกล้ามเนื้อกระตุก มักเกิดขึ้นในเด็ก ทำให้กระพริบตาบ่อย กระพริบตาถี่มาก ซึ่งนี่คืออีกหนึ่งอาการผิดปกติของสายตา

อาการ TICS ภาวะกล้ามเนื้อกระตุก เด็กเป็นบ่อย พ่อแม่แก้ไขได้

อาการ TICS พบบ่อยในเด็กอายุระหว่าง 4-8 ปี ส่วนใหญ่จะพบในเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิง สาเหตุมาจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ถ้าหากพบอาการ TICS ในวัยผู้ใหญ่โดยที่ไม่เคยมีประวัติของภาวะ TICS ในวัยเด็ก อาจเกิดจากความผิดปกติทางสมอง 

อาการ TICS เป็นภาวะที่ทำให้รู้สึกต้องเคลื่อนใหวร่างกาย เปล่งเสียง หรือเป็นทั้งสองอย่างซึ่งทำให้มีการกระตุกของกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า คอ ใหล่ แขน และมือ หรือเปล่งเสียงซ้ำ ๆ มักเป็น ๆ หาย ๆ อาการ TICS มักควบคุมได้ในบางสถานการณ์ เช่น เวลาออกนอกบ้าน ได้พบปะผู้คน จะสามารถควบคุมอาการได้ชั่วคราว แต่จะมีการแสดงอาการมากกว่าปกติเมื่อกลับมาอยู่บ้าน หรืออยู่คนเดียว


อาการ TICS แบ่งเป็น 2 แบบ

1. การเคลื่อนไหว (MOTOR TICS) อาการที่ต้องขยับส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เช่น ยักใหล่ หรือกระพริบตา ในบางคนจะมีอาการแสดงทางตรงกันข้ามกล่าวคือ จะมีอาการเกร็ง หรือหยดการกระทำ (Blocking TICS)

2. การเปล่งเสียง (PHONIC TICS) อาการที่ต้องเปล่งเสียงออกมาหรือพูดบางคำพูด เช่น กระแอม พูดคำหยาบ

 

ทำไมลูกถึงกระพริบตาบ่อย

1. เกิดจากบุคลิกประจำตัวของเด็กเอง

มักพบในเด็กที่ขี้อาย หรือมีความรู้สึกอ่อนไหว ต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์ หรือตำหนิจากผู้อื่น กลัวที่จะทำอะไรผิดหรือไม่เป็นที่ยอมรับจากผู้อื่น เด็กที่พบว่ามีอาการ TICS ส่วนใหญ่พบว่าเป็นเด็กปกติที่ค่อนข้างฉลาด แต่อ่อนไหวง่าย

2. เกิดจากพ่อแม่ และทุกคนรอบข้าง

เด็กจะมีอาการเพราะคนรอบข้าง ที่ส่วนใหญ่จะตั้งความคาดหวังไว้ค่อนข้างสูง เกินกว่าที่เด็กเองจะทำได้ พบว่าผู้ที่คอยจ้ำจี้จ้ำไช หรือขี้บ่นกับการกระทำของเด็กอยู่ตลอดเวลา หรือคอยที่จะเปรียบเทียบในทางลบอยู่เป็นประจำ

อาการ TICS-ภาวะ TICS-ภาวะกล้ามเนื้อกระตุก-ลูกกระพริบตาบ่อย-อาการกระพริบตาบ่อย-กระพริบตาบ่อยเกิดจากอะไร-เด็กกระพริบตาบ่อย-อาการที่เด็กกระพริบตาบ่อยๆ-เด็กเครียด-ภาวะ TICS ในวัยเด็ก

3. เกิดจากการเลียบแบบ

การกระพริบตาบ่อย ๆ หรือการกระตุกของกล้ามเนื้อแก้มที่เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นวิธีการระบายความเครียดของเด็ก ที่ทำไปโดยไม่รู้ตัว ไม่ได้ตั้งใจทำให้เกิดขึ้น และเป็นไปอย่างไม่ได้กำหนดเอง เพราะเป็นจากจิตใต้สำนึก

ในกรณีที่เด็กเริ่มมีอาการกระพริบตาบ่อย ๆ พ่อแม่ควรพาเด็กไปพบกุมารแพทย์เพื่อให้ช่วยดูว่ามีสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดการระคายเคืองของตาหรือไม่ เช่น ขนตาแยงตา ปัญหาภูมิแพ้ทางตา หรือวินิจฉัยแยกโรคจากปัญหาทางกายอย่างอื่น ๆ

 

พ่อแม่จะช่วยลูกที่มีอาการ TICS ได้อย่างไร

1. ลดความเครียด ช่วยให้ลูกได้ผ่อนคลาย

โดยช่วยให้ลูกได้มีเวลาว่าง และพักผ่อนได้เพียงพอ เช่น ได้มีโอกาสเล่นตามประสาเด็กกับเพื่อน ๆ เพราะปัจจุบันหลังเลิกเรียน เด็กมักจะไม่ค่อยได้เล่นที่โรงเรียน แต่กลับต้องเรียนพิเศษต่ออีก จึงควรจัดเวลาให้ลูก ในเรื่องการเรียนพิเศษ ไม่ให้มากจนเกินไป

2. ลดการตำหนิลูก

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกินอาหาร การแต่งตัว การทำการบ้าน การอ่านหนังสือ ดูทีวี หรือเรื่องคะแนนสอบที่อาจจะไม่ได้ดั่งใจ แม้ว่าพ่อแม่อาจจะรู้สึกหงุดหงิด และคิดว่าคุณจำเป็นต้องพูดเตือนลูกอยู่เสมอ ๆ แต่ต้องเลือกใช้วิธีอื่น ที่เป็นในเชิงบวกกับลูก



3. ให้ทำเป็นไม่เห็นเมื่อลูกกระพริบตาบ่อย ๆ 

หากคอยดุลูกเรื่องกระพริบตาบ่อย ๆ ลูกก็จะเกิดความเครียดมากขึ้น ยิ่งทำให้กระพริบตาบ่อยขึ้น ให้ทำเป็นไม่เห็นบ้างเพื่อให้ลูกผ่อนคลาย และควรจะบอกคุณครู คุณปู่ คุณย่า และคนอื่น ๆ รอบข้าง ให้ใช้วิธีการเดียวกัน และไม่ล้อเลียนเด็ก

4. หลีกเลี่ยงการลงโทษ

ลูกมีอาการกระพริบตาบ่อย ๆ ลูกไม่ได้แกล้งทำ แต่ที่จริงแล้ว เด็กเองก็ไม่สามารถควบคุมอาการ TICS ได้ เนื่องจากเป็นเรื่องของจิตใต้สำนึก ที่จะปลดปล่อยความเครียด ดังนั้นอย่าดุหรือทำโทษลูก เพราะจะยิ่งเป็นการเพิ่มความเครียด ให้กระพริบตามากขึ้นไปอีก

 

แต่ถ้าพ่อแม่ทำทุกข้อแล้วลูกยังไม่หาายจากอาการ TICS ยังคงมีอาการขยิบตา ย่นจมูก กระตุกมุมปาก บิดคอ ยักไหล่ สะบัดมือ กระตุกมือ ซ้ำ ๆ เป็น ๆ หาย ๆ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการรักษาต่อไป

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : พญ.จันท์ฑิตา พฤกษานนท์, โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

เช็กสัญญาณทารกปวดหัว ลูกทารกปวดหัวอาจไม่ใช่อาการปกติ

ทารก ปัวดหัว, เด็กปวดหัว, ลูกปวดหัว, อาการ ทารกปวดหัว, อาหาร เด็กปวดหัว, ทารก ปวดหัว จากอะไร, ทำไม ทารกปวดหัว, โรค ทารกปวดหัว, ทำไม เด็กปวดหัว, โรคเด็ก ปวดหัว, ทารก เป็นหวัด ปวดหัว, เด็ก ทารก ปวดหัว งอแง ร้องไห้, เด็ก ทารก ปวดหัว ไม่กินนม, เด็ก ทารก ปวดหัว อาเจียน 

ลูกทารกก็อาจมีอาการปวดหัวได้เหมือนกัน เขาจะส่งสัญญาณบอกแม่อย่างไรว่าปวดหัว เพื่อหาสาเหตุและรักษาโรคที่ทำให้ปวดหัว

เช็กสัญญาณทารกปวดหัว ลูกทารกปวดหัวอาจไม่ใช่อาการปกติ

ทารกแรกเกิด - 1 ปี ระบบภูมิต้านทานยังทำงานไม่สมบูรณ์ ไม่แข็งแรง มีความเสี่ยงติดเชื้อโรคได้ง่าย ที่สำคัญบริเวณกระหม่อมหน้ายังไม่ปิด เมื่อลูกเป็นหวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือมีการติดเชื้อทางเดินหายใจ จะส่งผลให้ส่วนเชื่อมต่อระหว่างคอ จมูก และหู ติดเชื้อต่อๆ กันได้ ทำให้ลูกทารกรู้สึกปวดหู และปวดหัวค่ะ

สัญญาณว่าลูกทารกปวดหัว

  • ใช้มือจับ ถู ตี ขยี้ บริเวณศีรษะ หรือใบหน้า ดึงผมหรือดึงหูตัวเอง
  • งอแง ร้องกวนกว่าปกติ ดูหงุดหงิด
  • ไม่กินนม ไม่กินอาหาร
  • สีหน้าไม่สดชื่น ไม่แจ่มใส ซึม หรือความรู้สึกตัวลดลง
  • ไม่ค่อยขยับตัว ไม่ค่อยขยับแขนขา หรือขยับได้ไม่เท่ากัน
  • มีไข้ อาเจียน มีน้ำมูก มีน้ำหรือหนองออกจากหู
  • กระหม่อมหน้าโป่งนูน แข็งตึง 

เด็กทารกปวดหัวจากโรคร้ายแรง 

  1. โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และสมองอักเสบ จากการติดเชื้อหวัด และหูน้ำหนวก แล้วเชื้อเข้าสู่เยื่อหุ้มสมอง สังเกตอาการได้จากกระหม่อมหน้าของลูกจะโป่งตึง ทารกบางคนอาจเกิดน้ำหนองคั่งอยู่ภายใน ทำให้ปวดหัวมากขึ้น มีไข้สูง อาเจียนพุ่ง และระบบประสาทต่างๆ ทำงานผิดปกติ เช่น ซึมลง ไม่ค่อยดูดนม ไม่ขยับตัว ไม่ขยับแขนขา ตาดำมองต่ำลงตลอดเวลา (sunset eyes) ถือเป็นสัญญาณอันตราย ที่เสี่ยงเสียชีวิตได้ 

  2. โรคไข้เลือดออก ที่พบบ่อยคือภาวะเลือดออกในสมองจากเส้นเลือดผิดปกติ หรือจากเนื้องอก  และโรคเนื้องอกในสมอง แต่เกิดน้อยมากในทารกแรกเกิดหรือเด็กเล็ก    

ทารกปวดหัวจากพฤติกรรมพ่อแม่และสิ่งแวดล้อม 

  • การใส่หมวก ผ้าคาดผม หรือสายรัดศีรษะ ที่รัดแน่นเกินไปหรือมีน้ำหนักมาก  มากดบริเวณศีรษะ จึงทำให้ลูกปวดหัว เพราะฉะนั้นระวังอย่าให้รัดแน่นเกินไป รวมทั้งการใส่เป็นเวลานานก็ทำให้ลูกเจ็บหรือปวดหัวได้เช่นกัน

  • อุ้มเขย่า (Baby Shaken Syndrome) การเล่นกับลูกเล็กแรงๆ ด้วยความรักและมันเขี้ยว หรืออุ้มเขย่า โยน อาจทำให้เส้นเลือดในสมองของลูกฉีกขาด เลือดออกในสมอง และเพิ่มแรงดันในสมองทำให้เด็กปวดหัวมากขึ้น และมีโอกาสเสียชีวิตได้

  • อุบัติเหตุโดยเฉพาะการตกจากที่สูง เช่น ตกเตียง ตกบันได ตกเก้าอี้ อาจทำให้เลือดออกในสมอง ลูกจะปวดหัวมาก และเสี่ยงเสียชีวิต

เด็กขาโก่ง ลูกขาโก่ง ต้องดัดขาไหม ลูกขาโก่งต้องรักษาแก้ไขอย่างไร

เด็กขาโก่ง, ลูกขาโก่ง, แก้ไขขาโก่ง, ดัดขา ขาโก่ง, ลูกขาไม่ตรง, ขาโก่ง ต้องดัดขาไหม, ขาโก่ง ดัดขา ขาตรงไหม, ขาโก่ง ดัดขา ขาหัก, ขาโก่ง ดัดขาได้ไหม, ขาโก่ง ดัดขา อันตรายไหม, วิธีดัดขาเด็ก, ขาโก่ง รักษา, ขาโก่ง แก้ไขยังไง, เด็กขาโก่ง สาเหตุ, ทรรก ขาโก่ง เกิดจาก
 
จะสังเกตยังไงว่าลูกขาโก่ง เด็กขาโก่ง แล้วควรดัดขาลูกไหมให้ขาตรง ก่อนทำให้ลูกได้รับอันตรายจากการดัดขา มาอ่านเรื่องจริงเกี่ยวกับลูกขาโก่งที่บทความนี้ก่อนค่ะ

เด็กขาโก่ง ลูกขาโก่ง ต้องดัดขาไหม ลูกขาโก่งต้องรักษาแก้ไขอย่างไร

หนึ่งเรื่องที่คุณแม่ หรือ คุณปู่คุณย่า ญาติๆ ผู้ใหญ่จะคอยแนะนำคือทำอย่างไรไม่ให้ลูกขาโก่ง เมื่อเห็นขาลูกไม่ตรงแนบชิดติดกัน มีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องขาโก่งอะไรบ้างที่บอกเล่าเชื่อต่อ ๆ กันมาคุณหมอจะมาไขข้อข้องใจค่ะ

ความเชื่อเรื่องเด็กทารกขาโก่ง ลูกขางโก่ง

  • ความเชื่อ : ขาโก่งเพราะใส่ผ้าอ้อม ไม่จริง เพราะจริงๆ แล้วการใช้ผ้าอ้อมอาจจะช่วยป้องกันสะโพกหลุดในเด็กได้ดีทีเดียว

  • ความเชื่อ : ขาโก่งเพราะอุ้มลูกเข้าเอว ไม่จริง การอุ้มลูกเข้าเอวอาจจะช่วยกันสะโพกหลุดได้ด้วย

  • ความเชื่อ : ดัดขาแก้ขาโก่งได้ ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนในเรื่องนี้ แต่มีงานวิจัยส่วนใหญ่ว่าถึงจะไม่ดัดก็ทำให้ขาเด็กสามารถพัฒนาการตรงได้เอง

ความเชื่อ : ดัดขาลูกหลังอาบน้ำ ดัดบ่อย ๆ จะหายขาโก่ง ในเด็กเล็กเอ็นต่าง ๆ ในร่างกายจะนิ่ม ดังนั้นการดัดเข่าจะทำให้ดูเหมือนเข่าตรงเล็กน้อย ตอนดัด สิ่งที่ดัดคือเอ็นยึดข้อเข่า โดยกระดูกไม่ได้รับการดัดแต่อย่างไร กระดูกขาโก่งจะหายได้เองอยู่แล้วเมื่อถึงเวลา ดังนั้นจึงทำให้บางคนเข้าใจผิดว่าเป็นเพราะมือดัด ส่วนในรายขาโก่งเป็นโรค ดัดอย่างไร ก็ไม่หาย และจะยิ่งเป็นมากขึ้นด้วย ดังนั้นการดัดด้วยมือจึงไม่ได้เป็นสิ่งที่ทำให้ขาหายโก่งแต่อย่างใด - (ที่มา : เขาทักว่า...ลูกดิฉันเดินขาโก่ง)

ลูกทารกขาโก่ง เด็กขาโก่ง ทำอย่างไรดี ต้องแก้ไขไหม 

ภาวะขาโก่ง เป็นภาวะที่คุณพ่อคุณแม่กังวล และนำลูกๆ มาพบคุณหมอกันมาก โดยเมื่อทารกคลอดออกมาแล้วขาไม่ตรงชิดกันก็จะกังวลว่าลูกมีกระดูก มีโครงสร้างผิดปกติ ซึ่งคุณหมอได้ให้คำแนะนำว่า ภาวะขาโก่งนั้นมักจะเป็นกับเด็กทารกแรกเกิดเกือบทุกคนเพราะในขณะที่อยู่ในครรภ์ ในมดลูกที่มีพื้นที่อันน้อยนิดของแม่ช่วงสุดท้ายก่อนคลอดต้องอยู่ในท่างอตัว งอเข่า งอสะโพก ขา เท้าไว้เป็นเวลานาน เมื่อคลอดออกมาก็ทำให้เห็นว่าขาโก่งซึ่งเป็นลักษณะที่เรียกว่า Physiologic Bow Legs โดยเมื่อเวลาผ่านไปร่างกายจะเริ่มพัฒนาและขาก็จะเริ่มตรงได้เอง

ผ่านไปประมาณ 2-3 ปี ขาจะเริ่มตรงเอง และเมื่อเวลาผ่านไปอีก 1-2 ปีเด็กจะเริ่มยืนหรือเดินแบบเข่าชิด หรือที่เรียกว่า ขาเป็ด หรือ ขาฉิ่ง (Physiologic Knock Knee) โดยจะสังเกตเห็นชัดเมื่ออายุ 3-4 ปี หลังจากนั้นขาและเข่าของเด็กจะกลับมาตรงเหมือนเดิม

เด็กขาโก่ง, ลูกขาโก่ง, แก้ไขขาโก่ง, ดัดขา ขาโก่ง, ลูกขาไม่ตรง, ขาโก่ง ต้องดัดขาไหม, ขาโก่ง ดัดขา ขาตรงไหม, ขาโก่ง ดัดขา ขาหัก, ขาโก่ง ดัดขาได้ไหม, ขาโก่ง ดัดขา อันตรายไหม, วิธีดัดขาเด็ก, ขาโก่ง รักษา, ขาโก่ง แก้ไขยังไง, เด็กขาโก่ง สาเหตุ, ทรรก ขาโก่ง เกิดจาก

สังเกตขาอย่างไรว่าโก่งหรือไม่โก่ง

ขาของลูกที่เห็นว่าโก่งนั้น อาจเป็นโก่งจริงหรือโก่งหลอก หมายถึงกระดูกขาโก่งจริงๆ หรือกระดูกขาไม่ได้โก่งจริงแต่เนื่องจากท่ายืนไม่ตรง จึงทำให้ดูภายนอกเหมือนขาโก่ง ลองสังเกตดูเมื่อเรายืนปลายเท้าชี้ออกด้านนอก งอเข่าเล็กน้อย จะดูเหมือนขาโก่งโค้งออกด้านนอก ถ้ายืนหันปลายเท้าเข้าด้านใน งอเข่าเล็กน้อยก็เหมือนขาโก่งเข้าด้านใน เพราะในเด็กช่วงวัย 1-2 ปี ซึ่งเป็นช่วงหัดเดิน การทรงตัวยังไม่มั่นคง เด็กจะเดินขาถ่างๆ หน่อย เข่างอเล็กน้อย และกางแขนเป็นบางครั้ง เพื่อช่วยในการทรงตัว อันนี้ เป็นท่าเดินมาตรฐานของเด็กวัยนี้ ดังนั้นเวลาดูว่ากระดูกขาโก่งหรือไม่แบบง่ายๆ ต้องเหยียดเข่าให้ตรงสุด หันลูกสะบ้าตรงมาด้านหน้า หรือหันเข้ามาด้านหน้า นำข้อเท้ามาชิดกัน ถ้ามีช่องว่างระหว่างขอบในของเข่าห่างเกิน 2 นิ้วของคุณพ่อคุณแม่ ให้ลองนำลูกมาให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญตรวจต่อ หรือถ้าเมื่อนำข้อเท้ามาชิดกัน แล้วเข่าลูกซ้อนกันหรือเกยกัน ให้ลองนำลูกมาตรวจเช่นกัน - (ที่มา : เขาทักว่า...ลูกดิฉันเดินขาโก่ง)

ขาโก่งแบบนี้ต้องรักษา

แต่อย่างไรก็ตามจะมีภาวะขาโก่งที่เป็นโรคและต้องได้รับการรักษาจริงๆ เรียกว่า โรคบราวซ์ (Blount’s Disease) ปัจจัยที่มีส่วนทำให้เกิดโรคได้แก่ เด็กยืนหรือเดินเร็วก่อนวัย หรือพบในเด็กที่มีน้ำหนักตัวมาก เชื้อชาติ หรือขาโก่งที่เกิดจากโรคที่เรียกว่า Ricket คือ โรคที่เกิดจากกระดูกขาดแคลเซียม เป็นต้น ซึ่งบางครั้งอาจจำเป็นต้องใส่อุปกรณ์กั้นขาโก่งหรือทำการผ่าตัดรักษาได้ เมื่ออายุ 3-4 ปี และหลังจากผ่าตัดจะต้องใส่เฝือกนาน 6-8 สัปดาห์

ขอบคุณข้อมูล

  • รศ.นพ.จตุพร โชติกวณิชย์ ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ไขข้อสงสัย เรื่องขาโก่ง

  • นพ.วีระศักดิ์ ธรรมคุณานนท์ แพทย์เชี่ยวชาญด้านออร์โธปิดิกส์และออร์โธปิดิกส์ในเด็ก เขาทักว่า...ลูกดิฉันเดินขาโก่ง

เด็กชายเป็นเยอะมาก! ปัญหาอัณฑะลูกชายผิดปกติ พ่อแม่ควรรู้ว่าแบบไหนที่ไม่ปกติ

ปัญหาลูกอัณฑะเด็กผู้ชาย, ลูกอัณฑะแบบไหนที่ไม่ปกติ, ลูกอัณฑะผิดปกติ, สังเกตลูกอัณฑะ, อัณฑะผู้ชายมีลักษณะอย่างไร, อัณฑะผู้ชาย, มีอัณฑะข้างเดียว, ถุงอัณฑะอัณฑะผู้ชายผิดปกติ, อัณฑะอันตราย, ภาวะลูกอัณฑะพลุบ ๆ โผล่ ๆ, สายยึดลูกอัณฑะ, อัณฑะยืดหด, อัณฑะห้อย, ไส้เลื่อนเด็ก, ลูกชาย มีไข่ข่างเดียว, ลูกขายไม่มีไข่

เคยสังเกตไหมคะ ว่าอัณฑะของลูกชายมีลักษณะอย่างไร บางครั้งดูเหมือนจะมีอัณฑะข้างเดียว แต่บางครั้งก็เห็นทั้ง 2 ข้างอยู่ในถุงอัณฑะ บางครั้งก็ไม่มีอัณฑะเลย แบบไหนที่เรียกว่าผิดปกติ พ่อแม่ควรรู้ก่อนจะเกิดอันตรายนะคะ

เด็กชายเป็นเยอะมาก! ปัญหาอัณฑะลูกชายผิดปกติ พ่อแม่ควรรู้ว่าแบบไหนที่ไม่ปกติ

ลูกอัณฑะในเด็กชาย แบบไหนที่เรียกว่าผิดปกติ

  1. ภาวะลูกอัณฑะพลุบ ๆ โผล่ ๆ (Retractile testis)
    ลูกอัณฑะพลุบ ๆโผล่ ๆ เพราะลูกอัณฑะจะมีสายยึดลูกอัณฑะที่มีการยืดหดได้ดีพอควร ทำให้เวลาที่ตื่นเต้น หรืออากาศเย็น ก็มีการหดตัวของสายห้อยลูกอัณฑะดึงให้ลูกอัณฑะข้างนั้นขึ้นมาอยู่สูงที่บริเวณขาหนีบ แทนที่จะลงมาอยู่ในถุงอัณฑะเหมือนเวลาปกติ ซึ่งภาวะนี้เป็นสิ่งที่พบได้บ่อย ๆ และไม่ได้มีผลกระทบต่อการเจริญพันธ์ใด ๆ 

    วิธีสังเกตลูกชาย ว่าลูกอัณฑะผิดปกติหรือไม่
    วิธีสังเกตว่าลูกอัณฑะได้ลงมาอยู่ในถุงหรือไม่ ให้ลูกชายยืน หรือในตอนที่อาบน้ำด้วยน้ำอุ่นสบาย จะช่วยให้มีการผ่อนคลาย และจะพบว่าสายยึดลูกอัณฑะจะหย่อนให้ลูกอัณฑะลงมาอยู่ในถุงอัณฑะได้มากขึ้น ซึ่งเมื่อลูกชายโตขึ้นเป็นหนุ่มก็จะไม่พบปัญหานี้ และลูกอัณฑะจะอยู่ในถุงอัณฑะในตำแหน่งปกติ โดยไม่ต้องการการรักษาอะไร และไม่มีข้อต้องวิตกอะไรเลย

  2. ลูกอัณฑะข้างเดียว (ไข่ทองแดง)
    ในเด็กผู้ชายลูกอัณฑะควรจะลงมาอยู่ในถุงอัณฑะ ให้ตรวจคลำได้ตั้งแต่แรกเกิด บางครั้งก็จะพบว่ามีลูกอัณฑะในถุงอัณฑะเพียงข้างเดียว บางครั้งอาจไม่พบทั้ง 2 ข้าง ซึ่งโดยทั่วไปจะเรียกว่า “ไข่ทองแดง”

    เมื่ออายุเกิน 1 ปีไปแล้วยังไม่พบลูกอัณฑะทั้ง 2 ข้างในถุงอัณฑะ ก็เรียกว่าผิดปกติ เพราะจะไม่พบว่าลูกอัณฑะจะเลื่อนตัวลงมาได้เองอีก มักจะเป็นข้างขวา และส่วนใหญ่จะคลำพบได้ที่บริเวณขาหนีบเป็นก้อน แต่ในบางรายก็อาจจะคลำไม่พบ เพราะว่าลูกอัณฑะอาจจะไม่มีมาตั้งแต่กำเนิด หรือว่ายังคงค้างอยู่ในช่องท้องไม่ได้เลื่อนลงมาในช่องบริเวณขาหนีบก็ได้

    ภาวะไข่ทองแดงนี้ เชื่อว่าเกิดจากการที่มีระดับฮอร์โมนที่ไม่ปกติ หรือจากการที่สิ่งอื่นมาปิดกั้นการเคลื่อนตัวของลูกอัณฑะ เช่น การมีไส้เลื่อน หรือส่วนใหญ่ไม่ทราบสาเหตุ

    วิธีการรักษาภาวะไข่ทองแดง

    ส่วนใหญ่จะรอจนอายุเกิน 1 ปี เพื่อให้เวลาที่ลูกอัณฑะจะเคลื่อนตัวลงมาอยู่ในถุงอัณฑะเอง ในบางรายอาจจะต้องปรึกษาแพทย์ทางด้านฮอร์โมนต่อมไร้ท่อ เพื่อตรวจดูว่ามีปัญหาด้านความไม่สมดุลของฮอร์โมนหรือไม่ และเนื่องจากการที่ลูกอัณฑะไม่ลงมาอยู่ในถุงอัณฑะอาจมีผลในระยะยาวเกี่ยวกับการเจริญพันธ์ และอาจเกิดปัญหามะเร็งของลูกอัณฑะข้างนั้นได้

    จึงมีการพิจารณาทำการผ่าตัดเพื่อนำลูกอัณฑะที่อยู่ผิดที่ให้ลงมาอยู่ในถุงอัณฑะอย่างที่ควรจะเป็น (Orchipexy) เพื่อทำให้ลูกอัณฑะนั้นยังสามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติ เมื่อเด็กโตขึ้น ซึ่งระยะเวลาที่เหมาะสมในการทำผ่าตัดก็จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แต่ส่วนใหญ่จะแนะนำให้ผ่าตัดก่อนที่ลูกอัณฑะนั้นจะเริ่มมีการเสื่อมสภาพ และไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างปกติ จึงควรปรึกษาแพทย์ถ้าลูกของคุณมีปัญหานี้ ไม่ควรรอจนเด็กโตมากแล้ว เพราะถึงตอนนั้นลูกอัณฑะอาจจะไม่มีสภาพที่จะทำงานได้อย่างเดิม


ปัญหาลูกอัณฑะเด็กผู้ชาย, ลูกอัณฑะแบบไหนที่ไม่ปกติ, ลูกอัณฑะผิดปกติ, สังเกตลูกอัณฑะ, อัณฑะผู้ชายมีลักษณะอย่างไร, อัณฑะผู้ชาย, มีอัณฑะข้างเดียว, ถุงอัณฑะอัณฑะผู้ชายผิดปกติ, อัณฑะอันตราย, ภาวะลูกอัณฑะพลุบ ๆ โผล่ ๆ, สายยึดลูกอัณฑะ, อัณฑะยืดหด, อัณฑะห้อย, ไส้เลื่อนเด็ก, ลูกชาย มีไข่ข่างเดียว, ลูกขายไม่มีไข่



ขอบคุณข้อมูลจาก

น.พ.ประสงค์ พฤกษานานนท์ 





 

เมื่อลูกทารก ลูกเล็กต้องผ่าตัดรักษาโรค ลูกต้องเจอกับอะไรบ้าง

ทารก ผ่าตัด, ลูกเล็กผ่าตัด, เด็ก เข้ารับการผ่าตัด, เด็กผ่าตัด อันตรายไหม, เด็กผ่าตัด ยาสลบ, เด็ก ผ่าตัดยังไง, ลูกเข้าโรงพยาบาล, ลูกผ่าตัด เจ็บมากมั้ย, เด็กผ่าตัด ยากมั้ย

ลูกทารกบางคนเกิดมาพร้อมกับโรคบางชนิดที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดตั้งแต่ยังเล็ก เช่น โรคหัวใจ เมื่อลูกต้องรับการผ่าตัดเขาต้องเจอกับอะไรบ้าง ต้องเตรียมตัวอย่างไร เรามีข้อมูลมาบอกค่ะ

เมื่อลูกทารก ลูกเล็กต้องผ่าตัดรักษาโรค ลูกต้องเจอกับอะไรบ้าง

ขั้นแรก เป็นการเริ่มเตรียมตัวก่อนผ่าตัด ปกติศัลยแพทย์ (หมอผ่าตัด) จะเชิญคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองมาบอกเล่าถึงสาเหตุ ความจำเป็นในการผ่าตัด วิธีผ่าตัด พร้อมนัดวันผ่าตัด

  • หากเป็นการผ่าตัดใหญ่ จะต้องพาลูกน้อยมานอนที่โรงพยาบาลอย่างน้อย 1 วันก่อนการผ่าตัด เพื่อให้แพทย์เตรียมความพร้อมร่างกายของลูกน้อย และเลือดสำหรับการผ่าตัด ซึ่งจะต้องงดอาหารก่อนผ่าตัดประมาณ 6 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้เศษอาหารหลงเหลือในกระเพาะอาหารอันเป็นการป้องกันการขย้อนอาหารเข้าสู่ปอดและทำให้เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจ

    ในช่วงเย็นก่อนการผ่าตัด 1 วัน วิสัญญีแพทย์ (หมอดมยา) จะเข้าไปพูดคุยสร้างความสนิทสนมคุ้นเคยกับลูกน้อยของคุณ และคุณพ่อคุณแม่เพื่อบอกรายละเอียดของการรักษา วิธีดมยาสลบ และการระงับความเจ็บปวดหลังการผ่าตัด ซึ่งหากมีข้อสงสัยก็สามารถซักถามได้เต็มที่ จากนั้นจะเริ่มสั่งยานอนหลับให้ลูกน้อยของคุณรับประทานก่อนนอน เพื่อให้หลับปุ๋ยอย่างมีความสุขไปจนถึงห้องผ่าตัดในเช้าวันรุ่งขึ้น

  • กรณีที่เข้ารับการผ่าตัดเล็ก ที่สามารถกลับบ้านได้ในวันเดียวกัน แพทย์ผู้ทำการผ่าตัดจะให้ผู้ป่วยอดอาหารก่อนประมาณ 6 ชั่วโมง และจะนัดให้คุณพาลูกน้อยมาถึงห้องผ่าตัดในเช้าของวันนั้น ส่วนบรรยากาศก็สบายใจหายห่วง เพราะที่นั่นคุณจะพบกับศัลยแพทย์ วิสัญญีแพทย์ พยาบาลวิสัญญี และพยาบาลห้องผ่าตัดที่พร้อมให้การต้อนรับคุณและลูกน้อยอย่างอบอุ่นเป็นกันเอง ยิ่งถ้าหากลูกน้อยของคุณเป็นเด็กอารมณ์ดี ไม่งอแงก็จะได้เล่นของเล่นหลากชนิดในห้องพักรอการผ่าตัด แถมบางอย่างก็ให้กลับบ้านได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีวิดีโอการ์ตูนที่กำลังนิยมเปิดให้ชมเพื่อความเพลิดเพลินและผ่อนคลาย แต่ถ้าขี้แย หรือขี้กลัว ไม่คุ้นเคยกับคนแปลกหน้าก็จะได้รับยานอนหลับ เพื่อจะได้หลับปุ๋ยอย่างสบายก่อนเข้าห้องผ่าตัด

โดยปกติ แพทย์จะอนุญาตให้ผู้ปกครองเข้าห้องผ่าตัดพร้อมลูกน้อย โดยต้องเปลี่ยนเป็นชุดปราศจากเชื้อของห้องผ่าตัดเสียก่อน จากนั้นวิสัญญีแพทย์ก็จะเริ่มนำยาสลบมาใช้กับลูกน้อยของคุณ ซึ่งมีอยู่ 2 วิธี คือ

  1. วิธีที่ 1 ให้สูดดมยาสลบผ่านทางหน้ากากหายใจ ซึ่งอาจชักชวนให้ลูกน้อยของคุณเล่นอุปกรณ์การดมยาในระหว่างที่อยู่ภายในห้องพักรอการผ่าตัด และเมื่อเข้าห้องผ่าตัดก็จะชักชวนให้เป่าลูกโป่งที่บรรจุยาสลบ โดยยาสลบจะมีกลิ่นหอมหวาน ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ และก็จะทำให้ค่อย ๆ หลับอย่างมีความสุข

  2. วิธีที่ 2 วิสัญญีแพทย์จะฉีดยาสลบเข้าหลอดเลือดดำแล้วเด็กจะหลับทันที แต่วิธีนี้จะต้องใช้กับเด็กที่ไม่กลัวการฉีดยา และพูดรู้เรื่อง

หากลูกน้อยของคุณหลับแล้ว แพทย์จะให้คุณออกมารอนอกห้องผ่าตัด แต่อย่าเพิ่งเดินไปไหนไกลนะคะ เพราะทันทีที่เขาฟื้นจากยาสลบ คุณจะต้องเป็นคนแรกที่เขาเห็น ภายหลังการผ่าตัด ลูกน้อยของคุณจะต้องนอนพักฟื้นเพื่อสังเกตอาการประมาณ 2 – 8 ชั่วโมง ก่อนอนุญาตให้กลับบ้านได้

ส่วนเรื่องความเจ็บปวดเมื่อฟื้นก็หายห่วง เพราะในระหว่างที่เขายังไม่ฟื้น วิสัญญีแพทย์ได้ฉีดยาชาและยาแก้ปวดที่ออกฤทธิ์ได้นานเพื่อให้ตื่นขึ้นมาอย่างมีความสุข และภายหลังที่วิสัญญีแพทย์วินิจฉัยแล้วลงความเห็นว่าอยู่ในภาวะปลอดภัย ก็จะย้ายไปยังหอพักผู้ป่วย

ในกรณีที่อนุญาตให้กลับบ้าน ศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดจะเป็นผู้สั่งยาให้ไปรับประทานที่บ้าน ซึ่งมักจะประกอบด้วยยาปฏิชีวนะ เพื่อลดการติดเชื้อของแผลผ่าตัด รวมถึงยาแก้ปวด โดยไม่ลืมที่จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวของลูกน้อยในระหว่างพักฟื้นให้คุณทราบ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

ศ.คลินิก พญ.สุมิตรา เชาวนโยธิน
ภาควิชาวิสัญญีวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

  • 1
  • 2