
มีลูกสาว คุณพ่อไม่จำเป็นต้องไว้หนวดเสมอไปนะคะ แค่ต้องร่วมมือกับคุณแม่เป็นพิเศษหน่อย ที่จะเลี้ยงลูกสาวให้เข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ มั่นใจในตัวเอง ช่วยเหลือตัวเองได้ พึ่งพาคนอื่นน้อยที่สุด แต่แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และเรามีคำแนะนำทั้ง 10 ข้อ ให้คุณพ่อคุณแม่ลองไปปรับใช้ไปสำหรับลูกสาว
10 วิธีสอนลูกสาวให้สตรอง มั่นใจในตัวเอง
- พ่อแม่ต้องเลี้ยงลูกเอง
ลูกสาวมักจะติดพ่อ แต่ก็ต้องการแม่ตลอดเวลา ฉะนั้นการเลี้ยงลูกกันเองจึงเป็นการสร้างความอบอุ่นให้ลูก การที่พ่อแม่พูดคุย กอดหอม ชมเชยลูก เป็นปัจจัยสำคัญมากที่จะทำให้ลูกมี Family Attachment รู้สึกว่าตนเป็นที่รัก เป็นคนมีคุณค่า และภูมิใจในตนเอง แก้ปัญหาได้ ฉะนั้นการเลี้ยงลูกเองด้วยความใกล้ชิดจะช่วยสร้างลูกสาวเป็นคนจิตใจเข้มแข็งได้

- สร้างบรรยากาศที่ดีในครอบครัว
ทุกคนในครอบครัวต้องชื่นชมและขอบคุณกันและกัน เช่น พ่อชมว่าแม่ทำกับข้าวอร่อย พ่อชมลูกที่ล้างจานช่วยแม่ แม่ชมพ่อที่รดน้ำต้นไม้ในสวน เพราะสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญ บรรยากาศที่ดีในครอบครัวจะช่วยให้ลูกรู้สึกปลอดภัย เป็นคนอารมณ์ดี มีความสุขได้ง่าย ไม่ขี้หงุดหงิดหรือวิตกกังวล
- รักในตัวตนของลูก
ไม่ว่าลูกสาวจะห้าวหรือหวาน ชอบเล่นรถหรือตุ๊กตา ก็ต้องยอมรับและรักในแบบที่ลูกเป็น ไม่บังคับให้แต่งตัวหรือทำในสิ่งที่ลูกไม่ชอบ เพราะลูกมีพื้นฐานด้านอารมณ์ นิสัยใจคอ ความสามารถด้านต่าง ๆ เป็นของตัวเอง การที่พ่อแม่ยอมรับและรักลูกในแบบที่ลูกเป็นนั้นสำคัญ จะช่วยให้ลูกเคารพตัวเอง และห้ามเปรียบเทียบลูกสาวกับพี่น้องหรือเด็กคนอื่น ๆ เด็ดขาด
- ไม่ตามใจลูกเกินไป
ลูกสาวมักจะมากับความออดอ้อน ทำให้พ่อใจอ่อนไปทุกเรื่อง แต่ก็ไม่ควรตามใจไปทุกเรื่อง ควรจะอบรมอย่างเหมาะสม เลี้ยงดูอย่างมีกรอบกติกา เช่น ลูกต้องทานข้าวให้เป็นเวลา ทานที่โต๊ะอาหารให้เรียบร้อย , ลูกจะได้ของเล่น 2 ชิ้นต่อสัปดาห์เท่านั้น , เล่นของเล่นแล้ว ต้องเก็บเองทุกครั้ง เป็นต้น เพราะความรักที่ตามใจอย่างไร้ขอบเขต จะทำให้ลูกเอาแต่ใจ ทำอะไรไม่เป็น

- ปลูกฝังคุณธรรมตั้งแต่เด็ก
- สอนให้ลูกควบคุมตนเอง อดทนรอคอยได้ เช่น อยากได้อะไรให้ต่อคิว อยากทำอะไรต้องรอได้โดยการกำหนดเวลา 5 นาที 10 นาที ให้เข้าใจตรงกัน
- สอนให้เข้าใจกติกาสังคมและศีลธรรม เช่น เมื่อลูกโกรธสามารถแสดงอารมณ์โกรธได้ แต่ไม่ควรแสดงออกด้วยการทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น หรือทำลายข้าวของ เวลาอยากได้อะไรให้บอก แต่ห้ามแย่งของคนอื่น หรือหยิบโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นต้น
- รู้จักแบ่งปันและอยู่ร่วมกับผู้อื่น เช่น รู้จักแบ่งขนม หรือของเล่นให้เพื่อน
- เป็นเด็กผู้หญิงก็ช่วยเหลือตัวเองได้
ให้เริ่มจากเรื่องง่าย ๆ เช่น ให้ลูกยกของเบา ๆ ไปเก็บเอง, ให้ลูกช่วยปลูกต้นไม้ที่พ่อซื้อมา, ให้ลูกจัดของไปเรียนเอง เป็นต้น พ่อแม่ควรสอนให้ลูกสาวฝึกทำอะไรด้วยตัวเอง โดยไม่เข้าไปทำแทนทุกอย่าง จนลูกทำอะไรไม่เป็น เชื่อเถอะว่าลูกสาวเราเก่งกว่าที่เราคิดมาก แค่ต้องให้ลองทำทุกอย่างด้วยตัวเองก่อน
- ชมเชยเมื่อลูกทำดี
เช่น เมื่อลูกรู้จักควบคุมอารมณ์ตนเองและทำตามกรอบกติกาได้ พ่อแม่ก็ชมลูกทันทีและบอกลูกว่าชมเรื่องอะไร เพื่อให้ลูกเรียนรู้ที่จะทำอะไรดี ๆ มีความภูมิใจในตัวเอง มั่นใจในตัวเอง และจะกล้าเริ่มทำในสิ่งดี ๆ ต่อไป

- ลูกทำพลาด คือแรื่องแก้ไขได้
พ่อแม่เองยังทำพลาดได้ เมื่อลูกทำพลาด ให้มองว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ควรสอนว่าที่ถูกคืออะไร ให้อธิบายด้วยเหตุผล ไม่ควรตำหนิหรือลงโทษรุนแรงกับลูก เพราะจะทำให้ลูกเข้าใจผิดว่าเขาไม่ดี และไม่เป็นที่รักของพ่อแม่
- สอนลูกยอมรับความผิดหวัง
เมื่อไม่ได้อะไรดั่งใจ หรือทำอะไรไม่สำเร็จ ต้องคอยอยู่เคียงข้างลูก อาจเล่าเรื่องที่พ่อแม่เคยเจอในสถานการณ์คล้าย ๆ กันให้ลูกฟังได้ ลูกจะได้รู้สึกว่าไม่ได้เผชิญเรื่องนี้อยู่คนเดียว เพื่อให้ลูกเข้าใจตนเอง ควบคุมอารมณ์ตอนผิดหวังได้ จะได้เป็นเด็กที่มี EF ดี
- พ่อแม่ต้องเป็นที่ปรึกษาที่ดี
ที่ปรึกษาที่ดี คือต้องรับฟังลูกอย่างตั้งใจ ใจดีแต่ต้องพูดหนักแน่น แนะนำแนวทางที่ดี ที่เหมาะสมให้ลูกได้ เพื่อช่วยให้ฝึกลูกให้แก้ปัญหา เมื่อลูกแก้ปัญหาสำเร็จก็ควรชื่นชม เพื่อให้ลูกเกิดความภูมิใจในตัวเอง
มีลูกสาว พ่อแม่ยิ่งต้องสตรอง ให้ลูกได้รับความรัก ความอบอุ่น การอบรมที่เหมาะสม ถูกปลูกฝังให้รู้จักช่วยเหลือและแก้ปัญหาเองได้ ลูกสาวจะมีภูมิคุ้มกันที่ดี มีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นโดยไม่ก่อความเดือดร้อนให้ใคร เป็นคนที่ไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรค รวมทั้งเป็นคนดีที่มีความสุขด้วย

ลูกชอบเถียง ลูกพูดจายอกย้อน ลูกไม่เชื่อฟัง คุณพ่อคุณแม่ควรรับมืออย่างไร?
3 สาเหตุที่ลูกชอบเถียง แต่พ่อแม่หลายคนไม่รู้
แม่ ๆ จ๋า ลูกบ้านไหนชอบเถียง พูดจายอกย้อนบ้างคะ? เรามารับมือแก้ไขเรื่องนี้ ให้ลูกกลับมาเป็นเด็กน่ารัก เชื่อฟังคุณพ่อคุณแม่กันค่ะ
สาเหตุที่ทำให้ลูกชอบเถียง
1.พฤติกรรมลอกเลียนแบบ
ไม่ว่าจะคุณพ่อคุณแม่เอง หรือโทรศัพท์ โทรทัศน์ เครื่องมือสื่อสารต่าง ๆ
2.เรียกร้องความสนใจ
ลูกกำลังแสดงออกถึงการต่อต้าน ไม่ต้องการถูกควบคุม
3.ไม่เข้าใจว่า คำพูด ส่งผลอะไร
ทำความเข้าใจก่อนว่า เด็กในวัยนี้จะยังแยกแยะไม่ได้ ว่าอะไรควรพูดไม่ควรพูด และไม่รู้ว่าสิ่งที่พูดออกไปคือ การเถียง
วิธีรับมือเมื่อลูกชอบเถียง
1.พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี
เพราะเด็กเล็กที่เริ่มหัดพูดอาจซึมซับพฤติกรรมการพูดจากผู้ใหญ่ในบ้าน ทั้งคำพูด ท่าทาง การใช้โทนเสียง หากไม่อยากให้เด็กโตมาเป็นเด็กช่างเถียง ช่างด่า หรือพูดคำหยาบคาย ผู้ใหญ่ในบ้านก็ต้องไม่ทำพฤติกรรมเหล่านั้นให้เด็กเห็น
2.เปิดใจรับฟัง เข้าใจความคิดของลูก
บางครั้งก่อนที่จะตัดสินว่าลูกกำลังเถียง คุณพ่อคุณแม่ต้องรับฟังเขาก่อน โดยให้เขาพยายามชี้แจงว่าทำไมถึงคิดอย่างนั้น อาจจะถามถึงสาเหตุและให้เขาพูดอย่างมีเหตุผล ซึ่งหากมีการพูดคุยกันด้วยความเข้าใจอยู่เสมอก็จะลดการเถียงลงได้ และเด็กก็จะเรียนรู้วิธีการสื่อสารที่ดีด้วย
3.สอนลูกด้วยเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์ในการพูดคุย ไม่ลงโทษ
เมื่อลูกโต้เถียง หรือใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม คุณพ่อคุณแม่ควรหยุดฟัง โดยแสดงสีหน้าและท่าทางปกติ ไม่ควรต่อปากต่อคำกับลูก และไม่ตอบสนองในสิ่งที่เขาต้องการ เพื่อให้เขารู้ว่าพฤติกรรมที่ทำอยู่ไม่ควรทำ เมื่อลูกหยุดเถียงจึงค่อย ๆ สอนและบอกวิธีสื่อสารที่ถูกต้องว่าควรพูดอย่างไร ควรใช้น้ำเสียงพูดกับผู้อื่นอย่างไรจึงจะน่าฟัง
4.เปิดโอกาสให้ลูกขอโทษ และแก้ตัว
เมื่อลูกทำผิด คุณพ่อคุณแม่ต้องเปิดโอกาสให้ลูกได้ขอโทษ และแก้ตัว หากลูกทำได้อย่าลืมชมว่า พยายามดีมาก เพื่อให้เขามีกำลังใจและอยากทำสิ่งที่ถูกต้องต่อไปค่ะ

ข่าวเด็ก ๆ โดนลักพาตัว ไปกับคนแปลกหน้ามีให้เห็นบ่อยมาก ซึ่งเกิดได้ทั้งลูกเล็ก ลูกโต ทั้งที่โรงเรียน สนามเด็กเล่น หรือแม้แต่ห้างที่มีคนพลุกพล่าน พ่อแม่จึงต้องหาวิธีป้องกันไม่ให้ลูกโดนลักพาตัว รวมถึงสอนให้ลูกปกป้องตัวเองเบื้องต้นด้วยการรู้จักปฏิเสธและไม่ไปกับคนแปลกหน้า เรามี 4 วิธีสอนและป้องกันให้ลูกไม่โดนลักพาตัว และรู้จักปฏิเสธไม่ไปกับคนแปลกหน้ามาแนะนำค่ะ
1.รหัสลับที่รู้กัน
วิธีนี้พ่อแม่ลูกจะต้องสร้างรหัสลับที่รู้กันเอง เพื่อเวลาพ่อแม่ไปรับ ลูกจะต้องถามรหัสนี้ก่อน หรือหากมีความจำเป็นต้องให้ญาติไปรับก็จะต้องรู้รหัสนี้ด้วย เช่น รหัส "เจ้าหญิงเอลซ่ากินกล้วย" เมื่อไปรับลูก ลูกจะต้องถามพ่อแม่ก่อนว่ารหัสคืออะไร เมื่อพ่อแม่ตอบถูกจึงกลับบ้านด้วยกันได้ หากตอบผิด ลูกจะต้องรีบวิ่งไปหาคุณครู
คำแนะนำ
- รหัสนี้ควรเปลี่ยนทุกสัปดาห์
- หากจะต้องให้ญาติไปรับแทน ต้องแจ้งรหัสนี้ที่ญาติ และแจ้งครูที่พาน้องมาส่งถึงมือญาติด้วย
- คุณครูคืออีกหนึ่งคนที่จำเป็นต้องทราบรหัสนี้ ทั้งในกรณีที่พ่อแม่หรือญาติมารับ
-------------------------------------------------
2.สอนให้ลูก "ขออนุญาต" ก่อนเสมอ
วิธีนี้ต้องปลูกฝังตั้งแต่ลูกเริ่มเข้าใจคำพูดของพ่อแม่ คือ ทุกครั้งที่ลูกจะรับของจากใคร กินอะไร ไปไหน จะต้องหันหน้ามาถามพ่อแม่ก่อนเสมอ หากพ่อแม่อนุญาตถึงทำได้ หากไม่อนุญาตก็จะไม่ได้ทำ เช่น คุณป้า(พี่สาวพ่อ)ให้ขนม ลูกจะยังไม่รับแม้จะโดนคะยั้นคะยอจากป้า แต่จะหันมามองหาพ่อแม่แล้ววิ่งมาขออนุญาตก่อน หรือ หากมีใครจับแขนหรือมือให้มารับของหรือพาเดิน ลูกจะรู้ว่าต้องขัดขืนไว้ เพราะพ่อแม่ยังไม่อนุญาตให้ไป
คำแนะนำ
- วิธีนี้เน้น "การทำซ้ำ" จึงจะได้ผล เช่น ทุกครั้งที่มีใครให้ขนม เมื่อเห็นว่าลูกจะรับ พ่อแม่ต้องถามว่า "ลูกควรทำยังไงก่อน" เพื่อเตือนให้ลูกรู้ว่าต้องมาขออนุญาตก่อนทุกครั้ง จนกว่าลูกจะจำและทำได้เองเมื่อมีคนให้ขอหรือจะทำอะไร ต้องมาขอพ่อแม่ก่อน โดยที่เราไม่ต้องร้องเตือน
-------------------------------------------------
3.กรี๊ดให้สุดเสียง
ในกรณีที่มีคนแปลกหน้ามาจับตัว จับขน จับมือ ลากดึงมือไปที่อื่น โดยไม่มีพ่อแม่หรือผู้ปกครองอยู่ด้วย วิธีที่ดีที่สุดที่จะสอนให้ลูกทำคือ ร้องสุดเสียง กรี๊ดให้ดังที่สุด เพื่อเรียกให้คนมาช่วย
คำแนะนำ
- พ่อแม่ควรสอนลูกด้วยว่า คนแปลกหน้าคือคนลักษณะไหน เช่น คนที่บอกรหัสลับไม่ถูกแต่พยายามจับมือแล้วลากหนูไป ก็ให้หนูร้องเลย เป็นต้น
-------------------------------------------------
4.นาฬิกาติดตามตัว
สำหรับเด็กๆ ที่โตพอจะใส่นาฬิกาได้แล้ว คุณพ่อคุณแม่อาจเลือกใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย เช่น นาฬิกาติดตามตัวที่มีระบบ GPS เชื่อมต่อกับโทรศัพท์ของพ่อแม่ ซึ่งจะทำให้รู้ความเคลื่อนไหวของลูกว่าอยู่ไหน ออกนอกพิกัดไหม หากลูกออกนอกพิกัดก็สามารถโทรศัพท์เข้าไปที่นาฬิกาได้เลย หรือสามารถติดตามเส้นทางของลูกได้
คำแนะนำ
- ควรเลือกนาฬิกาติดตามตัวที่เหมาะกับพฤติกรรมของเด็กๆ เช่น กันน้ำ กันกระแทก ฯลฯ
- สอนลูกเสมอว่าไม่ควรถอด นอกจากต้องทำกิจกรรมที่ใส่นาฬิกาตลอดเวลาไม่ได้ เช่น ว่ายน้ำ ฯลฯ
เหตุการณ์ดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาค่ะ คุณพ่อคุณแม่ควรสอนรู้ไว้เป็นทักษะชีวิตในการเอาตัวรอดของลูกเมื่อต้องเจอสถานการณ์ร้ายแบบนี้นะคะ
พ่อแม่หลายคนมีปัญหาเมื่ออยากจะเริ่มสอนลูกอ่าน เขียน หรือทำการบ้าน แต่ลูกไม่มีสมาธิ หรือไม่สนใจที่จะเรียนรู้ แตกต่างจากเวลาอยู่ที่โรงเรียน ก่อนอื่นพ่อแม่ต้องทำความเข้าใจว่าเด็กในวัยนี้แตกต่างจากผู้ใหญ่ เขามีความสนใจอยากรู้อยากเห็นเรื่องต่าง ๆ ตลอดเวลา เมื่อสิ่งที่ทำไม่น่าสนใจหรือมีอย่างอื่นให้ทำให้เล่น ลูกก็จะหันไปทำอย่างอื่นแทน ทำให้ดูเหมือนว่ามีสมาธิจดจ่อได้น้อย ซึ่งแตกต่างจากผู้ใหญ่ แล้วจะมีเทคนิค เคล็ดลับสร้างสมาธิให้ลูกวัยนี้อย่างไรได้บ้าง
5 ทิปส์ช่วยให้ลูกเป็นเด็กมีสมาธิ เมื่อต้องฝึกลูกอ่านเขียน
- เล่นเกมที่เหมาะสมกับลูก
เล่นเกมฝึกสมาธิเกมเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของลูกได้ดี การเลือกเกมที่เหมาะสมมาเล่นกับลูกจะช่วยฝึก หรือกระตุ้นให้ลูกมีสมาธิเพิ่มขึ้น เช่น เกมจับผิดภาพ หาภาพที่แตกต่าง เกมต่อจิ๊กซอว์ หรือการต่อเลโก้ อาจจะเริ่มจากเกมง่าย ๆ ที่ใช้เวลาในการเล่นไม่นาน แต่ควรเล่นให้จบเพื่อให้ลูกเรียนรู้ที่จะมีสมาธิจดจ่อจนสำเร็จลุล่วง
2. ทำบ้านให้สงบ
ตัดสิ่งรบกวนสิ่งแวดล้อมก็มีส่วนสำคัญกับสมาธิ ลองทำบ้านให้เงียบลง ปิดทีวี ไม่เดินไปเดินมา ส่งเสียงดังรบกวน ปรับไฟ ปรับแสงในบ้านให้สว่างพอดี และเลือกเปิดเพลงคลอเบา ๆ ระหว่างลูกอ่านหนังสือหรือทำการบ้าน จะช่วยให้ลูกมีสมาธิดีกว่าให้เงียบสนิทไปเลย
3. ลดหรืองดดูทีวี
เล่นมือถือ การให้ลูกดูทีวี หรือเล่นมือถือ แท็บเล็ตนานเกินไป ก็ทำให้ลูกขาดสมาธิได้ เพราะภาพจากหน้าจอที่เปลี่ยนไปมาจะกระตุ้นให้จดจ่อมีสมาธิได้น้อยลง ถ้าให้ลูกงดดูทีวีไม่ได้ลองปรับเวลาให้ลูกดูทีวีหรือเล่นมือถือ แท็บเล็ตเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ต่อวัน ประมาณวันละ 30-45 นาทีต่อวันพอ และชวนลูกทำกิจกรรมอย่างอื่นแทน
4. เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
อาหารก็สำคัญกับสมาธิของลูก ควรหลีกเลี่ยงขนมขบเคี้ยว น้ำหวาน หรืออาหารที่มีน้ำตาลสูง ซึ่งส่งผลต่อสมองและการเรียนรู้ของลูก ควรให้ลูกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น ไข่ ถั่ว นม และผักผลไม้
5. กำหนดเป้าหมายสั้นๆ
กำหนดเป้าหมายสั้น ๆ ในผู้ใหญ่มีสมาธิเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 42 นาที แต่สมาธิในเด็กจะสั้นกว่าผู้ใหญ่ อาจจะอยู่ที่ 15-20 นาที ดังนั้นถ้าจะให้ลูกมีสมาธิทำอะไรควรกำหนดเป้าหมาย หรืองานให้ลูกทำในระยะเวลาสั้น ๆ ที่คาดว่าลูกจะทำได้ เช่น ถ้าให้ทำการบ้านอาจจะให้ลูกทำแค่ 1 บทเรียนสั้น ๆ หรือให้วาดรูป ระบายสี 1 หน้า เพราะยิ่งพยายามบังคับให้ลูกทำเกินเวลาไป สมาธิจดจ่อของลูกก็ยิ่งน้อยลง และอาจทำให้รู้สึกไม่ชอบการเรียนได้ค่ะ
Face the fears! เปลี่ยนหนูน้อยขี้กลัวให้เป็นคน 'กล้า' เด็กทุกคนล้วนมีความกลัว เพราะเมื่อเขาเติบโตขึ้น เขาต้องพบเจอกับสิ่งแปลกใหม่ที่ไม่คุ้นเคยมากมาย การไปโรงเรียน และการอยู่ห่างจากพ่อแม่ครั้งแรก หากปล่อยให้เด็กรู้สึกเครียดและวิตกกังวลกับความกลัวเหล่านี้บ่อย ๆ อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการด้านต่าง ๆ ได้ บทบาทของพ่อแม่อย่างเรา มาช่วยกันเปลี่ยนหนูน้อย 'ขี้กลัว' ให้เป็น 'คนกล้า' กันเถอะ!
ความกลัวของเด็กแต่ละวัย
- เด็กทารก จะกลัวสิ่งของทุกอย่างหรือสิ่งแวดล้อมที่แปลกไปจากเดิม เช่น แสงไฟในห้องนอนที่จ้ากว่าปกติ เสียงเพลงดังๆ หรือหน้าตาของคนแปลกหน้า เป็นต้น
- วัย 1-3 ปี เด็กวัยนี้จะเริ่มกลัวกับความมืดแล้ว จึงไม่ควรทิ้งให้เขาอยู่ในห้องที่มืดมิดเพียงคนเดียว สิ่งที่ทำให้เด็กกลัวอีกอย่างหนึ่ง คือ กิจกรรมแปลกใหม่ที่เขาไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต เช่น ว่ายน้ำ หรือขี่จักรยาน ทุกอย่างสามารถทำให้เขา กลัวขึ้นมาได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรจะเฝ้ามองและดูแลเขาให้ มากขึ้นหน่อยในระยะเริ่มต้นที่เขากำลังลองหัดกิจกรรมใหม่ๆ
- วัย 3-5 ปี เด็กวัยนี้เริ่มคิดฝัน มีจินตนาการเป็นของตัวเองแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทำให้เขากลัวได้มากที่สุดในตอนนี้ คือ สิ่งที่เขาคิดว่ามีอยู่จริง ๆ ในโลกใบนี้ อย่างผีสาง เทวดาใจร้าย งูกินคน เจ้าตัวต่าง ๆ ในจินตนาการเหล่านี้จะเป็นตัว ประหลาดที่ทำให้เด็กวัยนี้กลัวจนขนหัวลุกได้ง่าย ๆ
- วัย 6-12 ปี ความกลัวของเด็กวัยนี้จะค่อยๆพัฒนาจากสิ่งเพ้อฝันเป็นเรื่องจริง ๆ ที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นไฟไหม้บ้าน เจ้าหมาตัวโปรดตาย สอบตก กลัวถูกพ่อแม่เอาไปทิ้ง ฯลฯ เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงไม่ควรพูดขู่ในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ให้ลูกตกใจกลัว
4 วิธีเปลี่ยนหนูน้อยขี้กลัวให้เป็นคน 'กล้า'
- อธิบายให้ลูกเข้าใจและรู้จักว่าความกลัว เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้
คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกสังเกตตัวเองเมื่อรู้สึกกลัว เช่น เมื่อเรากลัว หัวใจของเราจะเต้นเร็วขึ้น หายใจเข้าออกถี่ขึ้น และบางครั้งเราอาจจะมีอาการมือสั่นได้ การอธิบายให้ลูกรู้จักอาการที่เกิดขึ้นจากความกลัวเป็นตัวช่วยสำคัญที่นอกจะทำให้เขารับมือกับความกลัวที่เกิดขึ้นแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้เขาได้เรียนรู้และเข้าใจกับความกลัวมากขึ้น
โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถบอกลูกได้ว่าการที่หนูกลัวสิ่งนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้นะ บางครั้งคุณพ่อคุณแม่ก็กลัวสิ่งเหล่านี้เช่นกัน และยกตัวอย่างว่าเมื่อคุณพ่อคุณแม่รู้สึกกลัวแล้วมีวิธีจัดการกับความรู้สึกนั้นอย่างไร
- เปิดโอกาสให้ลูกได้พูดถึงสิ่งที่ตัวเองกลัว
การเปิดโอกาสให้ลูกได้ระบายความกลัวของตัวเองออกมาก็สามารถทำได้เช่นกันค่ะ คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลว่าจะยิ่งทำให้ลูกกลัว หรือยิ่งวิตกกังวลเมื่อพูดมันออกมา แต่การให้เด็กได้ระบายหรือแสดงออก จะทำให้ลูกเข้าใจความรู้สึกของตัวเองมากขึ้น
ซึ่งคุณพ่อคุณแม่อาจให้ความช่วยเหลือด้วยการใช้คำถาม เช่น ทำไมหนูถึงกลัวสิ่งนั้นเหรอคะ แล้วกอดหรือปลอบลูกด้วยความเข้าใจ และบอกให้ลูกมั่นใจว่าไม่ว่าจะอย่างไรพ่อแม่จะคอยช่วยเหลือหนูอยู่ตรงนี้เอง การทำแบบนี้จะทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัย อบอุ่น และมั่นใจว่าคุณพ่อคุณแม่จะอยู่กับเขาและเอาชนะความกลัวไปด้วยกัน
- อย่าต่อว่า เมื่อลูกกลัวในเรื่องไร้สาระ
เมื่อลูกแสดงออกถึงความหวาดกลัว คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรแสดงอาการโมโห หงุดหงิด หรือต่อว่าความกลัวของลูกเป็นเรื่องไร้สาระ การพูดลักษณะแบบนี้จะทำให้เด็กรู้สึกว่าความกลัวเป็นเรื่องผิดในสายตาคุณพ่อคุณแม่ อาจทำให้ลูกเลือกที่จะเก็บเรื่องต่างๆ ไว้ในใจ ไม่กล้าบอก และไม่แสดงออกต่อหน้าคุณพ่อคุณแม่อีก
- ช่วยลูกให้เผชิญความกลัวทีละเล็กทีละน้อย
แน่นอนว่าเราอาจจะช่วยให้ลูกหลีกหนีจากความกลัวไปตลอดไม่ได้ ดังนั้นการค่อยๆ ให้ลูกได้ลองเผชิญหน้ากับความกลัวของตัวเองก็เป็นอีกวิธีที่ดีไม่น้อย โดยจะต้องเริ่มจากการเจออย่างผิวเผิน เช่น หากลูกกลัวการลงสระว่ายน้ำ อาจเริ่มจากการให้ลูกค่อยๆ เดินเล่นในสระน้ำตื้นที่ยืนได้ด้วยตัวเองก่อน
สิ่งสำคัญคือคุณพ่อคุณแม่ต้องระวังที่จะไม่นำสิ่งที่ลูกกลัวมาขู่ซ้ำ ๆ เช่น “ถ้าไม่ไปอาบน้ำหมาจะมากัดนะ” หรือ “ไม่ยอมกินข้าวจะจับไปฉีดยา” เพราะนอกจากไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้องแล้ว ยังทำให้ระดับความกังวลของลูกเพิ่มขึ้นไปอีก
วัยเด็กเป็นวัยที่ไวต่อความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความทุกข์ หรือความกลัว การช่วยให้เด็กรู้สึกผ่อนคลาย สบายใจ และปลอดภัย เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรมอบให้แก่ลูกเพื่อบรรเทาความกลัวต่าง ๆ ให้ลดลง เพราะเมื่อเด็กมีที่พึ่งทางจิตใจ เขาก็จะมีสภาพจิตใจที่มั่นคงตามไปด้วย ไม่ว่าจะเจอความกลัวรูปแบบใดก็จะสามารถผ่านมันไปได้ด้วยดี แต่ทั้งนี้ควรค่อยเป็นค่อยไป ไม่บังคับและกดดันเด็ก และเมื่อเวลาผ่านไปลูกจะรับมือกับความกลัวได้ดีขึ้นเองค่ะ
ที่มา :
- รศ.พญ.ทิพวรรณ หรรษคุณาชัย กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการเด็ก
- developingminds
- kidspot
เป็นเรื่องที่ควรสอนเด็กๆ มากนะคะ เรื่องมารยาทพื้นฐาน อาจดูเป็นเรื่องเล็กแต่สำคัญกับความเจริญก้าวหน้าในอนาคตมาก ทั้งการเดิน การนั่ง และการยืน หากอ่อนน้อมถ่อมตน ก็จะมีแต่คนรัก คนเมตตานะคะ และเด็กๆ จะจดจำและใช้มารยาทเหล่านี้ไปจนโตได้เลยค่ะ
- การเดิน
-
ควรเดินด้วยอาการสำรวม นอบน้อม
-
เมื่อเดินกับผู้ใหญ่ไม่ควรเดินนำหน้า ควรเดินตาม ยกเว้น ต้องนำทางผู้ใหญ่
-
เมื่อเดินสวนทางกันกับผู้ใหญ่และคนอื่นๆ ควรเดินชิดซ้าย
-
ถ้าสวนทางกับผู้ใหญ่ ควรก้มตัวเมื่อเดินผ่านด้วย แต่ถ้าเป็นทางแคบควรหยุดให้ผู้ใหญ่เดินไปก่อน
-
ถ้าผู้ใหญ่นั่งอยู่ ควรหลีกเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่น แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็ให้เดินก้มสำรวม
- การยืน
- การนั่ง
-
ควรนั่งในท่าที่สบาย แต่อยู่ในอาการสำรวม
-
ไม่ควรนั่งไขว่ห้าง นั่งแยกขา นั่งโยกเก้าอี้
-
ไม่นั่งประเจิดประเจ้อ ทำให้ดูโป้ หรือไม่อยู่ในอาการสำรวม
-
ไม่ควรเยียดขา หรือกระดิกเท้าขณะนั่งกับผู้อื่น
-
ไม่นั่งค้ำศีรษะผู้ใหญ่
ขอบคุณข้อมูลจาก : www.stou.ac.th

เรียกว่า "ปัญหาโลกแตก" เลยก็ว่าได้ สำหรับปู่ย่าตายายที่เลี้ยงหลานให้ และก็ชอบตามใจหลาน พอพ่อแม่บอกว่าอย่าตามใจหลานมาก ปู่ย่าตายายก็มักจะมีเหตุผลมารองรับแบบสปอยล์หลานเข้าไปอีก
เมื่อพูดทุกครั้งก็แทบจะทะเลาะกัน แบบนี้ไม่ง่ายเลยนะคะที่จะเข้าใจกัน แต่ก็ไม่ยากที่จะทำความเข้าใจค่ะ ปัญหาเหล่านี้ควรแก้ไขอย่างไร ลองอ่านและนำไปปรับใช้กันได้ค่ะ
- พยายามเข้าใจคนสมัยก่อน
ตัวเราเองก็ยังปรับยากแล้ว ลองนึกถึงปู่ย่าฯ ดูสิคะ เพราะท่านเติบโตมากับการเลี้ยงดูแบบโบราณ ใช้ชีวิตแบบคนสมัยก่อน การที่ปู่ย่าฯ จะยอมรับข้อมูลอะไรใหม่ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่าย ให้เปิดใจลองรับฟังมุมมองของเขาดูบ้าง ว่ามันเป็นมาแบบไหน เพื่อที่เราจะได้อธิบายในแนวคิดของหมอกับของเราแบบใหม่ๆ ไปด้วย แต่ต้องใจเย็น มีเหตุผลนะคะ ความอดทนและการอธิบายหลายๆ ครั้งจะช่วยได้เองค่ะ
- สื่อสารกันให้มากที่สุด
การพูดคุยกัน เป็นวิธีที่ง่าย ให้ขยันพูดและบอกปู่ย่าฯ บ่อยๆ อย่างมีเหตุผล เพื่อให้เข้าใจความคาดหวังและความคิดของเรา อย่างเช่น "อย่าให้ขนมหลานนะคะ" ถ้าบอกครั้งแรกแล้วยังไม่ได้ผลก็ให้เพิ่มเหตุผลเข้าไปอีก เช่น "อย่าให้ขนมหลานนะคะ เพราะถ้าทานขนมแล้วเขาจะไม่กินข้าว ถ้าทานข้าวน้อย จะทำให้สุขภาพและพัฒนาการของเขาแย่ไปด้วย ถ้าจะให้ขนมเขา ขอให้ให้หลังจากทานข้าวแล้วนะคะ" ให้ใส่เหตุผลไปเยอะๆ ยิ่งดูร้ายแรงเท่าไหร่ ปู่ย่าฯ จะยิ่งเป็นห่วงหลานมากขึ้นและจะไม่ตามใจแบบผิดๆ ตามที่เราขอค่ะ
- ติดตามพฤติกรรมลูก จากปู่ยาตายาย
บางครั้งปู่ย่าฯ ไม่ทันหลาน เพราะเด็กรู้ว่าใครดุ ใครไม่ดุ ใครบ้างที่อ้อนได้ เมื่อหลานทำผิดก็ไม่ยอมทำโทษ เรื่องแบบนี้บอกเลยค่ะ ว่าคงเป็นงานหนักสำหรับพ่อแม่เลย พ่อแม่จึงต้องคอยถามเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้จากปู่ย่าฯ และลูก เรียกว่าเป็นวิธีอ้อมๆ ที่จะให้ปู่ย่าฯ รับรู้ว่าวิธีเลี้ยงของปู่ย่าฯ นั้นผิดหรือถูก เช่น ตอนนี้หลานมีพฤติกรรมอย่างไรบ้าง มีพัฒนาการถึงไหนแล้ว ขั้นตอนต่อไปควรทำอย่างไรดี และต้องอธิบายอย่างใจเย็นให้ชัดเจน ว่าถ้าลูกเป็นแบบนี้ควรทำอย่างไร ต้องจัดการแบบนี้ และควรรับมืออย่างไร
- ให้แสดงออกถึงความเคารพและความรัก
การเลี้ยงดูหลาน มาพร้อมกับการขัดแย้งกันเสมอ อย่าไปโกรธที่พวกท่านทำไม่เหมือนพวกเรา แต่เราต้องขอบคุณปู่ย่าฯ ที่ช่วยเลี้ยงลูกให้เรา อย่างน้อยก็ประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ต้องจ้างพี่เลี้ยงที่อาจไว้ใจไม่ได้ เราควรแสดงความรู้สึกขอบคุณเสมอ ด้วยคำพูดและการกระทำ ให้เขารับรู้ได้ เช่น "ขอบคุณมากเลยนะคะ ที่ช่วยดูแลน้อง ปู่ย่าฯ ช่วยไว้ได้มากเลย" "ขอบคุณสำหรับอาหารนะคะ อร่อยมากเลย" และเมื่อไปรับลูกควรมีของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ติดมือไปฝากด้วย ถ้าเราให้ความรักและเคารพผู้สูงอายุ เขาก็จะปฎิบัติกับคุณเช่นเดียวกันค่ะ
ทุกอย่างต้องใช้เวลานะคะ เราเองก็อย่าท้อที่จะบอกท่านบ่อยๆ เรื่องการเลี้ยงดูเด็กแบบสมัยใหม่ มีโอกาสก็พาท่านไปซื้อของใช้เด็กใหม่ๆ ที่ทันสมัย หากลูกป่วยไปหาหมอก็ให้ท่านไปฟังด้วย อาจจะเข้าใจมากขึ้นนะคะ เป็นกำลังใจให้พ่อแม่ทุกคนค่ะ

โรคซึมเศร้าคือภัยเงียบที่น่ากลัว พ่อแม่ควรทำความรู้จักให้มากขึ้น เพราะในปัจจุบันเด็กมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเป็นโรคซึมเศร้า ทั้งความกดดันตั้งแต่การเรียน รวมไปถึงสภาพแวดล้อมและค่านิยมต่าง ๆ ของสังคมเมื่อโตขึ้น หากพ่อแม่ไม่ทำความเข้าใจและเข้าใจลูกมากกว่านี้ ก็อาจนำไปสู่โรคซึมเศร้าได้เช่นกันนะคะ มาดูสาเหตุ 9 อย่าง ที่ทำให้จิตใจลูกเปราะบาง จนนำไปสู่ภัยเงียบได้
9 สาเหตุ ที่ทำให้เด็กเป็นโรคซึมเศร้าได้
- นิสัยที่ซ่อนไว้ลึก ๆ ของลูก
พ่อแม่อย่ามองแค่นิสัยผิวเผินของลูก ว่าลูกเป็นคนร่าเริงแจ่มใส สามารถเข้ากับเพื่อนได้ง่าย น่ารักกับผู้ใหญ่ แต่ให้มองนิสัยที่ลูกพยายามเก็บไว้ด้วย เช่น มีนิสัยอ่อนไหวง่าย แอบคิดมาก เก็บความรู้สึกเก่ง เก็บสิ่งต่าง ๆ มาคิดเสียใจและผิดหวังที่หลัง เป็นต้น คนเป็นพ่อแม่จึงต้องมีเข้าใจพื้นนิสัยลูก การใกล้ชิดกับลูกจะมีคำตอบให้พ่อแม่เสมอว่าลูกเป็นคนอย่างไร
- การแข่งขันตั้งแต่เด็ก
หากพ่อแม่ให้ลูกใช้ชีวิตแข่งขันตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่การสอบเข้าโรงเรียนอนุบาล การสอบเข้า ป.1 โรงเรียนดัง ต้องเรียนพิเศษทุกเย็นและวันหยุด และผลการเรียนต้องดี เป็นต้น ทุกอย่างที่ให้ทำแม้เป็นด้วยความหวังดี แต่ก็เต็มไปด้วยสภาวะการแข่งขัน มีความกดดัน
- ถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่ได้ชอบ
พ่อแม่ที่คอยขีดเส้นให้ลูกเดิน เพราะคิดว่าลูกไม่มีประสบการณ์ชีวิต พ่อแม่ผ่านมาก่อน ลูกต้องทำตามที่พ่อแม่บอก ถึงจะได้ดี แม้จะเป็นการหวังดี แต่รู้ไหมคะ นี่คือการสร้างความกดดันให้ลูกอย่างมาก สิ่งที่ดีสำหรับพ่อแม่ อาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดของลูก แบบนี้จะค่อย ๆ สะสมความเครียด นำไปสู่โรคซึมเศร้าได้ง่าย

- การเปลี่ยนแปลง
การเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเด็กทุกคน เช่น ลูกต้องเข้าโรงเรียน เจอสังคมใหม่ เปลี่ยนโรงเรียน ย้ายบ้าน มีเด็กหลายคนไม่สามารถจัดการอารมณ์และความเครียดได้ พ่อแม่ควรปลูกฝังเรื่องการเปลี่ยนแปลงให้ลูก บอกให้รู้ล่วงหน้า เช่น ลูกจะเข้าโรงเรียนต้องเตรียมตัวแบบไหน เปลี่ยนโรงเรียนจะต้องเตรียมตัวอย่างไร เป็นต้น
- ถูกตั้งความหวัง
พ่อแม่ที่คอยบอกลูกแบบตั้งความหวัง บางครั้งไม่รู้ตัว เช่น เรียนให้เก่ง ๆ นะ ลูกต้องเข้าโรงเรียนดัง ๆ ต้องเข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ นะ เป็นต้น การบอกลูกแบบนี้ แอบสร้างความกดดันในใจให้ลูกไม่น้อย และมีเด็กหลายคนที่กดดันตัวเอง จนรู้สึกว่าไม่อยากทำให้พ่อแม่ผิดหวังเสียใจ แม้ทำไม่ได้ ไม่ใช่ทาง แต่ก็จะดันทุรังเกินตัว จนมีภาวะความเครียดสูง
- ไม่รู้จักการยืดหยุ่น
การยืดหยุ่นทางความคิด เป็นหนึ่งในทักษะของ EF (Executive Functions) หากพ่อแม่เครียดเกินไป ตั้งกฎและเคร่งมาก ลูกก็มักจะเป็นคนที่เครียดง่าย ทุกอย่างต้องตามแผน แต่ถ้าหากในอนาคตผิดหวังขึ้นมา ก็จะทำใจยอมรับไม่ได้ง่าย ๆ และรู้สึกล้มเหลวได้

- เวลาเครียด เสียใจ ไม่ไว้ใจที่จะบอกใคร
หากพ่อแม่ไม่ได้ให้เวลาลูก ไม่ได้สนิทกับลูกแต่แรก โตขึ้นมาหน่อย หรือไปเจอสังคมใหม่ ๆ เวลาลูกรู้สึกไม่ดี ทุกข์ใจ ก็จะไม่ยอมพูดกับใคร หากไม่อยากให้ลูกไม่มีที่พึ่งพา พ่อแม่ต้องแสดงออกให้ลูกได้เห็นว่าพร้อมรับฟังลูกทุกเรื่อง และสามารถแบ่งปันเรื่องราวกันได้ หรือต้องพยายามให้ลูกได้ค้นพบวิธีการระบายความเครียด มีงานอดิเรกที่ช่วยผ่อนคลาย เช่น ดูหนัง ฟังเพลง ปลูกต้นไม้ กินขนม เป็นต้น
- มองข้ามความสุขง่าย ๆ
การมีความสุขง่าย ๆ กับสิ่งรอบตัว มีความจำเป็นมากในสังคมยุคนี้ เช่น ได้กินของอร่อยที่ชอบ ได้ไปเที่ยวในวันหยุด ได้ดูการ์ตูนเรื่องโปรด หากลูกมองข้ามความสุขรอบตัวนี้ไป มองหาแต่ความสุขที่ยังมาไม่ถึง ก็จะทำให้ดาวน์ง่ายมากขึ้น พ่อแม่ควรสอนให้ลูกรู้จักความสุขที่หาได้ง่าย ๆ อย่างทำกิจกรรมกับครอบครัว พุดคุยกันก่อนนอน ก็เป็นความสุขที่มอบให้กันและกันได้
- พ่อแม่คือสาเหตุสำคัญ
พ่อแม่ที่ไม่ชื่นชมลูก แต่หากลูกพลาดก็ดุตลอด และชอบบอกเรื่องที่ทำให้ลูกเครียด เช่น ทะเลาะกันต่อหน้าลูก เอาเรื่องงานมาลงที่ลูก ชอบพูดเรื่องเงินในบ้าน เป็นต้น การให้ลูกรับรู้เรื่องพวกนี้ตั้งแต่เด็ก จะสร้างรอยร้าวบาดแผลในใจไม่น้อย
เด็กควรรู้เรื่องราวไปตามวัย ชมได้เมื่อทำความดี พ่อแม่ควรทำให้ลูกได้มีความสุขแบบเด็ก ๆ ไม่ควรเอาเรื่องเครียดไปใส่หัวของลูก เพราะจะทำให้ลูกมีสภาพอารมณ์ที่ไม่มั่นคง รู้สึกกังวล หรือ ไม่สบายใจอยู่ตลอดเวลา
พอถึงวัยของลูกที่ต้องเรียนรู้การอยู่กับผู้อื่น พ่อแม่คือคนสำคัญที่เป็นตัวอย่างให้ลูกได้นะคะ การสอนให้ลูกรู้ว่าโลกนี้ยังมีคนอื่นๆ อีกมากมายที่วัยเดียวกับเรา โตกว่าเรา แตกต่างกับเรา แต่เราอยู่ร่วมกันได้ ฉะนั้นการสอนให้ลูกเข้าสังคมตั้งแต่ยังเล็กๆ ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี อนาคตลูกเข้าโรงเรียนก็จะเจอสังคมที่ใหญ่ขึ้น จะได้เข้ากับผู้อื่นได้ค่ะ
7 วิธี เริ่มสอนลูกเล็กๆ ให้เข้าสังคมแบบง่าย ๆ
1. สอนให้ลูกรู้จักอารมณ์ตัวเองก่อน
โดยถามความรู้สึกของเขาต่อเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้าบ่อยๆ และถ้าพ่อแม่รู้สึกโกรธลูก ก็ควรบอกความรู้สึกไปตรงๆ เพื่อให้ลูกรู้จักอารมณ์ตัวเอง และเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นด้วย
2. สอนให้รู้จักมารยาทพื้นฐาน
ต้องสอนมารยาทสังคมแบบง่ายๆ ก่อนเลย ด้วยการให้ลูกรู้จักไหว้ สวัสดี ขอบคุณ ขอโทษ โบกมือบ๊ายบายลา คุณพ่อคุณแม่ต้องทำให้ลูกเห็นเป็นตัวอย่างบ่อยๆ จนลูกติดเป็นนิสัย ต่อไปลูกก็จะทำได้เองโดยคุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องสั่ง
3. สอนให้ลูกรู้จักขออนุญาต
เมื่อลูกเริ่มเรียนรู้ว่าของทุกอย่างมีเจ้าของเสมอ หากลูกหยิบข้าวของคนอื่นมาเล่น คุณพ่อคุณแม่ต้องอธิบาย ว่านี่เป็นของเขา และนี่ของหนู หากอยากเล่นให้ขออนุญาตคนอื่นเสมอ
4. พูดคุยกับลูกบ่อยๆ
เล่าเรื่องเพื่อน ญาติ คนอื่นๆ ให้ลูกฟังบ้าง เช่น แม่ไปกินข้าวกับเพื่อนมา ชื่อน้าเชอร์รี่ น้าเชอร์รี่เป็นคนน่ารักมาก ลูกต้องอยากรู้จักแน่เลย เป็นการบอกเล่าว่ายังมีเพื่อนคนอื่นๆ ที่ลูกต้องได้รู้จักในวันข้างหน้า พอไปเจอจะได้ไม่ตื่นกลัวมาก
5. พาไปรู้จักคนรอบข้าง
หลังจากเล่าเรื่องน่ารักๆ ของเพื่อน และญาติให้ลูกฟังแล้ว ก็ต้องพาลูกไปรู้จัก ไปเยี่ยมญาติ ไปเล่นกับเด็กวัยเดียวกัน เพื่อหัดเข้าสังคมเล็กๆ แบบครอบครัว เพื่อที่วันข้างหน้าลูกจะได้เข้าสังคมที่ใหญ่ขึ้นเป็น
6. ให้ผู้ใหญ่สร้างความคุ้นเคยก่อน
พ่อแม่ต้องเข้าใจ เมื่อลูก "กลัวคนแปลกหน้า" เพราะเป็นวัยของลูก ลูกจะไม่ยอมให้ใครอุ้ม ไม่เข้าใกล้คนอื่น ไม่มองหน้าคนแปลกหน้า พ่อแม่อย่าเป็นกังวล หรือบังคับลูกให้เข้ากับคนอื่นมากไป ให้ใช้วิธีผู้ใหญ่เป็นคนเข้าหาแทน ค่อยๆ สร้างความคุ้นเคยทีละน้อย เดี๋ยวก็คุ้นเคยเอง
7. มีโอกาส ก็ควรทดสอบการเข้าสังคมลูก
หากลูกไม่มีอาการกลัวคนแปลกหน้าแล้ว และสามารถเล่นกับคนอื่นได้บ้าง คุณพ่อคุณแม่อาจจะหลบออกมาให้พ้นสายตาลูกสักพัก ถ้าลูกยังร้องหาคุณก็ค่อยลองใหม่ภายหลัง หรือบางครั้งอาจเดินเข้าเดินออกจากห้องเพื่อให้ลูกมั่นใจว่า ถึงแม้แม่ไม่อยู่ แต่อีกเดี๋ยวก็คงกลับมา
นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรจะสอนให้ลูกรู้จักให้และรับอย่างเหมาะสมตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กนะคะ เพราะเวลาเข้าโรงเรียนแล้วเขาจะได้เข้าสังคมที่ใหญ่ขึ้น การมีน้ำใจรู้จักแบ่งปัน คือการเริ่มต้นการเข้าสังคมที่ดีเลยค่ะ อย่าปล่อยให้ลูกกลัวการเข้าสังคมนะคะ
ลูกฉลาด พ่อแม่เลี้ยงได้แบบไม่กดดันด้วยพัฒนาการรอบด้าน
คุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกฉลาดใช่ไหมเอ่ย อยากให้ลูกเก่งรอบด้านด้วย... จริงไหม แต่จะทำยังไงล่ะถึงจะทำให้ลูกฉลาดได้โดยที่ลูกก็ไม่เครียด พ่อแม่ก็ Happy สุดๆ เรามีคำแนะนำจาก พ.ญ.ตวงพร สุรพงษ์พิวัฒนะ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก และยังเป็นคุณแม่ลูกอ่อนด้วย ซึ่งจะมาบอกเราชัดๆ ว่า เด็กฉลาด เด็กเก่งของยุคนี้ต้องทำยังไง
ในบทบาทของผู้ให้คำปรึกษาด้านพัฒนาการเด็กควบคู่กับการเป็นคุณแม่ลูกอ่อน ช่วยให้เข้าใจและเห็นใจว่าการเป็นพ่อแม่ในยุคปัจจุบันนี้ไม่ง่ายเลยใช่มั๊ยคะ โลกเรามีความซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน ทั้งในด้านความเป็นอยู่ในครอบครัวชุมชน และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เด็กๆ ในสมัยนี้ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้กันมากขึ้น มีโรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อโรคอุบัติใหม่มากมาย การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจทำให้พ่อแม่กังวลและเป็นห่วงในการปรับตัวและใช้ชีวิตประจำวัน รวมทั้งมีหลายครอบครัวที่พ่อและแม่ต้องทำงานนอกบ้านทั้งคู่การใช้ชีวิตและบทบาทหน้าที่ต่างๆ ที่ทับซ้อนกันทำให้พ่อแม่จัดการบริหารเวลาหรือทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างจำกัด กลายเป็นความบีบคั้นในการใช้ชีวิต ตั้งแต่การตื่นเช้าออกจากบ้าน พ่อแม่มีเวลาอันน้อยนิดกับลูกในช่วงเช้า การกินและความเป็นอยู่ของลูกที่อาจจะฝากไว้กับคนอื่นหรือเนอร์สเซอรี่ การรีบเร่งเดินทางผ่านการจราจรที่ติดขัดทั้งเช้าและเย็น สิ่งเหล่านี้ช่วงชิงเวลาที่เด็กจะได้อยู่กับพ่อแม่แบบครอบครัวให้น้อยลงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในยุคใดมาก่อน
พ่อแม่ที่ไม่สามารถจัดสมดุลชีวิตส่วนตัว การทำงาน และการอยู่กับลูก มักจะเกิดความกังวลและรู้สึกผิดว่า ตนเลี้ยงลูกได้ไม่ดีหรือไม่เต็มที่ และบ่อยครั้งที่พ่อแม่เผลอตัวเปรียบเทียบลูกตัวเองกับลูกคนอื่นทั้งๆ ที่สภาพความเป็นอยู่แต่ละบ้านนั้นไม่เหมือนกัน อาจส่งผลให้พ่อแม่ผลักดันลูกมากเกินไปเพื่อชดเชยความรู้สึกเหล่านี้ด้วยการส่งลูกเรียนพิเศษ ติวเข้มวิชาการ ซึ่งพบเห็นกันตั้งแต่ระดับอนุบาล การที่พ่อแม่ผลักดันลูกมากเกินไปจนกลายเป็นความกดดัน จะทำให้ลูกเสียเวลาและเสียโอกาสในการฝึกพัฒนาการรอบด้าน โดยเฉพาะทักษะการใช้ชีวิตและการเรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข
ถึงเวลาที่ควรพิจารณาอย่างจริงจังว่า การมุ่งเน้นเลี้ยงลูกให้มีความฉลาดเป็นอัจฉริยะ หรือเป็นเลิศทางวิชาการ ไม่ใช่คำตอบที่เป็นสูตรสำเร็จ เด็กในยุคปัจจุบันควรได้รับการเตรียมพื้นฐานของการพัฒนาการแบบความพร้อมรอบด้าน ทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และทักษะการใช้ชีวิตในสังคมอย่างบูรณาการ หมอมักจะพบปัญหาของพ่อแม่เรื่องลูกไม่มั่นใจ ไม่กล้าแสดงออก ส่วนใหญ่พบว่าเกิดจากพ่อแม่ดูแลอย่างใกล้ชิดจนเด็กขาดโอกาสในการฝึกทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสิ่งรอบตัวและเวลาที่จำกัด อีกคำถามที่พบบ่อยคือ ปัญหาลูกมีสมาธิสั้น พ่อแม่หลายคนโทษว่าเพราะอุปกรณ์ทันสมัยต่างๆ ที่ทำให้ลูกใจร้อน รอไม่ได้ ในขณะที่พ่อแม่ใช้ชีวิตประจำวันอย่างเร่งรีบและใช้อุปกรณ์เหล่านั้นเช่นกัน จนเด็กซึมซับเป็นความเคยชินตั้งแต่เล็ก
พ่อแม่คือศิลปินผู้สร้างโลกผ่านการเลี้ยงลูก ดังนั้น การเลี้ยงลูกต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ เช่น การใช้เวลาอยู่ร่วมกันอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่ว่าพ่อแม่และเด็กอยู่ในห้องเดียวกันแต่ต่างคนต่างจ้องหน้าคอมของตนเองคนละมุม การกอดการสัมผัสแสดงถึงความรักและชื่นชม การได้รับโอกาสในการฝึกทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวันทีละนิดอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในสังคมมีผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ที่ไม่ได้มาจากการสอบได้ที่หนึ่งของวิชาหรือห้อง แต่มักเป็นคนที่มีความสามารถหลากหลาย ปรับตัวเข้าหากับคนได้ง่าย มีมนุษยสัมพันธ์ดี แก้ปัญหาเก่ง และรู้จักการวางตัวที่เหมาะสมกับกาลเทศะ พ่อแม่ท่านใดที่ยังกังวลเรื่องการเลี้ยงดูลูก ลองพิจารณาโพลล่าสุดที่สำรวจ ความคิดเห็นของพ่อแม่ แล้วจะพอเห็นภาพว่า เด็กยุคนี้...แค่อัจฉริยะไม่ใช่คำตอบสุดท้าย หมอขอเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังใส่ใจเลี้ยงดูเด็กยุคใหม่ที่เก่งพร้อมรอบด้าน เพื่อสังคมที่มีคุณภาพและความสุขนะคะ
นอกจากนี้เรายังมีผลการสำรวจจากสวนดุสิตโพลมาฝากค่ะ ลองไปดูกันว่าถ้าอยากให้ลูกฉลาดต้องทำยังไงบ้าง


อ่านผลสำรวจเพิ่มเติมได้ที่ >>>
สวนดุสิตโพล(พื้นที่เพื่อการโฆษณาและประชาสัมพันธ์)

เด็กวัย 2 ขวบ กำลังเป็นเด็กที่น่ารัก รู้จักทดสอบ ทดลองผิดถูก เด็กวัยนี้กำลังเรียนรู้สิ่งแวดล้อมทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นวัตถุ สิ่งของ บุคคล สถานที่ สิ่งมีชีวิต และคำพูด เป็นช่วงที่เป็นตัวของตัวเองสูงสุด จึงมักจะทำในสิ่งที่ห้ามตลอด ดังนั้นการจะเอาชนะลูก หรือจงใจสอนเกินไปไม่ใช่วิธีจัดการที่ดีแน่นอนค่ะ
เด็กอายุ 2 ปีกำลังเป็นวัยที่อยากจะเป็นตัวของเขาเอง เด็กจึงมักจะทำในสิ่งที่ห้าม ไม่ใช่เพราะเขาดื้อ ไม่เชื่อฟัง หรืออวดดีอย่างผู้ใหญ่หลายท่านเข้าใจ แต่เขากำลังเรียนรู้หลายๆ อย่างในการทดสอบว่า ‘เป็นจริง’ หรือไม่นั้น ไม่ใช่การทดสอบว่าผู้ใหญ่จะจริงจังแค่ไหน แต่เขาทดสอบตัวเขาด้วย ทดสอบความเข้าใจของตน การมองเห็น การสัมผัส เราจึงเห็นเด็กวัยนี้ทำอะไรซ้ำๆ เล่านิทาน ดูรูปภาพก็เป็นเรื่องซ้ำๆ โดยเฉพาะที่เขาชอบ ที่เขาสนใจ บางคนอาจรู้บ้าง ไม่รู้บ้าง แต่บางคนทั้งๆ ที่รู้ก็ตอบให้ผิด เพื่อดูปฏิกิริยาผู้ใหญ่ หรือเพื่อเป็นตัวตนของเขา เราจึงไม่เอาคำเถียงของเขามาเป็นอารมณ์
เราบอกว่าสีส้ม เด็กบอกสีเขียว แทนที่เราจะไปแย้งกัน เราอาจทำมุขขำก็ได้ เช่น '“หนูเห็นเป็นสีเขียวหรือจ๊ะ” แล้วเราก็ทำหน้าพิศวงสงสัย หรือ เฉยเสีย ไม่เถียงกัน เพราะเด็กยังเรียนรู้สีได้อีกหลายเวลา เช่น ต่อมาคุณให้เขารับประทานส้ม ก็ถามเขาว่าเปลือกส้มสีอะไรเอ่ย พอปอกเปลือกไป ข้างในเป็นสีส้มก็บอก “เอ๊ะ! นี่ก็คงสีเขียวมั้ง” เขาก็จะบอก “ไม่ใช่ สีส้ม”
การสอนเด็กวัยนี้ต้องมีวิธีที่ดีต่อกัน ไม่เอาชนะกัน ไม่สอนกันเป็นพิธีการจริงจังเกินไป และก็ไม่ใช่ว่า เขาโมโหแล้ว เราก็ยอมเรียกผิดๆ ตามเขา ถ้าเขางอแง มีอารมณ์ก็เบนความสนใจไปทางอื่น ดีกว่ามาเอาชนะให้เป็นอารมณ์กัน เพราะเรื่องรู้จักสีเป็นเรื่องเล็กที่เด็กจะเรียนรู้ได้ แต่เรื่องอารมณ์เป็นเรื่องใหญ่ที่เด็กจะใช้ไปเรื่อยๆ ในหลายเรื่อง ถ้าเขารู้ว่า เขาอาละวาด แผลงฤทธิ์แล้วคุณแม่ยอมทำตาม
เราจึงต้องไม่ทำให้เกิดอารมณ์ หรือเมื่อเกิดอารมณ์แล้วก็ไม่ตามใจหรือเอาใจกันผิดๆ เขายังเรียนรู้ไปอีกได้เรื่อยๆ วันนี้ยังไม่รับ วันหน้าค่อยบอกกันใหม่ สอนกันใหม่ ลองให้เขาพูด บอกตามสิ่งที่พบเห็น และปฏิบัติกันอยู่ในชีวิตประจำวัน ซึ่งยังมีอีกมากมายค่ะ
ลูกชายถูกรังแก สอนให้สู้ดีไหม
Q : กลุ้มใจครับลูกชายวัย 7 ปี เวลาเขาเล่นกับเพื่อนๆ เขาจะถูกรังแกบ่อยๆ (แอบสังเกตดู) กลับมาบ้านเขาจะร้องไห้ทุกครั้ง แล้วเล่าให้ฟังว่าโดนเพื่อนแกล้ง แต่ระยะหลังเขามักไม่เล่าให้ฟังแล้วครับ ถามก็ไม่ค่อยยอมตอบ ผมอยากสอนให้เขาสู้คนบ้าง ไม่รู้ว่าเหมาะสมไหมครับ
A : ปัญหาการรังแกกัน (bully) ของเด็กนั้น ถือเป็นปัญหาที่ผู้ปกครองควรให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เนื่องจากการปล่อยให้เด็กถูกรังแกไปนานๆ จะมีผลต่อการพัฒนาบุคลิกภาพของเด็ก หรืออาจลุกลามไปถึงผลการเรียนของเขา และอาจพานให้เขาไม่อยากไปโรงเรียนเลยก็ได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรหาวิธีช่วยเหลือลูกโดยด่วน ซึ่งทำได้ดังนี้ครับ…
1.เลี้ยงลูกให้เข้มแข็ง เด็กหลายคนอาจมีบุคลิกภาพพื้นฐาน (temperament) เป็นเด็กที่ค่อนข้างขี้กลัว หรือปรับตัวยากอยู่แล้ว ดังนั้นหากเราไม่ได้ส่งเสริมความมั่นใจให้เขาแล้วละก็ เมื่อไปโรงเรียนแล้วเจอบรรดาเสือสิงห์กระทิงแรดทั้งหลายลูกคงลำบากแน่ๆ แต่สิ่งสำคัญคือเราเลี้ยงดูให้เขาเป็นคนมีความภาคภูมิใจในตนเอง สามารถช่วยเหลือตนเองและแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยตนเองได้
ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรเริ่มต้นด้วยการสำรวจว่ามีสิ่งใดที่เด็กวัยประถมควรทำด้วยตัวเองได้ แต่เขายังไม่ยอมทำ หรือยังมีคนที่บ้านคอยทำให้เขาอยู่ เช่น ป้อนข้าว อาบน้ำ แต่งตัว ผูกเชือกรองเท้า เป็นต้น ควรปล่อยให้เขาทำเอง และเมื่อเขาทำได้ก็ควรชมเชยเขา เพื่อให้เขาเกิดความรู้สึกว่า "ไอ้เรานี่มันก็ใช้ได้นี่นา" และหากคุณพ่อคุณแม่ต้องการหลักสูตรเร่งรัด หมอแนะนำว่า หาโอกาสให้เขาได้ช่วยเราทำอะไรบ้าง เช่น ช่วยถือของ ช่วยล้างรถ ช่วยดูน้อง เป็นต้น อย่าลืมชมเชย และขอบอกขอบใจเขาด้วย เด็กที่มีโอกาสช่วยเหลือคุณพ่อคุณแม่นั้นจะเกิดความภาคภูมิใจและเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองว่า "ขนาดพ่อแม่ยังไว้วางใจให้ฉันช่วยเลย แปลว่าฉันนี่ก็ใช้ได้" หากเราเลี้ยงดูเขาแบบนี้ซักระยะ คุณพ่อคุณแม่จะสังเกตเห็นความมั่นใจในตนเองจากเขามากขึ้น โดยสังเกตได้จากสีหน้า แววตา การนั่งและการเดินของเขาครับ
2.ป้องกันการถูกรังแก วิธีที่ดีที่สุดคือ การอยู่รวมกับเพื่อน การอยู่รวมกับเพื่อนเป็นกลุ่ม เนื่องจากคงไม่มีเด็กเกเรคนไหนกล้าฝ่ากลุ่มเพื่อนของลูกเรา เพื่อมาแกล้งลูกเราคนเดียว ดังนั้น เราควรสอนให้ลูกรู้จักหาเพื่อนไว้มากๆ ยิ่งลูกของคุณพ่อเป็นที่รักของเพื่อนมากเท่าไหร่ หากเขาถูกแกล้งรับรองได้ว่า คนที่แกล้งเขาจะถูกกดดันจากกลุ่มเพื่อนของลูกอย่างแน่นอน
สรุปสั้นๆ ว่าหากอยากให้ลูกเข้มแข็งต้องฝึกให้เขาช่วยเหลือตัวเองให้มาก และจะดียิ่งหากเราสอนให้ลูกช่วยเหลือคนอื่นด้วย ส่วนการป้องการการถูกรังแกที่โรงเรียนที่ดีที่สุด คือ อยู่กับเพื่อนเป็นกลุ่มใหญ่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ไม่มีคุณครูอยู่ เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอครับ
นพ.อัศวิน นาคพงศ์พันธุ์
จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ จังหวัดเชียงใหม่

อย่าให้ลูกโตขึ้นเป็นเด็กมือแข็ง ไม่รู้จักไหว้ การไหว้อย่างสวยงาม ถูกต้อง ถือเป็นการแสดงออกถึงมารยาทที่ดีของของสังคมไทย แสดงออกถึงการมีสัมมาคารวะ อ่อนน้อมถ่อมตน เคารพผู้ใหญ่ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้ลูกไหว้อย่างถูกต้องและจริงใจนะคะ อย่าปล่อยให้ลูกไหว้มือเดียวแบบขอไปที และไหว้ไม่ถูกต้อง กลายเป็นเด็กมือแข็ง เดี๋ยวจะไม่น่ารักในสายตาผู้ใหญ่หรือผู้พบเห็นค่ะ
คุณพ่อคุณแม่ หรือผู้ปกครองควรสอนการไหว้ดังนี้
- ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง
คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกรู้จักการไหว้ได้ตั้งแต่ลูกอายุ 1 - 3 ปี โดยเริ่มจากการที่คุณพ่อคุณแม่ไหว้ให้ลูกดูเป็นตัวอย่าง ซึ่งในเด็กเล็กที่ยังพนมมือไม่เป็นนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรสอนโดยจับมือลูกให้พนมมือเข้าด้วยกันอย่างถูกต้อง โดยบอกให้ลูกรู้ว่านี่คือการไหว้ เป็นการแสดงออกที่สวยงามน่ารัก นอกจากนี้ เมื่อลูกได้เห็นคุณพ่อคุณแม่ยกมือไหว้คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย และผู้อาวุโสบ่อย ๆ ก็จะรู้ว่านี่เป็นพฤติกรรมที่ดีที่ควรกระทำ ซึ่งจะทำให้ลูกเลียนแบบและซึมซับพฤติกรรมนี้ได้ไม่ยาก
- สอนการไหว้อย่างถูกต้อง
คุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้ลูกไหว้ผู้อาวุโสและผู้มีพระคุณ ได้แก่ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ญาติผู้ใหญ่ ครู อาจารย์ โดยการพนมมือนิ้วชิดกัน พร้อมกับก้มศีรษะลงให้หัวแม่มือจรดกับปลายจมูก ปลายนิ้วแนบระหว่างคิ้ว และการไหว้บุคคลที่มีอาวุโสกว่าเล็กน้อยที่เคารพนับถือ โดยการพนมมือนิ้วชิดกันแล้วยกขึ้นพร้อมทั้งก้มศีรษะลงให้หัวแม่มือจรดปลายคาง ปลายนิ้วแนบปลายจมูก
- อย่าปล่อยเมื่อลูกไม่ยอมไหว้
ทุกครั้งที่ลูกมีท่าทีดื้อ หรือต่อต้านที่จะไหว้สวัสดีทักทายผู้ใหญ่ คุณพ่อคุณแม่ต้องไม่ยอมที่จะปล่อยตามใจลูกแต่ต้องเอาจริงเอาจังที่จะสอนให้ลูกตระหนักว่าการไหว้เป็นสิ่งสำคัญที่ลูกจะละเลยไม่ได้แต่ต้องปฏิบัติจนติดเป็นนิสัยความเคยชิน
คุณพ่อคุณแม่ควรปลูกฝังให้ลูกรู้จักไหว้จนเป็นนิสัย เพราะเด็กที่มีนิสัยนอบน้อม ยกมือไหว้ผู้ใหญ่ได้เองโดยที่ไม่ต้องมีใครมาคอยสั่ง ผู้ใหญ่ก็มักจะให้ความเมตตา เอ็นดู แต่ถ้าเด็กมีพฤติกรรม “มือแข็ง” เมื่อพบเจอผู้ใหญ่แล้วทำกิริยาเมินเฉย ปฏิเสธที่จะยกมือไหว้ เด็กคนนั้นก็จะถูกมองว่าเป็นเด็กที่แข็งกระด้าง ไม่น่ารักค่ะ แต่เด็กที่น่ารักมือไม้อ่อน ใครเห็นใครก็หลงรักค่ะ ถ้าลูกทำได้ คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมชื่นชมลูกด้วยนะคะ เพียงเท่านี้ลูกก็จะรู้สึกดีใจและอยากทำสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ชมลูก..
ขอบคุณข้อมมูลจาก : MGR Online

5 ประโยค ที่ไม่ควรพูดกับลูก เมื่อพาลูกมาหาหมอฟัน
เมื่อลูกต้องไปหาหมอฟัน คุณพ่อคุณแม่หลายท่านก็อดเป็นห่วงว่าลูกจะเจ็บ จะกลัว ไม่กล้าพบหมอ โดยใช้คำพูดที่ทำให้เด็กสบายใจ ไม่ดีเลยค่ะ จากใจคุณหมอขอร้องคุณพ่อคุณแม่กับ 5 ประโยคที่ไม่ควรพูดกับลูก เมื่อต้องพามาหาหมอ พูดไม่ได้แล้วต้องพูดแบบไหนละ คุณหมอตุ๊กตา เพจฟันน้ำนม มีคำแนะนำมาให้แล้วค่ะ
1.หยุดร้องเลย ถ้าไม่หยุดจะให้หมอถอนฟัน
นี่คือการขู่แบบไร้ตรรกะ ไม่มีเหตุผล ไม่เป็นความจริง ไม่มีหมอฟันคนไหนจับเด็กร้องไห้ไปถอนฟันเล่นหรอกค่ะ เด็กร้องไห้เป็นเรื่องปกติ หมอฟันรับได้ ไม่มีปัญหา ไม่ต้องเกรงใจ ไม่ต้องกังวลค่ะ
พูดแบบนี้ดีกว่า : ทำฟันนิดนึงนะ หมอจะช่วยให้หนูมีฟันแข็งแรง หมอจะช่วยให้หนูหายปวดฟัน
2. ไหน ๆ ใครแกล้ง
ไม่มีใครแกล้ง มีแต่คนจะช่วยให้เด็กมีฟันที่ดี ช่วยให้เด็กหายปวดฟัน อย่าสร้างภาพให้หมอฟันเป็นนางมารร้ายเลยนะคะ
พูดแบบนี้ดีกว่า : คุณหมอจะช่วยให้หนูมีฟันที่ดีและแข็งแรงนะ
3.วันนี้ไม่ทำอะไร ดูอย่างเดียว (แต่จริง ๆ ต้องถอนฟัน)
อย่าโกหก อย่าทำให้ลูกไม่ไว้วางใจ เพราะสุดท้ายหลังจากถอนฟันเสร็จ แม่คิดว่าเค้าจะรู้สึกอย่างไร ไหนบอกว่าจะดูอย่างเดียว แล้วต่อไปเค้าจะเชื่ออะไรแม่ได้มั๊ย
พูดแบบนี้ดีกว่า : วันนี้ต้องหยิบฟันออกนะ หมอจะช่วยให้หนูหายปวดฟันนะ
4. ไม่ต้องกลัว ถ้าเจ็บเดี๋ยวแม่ตีหมอ
อย่าสอนให้ลูกแก้ปัญหาด้วยการทำร้ายคนอื่น หมอฟันจะช่วยให้รักษาฟันให้ ไม่สอนให้ลูกตีหมอนะคะ
พูดแบบนี้ดีกว่า : เจ็บแป๊บเดียว เดี๋ยวก็หาย หมอฟันจะช่วยให้หนูไม่ปวดฟันอีกนะ
5. โอ๋ ๆ แม่จะไม่พามาอีกแล้ว
อย่าสร้างภาพให้หมอฟันน่ากลัว อย่าโยนความผิดให้หมอฟันที่ทำลูกเจ็บ ย้อนกลับไปถึงสาเหตุนะคะ ที่ลูกฟันผุเพราะใคร เพราะอะไร เมื่อถึงวันนี้ที่ลูกฟันผุลุกลามจนต้องถอนฟัน ได้โปรดอย่ากล่าวโทษว่าเป็นความผิดของหมอฟันเลยค่ะ
พูดแบบนี้ดีกว่า : เดี๋ยวทำฟันเสร็จหมด หนูจะมีฟันที่สวยแข็งแรงแล้วนะ
หลายครั้งที่พ่อแม่พูดออกมาแบบไม่คิดอะไร แค่อยากปลอบให้ลูกหยุดร้องไห้ แต่คำพูดที่พูดออกมามันส่งผลเสียมากมายกับเด็ก และบั่นทอนจิตใจหมอฟันจริง ๆ ปรับประโยคการพูดอีกนิด ปรับวิธีการโอ๋ลูกอีกหน่อย เพื่อปรับทัศนคติเรื่องการทำฟันของเด็ก ๆ นะคะ จากใจหมอฟันหลายคนที่หลายครั้งก็อ่อนล้าเหลือเกินค่ะ
รักลูก Community of The Experts
ทพญ. ปวีณา คุณนาเมือง
ทันตแพทย์เฉพาะทางด้านทันตกรรมสำหรับเด็ก
เจ้าของเพจ "ฟันน้ำนม"
โตไปไม่โกง จะไม่ใช่แค่คำพูดให้ดูเท่ ดูเก๋ ถ้าพ่อแม่สอนลูกด้วยวิธีที่ได้ผลจริง แค่เริ่มจากตัวเองค่ะ เพราะทุกวันนี้จิตสำนึกของคนเราหายไปเยอะมาก ไม่ว่าเด็ก วัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ ทั้ง โกงข้อสอบ โกงเงิน โกงการงาน เห็นข่าวก็บ่อยครั้ง ฉะนั้นมาเร่ิมที่สถาบันครอบครัวกันก่อนเลยค่ะ ว่าจะสอนเด็กๆ อย่างไรดี ให้โตไปไม่โกง
5 วิธีสอนลูกให้โตไปไม่โกง
1. ซื่อสัตย์สุจริตให้ลูกเห็น
การยึดมั่นในความสัตย์จริง และสิ่งที่ถูต้องดีงาม รู้จักแยกแยะถูกผิด ปฏิบัติต่อตนเองและผู้อื่นโดยชอบ ไม่คดโกง เช่น สอนให้เขาไม่หยิบของของคนอื่น ซื่อสัตย์ต่อการทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เพราะปัญหาทุจริตคอรัปชั่นที่เราพบกันบ่อยคือ การไม่ซื่อสัตย์ต่อเวลางาน ไม่รับผิดชอบต่องาน ทำให้งานที่ออกมาไม่มีคุณภาพ
2. สอนให้ลูกรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง
มีจิตสำนึกในบทบาทและหน้าที่ของตัวเอง และปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด เคารพกฎเกณฑ์กติกา พร้อมให้ตรวจสอบการกระทำได้เสมอ หากมีการทำผิดก็พร้อมที่จะยอมรับและแก้ไข ที่สำคัญคือรับผิดชอบต่อผลของการกระทำของตนเอง เช่น เมื่อทำความผิด เมื่อลูกยอมรับว่าหนูเป็นคนทำเอง พ่อแม่ต้องบอกว่าไม่เป็นไร แล้วก็ช่วยกันแก้ไข ซึ่งจะทำให้เขารับผิดชอบกับสิ่งที่เขาทำ
3. มีความเป็นธรรมทางสังคม
การปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกันอย่างมีเหตุผล โดยไม่เลือกปฏิบัติต่อเพศ เชื้อชาติ ชนชั้น สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม และการที่ไม่เอาเปรียบใคร เพราะคนที่ทุจริตคือคนที่เอาเปรียบคนอื่น คนไม่เคารพกฎเกณฑ์กติกา นึกถึงตัวเองเป็นหลัก ดังนั้น การจะสอนเด็กๆ ให้เข้าใจได้ด้วยเรื่องง่ายๆ เช่น เรื่องการเคารพกติกา ไฟแดง ไฟเขียว มีไว้เพื่ออะไร เพื่อที่จะผลัดกันใช้ คนที่ใช้รถก็ต้องเคารพคนที่เดินถนน คนที่เดินถนนก็ต้องให้ผู้ใช้รถไปด้วย เป็นการจัดการให้สังคมเป็นระบบระเบียบมากขึ้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม
หรือสอนเรื่องพื้นฐานง่ายๆ อย่างในโรงเรียน ทำไมห้องสมุดต้องเงียบ ก็เพราะว่าเพื่อนเราอ่านหนังสืออยู่ ทำไมห้ามกินขนม เพราะว่ามดหรือแมลงสาบจะไปทำลายหนังสือ เด็กๆ ก็จะไม่กินขนม เพราะกลัวว่าหนังสือของเขาจะเสียหาย หรือการเรียงแถวรับขนม เพื่อให้รู้จักความเป็นธรรม การมาก่อนมาหลัง ได้สิทธิ์ตามนั้น ก็จะเป็นการปลูกฝังความเป็นธรรมให้เด็กได้
4. มีจิตสาธารณะ
การมีจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม ตระหนักรู้และนึกถึงสังคมส่วนรวม มีความรับผิดชอบในการกระทำของตัวเอง เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียหายต่อส่วนรวม และพร้อมที่จะเสียสละส่วนตนเพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม การทำเพื่อส่วนรวม คือการอาสา ที่มีภาระส่วนตัวด้วย แต่ก็ต้องทำ เพราะว่าเราแคร์ส่วนรวม เช่น มีคนทำน้ำหก แม้เราจะไม่ได้ทำ แต่เด็กดีจะรับอาสามาช่วยเช็ดน้ำให้ อาจจะเซ็งบ้าง แต่ก็ทำ แม้การช่วยผู้อื่นมันคือภาระอย่างหนึ่งแต่ก็เป็นความเมตตากรุณาในสังคม เมื่อโตไป เวลามีเรื่อง หรือเห็นใครเดือนร้อนเขาก็จะเข้าไปช่วยทันที
5. เป็นอยู่อย่างพอเพียง
การดำเนินชีวิตโดยยึดหลักความพอประมาณ ซื่อตรง ไม่ละโมบโลภมาก รู้จักยับยั้งชั่งใจ และไม่เอาเปรียบหรือเบียดเบียนตัวเองและผู้อื่น ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้เราระลึกได้ว่า เงินไม่ใช่คำตอบทุกอย่าง มันคือการที่เรามีความสุข อยู่กับตัวเอง อยู่กับครอบครัวพอใจกับสิ่งที่มี สิ่งที่เป็น
เมื่อพ่อแม่สอนให้ลูกรู้จักความดี รู้จักการช่วยเหลือผู้อื่น และปลูกฝังด้วยกระบวนการเหล่านี้แล้ว เด็ก ๆ จะซาบซึ้ง และซึมซับความดีงามได้อย่างง่าย ๆ เลยค่ะ
คุณแม่แต่ละคนก็มีวิธีสอนลูก ฝึกวินัยลูก ที่แตกต่างกัน แต่อารมณ์ของคุณแม่ก็มักจะคล้ายๆ กัน ซึ่งมี 3 ระดับ คือ คุณแม่เบอร์ 1 คุณแม่เบอร์ 5 และคุณแม่เบอร์ 10 มาสำรวจกันค่ะ ว่าเราต้องเป็นแบบแม่เบอร์ไหน ที่จะฝึกวินัยลูกได้สำเร็จ แถมยังได้ใจลูกอีกด้วย
คุณแม่เบอร์ 1
คุณแม่เบอร์นี้จะมีความใจเย็นเฉียบ มีความอดทนในการพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เก็บอารมณ์โมโหได้ เพราะเข้าใจลูกว่าลูกแค่ช้าไม่ได้ขี้เกียจหรือไร้วินัย แค่ต้องบอกบ่อยๆ เท่านั้นเอง
ทุกครั้งที่ฝึกวินัยลูก
- พูดบ่อย พูดไปเรื่อยๆ
- ไม่มีท่าทีหนักแน่น จริงจัง
- ไม่เน้นเสียง ไม่พูดเสียงดังกับลูก
ข้อดี
- ลูกไม่รู้สึกว่าโดนบังคับ รู้สึกแม่ใจดีจัง
ข้อเสีย
- ลูกไม่เชื่อฟังในเรื่องที่ต้องจริงจัง
- จากสอนกลายเป็นคำบ่นที่ไร้ความหมาย
คุณแม่เบอร์ 5
เป็นคุณแม่ที่เก็บอารมณ์โมโหได้ แต่จะจริงจังในสิ่งที่บอก เน้นเสียงให้ลูกเข้าใจว่าแม่กำลังสอนอยู่ กำลังบอกอยู่ อยากให้ลูกทำ และก็มีเหตุผลเสมอ
ทุกครั้งที่ฝึกวินัยลูก
- มักจะจริงจัง - เด็ดขาด
- มาพร้อมน้ำเสียงที่หนักแน่น จริงจัง ชัดเจน
- ไม่บังคับ แต่เพิ่มตัวเลือกให้ลูกตัดสินใจ
ข้อดี
- ลูกรับรู้ว่าแม่กำลังจริงจังกับสิ่งที่พูด คำพูดของแม่จึงมีความหมายบางอย่างที่ต้องทำตาม
ข้อเสีย
- ประเด็นที่อยากสอนอาจจะเปลี่ยน หากแม่เผลอใช้อารมณ์
- ต้องหาจุดสมดุลในการสอนให้เจอ
คุณแม่เบอร์ 10
เป็นคุณแม่ที่สอนพร้อมกับอารมณ์ส่วนตัว ขี้โมโห ไม่อดทนในการสอนลูก ไม่มีการบอกซ้ำครั้งที่สอง มักใช้เสียงดังขู่ลูกให้กลัวเสมอ
ทุกครั้งที่ฝึกวินัยลูก
- รุนแรง-ก้าวร้าว
- ทุกครั้งที่ฝึกวินัยลูก
- ปรี๊ดแตกทันทีถ้าลูกไม่ฟัง
- ใช้คำพูดเชิงลบกับลูก เช่น ตำหนิ ขู่
ข้อดี
- ไม่มีเลย แม่ที่ใช้อารมณ์ ลูกจะจดจำแต่อารมณ์โกรธ หงุดหงุด และไม่จำสิ่งที่แม่สอน
ข้อเสีย
- ปิดกั้นการรับรู้ และเรียนรู้สิ่งที่แม่ต้องการสอนได้น้อยลง เพราะลูกรู้สึกว่า “ถูกตำหนิ” จากคำพูดเชิงลบของแม่
เป็นการหยิบยกมาแค่ 3 ระดับนะคะ คุณแม่บางท่านอาจจะมีหลายเบอร์แล้วแต่สถานการณ์ก็ได้ ทางที่ดีต้องสอนลูกแบบคุณแม่เบอร์ 1 และ คุณแม่เบอร์ 5 สลับกันไปค่ะ
โดย พญ.เสาวภา พรจินดารักษ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็กโรงพยาบาล BNH เจ้าของเพจ “หมอเสาวภา เลี้ยงลูกเชิงบวก” งานรักลูกEF@school ที่โรงเรียนเกษมพิทยา
--------------------------------------------------------------------------------
ตัวช่วยสำหรับคุณพ่อคุณแม่ แก้ปัญหา ปรับพฤติกรรมให้เด็กๆ ได้ด้วย ชุดหนังสือนิทานและเกมพัฒนาทักษะ EF พร้อมรับฟรี!! กิจกรรมสนุกๆ และเกมเล่นล้อมรัก รวมมูลค่ากว่า 3,000 บาท
สินค้ามีจำนวนจำกัด ขอสงวนสิทธิ์เปลี่ยนแปลงของสมนาคุณตามเงื่อนไขของบริษัทฯ
สอบถามและสั่งซื้อสินค้าได้ที่ Line@ : @raklukeclub (คลิกที่ภาพได้เลยค่ะ)