บ้านฟินแลนด์ไม่มีของเล่นเยอะแยะ เพราะกิจกรรมรอบตัวเด็ก สามารถเรียนรู้ได้ ส่วนปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดฟินแลนด์โมเดลได้คือ “พ่อแม่ ผู้ปกครอง” อยากเข้าใกล้การเรียนรู้แบบฟินแลนด์โมเดล ทำได้อย่างไร ฟังครูจุ๊ย กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิคณะก้าวหน้า
ติดตามรักลูก Podcast ได้ที่
Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB
Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX
Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

ลงทุนเพื่อการศึกษาลูก เริ่มจากเลือกโรงเรียนจนถึงการออม
ทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของพ่อแม่ก็คือลูก ในหนังสือมีลูกกี่คนก็รวยได้นั้น ได้มีสิ่งหนึ่งที่ได้เขียนไว้ว่า การที่โบราณว่ามีลูกหนึ่งคนจนไป 7 ปีนั้นไม่จริง เพราะต่อให้เป็นคนที่ไม่มีลูกแล้วไม่ขวนขวายทำงาน ไม่ประหยัดอดออมก็จนไป 7 ปีหรือมากกว่าได้ ในขณะที่เลี้ยงลูกให้ได้ดี ลูกแต่ละคนประสบความสำเร็จในชีวิตก็กลับมาเลี้ยงดูแลพ่อแม่ กลับดีเสียยิ่งกว่าเหมือนกับถูกหวยเป็นสิบงวดกันเลยทีเดียว นี่ยังไม่นับการที่อาจจะเกิดเหตุไม่คาดคิดกับคุณพ่อคุณแม่ การเตรียมพร้อมเรื่องการศึกษาให้ลูกในวันนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ
เลือกโรงเรียนเรื่องสำคัญ
ในขณะที่เขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนและหาเงินให้งอกเงย ก็เลยอยากจะฝากในส่วนของการลงทุนที่ดีที่สุดในชีวิตของเรา คือการให้การศึกษากับลูก การอบรมสั่งสอนให้เขาเป็นคนดีมีจริยธรรมและดูแลตัวเขาและคนที่เขารักได้ การที่เราจะทำตรงนี้ได้ ก็มาถึงการเตรียมความพร้อมเรื่องกำลังกายและทุนทรัพย์เพื่อให้ลูกเราได้เข้าโรงเรียนที่เหมาะกับเขาที่สุด ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญก็คือการเลือกโรงเรียนให้ลูก เพราะการเลือกนี้จะมีผลต่อเขาไปตลอดชีวิต เพราะที่นี่จะเป็นสังคมของเขา เพื่อนสนิทของเขา ครูอาจารย์ แนวความคิด การแสดงออกกับบุคคลอื่นนอกเหนือจากบุคคลในครอบครัว และไปจนถึงสายวิชาที่เขาชอบ สู่ภาควิชาที่เขาสนใจและนำไปสู่อาชีพและการดำเนินชีวิตเขาในที่สุด
ในขณะที่สังคมปัจจุบันมีเปลี่ยนแปลงไป ทั้งสภาพแวดล้อม การศึกษา เศรษฐกิจ ปัจจุบันแต่ละครอบครัวมีลูกน้อยลง บางครอบครัวมีลูกแค่หนึ่งคนหรือสองคนเท่านั้นเอง แต่จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น กลับทำให้การแข่งขันในยุคปัจจุบันยิ่งสูงขึ้น พ่อแม่จึงทุ่มเทให้กับลูกทุกๆ ด้านโดยเฉพาะในด้านการศึกษาเพื่อเป็นการปูทางอนาคตให้กับลูก ซึ่ง แนวทางในการเลือกโรงเรียนจึงหนีไม่พ้น... แนวทางการเรียนการสอน จำนวนนักเรียนต่อห้อง สภาพแวดล้อมของโรงเรียน การเรียนต่อเนื่องจนจบมัธยมปลาย ความเป็นศิษย์เก่าของพ่อหรือแม่ ครูอาจารย์และบุคคลากร ระยะเวลาเดินทาง การมองถึงอนาคตอาชีพการงาน เพื่อนร่วมชั้น ค่าใช้จ่าย ซึ่งสมัยก่อนอาจจะมีแค่โรงเรียนรัฐกับโรงเรียนเอกชน แต่ปัจจุบันการศึกษาของแต่ละโรงเรียนมีให้เลือกมากขึ้น เช่น โรงเรียนเครือสาธิต โรงเรียนคาทอลิก โรงเรียนวิถีพุทธ โรงเรียนอินเตอร์ โรงเรียนสองภาษา
นำโด่งฝั่งโรงเรียนรัฐก็คือโรงเรียนเครือสาธิต เพราะตอบโจทย์ได้เกือบทุกข้อ ตั้งแต่แนวทางการเรียนการสอนที่มีการปรับปรุงตามยุคสมัย สอดคล้องกับสังคมในปัจจุบัน จำนวนนักเรียนต่อห้องไม่มากแถมยังมีครูอาจารย์ห้องละ 2-3 คน มีอาจารย์นิสิตช่วยฝึกสอนเพิ่มเติมอีก แถมมีอาจารย์เฉพาะแต่ละวิชาแต่ละท่านก็สำเร็จระดับปริญญาและทำงานวิจัยทางด้านการศึกษามายาวนาน ส่วนสภาพแวดล้อมไม่ต้องพูดถึงเรียนในรั้วมหาวิทยาลัย บางทีเหมือนเห็นลูกเข้ามหาวิทยาลัยนั้นกลายๆ แถมเรียนได้ถึง 12 ปีจนจบมัธยมปลายเหนื่อยครั้งเดียวตอนเข้าป. 1 แถมค่าใช้จ่ายก็ถูก
และเนื่องจากที่ตั้งเป็นมหาวิทยาลัยการเดินทางจึงมักสะดวกสบายเข้าได้หลายทางมี บริการทั้งขนส่งสาธารณะ และที่สำคัญคือเพื่อนร่วมห้อง จะประกอบไปด้วยเด็กที่เก่งมากๆ สอบเข้ามา 100 คนจากเด็กเป็น 1000 และเด็กธรรมดาที่พ่อแม่เป็นบุคคลากรของมหาวิทยาลัยหรือผู้ทำคุณประโยชน์ต่อโรงเรียน เพื่อนร่วมห้องจึงที่มีทั้งคนที่ฐานะดีกว่ามากๆ และคนที่มีโอกาสด้อยกว่าลูกเรา มีการเรียนแบบสหศึกษาคือมีสัดส่วนทั้งเพื่อนหญิงเพื่อนชายในแต่ละห้อง และทุกคนสามารถเป็นเพื่อนกันได้ สะท้อนสังคมจริงๆ ที่ลูกเราจะออกไปเจอ
ในขณะที่ฝั่งโรงเรียนเอกชน โรงเรียนเครือคาทอลิกก็มาแรงสม่ำเสมอ แถมปัจจุบันโรงเรียนอินเตอร์ก็สอดแทรกมาเป็นดวงใจของพ่อแม่ ว่าด้วยเรื่องความสำคัญของภาษา แต่ที่แตกต่างคือเครือคาทอลิกเรามักจะนึกถึงความเข้มแข็งทางวิชาการ ความเคร่งครัดในระเบียบวินัย ซึ่งลูกจะได้รับการฝึกฝนดูแลเป็นอย่างดี มีความผูกพันแน่นแฟ้นในกลุ่มเพื่อนฝูงในรุ่นเดียวกัน และมักจะแยกหญิงชายชัดเจน ใช้ระยะเวลาเรียนร่วมกันยาวนานโดยส่วนใหญ่ตั้งแต่ระดับประถมต้นจนถึงระดับมัธยมปลาย จึงเป็นกลุ่มที่มีความสนิทสนมทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องและแน่นแฟ้นกันมากส่งต่อถึงกลุ่มทำงานในอนาคตด้วย แต่ตรงข้ามกับโรงเรียนอินเตอร์ที่นักเรียนมักจะย้ายตามพ่อแม่ที่เป็น Expat มาทำงานจึงมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย การมีเพื่อนที่สนิทมากๆ จะจำกัดกว่า ลักษณะการเรียนการสอนจะเป็นทักษะการใช้ชีวิตการตัดสินใจและเน้นการอยู่ร่วมกันทำงานร่วมกันกับการใช้ชีวิตมากกว่าคร่ำเคร่งในเรื่องวิชาการ ไม่ต้องพูดถึงภาษาที่ลูกมีโอกาสพัฒนาถึงขีดสุด จนเกือบเหมือน Native Language ประกอบกับแหล่งความรู้ในปัจจุบันที่สามารถหาได้จากทาง Social Media ต่างๆ การได้เปรียบในเรื่องภาษาจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ
วางแผนให้พร้อมเพื่ออนาคตลูก
แต่ที่สำคัญกว่าคือค่าใช้จ่ายแตกต่างกันมาก คือตกปีละไม่ถึงหมื่นเป็นปีละหลายแสน และถ้าเลือกสายโรงเรียนอินเตอร์ต้องพร้อมรับค่าใช้จ่ายการศึกษาที่อาจจะต้องไปต่อปริญญาตรีในต่างประเทศ ฉะนั้นหลักการเก็บสตางค์ให้ลูกสำหรับการวางแผนการศึกษาควรมีขั้นตอนดังนี้ค่ะ
- ศึกษาว่าตั้งแต่ลูกเริ่มเรียนจนจบปริญญาตรีต้องใช้เงินทั้งหมดเท่าไร
- แบ่งช่วงการเก็บเงินเป็น 4 ช่วง คือฃ
ช่วงที่ 1 : 7 ปีแรก คือแรกเกิดจน 7 ขวบ หรือก่อนเข้าป.1
ช่วงที่ 2 : 6 ปีที่ 2 คือช่วงประถม ป.1-ป.6
ช่วงที่ 3 : 6 ปีที่ 3 คือช่วงมัธยม ม. 1- ม.6
ช่วงที่ 4 : 4 ปีของปริญญาตรี
- ช่วง 23 ปีนี้ขอให้เก็บ 20% ของรายได้ทุกปีสำหรับการศึกษาของลูก ซึ่งจะมากกว่าหรือน้อยนี้ขึ้นอยู่กับว่าเงินเก็บช่วงที่ 1 ระยะเวลา 7 ปีแรกจะมีเงินก้อนพอส่งลูกเรียนตลอด 6 ปีของชั้นประถม ขณะที่เงินเก็บชั้นประถมเพียงพอที่จะส่งมัธยม และเงินเก็บมัธยมอย่างน้อยเพียงพอส่งครึ่งหนึ่งของปริญญาตรี และระหว่างเรียนปริญญาตรีถ้าเงินเก็บมัธยมสะสมเพียงพอก็มีโอกาสส่งเรียน ปริญญาโทหรือมีเงินก้อนให้ลูกอยากลองประกอบอาชีพอิสระ
- การนำเงินก้อนนี้มาลงทุน ขึ้นอยู่กับความรู้ความชำนาญของคุณ ในต่างประเทศมักแนะนำให้ลงทุนในหุ้นเพราะมีระยะเวลาพอควร แต่ถ้าคุณไม่ชำนาญมาได้ไกลสุดคือกองทุน LTF. กองทุนหุ้นที่นำไปหักลดหย่อนภาษีและมีระยะเวลาลงทุนอย่างน้อย 5 ปี หรือซื้อประกันที่ได้ผลตอบแทนและเงินต้นตามเงื่อนเวลาที่เราวางแผนไว้ ถ้าไม่ถนัดก็เอาเป็นเงินฝากหรือซื้อพันธบัตรไปก่อนแล้วกันค่ะ
- ทบทวนทุกๆ ปี เพราะค่าใช้จ่ายอาจเพิ่มขึ้น หรือเงินที่กันไว้อาจมากหรือน้อยไป การเก็บมากไปคงไม่เป็นไรแต่การเก็บน้อยไปนี่คงต้องรีบเร่งทำเวลากันสักนิดนะ คะ
นอกจากการวางแผนเก็บเงินเพื่อการศึกษาให้ลูกจะมีความสำคัญ แต่การที่พ่อแม่ช่วยลูกให้มีความฉลาดทั้งทางด้านบุคลิกและอารมณ์ รวมทั้งการให้ลูกมีโอกาสศึกษาเล่าเรียนให้ดีที่สุด จะทำให้เราจะได้รับผลตอบแทนสูงสุดคือการที่ลูกของเราประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิตและเติบโตเป็นคนดีของสังคมต่อไป ดูแลตัวเขาและคนที่เขารักต่อไปค่ะ และอาจจะเป็นการลงทุนที่พ่อแม่มีความสุขที่สุดนะคะ

ลูกควรไปโรงเรียนตอนอายุเท่าไหร่? ถึงจะดีที่สุด
สมองของเด็กมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วมาก โดยเฉพาะช่วง 0-5 ปีแรก ซึ่งหากเทียบการเติบโตสมองเป็นต้นไม้ กิ่งก้านสาขาจะแตกกิ่งมากมายจนทางการแพทย์เรียกว่า รากประสาท แต่ขณะเดียวกันธรรมชาติของการเจริญเติบโตของสมองจะมีการตัดริดกิ่งของรากประสาท ให้พัฒนาเฉพาะสิ่งที่ได้เรียนรู้ในวัย 2-5 ปี และเกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ จนโต
การเรียนรู้ของเด็ก ตามพัฒนาการมาจากการหลอมรวมกันของการกระตุ้นประสาทสัมผัส ซึ่งในเด็กเล็กเรียนรู้ได้ตั้งแต่ที่บ้านผ่านการสัมผัส การเล่น การมีกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งจะช่วยพัฒนาทักษะ 4 ด้าน ได้แก่ กล้ามเนื้อมัดเล็ก กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ภาษา สังคม และอย่าลืมว่าเด็กที่มีรากประสาทเติบโตมากมาย ก็มาจากระบบการศึกษาและตัวอย่างในสังคมที่เด็กรับรู้ด้วย ดังนั้นการเรียนของเด็กวัย 0-5 ปีเรียนรู้ได้ทั้งจากที่บ้านและนอกบ้าน
พื้นฐานและตัวอย่างในครอบครัวจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ของเด็ก ควรได้รับการปลูกฝังที่ดีจากครอบครัวที่อบอุ่น และมีความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาลูกในมุมของพัฒนาการเด็ก ดังนั้นหากครอบครัวที่ไม่พร้อม ไม่มีเวลา ขาดการดูแลที่ไม่เหมาะสมตามวัยก็อาจทำให้เด็กมีพัฒนาล่าช้า ไม่พร้อมสำหรับการเรียนรู้ในโรงเรียนร่วมกับเด็กคนอื่น
การตัดสินใจให้เด็กเข้าเรียน ควรคำนึงถึงพัฒนาการทางอารมณ์ด้วย เด็กในวัยก่อน 3 ขวบ โดยปกติทางพัฒนาการจะกลัวคนแปลกหน้า และกลัวแยกจากผู้เลี้ยงดู การเข้าโรงเรียนเร็วกว่า 3 ขวบ อาจจะส่งผลทำให้เด็กเกิดความวิตกกังวลจากการแยกจาก (Separation Anxiety) ซึ่งบางคนงอแงมาก ปวดท้อง อาเจียน ฉี่ราด อึราด ก้าวร้าว อาละวาด หรือมีพฤติกรรมไม่พูด ต่อต้าน ก็มี ซึ่งหากเด็กมีอาการเหล่านี้ควรไปพบกุมารแพทย์หรือจิตแพทย์เด็กเพื่อรับคำปรึกษาดูแล
ดังนั้นเด็กควรจะพิจารณาการเข้าโรงเรียนหลังอายุ 3 ขวบ เด็กบางคนก็ยังมีอาการไม่พร้อมจะไปเรียนได้บ้าง ปัจจัยที่จะเกื้อหนุนให้เด็กปรับตัวได้ ได้แก่ บ้านและโรงเรียน ต้องร่วมมือกันช่วยให้เด็กมั่นใจและมีความพร้อมกายใจในการรับความรู้จากโรงเรียน ซึ่งการเรียนของเด็กเตรียมอนุบาลและอนุบาล ควรเน้นไปที่พัฒนาการเพราะสมองของเด็กเป็นวัยที่กำลังพัฒนาได้รวดเร็วมาก การเรียนควรเรียนรู้ผ่านการเล่น ไม่ควรเน้นวิชาการมากเกินไปจะทำให้เด็กได้รับความเครียด กดดันและเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ในอนาคต และที่สำคัญหากระบบการเรียนการสอนไปทำร้ายเด็ก เช่น บังคับให้เขียน บังคับให้กิน ทำโทษรุนแรง เป็นต้น ก็จะทำให้เด็กเกิดอารมณ์เครียดมาก สมองของเด็กจะจำได้และปิดกั้นการเจริญเติบโตของรากประสาท ทำให้ไม่อยากเรียนหนังสือในระบบได้
สรุปว่า เด็ก 0-5 ปีรากประสาทในสมองเจริญเติบโตได้เร็ว การเห็นและมีประสบการณ์ที่ดีจะทำให้เด็กมีพัฒนาการดีสมวัย สำหรับเรื่องพัฒนาการร่างกาย ทางอารมณ์และความคิด เด็กควรเข้าสู่ระบบโรงเรียนนอกบ้านหลัง 3 ขวบ
รักลูก Community of The Experts
นพ.ธันวรุจน์ บูรณสุขสกุล
จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลพระรามเก้า

สพฐ.เล็งออกหนังสือเวียนกำชับ 2.9 หมื่นโรงเรียน คุมเข้มเด็กแบกกระเป๋าหนักมาเรียน ย้ำน้ำหนักกระเป๋าอยู่ที่15 % ของน้ำหนักตัวเด็กชี้ "รมว.ศธ."ห่วงสุขภาพนร.
กรณีนักเรียน โรงเรียนชุมแพศึกษา ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ สะพายกระเป๋านักเรียนหนัก 10 กิโลกรัม เป็นเหตุให้กระดูกต้นคอหัก นั้น
ล่าสุด ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เปิดเผยเรื่องนี้สพฐ.ไม่ได้นิ่งนอนใจได้กำชับให้ผอ.ร.ร.ชุมแพศึกษา คุมเข้มในเรื่องนี้ ขณะเดียวกันก็ให้มาตรการเป็นระยะๆ เพื่อให้เขตพื้นที่การศึกษาเฝ้าระวังเรื่องนี้และมีมาตรต่อเนื่อง
"น้ำหนักของกระเป๋านักเรียนที่เด็กสะพายไปโรงเรียนในแต่ละวัน ตามมาตรฐานโลก กำหนดเอาไว้ว่า น้ำหนักของกระเป๋าอยู่ที่10-20 % ของน้ำหนักตัวเด็ก ยกตัวอย่างหากนักเรียนน้ำหนักตัว 20 กิโลกรัม ต้องสะพายกระเป๋านักเรียนน้ำหนักไม่เกิน 2- 4กก.ขณะที่ค่าเฉลี่ยเมืองไทยน้ำหนักของกระเป๋าอยู่ที่15 % ของน้ำหนักตัวเด็ก ซึ่งมาตรการนี้ใช้มานานกว่า10ปี" เลขาธิการ กพฐ.กล่าว
เลขาธิการ กพฐ.กล่าวอีกว่า ค่าเฉลี่ยเมืองไทยน้ำหนักของกระเป๋าอยู่ที่15 % ของน้ำหนักตัวเด็ก เมื่อแยกเป็นระดับชั้นจะมีสัดส่วนที่ต่างกันดังนี้ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่1(ป.1) ป.1- ป.2 น้ำหนักของกระเป๋าเรียนอยู่ที่3 กก. ,นักเรียนชั้นป.3-ป.4 น้ำหนักของกระเป๋าเรียนอยู่ที่ 3.5 กก. ส่วนน้ำหนักของกระเป๋าเรียนชั้นป.5-6 ไม่เกิน 4 กก.เช่นเดียวกับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ตั้งแต่ชั้นม.1-ม.6 น้ำหนักของกระเป๋าอยู่ที่ 15 % ของน้ำหนักตัวเด็ก
"ฝากครู พ่อแม่ผู้ปกครอง ดูแลเอาใจใส่น้ำหนักของกระเป๋าเรียนของเด็กๆด้วย ขณะที่คุณครูผู้สอนควรดูแลเรื่องการจัดตารางสอนให้เหมาะสม เพื่อเด็กลดภาระในการแบกกระเป๋าหนัก ถ้าหากโรงเรียนที่มีความพร้อมอาจจจะจัดทำเป็นล็อกเกอร์ หรือตู้เฉพาะเพื่อจัดเก็บหนังสือเรียน ไม่ต้องแบกไป-กลับบ้านทุกวัน" เลขาธิการ กพฐ. กล่าว
ที่มา : คมชัดลึก

ในโลกแห่งยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ที่เป็นพ่อแม่ย่อมอยากสร้างพื้นฐานการศึกษาควบคู่กับสร้างทักษะการใช้ชีวิตที่ดีในอนาคตให้ลูก ซึ่งโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต เป็นโรงเรียนที่มีจุดมุ่งหมายในการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตให้เด็ก เราจึงอยากพาไปทำความรู้จักโรงเรียนแห่งนี้ จาก ดร.อภิรมณ อุไรรัตน์ CEO, Satit Rangsit พร้อมแล้วเปิดประตูรั้วเข้าสู่โรงเรียนแห่งนี้ไปพร้อมๆ กัน
ทำความรู้จัก SBS ให้มากขึ้น ในงาน Open house
อยากเชิญชวนผู้ปกครองมาทำความรู้จัก SBS ให้มากขึ้น เพราะเรามีหลักสูตรที่เหมาะสมสำหรับเด็กยุคนี้ ต้องเป็นหลักสูตรที่เตรียมความพร้อมเด็กสำหรับในอนาคต ซึ่ง SBS ไม่เพียงแต่เตรียมเด็กเข้ามหาวิทยาลัยเท่านั้น เรายังเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้ชีวิต การทำงานและการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข เพื่อให้เด็ก ๆ ประสบความสำเร็จในชีวิต หากผู้ปกครองสนใจที่จะหาโรงเรียนที่เหมาะกับตัวตนของลูก และให้เด็กได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขก็อยากให้เข้ามารู้จัก SBS ของเราค่ะ
โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต (SBS) หนึ่งเดียวในเครือสาธิตที่ใช้หลักสูตร IB และ Cambridge
ด้วย SBS มีจุดมุ่งหมายที่จะเตรียมนักเรียนให้พร้อมสำหรับอนาคต เราจึงมองหาหลักสูตร ว่าหลักสูตรอะไรที่จะเตรียมให้เด็ก ๆ พร้อม ซึ่งต้องเป็นหลักสูตรที่เหมาะกับการศึกษาของประเทศไทย และต้องเป็นหลักสูตรที่เตรียมพร้อมกับการเรียนระดับนานาชาติด้วย เพราะฉะนั้นเราจึงผสมผสานหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการกับหลักสูตรของเรา นั่นคือถ้าเป็นระดับชั้นอนุบาล และประถมศึกษา จะเป็นหลักสูตร IB PYP ส่วนระดับชั้นมัธยมศึกษาจะเป็นหลักสูตร Cambridge เพื่อที่เด็ก ๆ จะได้มีโอกาสไปศึกษาต่อต่างประเทศได้

เตรียมเด็กให้พร้อมกับโลกวันข้างหน้า
จุดมุ่งหมายของ SBS เราต้องการเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้ชีวิต และการทำงานในอนาคตให้เด็ก ๆ อย่างเด็ก ๆ ระดับชั้นอนุบาลเราจะเตรียมเรื่องพื้นฐานให้พร้อม คือ เราเป็น International Bilingual Curriculum การสอนในห้องเรียนเราจะเป็นแบบ Bilingual จริง ๆ เพื่อที่เวลาเด็ก ๆ โตไปแล้วเขาสามารถจะเป็น Bilingual อย่างแท้จริง ก็คือพูดทั้ง 2 ภาษาได้อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งพื้นฐานเรื่องภาษาสำคัญ เพราะจะสามารถเปิดโลกให้เขามีศักยภาพในการแข่งขันกับคนอื่น ๆ ในนาคต ทั้งเรื่องการเรียนและในการทำงานในอนาคตได้

มุ่งเน้นทั้งวิชาการ และทักษะชีวิต เพื่อก้าวสู่อนาคตที่มั่นคง
SBS มีหน้าที่ในการเตรียมนักเรียนให้พร้อมสำหรับทุก ๆ อย่างในการใช้ชีวิตในอนาคต เพราะฉะนั้นถ้าจะให้มองด้านวิชาการอย่างเดียวมันไม่เพียงพอ แต่เราจะต้องเตรียมองค์ประกอบอื่น ๆ ที่สำคัญให้เด็ก ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นทักษะขั้นพื้นฐานในการใช้ชีวิต ทักษะการสื่อสาร การทำงานร่วมกับคนอื่น การเป็นผู้นำ มันเป็นองค์ประกอบสำคัญที่เด็ก ๆ จะต้องได้รับการพัฒนาควบคู่ไปด้วยระหว่างการเรียน ซึ่งทักษะการใช้ชีวิตเหล่านี้สำคัญ เพราะเป็นการเตรียมความพร้อมให้เขาเป็นวัยรุ่น เป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต
เราเตรียมเด็กไว้สำหรับอนาคต เตรียมเด็กสำหรับ 20 ข้างหน้า ฉะนั้นการเรียนการสอนและหลักสูตรมันต้องก้าวหน้าไปมาก แต่ถ้ากระบวนการสอนของเรา หลักสูตรของเรามันล้าหลังเราจะไม่สามารถเตรียมเด็กให้เขาแข่งขันให้ทันโลกได้ เราจึงได้ปรับเรื่องหลักสูตร และกระบวนการสอนต้องปรับด้วย และสิ่งสำคัญที่สุดคือคนที่อยู่กับเด็กในห้องเรียนก็คือครู ต้องมีการปรับและสนับสนุนการเรียนของเด็กได้อย่างดี

เพียบพร้อมทั้งสถานที่ และอุปกรณ์การเรียน
เราพยายามเตรียมความพร้อมของเด็ก ๆ ในทุกองค์ประกอบ เพราะเรามองว่าโลกในศตวรรษที่ 21 เด็ก ๆ ต้องมี Skill ดังนั้นรูปแบบการเรียนต้องเปลี่ยนแปลงจากรูปแบบเดิม เราได้มีการพัฒนารูปแบบการเรียนให้สอดคล้องกัน เช่น เราทำ Maker space ขึ้นมา เพื่อให้เด็กได้ปลูกไผ่ซึ่งเป็นพืชการเกษตรที่สำคัญของบ้านเรา ซึ่งในกระบวนการก็จะสอดแทรกการเรียนรู้เรื่องวัฒนธรรมไปด้วย แต่ขณะเดียวกันก็จะได้เรียนรู้เรื่องการคัดเลือกพันธุ์ และเมื่อปลูกเสร็จเด็ก ๆ ก็นำมาผลิตเป็นชิ้นงาน เป็น Product และเรียนต่อในด้าน Business ว่าจะเอาไปทำตลาดอย่างไร ทำแผนธุรกิจอย่างไร เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ และที่สำคัญในกระบวนการนี้ได้สอดแทรกทุกองค์วิชาความรู้เข้าไปด้วย


คัดเลือกบุคลากรคุณภาพ
การจะสอนให้ได้คุณภาพ สิ่งสำคัญคืออยู่ที่บุคลากรด้วย ซึ่งโรงเรียนของเราชั้นอนุบาลและประถมศึกษาใช้หลักสูตร IB PYP เพราะฉะนั้นบุคลากรทุกคนที่อยู่ในห้องเรียนต้องผ่านกระบวนการการเทรนนิ่งให้ได้มาตรฐานของ International Baccalaureate จึงมั่นใจได้เลยว่าบุคลากรของเราจะดูแลเด็ก ๆ ได้อย่างดีแน่นอน
ส่วนในระดับมัธยมศึกษาเราใช้หลักสูตร Cambridge คุณครูทุกคนที่มาสอนต้องสามารถสอนในหลักสูตรของ Cambridge ได้ และเราเป็น PDQ Center คือเป็นศูนย์สอบและศูนย์พัฒนาครูของ Cambridge คุณครูที่ SBS เป็นเทรนเนอร์ให้กับครูอื่น ๆ อีกที ดังนั้นมั่นใจได้เลยว่าบุคลากรที่มาอยู่กับเรามีคุณภาพที่ดีแน่นอน

เรียนในสิ่งที่ตนเองสนใจ
ในยุคปัจจุบัน เป็นยุคที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โรงเรียนที่ดีทั่วไปให้ความรู้ด้านวิชาการ แต่ SBS เรามองว่าการที่เราจะเตรียมเด็กคนหนึ่งให้พร้อมต่ออนาคต ทุก ๆ อย่างมันต้องอยู่ในรายละเอียด เพราะฉะนั้นการเรียนของเราจึงเป็นการเรียนแบบ Personalized เรียนในสิ่งที่ตัวเองสนใจ ซึ่งคุณครูจะมีการวางแผนการเรียนและดูแลนักเรียนเป็นรายบุคคล ดูแลถึงความต้องการของเขา พัฒนาการด้านต่าง ๆ ที่เขาควรจะได้รับ ซึ่งการเรียนแบบนี้จะเห็นเลยว่า นักเรียนของเราจะมีความสุขกับการเรียน
ซึ่งการสอนของเราจะไม่ได้เป็นการสอนแบบรายวิชา แต่เราเรียนเป็นธีม ซึ่งธีมที่เราเรียนจะเป็นธีมที่อยู่ในชีวิตจริง โดยเป็นการสอนแบบ Real world problem เช่น ปัญหาที่อยู่ในโลกตอนนี้คืออะไร ก็จะหยิบเรื่องนั้นมาเป็น Current issue ของการเรียน ซึ่งการเรียนแบบนี้เรียกว่า Unit of enquiry ใน 1 เทอมก็อาจจะมี 4 Unit และที่มากกว่านั้นคือ เด็กแต่ละคนมีความสนใจไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นในห้องเรียน 1 ห้อง ก็จะมี Station ให้นักเรียนเลือกเรียน เขาสามารถเลือกได้ว่าจะเรียนแบบไหนที่เหมาะกับตัวเอง เหมาะกับความสนใจของตัวเอง ซึ่งคุณครูของเราก็จะคอยสนับสนุนความสนใจของเด็ก ๆ แต่ละคนได้อย่างดี ซึ่งการเรียนแบบนี้เด็กจะสามารถสัมผัส จดจำ และเชื่อมโยงได้ว่าสิ่งที่เขาเรียนกับชีวิตจริงเขาจะนำไปใช้อย่างไร

ปรับตัวอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสถานการณ์ไวรัสโคโรนา
ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ทุกคนต้องปรับตัว โดยโรงเรียนเรามีการปรับตัวในเรื่องการเรียนออนไลน์ด้วย ซึ่งสิ่งสำคัญของการเรียนออนไลน์ที่คิดว่าเป็นสูตรสำเร็จ คือ การที่ครูมี Attention to detail และ Personalized approach ในเรื่องของการเรียนให้กับเด็กเป็นรายบุคคลทำให้เด็กสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับครู ก็จะทำให้เด็กไม่เบื่อ แต่เมื่อไหร่ที่ครูยังสอนแบบเดิมเหมือนในห้องเรียนแบบโบราณ คือเลคเชอร์อย่างเดียว แล้วพอไปสอนออนไลน์ก็ทำเหมือนเดิม เด็กก็จะเบื่อทันที เพราะเขาต้องนั่งจ้องจอเป็นเวลาหลายชั่วโมง ดังนั้น การเรียนในหนึ่งชั่วโมง ครูต้องแบ่งกิจกรรมเป็นช่วง ๆ เช่น 15 นาทีแรกเป็น Interaction ช่วงต่อไปให้เด็กทำกิจกรรมร่วมกันกับเพื่อนเป็นกลุ่ม ๆ โดยให้เด็กเข้ามาร่วมพูดคุยแสดงความคิดเห็นกันในกลุ่มของตัวเองและกับครู เพื่อให้ได้ผลสรุปต่อไป และดูความเหมาะสมของแต่ละวิชาว่าจะสามารถทำกิจกรรมแบบไหนผ่านทางออนไลน์ได้บ้าง
ซึ่งการเรียนออนไลน์ในช่วงแรก ๆ ที่มีการปรับเปลี่ยน เราพบว่ามันไม่มีปัญหา เพราะครูของเรา พยายามดึงความสนใจของเด็ก ในทุก ๆ บทเรียน เพราะฉะนั้นพอเขา เด็ก ๆ ก็จะสนุก และมีความสุข ไม่รู้สึกว่ามันน่าเบื่อจังเลย


เพิ่มทางเลือกการเรียนให้เด็ก ๆ
ปฎิเสธไม่ได้ว่าการเรียนในปัจจุบันต้องเรียนผ่านทางออนไลน์มากขึ้น แต่สิ่งสำคัญก็ขึ้นอยู่กับช่วงวัยด้วย ถ้าเป็นระดับมัธยมปลายหรือมหาวิทยาลัยการเรียนออนไลน์ก็อาจจะเหมาะกับเขามากกว่า แต่ถ้าเด็กเล็ก การมาโรงเรียนเพื่อที่เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน มีการติดต่อสื่อสารด้วยกัน โดยเฉพาะการมาเจอครูที่จะคอยหล่อหลอมและช่วยเช็คตัวตนของเด็กยังมีความจำเป็นอยู่มาก
แต่ที่ SBS เราให้ทางเลือกับนักเรียนด้วย เขาสามารถเลือกเรียนได้ว่าจะเรียนออนไลน์หรือมาโรงเรียน เราให้เด็ก ๆ ได้เลือกของเขาเอง และที่สำคัญเรากับผู้ปกครองจะมีการทำ workshop ด้วยกันตลอด ว่ารูปแบบการเรียนจะเป็นแบบไหน อยู่ที่บ้านต้องดูแลเด็กอย่างไร และในส่วนที่ผู้ปกครองไม่สามารถดูแลเด็ก ๆ ในช่วงเรียนออนไลน์ที่บ้านได้ เราจะมีคณะครูไปที่บ้าน เพื่อที่จะช่วยดูแลเด็กด้วย เพราะฉะนั้นผู้ปกครองหมดกังวลได้

SBS เปิดโอกาสการเรียนให้กว้างขึ้น
ที่ SBS เราดีไซน์หลักสูตรการเรียนขึ้นมาเพื่อที่เด็กจะสามารถไปเรียนต่อที่ไหนก็ได้ สิ่งนี้คือหัวใจหลักที่โรงเรียนทำเลย เด็กที่จบจากเราสามารถสอบเข้าแพทย์ได้ ในขณะที่เด็กอินเตอร์ส่วนใหญ่ทำไม่ได้เพราะเขาไม่เข้าใจภาษาไทย เขาไม่สามารถทำข้อสอบภาษาไทยได้ แต่เด็กของเราสามารถทำได้ และในขณะเดียวกันยังสามารถสอบ IGSE และ A level ได้ A เพื่อที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศได้ แต่เด็กที่เรียนหลักสูตรไทยต้องไปเรียนพื้นฐานกันใหม่หมด เพราะเขาไม่ได้จบหลักสูตร Cambridge
ฉะนั้นทำไมเราไม่ทำหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้กว้างสำหรับเด็ก เพราะการเรียนของเด็กต้องเปิดโอกาสให้กว้างขึ้นเรื่อย ๆ แต่หลักสูตรที่มีอยู่ในบ้านเราส่วนใหญ่เรียนแล้วตีกรอบให้แคบลง ดังนั้นการสร้างโอกาสทางการศึกษาของนักเรียนให้เขาสามารถเลือกเรียนได้หลายทางจึงเป็นหัวใจสำคัญของหลักสูตรที่ SBS ค่ะ

ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่>> www.sbs.ac.th

การเตรียมความพร้อมก่อนไปโรงเรียนให้กับเด็กถือเป็นเรื่องสำคัญมากที่พ่อแม่จะต้องทำ ทั้งการเตรียมความพร้อมด้านร่างกาย และการเตรียมความพร้อมด้านจิตใจมีความสำคัญมากที่สุด
เด็กที่เตรียมความพร้อมมาได้ดี จะปรับตัวได้เร็ว มีความสุขกับการไปโรงเรียน สนุกสนานกับกิจกรรม เล่นกับเพื่อนได้เป็นอย่างดี ส่วนเด็กที่ไม่ได้เตรียมความพร้อม เด็กอาจจะปรับตัวได้ยาก งอแง ไม่อยากไปโรงเรียน ไม่เล่นกับเพื่อน ไม่สนุกกับกิจกรรมใดๆ ดังนั้น ก่อนไปโรงเรียน เป็นช่วงสำคัญที่ต้องเตรียมกันให้พร้อม สิ่งที่พ่อแม่จะช่วยเตรียมตัวความพร้อมก่อนไปโรงเรียน มีดังนี้
1.ฝึกให้เด็กช่วยเหลือตัวเอง
พ่อแม่ควรฝึกให้เด็กดูแลตัวเอง ทำสิ่งง่ายๆ ได้ด้วยตัวเอง เพราะเมื่ออยู่ที่โรงเรียนเด็กจะต้องดูแลตัวเองมากขึ้น แม้ว่าครูจะคอยดูแล และพยายามฝึกเด็กให้ช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ที่โรงเรียนก็มีเด็กจำนวนมากที่ครูต้องดูแล เด็กที่ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ค่อยได้ ก็ต้องรอความช่วยเหลือจากครู
ดังนั้น พ่อแม่ควรฝึกให้เด็กทำได้หลายๆ อย่าง ดังนี้
- ฝึกให้เด็กคุ้นเคยกับการนั่งกินข้าวที่โต๊ะเป็นเวลา และร่วมโต๊ะกับผู้ใหญ่
- เด็กจะได้พยายามเลียนแบบ ฝึกให้เด็กตักกินเอง
- แม้ว่าจะหกเลอะเทอะก็ต้องปล่อยให้ฝึกไป
- หาจานช้อนชามที่มีสีสันน่ารักชวนกินและหยิบจับได้สะดวกเหมาะมือของเด็ก
- ชมเชยให้กำลังใจ เด็กทุกครั้ง
- ฝึกให้เด็กแต่งตัวเองได้ อาจจะติดกระดุมได้บ้าง
- ฝึกให้เด็กใส่รองเท้าเองได้
- จัดตู้เสื้อผ้าให้หยิบง่าย สะดวก และให้เด็กหัดเลือกเสื้อผ้าใส่เอง
- แนะนำการแต่งตัวไปตามลำดับ เช่น เริ่มจากเสื้อ กางเกง ถุงเท้า รองเท้า
- เตือนให้ไปเข้าห้องน้ำเมื่อถึงเวลา โดยต้องประมาณเวลาสัก 2 - 3 ชั่วโมงหลังจากดื่มนม-น้ำ สอนเด็กว่า ค่อยกลับมาเล่นใหม่ได้ ให้เข้าห้องน้ำให้ทัน
- อธิบายให้ฟังถึงขั้นตอนการใช้ห้องน้ำ เมื่อต้องไปเข้าห้องน้ำเอง ไปลำดับ เริ่มตั้งแต่กอดกางเกง นั่ง ทำความสะอาด สวมกางเกง
- กดน้ำ ล้างมือทุกครั้ง
- สอนให้เด็ทำความสะอาดด้วยตัวเอง อื่นๆ
- ฝึกให้มีความคล่องแคล่วว่องไว
- สามารถวิ่งเล่นได้
- เล่นเครื่องเล่นสนามได้
- ฝึกให้เด็กรู้จักระมัดระวัง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ
พ่อแม่ควรฝึกให้เด็กดูแลตัวเองให้เหมาะสมตามวัย เพราะการที่เด็กดูแลตัวเองได้ เด็กจะรู้สึกว่าพึ่งตัวเองได้ นำไปสู่ความรู้สึกมั่นคงและเป็นสุข และที่สำคัญในการฝึกพ่อแม่ต้องให้คำชมเชยแก่เด็ก ให้กำลังใจ ทำให้การฝึกเป็นเรื่องสนุกสนาน ไม่ใช่ฝึกไป ตำหนิไป เด็กจะเบื่อ ไม่ชอบ ที่จะช่วยเหลือตัวเองไปเลย
2.ฝึกให้เด็กบอกความต้องการได้
พ่อแม่ต้องฝึกให้เด็กบอกถึงความต้องการของตัวเอง บอกความรู้สึกแบบง่ายๆ ได้ พ่อแม่ต้องใจเย็น อดทน ไม่ทำอะไรให้โดยที่เด็กยังไม่ร้องขอ เพราะเมื่อเด็กไปโรงเรียนใหม่ๆ ครูจะยังไม่รู้ว่าเด็กแต่ละคนเป็นอย่างไร ชอบอะไร ต้องการอะไร รู้สึกอย่างไร ดังนั้นต้องฝึกให้เด็กรู้จักที่จะบอกความต้องการของตัวเอง
บอกความต้องการ
- ต้องไม่ทำให้เด็กจนกว่า เด็กจะบอกว่าต้องการอะไร
- ไม่เดาใจ ไม่พูดแทนเด็ก แต่ใช้วิธีตั้งคำถามกลับให้เด็กตอบ ให้เด็กบอกความรู้สึกออกมาด้วยการค่อย ๆ ถามไถ่ เพื่อให้ค่อยๆ พูดออกมา
- ฝึกให้เด็กรู้จักพูด พูดบอกคนอื่นได้ว่า ตัวเองต้องการอะไร เช่น อยากเข้าห้องน้ำ หิวน้ำ หิวนม ถุงเท้าหาย เพื่อนแกล้ง
- เมื่อเด็กพูดไม่ชัด พ่อแม่และคนในครอบครัวจะต้องพูดคำที่ถูกต้องกับเด็ก หัดให้เด็กพูดให้ชัด เพราะเมื่อไปโรงเรียนแล้ว ไม่มีใครสามารถเดาคำศัพท์แปลกๆ ของเด็กได้
- ฝึกให้เด็กรู้จักฟังคนอื่นพูด จะได้ทำกิจกรรมต่างๆ อย่างสนุกสนาน ควรฝึกการออกคำสั่งที่ชัดเจนสั้นๆ ให้เด็กปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง เมื่อลูกทำได้ก็ให้ทำตามคำสั่งต่อเนื่อง ซับซ้อนขึ้น เช่น หยิบเสื้อ กระโปรง เอาไปวางบนโต๊ะแล้วหยิบรองเท้าถุงเท้ามาให้แม่
- ฝึกการฟังด้วยการเล่านิทานก่อนนอน พ่อแม่ต้องตั้งคำถาม เพื่อฝึกการจับใจความ ฝึกการคิด ดังนั้น คำถามไม่ควรเป็นคำถามที่ตอบแค่ใช่หรือไม่ใช่ ฝึกให้แก้ปัญหาด้วยตนเอง อย่ารีบช่วยคิด หรือช่วยแก้ปัญหา
- พ่อแม่จะต้องดูจังหวะที่จะเข้าไปช่วย เพราะเด็กจะขาดทักษะในการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
- เมื่อเด็กทำไม่ได้ให้ใช้วิธีชี้แนะแต่ไม่ใช่ทำให้ พ่อแม่ควรให้กำลังใจและชมเชยเมื่อเด็กแก้ปัญหาได้เอง
3.ฝึกการรอคอย และการยอมรับกติกา
เมื่อไปอยู่ที่โรงเรียนเด็กจะต้องรอคอยแน่นอน เพราะห้องในเรียนมีเด็กหลายคน ดังนั้นต้องเริ่มฝึกตั้งแต่การรอคอยระยะสั้นๆ ไม่นานนัก และเริ่มให้รอเพื่อทำสิ่งที่เด็กสนใจ
- ต้องไม่ตอบสนองในทันทีที่เด็กต้องการ
- บอกให้รู้ว่าเมื่อรอ แล้วอีกไม่นานก็จะได้ ให้เด็กไปเล่นร่วมกับเด็กอื่น ๆ ที่ต้องการการเข้าคิว ต่อแถว หรือชี้ให้เห็น เมื่อต้องมีการเข้าคิวเวลาออกไปทำธุระนอกบ้าน เพื่อให้เด็กเห็นเป็นตัวอย่างและเข้าใจชัดเจนขึ้น
- ฝึกการรอคอย หัดรอแม่ทำอะไรบางอย่างให้ โดยที่แม่ตั้งเงื่อนไขที่จะให้รางวัลกับเด็ก หากเด็กรอด้วยความอดทน ไม่งอแง เช่น “แม่เจียวไข่เสร็จแล้ว เราไปเล่นลูกบอลด้วยกัน” ซึ่งแม่ต้องรักษาสัญญา การฝึกนี้จึงจะได้ผล เพื่อให้เด็กไว้ใจในคำมั่นสัญญา ฝึกให้เด็กรอได้มีความสำคัญมาก เพราะยังหมายถึงการรอให้ถึงเวลากลับบ้านด้วย ซึ่งนี่เป็นเรื่องใหญ่ของเด็กเมื่อไปโรงเรียนใหม่ๆ การรักษาคำพูดของพ่อแม่ต้องเป็นเรื่องที่ลูกมั่นใจได้ ผึกเตรียมใจสำหรับการจากกัน เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะมีผลกระทบด้านจิตใจ
ดังนั้นเมื่อพ่อแม่จะออกจากบ้านไปทำงานหรือไปไหน จะต้องบอกเด็กว่าจะไปไหนและจะกลับเมื่อไหร่ แม้ว่าเด็กจะร้องตามหรือร้องไห้ แต่เมื่อทำจนคุ้นเคย เด็กจะเรียนรู้ว่า แม้จะร้องไห้ยังไงพ่อแม่ก็ต้องไป แต่พ่อแม่ก็จะกลับมาตามเวลาที่บอกไว้
- ฝึกการยอมรับกติกา เมื่อออกคำสั่งให้เด็กทำอะไร จะต้องบอกว่าทำเพื่ออะไร หรือทำเพราะอะไร ใช้คำอธิบายที่ไม่ซับซ้อนเพื่อปูพื้นฐานให้เด็กรู้จักเหตุและผล และรู้ถึงผลของสิ่งที่จะปฏิบัติ และให้โอกาสเด็กได้แสดงความคิดเห็น และ ร่วมตั้งกติกาด้วยจะช่วยให้เด็กเต็มใจทำยิ่งขึ้น
เมื่อฝึกให้เด็กได้เรียนรู้และยอมรับกฎกติกาอย่างเต็มใจ เมื่อไปโรงเรียนเด็กจะยอมรับในกฎ ข้อบังคับ ข้อห้ามของครูได้ หมั่นพาเด็กไปสถานที่ใหม่ๆ เพื่อให้โอกาสเด็กได้ปรับตัวกับสถานที่และกติกาของที่นั้นๆ ให้เด็กได้มีโอกาสพบและเล่นกับเด็กในวัยเดียวกัน เช่น พาไปสนามเด็กเล่น ไปบ้านเพื่อน บ้านญาติที่มีเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน สร้างทัศนคติที่ดีต่อโรงเรียน สร้างความคุ้นเคยกับสถานที่และบรรยากาศใหม่ๆ โดยหาโอกาสพาเด็กไปเที่ยวโรงเรียนที่คาดว่าจะให้เด็กไปเรียน ให้รู้สึกเหมือนกับการไปเที่ยว เด็กๆ มักจะติดใจและอยากไปโรงเรียนอีก เพราะโรงเรียนมีสนามเด็กเล่นและมีของเล่นให้เล่นสนุก พ่อแม่ควรจะพูดคุยกับถึงสิ่งที่จะได้พบที่โรงเรียน เช่น กิจกรรมสนุกสนาน ครู เพื่อน ของเล่น สนามเด็กเล่น และกิจกรรมต่างๆ ที่จะได้ทำที่โรงเรียน ทำไมจะต้องไปโรงเรียน
4.สร้างบรรยากาศ อยากไปโรงเรียน
- ให้พี่หรือญาติเป็นตัวอย่าง พ่อแม่เพียงย้ำให้เด็กรู้ว่า อีกไม่นานก็จะได้ไปโรงเรียน ได้แต่งชุดนักเรียนสวยๆ หล่อๆ เหมือนกับพี่ๆ
- หาหนังสือนิทานที่มีเรื่องราวสนุกสนานเกี่ยวกับโรงเรียน หรือข้อเสียของการที่ไม่ได้เรียนหนังสือมาอ่านให้ฟัง
- ชวนคุยถึงเรื่องการไปโรงเรียน อยากไปเล่นที่สนามเด็กเล่นหรือไปนั่งชิงช้าเล่นกับเพื่อนๆ อีกไหม หรือเล่นสมมติเป็นครูนักเรียน เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับการโรงเรียน
- ฝึกเด็กให้อยู่ร่วมกับแปลกหน้า เพราะการที่ต้องแยกจากพ่อแม่ ไปอยู่กับครูที่เด็กไม่คุ้นเคยกันมาก่อน ย่อมจะทำให้เด็กกลัวการพลัดพราก โดยในขณะที่เด็กจะไม่มีพ่อแม่อยู่ด้วยหรือไปด้วยในบางครั้ง จะต้องบอกเด็กให้รู้ว่า พ่อแม่จะไม่อยู่ด้วย แต่เดี๋ยวก็จะกลับมาใหม่
- ปรับเรื่องของเวลา กิน นอน การทำกิจวัตรประจำวัน ให้สอดคล้องกับช่วงเปิดเทอมของเด็กให้มากที่สุด โดยเฉพาะเวลาเข้านอนและเวลาตื่น จัดจำนวนมื้ออาหารให้ใกล้เคียงกับที่โรงเรียนจะจัดให้
- ชวนเด็กไปเลือกซื้อของใช้ต่างๆ ทั้งกระเป๋า รองเท้า ถุงเท้า กระติกน้ำ สีเทียน สีไม้ เครื่องเขียนประจำตัว และอื่นๆ
ข้อสำคัญคือ ต้องวางแผนลางาน หรืออาจต้องหยุดงานเพื่อให้เวลากับลูกในช่วงแรกของการไปโรงเรียน เพื่อคอยดูเด็กในช่วงแรก ฝึกให้เด็กเข้านอนเร็วขึ้น เพื่อให้ได้พักผ่อนเต็มที่ ตื่นขึ้นมาตอนเช้าจะได้สดใสพร้อมไปโรงเรียน สำหรับวันไปโรงเรียนจริงๆ วางแผนการจัดเตรียมอาหาร เวลาอาบน้ำแต่งตัวของเด็ก และเผื่อเวลาสำหรับการเดินทาง พ่อแม่ต้องมีท่าทีที่สบายๆ ดูไม่กังวลหรือเครียด จะช่วยให้เด็กรู้สึกว่าการไปโรงเรียนเป็นเรื่องปกติ และไม่น่ากลัวอะไร

เช็กด่วน ๆ เปิดเทอมนี้คุณพ่อคุณแม่มี 3 ไอเทมติดกระเป๋าลูกหรือยังคะ ต้องเตรียมพร้อม! ก่อนเปิดเรียนใหม่แบบ New Normal เพื่อความปลอดภัยของลูก และห่างไกลจากโควิดค่ะ
3 ไอเทมติดกระเป๋านักเรียนวิถีใหม่ สิ่งที่ต้องเตรียม ได้แก่
1.หน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้า
เตรียมสำหรับใส่ออกจากบ้าน 1 อัน และควรมีติดกระเป๋าไว้อีก 1 อัน เผื่อทำหายระหว่างวันหรืออันเก่าเกิดเปียกชื้น ก็ควรเปลี่ยนทันที เพื่อประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อโรค
2.เจลล้างมือ หรือสเปรย์แอลกฮอล์
ขนาดพกพา สำหรับทำความสะอาดมือ ป้องกันเชื้อโรค
3.ผ้าเช็ดหน้า หรือกระดาษเช็ดหน้า
รวมถึงกระดาษทิชชู่แบบเปียก สำหรับใช้เช็ดทำความสะอาดโต๊ะ เก้าอี้ หรือสิ่งของอื่น ๆ ก่อนสัมผัสนั่นเอง
การเปิดโรงเรียนในครั้งนี้ ถือว่ามีความเสี่ยงสูงไม่น้อยไปกว่าการเปิดห้างสรรพสินค้า เพราะโรงเรียนถือเป็นสถานที่ที่มีผู้คนมากมาย และต้องใช้เวลาร่วมกันนานนับหลายชั่วโมง ก่อนเปิดเรียน โรงเรียนจึงควรเตรียมการให้พร้อม สำรองอุปกรณ์ และไอเทมต่างๆ เอาไว้ให้เพียงพอ และปฏิบัติตามมาตรการอย่างเข้มงวด เพื่อสุขอนามัยที่ดีของลูกค่ะ
เด็ก ๆ ใกล้จะเปิดเทอมกันแล้ว คุณพ่อคุณแม่และเจ้าตัวเล็กพร้อมหรือยังเอ่ย? ภารกิจแรกวันนี้ ขอเสนอกับช่วงเตรียมความรู้ปูพื้นฐานให้ลูกก่อนไปโรงเรียนกันค่ะ จะต้องเตรียมตัวอย่างไร สอนลูกให้เรียนรู้อะไรบ้าง มาดูกันเลยยย!
ทักษะพื้นฐานวัยอนุบาล
การเตรียมตัวลูกน้อย ก่อนเข้าเรียนชั้นอนุบาล เรื่องการปูพื้นฐานความรู้เป็นสิ่งจำเป็นที่พ่อแม่ต้องสอนลูกนะคะ
-
ทักษะการเขียน เริ่มจากการซื้อหนังสือหัดเขียน ก-ฮ โดยมีคุณแม่หรือคุณพ่อ จับมือลูกเขียนตามรอยเส้นปะ หลังจากนั้นพอลูกเริ่มสามารถเขียนเองได้แล้ว สอนลูกให้เขียนชื่อจริง นามสกุล และชื่อเล่นของตัวเอง พร้อมกับให้อ่านออกเสียง
-
ทักษะการท่องจำ นอกจากการสอนลูกให้เขียนตามรอยปะ ต้องสอนให้ลูกอ่าน พยัญชนะ ก-ฮ และอักษรภาษาอังกฤษ A-Z โดยมีคุณพ่อคุณแม่เป็นคุณครูคนแรกค่ะ ปัจจุบันได้มีโปสเตอร์ ที่มีรูปภาพและคำประกอบ ภาษาไทย อังกฤษ เมื่อเรากด จะมีเสียงของคำนั้นๆ ออกมาด้วยค่ะ ง่ายต่อการเรียนรู้มากๆ
-
ทักษะการบวกเลขง่ายๆ เช่น 1+1 = 2 เป็นต้น เรื่องการบวกเลข ลบเลข เรื่องนี้จะไม่บังคับหรือเครียดกับลูกมากเกินไป ถ้าลูกตอบไม่ได้นะคะ เราควรต้องให้เวลาให้ลูกได้เรียนรู้ ยกตัวอย่างการสอน เรื่องสัญลักษณ์การบวก เท่ากับเพิ่มขึ้น สัญลักษณ์ลบ เท่ากับลบออก ลองหยิบผลไม้มาเป็นตัวช่วยดูสิ แอปเปิ้ล 1 ผล บวกกับ แอปเปิ้ล 1 ผล เท่ากับเท่าไหร่ค่ะ ถ้าลูกตอบได้ อาจมีรางวัลเล็กๆ ให้ลูกพอดีใจ เพื่อเป็นกำลังใจในการเรียนรู้ครั้งต่อไปนะคะ
ทักษะพื้นฐานวัยปฐมต้น
ผ่านชั้นอนุบาลมาได้แล้ว การเตรียมตัวขั้นตอนไปคือการขึ้นชั้น ป.1 อีกหนึ่งก้าวของความสำเร็จของลูก ดีใจด้วยนะคะ ต่อไปเป็นก้าวที่สองแล้ว เรามาเตรียมทบทวนความรู้ที่เคยเรียน พร้อมเสริมวิชาใหม่ๆ ให้ลูก เพื่อเพิ่มความรู้คูณสองกันค่ะ
-
ทักษะการเขียน ทบทวนวิชาภาษาไทย โดยมีคุณพ่อกับคุณแม่เป็นคุณครูสอนนะคะ เริ่มจากการเขียนชื่อ นามสกุล และชื่อเล่นของเจ้าตัวเล็กให้ถูกต้อง ถึงแม้ลูกอาจยังเขียนผิดๆ ถูกๆ บ้าง หากพ่อแม่คอยสอนทบทวน เรื่องความรู้ที่ลูกเรียนในแต่ละวัน สอนการเขียนคำที่ถูกต้อง ไม่นานค่ะ ลูกจะเริ่มจำและเรียนรู้ จนสามารถอ่านออก เขียนได้ถูกต้องทุกคำ
-
ทักษะการท่องจำ ซื้อหนังสือนิทาน บัตรคำศัพท์มาคอยให้ลูกได้ฝึกฝนคำศัพท์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษค่ะ ในเวลาว่างช่วงปิดเทอม ช่วยลูกเล่นเกมส์ทายสิอะไรเอ่ย ให้ทายคำภาษาไทย แล้วพูดเป็นภาษาอังกฤษ ถ้าทายถูกต้องรับไปเลย 1 ดาว แค่นี้ลูกก็มีกำลังใจและอยากจะเรียนรู้ความรู้ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีกแน่นอนค่ะ
-
ทักษะตัวเลข สอนลูกท่องจำเรื่องตัวเลข การเขียน สัญลักษณ์การลบ บวก คูณ เด็กวัยนี้ต้องเริ่มท่องสูตรคูณแล้วนะคะ อาจเริ่มที่ง่ายๆ ก่อน คือ แม่ 2 สอนลูกให้ท่องสูตรคูณก่อนนอน หรือตื่นเช้ามาท่อง เพื่อให้เขาได้จำ แล้วคุณแม่อย่าลืมทดสอบความจำของลูกด้วยนะคะ
การปูพื้นฐานให้ลูกก่อนไปโรงเรียนถือเป็นเรื่องที่ดีนะคะ เป็นการเตรียมความพร้อมของลูกกับการเรียนต่างๆ ฝึกให้เขาคุ้นชินกับการท่องจำ การฝึกพูด อ่าน เขียน ภาษาไทยให้ถูกต้อง คนที่มีความรู้ก่อน มักจะได้เปรียบคนอื่นเสมอค่ะ หวังว่าบทความนี้จะให้ความรู้ ข้อแนะนำดี ๆ ที่มีประโยชน์ให้หลายครอบครัวนำไปใช้ เพื่ออนาคตที่ดีของลูกนะคะ

เรียนฟรี 15 ปี เด็กไทยได้อะไรบ้าง
เคยได้ยินมาตลอดเกี่ยวกับนโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่คุณพ่อคุณแม่ทราบหรือไม่ว่าในปีแต่ละปีนั้นรัฐจ่ายอะไรให้กับการศึกษาของลูกเราบ้าง และแต่ละปี เด็กจะได้รับการสนับสนุนเท่าไหร่ เรามาดูกันค่ะ
กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ ซึ่งแต่ละปีการศึกษาจะมีการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนใน 5 หมวด ได้แก่
ค่าเล่าเรียนแบ่งเป็น
ก. การศึกษาในระบบที่เด็กนักเรียนจะได้รับการสนับสนุนต่อหัวอยู่ที่
- อนุบาลคนละ 1,700 บาทต่อปี
- ประถมศึกษา คนละ 1,900 บาทต่อปี
- มัธยมต้น คนละ 3,500 บาทต่อปี
- มัธยม ปลาย คนละ 3,800 บาทต่อปี
- ปวช.(ช่างอุตสาหกรรม) คนละ 6,500 บาทต่อปี,
(พาณิชยกรรม) คนละ 4,900 บาทต่อปี,
(คหกรรม) คนละ 5,500 บาทต่อปี
(ศิลปกรรม) คนละ 6,200 บาทต่อปี
(เกษตรกรรมทั่วไป) คนละ 5,500 บาทต่อปี
(เกษตรกรรมปฏิรูป) คนละ 11,900 บาทต่อปี
- ปวช.คนละ 4,240 บาทต่อปี
หมายเหตุ :
- มีการเพิ่มการอุดหนุนแก่นักเรียนอนุบาล 3 ขวบในโรงเรียนเอกชน
- ปรับเพิ่มอัตราอุดหนุนให้โรงเรียนดอกชนอีกร้อยละ 10
หนังสือเรียน
กระทรวงศึกษาธิการฯ จะจัดสรรงบประมาณค่าหนังสือเรียนให้สถานศึกษาเป็นผู้บริหารจัดการเอง แต่ต้องกำหนดวิธีการให้ถูกต้องตามระเบียบของราชการ และให้มีการทำระบบหนังสือยืมเรียนเพื่อส่งต่อให้นักเรียนรุ่นต่อรุ่น หากหนังสือขาดหรือหายก็ต้องมีคณะกรรมการดำเนินการพิจารณาคัดเลือกหนังสือใหม่เพิ่มเข้ามา สำหรับเกณฑ์ของเงินที่จะจัดสรรเป็นค่าหนังสือเรียนตามรายหัว ต่อปี โดย
-
อนุบาล คนละ 200 บาท
- ประถมศึกษาปีที่ 1 คนละ 656 บาท
- ประถมศึกษาปีที่ 2 คนละ 650 บาท
- ประถมศึกษาปีที่ 3 คนละ 653 บาท
- ประถมศึกษาปีที่ 4 คนละ 707 บาท
- ประถมศึกษาปีที่ 5 คนละ 846 บาท
- ประถมศึกษาปีที่ 6 คนละ 859 บาท
- มัธยมศึกษาปีที่ 1 คนละ 808 บาท
- มัธยมศึกษาปีที่ 2 คนละ 921 บาท
- มัธยมศึกษาปีที่ 3 คนละ 996 บาท
- มัธยมศึกษาปีที่ 4 คนละ 1,384 บาท
- มัธยมศึกษาปีที่ 5 คนละ 1,326 บาท
- มัธยมศึกษาปีที่ 6 คนละ 1,164 บาท
- ปวช.คนละ 2,000.00 บาท
อุปกรณ์การเรียน
ในส่วนนี้พ่อแม่สามารถนำใบเสร็จจากการซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ของลูกมาเป็นหลักฐานในการเบิกเงินสดได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วหลายๆ โรงเรียนจะจัดสรรให้นักเรียนตามงบประมาณที่ได้แล้ว ได้แก่ แบบฝึกหัด สมุด ดินสอ ปากกา ยางลบ เครื่องมือเรขาคณิต วัสดุฝึกด้านคอมพิวเตอร์ (เช่น แผ่นซีดี) กระดาษ A4 สีเทียน ดินน้ำมัน เป็นต้น
สำหรับเกณฑ์ของเงินที่จะจัดสรรเป็นค่าอุปกรณ์การเรียนตามรายหัว มีดังนี้
- อนุบาล คนละ 200 บาทต่อปี
- ประถมศึกษา คนละ 390 บาทต่อปี
- มัธยมต้น คนละ 420 บาทต่อปี
- มัธยมปลาย คนละ 460 บาทต่อปี
-
ปวช.คนละ 460 บาทต่อปี
เครื่องแบบชุดนักเรียน
กระทรวงศึกษาธิการจัดสรรงบประมาณให้สถานศึกษาดำเนินการจัดทำบัญชีจ่ายเงินสดให้แก่ผู้ปกครองนักเรียนตามเกณฑ์ค่าใช้จ่ายรายหัว โดยผู้ปกครองและนักเรียนเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการจัดซื้อเครื่องแบบนักเรียนด้วยตนเอง และให้นำใบเสร็จรับเงินที่มีมูลค่าไม่ต่ำกว่าเงินสดนั้น มาเป็นหลักฐานแสดงกับสถานศึกษา โดยมีการตรวจสอบจากคณะกรรมการสถานศึกษาและภาคี 4 ฝ่ายอีกชั้นหนึ่ง
สำหรับเกณฑ์ของเงินที่จะจัดสรรเป็นค่าเครื่องแบบนักเรียนตามรายหัว ดังนี้
- อนุบาล คนละ 300 บาต่อปี
- ประถมศึกษา คนละ 360 บาทต่อปี
- มัธยมต้น คนละ 450 บาทต่อปี
- มัธยมปลาย คนละ 500 บาทต่อปี
- ปวช.คนละ 900 บาทต่อปี
ทั้งนี้ เครื่องแบบนักเรียนจำกัดให้เด็ก คนละ 2 ชุดต่อปี ตามราคามาตรฐาน หากพ่อแม่ซื้อเครื่องแบบนักเรียนที่มีราคาสูงกว่าก็ต้องจ่ายส่วนต่างนั้นไป
ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน
กระทรวงศึกษาธิการได้จัดสรรงบประมาณให้สถานศึกษา สำหรับบริหารจัดการกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียนได้เองตามวัตถุประสงค์ใน 4 กิจกรรม ได้แก่
-
กิจกรรมวิชาการ โดยจัดอย่างน้อย 1 ครั้ง ต่อคนต่อปี
- กิจกรรมด้านคุณธรรมจริยธรรม เช่น ค่ายลูกเสือ ยุวกาชาด เนตรนารี โดยจัดอย่างน้อย 1 ครั้ง ต่อคนต่อปี
- ทัศนศึกษานอกสถานที่ โดยจัดอย่างน้อย 1 ครั้งต่อคนต่อปี
- บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศหรือคอมพิวเตอร์ โดยจัดอย่างน้อย 40 ชั่วโมง ต่อคนต่อปี
ส่วนเกณฑ์ของเงินที่จะจัดสรรเป็นค่ากิจกรรมพัฒนาผู้เรียน มีดังนี้
- อนุบาล คนละ 215 บาทต่อภาคเรียน
- ประถมศึกษา คนละ 240 บาทต่อภาคเรียน
- มัธยมต้น คนละ 440 บาทต่อภาคเรียน
- มัธยมปลาย คนละ 475 บาทต่อภาคเรียน
- ปวช.คนละ 475 บาทต่อภาคเรียน
สำหรับโรงเรียนเอกชน เด็กๆ นักเรียนโรงเรียนเอกชนก็ได้รับการสับสนุนเช่นเดียวกับเด็กโรงเรียนของรัฐค่ะ แต่คุณพ่อคุณแม่อาจต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่มมากกว่าโรงเรียนรัฐบาลสักหน่อยค่ะ

ที่มา : กระทรวงศึกษาธิการ, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน

โรงเรียนอนุบาลดีต้องบอกต่อ ใครที่กำลังมองหาโรงเรียนอนุบาลที่สอน 3 ภาษาให้กับบุตรหลาน ขอแนะนำโรงเรียน Associe International Kindergarten Bangkok35 (หรือเรียกสั้นๆเก๋ๆว่า AIKB35) ที่มีประสบการณ์บริหารสถานรับเลี้ยงเด็กเล็กมากกว่า 20 กว่าแห่งในโตเกียว และดำเนินงานต่อเนื่องมากว่า 30 ปี
จุดเด่นของโรงเรียน Associe International Kindergarten Bangkok35 (AIKB35) คือมีการจัดการเรียนการสอน 3 ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ และ ญี่ปุ่น เหมาะสำหรับครอบครัวที่อยากให้ลูกได้ใช้ทั้งภาษาอังกฤษ และ ภาษาญี่ปุ่นเป็นหลักและยังเป็นโรงเรียนอนุบาลญี่ปุ่นเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ที่ไม่จำกัดชนชาติ เพราะโรงเรียนอนุบาลญี่ปุ่นในประเทศไทยส่วนใหญ่จะต้องมีคุณพ่อ หรือ คุณแม่ที่มีสัญชาติญี่ปุ่นเท่าานั้นจึงจะเข้าเรียนได้
นอกจากเรื่องการศึกษาแล้ว ยังมีอีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจก็คือ เรื่องอาหารกลางวันของน้องๆ ห้องครัว AIKB35 ออกแบบตามมาตรฐานและอุปกรณ์ส่วนใหญ่นำเข้าจากญี่ปุ่น ทางโรงเรียนคำนึงถึงประโยชน์ทางด้านโภชนาการ เพื่อให้น้องๆได้ทานอาหารกลางวันที่แสนอร่อยและได้สารอาหารครบ 5 หมู่ อีกทั้งยังได้ลิ้มลองเมนูนานาชาติหลากหลายที่ปรุงสดใหม่ทุกวัน
ทางโรงเรียนยังจัดให้มีบริการรับส่งเด็ก ๆ โดยร่วมมือกับบริษัท Metro Bus ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรถโรงเรียนที่มุ่งเน้นความปลอดภัยตามมาตราฐานสากล
AIKB35 ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 35 ใกล้บีทีเอส พร้อมพงษ์ (เดินจากสถานีประมาณ 5 นาที) และยังมีเปิดเนอร์สเซอรี่สำหรับเด็กเล็กชื่อ Yurikago Nursery 39 ในซอยสุขุมวิท 39 ด้วยค่ะ
ช่วงนี้มี Promotion พิเศษ สำหรับผู้ที่สนใจกรุณาติดต่อสอบถามข้อมูล เพิ่มเติมได้ที่ อีเมล์ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

เมืื่อลูกถูกเพื่อนแกล้ง สัญญาณแบบไหนที่บอกว่าลูกถูกแกล้งแน่ ๆ พ่อแม่ต้องทำอย่างไร มาหาคำตอบกันค่ะ
ในวันที่ลูกถูกเพื่อนแกล้ง บทบาทของพ่อแม่ต้องทำอย่างไร
ปี 2563 กรมสุขภาพจิตเปิดเผยว่าเด็กนักเรียนไทยถูกแกล้งติดอันดับ 2 ของโลก และในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาด้วยสถานการณ์โควิด 19 ทำให้เด็กหลายคนต้องเรียนออนไลน์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการกลั่นแกล้งกันในโรงเรียนจะหมดไปเสียทีเดียว
ยิ่งเมื่อโรงเรียนเปิดเรียนออนไซต์แล้ว แนวโน้มที่เด็กจะถูกแกล้งในโรงเรียนก็มีเยอะขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระดับอนุบาล ประถมศึกษา หรือระดับมัธยมศึกษา พ่อแม่ต้องหมั่นสังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูก รู้จักบทบาทของตนเอง เพื่อช่วยลูกหาทางรับมือกับการกลั่นแกล้งในโรงเรียนให้ได้
สัญญาณว่าลูกถูกรังแก
1. ร้องไห้ ไม่อยากไปโรงเรียน
2. ลูกเปลี่ยนไป จากเด็กร่าเริง สดใส กลายเป็นเด็กขี้อาย เก็บตัว ไม่เล่นกับใคร
3. ผลการเรียนต่ำลง พัฒนาการถดถอย
4. เงียบ ไม่ร่าเริงสดใส
5. เมื่อพูดถึงเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน ลูกมักไม่อยากตอบ ไม่ค่อยมีเพื่อน
6. มีบาดแผลตามร่างกาย
บทบาทของพ่อแม่จะช่วยลูกได้อย่างไร
1. เปิดใจ เปิดโอกาสให้ลูกได้พูดถึงความรู้สึก เพื่อให้รับรู้ว่าลูกรู้สึกอย่างไร
2. มีท่าทีที่ดี เมื่อคุณครูบอกเล่าถึงพฤติกรรมของลูกเมื่ออยู่โรงเรียน อย่าเพิ่งติดป้ายเด็กคู่กรณีว่าเป็นเด็กมีปัญหา เพราะเขาอาจทำผิดพลาดและมีโอกาสที่จะสำนึกผิดได้
3. คุยกับพ่อแม่ของเด็กที่แกล้งลูก และครู เพื่อหาทางออกร่วมกัน
4. หากเหตุการณ์รุนแรงมาก และอีกฝั่งไม่ได้มีท่าทีสำนึกผิดใด ๆ ต้องให้กฎหมายเข้าช่วยปรับพฤติกรรมเด็ก เพื่อเป็นตัวอย่างว่าอย่าไปแกล้งใครรุนแรงแบบนี้ และอาจย้ายโรงเรียนลูกเป็นทางออกสุดท้าย
หากลูกถูกแกล้งไม่ว่าจะรุนแรงหรือไม่รุนแรงมาก พ่อแม่คือพื้นที่ปลอดภัยของลูก หาทางออกของผู้ใหญ่แล้ว อย่าลืมรักษาจิตใจของลูกเพราะการถูกแกล้งส่งผลกระทบต่อจิตใจเด็กในระยะยาว
นอกจากนี้ อย่าลืมสอนลูกเรื่องการขอโทษ การให้อภัย และการยิ้มนะคะ เพราะจะทำให้ลูกเรามีเกราะป้องกัน "หัวใจ" ตัวเองได้ดีเยี่ยม เขาจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่รู้อะไรควร ไม่ควร และเข้าใจความเป็นมนุษย์มากขึ้นว่า ทุกคนสามารถทำเรื่องผิดพลาดได้ แต่เราก็รู้จักการให้อภัย แก้ไข และปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขค่ะ
เมื่อปกป้องลูกแล้วอย่าลืมสร้างกำลังใจให้เขาด้วย เพราะพ่อแม่เป็นคนสำคัญที่จะช่วยสร้างกำลังใจให้ลูก สอนเขาให้มีความเชื่อมั่น และกล้าปกป้องตัวเองเมื่อถูกรังแก ย้ำกับลูกเสมอว่า 'ถึงเพื่อนคนนั้นจะชอบรังแกหนู แต่เพื่อนคนอื่นกับครูรักหนูมากนะ'
ที่สำคัญอย่ายุหรือผลักดันให้ลูกตอบโต้ หรือหันมาใช้พฤติกรรมไม่น่ารักเหมือนที่เขาถูกเพื่อนทำนะคะ
อ้างอิง :
https://www.dmh.go.th/news-dmh/view.asp?id=30612

มีบ้านไหนบ้างคะที่ตอนนี้มีไลน์กรุ๊ป (Line Group) ของผู้ปกครองลูกที่เรียนห้องเดียวกัน โรงเรียนเดียวกัน การมีไลน์กรุ๊ปผู้ปกครองเพื่อช่วยกันดูแลลูกเป็นเรื่องดีค่ะ แต่เราก็เห็นคุณแม่หลายคนบ่นกันเยอะว่า ผู้ปกครองทะเลาะกันเองในไลน์กรุ๊ปบ้าง มีดราม่าบ้าง แดกดันกันบ้าง อวดอ้างบ้าง จนทำตัวไม่ถูกว่าควรจะยังอยู่ในไลน์กรุ๊ปหรือดีดตัวออกมาดี เพื่อเลี่ยงดราม่าต่างๆ ลองมาดูกันว่าไลน์กรุ๊ปผู้ปกครอง ใช้ยังไงให้ได้ประโยชน์ ลดดราม่าสงครามพ่อแม่ในไลน์กรุ๊ป
ไลน์กรุ๊ปพ่อแม่โรงเรียนลูก ใช้ยังไงให้ได้ประโยชน์
- สิ่งที่คุยในไลน์กรุ๊ป ควรเป็นคำแนะนำ การช่วยเหลือ ช่วยกันติดตามลูก การแลกเปลี่ยนวิธีเรียนรู้ หรือช่วยกันหาทางแก้ปัญหาบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้นกับลูกๆ ในห้องเรียน
- ใช้ไลน์กรุ๊ปเพื่อติดตามการเรียน กิจกรรมของเด็กๆ เพราะผู้ปกครองแต่ละคนอาจได้ข้อมูลมาไม่เท่ากัน การแลกเปลี่ยนเพื่อให้รู้ความคืบหน้า สิ่งที่จะทำ การเตรียมพร้อมให้ลูก
- ใช้ไลน์กรุ๊ปเป็นหนึ่งในเครื่องมือนัดหมาย เพื่อมาพบปะกัน เช่น แก๊งเที่ยว แก๊งเรียนกีฬา หรือ แก๊งอ่านหนังสือ เพราะการได้พบกันจริงๆ จะสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคง และได้แลกเปลี่ยน เรียนรู้กันดีกว่าการอ่านข้อความในไลน์กรุ๊ปเพียงอย่างเดียว
- ผู้ปกครองควรมีกติการ่วมกัน และใช้ไลน์กรุ๊ปผู้ปกครองโดยมีวัตถุประสงค์ชัดเจน เช่น
- ห้ามโพสต์เรื่องเรียนพิเศษ เรียนเสริม เร่งเรียน
- ห้ามโพสต์เรื่องคะแนนสอบของลูก
- ห้ามโพสต์เรื่องที่คุยนอกกรุ๊ปหรือคุยในกรุ๊ปอื่นแล้วนำมาเล่าในกรุ๊ปนี้
- ห้ามใช้คำหยาบ คำดูดถูก คำเปรียบเทียบ คำวิจารณ์ต่อเด็กๆ หรือพ่อแม่ด้วยกันเอง
- ไม่ควรโพสต์รูปเด็กที่ทำผิด ทำเรื่องน่าอาย เพราะอย่าลืมว่าผู้ปกครองของเด็กๆ ก็อยู่ในกรุ๊ปนี้ด้วย
หากเกิดดารม่าในไลน์กรุ๊ปผู้ปกครอง นี่คือสิ่งที่ควรทำ
- หากเราไมีมีส่วนเกี่ยวข้อง ให้วางเฉย เป็นกลาง ไม่เสนอความคิดเห็นทั้งในกรุ๊ปหรือในไลน์ส่วนตัว
- หากเรามีส่วนในประเด็นนั้นโดยตรง ควรแยกคุยเป็นการส่วนตัว และควรคุยเมื่ออารมณ์เย็นแล้ว เพื่อหาทางแก้ไขร่วมกัน ไม่ใช่การหาว่าใครถูกหรือผิด
- หากอยู่ท่ามกลางดราม่าไม่ไหว ควรทิ้งข้อความขอออกจากกรุ๊ปอย่างสุภาพและดีดตัวออกมา เพราะเรายังสามารถสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ปกครองได้ด้วยกันเจอกันที่โรงเรียนลูก
สิ่งสำคัญที่สุดในการอยู่รอดในไลน์กรุ๊ปผู้ปกครองคือ "ใจกว้าง" เพราะอย่าลืมว่า พ่อแม่แต่ละคนมีวิธีคิดและวิธีเลี้ยงลูกที่ต่างกัน และ "ตัวหนังสือไม่มีเสียงและสีหน้า" ดังนั้นการทะเลาะกันจากข้อความที่อ่านจึงมักเกิดขึ้นบ่อย หากพ่อแม่เข้าใจได้แบบนี้ การใช้ไลน์กรุ๊ปผู้ปกครองจะได้ประโยชน์ ได้เพื่อน และได้กำลังใจในการเลี้ยงลูกนะคะ