facebook  youtube  line

รักลูก The Expert Talk EP.111 : ฟินแลนด์โมเดล เราทำได้

 

รักลูก The Expert Talk Ep.111 :  ฟินแลนด์โมเดล เราทำได้

บ้านฟินแลนด์ไม่มีของเล่นเยอะแยะ เพราะกิจกรรมรอบตัวเด็ก สามารถเรียนรู้ได้ ส่วนปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดฟินแลนด์โมเดลได้คือ “พ่อแม่ ผู้ปกครอง” อยากเข้าใกล้การเรียนรู้แบบฟินแลนด์โมเดล ทำได้อย่างไร ฟังครูจุ๊ย กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิคณะก้าวหน้า

  

ติดตามรักลูก Podcast ได้ที่

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

 

รักลูก The Expert Talk Ep.83 : สร้างทุนชีวิต แก้วิกฤตเด็กปฐมวัย

 

รักลูก The Expert Talk Ep.83 : สร้างทุกชีวิต แก้วิกฤตเด็กปฐมวัย

การลงทุนกับเด็กไม่ใช่เรื่องเงินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ “เวลาคุณภาพ” และ “ความเข้าใจลูก” และมีอีกหลายเรื่อง ที่พ่อแม่สามารถทำได้ มีอะไรบ้าง

 

ชวนฟัง The Expert ครูหวาน ธิดา พิทักษ์สินสุข นายกสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยฯ และผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กปฐมวัย

 

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

 

#รักลูกPodcast

#รักลูกTheExpertTalk

#Moms_Issues

ลงทุนเพื่อการศึกษาลูก เริ่มจากเลือกโรงเรียนจนถึงการออม

การออม, การออมเพื่อลูก, การศึกษา, เลือกโรงเรียน, การออมเพื่อการศึกษา, การเลี้ยงลูก, การศึกษาของลูก

ลงทุนเพื่อการศึกษาลูก เริ่มจากเลือกโรงเรียนจนถึงการออม

ทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของพ่อแม่ก็คือลูก ในหนังสือมีลูกกี่คนก็รวยได้นั้น ได้มีสิ่งหนึ่งที่ได้เขียนไว้ว่า การที่โบราณว่ามีลูกหนึ่งคนจนไป 7 ปีนั้นไม่จริง เพราะต่อให้เป็นคนที่ไม่มีลูกแล้วไม่ขวนขวายทำงาน ไม่ประหยัดอดออมก็จนไป 7 ปีหรือมากกว่าได้ ในขณะที่เลี้ยงลูกให้ได้ดี ลูกแต่ละคนประสบความสำเร็จในชีวิตก็กลับมาเลี้ยงดูแลพ่อแม่ กลับดีเสียยิ่งกว่าเหมือนกับถูกหวยเป็นสิบงวดกันเลยทีเดียว นี่ยังไม่นับการที่อาจจะเกิดเหตุไม่คาดคิดกับคุณพ่อคุณแม่ การเตรียมพร้อมเรื่องการศึกษาให้ลูกในวันนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ

 
เลือกโรงเรียนเรื่องสำคัญ

ในขณะที่เขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนและหาเงินให้งอกเงย ก็เลยอยากจะฝากในส่วนของการลงทุนที่ดีที่สุดในชีวิตของเรา คือการให้การศึกษากับลูก การอบรมสั่งสอนให้เขาเป็นคนดีมีจริยธรรมและดูแลตัวเขาและคนที่เขารักได้ การที่เราจะทำตรงนี้ได้ ก็มาถึงการเตรียมความพร้อมเรื่องกำลังกายและทุนทรัพย์เพื่อให้ลูกเราได้เข้าโรงเรียนที่เหมาะกับเขาที่สุด ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญก็คือการเลือกโรงเรียนให้ลูก เพราะการเลือกนี้จะมีผลต่อเขาไปตลอดชีวิต เพราะที่นี่จะเป็นสังคมของเขา เพื่อนสนิทของเขา ครูอาจารย์ แนวความคิด การแสดงออกกับบุคคลอื่นนอกเหนือจากบุคคลในครอบครัว และไปจนถึงสายวิชาที่เขาชอบ สู่ภาควิชาที่เขาสนใจและนำไปสู่อาชีพและการดำเนินชีวิตเขาในที่สุด

ในขณะที่สังคมปัจจุบันมีเปลี่ยนแปลงไป ทั้งสภาพแวดล้อม การศึกษา เศรษฐกิจ ปัจจุบันแต่ละครอบครัวมีลูกน้อยลง บางครอบครัวมีลูกแค่หนึ่งคนหรือสองคนเท่านั้นเอง แต่จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น กลับทำให้การแข่งขันในยุคปัจจุบันยิ่งสูงขึ้น พ่อแม่จึงทุ่มเทให้กับลูกทุกๆ ด้านโดยเฉพาะในด้านการศึกษาเพื่อเป็นการปูทางอนาคตให้กับลูก ซึ่ง แนวทางในการเลือกโรงเรียนจึงหนีไม่พ้น... แนวทางการเรียนการสอน จำนวนนักเรียนต่อห้อง สภาพแวดล้อมของโรงเรียน การเรียนต่อเนื่องจนจบมัธยมปลาย ความเป็นศิษย์เก่าของพ่อหรือแม่ ครูอาจารย์และบุคคลากร ระยะเวลาเดินทาง การมองถึงอนาคตอาชีพการงาน เพื่อนร่วมชั้น ค่าใช้จ่าย ซึ่งสมัยก่อนอาจจะมีแค่โรงเรียนรัฐกับโรงเรียนเอกชน แต่ปัจจุบันการศึกษาของแต่ละโรงเรียนมีให้เลือกมากขึ้น เช่น โรงเรียนเครือสาธิต โรงเรียนคาทอลิก โรงเรียนวิถีพุทธ โรงเรียนอินเตอร์ โรงเรียนสองภาษา

นำโด่งฝั่งโรงเรียนรัฐก็คือโรงเรียนเครือสาธิต เพราะตอบโจทย์ได้เกือบทุกข้อ ตั้งแต่แนวทางการเรียนการสอนที่มีการปรับปรุงตามยุคสมัย สอดคล้องกับสังคมในปัจจุบัน จำนวนนักเรียนต่อห้องไม่มากแถมยังมีครูอาจารย์ห้องละ 2-3 คน มีอาจารย์นิสิตช่วยฝึกสอนเพิ่มเติมอีก แถมมีอาจารย์เฉพาะแต่ละวิชาแต่ละท่านก็สำเร็จระดับปริญญาและทำงานวิจัยทางด้านการศึกษามายาวนาน ส่วนสภาพแวดล้อมไม่ต้องพูดถึงเรียนในรั้วมหาวิทยาลัย บางทีเหมือนเห็นลูกเข้ามหาวิทยาลัยนั้นกลายๆ แถมเรียนได้ถึง 12 ปีจนจบมัธยมปลายเหนื่อยครั้งเดียวตอนเข้าป. 1 แถมค่าใช้จ่ายก็ถูก

และเนื่องจากที่ตั้งเป็นมหาวิทยาลัยการเดินทางจึงมักสะดวกสบายเข้าได้หลายทางมี บริการทั้งขนส่งสาธารณะ และที่สำคัญคือเพื่อนร่วมห้อง จะประกอบไปด้วยเด็กที่เก่งมากๆ สอบเข้ามา 100 คนจากเด็กเป็น 1000 และเด็กธรรมดาที่พ่อแม่เป็นบุคคลากรของมหาวิทยาลัยหรือผู้ทำคุณประโยชน์ต่อโรงเรียน เพื่อนร่วมห้องจึงที่มีทั้งคนที่ฐานะดีกว่ามากๆ และคนที่มีโอกาสด้อยกว่าลูกเรา มีการเรียนแบบสหศึกษาคือมีสัดส่วนทั้งเพื่อนหญิงเพื่อนชายในแต่ละห้อง และทุกคนสามารถเป็นเพื่อนกันได้ สะท้อนสังคมจริงๆ ที่ลูกเราจะออกไปเจอ

ในขณะที่ฝั่งโรงเรียนเอกชน โรงเรียนเครือคาทอลิกก็มาแรงสม่ำเสมอ แถมปัจจุบันโรงเรียนอินเตอร์ก็สอดแทรกมาเป็นดวงใจของพ่อแม่ ว่าด้วยเรื่องความสำคัญของภาษา แต่ที่แตกต่างคือเครือคาทอลิกเรามักจะนึกถึงความเข้มแข็งทางวิชาการ ความเคร่งครัดในระเบียบวินัย ซึ่งลูกจะได้รับการฝึกฝนดูแลเป็นอย่างดี มีความผูกพันแน่นแฟ้นในกลุ่มเพื่อนฝูงในรุ่นเดียวกัน และมักจะแยกหญิงชายชัดเจน ใช้ระยะเวลาเรียนร่วมกันยาวนานโดยส่วนใหญ่ตั้งแต่ระดับประถมต้นจนถึงระดับมัธยมปลาย จึงเป็นกลุ่มที่มีความสนิทสนมทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องและแน่นแฟ้นกันมากส่งต่อถึงกลุ่มทำงานในอนาคตด้วย แต่ตรงข้ามกับโรงเรียนอินเตอร์ที่นักเรียนมักจะย้ายตามพ่อแม่ที่เป็น Expat มาทำงานจึงมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย การมีเพื่อนที่สนิทมากๆ จะจำกัดกว่า ลักษณะการเรียนการสอนจะเป็นทักษะการใช้ชีวิตการตัดสินใจและเน้นการอยู่ร่วมกันทำงานร่วมกันกับการใช้ชีวิตมากกว่าคร่ำเคร่งในเรื่องวิชาการ ไม่ต้องพูดถึงภาษาที่ลูกมีโอกาสพัฒนาถึงขีดสุด จนเกือบเหมือน Native Language ประกอบกับแหล่งความรู้ในปัจจุบันที่สามารถหาได้จากทาง Social Media ต่างๆ การได้เปรียบในเรื่องภาษาจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ

 
วางแผนให้พร้อมเพื่ออนาคตลูก

แต่ที่สำคัญกว่าคือค่าใช้จ่ายแตกต่างกันมาก คือตกปีละไม่ถึงหมื่นเป็นปีละหลายแสน และถ้าเลือกสายโรงเรียนอินเตอร์ต้องพร้อมรับค่าใช้จ่ายการศึกษาที่อาจจะต้องไปต่อปริญญาตรีในต่างประเทศ ฉะนั้นหลักการเก็บสตางค์ให้ลูกสำหรับการวางแผนการศึกษาควรมีขั้นตอนดังนี้ค่ะ

      1. ศึกษาว่าตั้งแต่ลูกเริ่มเรียนจนจบปริญญาตรีต้องใช้เงินทั้งหมดเท่าไร
      2. แบ่งช่วงการเก็บเงินเป็น 4 ช่วง คือฃ


        ช่วงที่ 1 : 7 ปีแรก คือแรกเกิดจน 7 ขวบ หรือก่อนเข้าป.1

        ช่วงที่ 2 : 6 ปีที่ 2 คือช่วงประถม ป.1-ป.6

        ช่วงที่ 3 : 6 ปีที่ 3 คือช่วงมัธยม ม. 1- ม.6

        ช่วงที่ 4 : 4 ปีของปริญญาตรี

      3. ช่วง 23 ปีนี้ขอให้เก็บ 20% ของรายได้ทุกปีสำหรับการศึกษาของลูก ซึ่งจะมากกว่าหรือน้อยนี้ขึ้นอยู่กับว่าเงินเก็บช่วงที่ 1 ระยะเวลา 7 ปีแรกจะมีเงินก้อนพอส่งลูกเรียนตลอด 6 ปีของชั้นประถม ขณะที่เงินเก็บชั้นประถมเพียงพอที่จะส่งมัธยม และเงินเก็บมัธยมอย่างน้อยเพียงพอส่งครึ่งหนึ่งของปริญญาตรี และระหว่างเรียนปริญญาตรีถ้าเงินเก็บมัธยมสะสมเพียงพอก็มีโอกาสส่งเรียน ปริญญาโทหรือมีเงินก้อนให้ลูกอยากลองประกอบอาชีพอิสระ
      4. การนำเงินก้อนนี้มาลงทุน ขึ้นอยู่กับความรู้ความชำนาญของคุณ ในต่างประเทศมักแนะนำให้ลงทุนในหุ้นเพราะมีระยะเวลาพอควร แต่ถ้าคุณไม่ชำนาญมาได้ไกลสุดคือกองทุน LTF. กองทุนหุ้นที่นำไปหักลดหย่อนภาษีและมีระยะเวลาลงทุนอย่างน้อย 5 ปี หรือซื้อประกันที่ได้ผลตอบแทนและเงินต้นตามเงื่อนเวลาที่เราวางแผนไว้ ถ้าไม่ถนัดก็เอาเป็นเงินฝากหรือซื้อพันธบัตรไปก่อนแล้วกันค่ะ
      5. ทบทวนทุกๆ ปี เพราะค่าใช้จ่ายอาจเพิ่มขึ้น หรือเงินที่กันไว้อาจมากหรือน้อยไป การเก็บมากไปคงไม่เป็นไรแต่การเก็บน้อยไปนี่คงต้องรีบเร่งทำเวลากันสักนิดนะ คะ

 

 

นอกจากการวางแผนเก็บเงินเพื่อการศึกษาให้ลูกจะมีความสำคัญ แต่การที่พ่อแม่ช่วยลูกให้มีความฉลาดทั้งทางด้านบุคลิกและอารมณ์ รวมทั้งการให้ลูกมีโอกาสศึกษาเล่าเรียนให้ดีที่สุด จะทำให้เราจะได้รับผลตอบแทนสูงสุดคือการที่ลูกของเราประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิตและเติบโตเป็นคนดีของสังคมต่อไป ดูแลตัวเขาและคนที่เขารักต่อไปค่ะ และอาจจะเป็นการลงทุนที่พ่อแม่มีความสุขที่สุดนะคะ



ลูกควรไปโรงเรียนตอนอายุเท่าไหร่? ถึงจะดีที่สุด

 5051

ลูกควรไปโรงเรียนตอนอายุเท่าไหร่? ถึงจะดีที่สุด

 
สมองของเด็กมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วมาก โดยเฉพาะช่วง 0-5 ปีแรก ซึ่งหากเทียบการเติบโตสมองเป็นต้นไม้ กิ่งก้านสาขาจะแตกกิ่งมากมายจนทางการแพทย์เรียกว่า รากประสาท แต่ขณะเดียวกันธรรมชาติของการเจริญเติบโตของสมองจะมีการตัดริดกิ่งของรากประสาท ให้พัฒนาเฉพาะสิ่งที่ได้เรียนรู้ในวัย 2-5 ปี และเกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ จนโต
 
การเรียนรู้ของเด็ก ตามพัฒนาการมาจากการหลอมรวมกันของการกระตุ้นประสาทสัมผัส ซึ่งในเด็กเล็กเรียนรู้ได้ตั้งแต่ที่บ้านผ่านการสัมผัส การเล่น การมีกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งจะช่วยพัฒนาทักษะ 4 ด้าน ได้แก่ กล้ามเนื้อมัดเล็ก กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ภาษา สังคม และอย่าลืมว่าเด็กที่มีรากประสาทเติบโตมากมาย ก็มาจากระบบการศึกษาและตัวอย่างในสังคมที่เด็กรับรู้ด้วย ดังนั้นการเรียนของเด็กวัย 0-5 ปีเรียนรู้ได้ทั้งจากที่บ้านและนอกบ้าน
 
พื้นฐานและตัวอย่างในครอบครัวจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ของเด็ก ควรได้รับการปลูกฝังที่ดีจากครอบครัวที่อบอุ่น และมีความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาลูกในมุมของพัฒนาการเด็ก ดังนั้นหากครอบครัวที่ไม่พร้อม ไม่มีเวลา ขาดการดูแลที่ไม่เหมาะสมตามวัยก็อาจทำให้เด็กมีพัฒนาล่าช้า ไม่พร้อมสำหรับการเรียนรู้ในโรงเรียนร่วมกับเด็กคนอื่น
 
การตัดสินใจให้เด็กเข้าเรียน ควรคำนึงถึงพัฒนาการทางอารมณ์ด้วย เด็กในวัยก่อน 3 ขวบ โดยปกติทางพัฒนาการจะกลัวคนแปลกหน้า และกลัวแยกจากผู้เลี้ยงดู การเข้าโรงเรียนเร็วกว่า 3 ขวบ อาจจะส่งผลทำให้เด็กเกิดความวิตกกังวลจากการแยกจาก (Separation Anxiety) ซึ่งบางคนงอแงมาก ปวดท้อง อาเจียน ฉี่ราด อึราด ก้าวร้าว อาละวาด หรือมีพฤติกรรมไม่พูด ต่อต้าน ก็มี ซึ่งหากเด็กมีอาการเหล่านี้ควรไปพบกุมารแพทย์หรือจิตแพทย์เด็กเพื่อรับคำปรึกษาดูแล
 
ดังนั้นเด็กควรจะพิจารณาการเข้าโรงเรียนหลังอายุ 3 ขวบ เด็กบางคนก็ยังมีอาการไม่พร้อมจะไปเรียนได้บ้าง ปัจจัยที่จะเกื้อหนุนให้เด็กปรับตัวได้ ได้แก่ บ้านและโรงเรียน ต้องร่วมมือกันช่วยให้เด็กมั่นใจและมีความพร้อมกายใจในการรับความรู้จากโรงเรียน ซึ่งการเรียนของเด็กเตรียมอนุบาลและอนุบาล ควรเน้นไปที่พัฒนาการเพราะสมองของเด็กเป็นวัยที่กำลังพัฒนาได้รวดเร็วมาก การเรียนควรเรียนรู้ผ่านการเล่น ไม่ควรเน้นวิชาการมากเกินไปจะทำให้เด็กได้รับความเครียด กดดันและเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ในอนาคต และที่สำคัญหากระบบการเรียนการสอนไปทำร้ายเด็ก เช่น บังคับให้เขียน บังคับให้กิน ทำโทษรุนแรง เป็นต้น ก็จะทำให้เด็กเกิดอารมณ์เครียดมาก สมองของเด็กจะจำได้และปิดกั้นการเจริญเติบโตของรากประสาท ทำให้ไม่อยากเรียนหนังสือในระบบได้
 
 
สรุปว่า เด็ก 0-5 ปีรากประสาทในสมองเจริญเติบโตได้เร็ว การเห็นและมีประสบการณ์ที่ดีจะทำให้เด็กมีพัฒนาการดีสมวัย สำหรับเรื่องพัฒนาการร่างกาย ทางอารมณ์และความคิด เด็กควรเข้าสู่ระบบโรงเรียนนอกบ้านหลัง 3 ขวบ
 
 
 
รักลูก Community of The Experts
 
นพ.ธันวรุจน์   บูรณสุขสกุล
จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลพระรามเก้า

สพฐ.กำชับ 2.9 หมื่นโรงเรียน คุมเข้มน้ำหนักกระเป๋าเด็ก

 

การเลี้ยงลูก-พัฒนาการ-โรงเรียน-กระเป๋านักเรียน-สุขภาพ

สพฐ.เล็งออกหนังสือเวียนกำชับ 2.9 หมื่นโรงเรียน คุมเข้มเด็กแบกกระเป๋าหนักมาเรียน ย้ำน้ำหนักกระเป๋าอยู่ที่15 % ของน้ำหนักตัวเด็กชี้ "รมว.ศธ."ห่วงสุขภาพนร.

กรณีนักเรียน โรงเรียนชุมแพศึกษา ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ สะพายกระเป๋านักเรียนหนัก 10 กิโลกรัม เป็นเหตุให้กระดูกต้นคอหัก นั้น

ล่าสุด ดร.สุเทพ   ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เปิดเผยเรื่องนี้สพฐ.ไม่ได้นิ่งนอนใจได้กำชับให้ผอ.ร.ร.ชุมแพศึกษา คุมเข้มในเรื่องนี้ ขณะเดียวกันก็ให้มาตรการเป็นระยะๆ เพื่อให้เขตพื้นที่การศึกษาเฝ้าระวังเรื่องนี้และมีมาตรต่อเนื่อง

"น้ำหนักของกระเป๋านักเรียนที่เด็กสะพายไปโรงเรียนในแต่ละวัน  ตามมาตรฐานโลก กำหนดเอาไว้ว่า น้ำหนักของกระเป๋าอยู่ที่10-20 % ของน้ำหนักตัวเด็ก  ยกตัวอย่างหากนักเรียนน้ำหนักตัว  20 กิโลกรัม ต้องสะพายกระเป๋านักเรียนน้ำหนักไม่เกิน 2- 4กก.ขณะที่ค่าเฉลี่ยเมืองไทยน้ำหนักของกระเป๋าอยู่ที่15 % ของน้ำหนักตัวเด็ก ซึ่งมาตรการนี้ใช้มานานกว่า10ปี" เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวอีกว่า ค่าเฉลี่ยเมืองไทยน้ำหนักของกระเป๋าอยู่ที่15 % ของน้ำหนักตัวเด็ก เมื่อแยกเป็นระดับชั้นจะมีสัดส่วนที่ต่างกันดังนี้ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่1(ป.1) ป.1- ป.2 น้ำหนักของกระเป๋าเรียนอยู่ที่3 กก. ,นักเรียนชั้นป.3-ป.4 น้ำหนักของกระเป๋าเรียนอยู่ที่ 3.5 กก. ส่วนน้ำหนักของกระเป๋าเรียนชั้นป.5-6 ไม่เกิน 4 กก.เช่นเดียวกับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ตั้งแต่ชั้นม.1-ม.6 น้ำหนักของกระเป๋าอยู่ที่ 15 % ของน้ำหนักตัวเด็ก

 "ฝากครู พ่อแม่ผู้ปกครอง ดูแลเอาใจใส่น้ำหนักของกระเป๋าเรียนของเด็กๆด้วย ขณะที่คุณครูผู้สอนควรดูแลเรื่องการจัดตารางสอนให้เหมาะสม เพื่อเด็กลดภาระในการแบกกระเป๋าหนัก ถ้าหากโรงเรียนที่มีความพร้อมอาจจจะจัดทำเป็นล็อกเกอร์ หรือตู้เฉพาะเพื่อจัดเก็บหนังสือเรียน ไม่ต้องแบกไป-กลับบ้านทุกวัน" เลขาธิการ กพฐ. กล่าว 



ที่มา : คมชัดลึก

สาธิตแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต (SBS) ปลูกฝังทักษะชีวิต ก้าวสู่อนาคตที่มั่นคง

5085 16

ในโลกแห่งยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้ที่เป็นพ่อแม่ย่อมอยากสร้างพื้นฐานการศึกษาควบคู่กับสร้างทักษะการใช้ชีวิตที่ดีในอนาคตให้ลูก ซึ่งโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต เป็นโรงเรียนที่มีจุดมุ่งหมายในการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตให้เด็ก เราจึงอยากพาไปทำความรู้จักโรงเรียนแห่งนี้ จาก ดร.อภิรมณ อุไรรัตน์ CEO, Satit Rangsit พร้อมแล้วเปิดประตูรั้วเข้าสู่โรงเรียนแห่งนี้ไปพร้อมๆ กัน

ทำความรู้จัก SBS ให้มากขึ้น ในงาน Open house

อยากเชิญชวนผู้ปกครองมาทำความรู้จัก SBS ให้มากขึ้น เพราะเรามีหลักสูตรที่เหมาะสมสำหรับเด็กยุคนี้ ต้องเป็นหลักสูตรที่เตรียมความพร้อมเด็กสำหรับในอนาคต ซึ่ง SBS ไม่เพียงแต่เตรียมเด็กเข้ามหาวิทยาลัยเท่านั้น เรายังเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้ชีวิต การทำงานและการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข เพื่อให้เด็ก ๆ ประสบความสำเร็จในชีวิต หากผู้ปกครองสนใจที่จะหาโรงเรียนที่เหมาะกับตัวตนของลูก และให้เด็กได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขก็อยากให้เข้ามารู้จัก SBS ของเราค่ะ

โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต (SBS) หนึ่งเดียวในเครือสาธิตที่ใช้หลักสูตร IB และ Cambridge

ด้วย SBS มีจุดมุ่งหมายที่จะเตรียมนักเรียนให้พร้อมสำหรับอนาคต เราจึงมองหาหลักสูตร ว่าหลักสูตรอะไรที่จะเตรียมให้เด็ก ๆ พร้อม ซึ่งต้องเป็นหลักสูตรที่เหมาะกับการศึกษาของประเทศไทย และต้องเป็นหลักสูตรที่เตรียมพร้อมกับการเรียนระดับนานาชาติด้วย เพราะฉะนั้นเราจึงผสมผสานหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการกับหลักสูตรของเรา นั่นคือถ้าเป็นระดับชั้นอนุบาล และประถมศึกษา จะเป็นหลักสูตร IB PYP ส่วนระดับชั้นมัธยมศึกษาจะเป็นหลักสูตร Cambridge เพื่อที่เด็ก ๆ จะได้มีโอกาสไปศึกษาต่อต่างประเทศได้

 5058 2

เตรียมเด็กให้พร้อมกับโลกวันข้างหน้า

จุดมุ่งหมายของ SBS เราต้องการเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้ชีวิต และการทำงานในอนาคตให้เด็ก ๆ อย่างเด็ก ๆ ระดับชั้นอนุบาลเราจะเตรียมเรื่องพื้นฐานให้พร้อม คือ เราเป็น International Bilingual Curriculum การสอนในห้องเรียนเราจะเป็นแบบ Bilingual จริง ๆ เพื่อที่เวลาเด็ก ๆ โตไปแล้วเขาสามารถจะเป็น Bilingual อย่างแท้จริง ก็คือพูดทั้ง 2 ภาษาได้อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งพื้นฐานเรื่องภาษาสำคัญ เพราะจะสามารถเปิดโลกให้เขามีศักยภาพในการแข่งขันกับคนอื่น ๆ ในนาคต ทั้งเรื่องการเรียนและในการทำงานในอนาคตได้

5058 4

มุ่งเน้นทั้งวิชาการ และทักษะชีวิต เพื่อก้าวสู่อนาคตที่มั่นคง

SBS มีหน้าที่ในการเตรียมนักเรียนให้พร้อมสำหรับทุก ๆ อย่างในการใช้ชีวิตในอนาคต เพราะฉะนั้นถ้าจะให้มองด้านวิชาการอย่างเดียวมันไม่เพียงพอ แต่เราจะต้องเตรียมองค์ประกอบอื่น ๆ ที่สำคัญให้เด็ก ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นทักษะขั้นพื้นฐานในการใช้ชีวิต ทักษะการสื่อสาร การทำงานร่วมกับคนอื่น การเป็นผู้นำ มันเป็นองค์ประกอบสำคัญที่เด็ก ๆ จะต้องได้รับการพัฒนาควบคู่ไปด้วยระหว่างการเรียน ซึ่งทักษะการใช้ชีวิตเหล่านี้สำคัญ เพราะเป็นการเตรียมความพร้อมให้เขาเป็นวัยรุ่น เป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต

เราเตรียมเด็กไว้สำหรับอนาคต เตรียมเด็กสำหรับ 20 ข้างหน้า ฉะนั้นการเรียนการสอนและหลักสูตรมันต้องก้าวหน้าไปมาก แต่ถ้ากระบวนการสอนของเรา หลักสูตรของเรามันล้าหลังเราจะไม่สามารถเตรียมเด็กให้เขาแข่งขันให้ทันโลกได้ เราจึงได้ปรับเรื่องหลักสูตร และกระบวนการสอนต้องปรับด้วย และสิ่งสำคัญที่สุดคือคนที่อยู่กับเด็กในห้องเรียนก็คือครู ต้องมีการปรับและสนับสนุนการเรียนของเด็กได้อย่างดี

5058 11

เพียบพร้อมทั้งสถานที่ และอุปกรณ์การเรียน

เราพยายามเตรียมความพร้อมของเด็ก ๆ ในทุกองค์ประกอบ เพราะเรามองว่าโลกในศตวรรษที่ 21 เด็ก ๆ ต้องมี Skill ดังนั้นรูปแบบการเรียนต้องเปลี่ยนแปลงจากรูปแบบเดิม เราได้มีการพัฒนารูปแบบการเรียนให้สอดคล้องกัน เช่น เราทำ Maker space ขึ้นมา เพื่อให้เด็กได้ปลูกไผ่ซึ่งเป็นพืชการเกษตรที่สำคัญของบ้านเรา ซึ่งในกระบวนการก็จะสอดแทรกการเรียนรู้เรื่องวัฒนธรรมไปด้วย แต่ขณะเดียวกันก็จะได้เรียนรู้เรื่องการคัดเลือกพันธุ์ และเมื่อปลูกเสร็จเด็ก ๆ ก็นำมาผลิตเป็นชิ้นงาน เป็น Product และเรียนต่อในด้าน Business ว่าจะเอาไปทำตลาดอย่างไร ทำแผนธุรกิจอย่างไร เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ และที่สำคัญในกระบวนการนี้ได้สอดแทรกทุกองค์วิชาความรู้เข้าไปด้วย

5058 10

5058 13

คัดเลือกบุคลากรคุณภาพ

การจะสอนให้ได้คุณภาพ สิ่งสำคัญคืออยู่ที่บุคลากรด้วย ซึ่งโรงเรียนของเราชั้นอนุบาลและประถมศึกษาใช้หลักสูตร IB PYP เพราะฉะนั้นบุคลากรทุกคนที่อยู่ในห้องเรียนต้องผ่านกระบวนการการเทรนนิ่งให้ได้มาตรฐานของ International Baccalaureate จึงมั่นใจได้เลยว่าบุคลากรของเราจะดูแลเด็ก ๆ ได้อย่างดีแน่นอน

ส่วนในระดับมัธยมศึกษาเราใช้หลักสูตร Cambridge คุณครูทุกคนที่มาสอนต้องสามารถสอนในหลักสูตรของ Cambridge ได้ และเราเป็น PDQ Center คือเป็นศูนย์สอบและศูนย์พัฒนาครูของ Cambridge คุณครูที่ SBS เป็นเทรนเนอร์ให้กับครูอื่น ๆ อีกที ดังนั้นมั่นใจได้เลยว่าบุคลากรที่มาอยู่กับเรามีคุณภาพที่ดีแน่นอน


 5058 14

เรียนในสิ่งที่ตนเองสนใจ

ในยุคปัจจุบัน เป็นยุคที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โรงเรียนที่ดีทั่วไปให้ความรู้ด้านวิชาการ แต่ SBS เรามองว่าการที่เราจะเตรียมเด็กคนหนึ่งให้พร้อมต่ออนาคต ทุก ๆ อย่างมันต้องอยู่ในรายละเอียด เพราะฉะนั้นการเรียนของเราจึงเป็นการเรียนแบบ Personalized เรียนในสิ่งที่ตัวเองสนใจ ซึ่งคุณครูจะมีการวางแผนการเรียนและดูแลนักเรียนเป็นรายบุคคล ดูแลถึงความต้องการของเขา พัฒนาการด้านต่าง ๆ ที่เขาควรจะได้รับ ซึ่งการเรียนแบบนี้จะเห็นเลยว่า นักเรียนของเราจะมีความสุขกับการเรียน

ซึ่งการสอนของเราจะไม่ได้เป็นการสอนแบบรายวิชา แต่เราเรียนเป็นธีม ซึ่งธีมที่เราเรียนจะเป็นธีมที่อยู่ในชีวิตจริง โดยเป็นการสอนแบบ Real world problem เช่น ปัญหาที่อยู่ในโลกตอนนี้คืออะไร ก็จะหยิบเรื่องนั้นมาเป็น Current issue ของการเรียน ซึ่งการเรียนแบบนี้เรียกว่า Unit of enquiry ใน 1 เทอมก็อาจจะมี 4 Unit และที่มากกว่านั้นคือ เด็กแต่ละคนมีความสนใจไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นในห้องเรียน 1 ห้อง ก็จะมี Station ให้นักเรียนเลือกเรียน เขาสามารถเลือกได้ว่าจะเรียนแบบไหนที่เหมาะกับตัวเอง เหมาะกับความสนใจของตัวเอง ซึ่งคุณครูของเราก็จะคอยสนับสนุนความสนใจของเด็ก ๆ แต่ละคนได้อย่างดี ซึ่งการเรียนแบบนี้เด็กจะสามารถสัมผัส จดจำ และเชื่อมโยงได้ว่าสิ่งที่เขาเรียนกับชีวิตจริงเขาจะนำไปใช้อย่างไร

5058 5

ปรับตัวอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสถานการณ์ไวรัสโคโรนา

ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ทุกคนต้องปรับตัว โดยโรงเรียนเรามีการปรับตัวในเรื่องการเรียนออนไลน์ด้วย ซึ่งสิ่งสำคัญของการเรียนออนไลน์ที่คิดว่าเป็นสูตรสำเร็จ คือ การที่ครูมี Attention to detail และ Personalized approach ในเรื่องของการเรียนให้กับเด็กเป็นรายบุคคลทำให้เด็กสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับครู ก็จะทำให้เด็กไม่เบื่อ แต่เมื่อไหร่ที่ครูยังสอนแบบเดิมเหมือนในห้องเรียนแบบโบราณ คือเลคเชอร์อย่างเดียว แล้วพอไปสอนออนไลน์ก็ทำเหมือนเดิม เด็กก็จะเบื่อทันที เพราะเขาต้องนั่งจ้องจอเป็นเวลาหลายชั่วโมง ดังนั้น การเรียนในหนึ่งชั่วโมง ครูต้องแบ่งกิจกรรมเป็นช่วง ๆ เช่น 15 นาทีแรกเป็น Interaction ช่วงต่อไปให้เด็กทำกิจกรรมร่วมกันกับเพื่อนเป็นกลุ่ม ๆ โดยให้เด็กเข้ามาร่วมพูดคุยแสดงความคิดเห็นกันในกลุ่มของตัวเองและกับครู เพื่อให้ได้ผลสรุปต่อไป และดูความเหมาะสมของแต่ละวิชาว่าจะสามารถทำกิจกรรมแบบไหนผ่านทางออนไลน์ได้บ้าง

ซึ่งการเรียนออนไลน์ในช่วงแรก ๆ ที่มีการปรับเปลี่ยน เราพบว่ามันไม่มีปัญหา เพราะครูของเรา พยายามดึงความสนใจของเด็ก ในทุก ๆ บทเรียน เพราะฉะนั้นพอเขา เด็ก ๆ ก็จะสนุก และมีความสุข ไม่รู้สึกว่ามันน่าเบื่อจังเลย


5058 3

5058 15

เพิ่มทางเลือกการเรียนให้เด็ก ๆ

ปฎิเสธไม่ได้ว่าการเรียนในปัจจุบันต้องเรียนผ่านทางออนไลน์มากขึ้น แต่สิ่งสำคัญก็ขึ้นอยู่กับช่วงวัยด้วย ถ้าเป็นระดับมัธยมปลายหรือมหาวิทยาลัยการเรียนออนไลน์ก็อาจจะเหมาะกับเขามากกว่า แต่ถ้าเด็กเล็ก การมาโรงเรียนเพื่อที่เด็กได้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน มีการติดต่อสื่อสารด้วยกัน โดยเฉพาะการมาเจอครูที่จะคอยหล่อหลอมและช่วยเช็คตัวตนของเด็กยังมีความจำเป็นอยู่มาก

แต่ที่ SBS เราให้ทางเลือกับนักเรียนด้วย เขาสามารถเลือกเรียนได้ว่าจะเรียนออนไลน์หรือมาโรงเรียน เราให้เด็ก ๆ ได้เลือกของเขาเอง และที่สำคัญเรากับผู้ปกครองจะมีการทำ workshop ด้วยกันตลอด ว่ารูปแบบการเรียนจะเป็นแบบไหน อยู่ที่บ้านต้องดูแลเด็กอย่างไร และในส่วนที่ผู้ปกครองไม่สามารถดูแลเด็ก ๆ ในช่วงเรียนออนไลน์ที่บ้านได้ เราจะมีคณะครูไปที่บ้าน เพื่อที่จะช่วยดูแลเด็กด้วย เพราะฉะนั้นผู้ปกครองหมดกังวลได้

5058 12

SBS เปิดโอกาสการเรียนให้กว้างขึ้น

ที่ SBS เราดีไซน์หลักสูตรการเรียนขึ้นมาเพื่อที่เด็กจะสามารถไปเรียนต่อที่ไหนก็ได้ สิ่งนี้คือหัวใจหลักที่โรงเรียนทำเลย เด็กที่จบจากเราสามารถสอบเข้าแพทย์ได้ ในขณะที่เด็กอินเตอร์ส่วนใหญ่ทำไม่ได้เพราะเขาไม่เข้าใจภาษาไทย เขาไม่สามารถทำข้อสอบภาษาไทยได้ แต่เด็กของเราสามารถทำได้ และในขณะเดียวกันยังสามารถสอบ IGSE และ A level ได้ A เพื่อที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศได้ แต่เด็กที่เรียนหลักสูตรไทยต้องไปเรียนพื้นฐานกันใหม่หมด เพราะเขาไม่ได้จบหลักสูตร Cambridge

ฉะนั้นทำไมเราไม่ทำหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้กว้างสำหรับเด็ก เพราะการเรียนของเด็กต้องเปิดโอกาสให้กว้างขึ้นเรื่อย ๆ แต่หลักสูตรที่มีอยู่ในบ้านเราส่วนใหญ่เรียนแล้วตีกรอบให้แคบลง ดังนั้นการสร้างโอกาสทางการศึกษาของนักเรียนให้เขาสามารถเลือกเรียนได้หลายทางจึงเป็นหัวใจสำคัญของหลักสูตรที่ SBS ค่ะ

Open House 2026 วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568

 

images

  

ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่>> www.sbs.ac.th

เตรียมความพร้อมลูกวัย 3-6 ปีก่อนเข้าโรงเรียนอนุบาล

เตรียมความพร้อมก่อนเข้าอนุบาล-สอนลูก-การเลี้ยงลูก-โรงเรียน

การเตรียมความพร้อมก่อนไปโรงเรียนให้กับเด็กถือเป็นเรื่องสำคัญมากที่พ่อแม่จะต้องทำ ทั้งการเตรียมความพร้อมด้านร่างกาย และการเตรียมความพร้อมด้านจิตใจมีความสำคัญมากที่สุด

เด็กที่เตรียมความพร้อมมาได้ดี จะปรับตัวได้เร็ว มีความสุขกับการไปโรงเรียน สนุกสนานกับกิจกรรม เล่นกับเพื่อนได้เป็นอย่างดี ส่วนเด็กที่ไม่ได้เตรียมความพร้อม เด็กอาจจะปรับตัวได้ยาก งอแง ไม่อยากไปโรงเรียน ไม่เล่นกับเพื่อน ไม่สนุกกับกิจกรรมใดๆ ดังนั้น ก่อนไปโรงเรียน เป็นช่วงสำคัญที่ต้องเตรียมกันให้พร้อม สิ่งที่พ่อแม่จะช่วยเตรียมตัวความพร้อมก่อนไปโรงเรียน มีดังนี้

 

1.ฝึกให้เด็กช่วยเหลือตัวเอง

พ่อแม่ควรฝึกให้เด็กดูแลตัวเอง ทำสิ่งง่ายๆ ได้ด้วยตัวเอง เพราะเมื่ออยู่ที่โรงเรียนเด็กจะต้องดูแลตัวเองมากขึ้น แม้ว่าครูจะคอยดูแล และพยายามฝึกเด็กให้ช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ที่โรงเรียนก็มีเด็กจำนวนมากที่ครูต้องดูแล เด็กที่ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ค่อยได้ ก็ต้องรอความช่วยเหลือจากครู

ดังนั้น พ่อแม่ควรฝึกให้เด็กทำได้หลายๆ อย่าง ดังนี้

 

  • ฝึกการกินอาหาร
  1. ฝึกให้เด็กคุ้นเคยกับการนั่งกินข้าวที่โต๊ะเป็นเวลา และร่วมโต๊ะกับผู้ใหญ่
  2. เด็กจะได้พยายามเลียนแบบ ฝึกให้เด็กตักกินเอง
  3. แม้ว่าจะหกเลอะเทอะก็ต้องปล่อยให้ฝึกไป
  4. หาจานช้อนชามที่มีสีสันน่ารักชวนกินและหยิบจับได้สะดวกเหมาะมือของเด็ก
  5. ชมเชยให้กำลังใจ เด็กทุกครั้ง
  • เคล็ดลับฝึกลูกแต่งตัว
  1. ฝึกให้เด็กแต่งตัวเองได้ อาจจะติดกระดุมได้บ้าง
  2. ฝึกให้เด็กใส่รองเท้าเองได้
  3. จัดตู้เสื้อผ้าให้หยิบง่าย สะดวก และให้เด็กหัดเลือกเสื้อผ้าใส่เอง
  4. แนะนำการแต่งตัวไปตามลำดับ เช่น เริ่มจากเสื้อ กางเกง ถุงเท้า รองเท้า
  • ฝึกการขับถ่าย ใช้ห้องน้ำ
  1. เตือนให้ไปเข้าห้องน้ำเมื่อถึงเวลา โดยต้องประมาณเวลาสัก 2 - 3 ชั่วโมงหลังจากดื่มนม-น้ำ สอนเด็กว่า ค่อยกลับมาเล่นใหม่ได้ ให้เข้าห้องน้ำให้ทัน
  2. อธิบายให้ฟังถึงขั้นตอนการใช้ห้องน้ำ เมื่อต้องไปเข้าห้องน้ำเอง ไปลำดับ เริ่มตั้งแต่กอดกางเกง นั่ง ทำความสะอาด สวมกางเกง
  3. กดน้ำ ล้างมือทุกครั้ง
  4. สอนให้เด็ทำความสะอาดด้วยตัวเอง อื่นๆ
  • ฝึกให้มีความคล่องแคล่วว่องไว
  1. สามารถวิ่งเล่นได้
  2. เล่นเครื่องเล่นสนามได้
  3. ฝึกให้เด็กรู้จักระมัดระวัง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ  

พ่อแม่ควรฝึกให้เด็กดูแลตัวเองให้เหมาะสมตามวัย เพราะการที่เด็กดูแลตัวเองได้ เด็กจะรู้สึกว่าพึ่งตัวเองได้ นำไปสู่ความรู้สึกมั่นคงและเป็นสุข และที่สำคัญในการฝึกพ่อแม่ต้องให้คำชมเชยแก่เด็ก ให้กำลังใจ ทำให้การฝึกเป็นเรื่องสนุกสนาน ไม่ใช่ฝึกไป ตำหนิไป เด็กจะเบื่อ ไม่ชอบ ที่จะช่วยเหลือตัวเองไปเลย

 

2.ฝึกให้เด็กบอกความต้องการได้

พ่อแม่ต้องฝึกให้เด็กบอกถึงความต้องการของตัวเอง บอกความรู้สึกแบบง่ายๆ ได้ พ่อแม่ต้องใจเย็น อดทน ไม่ทำอะไรให้โดยที่เด็กยังไม่ร้องขอ เพราะเมื่อเด็กไปโรงเรียนใหม่ๆ ครูจะยังไม่รู้ว่าเด็กแต่ละคนเป็นอย่างไร ชอบอะไร ต้องการอะไร รู้สึกอย่างไร ดังนั้นต้องฝึกให้เด็กรู้จักที่จะบอกความต้องการของตัวเอง

บอกความต้องการ

  1. ต้องไม่ทำให้เด็กจนกว่า เด็กจะบอกว่าต้องการอะไร
  2. ไม่เดาใจ ไม่พูดแทนเด็ก แต่ใช้วิธีตั้งคำถามกลับให้เด็กตอบ ให้เด็กบอกความรู้สึกออกมาด้วยการค่อย ๆ ถามไถ่ เพื่อให้ค่อยๆ พูดออกมา
  3. ฝึกให้เด็กรู้จักพูด พูดบอกคนอื่นได้ว่า ตัวเองต้องการอะไร เช่น อยากเข้าห้องน้ำ หิวน้ำ หิวนม ถุงเท้าหาย เพื่อนแกล้ง
  4. เมื่อเด็กพูดไม่ชัด พ่อแม่และคนในครอบครัวจะต้องพูดคำที่ถูกต้องกับเด็ก หัดให้เด็กพูดให้ชัด เพราะเมื่อไปโรงเรียนแล้ว ไม่มีใครสามารถเดาคำศัพท์แปลกๆ ของเด็กได้
  5. ฝึกให้เด็กรู้จักฟังคนอื่นพูด จะได้ทำกิจกรรมต่างๆ อย่างสนุกสนาน ควรฝึกการออกคำสั่งที่ชัดเจนสั้นๆ ให้เด็กปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง เมื่อลูกทำได้ก็ให้ทำตามคำสั่งต่อเนื่อง ซับซ้อนขึ้น เช่น หยิบเสื้อ กระโปรง เอาไปวางบนโต๊ะแล้วหยิบรองเท้าถุงเท้ามาให้แม่
  6. ฝึกการฟังด้วยการเล่านิทานก่อนนอน พ่อแม่ต้องตั้งคำถาม เพื่อฝึกการจับใจความ ฝึกการคิด ดังนั้น คำถามไม่ควรเป็นคำถามที่ตอบแค่ใช่หรือไม่ใช่ ฝึกให้แก้ปัญหาด้วยตนเอง อย่ารีบช่วยคิด หรือช่วยแก้ปัญหา
  7. พ่อแม่จะต้องดูจังหวะที่จะเข้าไปช่วย เพราะเด็กจะขาดทักษะในการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
  8. เมื่อเด็กทำไม่ได้ให้ใช้วิธีชี้แนะแต่ไม่ใช่ทำให้ พ่อแม่ควรให้กำลังใจและชมเชยเมื่อเด็กแก้ปัญหาได้เอง
 
3.ฝึกการรอคอย และการยอมรับกติกา

เมื่อไปอยู่ที่โรงเรียนเด็กจะต้องรอคอยแน่นอน เพราะห้องในเรียนมีเด็กหลายคน ดังนั้นต้องเริ่มฝึกตั้งแต่การรอคอยระยะสั้นๆ ไม่นานนัก และเริ่มให้รอเพื่อทำสิ่งที่เด็กสนใจ

  • ต้องไม่ตอบสนองในทันทีที่เด็กต้องการ
  • บอกให้รู้ว่าเมื่อรอ แล้วอีกไม่นานก็จะได้ ให้เด็กไปเล่นร่วมกับเด็กอื่น ๆ ที่ต้องการการเข้าคิว ต่อแถว หรือชี้ให้เห็น เมื่อต้องมีการเข้าคิวเวลาออกไปทำธุระนอกบ้าน เพื่อให้เด็กเห็นเป็นตัวอย่างและเข้าใจชัดเจนขึ้น
  • ฝึกการรอคอย หัดรอแม่ทำอะไรบางอย่างให้ โดยที่แม่ตั้งเงื่อนไขที่จะให้รางวัลกับเด็ก หากเด็กรอด้วยความอดทน ไม่งอแง เช่น “แม่เจียวไข่เสร็จแล้ว เราไปเล่นลูกบอลด้วยกัน” ซึ่งแม่ต้องรักษาสัญญา การฝึกนี้จึงจะได้ผล เพื่อให้เด็กไว้ใจในคำมั่นสัญญา ฝึกให้เด็กรอได้มีความสำคัญมาก เพราะยังหมายถึงการรอให้ถึงเวลากลับบ้านด้วย ซึ่งนี่เป็นเรื่องใหญ่ของเด็กเมื่อไปโรงเรียนใหม่ๆ การรักษาคำพูดของพ่อแม่ต้องเป็นเรื่องที่ลูกมั่นใจได้ ผึกเตรียมใจสำหรับการจากกัน เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะมีผลกระทบด้านจิตใจ

ดังนั้นเมื่อพ่อแม่จะออกจากบ้านไปทำงานหรือไปไหน จะต้องบอกเด็กว่าจะไปไหนและจะกลับเมื่อไหร่ แม้ว่าเด็กจะร้องตามหรือร้องไห้ แต่เมื่อทำจนคุ้นเคย เด็กจะเรียนรู้ว่า แม้จะร้องไห้ยังไงพ่อแม่ก็ต้องไป แต่พ่อแม่ก็จะกลับมาตามเวลาที่บอกไว้

  • ฝึกการยอมรับกติกา เมื่อออกคำสั่งให้เด็กทำอะไร จะต้องบอกว่าทำเพื่ออะไร หรือทำเพราะอะไร ใช้คำอธิบายที่ไม่ซับซ้อนเพื่อปูพื้นฐานให้เด็กรู้จักเหตุและผล และรู้ถึงผลของสิ่งที่จะปฏิบัติ และให้โอกาสเด็กได้แสดงความคิดเห็น และ ร่วมตั้งกติกาด้วยจะช่วยให้เด็กเต็มใจทำยิ่งขึ้น

เมื่อฝึกให้เด็กได้เรียนรู้และยอมรับกฎกติกาอย่างเต็มใจ เมื่อไปโรงเรียนเด็กจะยอมรับในกฎ ข้อบังคับ ข้อห้ามของครูได้ หมั่นพาเด็กไปสถานที่ใหม่ๆ เพื่อให้โอกาสเด็กได้ปรับตัวกับสถานที่และกติกาของที่นั้นๆ ให้เด็กได้มีโอกาสพบและเล่นกับเด็กในวัยเดียวกัน เช่น พาไปสนามเด็กเล่น ไปบ้านเพื่อน บ้านญาติที่มีเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน สร้างทัศนคติที่ดีต่อโรงเรียน สร้างความคุ้นเคยกับสถานที่และบรรยากาศใหม่ๆ โดยหาโอกาสพาเด็กไปเที่ยวโรงเรียนที่คาดว่าจะให้เด็กไปเรียน ให้รู้สึกเหมือนกับการไปเที่ยว เด็กๆ มักจะติดใจและอยากไปโรงเรียนอีก เพราะโรงเรียนมีสนามเด็กเล่นและมีของเล่นให้เล่นสนุก พ่อแม่ควรจะพูดคุยกับถึงสิ่งที่จะได้พบที่โรงเรียน เช่น กิจกรรมสนุกสนาน ครู เพื่อน ของเล่น สนามเด็กเล่น และกิจกรรมต่างๆ ที่จะได้ทำที่โรงเรียน ทำไมจะต้องไปโรงเรียน



4.สร้างบรรยากาศ อยากไปโรงเรียน
  1. ให้พี่หรือญาติเป็นตัวอย่าง พ่อแม่เพียงย้ำให้เด็กรู้ว่า อีกไม่นานก็จะได้ไปโรงเรียน ได้แต่งชุดนักเรียนสวยๆ หล่อๆ เหมือนกับพี่ๆ
  2. หาหนังสือนิทานที่มีเรื่องราวสนุกสนานเกี่ยวกับโรงเรียน หรือข้อเสียของการที่ไม่ได้เรียนหนังสือมาอ่านให้ฟัง
  3. ชวนคุยถึงเรื่องการไปโรงเรียน อยากไปเล่นที่สนามเด็กเล่นหรือไปนั่งชิงช้าเล่นกับเพื่อนๆ อีกไหม หรือเล่นสมมติเป็นครูนักเรียน เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับการโรงเรียน
  4. ฝึกเด็กให้อยู่ร่วมกับแปลกหน้า เพราะการที่ต้องแยกจากพ่อแม่ ไปอยู่กับครูที่เด็กไม่คุ้นเคยกันมาก่อน ย่อมจะทำให้เด็กกลัวการพลัดพราก โดยในขณะที่เด็กจะไม่มีพ่อแม่อยู่ด้วยหรือไปด้วยในบางครั้ง จะต้องบอกเด็กให้รู้ว่า พ่อแม่จะไม่อยู่ด้วย แต่เดี๋ยวก็จะกลับมาใหม่
  5. ปรับเรื่องของเวลา กิน นอน การทำกิจวัตรประจำวัน ให้สอดคล้องกับช่วงเปิดเทอมของเด็กให้มากที่สุด โดยเฉพาะเวลาเข้านอนและเวลาตื่น จัดจำนวนมื้ออาหารให้ใกล้เคียงกับที่โรงเรียนจะจัดให้
  6. ชวนเด็กไปเลือกซื้อของใช้ต่างๆ ทั้งกระเป๋า รองเท้า ถุงเท้า กระติกน้ำ สีเทียน สีไม้ เครื่องเขียนประจำตัว และอื่นๆ

 

ข้อสำคัญคือ ต้องวางแผนลางาน หรืออาจต้องหยุดงานเพื่อให้เวลากับลูกในช่วงแรกของการไปโรงเรียน เพื่อคอยดูเด็กในช่วงแรก ฝึกให้เด็กเข้านอนเร็วขึ้น เพื่อให้ได้พักผ่อนเต็มที่ ตื่นขึ้นมาตอนเช้าจะได้สดใสพร้อมไปโรงเรียน สำหรับวันไปโรงเรียนจริงๆ วางแผนการจัดเตรียมอาหาร เวลาอาบน้ำแต่งตัวของเด็ก และเผื่อเวลาสำหรับการเดินทาง พ่อแม่ต้องมีท่าทีที่สบายๆ ดูไม่กังวลหรือเครียด จะช่วยให้เด็กรู้สึกว่าการไปโรงเรียนเป็นเรื่องปกติ และไม่น่ากลัวอะไร

 

 

เปิดเทอมนี้พร้อม! 3 ไอเทมติดกระเป๋าให้ลูก ๆ ปลอดภัยจากโควิด-19

เปิดเทอม-ของใช้เด็ก- โรงเรียน-ไอเทมเปิดเทอมยุคโควิด

เช็กด่วน ๆ เปิดเทอมนี้คุณพ่อคุณแม่มี 3 ไอเทมติดกระเป๋าลูกหรือยังคะ ต้องเตรียมพร้อม! ก่อนเปิดเรียนใหม่แบบ New Normal เพื่อความปลอดภัยของลูก และห่างไกลจากโควิดค่ะ

3 ไอเทมติดกระเป๋านักเรียนวิถีใหม่ สิ่งที่ต้องเตรียม ได้แก่

1.หน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้า

เตรียมสำหรับใส่ออกจากบ้าน 1 อัน และควรมีติดกระเป๋าไว้อีก 1 อัน เผื่อทำหายระหว่างวันหรืออันเก่าเกิดเปียกชื้น ก็ควรเปลี่ยนทันที เพื่อประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อโรค

2.เจลล้างมือ หรือสเปรย์แอลกฮอล์

ขนาดพกพา สำหรับทำความสะอาดมือ ป้องกันเชื้อโรค

3.ผ้าเช็ดหน้า หรือกระดาษเช็ดหน้า

รวมถึงกระดาษทิชชู่แบบเปียก สำหรับใช้เช็ดทำความสะอาดโต๊ะ เก้าอี้ หรือสิ่งของอื่น ๆ ก่อนสัมผัสนั่นเอง

การเปิดโรงเรียนในครั้งนี้ ถือว่ามีความเสี่ยงสูงไม่น้อยไปกว่าการเปิดห้างสรรพสินค้า เพราะโรงเรียนถือเป็นสถานที่ที่มีผู้คนมากมาย และต้องใช้เวลาร่วมกันนานนับหลายชั่วโมง ก่อนเปิดเรียน โรงเรียนจึงควรเตรียมการให้พร้อม สำรองอุปกรณ์ และไอเทมต่างๆ เอาไว้ให้เพียงพอ และปฏิบัติตามมาตรการอย่างเข้มงวด เพื่อสุขอนามัยที่ดีของลูกค่ะ

 

เปิดเทอมนี้พร้อม! เตรียมความรู้ปูพื้นฐานให้ลูกรัก

เปิดเทอม-นักเรียน-โรงเรียน-การเลี้ยงลูก

เด็ก ๆ ใกล้จะเปิดเทอมกันแล้ว คุณพ่อคุณแม่และเจ้าตัวเล็กพร้อมหรือยังเอ่ย? ภารกิจแรกวันนี้ ขอเสนอกับช่วงเตรียมความรู้ปูพื้นฐานให้ลูกก่อนไปโรงเรียนกันค่ะ จะต้องเตรียมตัวอย่างไร สอนลูกให้เรียนรู้อะไรบ้าง มาดูกันเลยยย!  

ทักษะพื้นฐานวัยอนุบาล

การเตรียมตัวลูกน้อย ก่อนเข้าเรียนชั้นอนุบาล เรื่องการปูพื้นฐานความรู้เป็นสิ่งจำเป็นที่พ่อแม่ต้องสอนลูกนะคะ 

  1. ทักษะการเขียน เริ่มจากการซื้อหนังสือหัดเขียน ก-ฮ โดยมีคุณแม่หรือคุณพ่อ จับมือลูกเขียนตามรอยเส้นปะ หลังจากนั้นพอลูกเริ่มสามารถเขียนเองได้แล้ว สอนลูกให้เขียนชื่อจริง นามสกุล และชื่อเล่นของตัวเอง พร้อมกับให้อ่านออกเสียง

  2. ทักษะการท่องจำ นอกจากการสอนลูกให้เขียนตามรอยปะ ต้องสอนให้ลูกอ่าน พยัญชนะ ก-ฮ และอักษรภาษาอังกฤษ A-Z  โดยมีคุณพ่อคุณแม่เป็นคุณครูคนแรกค่ะ ปัจจุบันได้มีโปสเตอร์ ที่มีรูปภาพและคำประกอบ ภาษาไทย อังกฤษ เมื่อเรากด จะมีเสียงของคำนั้นๆ ออกมาด้วยค่ะ ง่ายต่อการเรียนรู้มากๆ 

  3. ทักษะการบวกเลขง่ายๆ เช่น 1+1 = 2 เป็นต้น เรื่องการบวกเลข ลบเลข เรื่องนี้จะไม่บังคับหรือเครียดกับลูกมากเกินไป ถ้าลูกตอบไม่ได้นะคะ เราควรต้องให้เวลาให้ลูกได้เรียนรู้ ยกตัวอย่างการสอน เรื่องสัญลักษณ์การบวก เท่ากับเพิ่มขึ้น สัญลักษณ์ลบ เท่ากับลบออก ลองหยิบผลไม้มาเป็นตัวช่วยดูสิ แอปเปิ้ล 1 ผล บวกกับ แอปเปิ้ล 1 ผล เท่ากับเท่าไหร่ค่ะ ถ้าลูกตอบได้ อาจมีรางวัลเล็กๆ ให้ลูกพอดีใจ เพื่อเป็นกำลังใจในการเรียนรู้ครั้งต่อไปนะคะ

ทักษะพื้นฐานวัยปฐมต้น

ผ่านชั้นอนุบาลมาได้แล้ว การเตรียมตัวขั้นตอนไปคือการขึ้นชั้น ป.1 อีกหนึ่งก้าวของความสำเร็จของลูก ดีใจด้วยนะคะ ต่อไปเป็นก้าวที่สองแล้ว เรามาเตรียมทบทวนความรู้ที่เคยเรียน พร้อมเสริมวิชาใหม่ๆ ให้ลูก เพื่อเพิ่มความรู้คูณสองกันค่ะ

  1. ทักษะการเขียน  ทบทวนวิชาภาษาไทย โดยมีคุณพ่อกับคุณแม่เป็นคุณครูสอนนะคะ เริ่มจากการเขียนชื่อ นามสกุล และชื่อเล่นของเจ้าตัวเล็กให้ถูกต้อง ถึงแม้ลูกอาจยังเขียนผิดๆ ถูกๆ บ้าง หากพ่อแม่คอยสอนทบทวน เรื่องความรู้ที่ลูกเรียนในแต่ละวัน สอนการเขียนคำที่ถูกต้อง ไม่นานค่ะ ลูกจะเริ่มจำและเรียนรู้ จนสามารถอ่านออก เขียนได้ถูกต้องทุกคำ

  2. ทักษะการท่องจำ  ซื้อหนังสือนิทาน บัตรคำศัพท์มาคอยให้ลูกได้ฝึกฝนคำศัพท์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษค่ะ ในเวลาว่างช่วงปิดเทอม ช่วยลูกเล่นเกมส์ทายสิอะไรเอ่ย ให้ทายคำภาษาไทย แล้วพูดเป็นภาษาอังกฤษ ถ้าทายถูกต้องรับไปเลย 1 ดาว แค่นี้ลูกก็มีกำลังใจและอยากจะเรียนรู้ความรู้ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีกแน่นอนค่ะ

  3. ทักษะตัวเลข สอนลูกท่องจำเรื่องตัวเลข การเขียน สัญลักษณ์การลบ บวก คูณ เด็กวัยนี้ต้องเริ่มท่องสูตรคูณแล้วนะคะ อาจเริ่มที่ง่ายๆ ก่อน คือ แม่ 2 สอนลูกให้ท่องสูตรคูณก่อนนอน หรือตื่นเช้ามาท่อง เพื่อให้เขาได้จำ แล้วคุณแม่อย่าลืมทดสอบความจำของลูกด้วยนะคะ 

การปูพื้นฐานให้ลูกก่อนไปโรงเรียนถือเป็นเรื่องที่ดีนะคะ เป็นการเตรียมความพร้อมของลูกกับการเรียนต่างๆ ฝึกให้เขาคุ้นชินกับการท่องจำ การฝึกพูด อ่าน เขียน ภาษาไทยให้ถูกต้อง คนที่มีความรู้ก่อน มักจะได้เปรียบคนอื่นเสมอค่ะ หวังว่าบทความนี้จะให้ความรู้ ข้อแนะนำดี ๆ ที่มีประโยชน์ให้หลายครอบครัวนำไปใช้ เพื่ออนาคตที่ดีของลูกนะคะ

 

เรียนฟรี 15 ปี เด็กไทยได้อะไรบ้าง

การเลี้ยงลูก-พัฒนาการ-สอนลูก-โรงเรียน-เรียนฟรี-เรียนฟรี15ปี

เรียนฟรี 15 ปี เด็กไทยได้อะไรบ้าง

เคยได้ยินมาตลอดเกี่ยวกับนโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่คุณพ่อคุณแม่ทราบหรือไม่ว่าในปีแต่ละปีนั้นรัฐจ่ายอะไรให้กับการศึกษาของลูกเราบ้าง และแต่ละปี เด็กจะได้รับการสนับสนุนเท่าไหร่ เรามาดูกันค่ะ 

กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ ซึ่งแต่ละปีการศึกษาจะมีการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนใน 5 หมวด ได้แก่


ค่าเล่าเรียนแบ่งเป็น
 

 
 

ก. การศึกษาในระบบที่เด็กนักเรียนจะได้รับการสนับสนุนต่อหัวอยู่ที่
 

  • อนุบาลคนละ 1,700 บาทต่อปี
  • ประถมศึกษา คนละ 1,900 บาทต่อปี
  • มัธยมต้น คนละ 3,500 บาทต่อปี
  • มัธยม ปลาย คนละ 3,800 บาทต่อปี
  • ปวช.(ช่างอุตสาหกรรม) คนละ 6,500 บาทต่อปี,
    (พาณิชยกรรม) คนละ 4,900 บาทต่อปี,
    (คหกรรม) คนละ 5,500 บาทต่อปี
    (ศิลปกรรม) คนละ 6,200 บาทต่อปี
    (เกษตรกรรมทั่วไป) คนละ 5,500 บาทต่อปี
    (เกษตรกรรมปฏิรูป) คนละ 11,900 บาทต่อปี
  • ปวช.คนละ 4,240 บาทต่อปี

หมายเหตุ :
 

  1. มีการเพิ่มการอุดหนุนแก่นักเรียนอนุบาล 3 ขวบในโรงเรียนเอกชน
  2. ปรับเพิ่มอัตราอุดหนุนให้โรงเรียนดอกชนอีกร้อยละ 10

 

หนังสือเรียน



กระทรวงศึกษาธิการฯ จะจัดสรรงบประมาณค่าหนังสือเรียนให้สถานศึกษาเป็นผู้บริหารจัดการเอง แต่ต้องกำหนดวิธีการให้ถูกต้องตามระเบียบของราชการ และให้มีการทำระบบหนังสือยืมเรียนเพื่อส่งต่อให้นักเรียนรุ่นต่อรุ่น หากหนังสือขาดหรือหายก็ต้องมีคณะกรรมการดำเนินการพิจารณาคัดเลือกหนังสือใหม่เพิ่มเข้ามา สำหรับเกณฑ์ของเงินที่จะจัดสรรเป็นค่าหนังสือเรียนตามรายหัว ต่อปี โดย
 

  •  
     
    อนุบาล คนละ 200 บาท
  • ประถมศึกษาปีที่ 1 คนละ 656 บาท
  • ประถมศึกษาปีที่ 2 คนละ 650 บาท
  • ประถมศึกษาปีที่ 3 คนละ 653 บาท
  • ประถมศึกษาปีที่ 4 คนละ 707 บาท
  • ประถมศึกษาปีที่ 5 คนละ 846 บาท
  • ประถมศึกษาปีที่ 6 คนละ 859 บาท
  • มัธยมศึกษาปีที่ 1 คนละ 808 บาท
  • มัธยมศึกษาปีที่ 2 คนละ 921 บาท
  • มัธยมศึกษาปีที่ 3 คนละ 996 บาท
  • มัธยมศึกษาปีที่ 4 คนละ 1,384 บาท
  • มัธยมศึกษาปีที่ 5 คนละ 1,326 บาท
  • มัธยมศึกษาปีที่ 6 คนละ 1,164 บาท
  • ปวช.คนละ 2,000.00 บาท

 

อุปกรณ์การเรียน



ในส่วนนี้พ่อแม่สามารถนำใบเสร็จจากการซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ของลูกมาเป็นหลักฐานในการเบิกเงินสดได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วหลายๆ โรงเรียนจะจัดสรรให้นักเรียนตามงบประมาณที่ได้แล้ว ได้แก่ แบบฝึกหัด สมุด ดินสอ ปากกา ยางลบ เครื่องมือเรขาคณิต วัสดุฝึกด้านคอมพิวเตอร์ (เช่น แผ่นซีดี) กระดาษ A4 สีเทียน ดินน้ำมัน เป็นต้น

สำหรับเกณฑ์ของเงินที่จะจัดสรรเป็นค่าอุปกรณ์การเรียนตามรายหัว มีดังนี้
 

  • อนุบาล คนละ 200 บาทต่อปี
  • ประถมศึกษา คนละ 390 บาทต่อปี
  • มัธยมต้น คนละ 420 บาทต่อปี
  • มัธยมปลาย คนละ 460 บาทต่อปี
  •  
     
    ปวช.คนละ 460 บาทต่อปี

 

เครื่องแบบชุดนักเรียน



กระทรวงศึกษาธิการจัดสรรงบประมาณให้สถานศึกษาดำเนินการจัดทำบัญชีจ่ายเงินสดให้แก่ผู้ปกครองนักเรียนตามเกณฑ์ค่าใช้จ่ายรายหัว โดยผู้ปกครองและนักเรียนเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการจัดซื้อเครื่องแบบนักเรียนด้วยตนเอง และให้นำใบเสร็จรับเงินที่มีมูลค่าไม่ต่ำกว่าเงินสดนั้น มาเป็นหลักฐานแสดงกับสถานศึกษา โดยมีการตรวจสอบจากคณะกรรมการสถานศึกษาและภาคี 4 ฝ่ายอีกชั้นหนึ่ง

สำหรับเกณฑ์ของเงินที่จะจัดสรรเป็นค่าเครื่องแบบนักเรียนตามรายหัว ดังนี้
 

  • อนุบาล คนละ 300 บาต่อปี
  • ประถมศึกษา คนละ 360 บาทต่อปี
  • มัธยมต้น คนละ 450 บาทต่อปี
  • มัธยมปลาย คนละ 500 บาทต่อปี
  • ปวช.คนละ 900 บาทต่อปี

ทั้งนี้ เครื่องแบบนักเรียนจำกัดให้เด็ก คนละ 2 ชุดต่อปี ตามราคามาตรฐาน หากพ่อแม่ซื้อเครื่องแบบนักเรียนที่มีราคาสูงกว่าก็ต้องจ่ายส่วนต่างนั้นไป

ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน

กระทรวงศึกษาธิการได้จัดสรรงบประมาณให้สถานศึกษา สำหรับบริหารจัดการกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียนได้เองตามวัตถุประสงค์ใน 4 กิจกรรม ได้แก่
 

  1.  
     
    กิจกรรมวิชาการ โดยจัดอย่างน้อย 1 ครั้ง ต่อคนต่อปี
  2. กิจกรรมด้านคุณธรรมจริยธรรม เช่น ค่ายลูกเสือ ยุวกาชาด เนตรนารี โดยจัดอย่างน้อย 1 ครั้ง ต่อคนต่อปี
  3. ทัศนศึกษานอกสถานที่ โดยจัดอย่างน้อย 1 ครั้งต่อคนต่อปี
  4. บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศหรือคอมพิวเตอร์ โดยจัดอย่างน้อย 40 ชั่วโมง ต่อคนต่อปี


ส่วนเกณฑ์ของเงินที่จะจัดสรรเป็นค่ากิจกรรมพัฒนาผู้เรียน มีดังนี้

  • อนุบาล คนละ 215 บาทต่อภาคเรียน
  • ประถมศึกษา คนละ 240 บาทต่อภาคเรียน
  • มัธยมต้น คนละ 440 บาทต่อภาคเรียน
  • มัธยมปลาย คนละ 475 บาทต่อภาคเรียน
  • ปวช.คนละ 475 บาทต่อภาคเรียน

 


สำหรับโรงเรียนเอกชน เด็กๆ นักเรียนโรงเรียนเอกชนก็ได้รับการสับสนุนเช่นเดียวกับเด็กโรงเรียนของรัฐค่ะ แต่คุณพ่อคุณแม่อาจต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่มมากกว่าโรงเรียนรัฐบาลสักหน่อยค่ะ   



4686 2




ที่มา : กระทรวงศึกษาธิการ, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน 




 

แนะนำโรงเรียนอนุบาล 3 ภาษา Associe International Kindergarten Bangkok35

แนะนำโรงเรียน-โรงเรียนอนุบาล- โรงเรียนชั้นนำ- AIKB35- AssocieInternationalKindergartenBangkok35

โรงเรียนอนุบาลดีต้องบอกต่อ ใครที่กำลังมองหาโรงเรียนอนุบาลที่สอน 3 ภาษาให้กับบุตรหลาน ขอแนะนำโรงเรียน Associe International Kindergarten Bangkok35 (หรือเรียกสั้นๆเก๋ๆว่า AIKB35) ที่มีประสบการณ์บริหารสถานรับเลี้ยงเด็กเล็กมากกว่า 20 กว่าแห่งในโตเกียว และดำเนินงานต่อเนื่องมากว่า 30 ปี

จุดเด่นของโรงเรียน Associe International Kindergarten Bangkok35 (AIKB35) คือมีการจัดการเรียนการสอน 3 ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ และ ญี่ปุ่น เหมาะสำหรับครอบครัวที่อยากให้ลูกได้ใช้ทั้งภาษาอังกฤษ และ ภาษาญี่ปุ่นเป็นหลักและยังเป็นโรงเรียนอนุบาลญี่ปุ่นเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ที่ไม่จำกัดชนชาติ เพราะโรงเรียนอนุบาลญี่ปุ่นในประเทศไทยส่วนใหญ่จะต้องมีคุณพ่อ หรือ คุณแม่ที่มีสัญชาติญี่ปุ่นเท่าานั้นจึงจะเข้าเรียนได้

นอกจากเรื่องการศึกษาแล้ว ยังมีอีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจก็คือ เรื่องอาหารกลางวันของน้องๆ ห้องครัว AIKB35 ออกแบบตามมาตรฐานและอุปกรณ์ส่วนใหญ่นำเข้าจากญี่ปุ่น ทางโรงเรียนคำนึงถึงประโยชน์ทางด้านโภชนาการ เพื่อให้น้องๆได้ทานอาหารกลางวันที่แสนอร่อยและได้สารอาหารครบ 5 หมู่ อีกทั้งยังได้ลิ้มลองเมนูนานาชาติหลากหลายที่ปรุงสดใหม่ทุกวัน

ทางโรงเรียนยังจัดให้มีบริการรับส่งเด็ก ๆ โดยร่วมมือกับบริษัท Metro Bus ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรถโรงเรียนที่มุ่งเน้นความปลอดภัยตามมาตราฐานสากล

AIKB35 ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 35 ใกล้บีทีเอส พร้อมพงษ์ (เดินจากสถานีประมาณ 5 นาที) และยังมีเปิดเนอร์สเซอรี่สำหรับเด็กเล็กชื่อ Yurikago Nursery 39 ในซอยสุขุมวิท 39 ด้วยค่ะ

ช่วงนี้มี Promotion พิเศษ สำหรับผู้ที่สนใจกรุณาติดต่อสอบถามข้อมูล เพิ่มเติมได้ที่ อีเมล์ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

 

4863 01

ในวันที่ลูกถูกเพื่อนแกล้ง บทบาทของพ่อแม่ต้องทำอย่างไร

การเลี้ยงลูก-พัฒนาการ-สอนลูก-ลูกโดนเพื่อนแกล้ง- ลูกโดนแกล้ง- วิธีรับมือเมื่อลูกโดนกลั่นแกล้ง

เมืื่อลูกถูกเพื่อนแกล้ง สัญญาณแบบไหนที่บอกว่าลูกถูกแกล้งแน่ ๆ พ่อแม่ต้องทำอย่างไร มาหาคำตอบกันค่ะ 

ในวันที่ลูกถูกเพื่อนแกล้ง บทบาทของพ่อแม่ต้องทำอย่างไร

ปี 2563 กรมสุขภาพจิตเปิดเผยว่าเด็กนักเรียนไทยถูกแกล้งติดอันดับ 2 ของโลก และในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาด้วยสถานการณ์โควิด 19 ทำให้เด็กหลายคนต้องเรียนออนไลน์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการกลั่นแกล้งกันในโรงเรียนจะหมดไปเสียทีเดียว

ยิ่งเมื่อโรงเรียนเปิดเรียนออนไซต์แล้ว แนวโน้มที่เด็กจะถูกแกล้งในโรงเรียนก็มีเยอะขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระดับอนุบาล ประถมศึกษา หรือระดับมัธยมศึกษา พ่อแม่ต้องหมั่นสังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูก รู้จักบทบาทของตนเอง เพื่อช่วยลูกหาทางรับมือกับการกลั่นแกล้งในโรงเรียนให้ได้

สัญญาณว่าลูกถูกรังแก

1. ร้องไห้ ไม่อยากไปโรงเรียน

2. ลูกเปลี่ยนไป จากเด็กร่าเริง สดใส กลายเป็นเด็กขี้อาย เก็บตัว ไม่เล่นกับใคร

3. ผลการเรียนต่ำลง พัฒนาการถดถอย 

4. เงียบ ไม่ร่าเริงสดใส

5. เมื่อพูดถึงเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน ลูกมักไม่อยากตอบ ไม่ค่อยมีเพื่อน 

6. มีบาดแผลตามร่างกาย 


 

บทบาทของพ่อแม่จะช่วยลูกได้อย่างไร

1. เปิดใจ เปิดโอกาสให้ลูกได้พูดถึงความรู้สึก เพื่อให้รับรู้ว่าลูกรู้สึกอย่างไร

2. มีท่าทีที่ดี เมื่อคุณครูบอกเล่าถึงพฤติกรรมของลูกเมื่ออยู่โรงเรียน อย่าเพิ่งติดป้ายเด็กคู่กรณีว่าเป็นเด็กมีปัญหา เพราะเขาอาจทำผิดพลาดและมีโอกาสที่จะสำนึกผิดได้

3. คุยกับพ่อแม่ของเด็กที่แกล้งลูก และครู เพื่อหาทางออกร่วมกัน

4. หากเหตุการณ์รุนแรงมาก และอีกฝั่งไม่ได้มีท่าทีสำนึกผิดใด ๆ ต้องให้กฎหมายเข้าช่วยปรับพฤติกรรมเด็ก เพื่อเป็นตัวอย่างว่าอย่าไปแกล้งใครรุนแรงแบบนี้ และอาจย้ายโรงเรียนลูกเป็นทางออกสุดท้าย

หากลูกถูกแกล้งไม่ว่าจะรุนแรงหรือไม่รุนแรงมาก พ่อแม่คือพื้นที่ปลอดภัยของลูก หาทางออกของผู้ใหญ่แล้ว อย่าลืมรักษาจิตใจของลูกเพราะการถูกแกล้งส่งผลกระทบต่อจิตใจเด็กในระยะยาว

นอกจากนี้ อย่าลืมสอนลูกเรื่องการขอโทษ การให้อภัย และการยิ้มนะคะ เพราะจะทำให้ลูกเรามีเกราะป้องกัน "หัวใจ" ตัวเองได้ดีเยี่ยม เขาจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่รู้อะไรควร ไม่ควร และเข้าใจความเป็นมนุษย์มากขึ้นว่า ทุกคนสามารถทำเรื่องผิดพลาดได้ แต่เราก็รู้จักการให้อภัย แก้ไข และปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขค่ะ

เมื่อปกป้องลูกแล้วอย่าลืมสร้างกำลังใจให้เขาด้วย เพราะพ่อแม่เป็นคนสำคัญที่จะช่วยสร้างกำลังใจให้ลูก สอนเขาให้มีความเชื่อมั่น และกล้าปกป้องตัวเองเมื่อถูกรังแก ย้ำกับลูกเสมอว่า 'ถึงเพื่อนคนนั้นจะชอบรังแกหนู แต่เพื่อนคนอื่นกับครูรักหนูมากนะ'

ที่สำคัญอย่ายุหรือผลักดันให้ลูกตอบโต้ หรือหันมาใช้พฤติกรรมไม่น่ารักเหมือนที่เขาถูกเพื่อนทำนะคะ

 

 

อ้างอิง : 

https://www.dmh.go.th/news-dmh/view.asp?id=30612

ไลน์กรุ๊ปพ่อแม่โรงเรียนลูก ใช้ยังไงให้ได้ประโยชน์ ลดดราม่าสงครามพ่อแม่ในไลน์กรุ๊ป

 ไลน์กรุ๊ปพ่อแม่, ไลน์กลุ่มพ่อแม่, ไลน์กรุ๊ปผู้ปกครอง, ไลน์กลุ่มผู้ปกครอง, ไลน์กรุ๊ปโรงเรียน, ไลน์กลุ่มโรงเรียนลูก

มีบ้านไหนบ้างคะที่ตอนนี้มีไลน์กรุ๊ป (Line Group) ของผู้ปกครองลูกที่เรียนห้องเดียวกัน โรงเรียนเดียวกัน การมีไลน์กรุ๊ปผู้ปกครองเพื่อช่วยกันดูแลลูกเป็นเรื่องดีค่ะ แต่เราก็เห็นคุณแม่หลายคนบ่นกันเยอะว่า ผู้ปกครองทะเลาะกันเองในไลน์กรุ๊ปบ้าง มีดราม่าบ้าง แดกดันกันบ้าง อวดอ้างบ้าง จนทำตัวไม่ถูกว่าควรจะยังอยู่ในไลน์กรุ๊ปหรือดีดตัวออกมาดี เพื่อเลี่ยงดราม่าต่างๆ ลองมาดูกันว่าไลน์กรุ๊ปผู้ปกครอง ใช้ยังไงให้ได้ประโยชน์ ลดดราม่าสงครามพ่อแม่ในไลน์กรุ๊ป

ไลน์กรุ๊ปพ่อแม่โรงเรียนลูก ใช้ยังไงให้ได้ประโยชน์
  1. สิ่งที่คุยในไลน์กรุ๊ป ควรเป็นคำแนะนำ การช่วยเหลือ ช่วยกันติดตามลูก การแลกเปลี่ยนวิธีเรียนรู้ หรือช่วยกันหาทางแก้ปัญหาบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้นกับลูกๆ ในห้องเรียน
     
  2. ใช้ไลน์กรุ๊ปเพื่อติดตามการเรียน กิจกรรมของเด็กๆ เพราะผู้ปกครองแต่ละคนอาจได้ข้อมูลมาไม่เท่ากัน การแลกเปลี่ยนเพื่อให้รู้ความคืบหน้า สิ่งที่จะทำ การเตรียมพร้อมให้ลูก
     
  3. ใช้ไลน์กรุ๊ปเป็นหนึ่งในเครื่องมือนัดหมาย เพื่อมาพบปะกัน เช่น แก๊งเที่ยว แก๊งเรียนกีฬา หรือ แก๊งอ่านหนังสือ เพราะการได้พบกันจริงๆ จะสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคง และได้แลกเปลี่ยน เรียนรู้กันดีกว่าการอ่านข้อความในไลน์กรุ๊ปเพียงอย่างเดียว
     
  4. ผู้ปกครองควรมีกติการ่วมกัน และใช้ไลน์กรุ๊ปผู้ปกครองโดยมีวัตถุประสงค์ชัดเจน เช่น
    1. ห้ามโพสต์เรื่องเรียนพิเศษ เรียนเสริม เร่งเรียน
    2. ห้ามโพสต์เรื่องคะแนนสอบของลูก
    3. ห้ามโพสต์เรื่องที่คุยนอกกรุ๊ปหรือคุยในกรุ๊ปอื่นแล้วนำมาเล่าในกรุ๊ปนี้
    4. ห้ามใช้คำหยาบ คำดูดถูก คำเปรียบเทียบ คำวิจารณ์ต่อเด็กๆ หรือพ่อแม่ด้วยกันเอง
    5. ไม่ควรโพสต์รูปเด็กที่ทำผิด ทำเรื่องน่าอาย เพราะอย่าลืมว่าผู้ปกครองของเด็กๆ ก็อยู่ในกรุ๊ปนี้ด้วย

 

หากเกิดดารม่าในไลน์กรุ๊ปผู้ปกครอง นี่คือสิ่งที่ควรทำ
  1. หากเราไมีมีส่วนเกี่ยวข้อง ให้วางเฉย เป็นกลาง ไม่เสนอความคิดเห็นทั้งในกรุ๊ปหรือในไลน์ส่วนตัว
  2. หากเรามีส่วนในประเด็นนั้นโดยตรง ควรแยกคุยเป็นการส่วนตัว และควรคุยเมื่ออารมณ์เย็นแล้ว เพื่อหาทางแก้ไขร่วมกัน ไม่ใช่การหาว่าใครถูกหรือผิด
  3. หากอยู่ท่ามกลางดราม่าไม่ไหว ควรทิ้งข้อความขอออกจากกรุ๊ปอย่างสุภาพและดีดตัวออกมา เพราะเรายังสามารถสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ปกครองได้ด้วยกันเจอกันที่โรงเรียนลูก


สิ่งสำคัญที่สุดในการอยู่รอดในไลน์กรุ๊ปผู้ปกครองคือ "ใจกว้าง" เพราะอย่าลืมว่า พ่อแม่แต่ละคนมีวิธีคิดและวิธีเลี้ยงลูกที่ต่างกัน และ "ตัวหนังสือไม่มีเสียงและสีหน้า" ดังนั้นการทะเลาะกันจากข้อความที่อ่านจึงมักเกิดขึ้นบ่อย หากพ่อแม่เข้าใจได้แบบนี้ การใช้ไลน์กรุ๊ปผู้ปกครองจะได้ประโยชน์ ได้เพื่อน และได้กำลังใจในการเลี้ยงลูกนะคะ

 

  • 1
  • 2