Tourette Syndromeเป็นโรคในกลุ่ม Tics ชนิดรุนแรงค่ะ พบได้ตั้งแต่แรกเกิด และมักจะแสดงอาการของโรคก่อน อายุ 18 ปี เป็นความผิดปกติเกี่ยวกับการทำงานของสารสื่อประสาทในสมอง ทำให้แสดงอาการกระตุกของกล้ามเนื้อหลายมัดพร้อม ๆ กัน ในรายที่รุนแรงอาจมีการเปล่งเสียงออกมาเป็นคำ ๆ ทั้งที่มีความหมายและไม่มีความหมาย
ลูกเป็น Tourette Syndrome หรือเปล่า ?
Tourette Syndrome ถือเป็นโรคที่มีความผิดปกติจากการทำงานของสมองที่ไม่พบสาเหตุแน่ชัด แต่มีข้อมูลทางการแพทย์พบว่าสืบทอดจากกรรมพันธุ์ได้ มีอาการเกี่ยวกับการควบคุมกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายผิดปกติ เช่น กะพริบตาถี่ ผงกศีรษะ ปากกระตุก แขนกระตุก และมีการเปล่งเสียงจากลำคอ เช่น เสียงในลักษณะกระแอม ไอ หรือเปล่งเสียงเป็นคำพูด จากเป็นรุนแรงอาจมีการสบถคำร่วมด้วย ซึ่งพบได้ไม่บ่อย
แต่หากมีอาการเปล่งเสียงเป็นคำ หรือสบถ พร้อมกับอาการกระตุกของกล้ามเนื้อ เกิดขึ้นซ้ำ ๆ รวดเร็ว และโดยไม่รู้ตัวเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี โดยไม่มีช่วงหยุดพักของอาการเลย เป็นเวลา 3 เดือนติดต่อกัน และพบก่อนจะอายุ 18 ปี อาจเข้าข่ายสงสัยว่าลูกกำลังเป็นโรค Tourette Syndrome แล้วนะคะ
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่มีผลให้อาการของโรคมีความรุนแรงมากขึ้น ดังนี้
1. มีความผิดปกติขณะตั้งครรภ์ ส่งผลให้สมองลูกพัฒนาได้ไม่ดี เช่น ได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ มีการกระทบเทือนของสมอง หรือมีการติดเชื้อของสมอง เมื่อคลอดออกมาแล้ว ลูกก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดโรคนี้ได้
2. สิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดู แม้สภาพแวดล้อมจะไม่ใช่สาเหตุหลักของการเกิดโรคนี้ แต่ก็พบว่าผู้ป่วยหลายคนเมื่อได้รับความเครียดจากสภาพแวดล้อม การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม เช่น การใช้ความรุนแรงในครอบครัว หรือได้รับความเครียด ความกดดันจากพ่อแม่ ก็ส่งผลต่อความรุนแรงของโรคให้มีอาการมากขึ้นได้
3. มีความบกพร่องในการทำงานของสมองอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น โรคซน สมาธิสั้น โรคบกพร่องทางทักษะในการเรียนรู้ (LD) ก็เพิ่มโอกาสเป็นโรค Tourette Syndrome ได้ค่ะ ซึ่งนอกจากจะทำให้การแสดงอาการของโรคมากขึ้นแล้ว ยังส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็กด้วย
พ่อแม่ดูแล ช่วยหนูดีขึ้นได้
หัวใจสำคัญของโรค Tourette Syndrome อยู่ที่ความเข้าใจในโรค และการดูแลจากคนใกล้ชิดค่ะ นอกจากจะช่วยให้อาการหนักทุเลาลงได้ ยังเป็นการสร้างพลังใจในการใช้ชีวิตของลูกด้วยนะคะ ซึ่งสามารถทำได้ดังนี้
1. กินยาสม่ำเสมอตามคุณหมอแนะนำการกินยาเป็นวิธีการรักษาสำคัญอย่างหนึ่งที่ช่วยให้อาการของโรคทุเลาลงได้ แต่ต้องอยู่ในความควบคุมของแพทย์เท่านั้น ซึ่งคุณหมอจะเป็นผู้พิจารณาตามความเหมาะสมว่า ควรกินยาตัวไหน ปริมาณ และระยะเวลานานแค่ไหน เพื่อให้มีผลข้างเคียงกับสมองน้อยที่สุด ที่สำคัญควรมาพบตามวันและเวลาที่คุณหมอนัดอย่างเคร่งครัด
2. พ่อแม่กำลังใจสำคัญของหนู เด็กป่วยเป็นโรค Tourette Syndrome อยู่ในครอบครัวที่มีความเข้าใจ ได้รับการดูแลที่เหมาะสมจากพ่อแม่ เหล่านี้จะทำให้เด็กมีอาการดีขึ้นได้ ฉะนั้นไม่เพียงพ่อแม่ที่อยู่ใกล้ชิดเท่านั้นที่สำคัญต่อลูก ยังรวมถึงสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวลูกด้วยค่ะ หากครอบครัวพูดคุยในเชิงผ่อนคลายกับลูก พูดให้กำลังใจกันในเชิงบวก ร่วมกับการกินยาตามคุณหมอแนะนำ อาการของลูกก็จะดีขึ้น หรือหายไปในระยะยาวได้
3. สร้างความเข้าใจกับคุณครูที่โรงเรียนลูก ความกังวลเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกอาการแย่ลงได้ โดยเฉพาะหากมีคนล้อเลียนถูกเพื่อนทักเกี่ยวกับอาการที่เป็น จะยิ่งทำให้เขารู้สึกกังวลมากขึ้น และยิ่งบังคับอาการได้ยาก คุณแม่จึงควรคุยกับคุณครูที่โรงเรียนให้เข้าใจตรงกันว่าหากเห็นลูกมีอาการให้คอยสังเกต แต่อย่าทัก หรือถามถึงอาการที่ลูกเป็น เพราะในเด็กบางคนอาจมีอาการมาก เช่น นั่งอยู่ดี ๆ แล้วลุกขึ้น กระโดด ตบหน้าตัวเอง หรือพูดคำหยาบออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งเด็กเหล่านี้ต้องการความเข้าใจ และการยอมรับจากคนรอบข้างมาก ๆ ค่ะ ทั้งคุณพ่อคุณแม่ และคุณครูจึงมีส่วนช่วยกันสร้างความมั่นใจให้ลูก เพื่อให้เขาใช้ชีวิตในสังคมได้ปกติที่สุด
4. ทำกิจกรรมช่วยผ่อนคลายการทำกิจกรรม focus activity สามารถช่วยผ่อนคลายให้อาการ Tourette Syndrome ของลูกทุเลาลงได้ เช่น การเล่นต่อจิ๊กซอว์ ต่อบล็อกไม้ ซึ่งเป็นการเล่นที่ค่อย ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ ได้ใช้จินตนาการอย่างอิสระ ไม่เครียด หรือต้องจ้องดูอะไรนาน ๆ รวมถึงการเล่นกีฬาและดนตรีที่เน้นการผ่อนคลายอารมณ์ก็ช่วยได้ดี แต่การทำกิจกรรมทุกครั้ง คุณพ่อคุณแม่จะต้องคอยอยู่ใกล้ ๆ ลูกนะคะ เพราะหากเราปล่อยให้ลูกเล่นตามลำพังนอกจากเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายจากอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดแล้ว คุณแม่ก็จะพลาดการได้เห็นพัฒนาการของลูก และอาการของโรคที่ลูกเป็นอย่างใกล้ชิด
แม้จะเป็นโรคเรื้อรัง และมีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันร่วมกับผู้อื่น แต่คุณพ่อคุณแม่และคนใกล้ตัวของลูก สามารถนำวิธีข้างต้นไปใช้ เพื่อช่วยทำให้เขารู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง และรู้จักปรับตัวกับสิ่งที่ตัวเองเป็นได้ โดยที่ไม่ได้สูญเสียความสามารถในด้านอื่น ๆ ที่พึงมีไปค่ะ
หากลูกแสดงออกถึงแววอัจฉริยะให้เห็นตั้งแต่เล็ก เช่น สามารถบอกโน้ตเปียโนได้ทันทีที่คุณแม่เล่นเปียโนให้ฟัง คุณแม่ก็พอจะบอกได้ว่าลูกน่าจะเก่ง ด้านดนตรี แต่ส่วนใหญ่มักยากที่จะบอกได้ว่าเด็กจะเก่งหรือไม่ก่อนอายุ 2 ปี และมีถึงร้อยละ 3-5 จะเริ่มฉายแววเก่งเมื่อเริ่มเป็นผู้ใหญ่
หากลูกมีพฤติกรรมดังต่อไปนี้ น่าจะบ่งบอกว่าเป็นเด็ก “เก่ง”
- มีความสามารถในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้เร็วและมีความจำดี
- ชอบที่จะใช้ความคิด
- สนใจอยากรู้อยากเห็นอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
- แสดงความอยากรู้อยากเห็นด้วยความคิดที่ลึกซึ้งกว่าอายุ
- คอยถามโน่นถามนี่กับคุณแม่บ่อยๆ
- มีวุฒิภาวะดีกว่าเด็กอื่นๆ ในวัยเดียวกัน
- มีความสามารถในการใช้ภาษา ใช้คำศัพท์ต่างๆได้ดี และสนใจการอ่านหนังสือมาก
- ชอบทำการทดลองเพื่อหาคำตอบในการแก้ปัญหา
- เป็นเด็กที่มีความไวในการรับรู้ต่อสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว
- มีความเมตตากรุณาและเห็นอกเห็นใจคนอื่นและสัตว์เลี้ยง
- มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาต่างๆ ได้ดี
- ชอบเกมที่ท้าทายทางความคิด เช่น เกมทายปัญหา เกมตัวเลข เกมหมากกล
- มีจินตนาการที่ค่อนข้างแจ่มชัด เช่น เล่าให้คุณพ่อคุณแม่ฟังได้ว่า โตขึ้นเขาอยากเป็นนักบิน จะได้ขับเครื่องบินเจ็ต จะเรียนให้เก่งๆ
- มีช่วงสมาธิที่ดีและยาวนานกว่าเด็กในวัยเดียวกัน
- สามารถเล่นหรือทำอะไรที่ต้องการสมาธิได้ดี
- บางทีอาจมีท่าทีท้าทายโต้แย้งผู้ใหญ่
- ดูเหมือนมีพลัง มีความกระตือรือร้นในตัวค่อนข้างมาก
ถ้าลูกมีทักษะดังกล่าวข้างต้นอยู่หลายข้อ ควรปรึกษาคุณครูหรือกุมารแพทย์เพื่อจะได้พัฒนาความสามารถพิเศษของลูกได้อย่างเต็มที่ พ่อแม่ควรสังเกตและค้นหาศักยภาพในตัวลูกให้พบ โดยการจัดกิจกรรมที่หลากหลายให้ลูกได้ลอง และสนับสนุนให้ลูกได้เรียนรู้ให้เต็มที่ตามความสนใจและความถนัดของลูก
ต้นตอและวิธีดูแลของพ่อแม่ช่วยลูกได้
เวลาเรานึกถึงความเครียด เรามักจะนึกถึงเรื่องกลุ้มอกกลุ้มใจ พอบอกว่าเด็กๆ ก็มีความเครียดได้ หลายคนก็นึกไม่ออกว่าเด็กจะเครียดได้อย่างไรกัน
อะไรเป็นต้นตอของความเครียด
จริงๆ เด็กก็เครียดเป็นได้เหมือนผู้ใหญ่และไม่ใช่แค่คนเท่านั้น ธรรมชาติได้กำหนดให้สิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีความเครียดได้เหมือนๆ กัน ความเครียดที่ว่าเป็นการทำงานของสมอง เพื่อเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัย จัดการกับปัญหาที่ไม่เป็นที่ต้องการ
มาดูตัวอย่างง่ายๆ กันก่อน เวลาเด็กประถมลืมเอาของที่ครูสั่งไปโรงเรียน หรือลืมการบ้านส่งครู สมองก็จะประเมินว่าสถานการณ์นี้มีอันตราย จึงสั่งให้เจ้าของตัวน้อยๆ ร้องไห้จ้าขึ้นมาในรถทันที จากนั้นไม่ว่าจะทำอย่างไร ปลอบหรืออธิบาย สมองก็ไม่รับรู้แล้วว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะตอนนี้ส่วนที่ควบคุมอารมณ์ ได้เข้าควบคุมสมองไว้ทั้งหมด ส่วนที่เป็นเหตุผลไม่ทำงานเหตุการณ์แบบนี้ พ่อแม่คงเคยเจอกันทุกคน
ลองมาดูตัวอย่างที่เล็กกว่านี้กันหน่อย
สมมติเป็นเด็กขวบกว่าสองขวบ พอเห็นพ่อแม่แต่งตัวสวยๆ สมองก็รับรู้และประเมินทันทีว่า พ่อแม่กำลังจะออกไปนอกบ้าน และเราก็จะถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว สมองจึงสั่งให้เด็กร้องตามขึ้นมาทันที
เล็กกว่านั้นอีกนิด ตอนที่เด็กจำหน้าพ่อแม่ได้แล้ว เวลาเห็นคนแปลกหน้าหรือพาไปแปลกที่ จะพบว่าเด็กจะร้องไห้หรือไม่ก็ทำตัวแข็ง หน้าตาตื่นขึ้นมา ลักษณะนี้ก็สะท้อนว่ากำลังอยู่ในภาวะเครียด ไม่ใช่ภาวะปกติ
เครียดแต่พอดีมีประโยชน์
ความเครียดมีประโยชน์เพราะทำให้เราเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ แต่ถ้ามากและนานเกินไปก็เป็นโทษ ถ้ามากไปสมองก็จะตื่นตัวเกินขนาด เช่น ไฟไหม้บ้าน สมองจะตื่นตัวเกินขนาด จนทำให้เรายกตุ่มน้ำที่ร้อยวันพันปียกไม่ไหวลงมาจากบ้านสามชั้นได้
ถ้าเครียดกำลังพอดี เช่น เวลาร้องไห้หิวนม แม่ไม่ได้ตอบสนองทันที ต้องคอยเล็กน้อย ความเครียดขณะรอคอยก็จะถูกสมองสรุปเป็นบทเรียนว่า “คอย” ก็ได้ นานๆ ไปก็ไม่ร้องเอง หรือเด็กที่ลืมสมุดการบ้าน พอไปโรงเรียนพบว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น สมองจะสรุปใหม่ว่า เรื่องนี้อันตรายน้อย สมองอาจจะสรุปเลยเถิดไปว่า ครั้งหน้าก่อนนอนเตรียมตรวจข้าวของให้เรียบร้อยเสียก่อน ซึ่งอย่าหวังว่าจะทำได้ในตอนอายุน้อยๆ หรือทำจนเป็นนิสัยได้นะครับ นิสัยคนไม่ใช่สร้างได้จากประสบการณ์ครั้งสองครั้ง และต้องมีวุฒิภาวะถึงระดับหนึ่ง ถึงจะเกิดนิสัยดี ๆ ได้
ดังนั้นเวลาลูกๆ มีพฤติกรรมที่ผิดฟอร์มไป หรือมีพฤติกรรมที่รบกวน อย่าด่วนโมโหโทโส ลองนึกถึงเราตอนเด็กๆ และทบทวนเหตุแวดล้อมก็อาจจะพบว่า ลูกกำลังอยู่ในความกดดันหรือความเครียด ไม่ต้องทำโทษหรือดุดันกับลูก ให้นึกว่าตอนนี้เป็นโอกาสในการเรียนรู้ ช่วยให้เด็กสงบสติอารมณ์ พอเขาเรียนรู้ว่าประเมินสถานการณ์ผิด ก็จะค่อยๆ รับมือกับความเครียดที่เกิดขึ้นได้เอง
ยกเว้นถ้ามีพฤติกรรมที่มีปัญหามากหรือมีอาการทางร่างกาย เช่น กินไม่ได้นอนไม่หลับ อาเจียนเป็นประจำ อย่างนั้นต้องไปหาหมอสักหน่อย ให้คุณหมอตรวจให้แน่ใจว่าอาการไม่ได้เกิดจากโรคทางกาย แล้วค่อยจัดการกับปัญหาทางจิตใจต่อไป
นพ.ดุสิต ลิขนะพิชิตกุล โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์

ช่วงวัยตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 3 ขวบ ระบบสมองของลูกกำลังเริ่มมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรหากิจกรรมต่างๆ มาช่วยกระตุ้นการพัฒนาการทางด้านสมองของเจ้าตัวเล็กกันดีกว่าค่ะ
กิจกรรมพัฒนาสมองเจ้าตัวเล็ก
1.อ่านนิทานให้ลูกฟัง
คุณพ่อคุณแม่อาจจะยังไม่รู้ว่าการอ่านนิทานช่วยพัฒนาสมองลูกอย่างไร แต่การอ่านนิทานนี้นอกจากจะทำให้ลูกเพลิดเพลินแล้ว ยังเป็นการเสริมสร้างจินตนาการของลูกได้อย่างเต็มที่อีกด้วยค่ะ
2.ปล่อยลูกเล่นอย่างอิสระ
การให้ลูกเล่นอย่างอิสระเป็นการเรียนรู้อีกอย่างหนึ่ง และยังทำให้สมองของลูกพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว เพราะ ลูกจะสร้างจิตนาการของตัวเองขึ้นมา และสร้างเรื่องราวของตัวเองได้อย่างอิสระ
3.ให้ลูกส่องกระจก
ลูกสามารถเริ่มส่องกระจกได้ตั้งแต่อายุ 4 เดือนแล้วค่ะ โดยการส่องกระจกจะทำให้ลูกสนใจตัวเองในกระจก และเริ่มเคลื่อนไหวท่าทางไปมา จนทำให้ลูกรู้สึกมีเพื่อนเล่นอยู่ใกล้ตัว
4.ให้ลูกมีเพื่อนเล่น
การให้ลูกมีเพื่อนเล่นคนอืนๆ เป็นเรื่องที่ดีเพราะนอกจากให้ลูกรู้จักการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นแล้ว ยังทำให้ลูกต้องรู้จักคิดหากิจกรรมมาทำร่วมกับผู้อื่น
5.พูดคุยกับลูกบ่อยๆ
เป็นวิธีการพัฒนาสมองของลูกที่ง่ายแสนง่าย ลูกจะจดจำเสียงของคุณพ่อและคุณแม่ ถ้าหากพูดคุยกับลูกบ่อยๆ ก็จะทำให้ลูกส่งเสียงออกมาคุยกับคุณพ่อคุณแม่ได้เลยค่ะ
ยังมีอีกหลากหลายวิธีที่ช่วยพัฒนาสมองให้ลูก เพียง 5 กิจกรรมนี้ก็สามารถคลายความกังวลของคุณพ่อคุณแม่ไปได้เลยนะคะ ว่าลูกของตัวเองจะมีสมองที่พัฒนาช้ากว่าเด็กคนอื่น
การนอนหลับเป็นพื้นฐานสําคัญสำหรับสุขภาพการเจริญเติบโตและการพัฒนาสมองของลูกน้อยไม่น้อยไปกว่าสารอาหารที่เพียงพอ หรือความรักและความปลอดภัยของลูกน้อยจากพ่อและแม่ และแม้ว่าคุณพ่อคุณแม่จะทราบกันดีอยู่แล้วแต่ความจริงดูเหมือนว่าพ่อคุณแม่บางส่วนอาจจะไม่ให้ความสําคัญกับการนอนที่เพียงพอเพื่อที่ลูกจะได้มีพัฒนาการและการเจริญเติบโตอย่างเหมาะสม
แน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่คงไม่ได้ตั้งใจที่จะให้ลูกนอนไม่เพียงพอ ปัจจุบันคุณพ่อคุณแม่ทำงานทั้งวัน ลูกๆมีตารางเวลาที่เต็มไปด้วยการเรียน กิจกรรมหลังเลิกเรียนและกิจกรรมอื่นๆ รวมถึงเวลาเข้านอนก็ถูกเลื่อนให้ดึกขึ้น และต้องตื่นเช้าขึ้น การอดงีบกลางวันหรือการนอนดึกอาจดูเหมือนไม่เป็นเรื่องใหญ่ แต่จริงแล้วอาจมีปัญหาที่กระทบตามมา
ไขความลับ มีอะไรซ่อนอยู่ในการนอนของลูกน้อยที่มากกว่าแค่การพักผ่อน
ขณะลูกน้อยนอนหลับ สมองของพวกเขาจะทํางานและสร้างประสิทธิภาพการเชื่อมต่อระหว่างสมองใหญ่ซีกซ้ายและซีกขวา ซึ่งเชื่อมผ่านทาง Splenium ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคอร์ปัสคัลโลซัม (corpus callosum) ประสานการติดต่อสื่อสารระหว่างสมองสองซีก
การศึกษาพบว่าสมองอัจฉริยะของอัลเบิร์ท ไอน์สไตน์ มีการเชื่อมต่อของสมองทั้งสองซีกที่ดีมากกว่าปกติ เมื่อสมองเติบโต เส้นใยประสาทที่สร้างสานตอนเด็กๆ ทําหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสําหรับการเชื่อมต่อระบบประสาทที่ซับซ้อนมากขึ้นตลอดชีวิต
การเชื่อมต่อเริ่มต้นเหล่านี้จะเกิดในระหว่างการนอนหลับและผ่านกิจกรรมประจำวันในช่วงวัยเด็กการมีสมองทั้งสองซีกในสัดส่วนที่รับกันและมีการเชื่อมต่อที่ดีเป็นกุญแจสําคัญในพัฒนาการการเรียน ความจํา และความคิดสร้างสรรค์การเชื่อมต่อในสมองโดยทั่วไปจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงระหว่างการนอนหลับเมื่อเด็กอายุมากขึ้น
นอกจากนี้ความแข็งแรงของการเชื่อมต่อระหว่างสมองซีกซ้ายและขวาจะเพิ่มขึ้นมากขึ้นในช่วงการนอนหลับ ความสมบูรณ์ของเส้นใยประสาทจะนำไปสู่การพัฒนาในทักษะต่างๆเช่นความจำ การเรียนรู้ และความคิดสร้างสรรค์ การนอนหลับจึงมีบทบาทสําคัญในการพัฒนาสมองของลูกน้อยอย่างมาก
ร่างกายของลูกน้อยไม่สามารถสร้างกรดอะมิโนจําเป็นได้ ร่างกายต้องได้รับกรดอะมิโนจําเป็นจากอาหารที่รับประทานเข้าไปและหนึ่งในกรดอะมิโนสําคัญนี้เรียกว่าทริปโตเฟนซึ่งทริปโตเฟนมีบทบาทสําคัญในพัฒนาการของระบบประสาทของลูกน้อยวัยแรกเกิด สารอาหารที่ชื่อว่าแอลฟา-แลคตัลบูมิน(Alpha-lactalbumin) ซึ่งเป็นโปรตีนคุณภาพสูงพบมากในนมแม่นั่นเอง และเมื่อย่อยแล้วให้กรดอะมิโนจำเป็น
เราทุกคนรู้ถึงความจำเป็นของการนอนหลับแต่อย่างไรก็ดีการที่มีวิทยาศาสตร์ช่วยเตือนเราถึงความสำคัญของการนอนหลับว่าลูกน้อยต้องการการนอนหลับที่ดี เพื่อการพัฒนาทางสมองและการเจริญเติบโตที่ดียิ่งขึ้นนั้นเป็นการช่วยเหลือคุณพ่อคุณแม่อย่างมาก ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรดูแลลูกน้อยโดยเน้นเรื่องจัดวางการนอนหลับตอนกลางคืนและลำดับความสำคัญของเรื่องนี้ให้มาก ไม่ควรมองข้ามนะคะ
แหล่งอ้างอิง:
[1] Salome Kurth, et al. Natural Science, Research. Nov. 20, 2013. University Of Colorado Boulder
[2] Christopher Bergland, The Athlete’s Way, Sleep Strengthens Healthy Brian Connectivity: Psychology Today Nov 21, 2013
[3] Heine WE. The significance of tryptophan in infant nutrition. In: Huether G, Kochen W, Simat TJ, Steinhart H, eds. Tryptophan, Serotonin, and Melatonim: Basic Aspects and Applications. New York, NY: Kluwer Academic/Plenum Publishers; 1999:705-710. Advances in Experimental Medicine and Biology; vol 467.
[4] Heine WE, Klein PD, Reeds PJ. The importance of Alpha-Lactalbumin in infant nutrition. J.Nutr.1991;121:277-283
โรคลมชัก หรือโรคลมบ้าหมู (Epilepsy, Grand mal)เกิดจากเซลล์สมองบางส่วนทำงานผิดปกติ ทั้งจากกรรมพันธุ์ หรืออาการบาดเจ็บทางสมองระหว่างคลอด บางรายเคยมีประวัติชักจากไข้สูงในช่วงวัยเด็กก่อนอายุ 2 ขวบ หรือโรคบางอย่างที่มีผลกระทบต่อสมอง เช่น ภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ และในบางรายที่มีอาการชักครั้งแรกเมื่ออายุมากกว่า 25 ปี ส่วนใหญ่เกิดจากความผิดปกติในสมอง เช่น มีเนื้องอก ก้อนเลือด ฝีหรือพยาธิในสมอง หรือเคยมีประวัติได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ ทั้งนี้ผู้ป่วยโรคลมชักพบได้ประมาณร้อยละ 0.5-1 ของประชากรทั่วไป
อาการ
อาการที่ชัดเจน ผู้ป่วยจะมีอาการหมดสติ กล้ามเนื้อเกร็ง หายใจลำบาก หน้าเขียว กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายจะกระตุกเป็นระยะ ตาค้าง ตาเหลือก น้ำลายฟูมปากและมีเลือดออก เนื่องจากผู้ป่วยกัดริมฝีปากหรือลิ้นตัวเอง ปัสสาวะหรืออุจจาระราด โดยอาการชักจะเป็นอยู่นาน 1-3 นาที แต่ในบางรายอาจนานถึงครึ่งชัวโมง เมื่อฟื้นจะรู้สึกมึนงง อ่อนเพลีย จำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ แต่บางรายอาจชักซ้ำๆ ติดกันนานเป็นชั่วโมงและมีไข้สูง เรียกว่า สเตตัสเอพิเล็ปติคัส (Status epilepticus) ซึ่งเป็นอันตรายถึงเสียชีวิตได้
สาเหตุ
สาเหตุที่กระตุ้นเกิดจากพักผ่อนไม่เพียงพอทานอาหารมากหรืออดอาหารทำงานเหนื่อยเกินไปเครียดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอร์ทานยากระตุ้นประสาทท้องผูกมีประจำเดือนมีไข้สูงอยู่ในที่ๆ มีเสียงอึกทึก หรือมีแสงจ้า หรือแสงวอบแวบการหายใจเข้าออกเร็ว ๆ เป็นต้น
โดยจะมีสัญญาณเตือนล่วงหน้าหลายชั่วโมง หรือ2-3วัน เช่น หงุดหงิด เครียด ซึมเศร้าเวียนศรีษะกล้ามเนื้อกระตุก เป็นต้น และก่อนหมดสติเพียงไม่กี่วินาที ผู้ป่วยมักจะมีอาการเตือนหรือออรา(aura)เช่น ได้กลิ่นหรือรสแปลก ๆหูแว่วเสียงคนพูดเห็นภาพหลอนเวียนศีรษะมีอาการชาตามร่างกายตากระตุกแขนกระตุกแน่นหน้าอก หรือไม่สบายท้อง เป็นต้น
การตรวจวินิจฉัย
การวินิจฉัยแพทย์มักจะส่งตรวจพิเศษเพื่อการวินิจฉัยที่แน่ชัด เช่น การตรวจคลื่นสมอง หรืออีอีจี(electroencephalogramหรือEEG)การเจาะหลัง(lumbar puncture)การถ่ายภาพสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า(MRI)หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เป็นต้น
การดูแลรักษา
การดูแลตนเองผู้ป่วยควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการกระทำและสิ่งแวดล้อมที่เสี่ยงอันตราย เช่น ว่ายน้ำ ปีนขึ้นที่สูง อยู่ใกล้ไฟ ใกล้น้ำ ทำงานกับเครื่องจักร ขับรถ ขับเรือ เดินข้ามถนนตามลำพัง เป็นต้นในบางประเทศจะอนุญาตให้ผู้ป่วยมีใบขับขี่ได้ เมื่อปลอดจากอาการชักแล้วอย่างน้อย 1 ปี