facebook  youtube  line

10 วิธี เป็นคุณแม่สายฮา ทำให้ลูกมีพัฒนาการทางสมองและอารมณ์ที่ดี

คุณแม่สายฮา-วิธีทำให้ลูกมีพัฒนาการทางสมองและอารมณ์ที่ดี-พัฒนาการทางสมองและอารมณ์ที่ดี

วันนี้จะมาบอกอีกหนึ่งเคล็ดลับ ที่ทำให้ลูกมีพัฒนาการทางสมองและอารมณ์ที่ดี คือการเป็นคุณแม่สายฮาค่ะ เพราะการเล่นตลก ๆ กับลูก ทำให้ลูกหลงรักแม่หมดใจ เชื่อใจรับฟังแม่ และมีความสัมพันธ์ที่ดีเมื่อเติบโตขึ้นไป อีกทั้งข้อดีของการที่แม่ทำตัวเพี้ยน ๆ กับลูกบ้าง เป็นสิ่งที่ปลดล็อคอารมณ์ของลูกได้ ว่าแม่ก็เป็นเพื่อนเล่นที่ดีของลูกค่ะ

10 วิธีเล่นกับลูก ช่วยให้ลูกอารมณ์ดี
1. เล่นเกมทำหน้าตลก

เป็นวิธีสุดคลาสสิคที่ทุกบ้านชอบเล่นกับลูก ลองบอกลูกว่าแข่งกันทำหน้าตลกไหม รับรองเขาจะเล่นด้วยแน่ ๆ เพราะเด็กชอบการแข่งขัน แถมตลกเปลี่ยนหน้าคือมุกที่ฮาจริง ๆ นะคะคุณแม่

2. แกล้งทำเป็นหลับกรนดัง ๆ

ลองนอนลงไปต่อหน้าเขาแล้วแกล้งหลับ ลูกก็จะปลุกเรา พอลูกปลุกเราก็แกล้งกรนดัง ๆ ลืมตาแล้วจ๊ะเอ๋ลูก ลูกจะอารมณ์กระเจิงแน่ ๆ การเล่นแบบนี้จะเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะทั่วบ้านเลยจ้า

3. เคลื่อนไหวในโหมดสโลว์โมชั่น

ตอนคุณแม่เดินในบ้าน ลองเรียกลูกดูและเดินสโลว์โมชั่นโชว์ พร้อมทำเสียงประกอบท่าเดิน และถามลูกว่าลูกอยากลองทำดูไหม เดินช้า ๆ ใครจะถึงเส้นชัยก่อนกันชนะ ลูกจะอยากทำตามแม่ชัวร์

1705 1

4. เล่นซ่อนแอบในบ้าน

ลองเล่นซ่อนแอบในบ้าน หรือห้องนอนดู คำว่าอยู่ไหนน้า อยู่ไหนเอ่ย แกล้งไม่เห็นเขาบ้าง จะทำให้ลูกมีอารมณ์ลุ้นแบบสุด ๆ สักพักจ๊ะเอ๋เขาว่าเจอแล้ว เสียงหัวเราะจะดังออกมาจนแม่รู้สึกดีเลยแหละ

5. เล่นตุ๊กตาลูก

ในห้องลูกตุ๊กตาเยอะก็หยิบมาเล่นซะเลย หรือแม้กระทั่งหมอนข้างก็หยิบมาเล่นได้ คล้าย ๆ การเล่านิทานแต่จะเพี้ยนไปกว่าการเล่าแบบธรรมดา เอาตุ๊กตามาแกล้งกัดท้องลูกบ้าง กัดขาบ้าง ทำเสียงให้น่าตื่นเต้น คืนนั้นลูกจะละเมอหัวเราะเพราะคุณแม่แน่ ๆ เลย  

6. โผล่ออกมาแล้วพูดเสียงสอง

เดินอยู่ในบ้านดี ๆ คุณแม่ก็โผล่ออกมาจากเสาบ้านเรียกลูกด้วยเสียงสอง โผล่ออกมาจากโซฟาก็พูดเสียงสามกับลูกไปอีก การใช้เสียงตลกขบขับ ลูกจะแปลกใจสร้างรอยยิ้มได้ดีเลยนะคะ

7. ร้องเพลงเพี้ยน

เพลงที่ลูกเคยร้องเคยฟังประจำ แน่นอนว่าลูกจำทำนองจำเนื้อเพลงได้ คุณแม่ก็ลองร้องเพลงเสียงเพี้ยน ๆ เล่นใหญ่ไปเลย ลองร้องผิดให้คำเปลี่ยนจนมันตลก ลูกก็จะหัวเราะและแก้ต่างให้แม่ วิธีนี้เด็ก ๆ ชอบค่ะ

1705 2

8. ทำเสียงและเลียบแบบท่าของสัตว์

มาเล่นซนแบบเด็ก ๆ ดูเลยค่ะ อย่างเช่น ลูกจ๋าแมวเหมียวมาแล้ว อ้อนลูกหน่อย ๆ ทำเสียงแมว หรือระวังตัวลูกให้ดี ๆ เสือแม่จะไล่กัดพุงกลม ๆ ของลูกแล้วนะ วิธีนี้ลูกจะวิ่งไปหัวเราะไปแบบคาดไปถึงตามสัตว์ที่คุณแม่ทำเลยค่ะ

9. แม่ใส่เสื้อพ่อตัวใหญ่ ๆ

เอาเสื้อพ่อมาใส่ แล้วบอกลูกว่าเสื้อใหญ่ ๆ ตัวนี้ชอบกินเด็กนะ แล้วไล่เอาเสื้อตัวใหญ่คลุมตัวลูกเข้าไปในเสื้อแม่ ทำเสียงประหลาด ๆ หน่อย ลูกจะวิ่งวนแม่เพราะอยากเล่นสุด ๆ ไปเลย

10. เปิดเพลงเต้นให้ลูกดู

เปิดเพลงที่ลูกชอบแล้วเต้นให้ลูกดู จากนั้นชวนเขามาเต้นด้วยกัน เต้นท่าตลก ๆ บ้าง ลูกจะขำไม่หยุดเลยแหละ แถมลูกยังจะขอให้แม่ทำอีกแน่นอน เป็นการใช้เวลาว่างด้วยกันแบบมีความสุขอีกด้วย

20 วิธีเสริมพลังสมองเด็ก

 

สมอง, กิจกรรมพัฒนาสมอง, เด็ก, พัฒนาการเด็ก, ของเล่นเสริมพัฒนาการ, การเลี้ยงลูก, การเลี้ยงเด็ก, ลูกฉลาด, เด็กฉลาด, พัฒนาสมอง, infographic, อินโฟกราฟฟิค, อินโฟกราฟฟิก
 
ช่วงวัยตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 3 ขวบ เป็นช่วงที่สมองของเด็กมีการเติบโตมากกว่าช่วงวัยอื่นๆ หากพ่อแม่สร้างสิ่งแวดล้อมต่างๆ ให้เหมาะสม สมองของเขาก็จะเติบโตและพัฒนาได้อย่างเต็มที่ ความสมบูรณ์ของสมองในช่วงนี้คือรากฐานสำคัญของชีวิตและความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ของคนเราเมื่อเติบโตขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม แม้สมองจะมีความสำคัญปานนี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าวิธีการที่ทำให้สมองมีพัฒนาการ มีการเจริญเติบโตที่สมบูรณ์จะมีความสลับซับซ้อนและยุ่งยากแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ทุกอย่างเป็นไปตาม หลักธรรมชาติ อะไรที่ฝืนธรรมชาติ อะไรที่เกินธรรมชาติ อาจส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตหรือพัฒนาการของสมองได้

 

เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ ก็แปลว่าพ่อแม่ ครู ผู้คนรอบข้างสามารถช่วยเหลือเด็กในการสร้างและพัฒนาสมองของพวกเขาได้ ขอเพียง “เข้าใจในธรรมชาติของเด็ก และธรรมชาติสมองของพวกเขา” เท่านั้น

นั่นคือ หลักธรรมชาติที่ว่า “Use it or lose it.” ความหมายคือ สมองเติบโตและพัฒนาได้เพราะเราใช้งานมัน ตรงกันข้ามหากเราไม่ใช้งาน สมองก็จะลีบฝ่อและถูกทำลายไปในที่สุด

และหลักธรรมชาติที่ว่า สมองทำงานพร้อมกันทั้งสองข้าง ไม่มีแยกซ้ายแยกขวาแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด การพัฒนาสมองจึงต้องยึดหลักองค์รวม ไม่ใช่การแยกส่วนพัฒนา

รวมถึงหลักธรรมชาติที่ว่า สิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ ช่วยให้สมองมีพัฒนาการที่สมบูรณ์ สิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ในที่นี้หมายถึง สิ่งแวดล้อมที่มีคนพูดคุยด้วย เล่นด้วย สิ่งแวดล้อมที่มีวัตถุดิบให้ได้สำรวจ เรียนรู้ ตามความอยากรู้อยากเห็นของเด็ก สิ่งแวดล้อมที่ท้าทายความอยากรู้ สิ่งแวดล้อมที่มีความปลอดภัย ไม่กดดัน

ต่อไปนี้คือตัวอย่างของกิจกรรมง่ายๆ ที่พ่อแม่ สามารถลงมือทำเพื่อส่งเสริมพัฒนาการและการเจริญเติบโตของสมองของลูกได้ด้วย 20 วิธี ดังนี้

    1. ดูแลเรื่องอาหารการกิน ให้เป็นไปตามธรรมชาติของวัย เด็กควรได้รับสารอาหารอะไร ควรเพิ่มสารอาหารอะไร แต่สิ่งที่อยากจะย้ำเกี่ยวกับเรื่องอาหารก็คือ “อย่าให้ลูกกินหวาน”โดยเฉพาะรสหวานที่มาจากน้ำตาลซึ่งเป็นสารโมเลกุลเล็ก เพราะมันจะถูกดูดซึมอย่างรวดเร็ว ทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดสูงเกินความพอดี ทำให้ร่างกายต้องขับสารบางอย่างออกมาเพื่อขจัดน้ำตาลที่เกินพอดีนี้ ผลก็คือทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำกว่าปกติภายในเวลาอันรวดเร็ว ในการทำงานของสมองนั้น สมองต้องการน้ำตาลในระดับที่พอดี ไม่มากหรือน้อยเกินไป ส่วนรสหวานที่มาจากผลไม้ ผัก หรือธัญพืช เป็นสารที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่ ซึ่งจะค่อยๆ ถูกดูดซึมเข้าไปในร่างกาย จึงไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อพัฒนาการของสมอง
    2. เวลาอาหารของลูกอย่าทำให้เป็นเวลาแห่งความทุกข์ หรือเป็นการบังคับขู่เข็ญ เพราะจะทำให้เขาปฏิเสธอาหาร ซึ่งจะมีผลเสียต่อพัฒนาการของสมอง ต้องทำให้ลูกรู้สึกว่าเวลาอาหารคือเวลาแห่งความสุข
    3. พูดคุยเล่นกับลูก แม้เขาจะยังพูดไม่ได้ เสียงสูงๆ ต่ำๆ ของพ่อแม่จะกระตุ้นประสาทการได้ยิน ท่าทางประกอบคำพูดจะบ่งบอกความหมายของคำพูด มันคือจุดเริ่มต้นของการรู้ภาษา รวมทั้งความสามารถในการสื่อสาร
    4. เล่นกับลูกบ่อยๆจับปูดำขยำปูนา ตบแผะ จ้ำจี้ ฯลฯ การเล่นเช่นนี้ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้การเคลื่อนไหวมือ ขา ร่างกาย ส่งผลต่อพัฒนาการของสมองที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว
    5. ฝึกอ่านใจลูก และตอบสนองต่อความต้องการของลูกให้ถูก การชี้นิ้วมือแบบนี้หมายถึงอะไร เสียงแบบนี้เขาต้องการอะไร การตอบสนองตรงกับความต้องการจะทำให้เขารู้สึกว่าตนเองมีค่า สิ่งนี้ช่วยพัฒนาสมองส่วนอารมณ์และความรู้สึกของเขาให้มีความสมบูรณ์
    6. ใช้หนังสือภาพ (Picture Book) หมั่นชวนลูกดูหนังสือภาพ เพราะนอกจากจะช่วยกระตุ้นสายตาและการมองแล้ว ยังช่วยให้เขาได้เรียนรู้ภาษา เรียนรู้สิ่งรอบตัวผ่านหนังสือภาพได้อีก
    7. เล่านิทานให้ลูกฟัง จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการของภาษาและการสื่อสาร กระตุ้นการคิด จินตนาการ สมาธิ และที่สำคัญทำให้เขารู้ว่าเรารักเขา ทำให้เขารู้สึกปลอดภัย อบอุ่น
    8. ร้องเพลงกล่อมลูก เสียงสูงๆ ต่ำๆ แถมมีจังหวะด้วยช่วยกระตุ้นสมองได้ดี พัฒนาการของภาษา สมาธิ การคิด ความจำจะถูกกระตุ้นจากเสียงเพลง ข้อสำคัญยังตอกย้ำว่าเรารักเขา
    9. หาของเล่นที่ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ มัดเล็ก ของเล่นที่ช่วยพัฒนาความคิด จินตนาการ ฝึกความอดทน ฝึกการแก้ปัญหามาให้ลูกเล่น ไม่จำเป็นต้องเป็นของแพงหรือมีกลไกซับซ้อน ขอเพียงช่วยสร้างสิ่งที่กล่าวไว้ให้ลูกเราได้ก็พอ
    10. การโอบกอด สัมผัส ลูบผม หอมแก้ม ดูเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ช่วยกระตุ้นการหลั่ง Nerve Growth Factor ซึ่งจะไปกระตุ้นสมองให้มีพัฒนาการและเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ ข้อสำคัญคือส่งสัญญาณให้เขารับรู้ว่าเรารักเขา
    11. เวลาลูกร้อง ตอบสนองให้ไว เพราะเด็กทุกคนต้องการความปลอดภัย เมื่อเขารู้สึกว่าตนเองปลอดภัย สมองของเขาก็จะพัฒนาได้อย่างสมบูรณ์ ในสภาวะที่ไม่ปลอดภัย สมองจะพัฒนาเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการหนีภัยเท่านั้น
    12. การนวดตัว เวลาที่เด็กเครียดช่วยให้เด็กผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี เวลาเขาไม่สบาย เวลาที่เขาเสียใจ ลองช่วยนวดก็น่าจะดี อย่าลืมว่าเวลาเด็กเครียดสมองของเขาจะไม่พัฒนา
    13. สร้างสิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่ปลอดภัยเพื่อให้เขาได้สำรวจสิ่งต่างๆ รอบตัวอย่างอิสระ โดยที่เราไม่ต้องกังวล หรือต้องคอยห้ามปราม สมองของเด็กเติบโตเพราะการได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ปลั๊กไฟ ของมีคม ของที่จะทำให้เกิดอันตราย ต้องแยกออกไป
    14. ทำความเข้าใจพื้นอารมณ์ (Temperament) ของลูก เพราะเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนขี้โมโห บางคนขี้อาย บางคนกล้าที่จะแสดงออก ยอมรับความเป็นตัวเขาแล้วค่อยๆ พาเขาพัฒนาตนเองไปสู่สิ่งที่ทุกคนยอมรับ การฝืนและบังคับให้เป็นไปตามที่เราต้องการทันทีจะทำให้เด็กขาดความมั่นใจ และไม่สามารถที่จะเรียนรู้สิ่งที่เราอยากให้เป็นได้
    15. มีความคงเส้นคงวา ตอบสนองต่อเด็กอย่างชัดเจนและในทัศนะท่าทีแบบเดิมต่อพฤติกรรมแบบเดิมของเด็ก ความคงเส้นคงวาของเราจะทำให้เด็กสามารถคาดการณ์สิ่งต่างๆ ได้อย่างไม่สับสน ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการเรียนรู้ของเขา
    16. “จับถูก” อย่า “จับผิด” เพราะมนุษย์พัฒนาได้ดีจากจุดแข็ง ให้รางวัลในสิ่งที่เขาทำได้และเราอยากให้ทำและต้องไม่ใส่ใจกับสิ่งที่เขายังทำไม่ได้
    17. เป็นต้นแบบในการแสดงความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นให้ลูกเห็น และในจังหวะที่เหมาะที่ควร การสอนให้ลูกรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่นสอนได้ด้วยการทำให้เห็น ไม่ใช่สอนด้วยคำพูด
    18. ให้ลูกได้เล่นอย่างอิสระ เช่น เล่นกองทราย เล่นน้ำ (เวลาอาบน้ำ) เพราะช่วยบ่มเพาะสมองส่วนจินตนาการ
    19. ทำตัวของเราให้สนุกไปกับกิจกรรมของลูกเพราะการช่วยบอกเขาว่า “เรื่องของหนู น่าสนใจจริงๆ” ทำให้เขาเกิดความมั่นใจ ซึ่งจะเป็นแรงเสริมต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็ก
    20. ทำทุกอย่างที่ว่ามาทั้งหมดด้วยความรัก และความเข้าใจในตัวเขา อย่าเอาลูกไปเทียบกับคนโน้นคนนี้ เพราะเขาก็คือเขา ไม่มีทางที่จะเหมือนคนอื่นไปทั้งหมด



หวังว่าคงช่วยให้พ่อแม่เกิดความสบายใจว่า การพัฒนาสมองลูก การช่วยให้สมองของลูกมีความสดใสกระฉับกระเฉงอยู่ตลอดเวลานั้น ไม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงเราเข้าใจหลักธรรมชาติ ของสมองเท่านั้นเอง



5 กิจกรรม เสริมพลังสมองให้ลูก


เด็กวัย 1-3 ปี เป็นช่วงที่สมองมีการเจริญเติบโตมากกว่าช่วงวัยอื่น ๆ หากสมองได้รับการกระตุ้นด้วยกิจกรรมที่เหมาะสมจะช่วยส่งเสริมให้สมองมีการพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับการเรียนรู้ต่อไปในอนาคต


พ่อแม่สามารถชวนลูกทำกิจกรรมเพื่อเพิ่มพลังสมองและเพิ่มการเรียนรู้ด้วยการประยุกต์สิ่งต่างๆ รอบตัวเป็นกิจกรรมง่าย ๆ เพื่อช่วยเสริมสร้างสมาธิและความสามารถในการเรียนรู้จดจำได้ ดังนี้ค่ะ

1. เล่นก่อกองทราย จะพาลูกไปเที่ยวทะเล หรือเล่นบ่อทรายเล็ก ๆ หน้าบ้านก็ได้ทั้งนั้น เพราะการก่อกองทรายจะได้ฝึกใช้จินตนาการ ได้คิดว่าก่อกองทรายเป็นรูปอะไร ได้ฝึกการคิดวางแผนว่าต้องไปตักทรายมาก่อน จะทำอย่างไรให้ทรายแข็งตัว ไม่ล้ม และที่สำคัญยังได้ฝึกการสัมผัส ได้จับทราย ขยำทราย เป็นการบริหารกล้ามเนื้อมืออีกด้วย

2. ชวนติดสติ๊กเกอร์ในห้องน้ำ ลองหาซื้อสติ๊กเกอร์ลายการ์ตูนรูปสัตว์ตัวโปรดของลูกมา แล้วชวนลูกติดในห้องน้ำ เพื่อให้บรรยากาศการอาบน้ำมีความสุข ระหว่างการอาบน้ำได้เรียนรู้สัตว์ชนิดต่าง ๆ และที่สำคัญยังเป็นการฝึกให้ลูกมีวินัยในการอาบน้ำที่ดี

3. เล่านิทานประกอบท่าทาง โดยให้ลูกคิดเรื่องที่จะเล่าเกี่ยวกับตัวเอง เช่น หนูอยากเป็นเจ้าหญิง แล้วให้ลูกแต่งตัวเป็นเจ้าหญิง เปิดเพลงให้เขาได้เต้น หรือให้ลูกเล่าว่าเจ้าหญิงเป็นอย่างไร ทำไมหนูถึงอยากเป็นเจ้าหญิง ให้เขาได้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ และบอกว่าเรื่องที่ลูกเล่าน่าสนใจจังเลย ทำให้ลูกได้ใช้จินตนาการในการคิดเรื่องราว รู้จักการเชื่อมโยงเรื่องราว และยังทำให้ลูกมีความมั่นใจ กล้าแสดงออก

4. อ่านนิทานให้ฟังยามว่าง ให้ลูกเป็นคนเลือกนิทานว่าอยากฟังเรื่องไหน ขณะอ่านอาจมีอุปกรณ์ประกอบ เช่น ตุ๊กตามือ หรือวาดภาพประกอบการเล่าเรื่อง ซึ่งจะทำให้ลูกได้คิดตาม ได้ใช้จินตนาการในการคิดภาพต่าง ๆ นิทานทำให้มีสมาธิ จดจ่อกับสิ่งที่ทำ ต่อยอดจินตนาการได้กว้างไกล

5. ช่วยกันจัดบรรยากาศบ้านให้โล่ง ปลอดภัย เพราะเด็กวัยนี้เป็นวัยที่อยากเรียนรู้ อยากสำรวจสิ่งต่าง ๆ ในบ้าน การจัดสถานที่ให้โล่ง เป็นสัดส่วน มีระเบียบ จะทำให้ลูกรู้ว่าสิ่งของต่าง ๆ อยู่ตรงไหน ต้องเอาของไปเก็บตรงไหน ฝึกการคิดวางแผนได้ดี และการที่บ้านมีระเบียบเรียบร้อยยังช่วยเพิ่มความปลอดภัย ไม่ต้องคอยกังวลว่าจะได้รับอุบัติเหตุ ทำให้ลูกเล่นได้อย่างอิสระ อยากเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ภายในบ้านมากขึ้น

นอกจากกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้ว การเสริมโภชนาการที่ดีจะช่วยให้สมองน้อย ๆ มีการพัฒนาที่สมบูรณ์ และต่อยอดจินตนาการอย่างไร้ขีดจำกัดค่ะ

 

6 วิธีกระตุ้นพัฒนาการสมองลูกทารกตั้งแต่แรกเกิด ได้สนุก ได้เรียนรู้

พัฒนาการสมองเด็กทารก, สมองเด็กทารก, กระตุ้นสมองเด็กทารก, วิธี กระตุ้นสมองเด็กทารก, กระตุ้นสมองทารกยังไง, ต้องกระตุ้นสมองเด็กไหม, กระตุ้นสมองทารกได้ไหม, เล่นอะไร กระตุ้นพัฒนาการสมองเด็ก

พัฒนาการสมองลูกทารกเริ่มต้นตั้งแต่ในท้องแล้วค่ะ และนี่คือ 6 กิจกรรมที่พ่อแม่ควรทำทันทีหลังคลอด เพื่อกระตุ้นพัฒนาการสมองลูกทารกอย่างต่อเนื่อง

6 วิธีกระตุ้นพัฒนาการสมองลูกทารกตั้งแต่แรกเกิด ได้สนุก ได้เรียนรู้

  1. กระตุ้นพัฒนาการสมองทารกด้วยการคุยกับลูก
    ยิ่งคุยกับลูกน้อยมากเท่าไหร่ ลูกก็จะยิ่งพัฒนาและเรียนรู้เรื่องคำมากขึ้น ที่สำคัญขณะพูดคุยควรแสดงสิ่งของนั้นๆ ให้ลูกเห็นด้วย จะทำให้ลูกเข้าใจมากขึ้นและเร็วขึ้น

  2. กระตุ้นพัฒนาการสมองทารกด้วยการอ่านหนังสือด้วยกัน
    การอ่านหนังสือให้ลูกฟัง พร้อมกับดูภาพในหนังสือไปด้วย จะช่วยพัฒนาความสัมพันธ์และอามรมณ์ความรู้สึกของลูกให้มั่นคง ทั้งยังช่วยให้ลูกได้เรียนรู้ไปด้วย ลูกจะเรียนรู้และรู้จักจับเรื่องราวที่คุณอ่านให้ฟังได้ โดยเฉพาะเรื่องของคำศัพท์ การออกเสียงคำ การอ่านจากซ้ายไปขวา เป็นต้น นอกจากนี้ภาพในหนังสือยังช่วยให้ลูกได้เห็นได้รู้จักกับสิ่งต่างๆ ที่ลูกไม่เคยเห็นนอกเหนือจากสิ่งที่อยู่รอบตัว

  3. กระตุ้นพัฒนาการสมองทารกด้วยการใช้นิ้วมือทำให้เข้าใจดีขึ้น
    การใช้สัญลักษณ์เพื่อช่วยสื่อสารกับลูก ก่อนที่ลูกจะพูดโต้ตอบได้ เป็นสิ่งสำคัญค่ะ ซึ่งคุณสามารถใช้มือ นิ้วมือเป็นตัวช่วยได้ มีผลการวิจัยที่ชี้ชัดว่าสัญลักษณ์ทางภาษาส่งผลดีต่อไอคิวและพัฒนาการทางภาษาของเบบี้ โดยเขามีการศึกษาวิจัยในเด็กเบบี้จำนวนหนึ่งซึ่งเรียนเกี่ยวกับสัญลักษณ์มือ 20 สัญลักษณ์ พบว่าเด็กกลุ่มนี้สามารถพูดได้เร็วขึ้น และไอคิวก็สูงกว่าเด็กในวัยเดียวกันที่ไม่ได้เรียนเกี่ยวกับสัญลักษณ์

  4. กระตุ้นพัฒนาการสมองทารกด้วยนมแม่ดีที่สุด
    มีผลการวิจัยบอกว่าเด็กในขวบแรกที่ได้รับนมแม่ตลอด จะมีไอคิวสูงกว่าเด็กที่ไม่ได้รับนมแม่ อย่างไรก็ตามผลคะแนนที่ได้นี้สูงกว่ากันเพียงเล็กน้อย

  5. กระตุ้นพัฒนาการสมองทารกในเวลาที่เหมาะสม
    แม้ลูกเล็กต้องการการตอบสนองอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง แต่กระนั้นก็ต้องการเวลาที่จะเรียนรู้หรือพัฒนาด้วยตัวเองด้วย เช่น ลูกต้องการเวลาที่จะเล่นของเล่นเอง ต้องการเวลาส่วนตัวที่จะคลานไปโน่นมานี่เอง เป็นต้น เพราะฉะนั้นเวลาตลอด 24 ชั่วโมงของลูก พ่อแม่ต้องจึงต้องสังเกตและรู้จักตอบสนองลูกให้ถูกจังหวะที่ลูกต้องการ และรู้จักปล่อยจังหวะให้ลูกได้มีเวลาของตนเอง เล่น หรือทำอะไรเองด้วย

  6. กระตุ้นพัฒนาการสมองทารกด้วยการให้ความอุ่นใจ
    เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกน้อยรู้ว่าทุกความต้องการของเขาจะได้รับการตอบสนองด้วยความรักที่มั่นคงจากพ่อแม่เสมอ แรงขับเคลื่อนในการพัฒนาและเรียนรู้โลกกว้างของลูกก็จะเปี่ยมพลังมากขึ้น และวิธีที่จะทำให้ลูกรู้สึกดังกล่าวได้ คืออ้อมกอดอบอุ่นและสายตาของพ่อแม่ที่มองสบตาลูกทุกครั้ง 

ทั้ง 6 ข้อไม่ใช่เรื่องยากเลยสำหรับพ่อแม่ ยิ่งคุณทำได้ดี พัฒนาการทางสมองสติปัญญา และการเรียนรู้ของลูกน้อยก็จะยิ่งมีคุณภาพ และเปี่ยมศักยภาพมากขึ้น


 

6 วิธีกระตุ้นพัฒนาการสมองลูกเล็ก สมองเด็กเรียนรู้ง่ายกระตุ้นได้ทุกวัน

พัฒนาการสมองเด็ก, สมองเด็ก, กระตุ้นสมองเด็ก, กระตุ้นการเรียนรู้, สมองเด็กเป็นยังไง, วิธีพัฒนา สมองเด็ก, กระตุ้นพัฒนาการ, เด็กฉลาด, กระตุ้นสมองเด็กยังไง, นิทานกระตุ้นพัฒนาการสมอง

พัฒนาการสมองเด็กสามารถกระตุ้นให้ทำงานอย่างเต็มที่ตั้งแต่แรกเกิด นี่คือ 6 วิธีง่าย ๆ ที่พ่อแแม่ช่วยกระตุ้นสมองเด็กได้แบบทำเองได้ทุกวันค่ะ 

6 วิธีกระตุ้นพัฒนาการสมองลูกเล็ก สมองเด็กเรียนรู้ง่ายกระตุ้นได้ทุกวัน

  1.  กระตุ้นสมองเด็กด้วยการคุยกับลูก
    ยิ่งคุยกับลูกน้อยมากเท่าไหร่ ลูกก็จะยิ่งพัฒนาและเรียนรู้เรื่องคำมากขึ้น ที่สำคัญขณะพูดคุยควรแสดงสิ่งของนั้น ๆ ให้ลูกเห็นด้วย จะทำให้ลูกเข้าใจมากขึ้นและเร็วขึ้น เพราะลูกวัยนี้ยังคิดในเชิงรูปธรรมเป็นหลัก

  2. กระตุ้นสมองเด็กด้วยการอ่านหนังสือนิทานด้วยกัน
    การอ่านหนังสือให้ลูกฟังพร้อมกับดูภาพในหนังสือนั้นไปด้วยจะช่วยพัฒนาความสัมพันธ์และอามรมณ์ความรู้สึกของคุณกับลูกให้มั่นคง ทั้งยังช่วยให้ลูกได้เรียนรู้ไปด้วย ลูกจะเรียนรู้และรู้จักจับเรื่องราวที่คุณอ่านให้ฟังได้ โดยเฉพาะเรื่องของคำศัพท์ การออกเสียงคำ การอ่านจากซ้ายไปขวา เป็นต้น นอกจากนี้ภาพในหนังสือยังช่วยให้ลูกได้เห็นได้รู้จักกับสิ่งต่างๆ ที่ลูกไม่เคยเห็นนอกเหนือจากสิ่งที่อยู่รอบตัว

  3. กระตุ้นสมองเด็กด้วยการใช้นิ้วมือทำให้เข้าใจดีขึ้น
    การใช้สัญลักษณ์เพื่อช่วยสื่อสารกับลูก ก่อนที่ลูกจะพูดโต้ตอบได้ เป็นสิ่งสำคัญค่ะ ซึ่งคุณสามารถใช้มือ นิ้วมือเป็นตัวช่วยได้ มีผลการวิจัยที่ชี้ชัดว่าสัญลักษณ์ทางภาษาส่งผลดีต่อไอคิวและพัฒนาการทางภาษาของเบบี้ โดยเขามีการศึกษาวิจัยในเด็กเบบี้จำนวนหนึ่งซึ่งเรียนเกี่ยวกับสัญลักษณ์มือ 20 สัญลักษณ์ พบว่าเด็กกลุ่มนี้สามารถพูดได้เร็วขึ้น และไอคิวก็สูงกว่าเด็กในวัยเดียวกันที่ไม่ได้เรียนเกี่ยวกับสัญลักษณ์ค่ะ

  4. กระตุ้นสมองเด็กด้วยนมแม่
    มีผลการวิจัยบอกว่าเด็กในขวบแรกที่ได้รับนมแม่ตลอด จะมีไอคิวสูงกว่าเด็กที่ไม่ได้รับนมแม่ อย่างไรก็ตามผลคะแนนที่ได้นี้สูงกว่ากันเพียงเล็กน้อยค่ะ

  5. กระตุ้นสมองเด็กในเวลาที่เหมาะสม
    เบบี้ต้องการการตอบสนองอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเรื่องจริงค่ะ แต่กระนั้นก็ต้องการเวลาที่จะเรียนรู้หรือพัฒนาด้วยตัวเองด้วย เช่น ลูกต้องการเวลาที่จะเล่นของเล่นเอง ต้องการเวลาส่วนตัวที่จะคลานไปโน่นมานี่เอง เป็นต้น เพาะฉะนั้นเวลาตลอด 24 ชั่วโมงของลูก พ่อแม่ต้องจึงต้องสังเกตและรู้จักตอบสนองลูกให้ถูกจังหวะที่ลูกต้องการ และรู้จักปล่อยจังหวะให้ลูกได้มีเวลาของตนเอง เล่น หรือทำอะไรเองด้วย

  6. ใกระตุ้นสมองเด็กด้วยการห้ความอุ่นใจ ปลอดภัย
    เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกน้อยรู้ว่าทุกความต้องการของเขาจะได้รับการตอบสนองด้วยความรักที่มั่นคงจากพ่อแม่เสมอ แรงขับเคลื่อนในการพัฒนาและเรียนรู้โลกกว้างของลูกก็จะเปี่ยมพลังมากขึ้น และวิธีที่จะทำให้ลูกรู้สึกดังกล่าวได้ คืออ้อมกอดอบอุ่นและสายตาของพ่อแม่ที่มองสบตาลูกทุกครั้ง

ส่วนเรื่องที่จะช่วยให้ลูกพัฒนาภาษาและกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้มากขึ้นนั้น คือการได้พบปะผู้คน ได้เรียนรู้ที่จะพูดเพื่อสื่อสารกับคนอื่นๆ ถึงความรู้สึกของตน ความต้องการของตนที่อยากให้คนอื่นได้รู้และเข้าใจ ซึ่งเท่ากับช่วยพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ของลูกนั่นเอง

6 วิธีช่วยสร้างพัฒนาการทางภาษาให้เบบี๋

ฝึกลูกพูด, ฝึกเด็กพูด. เด็ก ภาษา, ทารก ภาษา, พัฒนาการทางภาษา, หัดลูกพูด, ฝึกให้ลูกพูดเร็ว, ทำยังไงลูกถึงจะพูดได้เร็ว ๆ , อยากให้ลูกพูดได้, เด็กพูดได้ตอนกี่ขวบ, เด็กพูดตอนอายุเท่าไหร่, อยากฝึกลูกพูด, วิธีฝึกให้ลูกพูด, เด็ก เรียนรู้ภาษา, ทารกเรียนรู้ภาษา

6 วิธีช่วยสร้างพัฒนาการทางภาษาให้เบบี๋

เมื่อเบบี๋อายุได้ครบขวบก็จะเริ่มมีพัฒนาการทางการพูดได้มากกว่าเดิม Dr. Richard Woolfson ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการเด็กปฐมวัยบอกไว้ว่า พ่อแม่สามารถช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาให้ลูกได้โดย

  1. ฝึกลูกพูดด้วยการหมั่นพูดให้ฟังเป็นตัวอย่าง
    เพราะหนูๆ จะเรียนรู้และจดจำจากการพูด การออกเสียงของเรา

  2. ฝึกลูกพูดด้วยการ "อย่าบังคับ"
    ถ้าอยากจะฟังหนูๆ พูดคำแรก อย่าได้ปฏิเสธที่จะให้ของที่เขาต้องการ ถึงจะยังไม่สามารถบอกชื่อของ ของสิ่งนั้นได้ก็ตาม

  3. ฝึกลูกพูดด้วยการพูดคุยกับลูก
    เพราะธรรมชาติในการเรียนรู้ที่จะพูด ต้องเริ่มมาจากการฟังก่อนเป็นอันดับแรก แล้วจึงเกิดการเลียนแบบออกเสียงตาม

  4. ฝึกลูกพูดด้วยการอ่านหนังสือให้ฟังเพื่อเป็นการกระตุ้น
    หนูๆ จะมองหน้าคุณเวลาที่อ่านพร้อมทั้งฟังไปด้วย เป็นกลยุทธ์ให้เขาสนใจที่จะพูดได้บ้าง

  5. ฝึกลูกพูดด้วยการแสดงความสนใจเมื่อหนู ๆ เริ่มอ้อแอ้
    เด็กๆ มีความต้องการในการสื่อสารและอยากให้เราฟังเขาพูดบ้างเหมือนกัน พยายามแสดงออกว่าคุณตั้งใจอยากฟังที่เขาพูดด้วยนะครับ

  6. ฝึกลูกพูดด้วยการหมั่นร้องเพลงและพูดคำที่มีจังหวะคล้องจอง
    อย่างเพลงหรือกลอน จะช่วยให้หนูรู้สึกสนุกที่จะฟังทำให้จดจำ และอยากพูดได้บ้าง
     

LPR เคล็ดลับเสริมความแกร่ง สู่ความเก่งของเด็กยุคใหม่ 

 LPR เคล็ดลับเสริมความแกร่ง สู่ความเก่งของเด็กยุคใหม่-เลี้ยงลูกให้เก่งและแกร่ง-พัฒนาการทางสมอง-อาหารสำหรับเด็ก-จุลินทรีย์สุขภาพ-LPR คืออะไร-LPR สารอาหาร

 

คุณหมอเด็กแนะ LPR จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์เสริมภูมิคุ้มกันช่วยลูกแข็งแรง ให้ความแข็งแกร่ง ต่อยอดสู่ความเก่งเต็มศักยภาพในแบบที่ลูกเป็น

LPR เคล็ดลับเสริมความแกร่ง สู่ความเก่งของเด็กยุคใหม่ 

 

“เลี้ยงลูกยังไงให้แกร่งและเก่ง” ในยุคที่สิ่งรอบตัวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คุณแม่หลายคนจึงให้ความสำคัญกับสุขภาพของลูก โดยเฉพาะเรื่องการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง เพราะเมื่อไหร่ที่ลูกแข็งแรง เขาก็จะพร้อมออกไปเรียนรู้ ค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบ และพัฒนาตัวเองได้อย่างเต็มศักยภาพค่ะ และคุณแม่นี่ล่ะที่จะต้องหาให้เจอว่า อะไรที่ช่วยเสริมทั้งความแกร่งและความเก่งของลูกได้ทุกวัน

 

LPR เคล็ดลับเสริมความแกร่ง สู่ความเก่งของเด็กยุคใหม่-เลี้ยงลูกให้เก่งและแกร่ง-พัฒนาการทางสมอง-อาหารสำหรับเด็ก-จุลินทรีย์สุขภาพ-LPR คืออะไร-LPR สารอาหาร

LPR คือจุลินทรีย์โพรไบโอติกส์ที่ดีต่อระบบทางเดินอาหาร เสริมความแข็งแกร่ง…จึงเก่งได้อย่างใจฝัน

LPR ดีต่อระบบทางเดินอาหาร เพราะ LPR คือ จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เป็นหนึ่งในจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ที่พบได้ในนมแม่ นอกจากสารอาหารอื่น ๆ ในนมแม่ที่มีมากกว่า 200 ชนิด เช่น แคลเซียม วิตามิน แร่ธาตุต่าง ๆ และ DHA ที่แม่ทราบกันดีอยู่แล้ว โดย LPR ยังสามารถพบได้ในโยเกิร์ตและนมบางชนิดอีกด้วย โพรไบโอติกส์เป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เรียกได้ว่าเป็นจุลินทรีย์ประจำถิ่นอย่างหนึ่งในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งการรักษาสมดุลจุลินทรีย์ให้เป็นปกติ มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์มากกกว่าจุลินทรีย์ก่อโรคเป็นสิ่งที่มีผลดีต่อสุขภาพของระบบทางเดินอาหาร ภูมิคุ้มกัน ความแข็งแรงของร่างกายโดยรวม รวมถึงพัฒนาการของลูกในระยะยาว

LPR ก็คือ จุลินทรีย์ที่พบได้ในลำไส้ของเด็กที่ได้รับนมแม่ ช่วยปกป้องเยื่อบุลำไส้ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดี ปกป้องร่างกายจากการติดเชื้อ ระบบทางเดินอาหารก็ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้เต็มที่ ระบบภูมิคุ้มกันก็แข็งแกร่ง ร่างกายก็เติบโต แข็งแรงสมวัย

 

LPR เคล็ดลับเสริมความแกร่ง สู่ความเก่งของเด็กยุคใหม่-เลี้ยงลูกให้เก่งและแกร่ง-พัฒนาการทางสมอง-อาหารสำหรับเด็ก-จุลินทรีย์สุขภาพ-LPR คืออะไร-LPR สารอาหาร

LPR มีส่วนช่วยเสริมการทำงานของสมอง

คุณแม่ทราบไหมคะว่า LPR เป็นจุลินทรีย์ในกลุ่ม Lactobacillus ซึ่งมีผลการศึกษาว่าจุลินทรีย์กลุ่มนี้มีส่วนร่วมในการสร้างสารสื่อประสาทในสมอง นอกจากนั้น เมื่อร่างกายแข็งแกร่ง พร้อมเรียนรู้ พัฒนาการทางสมองก็เกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่ เปิดโอกาสให้ลูกได้ค้นหาความเก่งที่เขาชอบ ให้เขาสร้างความเก่งแบบที่ใจฝัน เพราะเมื่อร่างกายแข็งแกร่ง สมองก็สามารถพัฒนาได้เต็มที่ตามวัย ไม่มีสะดุด เสริมความสตรองของเด็กยุคนี้…ให้แกร่ง จึงเก่งได้ เต็มศักยภาพ

เคล็ดลับสร้างลูกแกร่ง เสริมความเก่งให้ลูกทุกวัน

  1. เลือกอาหารที่มีประโยชน์ ได้แก่ นมแม่ จนถึงอายุอย่างน้อย 6 เดือน ก่อนเริ่มอาหารตามวัย และให้ลูกได้กินอาหาร 3 มื้อ ที่ได้รับสารอาหารครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ และมีนมเป็นอาหารเสริม หลังอายุ 1 ปีไปแล้ว เพื่อให้ได้สารอาหารและพลังงานเพียงพอในการเรียนรู้
  2. สำหรับเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป คุณแม่สามารถเสริมด้วยนม หรือ อาหารที่มี LPR (แอลพีอาร์) จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ เช่น LPR ที่พบได้ในโยเกิร์ต นมเปรี้ยว และนมบางชนิด เพื่อช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันมากขึ้น
  3. อย่าจำกัดจินตนาการและพื้นที่ในการเรียนรู้ โดยเปิดโอกาสให้ลูกเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ หรือ พัฒนาต่อยอดจากสิ่งที่ชอบอยู่เสมอ
  4. สอนลูกให้รู้จักดูแลตัวเอง รักษาความสะอาด เพื่อป้องกันตัวเองจากเชื้อโรครอบตัว
  5. นอนให้พอ โดยเด็กอายุ 1-2 ปี ควรนอนรวมวันละ 11-14 ชั่วโมง เด็กอายุ 3-5 ปี นอนรวมวันละ 10-12 ชั่วโมง เด็กวัย 6-13 ปี นอนวันละ 10-11 ชั่วโมง

 

ตรวจสอบข้อมูลโดย รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์

รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม

สนับสนุนความแข็งแรงและการเรียนรู้ของเด็ก ๆ โดย Mommy Bear Club

Mom's Issue EP 20 : ของเล่น Unisex เล่นได้พัฒนาการดี

 

ป้าปอยและแม่ดอยชวนมาแชร์ไอเดียเลือกซื้อของขวัญให้เด็กๆ ไม่ว่าจะเด็กชายเด็กหญิง เลือกซื้อแบบไหนดี ไปฟังกันเลย

 

Apple Podcast:https://apple.co/3m15ytB

Spotify:https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube:https://bit.ly/3cxn31u

 

#รักลูกPodcast#รักลูกTheExpertTalk#Moms_Issues

Q&A ลูกนอนน้อย จะมีผลกับสมองไหมคะ

ลูกชายวัย 2 ขวบนอนน้อยมาก กลางวันนอนแค่ 1 ชั่วโมง ส่วนตอนเย็นนอนดึก ช่วง 4-5 ทุ่ม ลูกนอนน้อยแบบนี้ จะมีผลต่อการพัฒนาสมองไหมคะ


A :
ลูกชายวัย 2 ขวบนอนน้อยมาก จะมีผลต่อการพัฒนาสมองหรือเปล่าคะ กลางวันจะนอน 1 ชั่วโมง ส่วนตอนเย็นนอน 4-5 ทุ่ม เวลาพาลูกชายนอนก็จะถามหา ตา ยายและคนอื่นๆ ในบ้าน พอดิฉันบอกว่านอนกันแล้ว ลูกชายจะเปิดประตูออกจากห้องและลงไปหาตา ยาย ข้างล่างเพราะลูกชายเห็นเปิดไฟอยู่ (ลูกชายเป็นเด็กที่ไม่กลัวอะไรเลย ไม่รู้จะเอาอะไรมาหลอกเวลาเขาดื้อ) และถ้ากรณีที่ไฟปิดแล้ว ก็เป็นปัญหาอีก เพราะลูกชายจะพยศ และดึงดิฉันออกจากห้องด้วย และร้องไห้โดยไม่มีเหตุผลเพื่อให้ดิฉันอุ้ม อาจเป็นเพราะลูกชายง่วงมากๆ เลยงอแงเหมือนกับคนง่วงจัด บางทีดิฉันก็เผลอตีลูกชายเหมือนกัน เพราะเหนื่อยมาก และต้องดูแลคนเดียว ส่วนสามีทำงานอยู่ต่างจังหวัด และดิฉันกำลังตั้งท้อง 7 เดือนด้วยค่ะ

 

นุสรา / สมุทรปราการ


Q :เห็นใจคุณแม่จริงๆ ค่ะที่ท้องตั้ง 7 เดือนแล้ว ยังต้องดูแลลูกอีกคนที่มีลักษณะของเด็กที่ปรับตัวยากพอสมควร ขอเป็นกำลังใจให้เต็มที่เลยนะคะ และหมอก็มั่นใจว่าคุณแม่ที่ใส่ใจลูกและสนใจอ่านนิตยสารรักลูกเป็นประจำจะสามารถดูแลลูกได้อย่างถูกต้องและปัญหาก็จะค่อยๆ คลี่คลายได้ค่ะ

การนอนในเด็กอายุประมาณ 2 ขวบโดยทั่วไปควรจะอยู่ประมาณ 12 ชั่วโมงใน 24 ชั่วโมงค่ะ ในกรณีนี้คุณแม่ไม่ได้บอกมาว่า ตอนเช้าลูกตื่นกี่โมง เลยไม่ทราบว่าทั้งวันเขานอนรวมกี่ชั่วโมง การนอนน้อยเกินไปจะมีผลต่อการพัฒนาการได้ทุกด้าน โดยเฉพาะการเรียนรู้ ซึ่งสังเกตได้ว่าเด็กนอนไม่พอจะความจำไม่ดี ขี้ลืม ขาดสมาธิ เหม่อลอย ด้านอารมณ์ ก็อาจหงุดหงิดงอแงและแปรปรวนง่าย ด้านการเคลื่อนไหวมักพบว่าเด็กจะเคลื่อนไหวน้อย ดูไม่สดชื่น หรือตรงกันข้ามคือ เด็กอาจอยู่ไม่นิ่งดูเหมือนเด็กสมาธิบกพร่องก็มีเหมือนกัน ผลเสียเหล่านี้ไม่ได้เป็นอย่างถาวร เพราะฉะนั้นถ้าเด็กได้เปลี่ยนแปลงสุขนิสัยการนอนให้เหมาะสม ผลเสียเหล่านี้จะหายไปได้ แต่มีความเป็นไปได้ว่า เด็กอาจจะมีความสูงน้อยกว่าที่ควร เพราะการนอนดึกไปลดการหลั่งของฮอร์โมนที่ทำให้ร่างกายเจริญเติบโต (growth hormone) ได้


การบังคับหรือหลอกเด็กโดยการขู่เป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่ควรทำในทุกกรณี เพราะ ”การขู่” เราจะพูดให้น่ากลัว แต่เป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำให้เด็กเห็นจริงไม่ได้ ซึ่งการที่ลูกของคุณไม่กลัวอะไรเลยนั้น อาจเป็นเพราะเขาไม่เคยเห็นว่าสิ่งที่คุณแม่ขู่ไว้เกิดขึ้นจริงๆ ก็ได้ ต่อไปเมื่อเด็กรู้ว่าผู้ใหญ่พูดไม่จริง ก็จะไม่เชื่อถือคำพูดของผู้ใหญ่ และอาจเลียนแบบหรือไม่ก็อ้างสิทธิที่ตนเองจะพูดไม่จริงบ้าง

การฝึกให้เด็กนอนหลับเป็นเวลาควรจัดกิจวัตรประจำวันให้เป็นลำดับเหมือนๆ กันทุกวันก่อนถึงเวลานอน โดยไม่เล่นหรือดูอะไรที่จะกระตุ้นให้เด็กตื่นเต้น สนุกสนาน หรือรู้สึกกลัวในช่วง 2 ชั่วโมงก่อนนอน เช่น จัดให้เด็กดื่มนม ต่อด้วยแปรงฟัน ใช้ไหมขัดฟัน ปูที่นอน และ อ่านหนังสือนิทานให้ฟัง ปิดท้ายด้วยการสวดมนต์ เป็นต้น ไม่ควรทำสิ่งอื่นในห้องนอนเพราะอาจทำให้เด็กชินกับการไม่ง่วงนอนเมื่ออยู่ในห้องนอนค่ะ


ถ้าเด็กนอนดึกเป็นประจำมานานแล้ว การปรับเวลานอนให้เร็วขึ้นเป็นชั่วโมงทันทีมักทำไม่ได้ จึงต้องค่อยๆ เปลี่ยนเวลานอนให้เร็วขึ้นประมาณครั้งละ 15 นาทีต่อสัปดาห์ เพื่อให้เด็กปรับตัวทัน ถ้าเด็กบอกว่าต้องการจะรอเข้านอนพร้อมผู้ใหญ่ก็ให้บอกว่าไม่ได้ โดยอาจให้เหตุผลง่ายๆ ว่า การที่ผู้ใหญ่ยังไม่นอนก็เพราะผู้ใหญ่ไม่ต้องโตแล้ว แต่ลูกยังเด็กอยู่ ซึ่งถ้าเด็กๆ นอนไม่พอจะโตช้า เด็กโดยทั่วไปอยากโตเร็วๆ กันทั้งนั้นค่ะ ก็จะยอมนอนเร็วขึ้น ในกรณีนี้เด็กยังไม่ไปโรงเรียน จึงอาจจะตื่นสายไม่เป็นเวลา แต่ถ้าคุณแม่จะเริ่มจากฝึกลูกให้ตื่นเป็นเวลาก่อนก็ได้ เพื่อที่จะได้จัดเวลาเข้านอนให้เร็วขึ้นภายหลังได้ง่ายขึ้นค่ะ

โดย: พญ.เพียงทิพย์ พรหมพันธ์

พ่อแม่ต้องรู้! 5 ปัจจัยที่ส่งผลให้ลูกสมองไม่พัฒนา

ปัจจัยที่ทำให้เด็กโง่-สมองของเด็ก-พัฒนาการเด็ก-สุขภาพจิต-ลูกไม่ฉลาดทำยังไงดี-ทำยังไงให้ลูกฉลาด-พัฒนาการด้านอารมณ์-พัฒนาการของสมอง

การเลี้ยงดูบวกกับสภาพแวดล้อมในวันนี้ จะส่งผลต่อเด็กไปจนโต ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องรู้ว่าปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งผลต่อการพัฒนาสมองของลูก มี 5 ข้อดังนี้ค่ะ

1. ได้รับสารอาหารไม่ครบทั้ง 5 หมู่

การที่เด็กได้รับสารอาหารไม่ครบทั้ง 5 หมู่นั้น นอกจากจะมีผลเสียต่อการเจริญเติบโตของสมอง ซึ่งนั่นคือการทำลายความฉลาดโดยตรง ยังส่งผลทำให้ร่างกายอ่อนแอ ไม่เติบโตสมวัยอีกด้วย

2. สภาพแวดล้อมที่เป็นมลพิษ

ไม่ว่าจะเป็นจากควันบุหรี่ ควันพิษท่อไอเสีย หรือสารปรอท สารตะกั่วจากโรงงาน สารพิษเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะทำลายสมอง ยังเป็นพิษต่อร่างกายอีกด้วย

3. ขาดการสัมผัสกับสังคม

เกิดจากการที่พ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้ ความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นแบบต่างคนต่างอยู่ ไม่ค่อยมีการพูดคุย ซึ่งจะทำให้เด็กขาดพัฒนาการด้านภาษาและมนุษยสัมพันธ์ ซึ่งถือเป็นสาเหตุที่สำคัญสาเหตุหนึ่งที่สกัดกั้นความฉลาดของเด็กเพราะขาดโอกาสที่จะเรียนรู้แลกเปลี่ยนนั่นเอง

4. ขาดประสบการณ์เรียนรู้ที่ดี

เช่น พ่อแม่ไม่มีเวลาพาลูกไปเปิดหูเปิดตา หาประสบการณ์จากแหล่งเรียนรู้นอกบ้าน รวมทั้งไม่ส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้อื่น ๆ เช่น กิจกรรมดนตรี กิจกรรมศิลปะ หรือกิจกรรมกีฬา และการออกกำลังกาย

5. ลูกมีสุขภาพจิตไม่ดี

เนื่องมาจากขาดความรัก ความเอ็นดู และความอบอุ่นจากครอบครัว หรือบางกรณี อาจเกิดจากการเลี้ยงดูที่เข้มงวดมากจนเกินไป และบังคับให้ลูกต้องทำในสิ่งที่เขาไม่ชอบหรือไม่ถนัด ส่งผลให้ลูกเกิดความเครียด มีความวิตกกังวลสูง มองตัวเองในแง่ลบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนยาพิษที่ทำลายความฉลาดของลูก เพราะลูกที่อยู่ในอารมณ์โกรธ หรือซึมเศร้าเป็นเวลานาน ๆ นั้น สมองจะหลั่งสารคอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีฤทธิ์ในการทำลายความเจริญเติบโตของสมองลูก ทำให้การพัฒนาความฉลาดของลูกถูกยับยั้ง

พ่อแม่ห้ามพลาด! “1,000 วันแรก” ช่วงเวลาทองของชีวิต รากฐานสำคัญสู่สมองดี สุขภาพแข็งแรง และอนาคตของลูกรัก

 สมองเด็ก, พัฒนาการทางสมองทารก, 1,000 วันแรก ของเด็ก, อาหารสมอง, สารอาหารบำรุงสมอง, ดีเอชเอ dha, โอเมก้า Omega 3 6 9, วิตามินบี 12, ลูทีน, ทอรีน, นมสำหรับเด็ก, นมผงเด็ก, นมผงมี dha ดีเอชเอ, นม ช่วยให้ฉลาด, นมผงเด็กควรมีสารอาหารอะไร, สารอาหารสำคัญในนมผง

ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและพัฒนาการเด็กชี้ “1,000 วันแรกของชีวิต” ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนถึงอายุ 2 ปี คือช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการพัฒนาสมองและร่างกายเด็ก โดยการดูแลด้านโภชนาการและพัฒนาการอย่างเหมาะสมในช่วงเวลาดังกล่าว จะส่งผลต่อ IQ สุขภาพ ภูมิคุ้มกัน ตลอดจนศักยภาพการเรียนรู้และคุณภาพชีวิตของเด็กในอนาคต

1,000 วันแรก จุดเริ่มพัฒนาสมอง-สุขภาพเด็ก

จากการเปิดเผยของ รศ. พญ.อรภา สุธีโรจน์ตระกูล กุมารแพทย์เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรรมการสมาคมโภชนาการเด็กแห่งประเทศไทย ในการบรรยายวิชาการในหัวข้อ Current Issues in Young Child Nutrition: How to Bridge Nutritional Gap to Ensure Proper Growth & Development โดยสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับ สมาคมผู้ผลิตอาหารทารกและเด็ก ภายในงานประชุมวิชาการโภชนาการแห่งชาติ ครั้งที่ 18 โภชนาการกับการกินดีมีสุข “Nutrition and Holistic Well-Being” ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ระบุถึงความสำคัญของช่วง 1,000 วันแรกว่า นับตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์มารดา ร่างกายจะเริ่มมีการสร้างอวัยวะต่าง ๆ เมื่อเกิดเป็นทารกจะเป็นช่วงวัยแห่งการเติบโตและพัฒนาการของสมอง เป็นช่วงที่หน้าต่างโอกาสเปิดขึ้น (critical window of opportunity) ไม่ว่าเด็กจะมีพันธุกรรมมาอย่างไร สมองและอวัยวะสำคัญของร่างกายจะมีความสามารถในการปรับตัวในระดับหนึ่ง การอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีและได้รับโภชนาการเหมาะสม จะเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาอวัยวะ ระบบประสาท ภูมิคุ้มกัน และสร้างสุขภาพที่ดีของเด็กในอนาคต ช่วยป้องกันภาวะแคระแกร็น การขาดสารอาหาร และลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังในอนาคตได้ด้วย

การพัฒนาสมอง (Neurodevelopment) ของมนุษย์ กระบวนการจะเริ่ม​ตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ และดำเนินต่อเนื่องไปอย่างรวดเร็วในช่วง 2 ปีแรกของชีวิต  มีการสร้างโครงสร้างและการทำงานของสมอง ในระยะนี้สมองมีการเปลี่ยนแปลงหลายกระบวนการสำคัญ ได้แก่

  • การเพิ่มจำนวนเซลล์สมอง (neuron proliferation) 

  • การเจริญเติบโตของเส้นใยประสาท (axon และ dendrite) ซึ่งช่วยให้เซลล์สมองเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ 
     
  • การสร้างและปรับแต่งจุดเชื่อมต่อของสมอง (synapse formation และ pruning) ซึ่งมีบทบาทต่อการเรียนรู้และพฤติกรรม และจะดำเนินต่อไปตลอดชีวิต

  • การสร้างปลอกไมอีลิน (myelination) ที่ช่วยให้การส่งสัญญาณประสาทรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ 

  • การคัดเลือกและกำจัดเซลล์สมอง (apoptosis) ซึ่งเป็นกระบวนการปรับสมดุลของสมองตั้งแต่ในครรภ์ไปจนถึงวัยรุ่น

“ช่วงเวลา 1,000 วันแรก เป็นช่วงที่สมองมีความยืดหยุ่นและไวต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะโภชนาการซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการสร้างและเชื่อมโยงโครงข่ายสมอง หากร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอในช่วงเวลานี้ อาจส่งผลต่อพัฒนาการด้านสติปัญญา การเรียนรู้ และพฤติกรรมในระยะยาว และบางผลกระทบอาจไม่สามารถแก้ไขได้อย่างสมบูรณ์ในภายหลัง” รศ. พญ.อรภากล่าวและเสริมด้วยว่าการดูแลโภชนาการตั้งแต่ระยะตั้งครรภ์และต่อเนื่องในช่วง 2 ปีแรกของชีวิต จึงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างพื้นฐานของสมองที่แข็งแรง และส่งเสริมศักยภาพของเด็กในอนาคต

สมองเด็ก, พัฒนาการทางสมองทารก, 1,000 วันแรก ของเด็ก, อาหารสมอง, สารอาหารบำรุงสมอง, ดีเอชเอ dha, โอเมก้า Omega 3 6 9, วิตามินบี 12, ลูทีน, ทอรีน, นมสำหรับเด็ก, นมผงเด็ก, นมผงมี dha ดีเอชเอ, นม ช่วยให้ฉลาด, นมผงเด็กควรมีสารอาหารอะไร, สารอาหารสำคัญในนมผง

โภชนาการกับปัญหาโรคอ้วน-ความสูงในเด็ก 

รศ. พญ.อรภากล่าวอีกว่า ช่วง 1,000 วันแรกยังมีความสำคัญต่อการพัฒนาด้านร่างกาย โดยช่วง 1 ปีแรกเด็กจะมีพัฒนาการด้านความสูงเพิ่มขึ้น 24 ซม. ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 15% ของความสูงเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ หลังจากนั้นอัตราการเพิ่มขึ้นจะลดลงเรื่อย ๆ สิ่งสำคัญที่ทำให้อัตราความสูงของเด็กดีขึ้นในช่วงอายุ 1-5 ปีแรก คือ โภชนาการ โดยเฉพาะสารอาหารประเภท โปรตีน ไอโอดีน วิตามินเอ วิตามินดี แคลเซียม สังกะสี และทองแดง ที่ต้องได้รับร่วมกัน จะได้รับเพียงสารอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งไม่ได้ เพราะมีการทำงานร่วมกันในการช่วยกระตุ้น IGF-1 ทำให้ Growth hormone หลั่งปกติ

โภชนาการที่ดีในช่วงวัยเด็ก ยังช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคอ้วนเมื่อเป็นผู้ใหญ่ รวมถึงโรคภัยต่าง ๆ ด้วย ซึ่งเด็กจะเริ่มเรียนรู้วิธีการกิน เรียนรู้นิสัยการกิน ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 2-3 ปีแรก หากเด็กมีวิธีการกินที่ดี มีนิสัยการกินที่ดี จะลดปัญหาการกิน ลดปัญหาเด็กเลือกกินให้น้อยลง ขณะที่ช่วงอายุประมาณ 4–6 ปี จะเป็นช่วงสำคัญที่เรียกว่า adiposity rebound หรือช่วงที่ร่างกายเริ่มกลับมาสะสมไขมันอีกครั้งตามธรรมชาติ ในช่วงนี้พฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิต ที่เด็กได้เรียนรู้มาก่อนจะเริ่มแสดงผลอย่างชัดเจน หากเด็กมีพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม เช่น เลือกกินอาหารไม่สมดุล การได้รับโปรตีนมากกินไป อาจทำให้เกิด early adiposity rebound หรือการสะสมไขมันเร็วเกินไป และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วนในอนาคตได้ด้วย โภชนาการช่วง 1,000 วันแรก (บางการศึกษาขยายระยะเวลาถึง 2,000 วันแรก) ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่มีผลต่อพัฒนาการของเด็กในระยะยาว

รศ. พญ.อรภากล่าวอีกว่า พ่อแม่จึงควรให้ความสำคัญกับโภชนาการของเด็ก ในช่วง 1,000 วันแรกที่ต้องได้รับสารอาหารครบถ้วน และมีปริมาณเพียงพอต่อการพัฒนาทางด้านร่างกาย และสมองของเด็ก ​​เพราะผลกระทบจากโภชนาการที่ไม่ดี ไม่ได้หยุดอยู่แค่วัยเด็กเท่านั้น แต่ส่งผลระยะยาวไปจนถึงวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่อีกด้วย ​อาทิ ภาวะขาดธาตุเหล็กอย่างรุนแรงในวัยทารก มีความสัมพันธ์โดยตรงกับระดับ IQ ที่ลดต่ำลง​ เด็กที่มีภาวะขาดไอโอดีน (Iodine deficiency) จะมีระดับ IQ ต่ำกว่าเด็กในกลุ่มปกติเฉลี่ยถึง 6.9-10.2 คะแนน เป็นต้น​  

PNMA นำนวัตกรรมอาหาร-ความรู้ ส่งเสริมโภชนาการเด็กไทย

นอกจากหน่วยงานภาครัฐ ที่ส่งเสริมโภชนาการเด็กแล้ว ด้านสมาคมผู้ผลิตอาหารทารกและเด็กเล็ก (PNMA) ซึ่งเป็นตัวแทนของภาคอุตสาหกรรมอาหารทารกและเด็กเล็กในประเทศไทย ได้ร่วมทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนและส่งเสริมโภชนาการเด็กไทยผ่านกลไกต่าง ๆ รวมถึงทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการนำ นวัตกรรมอาหาร มาประสานกับ ความรู้ทางโภชนาการ เพื่อช่วยให้เด็กไทยได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและสมดุลในบริบทของสังคมปัจจุบัน อาทิ การสนับสนุนข้อมูลเชิงวิชาการ ด้วยการเผยแพร่องค์ความรู้ ร่วมกับองค์กรวิชาชีพจัดประชุมเพื่อนำเสนอผลการสำรวจสถานะโภชนาการล่าสุด เช่น SEANUTS II เพื่อให้สังคมตระหนักถึงปัญหาภาวะโภชนาการสองขั้ว (ทั้งอ้วนและขาดสารอาหาร) ในเด็กไทย การนำหลักฐานเชิงประจักษ์จากหน่วยงานระดับโลก เช่น ESPGHAN หรือ Cochrane Library มาปรับใช้เป็นแนวทางในการแนะนำโภชนาการที่เหมาะสม การให้ความรู้ว่าโภชนาการในช่วงต้นของชีวิตมีผลต่อการเกิดโรค NCDs เช่น โรคอ้วน หรือความดันโลหิตสูง เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และดูแลให้ผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับเด็กมีการกล่าวอ้างทางสุขภาพ (Health Claims) ที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ เพื่อไม่ให้เกิดภาระหรือความเข้าใจผิดแก่ผู้บริโภค เป็นต้น

­ข้อมูลอ้างอิงบทความ การบรรยายวิชาการหัวข้อ Current Issues in Young Child Nutrition: How to Bridge Nutritional Gap to Ensure Proper Growth & Development วิทยากร โดย รศ.พญ.อรภา สุธีโรจน์ตระกูล ดำเนินการอภิปราย โดย ศ.เกียรติคุณ พญ.ลัดดา เหมาะสุวรรณ

 

รักลูก The Expert Talk EP.120 : สมองลูกไว พร้อมสำหรับอนาคต

 

รักลูก The Expert Talk Ep.120 : สมองลูกไว พร้อมสำหรับอนาคต

 

AI แย่งงานคน มหาวิทยาลัยยกเลิกการสอนวิชา… เพราะโลกเปลี่ยนทุกวัน เราไม่สามารถคาดเดาถึงการเปลี่ยนแปลงนั้นได้ การเตรียมลูกให้พร้อมสำหรับอนาคตจึงเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญ

ฟัง The Expert อาจารย์ พญ.ลลิต ลีลาทิพย์กุล กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์วัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกวิธีการเตรียมลูกให้พร้อมสำหรับอนาคตในทุกด้าน

พ่อแม่ต้องทำอย่างไรเพื่อให้ลูกสมองไวพร้อมได้ตั้งแต่วันนี้

 

รายการรักลูก The Expert Talk อาจารย์ พญ.ลลิต ลีลาทิพย์กุล

 

ติดตามรักลูก Podcast ได้ที่https://linktr.ee/rakluke  

รักลูก The Expert Talk EP.124 : “พ่อแม่ขาดทักษะการใช้สื่อ กระทบสมองลูก”

 

รักลูก The Expert Talk Ep.124 : Family Out จอ Gen กับอาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ ตอนที่ 5 พ่อแม่ขาดทักษะการใช้สื่อกระทบสมองลูก

 

งานวิจัยพบว่าเด็กที่ใช้สื่อเย็นเซลล์สมองจะเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ได้มากกว่า

ขณะที่สื่อร้อนการเชื่อมต่อของเซลล์ที่ชั้นเปลือกสมองจะทําได้น้อย กระทบกับพัฒนาการของสมอง โดยเฉพาะทักษะสมอง EF

 

ไม่อยากให้ลูกติดจอ พ่อแม่ทำได้

ฟัง อาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริบอกแนวทางการฝึกทักษะให้พ่อแม่มี Digital Literacy เพื่อรับมือและรู้เท่าทันก่อนสื่อหน้าจอจะทำลายสมองลูก

 

ติดตามรักลูก Podcast ได้ที่https://linktr.ee/rakluke 

รักลูก The Expert Talk EP.125 : Cybercrime คืออะไร? รู้ไว้ก่อนลูกถูกลวง

 

รักลูก The Expert Talk Ep.125 : Family Out จอ Gen กับอาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ ตอนที่ 6 Cybercrime คืออะไร? รู้ไว้ก่อนลูกถูกลวง

เมื่อพ่อแม่ให้โทรศัพท์ แท็บแล็ตหรือสร้างแอคเคาท์บนโซเชียลมีเดียให้ลูก เราอาจจะคิดว่าอินเทอร์เน็ตมันเป็นโลกของข้อมูลความรู้

แต่ถ้าลองคิดในมุมกลับกัน เมื่อให้ลูกเข้าถึงโลกทั้งใบ โลกทั้งใบก็เข้าถึงลูกของเราได้เหมือนกัน…การเกิดอาชญากรรมออนไลน์จึงเกิดขึ้นได้ง่าย

 

รู้กลลวงของเหล่ามิจฉาชีพบนโลกออนไลน์เพื่อรับมืออย่างเท่าทัน ฟัง อาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ

 

ติดตามรักลูก Podcast ได้ที่https://linktr.ee/rakluke 

รักลูก The Expert Talk EP.64 : "เล่น" เรื่องใหญ่ของวัยอนุบาล

 

 

รักลูก The Expert Talk Ep.64 : "เล่น" เรื่องใหญ่ของวัยอนุบาล

 

เล่นให้เป็นเล่น ไม่เอามาปนกับเรื่องเรียน

 

EP ที่สองของ Seriesเข้าใจ “วัยทอง” ลูกอนุบาลกับครูก้า กรองทอง บุญประคอง ว่าด้วย เรื่อง "เล่น" เรื่องใหญ่ของวัยอนุบาล เล่นแบบไหนให้สนุกและได้ประโยชน์

 

ฟังวิธีการเล่นกับลูก การเลือกของเล่นที่ไม่ต้องแพง ไม่ต้องเยอะแต่คุ้มค่า รอพบกับอีกสอง EP ต่อเนื่องในสัปดาห์ถัดไปกับ EP3 เปลี่ยน “วัยทอง” เจ้าปัญหา เป็น “วัยทอง” แห่งการเรียนรู้แและ EP4 ไม่ใช่แค่ "เรียน" แต่วัยอนุบาลต้อง “เรียนรู้” และสามารถย้อนกลับไปฟัง EP แรก เรื่อง "กล้าพอไหมเปลี่ยนวิถีใหม่ในบ้าน แก้ปัญหาหนักใจวัยอนุบาล" ได้ในช่องทางของรักลูก Podcast เพราะเด็กจะเป็นอย่างไรเริ่มต้นที่วัยนี้ ไม่อยากให้พลาดฟังเพื่อจะได้วิธีการเลี้ยงลูกวัยตั้งต้นของชีวิตได้อย่างเหมาะสมตามพัฒนาการของวัย

 

Apple Podcast:https://apple.co/3m15ytB

Spotify:https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube:https://bit.ly/3cxn31u

 

#รักลูกPodcast

#รักลูกTheExpertTalk

#Moms_Issues

รักลูก The Expert Talk EP.65 : เปลี่ยน “วัยทอง” เป็นช่วงเวลาทองของชีวิต

 

รักลูก The Expert Talk Ep.65 : เปลี่ยน "วัยทอง" เป็นช่วงเวลาทองของชีวิต

 

ช่วงวัยทองของเด็ก คือช่วงเวลาทองของชีวิตเด็ก

 

เขาจะเติบโตมาเป็นคนอย่างไร ก็อยู่ที่ช่วงเวลานี้ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่พ่อแม่ต้องรับมือและมองวัยทองในมุมมองใหม่ เพื่อให้เป็นช่วงเริ่มต้นของชีวิตที่ดีของลูก

 

ฟังมุมมองการรับมือวัยทองแต่ละช่วงวัยจากครูก้าได้ใน EP นี้ รอพบกับอีกหนึ่ง EP สุดท้ายในสัปดาห์ถัดไปกับ ไม่ใช่แค่ "เรียน" แต่วัยอนุบาลต้อง “เรียนรู้” และสามารถย้อนกลับไปฟัง EP ใน Series เข้าใจ “วัยทอง” ลูกอนุบาลกับครูก้า กรองทอง บุญประคอง ได้ในช่องทางของรักลูก Podcast เพราะเด็กจะเป็นอย่างไรเริ่มต้นที่วัยนี้ ไม่อยากให้พลาดฟังเพื่อจะได้วิธีการเลี้ยงลูกวัยตั้งต้นของชีวิตได้อย่างเหมาะสมตามพัฒนาการของวัย

 

Apple Podcast:https://apple.co/3m15ytB

Spotify:https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube:https://bit.ly/3cxn31u

 

#รักลูกPodcast

#รักลูกTheExpertTalk

#Moms_Issues

ขอบคุณ exness trading คุณสามารถบรรลุผลลัพธ์ที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วในการซื้อขายและทำงานกับสกุลเงินดิจิทัลโดยทั่วไป!

รักลูก The Expert Talk EP.66 : “เรียนรู้” แบบไหนในวัยอนุบาล

 

 รักลูก The Expert Talk Ep.66 : "เรียนรู้" แบบไหนในวัยอนุบาล

พ่อแม่มักจะเหมารวมการเรียน เข้ากับการเรียนรู้ ฟังดูอาจจะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาแตกต่างกัน

สำหรับเด็กปฐมวัยช่วงวัยอนุบาล ควรเน้นที่การเรียนรู้ แล้วการเรียนรู้รูปแบบใดที่เหมาะสมฟัง The Expert บอกความหมายและคุณค่าของการเรียนรู้เพื่อให้เป็นรากฐานที่แข็งแรงให้กับเด็กไปตลอดชีวิต

 

ฟังย้อนหลัง Series เข้าใจ “วัยทอง” ลูกอนุบาลกับครูก้า กรองทอง บุญประคอง เพื่อให้พ่อแม่เลี้ยงลูกช่วงทองน้องอนุบาลได้อย่างเข้าใจ และไม่ทำให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ได้ ในช่องทางของรักลูก Podcast เพราะเด็กจะเป็นอย่างไรเริ่มต้นที่วัยนี้ ไม่อยากให้พลาดฟังเพื่อจะได้วิธีการเลี้ยงลูกวัยตั้งต้นของชีวิตได้อย่างเหมาะสมตามพัฒนาการของวัย

 

Apple Podcast:https://apple.co/3m15ytB

Spotify:https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube:https://bit.ly/3cxn31u

 

#รักลูกPodcast

#รักลูกTheExpertTalk

#Moms_Issues

 

ด้วย Longex , ชีวิตเพศที่มีความอุ่นใจและเต็มไปด้วยความสุขไม่เพียงแค่ความฝัน - มันกลายเป็นความเป็นจริงทุกวัน!

รักลูกThe Expert Talk EP122 เพราะทุกก้าวของการเติบโตของลูกน้อยคือช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่สารอาหารจึงสำคัญ

 

รักลูก The Expert Talk Ep.122 : เพราะทุกก้าวของการเติบโตของลูกน้อย คือช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่... สารอาหารจึงสำคัญ

 

ทุกพัฒนาการเล็ก ๆ ของลูก ยิ่งใหญ่สำหรับคนเป็นแม่เสมอ

สารอาหารที่เหมาะสมในแต่ละช่วงอายุจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการและการเติบโตที่ยิ่งใหญ่ แต่บางครั้งคุณแม่อาจไม่มีเวลาในการทำอาหารให้ลูกน้อยด้วยตัวเอง แล้วคุณแม่จะรับมืออย่างไร?

 

รักลูก The Expert Talk ชวนฟังคุณหมอกุ้ง พญ.กมลลักษณ์ อนันต์นิธิวุฒิ กุมารแพทย์ ประจำ รพ.เปาโล สมุทรปราการ พูดคุยเรื่องสารอาหารที่สำคัญกับการเจริญเติบโตของลูก การกินอาหารหลักให้ครบ 5 หมู่ และหลักการเลือกอาหารเสริมสำหรับเด็ก

 

เพราะอาหารสำหรับเด็กไม่ใช่อะไรก็ได้ แต่ต้องมีมาตราฐาน มีอย. เพื่อให้คุณแม่มั่นใจได้ว่าลูกน้อยจะได้รับสารอาหารทั้ง 5 หมู่ ในทุก ๆ คำ

 

ติดตามรักลูก Podcast ได้ที่https://linktr.ee/rakluke  

รู้จักแอสเพอร์เกอร์ ซินโดรม (Asperger syndrome) ลูกเราผิดปกติหรือเปล่า




รู้จัก Asperger syndrome

เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ได้เข้าใจ และมีวิธีสังเกตอาการที่ปรากฏของแอสเพอร์เกอร์ซินโดรม อย่างถูกต้อง นพ.ทวีศักดิ์ สิริรัตน์เรขา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต ซึ่งใกล้ชิดและดูแลผู้ป่วยแอสเพอร์เกอร์มาตลอด มีคำแนะนำค่ะ



แอสเพอร์เกอร์ ซินโดรมเป็นความบกพร่องของพัฒนาการ ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอีกรูปแบบหนึ่ง โดยบกพร่องทักษะทางสังคม ร่วมกับมีพฤติกรรมหมกหมุ่น ทำซ้ำๆ ไม่ค่อยยืดหยุ่น จนเกิดผลเสียต่อการเรียน การทำงานและการเข้าสังคม เขาสามารถพูดคุยสื่อสารปกติ แต่จะไม่เข้าใจลูกเล่น สำนวน มุกตลกต่างๆ มีระดับสติปัญญาปกติ



อาการที่คล้ายๆ ออทิสติก (อยู่ในกลุ่มการวิจัยโรคที่เรียกว่า PDDs เหมือนกัน) แต่ไม่เหมือนกันเสียทีเกียว คือพัฒนาการด้านภาษาจะดีกว่าออทิสติก และจะมีระดับสติปัญญาปกติหรือสูงกว่าปกติ ปัจจุบันเปอร์เซ็นต์ของคนทั่วโลกที่เป็นแอสเพอร์เกอร์ ออทิสติก และพีดีดีอื่นๆ รวมกันประมาณ 1:1,000 ซึ่งมีแนวโน้มสูงขึ้น พบว่ามีการทำงานของสมองบางตำแหน่งผิดปกติ แต่บอกไม่ได้ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิด แม้ว่ามีงานวิจัยหลายชิ้น แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน แนวโน้มปัจจุบันเชื่อว่าเกิดความบกพร่องของสาร พันธุกรรม ซึ่งความผิดปกติทางพันธุกรรมก็ยังบอกไม่ได้อีกเหมือนกันว่าเกิดจากการถ่าย ทอดจากรุ่นต่อรุ่นค่อยๆ สะสมความผิดปกติมาจนแสดงออกในรุ่นหนึ่งหรือว่าเป็นการกลายพันธุ์ของยีน ซึ่ง ยังต้องศึกษาวิจัยอีกระยะหนึ่งครับ


สังเกตพฤติกรรมลูกเป็น แอสเพอร์เกอร์ (Asperger syndrome) หรือไม่


เด็กที่เป็นแอสเพอร์เกอร์ จะมีความบกพร่องของพัฒนาการทางสังคม

  • เวลาพูดคุยจะไม่ค่อยมองหน้าสบตา
  • ไม่ค่อยสนใจใคร
  • เรียกก็จะไม่หัน
  • เล่นกับเด้กคนื่นไม่ค่อยเป็น
  • ไม่ค่อยรู้กาลเทศะแสดงออกไม่เหมาะสมบ่อยๆ
  • มีพฤติกรรมความสนใจซ้ำๆ จำกัดเฉพาะเรื่อง เช่น ถ้าเขามีความสนใจอะไรก็จะสนใจมากๆ ถึงขั้นที่เรียกว่าหมกมุ่นก็ว่าได้ และเรื่องที่เขาสนใจก็อาจจะเป็นเรื่องที่คนอื่นไม่สนใจ เช่น เด็กบางคนจะชอบดูโลโก้สินค้า เห็นที่ไหนก็จะดู จะถาม และจดจำได้แม่นยำ บางคนชอบดูยี่ห้อของพัดลมว่ายี่ห้ออะไร เวลาไม่เห็นพัดลมที่ไหนก็จะมุ่งตรงไปดูยี่ห้อก่อน เป็นต้น

 

ปกติเวลาที่พบเจอกันก็จะมีการทักทายกัน มีการพูดคุยเล็กๆ น้อยๆ ก่อนจะเข้าเรื่อง แต่สำหรับคนที่เป็นแอสเพอร์เกอร์พอเจอปุ๊บอยากถามอะไร อยากรู้อะไร ก็จะพูดโพล่งออกมา ไม่มีการทักทาย ไม่มีการเกริ่นนำ จะถามเรื่องที่สนใจโดยไม่เสียเวลา

 


การพูดจาหรือการทำอะไรบางอย่างที่ไม่เหมาะสม เช่น เวลาเขาเห็นอะไรหรือรู้สึกอะไร อยากได้อะไร เขาก็จะบอกตางๆ ซึ่งในบางสถานการณ์อาจจะไม่เหมาะสม อาจจะทำให้คนอื่นเกิดความไม่พอใจ เช่น เด็กคนหนึ่งอยู่โรงเรียน เห็นแม่คนหนึ่งกำลังดุลูก เขาก็จะเข้าไปบอกทันทีว่า ไม่ควรดุลูกนะ คุณแม่ควรพูดจาเพราะๆ กับลูก ก็อาจจะทำให้คนอื่นรู้สึกไม่พอใจได้ หรือกินข้าวร้านนี้แล้วมันไม่อร่อย เวลาเดินผ่านก็จะพูดดังๆ ขึ้นมาตรงนั้นเลยว่า "ข้าวร้านนี้ไม่อร่อย" ซึ่งถามว่าสิ่งที่เขาทำถูกต้องหรือเปล่า ก็ถูกในแง่มุมของความรู้สึกของเขา แต่ไม่เหมาะสมในแง่มุมของความรู้สึกของเขา แต่ไม่เหมาะสมในแง่มุมของความรู้สึกของเขา แต่ไม่เหมาะสมในแง่มุมความรู้สึกของคนอื่น สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาตามมา

 


ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กที่เป็นแอสเพอร์เกอร์ คือคนรอบข้างไม่เข้าใจ ตรงนี้ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ของคุณพ่อคุณแม่ เพราะมักจะถูกตำหนิ คนอื่นจะมองว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอน ทำให้เด็กไม่รู้กาละเทศะ ทั้งที่พ่อแม่ส่วนใหญ่พยายามสอนเต็มที่ แต่ปัญหาอยู่ที่ตัวเด็กด้วยว่าเขาไม่เข้าใจ




ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กที่เป็นแอสเพอร์เกอร์

 

คน รอบข้างไม่เข้าใจ ตรงนี้ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ของพ่อแม่ เพราะพ่อแม่มักจะถูกตำหนิ คนอื่นจะมองว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอน ไม่บอก ทำให้เด็กไม่รู้กาลเทศะ ทั้งที่พ่อแม่ส่วนใหญ่ก็พยายามสอน แต่ปัญหาอยู่ที่ตัวเด็กด้วยว่าเขาไม่เข้าใจ



แอสเพอร์เกอร์กับออทิสติก แตกต่างกันอย่างไรคะ

 

อาจจะมีลักษณะคล้ายกันมาก แต่จุดที่แตกต่างกันคือเรื่องของภาษา ถ้าเป็นออทิสติกจะมีปัญหาด้านภาษาที่ชัดเจนกว่า คือ พูดช้า พูดไม่ชัด พูดเป็นภาษาของตัวเองมาก แต่แอสเพอร์เกอร์พัฒนาการด้านภาษาจะปกติ พูดคุยสื่อสารได้รู้เรื่อง เพียงแต่ลูกเล่นของภาษาที่มีปัญหา จะไม่เข้าใจความหมายลึกๆ ที่แฝงอยู่ ไม่เข้าใจนัยของภาษา เช่น ไม่เข้าใจมุกตลก คำเปรียบเทียบ ประชดประชันต่างๆ จะเข้าในลักษณะตรงไปตรงมาตามตัวอักษร ไม่มีสีสันของภาษา ไม่มีลูกเล่นของคำ แต่ก็จะมีบางอย่างที่ลักษณะคล้ายๆ กับออทิสติก เช่น เรื่องการไม่ค่อยสบตา ชอบแยกตัวอยู่คนเดียว เข้ากับเพื่อนไม่ได้เวลาพูดก็จะพูกเฉพาะเรื่องที่ตัวเองสนใจ โดยไม่ได้สังเกตดูว่าคนที่ฟังอยู่นั้นจะสนใจหรือเปล่า คือเขาจะมีลักษณะที่ไม่ระวังในเรื่องของทักษะทางสังคมซึ่งจริงๆ แล้วเป็นเพราะว่าเขาไม่เข้าใจ แต่ในด้านของสติปัญญา เด็กที่เป็นแอสเพอร์เกอร์นั้นจะมีสติปัญญาในระดับปกติหรือสูงกว่าปกตินะครับ

 


หากลูกเป็นแอสเพอร์เกอร์ มีวิธีแก้ไขอย่างไร

 

ทุกคนในครอบครัวถือว่ามีบทบาทสำคัญที่จะต้องมาช่วยกันดูแล ต้องมานั่งคุยกันว่าใครจะช่วยเหลือเด็กเรื่องอะไรบ้าง จะต้องทำความเข้าใจกับปัญหาแล้วก็ต้องศึกษาวิธีที่จะแก้ปัญหา เรียนรู้ทักษะต่างๆ ในการแก้ปัญหาจากผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน


ในขณะเดียวกันก็จะต้องถ่ายทอดความรู้ตรงนี้ไปสู่คนอื่นๆ ในครอบครัววิธีแก้ไขต้องอาศัยความช่วยเหลือจากหลายๆ ฝ่ายครับ ทั้งจากครอบครัว จากการแพทย์ จากการศึกษา และสังคมรอบข้าง

ขั้นแรกเราจะต้องเข้าใจสภาพปัญหาของเด็กก่อน ไม่ใช่เพราะเด็กไม่สนใจ หรือนิสัยไม่ดี แต่เป็นเพราะเด็กไม่เข้าใจ คือต้องเรียนรู้ธรรมชาติของโรคว่าคืออะไร ปัญหามีอะไรบ้าง พอเข้าใจธรรมชาติของโรคแล้ว ก็สอนให้เขาเรียนรู้ด้วยวิธีการที่เข้มข้นขึ้น อะไรที่ขัดขวางการเรียนรู้ก็ต้องพยายามแก้ไข เช่น การที่เด็กบางคนจะชอบสะสมขวดแชมพู ขวดยา ซึ่งเป็นการสะสมที่ไม่เกิดประโยชน์ หรือชอบดูพัดลมหมุน ชอบดูโลโก้สินค้า ก็ต้องดึงเด็กออกมาแล้วหากิจกรรมอย่างอื่นเสริม แต่ถ้าเป็นเรื่องที่เกิดประโยชน์ เช่น ชอบไดโนเสาร์ พ่อแม่สามารถสอนเรื่องอื่นสอดแทรกไปได้ เช่น เรื่องชีววิทยา ธรรมชาติประวัติศาสตร์ เป็นต้น คือเน้นการใช้เรื่องที่เขาสนใจเป็นฐานแล้วก็ขยายความสนใจออกไป เพื่อให้เด็กสามารถเรียนรู้ในเรื่องอื่นๆ เพิ่มเติมได้



สำหรับเรื่องทักษะสังคมเป็นเรื่องที่ต้องคอยสอนคอยชี้แนะอยู่ตลอด ต้องสอนกันเกือบทุกเรื่อง เช่น เวลาเจอเพื่อนจะทักทายอย่างไร อยากเข้าไปเล่นกับเพื่อนต้องทำอย่างไร อย่าไปคาดหวังว่าเดี๋ยวก็รู้เอง แต่ถ้าสอนแล้วเด็กจะทำได้ในที่สุด




จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกเราเป็นแอสเพอร์เกอร์

 

เด็กจะเป็นแอสเพอร์เกอร์มาตั้งแต่เกิด แต่ช่วงยังเล็กๆ จะดูยากมาก เพราะลักษณะภายนอกดูปกติ ไม่มีอะไรบ่งชี้เลยว่าจะมีปัญหา ข้อที่ชวนสงสัย คือ สังเกตว่าเด็กไม่ค่อยตอบสนอง เวลาอุ้มจะไม่อยากให้อุ้ม ไม่ค่อยโต้ตอบ ไม่สบตา ไม่ยิ้มตอบหรือแสดงท่าทีดีใจเวลามีคนเล่นด้วย มีพฤติกรรมบางอย่างที่แตกต่างจากเด็กคนอื่น

 


สำหรับพ่อแม่สิ่งที่ยากในการสังเกตก็คือ ถ้าไม่เคยมีลูกมาก่อนหรือไม่คุ้นเคยกับโรคจะไม่รู้ถึงความแตกต่าง หรือแยกความแตกต่างได้ค่อนข้างยาก เพราะมีจุดเหลื่อมที่แตกต่างกัน และไม่มีเส้นแบ่งชัดเจนระหว่างแอสเพอร์เกอร์กับคนปกติที่มีปัญหาเรื่อง บุคลิกภาพบางอย่างไม่เหมาะสม หรือว่าบางรายที่เป็นแอสเพอร์เกอร์กับออทิสติกที่มีปัญหาเรื่องบุคลิก บางอย่างไม่เหมาะสม หรือว่าบางรายที่เป็นแอสเพอร์เกอร์กับออทิสติกที่มีความสามารถสูงก็ยังแยก ยาก

 


การพาเด็กมาพบหมอมักจะมาก็ต่อเมื่อเกิดปัญหามากแล้ว ดังนั้นแค่เริ่มสงสัยก็สามารถมาตรวจประเมินได้ ซึ่งหมอจะพิจารณาประวัติทุกด้าน ตั้งแต่เด็กยังเล็กๆ และสังเกตพฤติกรรมบางอย่างประกอบกัน ดูว่าเข้าเกณฑ์ของแอสเพอร์เกอร์หรือเปล่า ถ้าใช่ก็ต้องช่วยเหลือให้เร็วที่สุด อย่ากลัวที่จะรู้ว่าลูกเป็นอะไร เพราะการที่ลูกเสียโอกาสที่จะได้รับการช่วยเหลืออย่างเหมาะสมเป็นสิ่งที่น่ากลัวกว่า

 

เบื้องต้นจิตแพทย์จะประเมินดูก่อนว่าเด็กควรจะต้องตรวจเพิ่มเติมอะไร และไปฝึกกับใครบ้าง เช่น พาไปพบนักกิจกรรมบำบัดเพื่อฝึกสมาธิ ฝึกทักษะสังคม ฝึกพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหว หรือไปพบกับนักจิตวิทยาเพื่อปรับพฤติกรรม กระตุ้นพัฒนาการหรือทำทั้งสองอย่าง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กเป็นสำคัญ




เด็กบางคนอาจมีปัญหาสมาธิสั้นร่วม ซึ่งสมาธิสั้นจะพบร่วมได้ในหลายๆ โรค ถ้าเป็นสมาธิสั้นอย่างเดียวไม่มีโรคอื่น เราเรียกว่าเป็นโรคสมาธิสั้น ถ้าสมาธิสั้นร่วมกับออทิสติกหรือแอสเพอร์เกอร์ ก็เรียกตามโรคหลักของเด็ก เด็กเป็นแอสเพอร์เกอร์เกือบครึ่งจะมีปัญหาสมาธิสั้น




รับมืออย่างไรเมื่อลูกเป็นแอสเพอร์เกอร์

 

คงต้องทำความเข้าใจกับปัญหาก่อน คือทำความเข้าใจว่าปัญหาเกิดจากอะไร แล้วก็ยอมรับว่ามันเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ ให้เชื่อว่าสิ่งที่ลูกเป็นสามารถแก้ไขให้ดีขึ้นได้ มีการวิจัยหลายชิ้นที่ยืนยันชัดเจนว่า เด็กที่เข้ากระบวนการดูแลช่วยเหลืออย่างเหมาะสม กับเด็กที่ไม่ได้เข้าสู่กระบวนการ มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งแง่ของการพัฒนาทางด้านสังคม หรือการเรียน เพราะเด็กที่ได้รับการช่วยเหลือเขาสามารถเรียนรู้และพัฒนาเรียนจบถึง มหาวิทยาลัย หรือสูงกว่า ดังนั้นเราต้องเชื่อมั่นด้วยว่าเป็นปัญหาที่จัดการได้ และถ้าพ่อแม่ไม่ทำอะไรปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ ก็ยิ่งเป็นปัญหาสะสม

 

ในการสอนบางอย่างต้องใช้เทคนิคเข้าช่วย ซึ่งจะมีเทคนิคเฉพาะในการสอน พ่อแม่ก็ต้องเรียนรู้เทคนิคนั้น ส่วนจะเป็นเทคนิคอะไรก็ต้องดูเด็กเป็นหลัก ดูว่าในสถานการณ์แต่ละแบบจะต้องใช้เทคนิคไหน ซึ่งพ่อแม่ต้องมีเทคนิคหลากหลายเหมือนกัน

 

เด็กแอสเพอร์เกอร์ส่วนใหญ่จะสมองดี ถ้าเขาไม่มีปัญหาอะไรที่ขัดขวางการเรียนตั้งแต่แรก เช่น ไม่มีปัญหาเรื่องสมาธิสั้น หรือไม่มีเรื่องของพฤติกรรมรุนแรง หลายคนเรียนได้ครับ เด็กที่หมอดูแลอยู่สอบได้ที่ 1 ทุกปีก็ยังมีครับ

 

ถึงการเรียนจะไม่มีปัญหาแต่จะมีปัญหาคือการเข้ากับเพื่อน จะเล่นกับเพื่อนไม่เป็น เล่นแรงบ้าง เล่นไม่เหมาะสมบ้าง ไม่เล่นตามกติกา ฉะนั้นก็จะถูกปฏิเสธจากเพื่อน ปัญหาที่ตามมาคือ พอจะเล่นกับเพื่อนแล้วถูกปฏิเสธเขาก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เขาจะหาวิธีการเล่นที่แหวกแนวยิ่งขึ้น ถ้าเป็นการเล่นที่ไม่รบกวนคนอื่นก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้ารบกวนคนอื่น หรือทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็อาจจะกลายเป็นปัญหารุนแรงได้



เป็นแอสเพอร์เกอร์มีโอกาสหายขาดไหม

สามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้มากครับถึง แม้ว่าจะไม่หายขาด ถ้าเด็กได้รับการดูแลช่วยเหลือเต็มที่ โดยเฉพาะในเรื่องทักษะการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน และฝึกฝนในทักษะทางสังคมอย่างต่อเนื่องก็จะพัฒนาไปได้ดี ปัญหาที่ยังคงเหลือ อยู่จะถูกมองเป็นเรื่องของบุคลิกภาพมากกว่า แต่ถ้าได้รับคำแนะนำและช่วยเหลือเขาจะดีขึ้นตามความสามารถที่ควรจะเป็น

 

ปัญหาบางอย่างที่หลงเหลือยู่ เช่น เรื่องของทักษะสังคม การพูดจาไม่เหมาะสม การเข้ากับเพื่อน ขึ้นอยู่กับสถานที่ที่เขาอยู่มากกว่า คือเมื่อเขาโตขึ้นแล้วได้ทำงานที่เหมาะกับตัวเขา หรือในบางที่ที่ยอมรับ ก็จะไม่มีปัญหา ก็คือเขาสามารถใช้ความสามารถของเขาได้เต็มที่ เด็กแอสเพอร์เกอร์ส่วนใหญ่จะมีความสามารถสูง โดยเฉพาะในเรื่องที่เขาสนใจ เขาจะรู้จริง และรู้ลึกมากกว่าคนอื่นครับ

 

อยากฝากคุณพ่อคุณแม่ในเรื่อของการหาข้อมูลว่า สิ่งสำคัญคือจะกรองข้อมูลอย่างไร เพราะขณะนี้มีข้อมูลที่สามารถค้นได้ง่ายจากอินเทอร์เน็ต เพราะข้อมูลที่เราได้รับอาจจะเหมาะกับเด็กคนหนึ่ง แต่ก็อาจจะไม่เหมาะกับเด็กอีกคน และการรักษาที่หมอยืนยันว่าได้ผลดี อาจจะเป็นแค่งานวิจัยแค่ชิ้นเดียว หรือข้อมูลบางชิ้นที่เคยเชื่อว่าเป็นแบบนี้ แต่ปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว เพราะมีงานวิจัยที่ลบล้างความเชือนี้แล้ว วิธีการที่ดีที่สุดคือต้องศึกษาข้อมูลจากหลายๆ ที่ หรือพูดคุยกับกลุ่มพ่อแม่ด้วยกัน หรือปรึกษากับแพทย์ที่ดูแลอยู่ เพื่อจะได้แลกเปลี่ยนความรู้และสามารถนำไปใช้ได้อย่างถูกวิธีครับ





ขอคำแนะนำและปรึกษาเรื่องแอสเพอร์ ซินโดรม ได้ที่สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต โทร. 02 2454601 หรือหน่วยจิตเวชเด็กของทุกโรงพยาบาล หรือ www.asperger-th.org

ลูกควรถนัดซ้ายหรือถนัดขวาดี

ความถนัด-ลูกถนัดซ้าย-ลูกถนัดขวา-การใช้มือ-ทักษะสมอง-สมองซีกซ้าย-สมองซีกขวา-ถนัดมือซ้าย-ถนัดมือขวา

พ่อแม่หลายคนเมื่อเห็นลูกถนัดซ้ายก็มักพยายามปรับหรือสอนให้ลูกใช้มือขวา จริง ๆ ควรให้ลูกถนัดซ้ายหรือถนัดขวาดี มาหาคำตอบกันค่ะ 

ลูกควรถนัดซ้ายหรือถนัดขวาดี

สมองของคนเราประกอบด้วย 

สมองซีกซ้ายจะทำงานด้านรูปธรรม เช่น ทำให้พูดภาษาได้ เข้าใจความหมายของภาษา การคำนวณ วิทยาศาสตร์ การคิดตามหลักเหตุผล เป็นต้น


ส่วนสมองซีกขวา ก็ดูแลในเรื่องเกี่ยวกับนามธรรม เช่น จริยธรรม ดนตรี ความรัก ความรู้สึก อารมณ์ จินตนาการ อุปนิสัยใจคอ ศิลปะ เป็นต้น โดยจะทำงานอย่างสัมพันธ์และหล่อหลอมเป็นหนึ่งเดียวในตัวเรา

ในเรื่องของความถนัดขวาหรือซ้ายนี้ก็มีพื้นฐานมาจากการถ่ายทอดข้อมูลทางพันธุกรรมของคนเรา โดยสมองซีกซ้ายจะควบคุมดูแลความถนัดขวา และสมองซีกขวาก็ควบคุมดูแลความถนัดซ้าย ซึ่งคนส่วนใหญ่จะถนัดขวาค่ะ จะมีเพียง 10-15 % เท่านั้น 

วิธีสังเกตว่าลูกถนัดซ้ายหรือขวา

เมื่อลูกอายุได้ประมาณ 6 เดือน เราสามารถสังเกตได้แล้วค่ะว่าลูกถนัดข้างใด โดยการยื่นของให้ลูก แล้วดูว่าลูกใช้มือใดคว้า หรือสังเกตจากกิจกรรมที่ลูกทำ เช่น ใช้มือใดเช็ดหน้า ใช้มือใดเกาที่คัน เป็นต้น ถ้าลูกใช้มือซ้าย แสดงว่าลูกถนัดซ้าย แต่ถ้าลูกใช้มือขวาก็แสดงว่าลูกถนัดขวา โดยวางอยู่บนหลักการที่ว่าคนเราจะใช้มือข้างที่ถนัดทำกิจกรรมต่าง ๆ เสมอ

สิ่งสำคัญที่สุดคือถ้าลูกถนัดมือใดก็ควรปล่อยให้เขาถนัดไปตามนั้น อย่าไปบังคับหรือฝืนเด็ดขาดพบว่ามีเด็กจำนวนมากที่ถนัดซ้ายแต่ถูกบังคับให้ใช้มือขวา ซึ่งจะส่งผลเสียทำให้เกิดความขัดแย้งอย่างมาก เพราะการที่คนเราจะถนัดข้างใดนั้น สมองจะเป็นผู้ควบคุมและจัดระบบย้ายการทำงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องต่าง ๆ ไปตามความถนัดให้เอง ดังนั้น ถ้าเราไปจัดระบบให้ใหม่ ก็จะเกิดความสับสน ส่งผลให้พัฒนาการช้ากว่าปกติ เด็กก็จะมีปัญหาเรียนรู้ได้ช้า ทั้งการพูดก็มีปัญหา ทำให้พูดติดอ่างหรือตะกุกตะกัก ที่สำคัญจะทำให้เกิดความขัดแย้งในจิตใจด้วย

สรุปก็คือ การฝืนในเรื่องของความถนัดขวาหรือซ้าย จะส่งผลต่อพัฒนาการการเจริญเติบโตในทุกด้านของคนเรา ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา และการเจริญเติบโตของสมองค่ะ ดังนั้นควรปล่อยให้เขาได้ใช้ตามความถนัดของลูกดีกว่าค่ะ

อยากหัดให้ลูกถนัดมือเดียว

ถ้าอยากจะหัดลูกจริง ๆ เช่น ลูกอาจจะใช้ทั้งสองมือเหมือน ๆ กัน คุณแม่อยากให้ลูกใช้มือขวา คุณแม่ห้ามใช้คำพูดเตือนบ่อย ๆ เพราะเหมือนแสดงความไม่พอใจไม่เห็นด้วย ไม่ยอมรับ กลายเป็นติเตียนไป คำพูดที่ใช้บ่อยเกินไปจะกระตุ้นเร้าอารมณ์ เกิดความไม่มั่นใจและกลัวกังวลได้ เราอาจใช้คำพูดได้บ้างพอรู้ความเข้าใจ แต่ใช้การปฏิบัติส่งเสริมเสมอ เช่น ส่งของให้ลูกมือขวา ให้ลูกเตะฟุตบอลเท้าขวา เขียนหนังสือก็ให้ดินสอเขา แต่ถ้าดู สังเกตแล้วลูกทำกิจกรรมมือไหนได้ดีกว่ากัน ก็ควรปล่อยให้เขาได้ใช้ข้างถนัด หรือทำได้ดี จะดีที่สุดค่ะ

  • 1
  • 2