
9 โรคอันตรายของคนอยากมีลูก ที่ต้องตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ลดความเสี่ยงทั้งแม่และลูก
ก่อนตั้งครรภ์ ผู้หญิงควรตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์เพื่อป้องกัน 9 โรคอันตรายต่อไปนี้ ที่จะส่งผลต่อคุณภาพครรภ์ และทารกในครรภ์ด้วย
- โรคหัวใจ
- โรคเบาหวาน
- โรคความดันโลหิตสูง / เรื้อรัง
- โรคไทรอยด์เป็นพิษ
- โรคเลือดจาง ธาลัสซีเมีย
- โรคทางพันธุกรรม
- โรค SLE
- โรคติดเชื้อระบบสืบพันธุ์
- แท้งเรื้อรัง
1. โรคหัวใจ
ไม่ว่าจะเป็นแต่กำเนิดหรือเพิ่งเป็นภายหลัง ล้วนแล้วแต่เสี่ยงอันตรายทั้งนั้น เพียงแต่ว่าความเสี่ยงอาจจะไม่เท่ากัน คุณแม่ที่เป็นโรคหัวใจที่มีลิ้นหัวใจรั่ว ต้องเปลี่ยนลิ้นหัวใจ ต้องรับประทานยาละลายลิ่มเลือด หรือคุณแม่ที่เป็นโรคหัวใจที่มีความดันโลหิตในหลอดเลือดของปอดสูงด้วย กรณีนี้ถ้าปล่อยให้มีการตั้งครรภ์ต่อไป แม่อาจจะเสียชีวิตจากหัวใจล้มเหลวได้ เพราะเมื่อมีการตั้งครรภ์ปริมาณเลือดในร่างกายของคุณแม่จะเพิ่มขึ้น หัวใจต้องทำงานบีบเลือดไปเลี้ยงร่างกายมากขึ้น แต่สภาพของหัวใจที่ไม่ดีพอจะทำงานไม่ได้ เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวจนเสียชีวิตได้
- คุณแม่ที่ต้องรับประทานยาละลายลิ่มเลือด เช่น คุณแม่ที่มีการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ ปัญหาที่ต้องระวังเพิ่มเติมก็คือยาที่รับประทานอาจผ่านรกไปทำให้ทารกในครรภ์พิการได้
- ถ้าคุณหมอตรวจพบคุณแม่ที่มีโรคหัวใจที่รุนแรงตั้งแต่การตั้งครรภ์ ใหม่ ๆ ก็มักจะแนะนำให้คุณแม่ทำแท้ง เพราะเกรงว่าถ้าปล่อยให้ การตั้งครรภ์ ไปเรื่อย ๆ หัวใจของคุณแม่จะทำงานไม่ไหวจนเป็นอันตรายถึงชีวิต
- สำหรับคุณแม่ที่เป็นโรคหัวใจที่ไม่ค่อยรุนแรง เช่น มีผนังกั้นระหว่างห้องหัวใจรั่วถึงกัน ถ้ารูรั่วไม่กว้างมาก คุณแม่ไม่มีอาการเหนื่อยมาก คุณหมอก็อาจจะยอมให้ การตั้งครรภ์ ต่อไป แต่ก็ต้องอยู่ในการดูแลอย่างใกล้ชิดครับ
2. โรคเบาหวาน
คุณแม่ที่เป็นโรคเบาหวานก่อนตั้งครรภ์ ควรจะได้รับการตรวจระดับน้ำตาลและให้การควบคุมระดับน้ำตาลโดยคุณหมอก่อนจึงตั้งครรภ์ได้ มิฉะนั้นลูกในท้องก็อาจจะมีปัญหา เช่น
- ในกรณีที่คุณแม่เป็นโรคเบาหวานในระดับที่ไม่รุนแรงมากหรือทารกมีการเจริญเติบโตที่ช้ากว่าปกติ ทารกอาจมีความพิการของอวัยวะต่าง ๆ คลอดก่อนกำหนด ทารกมีขนาดใหญ่กว่าปกติ
- ในกรณีที่คุณแม่เป็นโรคเบาหวานที่รุนแรงหรือเป็นมานาน ทารกบางคนคลอดออกมาแล้วเสียชีวิตภายหลังคลอดไม่นานเพราะปอดไม่ยอมทำงาน
ส่วนตัวคุณแม่เองก็อาจจะมีปัญหา เช่น มีการแท้งบุตร มีการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ เกิดการช็อกจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป จนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เมื่อถึงเวลาคลอดก็เสี่ยงที่จะคลอดยากเพราะลูกตัวใหญ่ ตกเลือดหลังคลอด เป็นต้น
3. โรคความดันโลหิตสูง / เรื้อรัง
คุณแม่ที่มีโรคความดันโลหิตสูงอยู่ก่อนที่จะตั้งครรภ์ ควรได้รับการประเมินความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อน และต้องอยู่ในการดูแลรักษาโดยแพทย์ให้ดีเสียก่อนที่จะตั้งครรภ์
- คุณแม่ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงเรื้อรังมาก่อนที่จะตั้งครรภ์ อาจมีปัญหาอื่นร่วมด้วย เช่น ไตวาย หัวใจล้มเหลว ถ้าคุณหมอตรวจพบว่าปัญหาที่มีความรุนแรงมากอาจจะแนะนำไม่ให้ตั้งครรภ์เลยก็ได้ เพราะถ้าปล่อยให้ตั้งครรภ์มีโอกาสเสียชีวิตได้ บางรายคุมกำเนิดไม่ดีมี การตั้งครรภ์ เกิดขึ้น ถ้าคุณหมอตรวจพบตั้งแต่ตั้งครรภ์อ่อน ๆ ก็มักจะแนะนำให้ทำแท้ง
- ในกรณีที่คุณแม่เป็นโรคความดันโลหิตสูงเรื้อรัง แต่คุณหมอสามารถควบคุมความดันโลหิตได้ดีก็อาจจะยอมให้คุณแม่ตั้งครรภ์ได้ อย่างไรก็ตามก็ต้องได้รับการดูแลจากคุณหมออย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีปัญหาเกิดขึ้น เช่น เกิดการแท้ง เกิดภาวะครรภ์เป็นพิษซ้ำเติมทำให้ความดันโลหิตสูงมากยิ่งขึ้นและอาจจะรุนแรงจนเกิดการชักเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ส่วนตัวลูกในครรภ์ก็มีปัญหาได้ไม่น้อย เช่น มีการเจริญเติบโตช้า หรือตายในครรภ์ เป็นต้น
4. โรคไทรอยด์เป็นพิษ
คุณแม่ที่เป็นโรคไทรอยด์เป็นพิษมาก่อน เมื่อคิดจะตั้งครรภ์ต้องให้คุณหมอรักษาโรคให้อยู่ในระยะสงบเสียก่อน ซึ่งการรักษามีได้หลายวิธี เช่น ใช้ยาควบคุม ผ่าตัด หรือการกลืนแร่รังสี โดยคุณหมอจะพิจารณาถึงข้อดีข้อเสียของแต่ละวิธีและเลือกวิธีที่ดีที่สุดสำหรับคุณแม่
ถ้าคุณแม่ปล่อยให้มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นในขณะที่การควบคุมโรคก็ยังทำไม่ได้ดี อาจก่อปัญหา เช่น การแท้ง การคลอดก่อนกำหนด ครรภ์เป็นพิษ และทารกในครรภ์มีการเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ เป็นต้น
5. โรคเลือดจาง ธาลัสซีเมีย
โรคเลือดจางธาลัสซีเมียเป็นโรคที่ถ่ายทอดมาทางกรรมพันธุ์ คนที่เป็นโรคนี้จะมีเม็ดเลือดแดงที่มีคุณภาพไม่ดี คือเม็ดเลือดแดงมีขนาดเล็ก แตกง่าย และอายุการทำงานสั้น ที่สำคัญโรคนี้มีแบ่งย่อยออกได้เป็นอีกนับร้อยชนิด แต่ละชนิดมีความรุนแรงของโรคไม่เท่ากัน บางคนเป็นโรคแต่แทบไม่มีอาการของโรคให้เห็นเลย ในขณะที่บางคนมีอาการรุนแรงมากจนตายตั้งแต่แรกเกิดหรือตั้งแต่เป็นเด็กเลยก็มี
- คุณแม่จำนวนไม่น้อยเลยที่ไม่มีอาการแสดงอะไร แต่เมื่อเจาะเลือดแล้วพบว่าเป็นโรคนี้ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นโรคชนิดที่ไม่ร้ายแรงหรือไม่เป็นโรคชัดเจน แต่มีลักษณะทางพันธุกรรมที่ผิดปกติของโรคนี้อยู่ ซึ่งทางการแพทย์จะเรียกคุณแม่กลุ่มนี้ว่าเป็นพาหะของโรคธาลัสซีเมีย เพราะไม่มีอาการของโรคแต่สามารถส่งผ่านลักษณะที่ผิดปกตินี้ไปให้ลูกในครรภ์ได้
- ถ้าสามีได้รับการตรวจเลือดแล้วพบว่าเป็นพาหะของโรคเหมือนกัน แล้วถ้าโชคไม่ดีลูกในครรภ์ได้รับลักษณะทางพันธุกรรมที่ไม่ดีมาทั้งจากคุณแม่และคุณพ่อ ลูกก็อาจจะเป็นโรคธาลัสซีเมียที่รุนแรงได้ บางคนรุนแรงมากจนเสียชีวิตในครรภ์ บางคนก็รุนแรงน้อยกว่าสามารถคลอดออกมาได้ แต่ในที่สุดก็มาเสียชีวิตเพียงแค่วัยเด็ก
6. โรคทางพันธุกรรม
นอกจากโรคเลือดจางธาลัสซีเมียแล้ว ยังมีโรคทางกรรมพันธุ์อื่น ๆ อีกมากมายที่สามารถถ่ายทอดความผิดปกติไปให้ลูกในครรภ์ได้ เช่น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง โรคเลือดไหลไม่หยุดฮีโมฟิเลีย ดังนั้นก่อนการตั้งครรภ์ ทั้งคุณแม่และคุณพ่อควรที่จะสอบถามปัญหาโรคภัยไข้เจ็บในครอบครัวของทั้ง 2 ฝ่ายให้ดีเสียก่อน จะได้วางแผนการตรวจวินิจฉัยโรคและความผิดของโรคเหล่านี้ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นกับลูกในครรภ์ได้ถูกต้อง ซึ่งทำให้างแผนดูแลรักษาคุณแม่ได้ถูกต้องเหมาะสมยิ่งขึ้น
7. โรค SLE
โรคนี้มีชื่อเต็มว่า Systemic Lupus Erethematosus เกิดจากร่างกายมีการสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาต่อต้านกับเนื้อเยื่อของอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายตัวเอง ทำให้เกิดความผิดปกติในการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย เช่น มีผื่นขึ้นที่หน้า ผิวหนังทนต่อแสงแดดไม่ได้ ไตมีการอักเสบและอาจเกิดไตวายได้ หลอดเลือดมีการอักเสบและทำให้ความดันโลหิตสูง
ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จำเป็นต้องรับการรักษาและควบคุมด้วยยาจนอาการของโรคสงบเสียก่อนจึงจะตั้งครรภ์ได้ ถ้าปล่อยให้ตั้งครรภ์โดยไม่คุมโรคให้ดีก่อนการตั้งครรภ์อาจกระตุ้นตัวโรคให้มีความรุนแรงมากจนผู้ป่วยมีอาการไตวาย ความดันโลหิตขึ้นสูงจนควบคุมไม่ได้ เกิดการชักและเสี่ยงที่จะเสียชีวิตได้ ส่วนทารกในครรภ์ก็อาจจะมีการเจริญเติบโตช้า หรือตายในครรภ์ได้
8. โรคติดเชื้อระบบสืบพันธุ์
คุณแม่ควรจะได้รับการตรวจให้แน่ชัดว่าไม่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหรือกำลังเป็นโรคติดเชื้อที่สำคัญบางอย่าง เช่น โรคหัดเยอรมัน โรคซิฟิลิส โรคตับอักเสบบีทั้งชนิดที่ก่อให้เกิดอาการหรือเป็นแค่พาหะของโรค ถ้าตรวจแล้วไม่พบว่าเคยเป็นโรคนี้จะได้รีบฉีดวัคซีนป้องกันโรคไว้เสียก่อนจนแน่ใจว่าร่างกายมีภูมิต้านทานแล้วค่อยปล่อยให้ตั้งครรภ์ ซึ่งจะปลอดภัยทั้งแม่และลูก
- คุณแม่ที่เป็นโรคหัดเยอรมันขณะการตั้งครรภ์จะทำให้ลูกในครรภ์มีความเสี่ยงมากสุด ๆ ที่จะมีความพิการ ซึ่งความพิการที่เกิดจากการติดเชื้อโรคนี้มีมากมายหลายประการ เช่น หัวใจพิการ หูหนวก เป็นต้น
- คุณแม่ที่เป็นโรคตับอักเสบบี หรือเป็นพาหะของโรคตับอักเสบบี เมื่อมีการตั้งครรภ์ก็อาจจะทำให้ทารกในครรภ์ได้รับเชื้อโรคนี้ไปด้วย ซึ่งบางคนก็อาจจะไม่มีอาการอะไร ในขณะที่บางคนอาจเกิดโรคตับอักเสบขึ้นมาได้ และที่แย่ที่สุดก็คือ ทารกบางคนอาจเป็นโรคตับแข็งในอนาคตได้
9. แท้งเรื้อรัง
คุณแม่ที่มีประวัติแท้งซ้ำซากติดต่อกัน 3 ครั้งขึ้นไป ควรได้รับการตรวจหาสาเหตุและให้การรักษาเสียตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ เช่น การตรวจเลือดหาความผิดปกติของโครโมโซมคู่สามีภรรยา ตรวจเลือดดูว่าเป็นโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ โรคเบาหวาน หรือโรคอื่น ๆ หรือไม่ นอกจากนี้ยังอาจจะต้องรับการตรวจอัลตร้าซาวนด์เพื่อดูว่ามดลูกมีความผิดปกติหรือไม่ บางคนมีมดลูกที่มีขนาดและลักษณะผิดปกติ บางคนมีเนื้องอกในมดลูก ในขณะที่บางคนตรวจพบเนื้องอกรังไข่ก็มี
ถ้าตรวจพบความผิดปกติดังกล่าว คุณหมอจะได้รีบให้การดูแลรักษาเสียก่อนที่จะตั้งครรภ์ รวมทั้งให้คำปรึกษาแนะนำถ้าพบโรคขณะตั้งครรภ์อีกด้วย
เด็กวัย 1 ขวบ หย่านมแม่ แล้วกินนมวัวเพื่อเสริมโปรตีน เสริมสร้างกระดูกและฟัน และเสริมธาตุเหล็กจะเสี่ยงโลหิตจางแบบที่คนอื่นบอกจริงไหม ซึ่ง นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์ เขียนในบล็อก DrSant บอกว่า เป็นความจริง สำหรับโลหิตจางชนิดที่เกิดจากการขาดธาตุเหล็ก

ความจริงแล้วทั้งนมวัว และนมแม่ต่างก็มีธาตุเหล็กต่ำมากทั้งคู่ แต่เด็กอายุหกเดือนแรกมีเหล็กสะสมที่ได้มาจากร่างกายแม่ หลังจากนั้นจำเป็นต้องได้เหล็กจากอาหารอื่นที่ไม่ใช่นม แต่เด็กที่ดื่มนมแม่จะมีโอกาสขาดธาตุเหล็กน้อยกว่า เพราะนมแม่มีวิตามินซี และแล็คเตส ซึ่งช่วยการดูดซึมของเหล็กได้ดีกว่า ขณะที่นมวัวไม่มีแลคเตสจะทำให้เยื่อบุลำไส้เกิดระคายเคืองดูดซึมเหล็กได้น้อยแถมบางครั้งทำให้มีเลือดออกที่เยื่อบุทำให้ร่างกายสูญเสียเหล็กอีกต่างหาก
นอกจากนั้น นมแม่มีโปรตีนที่ล็อกธาตุเหล็กในลำไส้ ไว้ให้ร่างกายเด็กใช้ได้แต่ผู้เดียว (lactoferrin และ transferrin) บักเตรีในลำไส้ที่ชอบใช้เหล็กซึ่งส่วนใหญ่เป็นบักเตรีที่นิสัยไม่ดี เช่น E. Coli จะใช้ธาตุเหล็กไม่ได้
แต่ถ้าให้ดื่มนมวัวแล้วเสริมธาตุเหล็ก จะมีข้อเสียดังนี้
1. นมวัวไม่มีโปรตีนที่จะล็อคธาตุเหล็กไว้ให้ร่างกายใช้ บักเตรีที่นิสัยไม่ดีจึงได้จะใช้ธาตุเหล็กเสริมการเพิ่มจำนวนของพวกมันได้ ทำให้เกิดปัญหาโรคทางเดินอาหารได้ง่าย
2. เหล็กที่เสริมเข้าไป จะไปรบกวนการดูดซึมธาตุสังกะสีจากอาหาร
3. เหล็กที่เสริมเข้าไปมักรบกวนการทำงานของลำไส้ ทำให้ท้องเสียง่ายขึ้น
4. งานวิจัยบางชิ้นพบว่า การเสริมเหล็กโดยที่เด็กไม่ได้เป็นโลหิตจางทำให้เด็กโตช้า (วัดจากความยาวตัวและเส้นรอบหัว)
หากเด็กขาดธาตุเหล็ก ต้องค่อยๆ เสริมอาหารธรรมชาติอุดมเหล็กอื่นๆ เช่น ผักใบเขียว ถั่วต่างๆ ไข่ ปลา เนื้อสัตว์ โดยไม่ต้องให้ดื่มนมวัวเลยดีที่สุด
ข้อมูลจาก : บล็อก นพ.สันต์ ใจยอดศิลป์
เพราะ “แคลเซียม” เป็นแร่ธาตุสำคัญที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นได้เอง เป็นส่วนสำคัญในการสร้างกระดูกและฟัน รวมถึงช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตได้ตามปกติ ซึ่งร่างกายจำเป็นต้องได้รับแคลเซียมในปริมาณที่เพียงพอสำหรับทุกวัย
นอกจากนี้ควรเลือกแคลเซียมที่สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดี เพื่อให้ร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ดีกว่า เพื่อลดอาการขาดแคลเซียมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเกิดโรคต่างๆ ขึ้น
ฟังวิธีการ เลือกกิน “แคลเซียม” แบบไหนดีต่อร่างกายลูก โดย The Expert นายแพทย์สิรภพ สัมฤทธิวณิชชา และ ทันตแพทย์หญิง สุชาวดี สัมฤทธิวณิชชา โรงพยาบาลยันฮี
ความสำคัญของแคลเซียม
แคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่สําคัญต่อร่างกายถึง 55% และแคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่สําคัญต่อกระดูกและฟันสูงถึง 99% มีความสําคัญในการแข็งตัวของเลือด การหดตัวของกล้ามเนื้อลายและกล้ามเนื้อหัวใจ เด็กต้องการแคลเซียมวันละ800มิลลิกรัม ผู้ใหญ่ต้องการแคลเซียมวันละ 1,200 มิลลิกรัม คุณแม่ที่ตั้งครรภ์และคุณแม่ที่ให้นมบุตรต้องการแคลเซียมสูงถึงวันละ 1,300 มิลลิกรัม ผู้สูงอายุที่มีอายุ 50ปีขึ้นไป ต้องการแคลเซียมวันละ 1,000มิลลิกรัม
จะเห็นได้ว่าแคลเซียมสําคัญกับทุกช่วงอายุ เด็กที่อยู่ในครรภ์จะมีการเสริมสร้างกระดูกโดยใช้แคลเซียมจากร่างกายของคุณแม่ในการดึงไปสร้างการเจริญเติบโตของเด็ก เพราะฉะนั้นคุณแม่ต้องเสริมแคลเซียมให้เพียงพอ
สารอาหารอุดมแคลเซียม
แคลเซียมจะอยู่ในผลิตภัณฑ์ของนม โยเกิร์ต ชีส ถั่วเหลือง หรือว่าเต้าหู้ งาดํา แล้วก็สัตว์ที่มีเปลือกแข็งที่เราสามารถกินได้ทั้งเปลือก หรือปลากระป๋อง ปลาที่ทานได้ทั้งก้าง เช่น ปลาเล็กปลาน้อย ผักใบเขียวหลายชนิดก็มีปริมาณแคลเซียมค่อนข้างเยอะ รวมไปถึงน้ําดื่มบางชนิดก็มีการใส่แคลเซียมเติมเข้าไปด้วย
ซึ่งแคลเซียมที่ใช้เติมเข้าไปในยันฮี แคลเซียมวอเตอร์ เป็นแคลเซียมที่ชื่อว่า Calcium Glycerophosphate เป็นการจับตัวระหว่างแคลเซียมกับตัวฟอสเฟต ซึ่งCalcium Glycerophosphate อยู่ในรูปแบบของสารออร์แกนิคซอลท์เป็นสารอินทรีย์ ซึ่งสามารถดูดซึมได้ดีกว่าแคลเซียมปกติทั่วไปถึง 4 เท่า และมีรสชาติที่ดีกว่าแคลเซียมทั่วไป สาเหตุที่ตัวนี้ดูดซึมได้ดีกว่าแคลเซียมทั่วไป เพราะว่าแคลเซียม Calcium Glycerophosphate สามารถทนกรดซึ่งอยู่ในกระเพาะอาหาร (ที่มีสภาพเป็นกรด (pH 2) และสามารถทนด่างที่อยู่ในลําไส้เล็ก (ph 8) และสามารถดูดซึมเข้าไปอยู่ในกระแสเลือด เพื่อให้นําไปเสริมสร้างกระดูกและฟันได้ดี
นอกจากนี้ Calcium Glycerophosphate มีการศึกษาวิจัยพบว่าสามารถดูดซึมได้มากกว่าแคลเซียมคาร์บอเนตหรือว่าแคลเซียมที่เรากินอยู่ในชีวิตประจําวันมากกว่าถึงสี่เท่า และCalcium Glycerophosphate จะมีสัดส่วนของแคลเซียมกับฟอสเฟต อยู่ที่ 1 ต่อ 3 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่คิดมาแล้วว่าสามารถดูดซึมเข้าสู่กระดูกได้อย่างดี
สำหรับเด็กที่แพ้นมวันสามารถดื่มได้ เพราะไม่มีผลิตภัณฑ์ของนมเป็นส่วนประกอบและใช้แคลเซียม200 มิลลิกรัมต่อขวด แต่งรสให้เป็นรสชาติโยเกิร์ต ทำให้ดื่มง่าย ไม่เลี่ยน และในหนึ่งวันสามารถดื่มได้ถึง 6 ขวดไม่เกินปริมาณที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนํา และได้ปริมาณแคลเซียมที่เด็กต้องการในแต่ละวันพอดี และถึงแม้จะมีปริมาณแคลเซียมที่ได้รับเกิน ก็จะขับออกไม่ตกค้างอยู่ในร่างกาย พกพาสะดวกและช่วยกระตุ้นให้เด็กดื่มน้ําได้ด้วย
ขาดแคลเซียมกระทบร่างกาย
โดยทั่วไปแล้วหากร่างกายได้รับปริมาณแคลเซียมเยอะเกินไปจะถูกขับออกทางปัสสาวะ ไม่เหลือตกค้างในร่างกาย แต่ต้องเป็นแคลเซียมที่ดูดซึมได้หมดถึงจะไม่มีการตกค้าง และตรงกันข้ามหากขาดแคลเซียม คุณพ่อคุณแม่สามารถเช็กเบื้องต้นได้แก่ เป็นตะคริว มีภาวะนอนหลับยาก ตอนกลางคืนนอนไม่หลับหรือหลับไปตื่นขึ้นมากลางดึก มีผิวฟันที่ขรุขระ เล็บเปราะบาง และที่สําคัญมากคือ เด็กผู้หญิงอาจจะมีช่วงการเจริญเติบโตที่ช้ามีภาวะรอบเดือนมาช้าลง และมีผลกับส่วนสูงทั้งในเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย
และโรคที่เกิดจากการขาดแคลเซียม ได้แก่ โรคกระดูกพรุนเปราะ บางและแตกง่าย รวมถึงส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเด็ก โดยเฉพาะเรื่องความสูง
สำหรับเด็กที่มีอุบัติเหตุหกล้มแบบรุนแรง ก็มีโอกาสที่กระดูกจะเปราะแตกง่ายอยู่แล้ว แต่หากสังเกตว่าแม้จะล้มเบาๆ แต่กระดูกหักคุณพ่อคุณแม่ต้องเฝ้าระวัง ซึ่งเวลาไปพบคุณหมอจะมีการเอกซเรย์และวัดมวลกระดูก เพื่อประเมินว่าเด็กคนนี้เกิดจากรอยโรคที่ล้มด้วยแรงกระแทกเบาๆ แล้วกระดูกหักแตกง่าย หรือว่าโดนแรงกระแทกที่รุนแรงและเกิดกระดูกหักแตกง่ายซึ่งคุณหมอจะเป็นผู้ประเมิน ช่วงที่รักษาคุณหมอจะให้แคลเซียมเสริม ซึ่งจริงๆ แล้วร่างกายต้องได้รับจากอาหารอยู่แล้ว แต่คุณหมอก็จะมีให้เสริมเป็นเม็ดด้วยบ้าง และร่างกายของเด็กเองจะมีการสมานของกระดูกค่อนข้างเร็ว
สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์และเด็กสามารถดื่มได้ โดยเด็กอายุตั้งแต่ 3ขวบขึ้นไปดื่มได้ วันละ 6ขวด และในยันฮี แคลเซียม วอเตอร์ หนึ่งขวดมีปริมาณแคลเซียมถึง 200มิลลิกรัม ก็เรียกว่าเป็นปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน และเป็นเครื่องดื่มที่พกไปดื่มได้ทุกที่ ดื่มได้ทุกที่ทุกวัย
Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB
Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX
Youtube: https://bit.ly/3cxn31u
อาการซีดเป็นอาการที่พบได้เสมอในวัยเด็ก การดูว่ามีซีดหรือไม่ควรดูที่ริมฝีปาก หรือด้านในของขอบตาล่าง การดูที่ผิวหนัง เช่น บริเวณหน้าอาจบอกได้ยากถ้าคนนั้นมีผิวขาวหากต้องการทราบแน่นอนต้องเจาะเลือดตรวจดูสีและจำนวนของเม็ดเลือดแดง
สาเหตุของการซีดมีสาเหตุใหญ่ 2 ประการ คือ
1. การสร้างสีเฮโมโกลบิน และเม็ดเลือดแดงน้อยลง
สาเหตุที่สำคัญที่พบบ่อยที่สุดในกลุ่มนี้ คือ การขาดธาตุเหล็ก ซึ่งมีความสำคัญในการสร้างสีของเม็ดเลือดแดง ที่เรียกว่า เฮโมโกลบิน การขาดธาตุเหล็กส่วนใหญ่เกิดจากการได้รับธาตุเหล็กทางอาหารไม่เพียงพอ เพราะได้อาหารที่ไม่มีคุณประโยชน์ครบถ้วน ธาตุเหล็กนี้มีมากในไข่แดง เนื้อสัตว์ ตับ ผัก เป็นต้น หากเด็กไม่ได้อาหารเสริมดังกล่าวในวัยอันควร จะเกิดอาการซีดจากการขาดธาตุเหล็กได้ นอกจากการได้รับธาตุเหล็กที่ไม่เดียงพอแล้ว การขาดธาตุเหล็กอาจเกิดขึ้นได้จากการดูดซึมไม่ดี เช่น ลำไส้อักเสบ ท้องเดินเรื้อรัง เป็นต้น
นอกจากธาตุเหล็กแล้ว สารอื่น เช่น โปรตีน กรดโฟลิค และวิตามินบี12 เป็นสารสำคัญในการสร้างเลือด การขาดสารดังกล่าวจะทำให้เด็กซีดได้
การสร้างเลือดที่น้อยลงในไขกระดูกอาจเกิดแต่กำเนิด หรือเกิดภายหลัง ซึ่งเป็นผลจากการใช้ยาหรือสารเคมีบางชนิด ทำให้ไขกระดูกไม่ทำงาน และสร้างเม็ดเลือดน้อยลง ซึ่งมักทำให้เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดต่ำลงด้วย ผู้ป่วยจึงมีอาการซีด ภูมิคุ้มกันโรคเสียไป และจะมีเลือดออกง่ายด้วย ยาที่เป็นสาเหตุได้ เช่น คลอแรมเฟนิคอล
สาเหตุอื่นของการสร้างลดลง ก็อาจพบในรายที่มีการติดเชื้อได้รับพิษจากตะกั่ว ผู้ป่วยเป็นโรคไตเรื้อรัง และ ผู้ป่วยมีการทำงานของต่อมธัยรอยด์น้อย เป็นต้น
2. มีการทำลายเม็ดเลือดแดงมากขึ้น หรือมีการเสียเลือดออกไปจากร่างกาย
โดยปกติร่างกายจะมีการทำลายเม็ดเลือดแดงเป็นประจำเมื่อเม็ดเลือดแดงมีอายุครบอายุขัยของมัน คือประมาณ 120 วัน แต่ถ้าการทำลายเกิดขึ้นก่อน หรือมีการเสียเลือดก็จะเกิดการซีดได้ สาเหตุที่สำคัญในกลุ่มนี้ คือ การเสียเลือดจากร่างกาย เช่น ได้รับอุบัติเหตุ การผ่าตัด เป็นต้น
สำหรับการทำลายเม็ดเลือดแดงที่เกิดขึ้นก่อนระยะเวลาอันควรนั้นมีสาเหตุมากมาย อาจเป็นเพราะความผิดปกติแต่กำเนิด เป็นโรคกรรมพันธุ์ที่มีการทำลายเม็ดเลือดแดงง่าย เช่น มีความผิดปกติในการสร้างเฮโมโกลบินซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเม็ดเลือดแดง ได้แก่ ผู้ป่วยพวกโรคธาลัสซีเมีย และเฮโมโกลบินผิดปกติซึ่งมีมากมายในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคอีสาน ผู้ป่วยพวกนี้มีการทำลายเม็ดเลือดเร็วและมากกว่าปกติ ทำให้ผู้ป่วยซีด อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ลักษณะของผู้ป่วยมีหน้าแบน มีตับม้ามโต ไม่แข็งแรงเหมือนคนปกติ
ความผิดปกติในลักษณะของเม็ดเลือดแดง เช่น เม็ดเลือดแดงมีขนาดเล็กและกลมกว่าปกติ หรือความผิดปกติในเอนไซม์ของเม็ดเลือดแดง เช่น พวกที่ขาดเอนไซม์กลูโคส ๖ ฟอสเฟต ดีไฮโดรเจเนส (G-6 PD Deficiency) อาจเกิดจากอาการซีดจากการทำลายเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้น
สำหรับการเสียเลือดเรื้อรังนั้น สาเหตุที่สำคัญและพบบ่อยในเด็กไทย คือ การมีพยาธิปากขอในลำไส้ ซึ่งดูดเลือดเป็นอาหาร ทำให้ผู้ป่วยซีดได้มากๆ ไข่ของพยาธิปากขอจะปะปนออกมากับอุจจาระ ถ้าผู้ป่วยที่มีพยาธิปากขอไปถ่ายอุจจาระไว้บนดิน ไข่พยาธิจะฟักออกมาเป็นตัวอ่อนของพยาธิอยู่บนดิน ที่ชื้นแฉะ และสามารถเข้าร่างกายโดยการไชเข้าทางผิวหนัง เด็กที่ไม่ได้ใส่รองเท้าเดินไปในบริเวณที่มีตัวอ่อนของพยาธิก็จะมีโอกาสได้รับพยาธินี้ ส่วนสาเหตุการเสียเลือดเรื้อรังอื่นๆ เช่น เป็นแผลในกระเพาะอาหาร พบได้น้อยในวัยเด็ก

เด็กที่รับประทานอาหารน้อย คุณพ่อ คุณแม่จะรู้ได้ทันทีจากร่างกายที่ผอม ส่วนสูงและน้ำหนักที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ ในขณะเดียวกันเด็กที่รับประทานอาหารมากเกินไป ก็รับรู้ปัญหาได้จากน้ำหนักเกิน แต่เด็กที่ได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอ จนเกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเล็ก ผู้ปกครองไม่มีทางรู้ได้เลย ว่าเด็กน้อยวัย 1-3 ขวบปีกำลังขาดสารอาหารสำคัญในช่วงโอกาสทองของการเจริญเติบโตของสมองและพัฒนาการ ที่อาจส่งผลในระยะยาวจนถึงวัยผู้ใหญ่

รศ.พญ.สุชาอร แสงนิพันธ์กูล สาขากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญในการบรรยายหัวข้อเรื่อง The Relevancy of YCF in Thai Children : bridging the Iron Gap and Tackling Thailand’s Triple burden จัดโดยสมาคมผู้ผลิตอาหารทารกและเด็กเล็ก (PNMA) เผยว่าจากการศึกษาภาวะโภชนาการในเด็กไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบความจริงที่น่ากังวลว่า เรากำลังเผชิญกับภาวะ "Triple Burden of Malnutrition" หรือภาวะทุพโภชนาการสามด้าน ซึ่งปัญหาอันดับต้นๆ ก็คือปัญหาการขาดสารอาหารรอง (Micronutrients) หรือการขาดวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ธาตุเหล็ก"
จากการศึกษาในผู้ป่วยเด็กที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลพบว่า ในบรรดาเด็กที่มีปัญหาขาดสารอาหารกลุ่มวิตามินและแร่ธาตุนั้น ธาตุเหล็กคือตัวแปรสำคัญที่พบสูงถึงร้อยละ 95 รองลงมาคือ การขาดวิตามินดี และแร่ธาตุสังกะสี ซึ่งแร่ธาตุเหล่านี้ทำงานร่วมกันในการเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก การเจริญเติบโตทางร่างกาย และระบบภูมิคุ้มกัน

ธาตุเหล็กสำคัญอย่างไร
ธาตุเหล็กไม่ใช่แค่เรื่องของการสร้างเม็ดเลือดแดง แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้าง "ไมอีลิน" (Myelin) และการทำงานของสมอง หากปล่อยให้เด็กอยู่ในภาวะซีดหรือขาดธาตุเหล็กในช่วงต้นของชีวิต โดยเฉพาะช่วง 2,500 วันแรก จะส่งผลเสียต่อการเรียนรู้ สติปัญญา (IQ) ในระยะยาวที่ยากจะเรียกคืนได้
ปัญหาจากพฤติกรรมการกิน
ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจาก พฤติกรรมการกิน โดยเฉพาะในเด็กวัยเตาะแตะที่เริ่มเลือกกิน ทำให้ได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน แต่ก่อนเวลาที่เด็กมีปัญหาด้านสมองเราอาจจะนึกถึงการขาดไอโอดีน แต่ปัจจุบันพบว่าเป็นจากการขาดธาตุเหล็ก ดังนั้นเวลาที่เราเห็นเด็กดูมีสุขภาพดี ส่วนสูง น้ำหนักได้ตามเกณฑ์ อย่าเพิ่งชะล่าใจ ควรใส่ใจเกี่ยวกับอาหารการกิน ชนิด และปริมาณของอาหารที่ลูกๆทานประจำ หากพบปัญหาจะได้ปรึกษากุมารแพทย์เพื่อแก้ไขได้ทัน หรือปรับอาหารให้เหมาะสมได้

ทางออกด้วยนวัตกรรมอาหาร Fortified
เมื่อการรับประทานอาหารตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หรือเด็กมีปัญหาเรื่องการเลือกกินหรือไม่กินอาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง การใช้ นมสูตรเสริมสารอาหาร" (Fortified Formula) จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะนมสำหรับเด็กเล็กที่มีการเติมธาตุเหล็ก วิตามินดี สังกะสี หรือวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็น เพื่อเป็นตัวช่วยเสริมให้เด็กได้รับสารอาหารตามความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน
เพราะในวันที่โลกหมุนเร็วและเด็กๆ เติบโตอย่างก้าวกระโดดในทุกวัน พฤติกรรมการกินและทางเลือกด้านโภชนาการที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย นมเสริมสารอาหารสำหรับเด็กในวันนี้จึงไม่ใช่แค่ทางเลือกสำหรับเด็กที่มีปัญหาด้านโภชนาการ แต่คือทางออกร่วมกับการปรับพฤติกรรมและดูแลด้านโภชนาการ สู่คำตอบในด้านสุขภาพที่แข็งแรงเป็นรากฐานที่มั่นคงตลอดชีวิตของพวกเขา