facebook  youtube  line

“รักลูก” พาชม “โรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์กรุงเทพ”

เมื่อพูดถึง “โรงเรียนนานาชาติ” หรือ "โรงเรียนอินเตอร์" นับเป็นหนึ่งตัวเลือกให้พิจารณาอันดับต้น ๆ ที่พ่อแม่ยุคใหม่ให้ความสนใจเพราะการใช้ภาษาอังกฤษได้ดีเป็นหน้าต่างแห่งโอกาสในอนาคตยิ่งลูกได้เรียนกับเจ้าของภาษาตั้งแต่ยังเล็ก ความคุ้นชินจะทำให้เขาเก่งและไม่เขินอายเวลาพูดภาษาอังกฤษซึ่งการวางรากฐานการศึกษาให้บุตร-หลาน ก่อนไปเรียนต่อต่างประเทศหรือหลักสูตรนานาชาติในประเทศไทย จะช่วยส่งเสริมเรื่องวัฒนธรรมตะวันออกให้เด็กไม่เป็นฝรั่งมากเกินไป


หากคุณพ่อคุณแม่ท่านไหนกำลังมองหาโรงเรียนนานาชาติแนวนี้อยู่ วันนี้เป็นโอกาสดีที่ rakluke จะพาคุณพ่อคุณแม่ไปเยี่ยมชม “โรงเรียนนานาชาติ” ที่มีแนวคิดการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกได้อย่างลงตัว  นั่นคือ “โรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์กรุงเทพ” นั่นเอง
  
แบบนี้เรียกว่า “รักแรกพบ” ได้ไหม?




ตั้งแต่ก้าวเข้าสู่รั้วที่อบอุ่นของ “โรงเรียนนานาชาติสตีเฟ่นส์กรุงเทพ”สิ่งที่ทำให้เราสัมผัสได้คือความเป็นกันเองของคณะครูสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ และการผสมผสานวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกไว้อย่างลงตัวสังเกตุได้ง่ายๆ จากนักเรียนมีมารยาทนอบน้อมไหว้ผู้ใหญ่และทักทายครูต่างชาติในสไตล์ตะวันตกอีกทั้งนักเรียนจะรู้สึกเหมือนอยู่ในบ้านหลังที่สอง เพราะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด

ยิ่งเดินลึกเข้ามาก็ยิ่งตกหลุมรักเพราะนอกจากอาคารเรียนดีไซน์เก๋ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับนักเรียน 3 ระดับชั้น ตั้งแต่วัยอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ภายใต้แนวคิด “เส้นทางของการเรียนรู้” หรือ“Learning Street” เชื่อมการเรียนรู้ให้เด็กได้สัมผัสไม่เฉพาะแต่ในห้องเรียนเท่านั้นแต่สามารถเรียนรู้ได้จากสภาพแวดล้อมนอกห้องเรียน เพื่อกระตุ้นความสนใจของเด็กได้ตลอดเวลา รวมถึงยังมีธรรมชาติที่สวยงาม ต้นไม้ใบเขียวเข้มสลับอ่อนที่คอยให้ร่มเงาและอากาศที่บริสุทธิ์ พอเดินขึ้นไปบนอาคารตั้งแต่ห้องแรกจนถึงห้องสุดท้ายทุกห้องจะมีผลงานชิ้นเก๋ๆ ของนักเรียนติดไว้ทั้งบนผนังหน้าห้องและในห้องเรียนในคอนเซ็ปต์ที่ต่างกันบางห้องตกแต่งแนวแฟนตาซี บางห้องแต่งแนวผจญภัยในป่าธรรมชาติ ยุคไดโนเสาร์ ยุคมนุษย์อวกาศ การแสดงผลงานวิจัยวิทยาศาสตร์เสมือนเราหลุดเข้ามาในโลกแห่งจินตนาการ โลกที่มีแต่ความสนุก การเรียนรู้ ที่ไม่สิ้นสุดของเด็กๆ

จากการวิจัยเกี่ยวกับ Active Learning ที่เกี่ยวกับกระบวนการในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้เรียนต้องมีโอกาสลงมือกระทำมากกว่าการฟังเพียงอย่างเดียว ก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักเรียน โดยในทุก ๆ ปี จะมีการวางแผนกิจกรรมให้สอดคล้องกับหลักสูตร ที่เรียกว่า Theme Dayซึ่งในปีนี้จัดกิจกรรมเกี่ยวกับ “What is under the sea?”เป็นหัวข้อที่เด็กจะได้เรียนรู้เรื่องทะเล ไม่ว่าสิ่งที่อยู่ในทะเล ทั้งสัตว์น้ำต่าง ๆ ความสำคัญของทะเล  รวมไปถึงการสอดแทรกเรื่องสิ่งแวดล้อม และทำให้นักเรียนตระหนักว่าการกระทำของทุกคนส่งผลกระทบถึงทะเลได้เช่นกัน เป็นการสร้างจิตสำนึกในการทำให้ทะเลดีขึ้นอีกด้วย  ซึ่งในวันงานมีการจำลองบรรยากาศใต้ทะเล เด็ก ๆ ก็จะแต่งตัวตามจินตนาการ ถึงการใช้ชีวิตกับทะเล เราก็จะพบเจอเหล่าสัตว์น้ำต่างๆ เช่น ฉลาม ปลาการ์ตูน ปลาดาว นางเงือกตัวน้อย รวมถึงนักประดาน้ำเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กอย่างน่าสนใจ ด้วยการเลือกประเด็นการเรียนรู้เกี่ยวกับโลกใต้ทะเล ให้เด็ก ๆ เปิดโลกทัศน์ หาข้อมูลเกี่ยวกับทะเล เพื่อต้องการกระตุ้นการคิด ความสงสัยใคร่รู้ สร้างบรรยากาศที่น่าสนใจในการเรียนรู้ให้เด็ก ส่งเสริมเด็กในการแสดงออก สร้างความมั่นใจ และที่สำคัญกระตุ้นให้พ่อแม่มาร่วมเรียนรู้กับลูกด้วย


และที่อดจะไม่พูดถึงไม่ได้คือ บรรยากาศการเรียนการสอนที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน คุณครูเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้แสดงความคิดเห็น เด็ก ๆ เองก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีเพราะที่เซนต์สตีเฟ่นส์เชื่อว่าการกระตุ้นให้เด็กได้แสดงความคิดเห็นจะสร้างความมั่นใจ สามารถคิดวิเคราะห์และอธิบายตามความเข้าใจของตนเอง การสอนแบบนี้หรือที่เรียกว่า “Child Center” เป็นการเรียนรู้โดยมีเด็กเป็นศูนย์กลาง ไม่เน้นการท่องจำหรือทำตามที่ครูบอกเท่านั้น


 
สอดคล้องกับพันธกิจที่ทางโรงเรียนตั้งไว้ว่า“สร้างผู้นำตั้งแต่วันนี้เพื่อเตรียมความพร้อมเป็นผู้นำที่ดีในอนาคต” โดยจัดเตรียมหลักสูตรภาษาอังกฤษที่มีความเหมาะสมและท้าทายให้กับนักเรียนทุกเชื้อชาติตั้งแต่ระดับชั้นปฐมวัยจนถึงระดับเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย โดยมีเป้าหมายในการช่วยส่งเสริมให้นักเรียนทุกคนมุ่งสู่ความสำเร็จทั้งด้านการเรียนและการดำรงชีวิต ช่วยชี้แนะแนวทางสู่การเป็นผู้นำที่ดี เป็นประชากรที่มีคุณภาพและรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

นอกจากนี้โรงเรียนนานาชาติเซนต์ สตีเฟ่นส์ ยังมุ่งมั่นส่งเสริมการเรียนรู้วัฒนธรรมของชาติต่าง ๆ ภายใต้สภาพแวดล้อมแบบผสมผสานของการศึกษาแบบตะวันออกและตะวันตกอีกด้วยโดยผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น สงกรานต์ ลอยกระทง วันไหว้ครู วันตรุษจีน วันสำคัญนานาชาติ และยังสอนภาษาจีนตั้งแต่ระดับอนุบาลขึ้นไปเพื่อให้เด็กเตรียมพร้อมที่จะสื่อสารได้หลากหลายภาษา เพื่อเพิ่มโอกาสในการศึกษาต่อในอนาคต
ที่เซนต์สตีเฟ่นส์ นอกจากเด็กจะได้เรียนวิชาการแล้วยังมีกิจกรรมเสริมหลักสูตร ในช่วงเย็นหลังเลิกเรียน ให้นักเรียนได้เพิ่มทักษะความรู้รอบตัว ทั้งกีฬา ศิลปะ การแสดง งานฝีมือ ฯลฯ เพราะเราเชื่อว่าเด็กไม่จำเป็นต้องเก่งทางด้านวิชาการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีความรู้รอบตัวและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตได้ในภายภาคหน้า


นอกจากการศึกษาทางทฤษฎีแล้ว เซนต์สตีเฟ่นส์ ยังปลูกฝังให้เด็กเรียนรู้การใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข รู้จักการให้และการรับ รู้จักการแบ่งปัน  อย่างในปีนี้กิจกรรม Reduce Reuse and Recycle ที่ให้นักเรียนนำสิ่งของที่ไม่ได้ใช้มาเปิดขายระดมทุน รวมถึงให้เด็กนำสิ่งของเหลือใช้มาออกแบบเป็นชุดแฟชั่นประกวด หรือแม้กระทั่ง การจัดงานประมูลภาพวาดของนักเรียน และนำไปบริจาคช่วยเหลือมูลนิธิต่าง ๆ เช่น มูลนิธิ Second Chance Bangkok ฯลฯ ทำให้เด็กรู้จักเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับและปลูกฝังการใช้จ่ายอย่างประหยัด ให้รู้จักคุณค่าของเงิน
ทุก ๆ ปี เด็กที่เซนต์สตีเฟ่นส์ ยังได้เปิดโลกกว้าง ร่วมแข่งขันกีฬาและร่วมแสดงดนตรีกับนักเรียนโรงเรียนนาชาติอื่นในแถบเอเชีย จากการเข้าร่วมกิจกรรมของ FOBISIA (The Federation of British International Schools in Asia)ทำให้นักเรียนของเรามีเพื่อนต่างชาติ เรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง รู้จักการปรับตัว ทำให้เด็กรู้จักเข้าอกเข้าใจคนอื่นและเสริมทักษะการเรียนรู้คุณสมบัติของการเป็นผู้นำที่ดีในอนาคตด้วยเช่นกัน
จากคุณภาพการเรียนการสอนและคุณภาพของนักเรียนเราไม่แปลกใจเลยว่าทำไมโรงเรียนนานาชาติเซนต์ สตีเฟ่นส์ถึงได้รับการรับรองมาตรฐานการศึกษาจากองค์กรต่างประเทศ The Council of International Schools (CIS) และ The New England Association of Schools and Colleges (NEASC) และได้ผ่านการประเมินคุณภาพการศึกษาภายนอกจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์กรมหาชน) (สมศ.) และจากกระทรวงศึกษาธิการ
เข้ามาตกหลุมรัก “โรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์กรุงเทพ”ดูหลักสูตรและกิจกรรมดีๆ ได้ที่http://www.sis.edu/bangkok







โรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์กรุงเทพ
998, ถนนวิภาวดีรังสิต, แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม., 10900
Tel: :02 513 0270
 


รวมภาพบรรยากาศ

“ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น” อาจไม่จริงเสมอไป? มาถอดรหัสเลี้ยงลูกฉบับแม่ชม ให้ลูกก้าวล้ำไปกว่าเราได้ทั้ง IQ และ EQ เป็นเด็กที่มีหัวคิดและหัวใจในแบบที่แม่ภูมิใจ

5337 1

คำกล่าวที่ว่า “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น” แต่จริง ๆ แล้วก็ไม่แน่เสมอไป เพราะลูกน้อยก็อาจจะมีพัฒนาการที่ก้าวล้ำกว่าพ่อแม่ตอนเด็ก ๆ เสียอีก

“ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น”อาจไม่จริงเสมอไป? มาถอดรหัสเลี้ยงลูกฉบับแม่ชม ให้ลูกก้าวล้ำไปกว่าเราได้ทั้ง IQและ EQเป็นเด็กที่มีหัวคิดและหัวใจในแบบที่แม่ภูมิใจ

 

ว่ากันว่าพ่อแม่ลูกมักจะถอดแบบกันมา ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาหรือนิสัย จนมีคำกล่าวว่า “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น” แต่จริง ๆ แล้วก็ไม่แน่เสมอไป เพราะลูกน้อยก็อาจจะมีพัฒนาการที่ก้าวล้ำกว่าพ่อแม่ตอนเด็ก ๆ เสียอีก ชอบทำอะไรที่พ่อแม่คาดไม่ถึงอยู่บ่อย ๆ จนบางครั้งพ่อแม่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า…ได้มาจากไหนกันนะ?

ชื่อว่าคุณแม่ชมพู่ อารยาแล้ว ยืนหนึ่งทุกเรื่อง ไม่เว้นการเลี้ยงสองแฝด สายฟ้า-พายุ แม่ชมเปิดโอกาสให้ลูกเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติตามวัยมากๆ ไม่แปลกเลยที่น้องแฝดจะเติบโตแข็งแรง และมีพัฒนาการรอบด้าน ดีทั้ง IQ และ EQ จนใครหลายๆคนคงตกหลุมรักและกลายเป็นแฟนคลับตัวยง อยากรู้ว่าแม่ชมทำยังไง รักลูกถอดรหัสการเลี้ยงลูกฉบับแม่ชมมาให้แล้วค่ะ

3 วิธีเลี้ยงลูกฉบับแม่ชม

1. เลี้ยงตามวัย เล่นตามธรรมชาติ

จะเห็นเลยว่าแม่ชมเลี้ยงน้องแฝดให้อยู่กับดิน กับหญ้า เข้าใจพัฒนาการแต่ละช่วงวัยของลูกเป็นอย่างดี แถมยังเลี้ยงแบบไม่ปิดกั้น แต่ให้เขาได้เรียนรู้ และค้นหาตัวเองเต็มที่ อย่างในช่วงที่น้องสายฟ้าน้องพายุกำลังหัดเดิน ต้องระวังมากขึ้น แต่แม่ชมก็ปล่อยให้น้องเดินเอง ล้มบ้าง ไม่ได้ตกใจหรือเข้าไปประคบประหงมลูกเกินไป จนน้องทั้งสองเดินได้ตั้งแต่ก่อนขวบ หรือพอโตมาหน่อยอยู่ในวัยช่างพูดช่างเจรจา สองแฝดก็มักจะรับบทเจ้าหนูจำไม อย่างเวลาแม่ชมพาไปสวนสัตว์ ก็มักมีคำถามมาถามแม่ตลอด บางคำถามก็เล่นเอาแม่ชมอึ้งไปเลยทีเดียวที่ลูกๆไม่ได้แค่จำสิ่งที่เคยสอนได้ แต่ยังคิดต่อยอดไปอีกขั้น แม่ชมมักปล่อยให้ลูกได้เล่นอิสระทั้งในบ้านและนอกบ้าน โดยเธอจะคอยเฝ้าดูและสอนอยู่ห่างๆ เพราะแม่ชมเชื่อว่าสำหรับเด็กวัยนี้ การเล่นอิสระจะช่วยให้สมองได้รับการกระตุ้น เกิดการต่อยอดทางความคิด มี IQ ที่ดี เราจึงเห็นน้องสายฟ้า พายุ รู้จักวิธีแก้ปัญหา รู้จักเจรจา รู้จักเหตุและผลเป็นอย่างดี แถมยังเป็นการเสริมสร้างกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ และทำให้ร่างกายเขาแข็งแรง ไม่ป่วยบ่อยอีกด้วย

 5337 2

2. เลี้ยงลูกด้วยความรักและเหตุผล

ภาพที่เรามักเห็นบ่อยๆ คือ มีน้องแฝดที่ไหนมีแม่ชมที่นั่น แม้จะเป็นคุณแม่ที่ทำงานเยอะมาก แต่แม่ชมก็มักจะเลี้ยงลูกเอง เล่นกับลูกบ่อย ๆ ทำกิจกรรมร่วมกับสองแฝดแทบจะตลอดเวลา ซึ่งการแสดงออกของแม่ชมทำให้ลูก ๆ สัมผัสได้ว่าแม่ชมรักน้องๆ มาก การบอกรักลูก การแสดงความรัก หรือแม้แต่การอยู่กับลูกในทุกช่วงเวลาของลูก ทำให้ลูกไม่รู้สึกขาด มีความมั่นใจ มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และรู้จักที่จะแบ่งปันความรัก ความห่วงใยให้กับคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นระหว่างพี่น้อง อย่างที่พายุคอยดูแลพี่สายตอนเล่นชิงช้าไม่ห่างและบอกกับพี่ว่า “ยุเก็บให้ไง จะได้ไม่ล้ม” อีกทั้งยังแสดงความรัก ความห่วงใยให้คนในครอบครัวและเพื่อนๆคนอื่นด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้สองแฝดเป็นที่รัก และเข้ากับคนอื่นได้เป็นอย่างดี ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการเลี้ยงดูของแม่ชมนั้นช่วยพัฒนา EQ ให้กับน้องๆ ได้มาก และเด็กยุคนี้จะฉลาดแบบ IQ สูงอย่างเดียวก็คงไม่พอ ต้องมีทั้ง IQ-EQ ควบคู่กันไปค่ะ

 5337 3

3. สนับสนุนโภชนาการที่ดี

แม่ชมยังจัดเต็มเรื่องโภชนาการให้สองแฝด เพราะเชื่อว่าทุกอย่างเริ่มต้นที่โภชนาการที่ดี แต่ละมื้อน้องสายฟ้า น้องพายุ จะได้กินอาหารที่หลากหลาย ครบ 5 หมู่ แถมยังเสริมด้วยนม ซึ่งแม่ชมเชื่อว่ายังจำเป็นสำหรับเด็กวัยนี้ที่เป็นวัยเล่นและเรียนรู้ตลอดเวลา บางครั้งก็มีห่วงเล่น จนอาจไม่ได้ทานอาหารครบตามที่เตรียมไว้ให้ จึงต้องเสริมด้วยนมสูตรเฉพาะที่มีสารอาหารในนมแม่อย่าง MFGM, DHA และใยอาหารสุขภาพ (Prebiotic) เช่น 2’-FL อีกด้วย

5337 4

ซึ่งสารอาหารทั้ง 3 ชนิดนี้ที่เพิ่มเติมจากสารอาหารที่พบทั่วไปนี่ละค่ะที่แม่ชมเชื่อว่าช่วยให้น้องสายฟ้า พายุ มีพัฒนาการที่รอบด้านที่ก้าวล้ำไปกว่าเราได้ ทั้งสมองดี มีความฉลาดทางสติปัญญา (IQ) และความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ในแบบของตัวเองจนเป็นที่รักที่ชื่นชมแก่ผู้พบเห็น ท้องสบายเพราะมีสุขภาพระบบทางเดินอาหารที่ดี และร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยบ่อย ซึ่งนี่จะเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เขาเติบโตได้อย่างดี และนำไปสู่ความสำเร็จในอนาคตอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

5337 5

MFGM, DHA และใยอาหารสุขภาพ (Prebiotic) มีประโยชน์อย่างไร ทำไมแม่ชมถึงเลือกให้ลูกๆ รักลูกมีคำอธิบายดังนี้ค่ะ

MFGM (Milk Fat Globule Membrane)หรือเยื่อหุ้มอนุภาคไขมันในนมแม่ อุดมไปด้วยโปรตีนและไขมันมากกว่า 150 ชนิด ที่เราได้ยินบ่อยๆ เช่น สฟิงโกไมอีลิน ฟอสโฟลิปิด และแกงกลิโอไซด์ มีงานวิจัยรองรับว่า MFGM ช่วยส่งเสริมพัฒนาการรอบด้านให้กับเด็ก ทั้งพัฒนาการสมอง เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกแข็งแรง และส่งเสริมระบบทางเดินอาหารให้มีสุขภาพที่ดี

DHA กรดไขมันจำเป็น อยู่ในตระกูลโอเมก้า 3 เป็นองค์ประกอบหลักของสมองและจอประสาทตา เสริมสร้างพัฒนาการสมอง ทำให้การส่งสัญญาณประสาทของเซลล์สมองมีประสิทธิภาพ ซึ่ง DHA เป็นสารอาหารที่ลูกต้องการจากอาหารเป็นหลัก การเลือกเสริมลูกด้วยนมสูตรที่มีส่วนผสมของ DHA จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยเสริมอาหารสมองให้ลูกได้

ใยอาหารสุขภาพ (Prebiotic)เป็นสารอาหารที่ร่างกายไม่สามารถย่อยได้ แต่ทำหน้าที่เป็นอาหารของจุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้ ช่วยส่งเสริมระบบทางเดินอาหาร เพิ่มจุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้ ยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ก่อโรค รวมทั้งกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ตัวอย่างของใยอาหารสุขภาพ เช่น

2’-FL (2’-Fucosyllactose) เป็นโอลิโกแซคคาไรด์หรือใยอาหารธรรมชาติชนิดที่พบมากที่สุดในนมแม่ (HMO – Human Milk Oligosaccharide) ซึ่งนอกจากใยอาหารธรรมชาติ 2’-FL คุณแม่ก็ยังสามารถเลือกเสริมด้วยใยอาหารสุขภาพชนิดอื่นๆ เช่น PDX (Polydextrose), GOS (Galactooligosaccharide) และ FOS (Fructooligosaccharide)

มีงานวิจัยรองรับว่า PDX และ GOS นั้นช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ใหญ่ และยับยั้งจุลินทรีย์ก่อโรค ทำให้ระบบขับถ่ายดี มีอุจจาระอ่อนนุ่มขึ้น และยังส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยแข็งแรง ลดโอกาสการเจ็บป่วย

และนี่คือ 3 เคล็บไม่ลับวิธีการเลี้ยงลูกฉบับแม่ชม คุณแม่คนเก่งของสองแฝด ที่คุณแม่ๆสามารถนำไปปรับใช้กับบ้านของตัวเองได้ค่ะ ถ้าใครที่เคยเชื่อว่า “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น” อาจจะต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เพราะแท้จริงแล้วลูกๆเขาล้ำกว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่อย่างเราได้อีกค่ะ เพียงแค่เรามอบการเลี้ยงดูและโภชนาการที่ดีให้เขา

#EnfaSmartClub

#เอพลัส

#สมองดีท้องสบายร่างกายแข็งแรง

#เพื่อหัวคิดและหัวใจที่แม่ภูมิใจ

พื้นที่โฆษณาและประชาสัมพันธ์

“ไมอีลิน” ตัวช่วยเตรียมสมองลูกทันโลกยุคอนาคต

การเลี้ยงลูก-พัฒนาการ-สอนลูก-การเรียนรู้

“สมอง” เป็นอวัยวะที่มีบทบาทสำคัญในการรับรู้ การคิดวิเคราะห์ ความสามารถทางสติปัญญา การสื่อสาร และการเคลื่อนไหวของร่างกาย ดังนั้นสมองจึงถือว่ามีส่วนสำคัญต่อความเฉลียวฉลาด แต่คำถามที่ตามมาก็คือ ความฉลาดเกิดขึ้นได้อย่างไร นอกจากยีนส์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิดแล้ว การเลี้ยงดู ให้ความรัก และโภชนาการล้วนสำคัญกับพัฒนาการสมองของเจ้าตัวเล็กเช่นกัน


การทำงานของสมองต้องอาศัยสารสื่อประสาท

สำหรับเด็กทารกแหล่งอาหารที่ดีที่สุดก็คือ “น้ำนมแม่”  ในนมแม่มีสารอาหารหลากหลายเพียงพอต่อการเจริญเติบโตของทารก ทั้งยังมีโปรตีนที่เป็นประโยชน์ เช่น แอลฟ่า-แล็คตัลบูมิน (Alpha-lactalbumin)1 ซึ่งเป็นแหล่งของกรดอะมิโนจำเป็น ที่ชื่อ “ทริปโตเฟน” (Tryptophan) โดยร่างกายจะนำไปสังเคราะห์สารสื่อประสาทเซโรโทนิน2 (Serotonin) ที่มีบทบาทในด้านอารมณ์ และฮอร์โมนเมลาโทนิน (Melatonin) ซึ่งมีหน้าที่ในการจัดการนาฬิกาชีวิต (Biological clock) หรือพูดให้ฟังง่ายขึ้นคือ เป็นตัวควบคุมวงจรการหลับการตื่นของคนเรานั่นเอง ดังนั้นจะสังเกตได้ว่า ทารกที่ได้รับนมแม่จะอารมณ์ดี และนอนหลับได้ดี เพราะมีสารตั้งต้นคือกรดอะมิโนในการสร้างสารสื่อประสาทและฮอร์โมนในสมองอย่างเพียงพอ
 
นอกจากนี้ในน้ำนมแม่ยังมีสารอาหารที่จำเป็นในการสร้างสารสื่อประสาทอีกหลายชนิด เช่น โคลีน (Choline) เป็นวัตถุดิบในการสร้างสารสื่อประสาทอะซีติลโคลิน (Acetylcholine) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในด้านการเรียนรู้และความจำ3 เป็นต้น หรือสารอาหารในกลุ่มกรดไขมัน เช่น ดีเอชเอ (DHA; Docosahexaenoic acid) เป็นกรดไขมันชนิดโอเมก้า-3 (Omega-3 fatty acid) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่ามีส่วนสำคัญในการพัฒนาจอประสาทตา (Retina) และสมองของมนุษย์ โดยเฉพาะในช่วงวัยทารกและวัยเด็กที่สมองและจอประสาทตามีการพัฒนาเป็นอย่างมาก
 
ที่สำคัญในนมแม่ยังมี สฟิงโกไมอีลิน ไขมันชนิดฟอสโฟไลปิด เป็นหนึ่งในสารอาหารสำคัญในการสร้างไมอีลิน ซึ่งไมอีลินนี้เองจะมีบทบาทในการส่งสัญญาณประสาทจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่งอย่างรวดเร็ว เส้นใยประสาทที่มีไมอีลินจะส่งสัญญาณประสาทได้เร็วกว่าเส้นใยประสาทที่ไม่มีไมอิลิน โดยไมอีลินเริ่มสร้างตั้งแต่ทารกอยู่ในท้อง โดยเฉพาะ 3 เดือนก่อนคลอด และต่อเนื่องจนถึงช่วงวัยเด็ก
 
เลี้ยงลูกให้เหมาะสมกับช่วงวัย ช่วยกระตุ้นการสร้างไมอีลินและพัฒนาการสมองอย่างมีประสิทธิภาพ4-7
 
ขวบปีแรก ควรเน้นการกอดและสัมผัสตัวเด็กเพื่อกระตุ้นการสร้างปลอกไมอีลินในวงจรประสาทการรับสัมผัส ควรเลือกของเล่นที่มีสีสันให้ลูกเพื่อกระตุ้นการสร้างปลอกไมอีลินในวงจรประสาทการมองเห็น หรือการพูดคุยกับเด็กและการใช้เสียงดนตรีในการเล่นกับเด็ก เพื่อกระตุ้นการสร้างปลอกไมอีลินในวงจรประสาทการรับเสียงและภาษา
 
ช่วงอายุ 1-3 ปี ควรเน้นการกระตุ้นวงจรประสาทของภาษา เช่น การชี้อวัยวะบนใบหน้า การเรียกชื่อสิ่งของที่ใช้บ่อยในชีวิตประจำวัน การร้องเพลงหรือการเล่านิทานให้ลูกฟัง เพื่อเพิ่มการสร้างปลอกไมอีลินในวงจรประสาทของภาษา นอกจากนี้ยังควรฝึกทักษะของกล้ามเนื้อมัดเล็ก ได้แก่ การต่อของเล่น การใช้ช้อนตักอาหาร เพื่อช่วยการสร้างปลอกไมอีลินของวงจรประสาทในการทำงานระหว่างกล้ามเนื้อมือและการมองเห็น ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเขียนหนังสือและทักษะทางมือต่อไป
 
รวมไปถึงการฝึกการเรียนรู้ขั้นพื้นฐาน ได้แก่ การจับคู่สิ่งของที่มีคุณสมบัติเหมือนกัน เช่น ของที่รูปทรงเหมือนกันหรือสีเหมือนกัน หรือการส่งเสริมให้เด็กเล่นเลียนแบบพฤติกรรมของผู้ใหญ่ที่ตัวเขาเห็นในชีวิตประจำวัน ก็จะช่วยให้มีการสร้างปลอกไมอีลินในวงจรประสาทในส่วนของการเรียนรู้ได้
 
เด็กวัย 3 ปีขึ้นไป การฝึกให้เด็กรู้จักแก้ไขปัญหาที่เจอในชีวิตประจำวัน รวมถึงการสอนความเป็น “เหตุ” และ “ผล” ของสิ่งต่าง ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกัน การสอนให้รู้จักอดทนและรอคอย ก็จะช่วยให้การสร้างปลอกไมอีลินในวงจรประสาทในส่วนของการทำงานขั้นสูงของสมองเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นรากฐานของการเรียนรู้สิ่งที่เป็นนามธรรม การคิดวิเคราะห์ การวางแผน การควบคุมตนเอง และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งเป็นกระบวนการทางสติปัญญาที่จะมีการพัฒนาต่อไปในช่วงวัยเด็กโตและวัยรุ่น
 
เพราะการทำงานของสมองในด้านกระบวนการทางสติปัญญาและความเฉลียวฉลาด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการทำงานของเซลล์ประสาทในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง หรือสมองเพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการติดต่อเชื่อมโยงวงจรประสาทระหว่างสมองหลาย ๆ ส่วนให้มาทำงานร่วมกัน จึงจะช่วยให้มนุษย์สามารถคิด วิเคราะห์ วางแผน ยับยั้งและควบคุมตนเองได้
 
ซึ่งการส่งเสริมการส่งสัญญาณประสาทผ่านวงจรประสาทสามารถกระทำได้โดยการฝึกหรือการกระตุ้นพัฒนาการอย่างเหมาะสมในแต่ละช่วงอายุ นอกจากนี้การได้รับสารอาหารอย่างเหมาะสม จะทำให้สมองมีวัตถุดิบเพียงพอในการนำไปใช้สร้างเซลล์ในระบบประสาท ใช้ในการสร้างสารสื่อประสาทและสารเคมีอื่น ๆ รวมไปถึงการสร้างปลอกไมอีลิน อันเป็นพื้นฐานในการส่งสัญญาณประสาทอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
 
ทำไมต้อง“สฟิงโกไมอีลิน”?
 
เมื่อไมอีลิน เป็นตัวช่วยสมองส่งกระแสสัญญาณประสาทเพื่อการส่งข้อมูลที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
 
สฟิงโกไมอีลิน ก็คือสารอาหารตัวหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นการสร้างไมอีลินค่ะ แต่ไม่ใช่มีแค่สฟิงโกไมอีลินเท่านั้นนะ สารอาหารอื่นๆที่มีส่วนช่วยกระตุ้นการสร้างไมอีลิน เช่น ดีเอชเอ ธาตุเหล็ก โคลีน วิตามิน บี12  โปรตีน เป็นต้น8
 
แต่ถ้าพูดถึงสฟิงโกไมอีลินแล้ว จะไปหารับประทานได้จากไหนบ้างล่ะ เพราะเป็นสารอาหารที่แม่ๆอย่างเราคงยังไม่คุ้นชินหูเท่าไหร่นัก
 
คำตอบคือ การรับประทานอาหารครบ 5 หมู่หลากหลายเป็นประจำ ไข่ นม ครีม ชีส ก็เป็นแหล่งอาหารที่คุณแม่มั่นใจได้ว่าลูกจะได้รับสฟิงโกไมอีลินอีกทางหนึ่งค่ะ
 
Reference:

  1. Heine WE, Klein PD, Reeds PJ. The importance of alphalactalbumin in infant nutrition; American Institute of Nutrition. Received 24 September 1990. Accepted 27 November 1990: 277-283
  2. MARKUS ET AL. Whey protein rich in alpha-lactalbumin increases the ratio of plasma tryptophan to the sum of the other large neutral amino acids and improves cognitive performance in stress-vulnerable subjects. Am J Clin Nutr 2002;75:1051–6
  3. The Structures of Neurotransmitters. Compound Interest 2015 - www.compoundchem.com
  4. Mind’s Machine, 2e, Figure 2.1 The Major Parts of the Neuron. https://2e.mindsmachine.com/figures/02/02.01.html. Textbook Reference: The Nervous System Is Composed of Cells, p. 22
  5. Hiroaki Asou, et al. Development of Oligodendrocyte and Myelination in the Central Nervous System. Keio J Med 44(2), 47-52 (1995)
  6. Otwin Linderkamp, Ludwig Janus, et al. Time Table of Normal Foetal Brain Development. Int. J. Prenatal and Perinatal Psychology and Medicine Vol. 21 (2009) No. 1/2, pp. 4–16
  7. Purves D, Augustine GJ, Fitzpatrick D, et al., editors. Increased Conduction Velocity as a Result of Myelination Neuroscience. 2nd edition. Sunderland (MA): Sinauer Associates; 2001
  8. Georgieff MK. The American Journal of Clinical Nutrition,Volume 85, Issue 2, 1 February 2007, Pages 614S–620S

10 วิธีทำให้ลูกทารกอารมณ์ดี พัฒนาการ EQ ตั้งแต่เป็นทารก

ทารก อารมณ์ดี, วิธีทำให้ ทารก อารมณ์ดี, ลูกอารมณ์ดี, วิธีทำให้ ลูกอารมณ์ดี, เด็กอารมณ์ดี ทำยังไง, เด็ก EQ, พัฒนาการทางอารมณ์, กิจกรรม ทารก อารมณ์ดี, กิจกรรม เด็กอารมณ์, ทำยังไงให้ เด็ก ทารก อารมณ์ดี

การทำให้ลูกน้อยอารมณ์ดี จะส่งผลให้ลูกมีพัฒนาการสมองที่ดี พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มาเรียนรู้ 10 วิธีทำให้ลูกทารกอารมณ์ดีแบบง่าย ๆ กันค่ะ ทำได้ทุกวัน ลูกได้พัฒนา EQ

10 วิธีทำให้ลูกทารกอารมณ์ดี พัฒนาการ EQ ตั้งแต่เป็นทารก

การทำให้ลูกน้อยอารมณ์ดี ร่าเริงสดใส จะส่งผลไปสู่การพัฒนาการที่ดีของสมอง ลูกน้อยจะพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ การจะทำให้ลูกน้อยอารมณ์ดีไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ เพียงเริ่มจากตัวคุณพ่อคุณแม่ก่อน การที่สิ่งแวดล้อมทำให้ลูกมีความสุข ลูกก็จะมีความสุขตามไปด้วย

  1. พ่อแม่ต้องไม่แสดงอารมณ์หงุดหงิด ตวาดใส่ลูกอย่างไม่มีเหตุผล

  2. ไม่แหย่ให้ลูกโมโห บางคนชอบแหย่ให้เด็กร้อง และคิดว่าไม่เป็นไร โอ๋แป๊บเดียวก็หาย แต่จริงๆ การทำแบบนี้จะทำให้ลูกขาดความมั่นคงทางอารมณ์ และแสดงออกด้วยอาการหงุดหงิด กลายเป็นเด็กอารมณ์ไม่ดี

  3. เล่นกับลูกบ่อยๆ เช่น เล่นจ๊ะเอ๋ ปูไต่ เป็นต้น แสดงสีหน้าแบบต่างๆ หรือทำเสียงแปลก แค่การเล่นง่ายๆ แค่นี้ลูกก็สนุก หัวเราะชอบใจแล้ว

  4. สัมผัสที่อ่อนโยนของแม่มีผลต่อการพัฒนาสมอง กอดลูกบ่อยๆ ลูบหลัง ลูบท้องกล่อมนอน หรือลองใช้การนวดเบาๆ ไปบนตัวลูก จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด และทำให้ลูกรู้สึกถึงสัมผัสที่อบอุ่นของแม่ และจะเป็นเด็กที่มีอารมณ์มั่นคง

  5. ใช้ดนตรีกล่อมลูก เพลงจังหวะสบายๆ จะช่วยให้ลูกอารมณ์ดี นอนง่าย หรือคุณแม่ลองชวนลูกร้องเพลงขณะอาบน้ำก็จะเป็นการสร้างบรรยากาศที่ครื้นเครงอีกด้วย

  6. นอนหลับให้เพียงพอ ยิ่งลูกวัย 1-2 ปี ควรนอนให้ได้ 11-12 ชั่วโมง เพราะถ้านอนไม่อิ่มเขาจะหงุดหงิด ดังนั้นพ่อแม่ควรพาลูกเข้านอนให้เป็นเวลา ไม่ทำเสียงดังรบกวนการนอนของลูก และเวลาปลุก ควรปลุกเบาๆ อย่าใช้เสียงดัง เพราะอาจทำให้เขาร้องไห้ตกใจได้

  7. พาไปท่องเที่ยวโลกกว้าง ลูกได้พบเจอสิ่งใหม่ๆ รู้สึกตื่นตาตื่นใจ ระหว่างที่ไปเที่ยวพ่อแม่ก็อธิบายสิ่งที่พบเห็น ได้พูดคุยใกล้ชิดกัน หัวเราะไปด้วยกัน ลูกก็มีความสุขแล้ว

  8. ลูกต้องกินอิ่ม เพราะความหิวเป็นสาเหตุที่ทำให้หงุดหงิดงอแง ดังนั้นพ่อแม่ต้องเตรียมอาหารให้พร้อม เมื่อถึงเวลาอาหารอย่าปล่อยให้หิว ถ้าต้องออกไปข้างนอก ควรเตรียมของว่างที่มีประโยชน์ไปด้วย ให้เขาได้กินรองท้อง

  9. ระวังอย่าให้ลูกกินของหวานเยอะ เพราะการที่เด็กกินของหวานมากเกินไปจะทำให้มีน้ำตาลในเลือดสูง สมองจะสั่งการให้หลั่งอินซูลินออกมาเพื่อปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้ลดลง ตับอ่อนก็จะทำงานหนักขึ้น เมื่อมีอินซูลินในสมองมาก ก็จะทำให้เกิดอาการเครียด หงุดหงิดขึ้นได้

  10. ดูแลเรื่องกินอาหารด้วยโภชนาการที่ครบถ้วน เพราะการมีโภชนาการดี ลูกก็จะมีสุขภาพที่ดี สบายตัว ไม่หงุดหงิดหรืออารมณ์บูดง่ายๆ ดูแลให้ลูกได้รับสารอาหารที่ครบ 5 หมู่ ปรุกสุกใหม่อยู่เสมอ วัตถุดิบมีความสด สะอาด รวมถึงภาชนะที่ใส่อาหารของลูกด้วย และอย่าลืมเสริมด้วยนมแพะวันละ 2 แก้วทุกวันเช้า-เย็น เพื่อสารอาหารครบถ้วนและเพิ่มพลังสมองพร้อมเรียนรู้ในทุกวัน เพราะนมแพะมีระบบการสร้างน้ำนมแบบอะโพไครน์ ที่ให้สารอาหารครบถ้วนจากธรรมชาติ มีความเป็นธรรมชาติและมีประโยชน์สูง มีปริมาณโปรตีนก่อแพ้น้อย อีกทั้งโปรตีนในนมแพะยังเป็นโปรตีนที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย จึงช่วยลดอาการท้องผูกและช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ลูกรักจึงเติบโตแข็งแรงพัฒนาการสมวัยค่ะ  

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก นมแพะ DG

ติดตามความรู้เรื่องนมแพะ การสร้างภูมิคุ้มกัน และวิธีส่งเสริมพัฒนาการเด็กได้ที่ www.dgsmartmom.com และ www.facebook.com/dgsmartclub

 

12 สาเหตุที่ทำให้ลูกทารกงอแง ร้องไห้บ่อย

probiotic ยี่ห้อไหนดี, โพรไบโอติก, LPR โพรไบโอติก, ทารกงอแง, ทารกร้องไห้, ทำไมลูกทารกร้องไห้บ่อย, ทำไม ทารกร้องไห้กลางคืน, ทำไมทารกร้องไห้ไม่หยุด, ทำไมทารกงอแง, ทารก ร้องไห้ทำไม, ทารก ร้อง หมายถึงอะไร, ทารก ร้องบอกความต้องการ, ทำยังไง ให้ ทารกหยุดร้อง งอแง
 
 เคยสงสัยไหมคะว่าทำไมลูกทารกเรางอแง ร้องไห้บ่อย การร้องงอแงของลูกทารกเป็นการบอกพ่อแม่ว่าเขากำลังต้องการความช่วยเหลือบางอย่าง และนี่คือสาเหตุที่ลูกทารกร้องไห้งอแงบ่อยค่ะ

12 สาเหตุที่ทำให้ลูกทารกงอแง ร้องไห้บ่อย

  1. หิว สิ่งแรกที่คุณแม่ควรนึกถึงเวลาที่ลูกร้อง อาหารสำหรับเด็กวัยแรกเกิด ก็คงหนีไม่พ้นนมแม่ใช่ไหมคะ? ซึ่งในนมแม่มีสารอาหารมากกว่า 200 ชนิดที่นอกจากจะทำให้ลูกอิ่มแล้วยังมีสารอาหารและประโยชน์อีกมาก ทั้งยังมีจุลินทรีย์ดีหลายชนิดที่สามารถพบได้ในนมแม่ที่ทำหน้าช่วยปรับสมดุลในระบบทางเดินอาหาร และระบบย่อยให้ทำงานได้เป็นอย่างดี

    หนึ่งในโพรไบโอติกเหล่านั้น ที่อยากแนะนำให้แม่ ๆ ได้รู้จักก็คือ LPR จุลินทรีย์โพรไบโอติก ที่มีงานวิจัยทางการแพทย์รับรองมากที่สุด LPR โพรไบโอติก ได้รับคำแนะนำระดับ Grade A สำหรับประโยชน์ในเรื่องของภูมิคุ้มกันจาก The consensus opinions from the 4th Triennial Yale/Harvard Workshop on Probiotics Recommendations (2015) ให้เป็นหนึ่งในจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในเรื่องการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และเป็นหนึ่งในจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ที่พบในนมแม่ โยเกิร์ต และนมบางชนิด โดยมีงานวิจัยรองรับในหลากหลายด้านรวมถึง เป็นตัวช่วยที่ดีในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับร่างกาย โดยเฉพาะระบบทางเดินอาหาร ระบบย่อย และการขับถ่าย

    นอกจากนี้ LPR ซึ่งเป็นโพรไบโอติก ยังช่วยปกป้องร่างกายโดยช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน ส่งเสริมให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้เต็มที่ ระบบภูมิคุ้มกันก็แข็งแกร่ง ร่างกายก็เติบโต แข็งแรงสมวัย

  2. ผ้าอ้อมสกปรก เช็กง่ายๆ ด้วยการจับที่ผ้าอ้อมหรือดมกลิ่น

  3. ง่วงนอน เขาจะใช้การร้อง เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่ต้องการจะบอกคุณแม่

  4. ต้องการให้อุ้ม บางทีเขาต้องการเห็นใบหน้าของพ่อแม่ ได้ยินเสียง กลิ่น หรือการเต้นของหัวใจของคุณแม่

  5. รู้สึกไม่สบายท้อง ซึ่งอาการมักจะพบมากในเด็กที่เริ่มทานอาหารตามวัย เนื่องจากลำไส้อาจยังทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงอาจส่งผลให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อย หรือย่อยได้ไม่ดี และอาจขับถ่ายได้ไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งทำให้เด็กมีอาการท้องอืด ท้องผูก ปวดท้องและงอแงได้ ซึ่งคุณแม่สามารถปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ เพื่อศึกษาวิธีนวดที่ถูกต้องเหมาะสม และนำมานวดให้ลูกที่ท้องเบาๆ หรือใช้น้ำมันสมุนไพรขับลมสำหรับเด็กโดยเฉพาะ ให้ช่วยขับลมเพื่อ ลดอาการท้องอืด

  6. อยากเรอ เนื่องจากระหว่างที่กินนม อากาศจะไหลเข้าไปในกระเพาะอาหารทำให้เกิดลม หรือแก๊สได้ ส่งผลให้ลูกไม่สบายท้อง อึดอัด ให้จับเขาพาดบ่าลูบหลังเบา ๆ สักพักจนเรอ

  7. เย็นเกินไปหรือร้อนเกินไป สังเกตอุณหภูมิห้องว่าร้อนเกินไปหรือหนาวเกินไป

  8. อึดอัด ตรวจดูเสื้อผ้าว่าแน่นเกินไปหรือไม่

  9. ฟันขึ้น ฟันที่กำลังจะพ้นจากเหงือกทำลูกรู้สึกเจ็บปวด อาจช่วยได้โดยทาเจลสำหรับฟันขึ้นที่เหงือก แต่ควรปรึกษาแพทย์หรือทันตแพทย์ก่อนนะคะ

  10. ต้องการความสงบ บางทีเขารู้สึกอยากพักผ่อน จากการประมวลแสง สี เสียง ที่เห็นจากโลกภายนอก

  11. ต้องการเปลี่ยนสถานที่ บางทีเขาอาจเบื่อกับที่เดิมๆ ให้ลองพาออกไปเดินเล่นที่อื่นบ้าง

  12. ไม่สบาย ให้ตรวจอุณหภูมิหรือสภาพร่างกายของเขาว่ามีไข้หรือไม่ หากมีอาการผิดปกติควรพาไปพบแพทย์ทันที

 

สนับสนุนสุขภาพลูกน้อยโดย Mommy Bear Club

probiotic ยี่ห้อไหนดี, โพรไบโอติก, LPR โพรไบโอติก, ทารกงอแง, ทารกร้องไห้, ทำไมลูกทารกร้องไห้บ่อย, ทำไม ทารกร้องไห้กลางคืน, ทำไมทารกร้องไห้ไม่หยุด, ทำไมทารกงอแง, ทารก ร้องไห้ทำไม, ทารก ร้อง หมายถึงอะไร, ทารก ร้องบอกความต้องการ, ทำยังไง ให้ ทารกหยุดร้อง งอแง

 

      Reference:

  1. Floch MH, et. al. J Clin Gastroenterol 2015; 49:S69-S73
  2. Lara-Villoslada F, et al. Br J Nutr. 2007 Oct;98 Suppl 1:S96-100.
  3. Sun J, et al. J Dairy Sci. 2019 Jul;102(7):5971-5978.
  4. Fox MJ, et al. BMJ Open. 2015 Jan 14;5(1):e006474
  5. Hojsak I, et. al. Clin Nutr. 2010 Jun;29(3):312-6.
  6. Kort R, et. al., Microb Cell Fact. 2015 Dec 8;14:195.

 

13 เรื่องต้องรู้ก่อนพาลูกไปเรียนว่ายน้ำ


ปัจจุบันหลายครอบครัวพาลูกๆ ไปเรียนว่ายน้ำ เพราะทราบว่าอุบัติเหตุจาก “การจมน้ำ” เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของการเสียชีวิตในเด็ก ทางแก้ปัญหาคือต้องทำให้ลูกๆ ว่ายน้ำให้เป็น แต่ก่อนจะพาลูกไปเรียนว่ายน้ำที่โรงเรียนสอนว่ายน้ำ เรามีเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ควรเรียนรู้ไว้เพื่อให้ลูกเรียนว่ายน้ำได้คล่อง ว่ายเป็นได้เร็ว และที่สำคัญที่สุดคือเพื่อความปลอดภัยในการเรียนว่ายน้ำของลูกๆ มาฝากกันค่ะ


13 เรื่องต้องรู้ก่อนพาลูกไปเรียนว่ายน้ำ

1. ให้ลูกเล่นน้ำหรือว่ายน้ำจะทำได้ก็ต่อเมื่อมีผู้ใหญ่ดูแลเท่านั้น อย่าไว้ใจคนอื่น ไม่มีใครดูแลลูกหลานของเราได้ดีเท่าเรา

2. ต้องสร้างวินัยและกติกาในการเล่นน้ำกับลูก ลูกต้องเชื่อฟังพ่อแม่ เริ่มจากการรอ คุณพ่อคุณแม่ยังไม่ให้ลงน้ำต้องห้ามลงน้ำ เพื่อความปลอดภัยเพราะไม่มีแหล่งน้ำไหนที่ปลอดภัยแน่นอน 100%

3. พาลูกไปเรียนว่ายน้ำ ผู้ปกครอง หรือคนดูแลเด็กๆ ต้องตื่นตัวตลอดเวลา เพราะเผลอเพียงเสี้ยววินาที อาจเกิดเหตุไม่คาดฝันได้ พ่อแม่ผู้ปกครองต้องพร้อมที่จะเปียกเล่นไปกับพวกเขาได้

4. พาลูกไปเรียนว่ายน้ำ ต้องมีโทรศัพท์มือถือวางไว้ใกล้ๆ ตัวตลอด เวลาพาเด็กๆไปเล่นน้ำ หรือเรียนว่ายน้ำโทรศัพท์มือถือไม่ใช่ไว้ใช้เล่นฆ่าเวลา แต่หากไว้ใช้ในยามเกิดเหตุอุบัติเหตุฉุกเฉิน โทรแจ้งขอความช่วยเหลือ



5. เมื่อลูกเรียนว่ายน้ำให้เวลาลูกได้เรียนรู้ไม่กดดัน ไม่เปรียบเทียบกับลูกคนอื่นๆ ว่าทำไมคนอื่นทำได้ ทำไมลูกยังว่ายไม่ได้ เพราะเด็กมีความต่าง ลองร่วมมือกับครูผู้สอนหาจุดเด่น ชื่นชมและค่อยๆเสริมจุดด้อย

6. เมื่อลูกเรียนว่ายน้ำควรชื่นชมให้กำลังใจเวลาลูกทำได้ ชื่นชมเวลาชมต้องชมให้ดังที่สุด แต่ถ้าเขาไม่ทำ หรือทำไม่ได้ก็อย่าตำหนิ เด็กพัฒนาได้จากทัศนคติเชิงบวก



7. ว่ายน้ำเป็นไม่สำคัญเท่าต้องลอยตัวให้คล่อง เรียนรู้การลอยตัวและหมั่นฝึกฝนทักษะการลอยตัวไว้ใช้ยามฉุกเฉิน เพราะคนที่ว่ายน้ำเป็นหลายคนก็จมน้ำได้ เพราะตกใจ และหมดแรง อุบัติเหตุมักเกิดในแหล่งน้ำธรรมชาติที่อาจเกินแรงของเด็กในการว่ายเข้าฝั่ง ฝึกฝนการลอยตัวอย่างถูกวิธีไว้พัก ไว้ผ่อนแรงบ้าง

8. การจมน้ำส่วนใหญ่จะเงียบและเร็วแค่ชั่วพริบตา เวลาจมน้ำไม่ได้มีการตะโกน หรือชูไม้โบกมือเป็นหลายนาทีเหมือนที่เราเห็นในหนัง ในละคร ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ห้ามประมาทเด็ดขาดค่ะ

   



9. ว่ายได้ต้องช่วยเป็น วิธีการช่วยเมื่อจมน้ำที่ถูกต้องสำหรับเด็กๆเบื้องต้น คือ “ตะโกน โยน ยื่น” หรือที่สถาบันว่ายน้ำบางแห่งอย่าง แมนต้าคิดส์ ใช้ “Shout...Reach or Throw…Don’t Go…Let’s Stop” เมื่อเกิดเหตุจมน้ำและจำเป็นต้องเข้าช่วยเหลือ ทุกวิธีจะอยู่บนพื้นฐานการช่วยโดยตัวเราต้องปลอดภัยเสมอ

 



10. ก่อนพาลูกไปเรียนว่ายน้ำควรเรียนรู้การทำ CPR ให้เป็น คุณแม่ที่ตัดสินใจให้ลูกเรียนว่ายน้ำ ควรจะเริ่มต้นฝึกฝนหรือทำความเข้าใจกับ การช่วยฟื้นคืนชีพ หรือ CPR เพราะปัจจุบันมีเด็กๆหลายคนที่โชคดีมีโอกาสมีชีวิตรอด เพราะผู้ปกครองสามารถทำ CPR ได้

11. เลือกสถาบันสอนว่ายน้ำที่มีหลักสูตรที่ได้มาตรฐาน มีบุคลากรที่ใส่ใจ และมีการจัดหลักสูตรตามช่วงวัยและความสามารถของเด็กอย่างเหมาะสม

12. เลือกสถาบันสอนว่ายน้ำที่มุ่งเน้นทักษะความปลอดภัยและการเอาตัวรอดในน้ำเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ควบคู่ไปกับการสอนว่ายน้ำด้วย

13. เรียนว่ายน้ำส่งเสริมพัฒนาการรอบด้าน การว่ายน้ำในเด็กเล็กนอกจากจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะคอยช่วยชีวิตเด็กๆ แล้ว การเรียนว่ายน้ำในเด็กเล็กยังเป็นการส่งเสริมพัฒนาการรอบด้าน ทั้งอารมณ์ สังคม ภาษาและการสื่อสารอีกด้วย


การว่ายน้ำคือ “การปลูกฝังให้เด็กๆ แข่งกับตนเองเพื่อพัฒนาระเบียบร่างกายตัวเอง มีวินัย อดทน สม่ำเสมอ ซึ่งคือพื้นฐานของการพัฒนาตนเอง” ขอแค่เด็กๆ ซึมซับวินัยและหัวใจตรงนี้ไป เด็กๆทุกคนจะไปได้ไกล ไม่ใช่แค่การว่ายน้ำ แต่รวมไปถึงทักษะในการใช้ชีวิตด้านอื่นด้วยๆ



 
สนับสนุนข้อมูลโดย สถาบันสอนว่ายน้ำแมนต้าคิดส์
www.mantakids.com
Facebook : https://www.facebook.com/mantakids

เรียบเรียงโดย www.momypedia.com
(พื้นที่เพื่อการโฆษณาและประชาสัมพันธ์)



2 เหตุผลสำคัญ! ทำไมแม่ยุคใหม่ต้องเลือกนมวัวแท้ 100%

 

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่พ่อแม่จะตามหานมวัวแท้ 100% บนชั้นวางสินค้าของร้านสะดวกซื้อหรือในห้างสรรพสินค้าให้ลูก เพราะว่าเราต่างก็ต้องการนมที่มีคุณภาพดี มีสารอาหารครบถ้วน เหมาะแก่การเจริญเติบโตของลูกยังไงละคะ
 

หลังจาก 1 ปีขึ้นไปแล้วเด็กๆ สามารถกินอาหารหลัก 3 มื้อได้แล้วค่ะ และเพื่อให้เขาได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนคุณพ่อคุณแม่ควรเสริมนมให้ลูกด้วย โดยกรมอนามัยแนะนำว่าเด็กก่อนวัยเรียน 1 ปีขึ้นไปและวัยเรียนควรดื่มนมรสจืด 2 แก้ว ต่อวัน โดยเฉพาะนมวัวสด 100% ที่มีแคลเซียมสูง จะช่วยสร้างกระดูกและฟัน ช่วยพัฒนาการด้านความสูงให้กับเด็กๆ โดยเฉพาะเด็กวัยที่กำลังเจริญเติบโต

 


1. นมวัวแท้ 100% ผลิตจากโรงงานที่ได้รับมาตรฐานระดับสากล

เมื่อพูดถึงในแง่ของความสะดวกแล้ว นมวัวแท้ 100% แบบกล่อง UHT ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ครอบครัวยุคนี้ที่สุดค่ะ เพราะนอกจากจะหาซื้อง่าย พกพาสะดวก มีอายุการเก็บนานประมาณ 6-8 เดือน สามารถซื้อมาครั้งละมากๆ ได้โดยไม่ต้องกังวลว่าลูกจะดื่มไม่ทัน

แถมกระบวนการผลิตน้ำนมยังได้มาตรฐานสากล มีการให้ความร้อนที่อุณหภูมิสูงแต่ใช้ระยะเวลาสั้นทำให้นมกล่อง UHT มีการสูญเสียวิตามินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จึงทำให้ลูกได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน

ขั้นตอนการผลิตนมวัวแท้ตามมาตรฐานของโฟร์โมสต์ ที่แม่ต้องอึ้ง

คุณแม่ทราบมั้ยคะว่ากว่าจะได้น้ำนมที่ดีมีคุณภาพสูงสุด ฟาร์มโคนมจะต้องมีมาตรฐานในการดูแลวัว เพื่อให้ได้น้ำนมที่ดีที่สุด โดยเฉพาะฟาร์มโคนมของโฟร์โมสต์นั้นเขาดูแลกันแบบมาตรฐานสากลเลยละค่ะ
 
  • โรงเรือนสะอาดได้มาตรฐานสากล เหมือนกันทุกฟาร์ม  
  • น้องวัวทุกตัวต้องได้รับการขัดสีฉวีวรรณ และดูแลเรื่องความสะอาดอยู่เสมอ
  • เนื่องจากเกษตรกรโคนมของโฟร์โมสต์เปิดเพลงให้น้องวัวฟังทุกวัน วัวแต่ละตัวจึงอารมณ์ดี ทำให้น้ำนมที่ได้มีคุณภาพดีมากค่ะ
  • น้องวัวทุกตัวมีชื่อด้วยนะคะ รักเหมือนเป็นลูกแท้ๆ ของเกษตรกรผู้เลี้ยงดูเลยค่ะ
  • การขนส่งน้ำนมดิบมีข้อแม้ว่าจะต้องถึงโรงงานภายใน 48 ชั่วโมง เท่านั้น เพื่อให้น้ำนมดิบคงคุณภาพที่ดีและคงคุณค่าของสารอาหารตามธรรมชาติ
  • ที่โรงงานนมโฟร์โมสต์เขามีการตรวจสอบคุณภาพของน้ำนมกว่า 100  ขั้นตอน ก่อนจะส่งถึงมือผู้บริโภค เพราะฉะนั้นจึงมั่นใจได้ว่านมโฟร์โมสต์แต่ละกล่องนั้นคุณภาพ      คับกล่อง แน่นด้วยคุณค่าทางสารอาหารจากธรรมชาติ ไม่แต่งเติมค่ะ

2.นมวัวแท้100% มีสารอาหารครบ เหมาะกับความต้องการของลูก  

แม้จะเป็นนมวัวแท้ 100% แต่ก็ใช่ว่าสารอาหารที่ได้รับจะเหมือนกันนะคะ เพราะแต่ละฟาร์ม   ก็มีคุณภาพในการผลิตที่แตกต่างกัน สภาพแวดล้อม สภาพภูมิอากาศ การเลี้ยงวัวนม อาหาร การดูแลและเครื่องมือต่างๆ ล้วนไม่เหมือนกัน ทำให้มีผลกับคุณภาพของน้ำนมดิบ

และนี่จึงเป็นที่มาว่าทำไมน้ำนม UHT ของแต่ละยี่ห้อจึงไม่เหมือนกัน ดังนั้นถ้าแม่เลือกได้    แม่ก็ต้องเลือกนมที่มีมาตรฐานการผลิตที่ดี ได้รับการควบคุมคุณภาพจากโรงงานที่ได้รับมาตรฐานระดับสากลอย่างโรงงานโฟร์โมสต์นี่ละ โดยเฉพาะสารอาหารที่ลูกจะได้รับ มั่นใจได้ว่าครบถ้วนเหมาะสำหรับการเจริญเติบโตและการเรียนรู้ของลูกค่ะ

มีแคลเซียมสูง ช่วยในการเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและฟัน
มีวิตามินบี 2 สูง ช่วยให้ร่างกายได้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรตและโปรตีน
มีวิตามินบี 12 สูง ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง
มีฟอสฟอรัส ช่วยในกระบวนการสร้างกระดูกและฟันที่แข็งแรง
ไอโอดีนสูง ช่วยควบคุมการเจริญเติบโตและการพัฒนาด้านร่างกายและสมอง
 
 
นอกจากนี้ในนมวัวแท้ 100% ยังมีสารอาหารอื่นๆ ที่ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตให้กับลูกด้วย เช่น โปรตีนที่ช่วยในเรื่องการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ รวมถึงอีกหลายๆ ชนิด ที่ช่วยเสริมการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินบี5 วิตามินดี และวิตามินเค เป็นต้น

ทีนี้ก็ไม่ยากแล้วใช่มั้ยคะว่าครั้งต่อไปเราจะเลือกนมกล่อง UHT ให้ลูกอย่างไร แต่หากใครยังไม่แน่ใจลองเปรียบเทียบสารอาหารข้างกล่องก่อนก็ได้ค่ะ แล้วจะมั่นใจได้ว่าเงินที่เรากำลังจะจ่ายไปนั้นคุ้มแน่นอนกับสารอาหารที่ลูกจะได้รับ

#กว่าจะเป็นนมวัวแท้ #ForemostThailand
 
 
ขอบคุณข้อมูลจาก www.foremostthailand.com
(พื้นที่โฆษณาและประชาสัมพันธ์)






 

3 ทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF ที่เด็กยุคนี้ต้องมี แม่เตรียมพร้อมสารอาหาร MFGM ช่วยได้

 MFGM, Milk Fat Globule Membrane, สารอาหารในนมแม่, นมแม่ แม่ให้นม,  MFGM คืออะไร สำคัญยังไง, เลี้ยงลูกด้วยนมแม่, ทักษะสมอง EF, ความจำดี การจดจำ working memory, ความคิดยืดหยุ่น Cognitive Flexibility, ยั้งคิดไตร่ตรอง Inhibit Control, วิธีกระตุ้น วิธีสร้าง EF, การทำงานของสมองเด็ก, อาหารบำรุงสมองเด็ก, นม enfa, นม เอนฟา

3 ทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF ที่เด็กยุคนี้ต้องมี แม่เตรียมพร้อมสารอาหาร MFGM ช่วยได้

เด็กยุคใหม่มีการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ พ่อแม่ที่มีลูก Gen Alpha ต้องรีบปรับวิธิคิดและวิธีเลี้ยงลูกกันแล้วนะคะ เพราะเด็ก ๆ Gen Beta เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งเด็ก ๆ ทั้ง 2 เจนนี้จะมีชีวิตเชื่อมโยงกับ AI ไปแล้ว ดังนั้น การส่งเสริมเรื่อง IQ ไม่พอแล้วค่ะ แต่ยังต้องเพิ่มทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF ซึ่งจะทำให้อยู่รอดและอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ด้วยค่ะ 
 
Con il mercato del gioco online in continua espansione, nuovi casinò vengono lanciati ogni anno, portando innovazioni e offerte più vantaggiose rispetto alle piattaforme tradizionali. Alcuni si distinguono per bonus di benvenuto più generosi, mentre altri puntano su metodi di pagamento innovativi o giochi esclusivi sviluppati in collaborazione con i migliori provider. Tuttavia, non tutti i nuovi siti offrono le stesse garanzie di affidabilità, ed è quindi fondamentale scegliere operatori certificati e sicuri. Per chi vuole scoprire le ultime novità nel settore, una lista completa di piattaforme emergenti è disponibile su https://vivalafortuna.com/nuovi-casino/. Qui si trovano solo casinò testati e verificati, con licenza ADM, che offrono un’esperienza di gioco moderna, sicura e ricca di promozioni interessanti.
ทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF (Executive Functions) คือ ทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ เป็นกระบวนการทางความคิดในสมองส่วนหน้า ที่เกี่ยวข้องกับการคิด ความรู้สึก และการกระทำ มีงานวิจัยชัดเจนว่า ช่วงวัย 1-6 ปี เป็นช่วงอายุที่ดีที่สุดในการพัฒนาทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF โดยเฉพาะเด็กยุคใหม่ที่มีการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ เขาจึงต้องมีทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF ช่วยให้สามารถปรับตัว ปรับวิธีคิดเพื่อใช้ประโยชน์จากสิ่งที่ได้เรียนรู้ เพื่อความสำเร็จในอนาคตของน้อง ๆ นั่นเองค่ะ 
 

เข้าใจสมองลูก

ในช่วง 1,000 วันแรก ตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึง 2 ขวบ ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของพัฒนาการทางสมอง ซึ่งในช่วงอายุ 2 ขวบ สมองของลูกจะเติบโตมากถึง 80% มีการสร้างโครงข่ายใยประสาทมากมาย เพื่อรองรับการเรียนรู้ของเด็ก จากนั้นจะพัฒนาต่อเนื่อง คล้ายการตัดแต่งกิ่งไม้ 
 
ถ้าไม่ได้รับการกระตุ้นการเรียนรู้ที่เหมาะสม หรือได้รับโภชนาการที่ไม่เพียงพอ ก็จะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมองของลูกได้ ดังนั้น นอกจากการที่พ่อแม่ต้องรู้วิธีส่งเสริมพัฒนาการของลูกแล้ว อีกหนึ่งเคล็ดลับการเลี้ยงลูกให้มี IQ และมีทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF ที่เหนือกว่า คือ สารอาหารที่มีประโยชน์ค่ะ โดยหนึ่งในสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาสมองของเด็กคือ MFGM แล้ว MFGM คืออะไร เป็นสารอาหารที่สำคัญอย่างไร แล้วถ้าอยากให้ลูกได้รับ MFGM ที่มีคุณภาพและเพียงพอต่อการเรียนรู้ต้องทำอย่างไร รักลูกมีคำตอบค่ะ 

 

MFGM, Milk Fat Globule Membrane, สารอาหารในนมแม่, นมแม่ แม่ให้นม,  MFGM คืออะไร สำคัญยังไง, เลี้ยงลูกด้วยนมแม่, ทักษะสมอง EF, ความจำดี การจดจำ working memory, ความคิดยืดหยุ่น Cognitive Flexibility, ยั้งคิดไตร่ตรอง Inhibit Control, วิธีกระตุ้น วิธีสร้าง EF, การทำงานของสมองเด็ก, อาหารบำรุงสมองเด็ก, นม enfa, นม เอนฟา

MFGM ในนมแม่ช่วยพัฒนาทักษะสมอง EF

MFGM คือเยื่อหุ้มอนุภาคไขมันที่พบได้ในนมแม่ ทำหน้าที่ช่วยห่อหุ้มอนุภาคไขมันในนมให้คงรูปอยู่ได้ MFGM เต็มไปด้วยไขมันและโปรตีนชีวภาพมากกว่า 150 ชนิด เช่น สฟิงโกไมอีลิน ฟอสโฟลิปิด และแกงกลิโอไซด์ มีความสำคัญในการทำงานของสมองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และส่งผลนำไปสู่การกระตุ้นการเรียนรู้ ที่เพิ่มโอกาสที่ลูกจะมี IQ และ ทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF ที่เหนือกว่า ตั้งแต่ 5 ขวบปีแรก โดยมีงานวิจัยจากนมแม่ พิสูจน์แล้วว่าเด็กที่ได้รับนมแม่สามารถเพิ่มการประมวลผลของสมองเร็วขึ้นถึง 7 จุด (1)

ดังนั้น การพัฒนาทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF ของลูก พ่อแม่ต้องเตรียมพร้อมทั้งวิธีการเลี้ยงดูและโภชนาการให้ลูกได้รับอย่างครบถ้วน ทักษะสมองจำดี (Working Memory) เพื่อต่อยอด ในการเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ

 

MFGM, Milk Fat Globule Membrane, สารอาหารในนมแม่, นมแม่ แม่ให้นม,  MFGM คืออะไร สำคัญยังไง, เลี้ยงลูกด้วยนมแม่, ทักษะสมอง EF, ความจำดี การจดจำ working memory, ความคิดยืดหยุ่น Cognitive Flexibility, ยั้งคิดไตร่ตรอง Inhibit Control, วิธีกระตุ้น วิธีสร้าง EF, การทำงานของสมองเด็ก, อาหารบำรุงสมองเด็ก, นม enfa, นม เอนฟา

3 ทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF ที่สำคัญกับลูกในโลกปัจจุบันและอนาคต

ทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF ที่จำเป็นกับเด็ก ๆ แห่งโลกอนาคตของเรา มีด้วยกัน 3 ทักษะค่ะ แต่ละทักษะสำคัญอย่างไร มีผลต่ออนาคตอย่างไร และพ่อแม่ควรส่งเสริมอย่างไร เรามีคำแนะนำค่ะ

  1. สมองจำดี (Working Memory) ทักษะ EF เรื่องการจดจำ ถือได้ว่าเป็นทักษะแรก ๆ ที่สำคัญมากในการเรียนรู้ของเด็ก เพราะเป็นโอกาสที่เด็กจะได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 7 ได้แก่ การมองเห็น (Visual System) การได้ยิน (Auditory System) การรับสัมผัสทางผิวหนัง (Tactile System) การได้กลิ่น (Olfactory System) การรับรส (Gustatory System) การรับรู้ท่าทางของร่างกายผ่านข้อต่อ (Proprioception) การทรงตัว (Vestibular)

    จากนั้นก็จะลงมือทำ เกิดเป็นการจดจำ และไม่ว่าจะทำสำเร็จหรือผิดพลาด เขาก็จะจดจำ นำมาคิดวิเคราะห์ ปรับความคิดให้ยืดหยุ่น และลงมือทำเพื่อความสำเร็จจนได้

วิธีส่งเสริมทักษะ EF เรื่องความจำดี

  • พ่อแม่ต้องเปิดโอกาสให้ลูกให้เห็น สังเกต ลงมือทำ โดยพ่อแม่คือผู้แนะนำ ซักถามเปิดประเด็น เพื่อให้ลูกคุ้นชินกับการตั้งคำถามจากสิ่งที่เห็นและทำ

  • พาลูกออกจากหน้าจอ โดยการชวนเล่นเกมกระดาน กระตุ้นการคิด วางแผนแบบง่ายๆที่เหมาะกับช่วงวัย หรือการพาออกจากบ้านไปเปิดประสบการณ์จริง จะยิ่งกระตุ้นให้เขาอยากรู้อยากเห็น อยากค้นหาและทดลองต่าง ๆ

    *จำไว้เสมอว่า ความจำใช้งาน จะพัฒนาได้ ก็ต่อเมื่อได้ ลงมือทำ

  1. ความคิดยืดหยุ่น (Cognitive Flexibility) เด็ก ๆ จะต้องได้เรียนรู้ว่า ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการลงมือทำแค่ครั้งเดียว เมื่อเกิดความผิดพลาด เขาจะต้องวิเคราะห์ให้เห็นปัญหาเพื่อปรับเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำให้ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ นอกจากนั้นความคิดยืดหยุ่น ยังหมายความถึง ความสามารถในการเปลี่ยนจากกิจกรรมหนึ่งไปยังอีกกิจกรรมหนึ่งสลับไปมาได้ด้วย

วิธีส่งเสริมทักษะ EF เรื่องความคิดยืดหยุ่น

  • สร้างโอกาสให้ลูก “เปิดรับ” สิ่งใหม่และการเปลี่ยนแปลง (Opened Mindset) เพื่อให้เขาเปิดใจ ยอมรับ ความคิดใหม่ ๆ มาปรับใช้ในการลงมือทำให้สำเร็จ

  • มอบหมายงานบ้านง่าย ๆ ให้ลูกทำก่อนเล่นหรือทำกิจกรรมอื่น วิธีนี้จะทำให้ลูกใช้ความคิดในการวางแผนว่าจะทำอย่างไรให้มีเวลาเล่นมากขึ้น

  1. ยั้งคิดไตร่ตรอง (Inhibit Control) เด็ก ๆ ควรได้เรียนรู้ว่า ไม่มีความสำเร็จไหนได้มาแบบทันทีทันใด ต้องรู้จักอดทน รอคอยเป็น คิดก่อนทำ รวมถึงความยับยั้งชั่งใจ คือสามารถอดทนที่จะไม่ทำตามความต้องการ หรือความอยาก แต่เลือกที่จะทำในสิ่งที่เหมาะสมและสำคัญกว่าเพื่อที่จะไปให้ถึงเป้าหมาย

วิธีส่งเสริมทักษะ EF เรื่องยั้งคิดไตร่ตรอง

  • ลองทำกิจกรรมครอบครัวแข่งกันปลูกผักจากเมล็ด ซึ่งกิจกรรมแบบนี้จะต้องใช้เวลาในการเห็นผล และยังช่วยให้เด็ก ๆ ได้สัมผัสกับธรรมชาติ จดจำ สังเกตด้วย

  • การให้ของขวัญ รางวัล จะต้องมีกติกาที่ตกลงกันล่วงหน้า เพื่อฝึกให้เด็กรู้จักการรอคอย เช่น หากช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน หรือตั้งเป้าผลการเรียนไว้ ถ้าทำได้ตามที่ตกลงกัน จะได้รางวัลอะไร หรือในเด็กโตอาจใช้วิธีสะสมแต้มหรือคะแนนสำหรับพฤติกรรมเป้าหมาย เพื่อนำแต้มนั้นมาแลกรางวัล เป็นต้น ซึ่งวิธีเหล่านี้นอกจากจะเป็นการปรับพฤติกรรมของเด็กแล้ว ยังทำให้เด็ก ๆ เห็นคุณค่าของสิ่งที่ได้มาจากความพยายามของตัวเอง จนเกิดเป็นความภาคภูมิใจในตนเองในที่สุด

จะเห็นว่า การสร้างความเฉลียวฉลาดทั้งสติปัญญาหรือ IQ และ 3 ทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ หรือ EF ให้กับลูก ไม่ใช่เรื่องยากค่ะ หลักการสำคัญ เริ่มต้นจาก โภชนาการที่เหมาะสม โดยเฉพาะสารอาหารสำคัญอย่าง MFGM ในนมแม่ เพื่อเตรียมสมองลูกให้พร้อม การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และการเลี้ยงดูจาก พ่อแม่ ที่คอยส่งเสริม สนับสนุน การเรียนรู้อย่างมีความสุข โดยเริ่มจาก การเข้าใจตนเอง การออกไปเรียนรู้โลกกว้าง และเมื่อลูกโตขึ้น เขาก็จะมีความสามารถในการรับมือกับอุปสรรค สามารถทำงานและใช้ชีวิตได้เป็นอย่างดีในอนาคตค่ะ

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF และ MFGM
คลิก   https://enfa.baby/executive-function

 

Når man spiller online, er det ikke kun spiludvalget, der betyder noget. Sikkerhed, pålidelighed og hurtige udbetalinger spiller en stor rolle i at sikre en god oplevelse. Mange foretrækker at spille på et casino med licens i Danmark, da det giver tryghed i forhold til både spiloplevelsen og håndteringen af gevinster. Disse platforme opererer under danske regler og sikrer, at alle transaktioner sker gennem verificerede og sikre betalingsmetoder. Derudover betyder det, at bonusser og kampagner overholder strenge krav om gennemsigtighed, hvilket sikrer, at spillere ikke bliver vildledt af urealistiske tilbud. At vælge et casino med licens i Danmark giver også mulighed for at spille i danske kroner og modtage skattefrie gevinster, hvilket er en fordel sammenlignet med udenlandske alternativer.

6156-4.jpg

ตรวจสอบข้อมูลโดย พ.ญ.สินดี จำเริญนุสิต
กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม

Ref. (1) Vargas-Pérez, S., Hernández-Martínez, C., Voltas, N. et al. Effects of Breastfeeding on Cognitive Abilities at 4 Years Old: Cohort Study. IJEC (2024). https://doi.org/10.1007/s13158-024-00396-z

 

3 วิธีดูแลผิวก้นลูกให้เนียนนุ่มสุขภาพดี ผิวก้นลูกไม่มีผื่นผ้าอ้อมกวนใจ

ผื่น ผ้าอ้อม, ผื่น แพ ม เพิ ส, ผื่น ผ้าอ้อม ทารก, ยา ทา ผื่น ผ้าอ้อม, ครีม ทา ผื่น ผ้าอ้อม, ครีมทาก้นเด็ก,ป้องกันผื่นผ้าอ้อม, ครีมป้องกัน ผื่นผ้าอ้อม, ครีมทา แก้ผื่นผ้าอ้อม, บีแพนเธน, bepanthen, ออยล์เมนต์, โลชั่นทาผิวเด็ก, ครีมทาผิวเด็ก, ครีมทาก้นเด็ก, ครีมทาตูดเด็ก, บีแพนเธน ดีไหม, บีแพนเธน ราคา, ครีมทาผื่นผ้าอ้อม บีแพนเธน

อยากให้ผิวก้นลูกเนียน นุ่ม เด้ง ผิวใสสุขภาพดี คุณแม่ต้องทำตาม 3 วิธีดูแลผิวก้นลูกต่อไปนี้ รับรองเลยว่าทำตอนนี้และต่อเนื่อง ผิวก้นลูกสุขภาพดีแน่นอน

3 วิธีดูแลผิวก้นลูกให้เนียนนุ่มสุขภาพดี ผิวก้นลูกไม่มีผื่นผ้าอ้อมกวนใจ

เรื่องจริงที่ว่า 90% ของ ความไม่สบายตัว ของลูกน้อย เกิดจาก ผื่นผ้าอ้อม เนื่องจากผิวของลูกน้อยนั้นบอบบาง และไวต่อสารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ การที่ลูกใส่ผ้าอ้อมที่เลอะอุจจาระ ปัสสาวะ เป็นเวลานาน รวมไปถึงการเสียดสี จนทำให้ผิวบริเวณนั้นเกิด ผื่นแดง จนนำไปสู่การเป็นผื่นผ้าอ้อมในที่สุด ดังนั้น เพื่อให้ลูกรักสบายตัว เริงร่าทั้งวัน เรามีวิธีดูแล ผิวก้นของลูกให้ห่างไกลจากผื่นผ้าอ้อมแบบง่ายแสนง่าย และเป็นรูปแบบที่คุณแม่ส่วนใหญ่นิยมใช้ มาบอกค่ะ

3 วิธีดูแลผิวก้นลูกให้เนียนนุ่มสุขภาพดี

  1. เปลี่ยนผ้าอ้อมบ่อย ๆ ไม่ปล่อยให้ผิวลูกต้องสัมผัสกับความอับชื้นและสิ่งสกปรก
    โดยเปลี่ยนทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับการขับถ่ายของลูก เช่น หากผ้าอ้อมลูกมีแต่ปัสสาวะ ควรเปลี่ยนผ้าอ้อมทุก 3 ชั่วโมง แต่เมื่อลูกอุจจาระต้องรีบเปลี่ยนผ้าอ้อมทันที

  2. ทำความสะอาดก้นลูกให้ถูกวิธี และใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนสำหรับเด็กเท่านั้น
    คุณแม่ควรใช้สำลีชุบน้ำสะอาดบีบหมาด ๆ หรือใช้ผ้าเปียกสำหรับเด็กเช็ดบริเวณที่เปื้อนปัสสาวะและอุจจาระจนสะอาด โดยเช็ดจากหน้าไปด้านหลัง เช็ดตั้งแต่ด้านหน้าลงมาด้านหลัง จากนั้นซับให้แห้งด้วยผ้าสะอาดอย่างเบามือ

    การทำความสะอาดก้นลูกด้วยน้ำ เมื่อลูกอุจจาระให้คุณแม่ล้างก้นลูก ร่องก้น และขาหนีบด้วยน้ำก๊อกที่ไหลผ่านอย่างทั่วถึง ล้างให้สะอาด ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสำหรับเด็กที่ไม่มีสารระคายเคือง และหลังจากล้างก้นให้ลูกเสร็จแล้วควรซับให้แห้ง ก่อนจะทาครีมปกป้องผิวจากสาเหตุที่อาจก่อให้เกิดผื่นผ้าอ้อมและใส่ผ้าอ้อม

  3. เพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิวลูกด้วยออยล์เมนต์ที่อ่อนโยน ไม่ระคายเคือง ป้องกันผื่นผ้าอ้อม
    หลังจากทำความสะอาดก้นลูกและเช็ดบริเวณก้นให้แห้งอย่างเบามือแล้ว ควรทาครีมป้องกันผื่นผ้าอ้อมหรือออยเมนต์ที่ก้นลูกเพื่อป้องกันผิวจากสารระคายเคืองและความเปียกชื้นต่าง ๆ ที่เป็นสาเหตุของผื่นผ้าอ้อม 

ผื่น ผ้าอ้อม, ผื่น แพ ม เพิ ส, ผื่น ผ้าอ้อม ทารก, ยา ทา ผื่น ผ้าอ้อม, ครีม ทา ผื่น ผ้าอ้อม, ครีมทาก้นเด็ก,ป้องกันผื่นผ้าอ้อม, ครีมป้องกัน ผื่นผ้าอ้อม, ครีมทา แก้ผื่นผ้าอ้อม, บีแพนเธน, bepanthen, ออยล์เมนต์, โลชั่นทาผิวเด็ก, ครีมทาผิวเด็ก, ครีมทาก้นเด็ก, ครีมทาตูดเด็ก, บีแพนเธน ดีไหม, บีแพนเธน ราคา, ครีมทาผื่นผ้าอ้อม บีแพนเธน

บีแพนเธน ออยเมนต์ ผู้ช่วยที่คุณแม่ต้องมี ช่วยป้องกันแผื่นผ้าอ้อม

บีแพนเธน ออยเมนต์จบทุกปัญหาผื่นผ้าอ้อม ด้วยยาทาผื่นผ้าอ้อมที่มีคุณสมบัติที่เหมาะกับการดูแลผิวใต้ผ้าอ้อม ช่วยฟื้นบำรุงผิว ซึ่งคุณแม่สามารถทาตรง ผื่นผ้าอ้อม ให้ลูกได้อย่างต่อเนื่องทุกวันไม่เฉพาะแค่หลังอาบน้ำ แต่ควรทาตรงผื่นผ้าอ้อมให้ลูกทุกครั้งหลังเปลี่ยนผ้าอ้อม และด้วยสูตรเฉพาะที่ช่วยเคลือบผิว บีแพนเธน ออยเมนต์ จะช่วยปกป้องผิวลูกจากปัสสาวะและอุจาระ โดยที่ผิวยังหายใจได้ ไม่เหนอะหนะ ที่สำคัญสามารถใช้ได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิด เนื่องจากปราศจากสารกันเสีย น้ำหอม สี และยาฆ่าเชื้อต่างๆ

ทั้งยังปกป้องก้นลูกจากสารระคายเคืองและความเปียกชื้นได้ยาวนาน แถมยังช่วยดูแลผิว คงความชุ่มชื้นในชั้นผิว ไม่ทำให้ผิวลูกแห้ง และจากกลุ่มสำรวจคุณแม่ 9 ใน 10 เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ บีแพนเธน ออยเมนต์ สำหรับคุณแม่ที่สนใจสามารถหาซื้อ บีแพนเธน ออยเมนต์ ได้ที่โรงพยาบาล ร้านขายยา และซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั่วไปรวมถึงช่องทางออนไลน์ Bayer Consumer Health Official Store ทั้งบน Lazada และ Shopee หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ facebook.com/BepanthenThailand/

Lazada : https://www.lazada.co.th/shop/bayer-consumer-health-official-store

Shopee :  https://shopee.co.th/bayer_health_official_shop

 

ขอบคุณข้อมูลจาก www.bepanthenthai.com

(พื้นที่โฆษณาและประชาสัมพันธ์)

ผื่น ผ้าอ้อม, ผื่น แพ ม เพิ ส, ผื่น ผ้าอ้อม ทารก, ยา ทา ผื่น ผ้าอ้อม, ครีม ทา ผื่น ผ้าอ้อม, ครีมทาก้นเด็ก,ป้องกันผื่นผ้าอ้อม, ครีมป้องกัน ผื่นผ้าอ้อม, ครีมทา แก้ผื่นผ้าอ้อม, บีแพนเธน, bepanthen, ออยล์เมนต์, โลชั่นทาผิวเด็ก, ครีมทาผิวเด็ก, ครีมทาก้นเด็ก, ครีมทาตูดเด็ก, บีแพนเธน ดีไหม, บีแพนเธน ราคา, ครีมทาผื่นผ้าอ้อม บีแพนเธน

4 กิจกรรมแอคทีฟสุดสนุกสำหรับแม่ลูก ทั้งในบ้านและนอกบ้าน

Zambuk – อุบัติเหตุ- กิจกรรมสำหรับเด็ก- ของใช้สำหรับเด็ก- ผลิตภัณฑ์เด็ก-กิจกรมเล่นกับลูก-กิจกรรมเล่นกับลูก 3-6 ปี-เล่นกับลูก-เล่นกับลูก 3-6 ปี

คุณหมอเด็กหลายท่านยืนยันแล้วค่ะว่า การเล่นเป็นสิ่งสำคัญของเด็กในช่วงวัยปฐม เพราะลูกได้เรียนรู้ได้เคลื่อนไหวร่างกายที่ช่วยให้เขามีพัฒนาการที่ดีรอบด้าน ซึ่งคุณแม่ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมของลูกด้วยนะคะ จะช่วยสานสัมพันธ์แสดงความรักการดูแลกันให้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้เขากล้าออกไปเรียนรู้โลกกว้างได้อย่างเต็มที่ เรามาดูกันดีกว่าค่ะ ว่ามีกิจกรรมแอคทีฟทั้งนอกบ้านและในบ้านอะไรที่คุณแม่สามารถทำร่วมกับลูกได้บ้าง

 

4 กิจกรรมแอคทีฟสุดสนุกสำหรับแม่ลูก

1.พาลูกผจญภัยธรรมชาติ

พาลูกออกไปธรรมชาติ อาจจะเริ่มจากสวนสาธารณะใกล้บ้านหรือไปเที่ยวธรรมชาติสวย ๆ ในวันหยุด เตรียมเต้นท์ กล้องถ่ายรูป กล้องส่องทางไกลและสมุดบันทึกไปด้วยนะคะ โดยระหว่างดูนกดูปลาและเดินสำรวจพันธุ์ต้นไม้ดอกไม้นานาชนิดที่ไม่เคยพบมาก่อน ปล่อยให้ลูกได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัว ใกล้ชิดธรรมชาติ มีคุณแม่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด และพร้อมเล่นเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ไปพร้อมกับลูกค่ะ

 Zambuk – อุบัติเหตุ- กิจกรรมสำหรับเด็ก- ของใช้สำหรับเด็ก- ผลิตภัณฑ์เด็ก-กิจกรมเล่นกับลูก-กิจกรรมเล่นกับลูก 3-6 ปี-เล่นกับลูก-เล่นกับลูก 3-6 ปี

2.ชวนลูกปลูกต้นไม้ร่วมกัน

คุณแม่ลองชวนเจ้าตัวน้อยปลูกต้นไม้ลงกระถางหรือทำสวนเล็ก ๆ ในบริเวณบ้าน หรือหาสถานที่ท่องเที่ยวที่มีกิจกรรมการปลูกต้นไม้ จะช่วยให้ลูกได้เคลื่อนไหวร่างกายได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะการพรวนดิน การรดน้ำ ถอนหญ้าและวัชพืชออกจากดิน เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ลูกได้ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ สร้างความแข็งแรงให้กับร่างกาย

และเป็นหนึ่งวิธีที่จะทำให้ลูกมีความรับผิดชอบ เพราะเมื่อลูกลงมือปลูกต้นไม้ด้วยตัวเอง คุณแม่มอบหมายให้ลูกมีหน้าที่รับผิดชอบและดูแลต้นไม้ที่ตัวเองปลูก เช่น รดน้ำพรวนดินด้วยตัวเอง เพื่อให้ลูกได้คอยดูแลเมื่อต้นไม้เติบโตขึ้นค่ะ

 Zambuk – อุบัติเหตุ- กิจกรรมสำหรับเด็ก- ของใช้สำหรับเด็ก- ผลิตภัณฑ์เด็ก-กิจกรมเล่นกับลูก-กิจกรรมเล่นกับลูก 3-6 ปี-เล่นกับลูก-เล่นกับลูก 3-6 ปี

3.ชวนลูกเล่นกีฬาโปรด

คุณแม่ถามลูกว่า อยากเล่นกีฬาอะไร? กีฬาไหนที่ลูกชอบเล่น จะช่วยให้เขาสนใจและอยากทำกิจกรรมนั้นได้นานมากขึ้น เริ่มจากทักษะง่าย ๆ ตามวัยของลูก อาจจะพากันไปว่ายน้ำ ขี่จักรยาน เตะบอล ตีแบด หรือแม้แต่ชวนลูกเล่นสเก็ตบอร์ด โดยมีคุณแม่คอยดูแลอยู่ใกล้ ๆ นอกจากลูกจะได้ออกกำลังกาย ขยับ เคลื่อนไหวร่างกายแล้ว ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ ใกล้ชิดกันมากขึ้นเวลาได้ทำกิจกรรมร่วมกัน

 Zambuk – อุบัติเหตุ- กิจกรรมสำหรับเด็ก- ของใช้สำหรับเด็ก- ผลิตภัณฑ์เด็ก-กิจกรมเล่นกับลูก-กิจกรรมเล่นกับลูก 3-6 ปี-เล่นกับลูก-เล่นกับลูก 3-6 ปี

4.ชวนลูกทำงานบ้าน

จากกิจกรรมนอกบ้าน ลองเป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกันภายในบ้านได้ คือ งานบ้านค่ะ คุณแม่มาเปลี่ยนงานบ้านที่แสนน่าเบื่อให้เป็นเกมแสนสนุก ๆ ที่มีการตั้งเวลาและสร้างความท้าทาย กระตุ้นให้ลูกอยากทำงานบ้าน และมีคุณแม่ทำงานบ้านไปพร้อมกับลูก เช่น

  • ให้ลูกเก็บหนังสือ 10 เล่ม วางบนชั้นหนังสือให้เรียบร้อยภายในเวลาที่กำหนด
  • แข่งกันเก็บของเล่นลงในกล่องภายในเวลา 10 นาที

ใครเก็บเสร็จก่อน และเก็บได้อย่างเรียบร้อยคนนั้นชนะ รับรองว่าห้องสะอาดภายในเวลาไม่กี่นาทีแน่นอนค่ะ

งานบ้าน นอกจากจะช่วยให้ลูกได้เคลื่อนไหวร่างกาย และฝึกความอดทนในการทำความสะอาด เก็บของเล่นให้เรียบร้อย ให้บ้านน่าอยู่มากยิ่งขึ้นแล้ว ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์คุณแม่กับคุณลูกได้ใกล้ชิดกัน ทำกิจกรรมสนุก ๆ ร่วมกัน แถมได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์

Zambuk – อุบัติเหตุ- กิจกรรมสำหรับเด็ก- ของใช้สำหรับเด็ก- ผลิตภัณฑ์เด็ก-กิจกรมเล่นกับลูก-กิจกรรมเล่นกับลูก 3-6 ปี-เล่นกับลูก-เล่นกับลูก 3-6 ปี

 

ทุกกิจกรรม ทั้งการออกไปผจญภัยเรียนรู้ธรรมชาติ และกิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกาย อาจทำให้ลูกรู้สึกเหนื่อยล้า และเวลาเดินเข้าป่าอาจเกิดการบอบช้ำ โดนสัตว์กัดต่อย ไม่ว่าจะเป็นแมลงอย่างมดหรือยุง คุณแม่ดูแลลูกได้ ดังนี้ค่ะ

1.เตรียมอุปกรณ์ เครื่องป้องกันลูกให้พร้อม เช่น ชุดสนับเข่า-ข้อศอก เป็นต้น

2.เตรียมยาที่ไว้สำหรับทา เวลาลูกโดนยุง มด หรือแมลงกัดต่อย เช่น ยาหม่องยูคาลิปตัส ที่มีส่วนผสมของน้ำมันยูคาลิปตัสและการบูร ช่วยบรรเทาอาการปวด บวม อักเสบ จาก ยุง แมลงกัดต่อย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือ เคล็ดขัดยอก ได้อย่างอ่อนโยน โดยไม่มีฤทธิ์แสบร้อน อย่าลืมพกติดกระเป๋าไว้อุ่นใจแน่นอน จะเวลาไหน คุณแม่กับคุณลูกก็สามารถดูแลกันได้ตลอด

Zambuk – อุบัติเหตุ- กิจกรรมสำหรับเด็ก- ของใช้สำหรับเด็ก- ผลิตภัณฑ์เด็ก-กิจกรมเล่นกับลูก-กิจกรรมเล่นกับลูก 3-6 ปี-เล่นกับลูก-เล่นกับลูก 3-6 ปี

3.อาบน้ำทำความสะอาดร่างกายให้เรียบร้อย เมื่อกลับถึงบ้าน หรือที่พัก

หลังอาบน้ำเสร็จ หากลูกยังรู้สึกปวดเมื่อยล้า ไม่สบายตัว คุณแม่สามารถนำแซมบัค มาทา นวด ๆ ผ่อนคลายให้ลูกได้ หรือจะทาให้ตัวเองและคนในบ้านก็ได้นะคะ ผลัดกันทาถู ๆ เพื่อช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดีค่ะ ตอนนี้มีแบบฝาเกลียวขนาด 36g เปิดง่าย หาซื้อได้ตามร้านขายยาชั้นนำทั่วไป Boots , Watson, 7-11 Extra

Zambuk – อุบัติเหตุ- กิจกรรมสำหรับเด็ก- ของใช้สำหรับเด็ก- ผลิตภัณฑ์เด็ก-กิจกรมเล่นกับลูก-กิจกรรมเล่นกับลูก 3-6 ปี-เล่นกับลูก-เล่นกับลูก 3-6 ปี 

 

Tips.

แซมบัค ยาหม่องยูคาลิปตัส ชนิดขี้ผึ้ง ใช้ในเด็กอายุ 2 ปี ขึ้นไป มีหลายขนาดให้เลือก คุณแม่ที่สนใจสามารถปรึกษาแพทย์ เภสัชกร ที่ร้านขายยา เพื่อรับคำแนะนำเพิ่มเติมในการเลือกใช้ได้ค่ะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.zambuk.co.th/product-information/zam-buk/

Zambuk – อุบัติเหตุ- กิจกรรมสำหรับเด็ก- ของใช้สำหรับเด็ก- ผลิตภัณฑ์เด็ก-กิจกรมเล่นกับลูก-กิจกรรมเล่นกับลูก 3-6 ปี-เล่นกับลูก-เล่นกับลูก 3-6 ปี 

(พื้นที่โฆษณาและประชาสัมพันธ์)

 

4 เทคนิคช่วยลูกทารกหลับสบาย นอนยาวตลอดคืน

 ลูกทารกนอนยาก, ลูกทารกไม่ยอมนอน, ลูกทารกหลับยาก, วิธีทำให้ลูกหลับง่าย, วิธีทำให้ลูกหลับยาว, การนอนของเด็ก, การนอนของทารก, ทารกนอนวันละกี่ชั่วโมง, แป้งแด็ก, แป้งไม่มีทัลคัม, แป้งเด็กยี่ห้อไหนดี, ทาแป้งเด็กยังไง, แป้งไร้ซแคร์, reiscare

จบปัญหาลูกทารกนอนยาก ลูกทารกไม่ยอมนอน ตื่นตอนกลางดึก ร้องไห้งอแง ด้วย 4 เทคนิคช่วยลูกหลับสบายตลอดทั้งคืน มาดูกันค่ะ

4 เทคนิคช่วยลูกทารกหลับสบาย นอนยาวตลอดคืน

1. ป้องกันความเปียกชื้น ให้หนูน้อยสบายตัว

ปัญหาที่มักจะพบบ่อยสำหรับเด็กแรกเกิด ทันทีที่รู้สึกไม่สบายตัวเพราะความเปียกชื้นจากปัสสาวะ หรือความอับชื้นจากอากาศ ลูกจะตื่นมาร้องงอแงเสมอ เพราะฉะนั้นช่วงกลางคืนที่ลูกใส่ผ้าอ้อมนอน การทาแป้งเด็กที่ป้องกันความเปียกชื้น และเคลือบผิวลูกจากความอับชื้น ช่วยให้ผิวแห้งสบาย และทำให้ลูกหลับได้ยาวขึ้น แต่ก็ต้องเลือกที่ปลอดภัย มาดูเคล็ดลับการเลือกแป้งเด็กอย่างไรให้ปลอดภัยกับลูกกันค่ะ

เคล็ดลับเลือกแป้งเด็ก

  1. ผลิตจากธรรมชาติ เช่น แป้งข้าวเจ้า แทนส่วนผสมของทัลคัม เพื่อความปลอดภัยและสามารถย่อยสลายได้ด้วยจุลินทรีย์ในธรรมชาติ ไม่ตกค้างในร่างกายไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม
  2. ป้องกันความเปียกชื้นได้ เพื่อความแห้งสบายตัวของลูก
  3. สะอาด ปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง
  4. ผ่านการทดสอบว่าไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ (Hypoallergenic)

วิธีทาแป้งสำหรับเด็ก เพียงคุณแม่เทแป้งเด็กลงบนฝ่ามือเล็กน้อย แล้วค่อย ๆ ทาลงบนผิวลูก และไม่ควรใช้แป้งโรยสะดือเด็กแรกเกิด หรือบริเวณจุดซ่อนเร้น เช่น อวัยวะเพศโดยตรง ระมัดระวังอย่าให้แป้งเข้าจมูกและปากของลูก หรือเทคนิคง่าย ๆ โดยใช้พัฟฟ์นิ่ม ๆ แทนการเทแป้ง เพียงซับพัฟฟ์ลงบนแป้งแล้วค่อย ๆ ลูบบริเวณผิวลูกน้อย วิธีนี้จะช่วยลดการฟุ้งกระจายของแป้งได้มากทีเดียวค่ะ

 ลูกทารกนอนยาก, ลูกทารกไม่ยอมนอน, ลูกทารกหลับยาก, วิธีทำให้ลูกหลับง่าย, วิธีทำให้ลูกหลับยาว, การนอนของเด็ก, การนอนของทารก, ทารกนอนวันละกี่ชั่วโมง, แป้งแด็ก, แป้งไม่มีทัลคัม, แป้งเด็กยี่ห้อไหนดี, ทาแป้งเด็กยังไง, แป้งไร้ซแคร์, reiscare

 

2. ฝึกลูกน้อยให้นอนเป็นเวลา

การพาลูกเข้านอนและตื่นตอนเช้าไม่ตรงเวลาทำให้ลูกสับสนได้ค่ะ วิธีแก้คือ ควรพาลูกเข้านอนตรงเวลา ทำบ่อย ๆ ให้ลูกคุ้นเคย อาจใช้ตุ๊กตา ผ้าห่มนิ่ม ๆ หรือหมอนใบโปรดของลูก มาเป็นตัวช่วยสร้างบรรยากาศการนอน ตอนที่ลูกหลับคุณแม่อย่าลืมห่มผ้าหรือห่อตัวให้ ลูกจะได้รู้สึกอบอุ่นและหลับสบาย

3. ปรับบริเวณห้องนอน ไม่ให้มีเสียงรบกวนลูก

ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่แค่เสียงดังแค่เล็กน้อยก็ทำให้ตื่นได้แล้ว ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรปรับสภาพแวดล้อมภายในห้องไม่ให้มีเสียงรบกวน หรือมีเสียงรบกวนน้อยที่สุด เพื่อไม่ให้รบกวนเวลานอนของลูกได้ค่ะ

4. กิจกรรมเบา ๆ ก่อนนอน

ก่อนนอนคุณพ่อคุณแม่สามารถทำกิจกรรมเบา ๆ กับลูกน้อย เช่น ร้องเพลงกล่อม เล่านิทาน หรือเปิดดนตรีเพลงทำนองสบาย ๆ เสียงสีขาว หรือภาษาอังกฤษว่า White Noise ลองใช้มือลูบบริเวณท้อง หลัง และลำตัวลูก เพราะการสัมผัสอย่างอ่อนโยนจะสามารถช่วยให้ลูกน้อยหลับสบาย ผ่อนคลาย อีกทั้งยังช่วยสานสัมพันธ์พ่อแม่ลูก

 ลูกทารกนอนยาก, ลูกทารกไม่ยอมนอน, ลูกทารกหลับยาก, วิธีทำให้ลูกหลับง่าย, วิธีทำให้ลูกหลับยาว, การนอนของเด็ก, การนอนของทารก, ทารกนอนวันละกี่ชั่วโมง, แป้งแด็ก, แป้งไม่มีทัลคัม, แป้งเด็กยี่ห้อไหนดี, ทาแป้งเด็กยังไง, แป้งไร้ซแคร์, reiscare

ประโยชน์ของการนอนที่ดีและมีคุณภาพ

  1. ช่วยเรื่องการเจริญเติบโตของลูก ฮอร์โมนการเจริญเติบโต (Growth Hormone) จะหลั่งมากในเวลากลางคืน หลังจากที่หลับไปแล้ว 1-2 ชั่วโมง ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเด็ก โดยเฉพาะเรื่องความสูง
  2. ช่วยเรื่องการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย จะสังเกตได้ว่าถ้าช่วงไหนที่เราไม่สบาย ร่างกายจะส่งสัญญาณให้เรามีความต้องการนอนมากกว่าปกติด้วยนั่นเอง
  3. ช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ทุกครั้งที่ลูกนอนหลับร่างกายจะหลั่งสารไซโตไคน์ (Cytokine) ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง ทำหน้าที่ในการต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ
  4. ช่วยให้หัวใจแข็งแรง เด็กที่ได้นอนหลับอย่างเพียงพอ จะไม่มีความเสี่ยงจากภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตัน
  5. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ โดยเด็กที่นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอทำให้สมองทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีพัฒนาการทางสติปัญญา อารมณ์ สังคมที่ดีขึ้น

การนอนหลับของทารกยังส่งผลให้ตอนเขาตื่น การเรียนรู้ก็ยังคงต่อเนื่องและต่อยอดไปถึงอนาคต นี่จึงเป็นที่มาว่าทำไมการนอนถึงสำคัญกับเด็ก ๆ ค่ะ มาดูช่วงเวลาการนอนที่เหมาะสมของเด็กวัยแรกเกิด - 6 ปีกัน

 ลูกทารกนอนยาก, ลูกทารกไม่ยอมนอน, ลูกทารกหลับยาก, วิธีทำให้ลูกหลับง่าย, วิธีทำให้ลูกหลับยาว, การนอนของเด็ก, การนอนของทารก, ทารกนอนวันละกี่ชั่วโมง, แป้งแด็ก, แป้งไม่มีทัลคัม, แป้งเด็กยี่ห้อไหนดี, ทาแป้งเด็กยังไง, แป้งไร้ซแคร์, reiscare

ช่วงเวลานอนที่เหมาะสมในลูกวัยแรกเกิด – 6 ปี

• แรกเกิด – 3 เดือน นอนกลางวัน 8 – 9 ชั่วโมง + นอนกลางคืน 8 – 10 ชั่วโมง = 16 – 18 ชั่วโมงต่อวัน
• 3 – 6 เดือน นอนกลางวัน 5 – 6 ชั่วโมง + นอนกลางคืน 9 – 10 ชั่วโมง = 14 - 16 ชั่วโมงต่อวัน
• 6 – 12 เดือน นอนกลางวัน 3 – 4 ชั่วโมง + นอนกลางคืน 8 – 10 ชั่วโมง = 12 - 14 ชั่วโมงต่อวัน
• 1 – 2 ปี นอนกลางวัน 1 – 2 ชั่วโมง + นอนกลางคืน 11 – 12 ชั่วโมง = 13 – 14 ชั่วโมงต่อวัน
• 2 – 3 ปี นอนกลางวัน 1 – 2 ชั่วโมง + นอนกลางคืน 11 ชั่วโมง = 12 – 14 ชั่วโมงต่อวัน
• 3 – 6 ปี นอนกลางวัน 0 – 2 ชั่วโมง + นอนกลางคืน 10 – 11 ชั่วโมง = 11 – 13 ชั่วโมงต่อวัน

 

ชวนคุณพ่อคุณแม่มาสร้างช่วงเวลาการนอนที่มีคุณภาพให้ลูกกันค่ะ การฝึกให้ลูกนอนหลับยาวในช่วงเวลากลางคืน ถือเป็นภารกิจสำคัญอีกอย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้ จะดีแค่ไหนถ้าลูกน้อยสามารถนอนยาวนานขึ้น ไม่ตื่นมางอแงในช่วงเวลากลางคืนบ่อย ๆ โดยมีเคล็ดลับดี ๆ ที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่หายเหนื่อย แถมช่วยสร้างพัฒนาการที่ดีของลูกได้อีกด้วย

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก www.reiscare.com

 

 ลูกทารกนอนยาก, ลูกทารกไม่ยอมนอน, ลูกทารกหลับยาก, วิธีทำให้ลูกหลับง่าย, วิธีทำให้ลูกหลับยาว, การนอนของเด็ก, การนอนของทารก, ทารกนอนวันละกี่ชั่วโมง, แป้งแด็ก, แป้งไม่มีทัลคัม, แป้งเด็กยี่ห้อไหนดี, ทาแป้งเด็กยังไง, แป้งไร้ซแคร์, reiscare

 

ตรวจสอบข้อมูลโดย นพ.ชาญสิริ เสกสรรค์วิริยะ

โสต ศอ นาสิกแพทย์ อนุสาขาเวชศาสตร์การนอนหลับ

โรงพยาบาลสมิติเวช ธนบุรี

(พื้นที่โฆษณาและประชาสัมพันธ์)

 

5 วิธี หยุดปัญหาผิวแห้งของเบบี้ เพื่อลูกน้อยสบายตัว ยิ้มง่าย อารมณ์ดี

เด็กทารกผิวแห้ง, ครีมทาผิวเด็กทารก, การดูแลผิวเด็ก, การดูแลเด็กผิวแห้ง, ลูกผิวแห้งทำไงดี, วิธีดูแลเด็กผิวแห้ง, ครีมอาบน้ำเด็ก, สบู่อาบน้ำเด็ก, อีเซอร์ร่า, Ezerra, โลชั่น อีเซอร์ร่า, โลชั่น EZERRA, ครีมอาบน้ำอีเซอร์ร่า, ครีมอาบน้ำ ezerra

แม่ๆ อาจจะเคยได้ยินว่าผิวเด็กทารกนั้นบอบบางมาก จึงต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เรามีเคล็ดลับดูแลผิวบอบบางของลูกทารกมาแนะนำค่ะ

5 วิธี หยุดปัญหาผิวแห้งของเบบี้ เพื่อลูกน้อยสบายตัว ยิ้มง่าย อารมณ์ดี

อันที่จริงแล้วโครงสร้างผิวหนังของลูกนั้นทำหน้าที่เหมือนผิวของผู้ใหญ่เรานี่ละค่ะ คือรับความรู้สึกสัมผัสต่างๆ ควบคุมอุณหภูมิ ขับเหงื่อ ป้องกันอันตรายจากสารระคายเคือง รังสียูวี และเชื้อโรคต่างๆ เหมือนกับผิวของผู้ใหญ่ เพียงแต่ยังทำหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์นัก เนื่องจากชั้นหนังกำพร้าหรือผิวชั้นนอกสุดบางกว่า ทำให้ควบคุมการระเหยของน้ำและความสามารถในการสร้างไขมันพัฒนาได้ไม่เต็มที่ จึงทำให้ผิวหนังของลูกแห้งง่าย เป็นขุย มีผดผื่น คันหรือเกิดการระคายเคืองได้ง่ายเช่นกัน

ผิวแห้งทำลูกทารกไม่สบายตัว

หากคุณแม่ปล่อยให้ลูกมีปัญหาผิวแห้ง ลอก เป็นขุย บ่อยๆ สิ่งที่ตามมาคืออาการคัน ระคายเคือง สำหรับเด็กทารกที่ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อาจจะร้องไห้งอแง เนื่องจากปัญหาความไม่สบายตัวต่างๆ ที่เกิดขึ้น ขณะที่เด็กทารกที่เริ่มเคลื่อนไหวตัวเอง ขยับแขนขาได้ เมื่อรู้สึกคันผิวมักจะเกา ถู หรือลูบ เพื่อให้หายจากอาการคัน ซึ่งหากคุณพ่อคุณแม่ปล่อยให้ลูกผิวแห้ง และเกาบ่อยๆ อาจทำให้ผิวถลอก แดง แสบ หรือเกิดแผล และหากปล่อยลูกเกามากๆ อาจถึงขั้นติดเชื้อได้ค่ะ

5 วิธี หยุดปัญหาผิวแห้งของเบบี้

1. อาบน้ำให้ถูกวิธี สร้างผิวลูกแข็งแรงการอาบน้ำอุ่นหรือน้ำร้อนให้ลูกถือเป็นการทำลายไขมันที่เคลือบชั้นผิวหนัง ทำให้ผิวลูกแห้ง เป็นขุยได้ เพราะฉะนั้นเมื่อถึงเวลาอาบน้ำให้ลูกควรผสมน้ำในอุณหภูมิที่เหมาะสม ไม่อุ่นหรือร้อนจนเกินไปค่ะ

 เด็กทารกผิวแห้ง, ครีมทาผิวเด็กทารก, การดูแลผิวเด็ก, การดูแลเด็กผิวแห้ง, ลูกผิวแห้งทำไงดี, วิธีดูแลเด็กผิวแห้ง, ครีมอาบน้ำเด็ก, สบู่อาบน้ำเด็ก, อีเซอร์ร่า, Ezerra, โลชั่น อีเซอร์ร่า, โลชั่น EZERRA, ครีมอาบน้ำอีเซอร์ร่า, ครีมอาบน้ำ ezerra

2. ทาโลชั่นให้ลูกทันทีหลังอาบน้ำทุกครั้งหลังอาบน้ำ เมื่อเช็ดตัวให้แห้งแล้วควรทาโลชั่นให้ทั่วตัวลูกทันที เพื่อให้ผิวยังคงกักเก็บความชุ่มชื้นเอาไว้ สำหรับเด็กที่มีผิวแห้งมากให้คุณแม่ทาครีมสำหรับเด็กที่มีผิวแห้งซ้ำอีกครั้งเพื่อบำรุงผิวลูกให้แข็งแรงและเนียนนุ่มชุ่มชื้น

3. เลือกเสื้อผ้าที่เหมาะกับผิวลูกโดยเฉพาะเสื้อผ้าที่ทำมาจากเส้นใยธรรมชาติ เช่นผ้าฝ้าย เพราะเนื้อบางเบา ระบายอากาศได้ดี อ่อนโยนต่อผิวลูก และควรเลือกให้พอดีตัวลูก ไม่คับแน่นเกินไป เพราะเสื้อผ้าอาจรัดตัวลูกจนอึดอัดหรือเสียดสี เป็นอันตรายต่อผิวได้

4. ให้ลูกดื่มน้ำอย่างเพียงพอควรให้ลูกจิบน้ำระหว่างวัน เพื่อป้องกันการเสียสมดุลของร่างกายและสร้างความชุ่มชื้นให้กับผิว โดยเฉพาะช่วงที่อากาศร้อน เหงื่ออกมาก และสำหรับเด็กทารกวัยแรกเกิดถึง 6 เดือน ควรให้ดื่มนมแม่อย่างเดียวดีที่สุด

5. หลีกเลี่ยงสารกระตุ้นที่ทำให้ลูกผิวแห้งควรหลีกเลี่ยงการพาลูกออกในที่ที่มีฝุ่นละอองหรือแสงแดดจัด งดใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมี น้ำหอม พาราเบน หรือแอลกอฮอล์กับลูก เพราะจะทำให้ผิวลูกแห้ง ระคายเคืองจนเกิดอาการคัน หรือเป็นผื่นแพ้ได้  

เด็กทารกผิวแห้ง, ครีมทาผิวเด็กทารก, การดูแลผิวเด็ก, การดูแลเด็กผิวแห้ง, ลูกผิวแห้งทำไงดี, วิธีดูแลเด็กผิวแห้ง, ครีมอาบน้ำเด็ก, สบู่อาบน้ำเด็ก, อีเซอร์ร่า, Ezerra, โลชั่น อีเซอร์ร่า, โลชั่น EZERRA, ครีมอาบน้ำอีเซอร์ร่า, ครีมอาบน้ำ ezerra

เลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผิวลูก ช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื้นสบายตัว

แน่นอนว่าปัจจัยหลักที่ช่วยปกป้องผิวของลูกคือผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก โดยเฉพาะครีมอาบน้ำ โลชั่น และครีมบำรุงผิว คุณแม่ควรเลือกแบบที่ไม่มีน้ำหอม ไม่มีสารเคมี พาราเบนหรือสารที่ทำให้ลูกแพ้หรือระคายเคือง และควรเลือกแบบที่เป็นสูตรอ่อนโยน หรือเป็นกรดอ่อนๆ ที่มีสารสกัดจากธรรมชาติ เช่น สเป็นเกรนแว็กซ์ เชียร์บัทเทอร์, อาร์แกนออยล์, โอลีฟ ออยล์ พีอีจี7 เพราะจะช่วยคงความชุ่มชื้นและปรับสภาพผิวลูกให้สมดุลตลอดทั้งวัน

เด็กทารกผิวแห้ง, ครีมทาผิวเด็กทารก, การดูแลผิวเด็ก, การดูแลเด็กผิวแห้ง, ลูกผิวแห้งทำไงดี, วิธีดูแลเด็กผิวแห้ง, ครีมอาบน้ำเด็ก, สบู่อาบน้ำเด็ก, อีเซอร์ร่า, Ezerra, โลชั่น อีเซอร์ร่า, โลชั่น EZERRA, ครีมอาบน้ำอีเซอร์ร่า, ครีมอาบน้ำ ezerra

ยิ่งช่วงปลายปีที่อากาศค่อนข้างแห้ง แถมยังมีฝุ่น มลพิษต่างๆ ด้วยแล้ว การดูแลผิวลูกให้แข็งแรงจึงเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ลูกน้อยสบายตัว ร่าเริงตลอดทั้งวัน  

 

ขอบคุณข้อมูลจาก

www.ezerrathailand.com/

www.facebook.com/ezerrathailandofficial

พื้นที่โฆษณาและประชาสัมพันธ์

5 เรื่องที่แม่ต้องรู้เมื่อเจ้าหนูก้าวสู่วัย 2 ขวบ

บทความโดย: Danielle Devanny: Early Years 1 Team Leader, Shrewsbury City Campus

 พัฒนาการเด็ก 2 ขวบ, นิสัยเด็ก 2 ขวบ, พฤติกรรมเด็ก 2 ขวบ, เด็ก 2 ขวบต้องเรียนรู้อะไร, สคีมา คืออะไร, Schemas คืออะไร, การเรียนรู้แบบซ้ำแล้วซ้ำแล้ว, สคีมา 9 แบบShrewsbury City Campus, โรงเรียนนานาชาติ Shrewsbury, รีวิวโรงเรียนนานาชาติ Shrewsbury, Shrewsbury ดีไหม, Shrewsbury หลักสูตรอะไร, แนะนำโรงเรียนนานาชาติ

รู้ไหมคะว่าช่วง 3 ขวบปีแรกของลูกเป็นวัยที่มีพัฒนาการและการเรียนรู้แบบก้าวกระโดด ดังนั้นการเปิดโอกาสให้ลูกได้สำรวจและลงมือทำจึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่ก่อนที่จะพาลูกออกไปเรียนรู้ คุณแม่จำเป็นต้องรู้ก่อนว่าลูกในวัย 2 ขวบที่ว่ากันว่าเป็นวัยร้าย ที่จริงแล้วเป็นวัยที่พร้อมมากกับการเรียนรู้ในวิธีของตัวเอง

  1. วัยร้ายวัย 2 ขวบ (Terrible Two) ไม่น่ากลัวเลยสักนิด ช่วงอายุ 2 ขวบ เด็กจะมีพัฒนาแบบก้าวกระโดด ทั้งความคิด การเรียนรู้ อารมณ์ และการเข้าสังคม บวกกับเป็นวัยที่ “มีตัวตน” อย่างชัดเจน อยากทำอะไรด้วยตัวเอง ซึ่งหลายครั้งที่เขาทำไม่ได้ ไม่ถูกใจจะหงุดหงิดจนกลายเป็นอารมณ์ร้าย ๆ ที่เราต้องช่วยกันปรับและรับมือ แต่ถ้าเข้าใจพัฒนาการและวิธีการเรียนรู้ของเขาจริง ๆ จะพบว่า เราสามารถดึงศักยภาพของเขาได้มากหากเปิดโอกาสให้ลูกได้สำรวจ (ทั้งตัวเองและโลกภายนอก)และลงมือทำ โดยพ่อแม่มีหน้าที่สำคัญในการโฟกัสว่าลูก “เรียนรู้อย่างไร” มากกว่า “เรียนรู้อะไร” เพื่อส่งเสริมได้อย่างถูกต้อง

  2. “เรียนรู้อย่างไร” สำคัญกว่า “เรียนรู้อะไร” นิสัยการเป็นนักเรียนรู้สำคัญนะคะ เราสามารถปลูกฝังให้ลูกผ่านการเล่นและกิจวัตรประจำวัน โดยทุกการเรียนรู้ต้องเหมาะสมกับเด็กแต่ละคนและเต็มไปด้วยความสนุก เพื่อทำให้ลูกเข้าใจได้ว่าการเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ ไม่มีอะไรยาก การเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพที่มีลักษณะเฉพาะตามบุคลิกและพฤติกรรมนี้เองที่จะเป็นกุญแจสำคัญให้พ่อแม่ปูทางพัฒนาการและการเรียนรู้ของลูกได้อย่างถูกต้อง

    พัฒนาการเด็ก 2 ขวบ, นิสัยเด็ก 2 ขวบ, พฤติกรรมเด็ก 2 ขวบ, เด็ก 2 ขวบต้องเรียนรู้อะไร, สคีมา คืออะไร, Schemas คืออะไร, การเรียนรู้แบบซ้ำแล้วซ้ำแล้ว, สคีมา 9 แบบShrewsbury City Campus, โรงเรียนนานาชาติ Shrewsbury, รีวิวโรงเรียนนานาชาติ Shrewsbury, Shrewsbury ดีไหม, Shrewsbury หลักสูตรอะไร, แนะนำโรงเรียนนานาชาติ
  3. ซ้ำแล้วซ้ำเล่า... ย้ำทุกการเรียนรู้ เคยสังเกตไหมคะว่า เด็กบางคนชอบหยิบของเดินถือไปมาด้วยตลอด เด็กบางคนชอบนั่งดูสีที่ผสมกันแล้วเปลี่ยนเป็นสีอื่น ๆ และจะทำแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่เบื่อ นี่คือการเรียนรู้ที่เรียกว่า Schemas หรือ สคีมา ค่ะ Schemas คือ รูปแบบการทำซ้ำ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เด็กใช้เชื่อมโยงกับการเล่น การสำรวจสิ่งใหม่ ๆ จนกลายเป็นลักษณะหรือวิธีเรียนรู้เฉพาะตัวของแต่ละคน เป็นรากฐานของการพัฒนาความคิดและการเรียนรู้ต่อไป

    พัฒนาการเด็ก 2 ขวบ, นิสัยเด็ก 2 ขวบ, พฤติกรรมเด็ก 2 ขวบ, เด็ก 2 ขวบต้องเรียนรู้อะไร, สคีมา คืออะไร, Schemas คืออะไร, การเรียนรู้แบบซ้ำแล้วซ้ำแล้ว, สคีมา 9 แบบShrewsbury City Campus, โรงเรียนนานาชาติ Shrewsbury, รีวิวโรงเรียนนานาชาติ Shrewsbury, Shrewsbury ดีไหม, Shrewsbury หลักสูตรอะไร, แนะนำโรงเรียนนานาชาติ

    Schemas มี 9 รูปแบบตามวิธี (How) เรียนรู้ของเด็กแต่ละคนดังนี้
    1. Transporting คือ พฤติกรรมที่ชอบเคลื่อนย้ายตัวเองหรือสิ่งของจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง
    2. Enveloping คือ พฤติกรรมสนใจเรื่องการห่อพัสดุ การห่อตัวด้วยผ้าห่ม ใช้เทปกาวติดของ
    3. Enclosing คือ พฤติกรรมชอบสนุกกับการสร้างพื้นที่ส่วนตัว มีการทำที่กั้น ลงไปนั่งในกล่อง เล่นใต้โต๊ะ
    4. Trajectory คือ พฤติกรรมชอบอะไรก็ตามที่เคลื่อนไหว เช่น คนวิ่ง รถขับผ่าน น้ำตก
    5. Positioning คือ พฤติกรรมชอบวางข้าวของเป็นแถว เรียงเป็นแนว วางด้านหน้าด้านหลัง
    6. Rotation คือ พฤติกรรมชอบเล่นของที่หมุนได้ กลิ้งได้
    7. Connection คือ พฤติกรรมชอบประกอบของเข้าด้วยกัน ตัวต่อ ใช้กาวติด ถอดชิ้นส่วนแล้วประกอบใหม่
    8. Going Through a Boundary คือ พฤติกรรมชอบใช้ตัวเองหรือสิ่งของมุดลอดทะลุ เช่น ลอดอุโมงค์
    9. Transforming คือ พฤติกรรมชอบผสมของต่าง ๆ เข้ากัน เช่น ผสมสีต่าง ๆ ผสมเทอาหารเข้าด้วยกัน เด็กบางคนอาจไม่มี Schemas เหล่านี้เลย บางคนมีหนึ่ง หรือบางคนมีหลาย ๆ แบบรวมกัน ขึ้นอยู่กับบุคลิกและพฤติกรรมเฉพาะตัวของเขา เมื่อพ่อแม่รู้ “How” ในการเรียนรู้แบบนี้แล้ว จึงต้องคิดวิธีสนุก ๆ ในการส่งเสริมค่ะ เช่น เมื่อรู้ว่าลูกชอบการเคลื่อนย้ายขนของ ลองท้าทายเขาด้วยถุงชอปปิงขนาดต่าง ๆ กัน ให้เขาได้คิดวิธีขนของ ใส่ของในถุงขนาดต่างกัน แล้วใช้จังหวะนี้สอนเรื่องอื่น ๆ รอบตัวไปด้วย เช่น ศัพท์ภาษาอังกฤษ การคำนวณ เป็นต้น

  4. เรียนรู้ได้แจ่มขึ้นถ้าลูกแม่สุขภาพดีทั้งร่างกายและจิตใจ สุขภาพดีก็สมองดี สุขภาพดีรอบด้านจึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่พ่อแม่ต้องให้ความสำคัญค่ะ เพราะเป็นรากฐานในการต่อยอดพัฒนาการทางด้านร่างกายและอารมณ์ ซึ่งเชื่อมโยงการเรียนรู้ตามช่วงวัย ลองนึกภาพตามค่ะว่า เมื่อเจ้าหนูวัย 2 ขวบของเรากินอิ่ม กินดี หลับสบาย เขาก็มีพัฒนาการสมวัย มีพลังออกไปเล่น สำรวจ และเรียนรู้นั่นเอง

    พัฒนาการเด็ก 2 ขวบ, นิสัยเด็ก 2 ขวบ, พฤติกรรมเด็ก 2 ขวบ, เด็ก 2 ขวบต้องเรียนรู้อะไร, สคีมา คืออะไร, Schemas คืออะไร, การเรียนรู้แบบซ้ำแล้วซ้ำแล้ว, สคีมา 9 แบบShrewsbury City Campus, โรงเรียนนานาชาติ Shrewsbury, รีวิวโรงเรียนนานาชาติ Shrewsbury, Shrewsbury ดีไหม, Shrewsbury หลักสูตรอะไร, แนะนำโรงเรียนนานาชาติ
  5. ลูกเราไม่เหมือนใคร สังเกตให้ดีและส่งเสริมให้ถูกต้อง เด็กแต่ละคนมีบุคลิกลักษณะเฉพาะตัวต่างกัน นั่นจึงทำให้ความชอบและรูปแบบการเรียนรู้ของเขาต่างกันออกไปด้วย ดังนั้น วิธีที่ใช้กับเด็กคนหนึ่งอาจจะใช้ไม่ได้ผลกับเด็กอีกคนก็ได้ค่ะ สิ่งที่พ่อแม่ควรทำเป็นอย่างยิ่งและเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการส่งเสริมการเรียนรู้ของลูกคือ ให้เวลาและเปิดโอกาสให้ลูกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยการเล่น วิธีนี้จะช่วยให้พวกเขาค้นหาวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับตัวเองได้ค่ะ

พัฒนาการเด็ก 2 ขวบ, นิสัยเด็ก 2 ขวบ, พฤติกรรมเด็ก 2 ขวบ, เด็ก 2 ขวบต้องเรียนรู้อะไร, สคีมา คืออะไร, Schemas คืออะไร, การเรียนรู้แบบซ้ำแล้วซ้ำแล้ว, สคีมา 9 แบบShrewsbury City Campus, โรงเรียนนานาชาติ Shrewsbury, รีวิวโรงเรียนนานาชาติ Shrewsbury, Shrewsbury ดีไหม, Shrewsbury หลักสูตรอะไร, แนะนำโรงเรียนนานาชาติ

อย่ารอให้ลูกโตก่อนถึงจะส่งเสริมการเรียนรู้ของเขานะคะ เราสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่เจ้าหนูวัย 2 ขวบเป็นต้นไป ซึ่งเป็นวัยที่เขาแสดงตัวตน ความชอบ และวิธีการเรียนรู้อย่างชัดเจน ถ้าพ่อแม่สังเกตเห็น เปิดโอกาสให้เขาได้ฝึกทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียน ผ่านการเล่น รับรองได้ว่าช่วงพัฒนาการที่รวดเร็วแบบก้าวกระโดด เขาจะกระโดดได้สูงและแข็งแรงตามความถนัด และอย่างเต็มศักยภาพของเขาค่ะ

ข้อมูลอ้างอิง:

สนใจ Shrewsbury City Campus ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

(พื้นที่เพื่อการโฆษณาและประชาสัมพันธ์)

 

5 โรคอันตรายจากยุง ที่พ่อแม่ต้องป้องกันลูกจากยุงกัด

โรคจากยุง, โรคจากยุงลาย, ไข้เลือดออก, มาลาเรีย, ชิคุนกุนยา, ไวรัสซิก้า, ไข้สมองอักเสบเจอี, โรคจากยุง, ไข้เลือดออกในเด็ก, ป้องกันยุง, แผ่นแปะกันยุงสำหรับเด็ก, วิธีกำจัดยุง, วิธีป้องกันยุง, ยากันยุงสำหรับเด็ก, ยากันยุงที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก, ทำยังไงไม่ให้ลูกโดนยุงกัน, แผ่นแปะกันยุง 3M, แผ่นแปะกันยุง Neoplast, รักลูก Community of The Experts, คลินิกเบบี้, ทารกแรกเกิด, เด็กอ่อน

โรคจากยุงอันตรายมากสำหรับลูกเล็กค่ะ ไข้เลือดออก ไข้มาลาเรีย ไข้ชิคุนกุนยา ไข้สมองอักเสบ รวมไปถึงไวรัสซิก้าที่อันตรายมากสำหรับแม่ท้องและทารกในครรภ์ค่ะ เราจะป้องกันโรคจากยุง และป้องกันลูกไม่ให้โดนยุงกัดได้อย่างไรบ้าง พญ.สินดี จำเริญนุสิต มีคำแนะนำมาบอกพ่อแม่ทุกคนค่ะ 

5 โรคอันตรายจากยุง ที่พ่อแม่ต้องป้องกันลูกจากยุงกัด

โรคที่เกิดจากยุงมีอาการที่หลากหลายขึ้นกับเชื้อที่ได้รับ ตัวอย่างโรคที่พบได้บ่อย เช่น

  1. ไข้เลือดออก (Dengue Hemorrhagic Fever)
    ไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัสเดงกีโดยมียุงลายเป็นพาหะ ผู้ป่วยจะมีไข้สูง เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตัว อาการอาจจะมีตั้งแต่เล็กน้อยถึงรุนแรง จนช็อกและเสียชีวิตได้ การรักษาเป็นการรักษาประคับประคองตามอาการ จนพ้นระยะวิกฤต

  2. ชิคุนกุนยา หรือ ไข้ปวดข้อ (Chikungunya)
    เกิดจากเชื้อไวรัสชิคุนกุนยาโดยมียุงลายบ้านและยุงลายสวนเป็นพาหะนำโรค อาการคล้ายกับไข้เลือดออกแต่อาจจะมีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ และปวดตามข้อต่ออย่างรุนแรง โดยทั่วไปโรคนี้รักษาตามอาการ ไม่มีวัคซีนหรือยาเฉพาะ

  3. ไข้มาลาเรีย (Malaria)
    ไข้มาลาเรียเกิดจากเชื้อโปรโตซัวพลาสโมเดียม มียุงก้นปล่องเป็นพาหะ ผู้ป่วยอาจจะมีอาการนำคล้ายหวัด ส่วนอาการไข้ หนาวสั่นอาจจะพบในบางรายเท่านั้น ดังนั้น คุณหมอมักสงสัยในกรณีที่ผู้ป่วยอาศัยหรือเดินทางไปยังที่ที่มีการระบาดของมาลาเรีย โรคนี้หายขาดได้ถ้าได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

  4. ไข้สมองอักเสบเจอี (Japanese Encephalitis: JE)
    เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเจอีที่สมองโดยมียุงรำคาญเป็นพาหะ ผู้ที่ได้รับเชื้ออาจมีหรือไม่มีอาการก็ได้ (ประมาณ 1 ใน 300 รายเท่านั้นที่จะมีอาการ) หากผู้ป่วยติดเชื้อแล้วไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจทำให้เกิดความพิการทางระบบประสาท หรือถึงแก่ชีวิตได้

  5. ไข้ซิกา (Zika Fever)
    เกิดจากเชื้อไวรัสซิกา โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค อาการของผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีไข้ ผื่น ปวดข้อและตาแดง อาการมักจะไม่รุนแรง อย่างไรก็ตามถ้าเป็นคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ อาจทำให้ลูกน้อยในครรภ์พิการแต่กำเนิดได้ จึงควรระมัดระวังหากต้องเดินทางไปในบริเวณที่มีการแพร่ระบาดของโรคนี้

โรคจากยุง, โรคจากยุงลาย, ไข้เลือดออก, มาลาเรีย, ชิคุนกุนยา, ไวรัสซิก้า, ไข้สมองอักเสบเจอี, โรคจากยุง, ไข้เลือดออกในเด็ก, ป้องกันยุง, แผ่นแปะกันยุงสำหรับเด็ก, วิธีกำจัดยุง, วิธีป้องกันยุง, ยากันยุงสำหรับเด็ก, ยากันยุงที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก, ทำยังไงไม่ให้ลูกโดนยุงกัน, แผ่นแปะกันยุง 3M, แผ่นแปะกันยุง Neoplast, รักลูก Community of The Experts, คลินิกเบบี้, ทารกแรกเกิด, เด็กอ่อน
วิธีการป้องกันยุงกัดในบ้านลดความเสี่ยง

  1. ควรคว่ำภาชนะที่มีน้ำขัง ไม่ปล่อยให้มีน้ำขังในภาชนะใด ๆ รอบ ๆ บ้าน
  2. ตัดหรือถางหญ้าให้สั้น เพื่อป้องกันแหล่งที่มียุงชุกชุม
  3. หลีกเลี่ยงการเปิดหน้าต่างหรือประตูบ้านทิ้งไว้ และควรติดมุ้งลวดตามประตูหน้าต่าง เพื่อป้องกันยุง
  4. หากต้องนอนบริเวณที่มียุงเยอะ ควรมีอุปกรณ์ป้องกันยุงหรือใช้มุ้ง

การป้องกันลูกจากยุงกัด

  1. หลีกเลี่ยงการวิ่งเล่นหรือทำกิจกรรมใกล้แหล่งน้ำนิ่งที่อาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุง หรือ หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่มืด อับชื้น

  2. ถ้าจำเป็นต้องทำกิจกรรมนอกบ้าน ใส่เสื้อผ้าที่มีแขนขายาว (อาจใช้เนื้อผ้าบาง ๆ เพื่อไม่ให้รู้สึกร้อนเกินไป)

  3. ถ้าต้องเดินทางเข้าป่าหรือบริเวณที่เสี่ยงต่อการถูกยุงกัด นอกจากแต่งตัวให้มิดชิด ควรสวมถุงเท้า รองเท้าในเด็กเล็ก หากอยู่ในรถเข็น (stroller) ควรมีมุ้งกันยุงคลุมไว้

  4. ใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันยุง ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของยาทา หรือแผ่นแปะกันยุง ที่มีคุณภาพและปลอดภัยต่อตัวเราและลูก โดยควรปฏิบัติตามฉลากยาและเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการรับรองว่าใช้ในเด็กได้
    • ในกรณีที่ใช้สารทาป้องกันยุงสำหรับเด็ก อาจมีส่วนผสมของ DEET (สารเคมีที่ใช้ในการฆ่าแมลง) ด้วย ซึ่งไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 เดือน และต้องมีความเข้มข้นของ DEET ไม่เกิน 10% อย่างไรก็ตามการใช้ยาทากันยุงเช่นนี้มีข้อควรระวังคือ ไม่ควรทาเกินวันละ 1 ครั้ง ไม่ควรทาที่มือ ใบหน้าโดยตรง หรือผิวหนังที่มีแผล และควรล้างออกเมื่อเข้ามาในบริเวณที่ไม่โดนยุงกัดแล้ว

    • สารกันยุงที่ใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติ เช่น สารสกัดจากตะไคร้หอม (citronella oil) น้ำมันมะกรูด สาระแหน่ ฯลฯ ซึ่งมีทั้งในรูปแบบของยาทา สเปรย์ หรือ  แผ่นแปะกันยุง ก็สามารถนำมาใช้ในเด็กได้

ข้อดีของสารกันยุงตามธรรมชาติคือไม่มีสารเคมีเจือปนและยิ่งถ้ามาในรูปแบบของแผ่นแปะ นอกจากสะดวกในการใช้งานแล้ว ยังลดความเสี่ยงจากการทายาที่ต้องสัมผัสผิวโดยตรงจนอาจระคายเคืองผิวลูกน้อยด้วย แผ่นแปะสามารถติดบนเสื้อผ้า เครื่องใช้หรือบริเวณที่ต้องการได้เลย ประสิทธิภาพในการป้องกันยุงก็ยาวนานประมาณ 6-8 ชั่วโมงค่ะ
 
 

รักลูก Community of The Experts

สนับสนุนการดูแลทุกครอบครัวโดย
3M Neoplast
ดูข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ http://bit.ly/Neoplast
 (พื้นที่เพื่อการโฆษณาและประชาสัมพันธ์)
 

7 ประโยชน์มหัศจรรย์ของการเรียนว่ายน้ำสำหรับลูกน้อยที่พ่อแม่ไม่เคยรู้!!

ใครว่าการเรียนว่ายน้ำเริ่มตั้งแต่ยังเป็นทารกและเด็กเล็กไม่ได้ค่ะ แท้จริงแล้วทารกและเด็กเล็กนั้นคุ้นเคยกับน้ำและสภาวะการอยู่ในน้ำตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ดังนั้นการเรียนว่ายน้ำตั้งแต่ทารกและเด็กเล็กจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด หากแต่คุณพ่อคุณแม่ต้องระวังเรื่องการเลือกสระว่ายน้ำให้เหมาะสม เพราะทารกและเด็กเล็กนั้นยังมีสภาพร่างกายที่อ่อนแอและบอบบางอยู่  สระว่ายน้ำที่เหมาะสมกับทารกและเด็กเล็กควรเป็น "สระน้ำเกลือ" เพราะจะไม่ทำอันตรายต่อเยื่อบุตา ฟันอ่อน และผิวของเด็ก "สระน้ำอุ่น" ที่มีการควบคุมอุณหภูมิระหว่าง 30-33 องศา ซึ่งได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่าเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดกับทารกและเด็กเล็กที่จะอยู่ในน้ำในระยะเวลาประมาณ 30-45 นาที และเป็น "สระน้ำในร่ม" เพื่อป้องกันอันตรายจากแสงแดด มลภาวะ และสภาพอากาศนะคะ


คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเด็กควรเริ่มเรียนว่ายน้ำเมื่อมีอายุตั้งแต่ 3 ขวบขึ้นไป สาเหตุที่เข้าใจแบบนั้นเป็นเพราะโดยธรรมชาติแล้ว กล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็กของมนุษย์จะแข็งแรงและสามารถประคองตัวอยู่ในน้ำได้โดยไม่ต้องมีการช่วยเหลือเมื่อมีอายุประมาณ 3 ขวบ อย่างไรก็ตาม ได้มีผลงานวิจัยทางวิชาการจากสถาบันเพื่อการวิจัยทางการศึกษา มหาวิทยาลัย Griffith ประเทศออสเตรเลีย (ปี 2016) ระบุว่า "แท้จริงแล้วมนุษย์นั้นสามารถเริ่มเรียนว่ายน้ำได้ตั้งแต่อายุ 4 เดือน (หรือเมื่อคอแข็ง) โดยทารกและเด็กเล็กที่มีโอกาสเรียนว่ายน้ำตั้งแต่เล็กจะมีพัฒนาการที่ยั่งยืนกว่าทารกและเด็กเล็กในวัยเดียวกันที่ไม่ได้เรียนว่ายน้ำ"

ซึ่งประโยชน์ของการเรียนว่ายน้ำทารกและเด็กเล็กนั้นมีนานับประการดังนี้


1.    ช่วยพัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ
พัฒนาการแรกเริ่มของทารกและเด็กเล็กนั้น จะเป็นพัฒนาการด้านความรู้สึกและอารมณ์ ประสาทสัมผัสแรกที่ทารกและเด็กเล็กรับรู้นั้นจะเกิดขึ้นผ่านทางผิวสัมผัส ซึ่งการที่ทารกและเด็กได้อยู่ในน้ำจะทำให้เกิดการกระตุ้นการรับรู้และการสัมผัสตลอดเวลา ส่งผลให้มีอารมณ์ดี สดใสร่าเริง และด้วยอุณหภูมิที่เหมาะสมของน้ำจะช่วยลดอาการใจร้อน ขี้หงุดหงิด ขี้โมโหอาละวาดให้ผ่อนคลายลง มีความสุข มั่นใจ ไม่กลัวคนแปลกหน้า กล้าแสดงออก และมีสมาธิเหมาะสำหรับการเรียนการสอนหรือให้ความรู้ต่างๆ

2.    ช่วยพัฒนาการด้านสมองและสติปัญญา
พัฒนาการลำดับต่อไปเป็นพัฒนาการด้านการสร้างกิ่งสมองสำหรับการเรียนรู้และการจดจำ สติปัญญาในการรับฟังและปฏิบัติตามคำสั่ง ตลอดระบบความสัมพันธ์ของสมองและอวัยวะทุกส่วนให้ทำงานประสานกัน ทารกและเด็กเล็กที่อยู่ในน้ำนั้น ร่างกายจะเคลื่อนที่และสมองจะถูกกระตุ้นตลอดเวลา จึงทำให้สมองพัฒนาเร็วกว่าทารกและเด็กเล็กในวัยเดียวกันที่ไม่ได้เรียนว่ายน้ำถึง 2 เดือนในปีแรก และทุกๆ ครึ่งปีในปีต่อๆ ไป

3.    ช่วยพัฒนาการด้านร่างกายและกล้ามเนื้อทุกส่วน
การออกกำลังกายในน้ำจะใช้พลังมากกว่าบนบกถึง 4 เท่า ถือเป็นการบริหารกล้ามเนื้อทุกส่วนทั้งกล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็กให้แข็งแรง  ดังนั้นทารกและเด็กเล็กที่เรียนว่ายน้ำจะสามารถนั่ง คลาน ตั้งไข่ ยืน เดิน ได้เร็วและมั่งคงกว่าทารกและเด็กเล็กในวัยเดียวกันที่ไม่ได้เรียนว่ายน้ำ

4.    ช่วยเจริญอาหาร หลับง่าย หลับสนิท และหลับนานขึ้น
เนื่องจากการว่ายน้ำต้องใช้พลังมาก ส่งผลให้ทารกและเด็กเล็กจะรู้สึกอยากอาหารมากขึ้น และเมื่อถึงเวลานอน ก็จะหลับง่าย หลับสนิท หลับลึก จึงเป็นการกระตุ้นฮอร์โมนแห่งการเจริญเติบโต (Growth Hormone) ให้ทำงานได้ดีขึ้น ทำให้ร่างกายเจริญเติบโต แข็งแรง สมบูรณ์และสมวัย

5.    ช่วยให้ไม่กลัวน้ำ มีทัศนคติที่ดีต่อน้ำ และเสริมสร้างจินตนาการ
ความรู้สึกที่เป็นอิสระเมื่ออยู่ในน้ำจะช่วยแสดงความเป็นตัวตนของทารกและเด็กเล็กได้ง่ายขึ้น ด้วยสภาวะที่มีน้ำห้อมล้อมอยู่รอบตัว จะทำให้ทารกและเด็กเล็กรู้สึกสนุก สบาย ผ่อนคลาย ปลดปล่อย และมีจินตนาการต่างๆ เช่นจินตนาการว่าตัวเองเป็นปลา เป็นนางฟ้า เป็นซูเปอร์ฮีโร่ หรือแม้แต่คิดว่ากำลังล่องลอยอยู่ในอวกาศ

6.    ช่วยจดจำการเคลื่อนไหวไปจนโต
การที่ได้เรียนว่ายน้ำตั้งแต่เล็กๆ อย่างต่อเนื่อง จะทำให้เกิดการจดจำทักษะการว่ายน้ำที่สำคัญทั้ง 4 ทักษะ ได้แก่ 1.) ทักษะการกลั้นหายใจในน้ำ 2.) ทักษะการลอยตัวในน้ำ 3.) ทักษะการเคลื่อนที่ในน้ำอย่างถูกต้อง และ 4.) ทักษะการเอาตัวรอดในน้ำ ทักษะเหล่านี้จะเป็นทักษะที่ติดตัวไปตลอดชีวิต เมื่อเกิดอุบัติเหตุทางน้ำ ก็จะสามารถเอาตัวรอดได้ รวมถึงสามารถช่วยผู่อื่นได้อย่างถูกวิธีอีกด้วย

7.    ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีในครอบครัว
การเรียนว่ายน้ำสำหรับทารกและเด็กอายุตั้งแต่ 4 เดือน - 3 ขวบนั้น ต้องอาศัยคุณพ่อคุณแม่เป็นส่วนสำคัญที่สุดในการร่วมกิจกรรมการเรียนการสอน เนื่องจากเด็กยังไม่สามารถอยู่ในน้ำได้เพียงลำพัง คุณพ่อคุณแม่ต้องทำหน้าที่เป็นผู้ดูแล คอยพยุง ประคอง ให้กำลังใจ สร้างแรงบันดาลใจ และสนุกไปพร้อมกัน  คุณพ่อคุณแม่เป็นบุคคลที่ทารกและเด็กเล็กให้ความเชื่อใจที่สุด การสัมผัสของคุณพ่อคุณแม่จะช่วยลดความกลัวของทารกและเด็กเล็กลงได้ นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความอบอุ่น ความมั่นใจ และความรู้สึกปลอดภัยให้กับทารกและเด็กเล็กอีกด้วย


เมื่อทราบแล้วว่าการเรียนว่ายน้ำนั้นเป็นกิจกรรมแรกและกิจกรรมเดียวที่ทารกและเด็กเล็กสามารถทำได้ และมีประโยชน์มหาศาล คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมพิจารณาและให้ความสำคัญกับการเลือกสระว่ายน้ำให้ทารกและเด็กเล็ก สระว่ายน้ำที่ดีนั้นควรถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อใช้สำหรับการเรียนการสอนสำหรับทารกและเด็กเล็กโดยเฉพาะ มีหลักสูตรที่เห็นผลและสามารถวัดผลได้จริง คุณครูผู้สอนมีคุณภาพและมีความสามารถในการถ่ายทอดหลักสูตรได้ รวมถึงเรื่องความสะอาดและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ได้มาตรฐาน เพื่อสร้างความมั่นใจในการสร้างเสริมพัฒนาการที่ดีที่สุดให้กับทารกและเด็กเล็ก

รับชมภาพกิจกรรมการเรียนการสอน การให้บริการ สถานที่ และสิ่งอำนวยความสะดวกของ Swimming Kids Thailand ได้ที่ 

 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เข้าชมสถานที่ ทดลองเรียน หรือสมัครเรียน กรุณาติดต่อ Swimming Kids Thailand

โทร. 093-964-6399
www.สอนว่ายน้ำเด็ก.com
www.swimmingkidsthailand.com

(พื้นที่เพื่อการโฆษณาและประชาสัมพันธ์)

 

Denla British School โรงเรียนนานาชาติที่ตอบโจทย์ครอบครัวไทย


 

Denla British School โรงเรียนนานาชาติที่ตอบโจทย์ครอบครัวไทย

 

“เด็กที่มีความสุขมักจะประสบความสำเร็จในการเรียน”


นี่คือความเชื่อมั่นจากทีมผู้บริหารที่มีประสบการณ์การบริหารในเครือโรงเรียนเด่นหล้ามาอย่างยาวนาน ด้วยความตั้งใจแรกที่ต้องการหาโรงเรียนนานาชาติหลักสูตรดีๆให้ลูกหลาน และตอบสนองความต้องการของพ่อแม่ในยุคปัจจุบันที่มีความต้องการเดียวกัน  Denla British School จึงถือกำเนิดขึ้น

โรงเรียนนานาชาติ Denla British School ใช้หลักสูตรการศึกษาแบบโรงเรียนเอกชนอังกฤษ ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 60 ไร่ บนถนนราชพฤกษ์ เป็นโรงเรียนลำดับที่ 3 ในเครือโรงเรียนเด่นหล้า

 

Independent School หลักสูตรที่ดีที่สุดจากประเทศอังกฤษ


หลักสูตรการศึกษาของ DBS เป็นแบบโรงเรียนเอกชนของอังกฤษ (Independent School) ซึ่งเป็นโรงเรียนส่วนน้อย แต่มีคุณภาพคับแก้ว จากประเทศที่ได้ชื่อว่ามีหลักสูตรที่ดีที่สุดหลักสูตรหนึ่งของโลกในปัจจุบัน

ทั้งนี้เนื่องจาก Independent School ต้องใช้ทรัพยากรค่อนข้างมาก ใช้เวลานานในการสร้างเด็ก เพราะเป็นโรงเรียนที่พยายามสร้างเด็กให้สมบูรณ์แบบครบถ้วนทุกๆ ส่วน ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย จิตใจ และความรู้
 


 
เด็กที่ผ่านระบบการศึกษาของ Independent School จะถูกพัฒนาตามความถนัดและความชอบของพวกเขาเอง โดยคุณครูจะเจาะจงเป็นรายบุคคลหรือสอนเป็นกลุ่มย่อย ซึ่งไม่ได้เน้นเฉพาะเนื้อหาวิชาการเท่านั้น แต่ยังเน้นส่งเสริมและพัฒนาทักษะด้านกีฬา ดนตรี รวมถึงทักษะด้านอื่นๆ ตามความถนัดของเด็กๆ เพื่อให้เขาค้นหาตัวเองเจอหรือค้นพบตัวเอง
 

 


 
จุดเด่นที่แตกต่างของโรงเรียนนานาชาติDBS

ความแตกต่างของ DBS ที่ทำให้กลายเป็นจุดเด่นที่น่าสนใจ หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นจุดแข็งของที่นี่เลยก็ว่าได้ คือ

1. DBS ใช้รูปแบบการเรียนการสอนจากโรงเรียนเอกชนชั้นนำในประเทศอังกฤษ ที่มีความโดดเด่นทั้งด้านวิชาการและกิจกรรม มาปรับปรุงให้เข้ากับบริบทของสังคมไทย (Enhanced British Curriculum) หลักสูตรนี้มีการเสริมภาษาจีนและภาษาไทยเข้าไปในหลักสูตรอังกฤษเพื่อให้เข้ากับความต้องการของโลกอนาคต

2. มีความเข็มแข็งด้านวิชาการ การส่งเสริมให้เด็กนักเรียนมีสัมฤทธิผลทางวิชาการเต็มศักยภาพตามลักษณะและความถนัดเป็นรายบุคคล (Academic Excellence for All)

3. การปลูกฝังทักษะความเป็นนักคิด ผู้ประกอบการและเจ้าของธุรกิจ (Creative Thinking and Entrepreneurship) เป็นทักษะที่ฝึกให้เด็กโตไปอย่างมี มีความกล้าหาญในการตัดสินใจและลงมือทำ ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นในอนาคต อีกทั้งยังเป็นตัวช่วยให้เด็กๆ ตามหาตัวเองให้เจอว่าเขาชอบอะไร และ DBS จะเป็นผู้สนับสนุนเด็กๆ เอง

4. การปลูกฝังเรื่องภาษาไทย และวัฒนธรรมไทยอันดีงามให้กับนักเรียน (Community and Global Perspective)  เด็กนักเรียนที่ DBS จะเรียนรู้เรื่องของคุณค่าความเป็นคนไทยที่แท้จริง รู้จักคุณค่าของคนไทย มีความอ่อนน้อมถ่อมตน มีสัมมาคารวะ และมีน้ำใจ ซึ่งเป็นคุณสมบัติของคนไทยที่ทั่วโลกต่างให้การยอมรับ
  
 

ผศ.ดร. ต่อยศ ปาลเดชพงศ์ กรรมการบริหารโรงเรียนนานาชาติ Denla British School (DBS) 
 
5. ชั่วโมงเรียนที่มากกว่าได้เปรียบ

จุดเด่นของ Independent School คือมีระบบจัดการเรียนการสอนแบบ Extended Day ชั่วโมงเรียนที่นี่จึงมีมากกว่า คือเรียนตั้งแต่ 8 โมงเช้า เลิก 16.50 น. ตั้งแต่ Year 3 (เทียบเท่าชั้นประถมศึกษาปีที่ 2) ขึ้นไป คือการเพิ่มการเรียนการสอนออกไปอีก 1.5 ชั่วโมงโดยผู้ปกครองไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม


ซึ่งชั่วโมงเรียนที่เพิ่มขึ้นเป็นช่วงเวลาที่เด็กๆ จะได้เลือกทำกิจกรรมต่างๆ ที่ตนเองสนใจ ไม่ว่าจะเป็น ดนตรี กีฬา ศิลปะ หรือกิจกรรมอื่นๆ โดยมีคุณครูและโรงเรียนเป็นผู้สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพและทักษะของเด็กๆไปในทิศทางที่ถูกต้อง

 
การมีเวลาเรียนที่ยาวกว่า ทำให้สัมฤทธิผลในการเรียนแต่ละวิชาของนักเรียนมีพัฒนาการที่ดีอย่างเห็นได้ชัด นักเรียน DBS ได้มีโอกาสเข้าแข่งขันรายการ World Scholar’s Cup และคว้ารางวัลเหรียญทองในสาขาวิทยาศาสตร์และ Top Scholar อีกด้วย เรียกว่าตรงนี้ตอบโจทย์ในเรื่องการพัฒนาทักษะของเด็กนักเรียนได้เป็นอย่างดี

6. อาคารสถานที่โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบโรงเรียนโดยเฉพาะ

หัวใจหลักของระบบ Independent School คือการให้ความสำคัญกับความถนัดและความชอบของเด็ก ถ้าเด็กชอบสนใจอะไร โรงเรียนจะต้องมีความสามารถในการสนับสนุนแล้วก็รองรับได้ เพราะฉะนั้นการออกแบบอาคารสถานที่ของ DBS จึงต้องมีความหลากหลาย เพื่อรองรับความต้องการในการพัฒนาทักษะที่หลากหลายของนักเรียนนั่นเอง

ดังนั้นการออกแบบของที่นี่จำเป็นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบโรงเรียนโดยเฉพาะ ไม่ใช่แค่การมีห้องเรียนที่ทันสมัยเพียงพอต่อจำนวนนักเรียนเท่านั้น แต่ยังต้องมีพื้นที่เพื่อรองรับความต้องการในการพัฒนาทักษะสำคัญที่หลากหลายของนักเรียน อาทิ สนามกีฬาอเนกประสงค์ ลู่วิ่ง 400 เมตร สนามเทนนิส สระว่ายน้ำมาตรฐาน โรงละคร และหอประชุมใหญ่ (Auditorium) ทั้งหมดนี้เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียนทั้งด้านวิชาการและทักษะสำคัญเพื่อใช้ต่อยอดความสำเร็จของพวกเขาในอนาคต

 
7. คุณครูมีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี

เพราะคุณครูไม่ใช่แค่ผู้สอนหนังสือ หากแต่ครูคือบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณสมบัติครบถ้วน จบการศึกษาเฉพาะทาง มีความพร้อมและความตั้งใจจริง มี Passion กับการจัดการเรียนการสอน เรียกว่าเป็นครูโดยแท้จริง ที่ DBS มีกระบวนการคัดเลือกครูที่ดี ดังนั้นครูที่ DBS จะต้องมีประสบการณ์ในการสอนอย่างน้อย 2 ปีเป็นขั้นต่ำ แต่ ณ ปัจจุบันคุณครูของที่นี่มีประสบการณ์เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 10 ปี เพราะฉะนั้นถึงแม้จะเป็นโรงเรียนที่เพิ่งเปิดใหม่ แต่คุณภาพของคุณครูก็คับแก้ว  

 
8. ความสะอาดปลอดภัย มาตั้งแต่เริ่มก่อสร้างอาคาร

มาตรการรักษาความปลอดภัย การรักษาความสะอาด เรื่องสุขลักษณะภายในโรงเรียนเป็นอีกสิ่งที่ DBS ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เริ่มตั้งแต่การออกแบบโรงเรียน หากมีการออกแบบที่ดีและเหมาะสม จะลดปัญหาเกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยและสุขอนามัยต่างๆ ไปได้เกือบครึ่ง

นอกจากนี้คณะครู และเจ้าหน้าที่เองต่างก็ต้องมีความเข้าใจการใช้งาน เข้าใจกระบวนการดูแลเรื่องความปลอดภัย มีองค์ความรู้ และพร้อมที่จะพัฒนาเพิ่มเติมด้วย ซึ่งครูและเจ้าหน้าที่จะต้องผ่านการอบรมเรื่องของความปลอดภัยและสุขอนามัยของเด็กด้วย


9. เติบโตต่อไปอย่างมั่นคง  

ด้วยหลักสูตรการศึกษาที่ต้องใช้เวลาในการพัฒนานักเรียน ดังนั้น DBS จึงเลือกที่จะเปิดเฉพาะชั้นเด็กเล็กก่อนในปีแรก ปัจจุบันนี้ DBS เปิดรับตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาล (Pre-EY) จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (Year 9) และจะทยอยเปิดไปเรื่อยๆ จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (Year 13) ซึ่งวิธีนี้เองทำให้เด็กที่เข้ามาค่อยๆ ทยอยเติบโตไปกับโรงเรียน เรียนรู้วัฒนธรรมของ DBS เรียนรู้วิธีการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ในแบบ DBS ซึ่งก็จะทำให้เด็กนักเรียนค่อยๆ ปรับตัวเข้ากับระบบของ Independent School ที่ส่งเสริมให้เด็กนักเรียนพัฒนาศักยภาพตามที่ และพึ่งพาตนเองได้

นับจากปี 2017 ซึ่งเป็นปีการศึกษาแรกของ DBS เริ่มต้นด้วยจำนวนนักเรียนเพียง 150 คน จากนั้นก็มีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันในปีการศึกษาที่ 3 DBS มีนักเรียนประมาณ 400 คน นับว่ามีการเติบโตค่อนข้างรวดเร็ว แต่กระนั้นก็ยังคงอยู่ในการควบคุมตนเองถนัด และมีการจัดการอย่างเหมาะสม ด้วยผู้บริหารเอง เชื่อมั่นว่าด้วยวิธีการที่ค่อยๆ โตไปทีละปีการศึกษา จะทำให้เด็กมีความพร้อมมากขึ้น ขณะเดียวกันทีมงานในการบริหารจัดการก็จะทำงานได้ดียิ่งขึ้นด้วย

นอกจากความสำเร็จทางด้านพัฒนาศักยภาพของนักเรียนทางด้านต่างๆ DBS ได้รับการรับรองการเป็นสมาชิกจากสมาคมโรงเรียนนานาชาติแห่งประเทศไทย (International School Association of Thailand - ISAT) และ สถาบัน CIS (Council of International School) หนึ่งในสถาบันชั้นนำของการประเมินคุณภาพและรับรองมาตรฐานทางการศึกษาของโรงเรียนนานาชาติที่ใช้หลักสูตรอังกฤษทั่วโลก
 
ดร. เต็มยศ ปาลเดชพงศ์ กรรมการบริหารโรงเรียนนานาชาติ Denla British School (DBS)
 
 
 
ถ้าการศึกษาคือการลงทุน มันก็คุ้มค่าแล้วค่ะที่จะให้ลูกเรียนที่ DBS 
 
สนใจเยี่ยมชมโรงเรียน

โรงเรียนนานาชาติเด่นหล้า บริติช สคูล (DBS)
58 หมู่ 2 ถนนราชพฤกษ์
ต. อ้อมเกร็ด อ. ปากเกร็ด จ. นนทบุรี 11120
Map: https://maps.app.goo.gl/ZXrhcHWT5N6WGCWZ6
โทร. 02-666-1933

เวลาทำการ จันทร์-เสาร์
9.00 น. – 16.00 น.  

Email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
 




 

English Weekend School โปรแกรมเสริมภาษาอังกฤษสุดเจ๋งจาก St. Stephen's International School, Bangkok

โรงเรียนสอนภาษา, โรงเรียนนานาชาติ, โรงเรียนนานาชาติ St. Stephen's, St. Stephen's International School Bangkok, สถาบันสอนภาษาอังกฤษ, คอร์สเรียนภาษาอังกฤษ
คุณพ่อคุณแม่คิดว่าการส่งลูกเรียนภาษาอังกฤษสักคอร์สนั้นเราต้องจ่ายเงินเท่าไหร่คะ ยิ่งถ้าเรียนกับสถาบันสอนภาษาที่มีชื่อเสียงด้วยแล้ว ไม่อยากจะคำนวณรายจ่ายเลยใช่มั้ยคะ

แต่ English Weekend School ที่ St. Stephen's International School, Bangkok นั้นนอกจากจะการันตีด้วยการเป็นเจ้าของภาษาแล้ว บรรยากาศการเรียนภาษาอังกฤษที่นี่ยังเอื้อให้เด็กๆ รักการเรียน มีความสุข สนุกกับภาษา และคุณครูเองก็ช่างสร้างสรรค์กิจกรรมและวิธีการสอนแบบใหม่เสมอ แต่ละห้องมีการจำกัดจำนวนนักเรียนเพื่อให้คุณครูสามารถสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเด็กๆ ก็จะไม่เครียดจนเกินไป

ที่น่าประทับใจคือ เด็กๆ มีช่วงพักเบรกด้วยค่ะ เรียนเสร็จก็ลงมารับประทานอาหารว่าง วิ่งเล่นในสนามเด็กเล่นกับเพื่อนๆ ในขณะที่คุณพ่อคุณแม่เองก็สามารถนั่งรอลูกได้ทั้งในและนอกอาคารแบบชิลๆ สบายๆ เลยค่ะ

ใครสนใจสามารถพาลูกวัย 3-5 ปีไปทดลองเรียนฟรีได้ค่ะ ส่วนน้องๆ ที่อายุ 6-15 ปี ก็ลองเข้าไปทดสอบภาษาอังกฤษฟรีก่อนได้เลย ส่วนอัตราค่าเรียนที่ได้เกริ่นไว้แต่แรกนั้น ขอบอกว่าคุ้มมากๆ 1 คอร์สเรียน 40 สัปดาห์ / ต่อปี และค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 36,000 บาท หรือจะแบ่งจ่าย 18,000 บาท/ 20 สัปดาห์ ก็ได้นะคะ

English Weekend School เปิดสอนทุกวันเสาร์ภาคเช้าเวลา 9.00-12.00 น. ภาคบ่ายเวลา 13.00-16.00 น. และวันอาทิตย์เปิดแค่ภาคเช้าเวลา 9.00-12.00 น. 

สนใจสอบถามรายละเอียดโทร. 02-513-0270 หรือเยี่ยมชมเว็บไซด์ได้ที่ http://www.ststephen.ac.th

 






 

Happy Bites Crunchy Snack ขนมข้าวอบกรอบออร์แกนิก เคี้ยวเพลินอร่อยทุกคำ

 

ขนมเด็ก, ขนมอบกรอบ, ขนมสำหรับเด็ก, ขนมเด็ก 6 เดือน, ขนมเด็ก 8 เดือน, ขนมเด็ก 1 ขวบ, ขนมออร์แกนิค, happy bite, รีวิวขนมเด็ก

 

คุณพ่อคุณแม่บ้านไหนกำลังมองหา ขนมให้ลูกทานได้แบบไม่รู้สึกผิดทานแล้วยังได้รับประโยชน์มาทางนี้เลย ขนมตัวใหม่ล่าสุดจากแบรนด์ Happy Bites ที่ใช้ข้าวหอมมะลิออร์แกนิก มาทำในรูปแบบขนมอบกรอบเคี้ยวกันเพลิน ๆ กับสองรสชาติที่ทานง่ายทั้งคู่จนเลือกไม่ถูกว่าจะให้ตัวไหนเป็น Favorite ในดวงใจเลยค่ะ






6212 3

 

มากับรสชาติ Milky Mixed Berry และ Yoghurt Strawberry ที่ไม่ได้มีดีแค่รสชาติอร่อยอย่างเดียวนะคะ แต่ยังอัดแน่นไปด้วยประโยชน์ล้นกล่อง วิตามินบี 1 ,วิตามินบี 2 ,ไนอะซิน ,วิตามินดี ,สังกะสี ,ธาตุเหล็ก ขนมตัวนี้เหมาะสำหรับเด็กวัย 3 ปีขึ้นไป

และอีกหนึ่งจุดเด่นของขนม Happy Bites คือความใส่ใจในทุกส่วนผสม เพราะปราศจากกลูเตนจากแป้งสาลี ไม่มีส่วนผสมของถั่วเปลือกแข็ง ไม่ใส่ผงชูรส และไม่ใส่วัตถุกันเสีย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่วางใจได้เลยขนม Happy Bites ยังปลอดภัยผ่านการผลิตที่ได้มาตรฐาน ได้รับเครื่องหมาย Halal มั่นใจได้ทั้งเรื่องคุณภาพและความสะอาดอีกตัวเลือกที่อยากให้ได้ลอง

6212 4

 

Milky Mixed Berry (มิลค์กี้ มิกซ์เบอร์รี่) ที่ใส่ส่วนผสมของตระกูลเบอร์รี่เข้ากับข้าวหอมมะลิออร์แกนิก เป็นรสชาติที่ทานง่ายเข้ากัน ไม่หวานเกินไปจะได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากผงราสเบอร์รี่และผงบลูเบอร์รี่ แทรกในทุกคำที่ทานสำหรับเด็กบ้านไหนที่ชอบบลูเบอร์รี่ขอแนะนำรสชาตินี้เลยค่ะ

6212 5

 

Yoghurt Strawberry (โยเกิร์ต สตรอว์เบอร์รี) เป็นรสที่มีความหอมของกลิ่นสตรอว์เบอร์รี่และโยเกิร์ต ซึ่งจับคู่กันแล้วรสชาติลงตัวเด็ก ๆ กินง่ายตัวข้าวหอมมะลิที่เป็นส่วนผสมหลัก ช่วยทำให้รสชาติกลมกล่อมกำลังดี

6212 6

 

ลักษณะของขนมมาในรูปแบบทรงกลม ซึ่งช่วยสร้างพัฒนาการที่ดีในด้านการหยิบจับ การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก เด็ก ๆ จับถนัดมือและเพื่อให้ตัวขนมยังคงความอร่อยแบบเต็มเปี่ยม แนะนำให้เก็บไว้ในอุณหภูมิห้อง ถ้าหากเปิดซองทิ้งไว้ควรทานให้หมดภายใน 7 วันนะคะ 1 กล่องแบ่งทานได้หลายมื้อหรือคุณพ่อคุณแม่บ้านไหนอยากเพิ่มความสนุกให้เด็ก ๆ สามารถนำมาจับคู่กับผลไม้ที่ลูกชอบได้เลยค่ะ นอกจากเด็กจะสนุกกับการกินยังได้ความอร่อยและมีคุณค่าทางสารอาหารอีกด้วย

 

  • ขนม Happy Bites 1 กล่องบรรจุ 5 ซอง มี (2 ชิ้น/ซอง) ราคา 59 บาท
  • สามารถหาซื้อได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ต CJ More , Tops , The Mall

 

6212 7

Happy Bites Munchies ขนมข้าวหอมมะลิอบกรอบรูปกระดุม หยิบง่าย  ประโยชน์เยอะ

ขนมสำหรับเด็ก, ขนมเด็ก, Happy Bites Munchies, อาหารว่างสำหรับเด็ก, อาหารเด็ก 6 เดือน, ขนมเด็กทารก, ขนมเด็ก 1 ขวบ, ขนมเด็กเล็ก, ขนมข้าวหอมมะลิ

Happy BitesMunchies ขนมข้าวหอมมะลิอบกรอบรูปกระดุม หยิบง่าย  ประโยชน์เยอะ

หนักใจมั้ยคะแม่ เวลาเลือกขนมให้ลูกแล้วกังวลว่าบนฉลากจะมีปริมาณน้ำตาลกับโซเดียมสูง หรือบางประเภทก็เป็นขนมทอดกรอบที่มีน้ำมันเยอะพอสมควร แล้วพอจะห้ามลูกกินขนมก็โดนเบะใส่เเล้วหนึ่ง ทีนี้แม่ก็ว้าวุ่นเลย เพราะต้องหาขนมสำหรับเด็กที่ทั้งอร่อยและมีประโยชน์ให้ลูกด้วย  

โชคดีมีคนแนะนำขนม Happy Bites Munchies มาให้ลองชิม อยากบอกว่าลูกชอบมากค่ะแม่

ขนมเด็ก Happy Bites Munchies ผ่านวิธีการอบกรอบ ไม่ทอดในน้ำมัน ทำให้ได้ประโยชน์และรสธรรมชาติจากข้าวหอมมะลิเต็ม ๆ ชิ้น ขนมเป็นรูปกระดุม ขนาดเล็กพอดีกับมือเด็กเลยค่ะ เหมาะสำหรับเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป หยิบจับสะดวก เสริมพัฒนาการด้านการหยิบจับ พกพาก็ง่าย แต่มีคำแนะนำว่าหลังเปิดซองแล้วให้เก็บในอุณหภูมิห้องและควรให้ลูกกินให้หมดภายใน 7 วันนะคะ

ขนมสำหรับเด็ก, ขนมเด็ก, Happy Bites Munchies, อาหารว่างสำหรับเด็ก, อาหารเด็ก 6 เดือน, ขนมเด็กทารก, ขนมเด็ก 1 ขวบ, ขนมเด็กเล็ก, ขนมข้าวหอมมะลิ

แบบกล่อง เป็นขนาดมินิ ด้านในบรรจุด้วยถุงฟอยล์อีกชั้นนึง แพ็กเกจน่ารัก พกพาสะดวก

 

ขนมสำหรับเด็ก, ขนมเด็ก, Happy Bites Munchies, อาหารว่างสำหรับเด็ก, อาหารเด็ก 6 เดือน, ขนมเด็กทารก, ขนมเด็ก 1 ขวบ, ขนมเด็กเล็ก, ขนมข้าวหอมมะลิ

แบบซองซิปหยิบง่ายกินง่ายเก็บรักษาสะดวก  เสริมพัฒนาการให้ลูกได้ทุกที่ทุกเวลาเลยค่ะ

ขนมสำหรับเด็ก, ขนมเด็ก, Happy Bites Munchies, อาหารว่างสำหรับเด็ก, อาหารเด็ก 6 เดือน, ขนมเด็กทารก, ขนมเด็ก 1 ขวบ, ขนมเด็กเล็ก, ขนมข้าวหอมมะลิ

ขนม Happy Bites Munchies มีให้เลือก 2 รส คือรสกล้วยและฟักทอง กับ รสราสเบอร์รี่และบีทรูท รสราสเบอร์รี่ และบีทรูท เนื้อขนมมีสีชมพูอมม่วง รสชาติเปรี้ยวนิด ๆ หอมกลิ่นเบอร์รี่อ่อน ๆ ใช้กลิ่นราสเบอร์รี่และผงบีทรูทจากธรรมชาติ ไม่ใส่สีผสมอาหาร แม่แอดมินแอบชิมไปแล้วอร่อยดีค่ะ 

ขนมสำหรับเด็ก, ขนมเด็ก, Happy Bites Munchies, อาหารว่างสำหรับเด็ก, อาหารเด็ก 6 เดือน, ขนมเด็กทารก, ขนมเด็ก 1 ขวบ, ขนมเด็กเล็ก, ขนมข้าวหอมมะลิ

รสกล้วยและฟักทอง เนื้อขนมเป็นสีเหลืองนวลได้รสธรรมชาติของฟักทองและมีกลิ่มกล้วยหอมชัดเจน ตัวนี้แม่แอดมินแนะให้หาอะไรเพิ่มรสชาติเช่นแยมแบบน้ำตาลน้อยหรือทานคู่กับผลไม้สดนะคะ จะได้อร่อยมากขึ้นค่ะ

ที่สำคัญทั้ง 2 รสชาติไม่มีกลูเต็นที่ทำให้แพ้ และยังมีวิตามิน B ช่วยเรื่องระบบประสาทในเด็ก ไม่มีผงชูรส ไร้ส่วนผสมของไข่ ถั่วและ นมวัว สำหรับเด็กที่แพ้ เนื้อขนมละลายง่าย ไม่ติดคอ สามารถให้เด็ก ๆ กินเป็นอาหารเสริมระหว่างมื้อได้

ขนมสำหรับเด็ก, ขนมเด็ก, Happy Bites Munchies, อาหารว่างสำหรับเด็ก, อาหารเด็ก 6 เดือน, ขนมเด็กทารก, ขนมเด็ก 1 ขวบ, ขนมเด็กเล็ก, ขนมข้าวหอมมะลิ

Happy Bites Munchies มีเครื่องหมายฮาลาล รับรองด้วยค่ะ

ขนมสำหรับเด็ก, ขนมเด็ก, Happy Bites Munchies, อาหารว่างสำหรับเด็ก, อาหารเด็ก 6 เดือน, ขนมเด็กทารก, ขนมเด็ก 1 ขวบ, ขนมเด็กเล็ก, ขนมข้าวหอมมะลิ

ถ้ากลัวว่าลูกจะเบื่อหรือไม่ชอบ หน้าซองก็มีแนะนำวิธีการกินที่สนุกขึ้น ให้แม่ ๆ ปรับใช้กับลูกได้เลยค่ะ  กินคู่นมสดเป็นมื้อเช้าแทนซีเรียล พร้อมผลไม้สดที่ลูกชอบ ก็อร่อยนะคะ

ขนมสำหรับเด็ก, ขนมเด็ก, Happy Bites Munchies, อาหารว่างสำหรับเด็ก, อาหารเด็ก 6 เดือน, ขนมเด็กทารก, ขนมเด็ก 1 ขวบ, ขนมเด็กเล็ก, ขนมข้าวหอมมะลิ

ประกบคู่กันแบบแซนด์วิช ทาแยมผลไม้สูตรน้ำตาลน้อยที่แม่ทำเองหรือจะเป็นผลไม้บดลงไปตรงกลาง ก็เพิ่มความอร่อยมากขึ้นค่ะ

ขนมสำหรับเด็ก, ขนมเด็ก, Happy Bites Munchies, อาหารว่างสำหรับเด็ก, อาหารเด็ก 6 เดือน, ขนมเด็กทารก, ขนมเด็ก 1 ขวบ, ขนมเด็กเล็ก, ขนมข้าวหอมมะลิ

หรือเติมน้ำอุ่น เป็นอาหารบดสำหรับเด็กวัยเริ่มอาหารเสริมก็อิ่มท้องสำหรับ 1 มื้อค่ะ แต่ไม่แนะนำให้ใช้เลี้ยงเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือนนะคะ 

 

เด็ก 1 ขวบขึ้นไปกำลังเป็นช่วงเข้าสู่วัยเรียนรู้ ชอบสัมผัส หยิบ จับ ค้นหา และมีพัฒนาการด้านร่างกายที่เจริญเติบโตเร็ว การเลือกขนมที่มีรูปทรงเรขาคณิตที่ขนาดพอดีมือจะช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อมัดเล็กของลูกได้เป็นอย่างดี Happy Bites Munchies ถือว่าตอบโจทย์แม่เลยค่ะ

ขนมสำหรับเด็ก, ขนมเด็ก, Happy Bites Munchies, อาหารว่างสำหรับเด็ก, อาหารเด็ก 6 เดือน, ขนมเด็กทารก, ขนมเด็ก 1 ขวบ, ขนมเด็กเล็ก, ขนมข้าวหอมมะลิ

แม่ ๆ ที่สนใจขนม Happy Bites Munchies สามารถสอบถามและสั่งซื้อได้ที่  

FB : Namchow Happy Bites

Line : @HappybitesTH