facebook  youtube  line

12 กิจกรรมสร้าง EF ให้ลูกวัยซน

EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF

วัย 2-3 ปี เป็นวัยที่เริ่มเข้าโรงเรียน มีการปรับตัวหลายอย่าง เจอสภาพแวดล้อมใหม่ๆ เจอผู้คนใหม่ๆ ลูกจะรู้จักควบคุมตัวเองได้มากขึ้น รู้จักรับผิดชอบงานที่ครูมอบหมาย และรู้จักคิดยืดหยุ่นเพื่อที่จะแก้ปัญหาได้ 
พ่อแม่สร้าง Self-Monitoring ให้ลูกได้

1. เล่นดนตรีกับลูก นอกจากเป็นการฝึกสมาธิแล้ว ยังช่วยฝึกทักษะการฟัง การพูดและภาษาของลูกด้วย

พัฒนา EF...Working Memory Focus/Attention และ Shift Cognitive Flexibility

2. อ่านซ้ำๆ ทำบ่อยๆ การอ่านหนังสือนิทาน โดยเฉพาะเรื่องใกล้ตัวให้ลูกฟังบ่อยๆ จะช่วยให้ลูกเกิดการจดจำและเกิดสมาธิ เพราะเด็กๆ จะชอบมองรูปในหนังสือและตั้งใจฟังพร้อมกับสนอกสนใจเรื่องนั้นๆ

พัฒนา EF...Working Memory และ Focus/Attention

3. วาดภาพตามใจปรารถนา ให้ลูกได้จดจ้องกับผลงานการสร้างสรรค์ของตนเอง ด้วยการแปะติดผนังหรือกำแพงบ้าน เพื่อให้ลูกเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจ เกิดเป้าหมายและการจดจ่อ ซึ่งเด็กๆ อาจจะอยากวาดรูปมาติดเพิ่มอีก หรือมีการพัฒนาฝีมือการวาดให้ดีขึ้นอีก

พัฒนา EF... Working Memory Focus/Attention Planning/Organizing Initiating และ Goal-directed Persistence

4. ต่อบล็อกไม้ ได้สมาธิ และยังได้เรียนรู้เรื่องของรูปทรง สี และจำนวน เป็นการฝึกพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ด้วย

พัฒนา EF...Working Memory Focus/Attention Planning/Organizing Initiating และ Goal- directed Persistence

5. สอนให้ลูกรู้จักรอคอย เมื่อต้องต่อคิว เข้าแถว หรือทำในสิ่งที่ทำไม่ได้ทันที พ่อแม่ห้ามแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมให้ลูกเห็น เช่น การแซงคิว แต่ควรปลูกฝังความมีระเบียบ รู้จักรอคอยให้กับลูกตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อเสริมสร้างระเบียบวินัยให้ลูกไปในตัว ซึ่งจะเป็นผลดีต่อไปในอนาคตของลูก

พัฒนาEF... Working Memory Inhibit Shift Cognitive Flexibility และ Emotional Control

6. เล่นบทบาทสมมติ ให้ลูกทำท่าทางตามที่พ่อแม่บอก เช่น หนูทำท่าหมีให้แม่ดูสิคะ หรือสั่งให้เขาจับอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย กิจกรรมนี้ช่วยฝึกเรื่องไหวพริบ การแยะแยะ และเรียนรู้เรื่องกิริยา การแสดงออกในท่าทางและอารมณ์ต่างๆ และฝึกความยืดหยุ่นทางความคิด

พัฒนา EF... Working Memory Inhibit Shift Cognitive Flexibility

7. ชวนลูกทำกับข้าวนอกจากจะได้เรียนรู้คำศัพท์ ฝึกลูกให้รู้จักหน้าที่ความรับผิดชอบแล้ว การให้ลูกเข้าครัวพร้อมพ่อแม่ ให้ล้างผัก เด็ดผัก ยังเป็นการฝึกสมาธิและการจดจ่อให้กับลูก

พัฒนา EF...Working Memory Focus/Attention และ Planning/Organizing

8. นักสำรวจน้อย ชวนลูกสำรวจสิ่งต่างๆ รอบตัว เพื่อกระตุ้นความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ เพราะสิ่งต่างๆ รอบตัวเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับลูก พ่อแม่ควรเข้าใจและสนับสนุนการสำรวจของลูก ซึ่งอาจเป็นไปตามสิ่งที่เขาคิดหรือสงสัย โดยช่วยให้ลูกได้ค้นพบและสำรวจด้วยตัวเอง ซึ่งอาจไม่ใช่สิ่งที่มีเหตุผล พ่อแม่แค่เพียงตอบคำถามลูก พร้อมกับกระตุ้นให้ลูกได้คิดต่ออย่างสร้างสรรค์ ที่สำคัญต้องเป็นไปอย่างสบายๆ ไม่ใช่ออกคำสั่งกับลูก

พัฒนา EF...Working Memory Focus/Attention Initiating Inhibit และ Planning/Organizing

9. ชวนลูกแยกแยะและจับคู่สิ่งของเช่น เสื้อผ้าของเขาเอง เวลาซักและตากแห้งแล้วให้ลูกช่วยแยกเสื้อผ้าและกางเกงออกจากกัน หรือเวลาล้างจานก็ให้ลูกช่วยแยกช้อนกับส้อมออกจากกัน ถ้าลูกรู้จักสีแล้วก็ให้แยกชุดหรือสิ่งของเป็นสีๆ ไป

พัฒนา EF...Working Memory Focus/Attention

10. ซ่อนของ 2 มือ ให้แม่ถือของเล่นชิ้นเล็กๆ ไว้ในมือ แล้วกำมือให้ลูกเห็นว่ามีของเล่นในมือไหนบ้าง แล้วส่งไปมาระหว่างมือซ้ายกับมือขวา เพื่อฝึกสายตา การสังเกต และจดจ่อของลูก

พัฒนา EF... Working Memory Focus/Attention และ Shift Cognitive Flexibility

11. ให้ลูกเล่นแป้งโดว์หรือดินน้ำมัน พ่อแม่อาจปั้นผลไม้หรือขนมสีคล้ายของจริง แต่ควรปล่อยให้ลูกปั้นตามจินตนาการ อาจหลากสีหลายรูปแบบได้ เช่น แอปเปิ้ลลูกหนึ่งมีทั้งสีแดง ม่วง เขียว เป็นต้น

พัฒนา EF...Working Memory Focus/Attention Initiating และ Shift Cognitive Flexibility

12. ทำทุกวันให้เป็นกิจวัตร พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี มีความสม่ำเสมอ จัดเก็บของให้เป็นระเบียบ และเมื่อลูกทำงานสำเร็จ ก็สร้างแรงใจด้วยรางวัลเล็กๆ น้อย หรือคำชื่นชม 

พัฒนา EF...Working Memory และ Inhibit


 

3 ทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF ที่เด็กยุคนี้ต้องมี แม่เตรียมพร้อมสารอาหาร MFGM ช่วยได้

 MFGM, Milk Fat Globule Membrane, สารอาหารในนมแม่, นมแม่ แม่ให้นม,  MFGM คืออะไร สำคัญยังไง, เลี้ยงลูกด้วยนมแม่, ทักษะสมอง EF, ความจำดี การจดจำ working memory, ความคิดยืดหยุ่น Cognitive Flexibility, ยั้งคิดไตร่ตรอง Inhibit Control, วิธีกระตุ้น วิธีสร้าง EF, การทำงานของสมองเด็ก, อาหารบำรุงสมองเด็ก, นม enfa, นม เอนฟา

3 ทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF ที่เด็กยุคนี้ต้องมี แม่เตรียมพร้อมสารอาหาร MFGM ช่วยได้

เด็กยุคใหม่มีการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ พ่อแม่ที่มีลูก Gen Alpha ต้องรีบปรับวิธิคิดและวิธีเลี้ยงลูกกันแล้วนะคะ เพราะเด็ก ๆ Gen Beta เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งเด็ก ๆ ทั้ง 2 เจนนี้จะมีชีวิตเชื่อมโยงกับ AI ไปแล้ว ดังนั้น การส่งเสริมเรื่อง IQ ไม่พอแล้วค่ะ แต่ยังต้องเพิ่มทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF ซึ่งจะทำให้อยู่รอดและอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ด้วยค่ะ 
 
Con il mercato del gioco online in continua espansione, nuovi casinò vengono lanciati ogni anno, portando innovazioni e offerte più vantaggiose rispetto alle piattaforme tradizionali. Alcuni si distinguono per bonus di benvenuto più generosi, mentre altri puntano su metodi di pagamento innovativi o giochi esclusivi sviluppati in collaborazione con i migliori provider. Tuttavia, non tutti i nuovi siti offrono le stesse garanzie di affidabilità, ed è quindi fondamentale scegliere operatori certificati e sicuri. Per chi vuole scoprire le ultime novità nel settore, una lista completa di piattaforme emergenti è disponibile su https://vivalafortuna.com/nuovi-casino/. Qui si trovano solo casinò testati e verificati, con licenza ADM, che offrono un’esperienza di gioco moderna, sicura e ricca di promozioni interessanti.
ทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF (Executive Functions) คือ ทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ เป็นกระบวนการทางความคิดในสมองส่วนหน้า ที่เกี่ยวข้องกับการคิด ความรู้สึก และการกระทำ มีงานวิจัยชัดเจนว่า ช่วงวัย 1-6 ปี เป็นช่วงอายุที่ดีที่สุดในการพัฒนาทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF โดยเฉพาะเด็กยุคใหม่ที่มีการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ เขาจึงต้องมีทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF ช่วยให้สามารถปรับตัว ปรับวิธีคิดเพื่อใช้ประโยชน์จากสิ่งที่ได้เรียนรู้ เพื่อความสำเร็จในอนาคตของน้อง ๆ นั่นเองค่ะ 
 

เข้าใจสมองลูก

ในช่วง 1,000 วันแรก ตั้งแต่ตั้งครรภ์จนถึง 2 ขวบ ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของพัฒนาการทางสมอง ซึ่งในช่วงอายุ 2 ขวบ สมองของลูกจะเติบโตมากถึง 80% มีการสร้างโครงข่ายใยประสาทมากมาย เพื่อรองรับการเรียนรู้ของเด็ก จากนั้นจะพัฒนาต่อเนื่อง คล้ายการตัดแต่งกิ่งไม้ 
 
ถ้าไม่ได้รับการกระตุ้นการเรียนรู้ที่เหมาะสม หรือได้รับโภชนาการที่ไม่เพียงพอ ก็จะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมองของลูกได้ ดังนั้น นอกจากการที่พ่อแม่ต้องรู้วิธีส่งเสริมพัฒนาการของลูกแล้ว อีกหนึ่งเคล็ดลับการเลี้ยงลูกให้มี IQ และมีทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF ที่เหนือกว่า คือ สารอาหารที่มีประโยชน์ค่ะ โดยหนึ่งในสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาสมองของเด็กคือ MFGM แล้ว MFGM คืออะไร เป็นสารอาหารที่สำคัญอย่างไร แล้วถ้าอยากให้ลูกได้รับ MFGM ที่มีคุณภาพและเพียงพอต่อการเรียนรู้ต้องทำอย่างไร รักลูกมีคำตอบค่ะ 

 

MFGM, Milk Fat Globule Membrane, สารอาหารในนมแม่, นมแม่ แม่ให้นม,  MFGM คืออะไร สำคัญยังไง, เลี้ยงลูกด้วยนมแม่, ทักษะสมอง EF, ความจำดี การจดจำ working memory, ความคิดยืดหยุ่น Cognitive Flexibility, ยั้งคิดไตร่ตรอง Inhibit Control, วิธีกระตุ้น วิธีสร้าง EF, การทำงานของสมองเด็ก, อาหารบำรุงสมองเด็ก, นม enfa, นม เอนฟา

MFGM ในนมแม่ช่วยพัฒนาทักษะสมอง EF

MFGM คือเยื่อหุ้มอนุภาคไขมันที่พบได้ในนมแม่ ทำหน้าที่ช่วยห่อหุ้มอนุภาคไขมันในนมให้คงรูปอยู่ได้ MFGM เต็มไปด้วยไขมันและโปรตีนชีวภาพมากกว่า 150 ชนิด เช่น สฟิงโกไมอีลิน ฟอสโฟลิปิด และแกงกลิโอไซด์ มีความสำคัญในการทำงานของสมองให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และส่งผลนำไปสู่การกระตุ้นการเรียนรู้ ที่เพิ่มโอกาสที่ลูกจะมี IQ และ ทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF ที่เหนือกว่า ตั้งแต่ 5 ขวบปีแรก โดยมีงานวิจัยจากนมแม่ พิสูจน์แล้วว่าเด็กที่ได้รับนมแม่สามารถเพิ่มการประมวลผลของสมองเร็วขึ้นถึง 7 จุด (1)

ดังนั้น การพัฒนาทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF ของลูก พ่อแม่ต้องเตรียมพร้อมทั้งวิธีการเลี้ยงดูและโภชนาการให้ลูกได้รับอย่างครบถ้วน ทักษะสมองจำดี (Working Memory) เพื่อต่อยอด ในการเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ

 

MFGM, Milk Fat Globule Membrane, สารอาหารในนมแม่, นมแม่ แม่ให้นม,  MFGM คืออะไร สำคัญยังไง, เลี้ยงลูกด้วยนมแม่, ทักษะสมอง EF, ความจำดี การจดจำ working memory, ความคิดยืดหยุ่น Cognitive Flexibility, ยั้งคิดไตร่ตรอง Inhibit Control, วิธีกระตุ้น วิธีสร้าง EF, การทำงานของสมองเด็ก, อาหารบำรุงสมองเด็ก, นม enfa, นม เอนฟา

3 ทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF ที่สำคัญกับลูกในโลกปัจจุบันและอนาคต

ทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF ที่จำเป็นกับเด็ก ๆ แห่งโลกอนาคตของเรา มีด้วยกัน 3 ทักษะค่ะ แต่ละทักษะสำคัญอย่างไร มีผลต่ออนาคตอย่างไร และพ่อแม่ควรส่งเสริมอย่างไร เรามีคำแนะนำค่ะ

  1. สมองจำดี (Working Memory) ทักษะ EF เรื่องการจดจำ ถือได้ว่าเป็นทักษะแรก ๆ ที่สำคัญมากในการเรียนรู้ของเด็ก เพราะเป็นโอกาสที่เด็กจะได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 7 ได้แก่ การมองเห็น (Visual System) การได้ยิน (Auditory System) การรับสัมผัสทางผิวหนัง (Tactile System) การได้กลิ่น (Olfactory System) การรับรส (Gustatory System) การรับรู้ท่าทางของร่างกายผ่านข้อต่อ (Proprioception) การทรงตัว (Vestibular)

    จากนั้นก็จะลงมือทำ เกิดเป็นการจดจำ และไม่ว่าจะทำสำเร็จหรือผิดพลาด เขาก็จะจดจำ นำมาคิดวิเคราะห์ ปรับความคิดให้ยืดหยุ่น และลงมือทำเพื่อความสำเร็จจนได้

วิธีส่งเสริมทักษะ EF เรื่องความจำดี

  • พ่อแม่ต้องเปิดโอกาสให้ลูกให้เห็น สังเกต ลงมือทำ โดยพ่อแม่คือผู้แนะนำ ซักถามเปิดประเด็น เพื่อให้ลูกคุ้นชินกับการตั้งคำถามจากสิ่งที่เห็นและทำ

  • พาลูกออกจากหน้าจอ โดยการชวนเล่นเกมกระดาน กระตุ้นการคิด วางแผนแบบง่ายๆที่เหมาะกับช่วงวัย หรือการพาออกจากบ้านไปเปิดประสบการณ์จริง จะยิ่งกระตุ้นให้เขาอยากรู้อยากเห็น อยากค้นหาและทดลองต่าง ๆ

    *จำไว้เสมอว่า ความจำใช้งาน จะพัฒนาได้ ก็ต่อเมื่อได้ ลงมือทำ

  1. ความคิดยืดหยุ่น (Cognitive Flexibility) เด็ก ๆ จะต้องได้เรียนรู้ว่า ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการลงมือทำแค่ครั้งเดียว เมื่อเกิดความผิดพลาด เขาจะต้องวิเคราะห์ให้เห็นปัญหาเพื่อปรับเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำให้ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ นอกจากนั้นความคิดยืดหยุ่น ยังหมายความถึง ความสามารถในการเปลี่ยนจากกิจกรรมหนึ่งไปยังอีกกิจกรรมหนึ่งสลับไปมาได้ด้วย

วิธีส่งเสริมทักษะ EF เรื่องความคิดยืดหยุ่น

  • สร้างโอกาสให้ลูก “เปิดรับ” สิ่งใหม่และการเปลี่ยนแปลง (Opened Mindset) เพื่อให้เขาเปิดใจ ยอมรับ ความคิดใหม่ ๆ มาปรับใช้ในการลงมือทำให้สำเร็จ

  • มอบหมายงานบ้านง่าย ๆ ให้ลูกทำก่อนเล่นหรือทำกิจกรรมอื่น วิธีนี้จะทำให้ลูกใช้ความคิดในการวางแผนว่าจะทำอย่างไรให้มีเวลาเล่นมากขึ้น

  1. ยั้งคิดไตร่ตรอง (Inhibit Control) เด็ก ๆ ควรได้เรียนรู้ว่า ไม่มีความสำเร็จไหนได้มาแบบทันทีทันใด ต้องรู้จักอดทน รอคอยเป็น คิดก่อนทำ รวมถึงความยับยั้งชั่งใจ คือสามารถอดทนที่จะไม่ทำตามความต้องการ หรือความอยาก แต่เลือกที่จะทำในสิ่งที่เหมาะสมและสำคัญกว่าเพื่อที่จะไปให้ถึงเป้าหมาย

วิธีส่งเสริมทักษะ EF เรื่องยั้งคิดไตร่ตรอง

  • ลองทำกิจกรรมครอบครัวแข่งกันปลูกผักจากเมล็ด ซึ่งกิจกรรมแบบนี้จะต้องใช้เวลาในการเห็นผล และยังช่วยให้เด็ก ๆ ได้สัมผัสกับธรรมชาติ จดจำ สังเกตด้วย

  • การให้ของขวัญ รางวัล จะต้องมีกติกาที่ตกลงกันล่วงหน้า เพื่อฝึกให้เด็กรู้จักการรอคอย เช่น หากช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน หรือตั้งเป้าผลการเรียนไว้ ถ้าทำได้ตามที่ตกลงกัน จะได้รางวัลอะไร หรือในเด็กโตอาจใช้วิธีสะสมแต้มหรือคะแนนสำหรับพฤติกรรมเป้าหมาย เพื่อนำแต้มนั้นมาแลกรางวัล เป็นต้น ซึ่งวิธีเหล่านี้นอกจากจะเป็นการปรับพฤติกรรมของเด็กแล้ว ยังทำให้เด็ก ๆ เห็นคุณค่าของสิ่งที่ได้มาจากความพยายามของตัวเอง จนเกิดเป็นความภาคภูมิใจในตนเองในที่สุด

จะเห็นว่า การสร้างความเฉลียวฉลาดทั้งสติปัญญาหรือ IQ และ 3 ทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ หรือ EF ให้กับลูก ไม่ใช่เรื่องยากค่ะ หลักการสำคัญ เริ่มต้นจาก โภชนาการที่เหมาะสม โดยเฉพาะสารอาหารสำคัญอย่าง MFGM ในนมแม่ เพื่อเตรียมสมองลูกให้พร้อม การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และการเลี้ยงดูจาก พ่อแม่ ที่คอยส่งเสริม สนับสนุน การเรียนรู้อย่างมีความสุข โดยเริ่มจาก การเข้าใจตนเอง การออกไปเรียนรู้โลกกว้าง และเมื่อลูกโตขึ้น เขาก็จะมีความสามารถในการรับมือกับอุปสรรค สามารถทำงานและใช้ชีวิตได้เป็นอย่างดีในอนาคตค่ะ

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับทักษะสมองเพื่อความสำเร็จ EF และ MFGM
คลิก   https://enfa.baby/executive-function

 

Når man spiller online, er det ikke kun spiludvalget, der betyder noget. Sikkerhed, pålidelighed og hurtige udbetalinger spiller en stor rolle i at sikre en god oplevelse. Mange foretrækker at spille på et casino med licens i Danmark, da det giver tryghed i forhold til både spiloplevelsen og håndteringen af gevinster. Disse platforme opererer under danske regler og sikrer, at alle transaktioner sker gennem verificerede og sikre betalingsmetoder. Derudover betyder det, at bonusser og kampagner overholder strenge krav om gennemsigtighed, hvilket sikrer, at spillere ikke bliver vildledt af urealistiske tilbud. At vælge et casino med licens i Danmark giver også mulighed for at spille i danske kroner og modtage skattefrie gevinster, hvilket er en fordel sammenlignet med udenlandske alternativer.

6156-4.jpg

ตรวจสอบข้อมูลโดย พ.ญ.สินดี จำเริญนุสิต
กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม

Ref. (1) Vargas-Pérez, S., Hernández-Martínez, C., Voltas, N. et al. Effects of Breastfeeding on Cognitive Abilities at 4 Years Old: Cohort Study. IJEC (2024). https://doi.org/10.1007/s13158-024-00396-z

 

3 วิธีสอนลูกให้มั่นคง ไม่อ่อนไหว พัฒนา ef ให้จิตใจเข้มแข็ง

ลูกอ่อนไหว-เอาแต่ใจ-ปรับพฤติกรรม

3 วิธีสอนลูกให้มั่นคง ไม่อ่อนไหว พัฒนา ef ให้จิตใจเข้มแข็ง EF สำหรับพ่อแม่

เป็นเรื่องปกติที่เด็ก ๆ วัย 3-4 ปีจะมีอารมณ์แปรปรวน อ่อนไหว หรือฉุนเฉียวได้ง่าย แล้วถ้าพ่อแม่ไม่เข้าใจ ลูกอาจต่อต้านหรือท้าทายผู้ใหญ่ ดังนั้นพ่อแม่ต้องอธิบายให้ลูกเข้าใจ และไม่ควรตอบสนองลูกทุกครั้ง เพราะถ้าลูกสามารถทำกับพ่อแม่ได้ เขามีแนวโน้มที่จะไปทำกับคนอื่นได้เช่นกัน
ป้องกันก่อนแก้ โดยพ่อแม่สามารถทำได้ดังนี้
1. หาขอบเขตที่เหมาะสมให้ลูก

อาจไม่ใช่การสร้างกฎข้อบังคับเสียทีเดียว แต่เป็นการทำข้อตกลงหรือต่อรองซึ่งกันและกัน ว่าสิ่งไหนที่ลูกสามารถทำได้ สิ่งไหนที่ทำไม่ได้ และถ้าหากลูกไม่หยุดหรือไม่ยอมเชื่อฟัง เขาก็ต้องได้รับบทลงโทษ แต่ทั้งนี้พ่อกับแม่ต้องไม่ใช้อารมณ์หรือความรุนแรงกับลูก เพราะการใช้อารมณ์ ใช้ไม้เรียว หรือแม้แต่คำพูดที่รุนแรงจะทำให้ลูกรู้สึกแย่และเห็นเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีได้ ซึ่งเขาก็อาจนำไปใช้กับผู้อื่น หรือมีการต่อต้านคุณพ่อคุณแม่เกิดขึ้น

แม้ว่าในบางครั้งที่ลูกอาจจะก้าวร้าว เกเร ดื้อ ซน แต่ถ้าเขาไม่ทำร้ายร่างกายตนเองและผู้อื่น ไม่ทำลายข้าวของให้เสียหาย เขาก็ยังสามารถแสดงอาการเหวี่ยงวีนออกมาได้ ตราบใดที่เขาไม่ทำให้ใครเดือดร้อน เพราะธรรมชาติของลูกเป็นแบบนั้นค่ะ

2. อย่าช่วยลูกมากจนเกินไป

ควรให้ลูกได้ช่วยเหลือตนเองบ้าง ให้เขาได้แสดงความคิดตามขอบเขตของเขา และไม่ว่าจะผิดหรือถูก ลูกมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นค่ะ เพียงแต่พ่อกับแม่ต้องคอยสอนว่าอะไรควรไม่ควร อาจจะให้คำแนะนำ หรือใช้คำถามในลักษณะที่เกิดการต่อยอดหรือเกิดความคิดในการแก้ไขปัญหา

3. ไม่ควรห้ามความรู้สึกของลูก

เพราะเรื่องของความรู้สึกเราห้ามกันไม่ได้ค่ะ ยิ่งเด็ก ๆ ที่มักจะอารมณ์อ่อนไหวง่าย ในยามโกรธ เสียใจ ทุกข์ใจ พ่อแม่ต้องไม่ปิดกั้นอารมณ์ของลูกค่ะ เพราะไม่เช่นนั้นอาจทำให้ลูกมีปัญหาได้ เขาจะไม่เชื่อใจตนเอง ในขณะที่เด็กบางคนอาจจะก้าวร้าวรุนแรง หรือบางคน ก็เป็นเด็กขี้วิตกกังวล ขณะเดียวกันถ้าเด็กคนไหนที่ได้รับการฝึกฝนมาบ่อย ๆ ฝึกมาแล้วจากที่บ้าน เขาก็จะสามารถจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ได้

เด็กวัย 3-6 ปี เป็นวัยที่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้แล้ว โดยเฉพาะช่วงอายุ 5 ปีนั้น เป็นวัยที่สามารถพูดคุยรู้เรื่อง เชื่อมโยงความคิด รู้จักยืดหยุ่น คุยกับผู้ใหญ่รู้เรื่อง และรับมือกับอะไรได้อย่างมากมาย ดังนั้น พ่อแม่จึงควรสอนลูกให้รู้จักควบคุมอารมณ์ตนเองได้ตั้งแต่ช่วงวัยนี้ เพราะเด็กจะพูดคุยได้ง่ายขึ้น ให้ความร่วมมือมาก หรือสอนง่ายขึ้นนั่นเองค่ะ

5 กิจกรรม สร้างทักษะการริเริ่มและลงมือทำให้ลูก

EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF
ทักษะการริเริ่มและลงมือทำ (Initiating)  คือความสามารถในการริเริ่มและลงมือทำงานตามที่คิด มีทักษะในการริเริ่มสร้างสรรค์แนวทางในการทำสิ่งต่างๆ เมื่อคิดแล้วก็ลงมือทำให้ความคิดของตนปรากฏขึ้นจริง โดยไม่ผัดวันประกันพรุ่ง
ฝึกลูกให้เป็นเด็กรู้จักคิดริเริ่มลงมือทำด้วยกิจกรรมง่ายๆ

1. ต่อคำ คิดศัพท์ลองคิดคำศัพท์ง่ายๆ แล้วให้ลูกนึกคำที่เหมือนกับคำลงท้ายที่คุณพ่อคุณแม่พูด เช่น คำว่า นาฬิกา ลงท้ายด้วย ก.ไก่ หนูลองหาซิมีคำไหนขึ้นต้นด้วย ก.ไก่บ้าง ลูกอาจจะยังผสมคำไม่เป็น แต่ลูกจะได้เรียนรู้เสียงและคำศัพท์หรือคำที่คล้องจองกัน จากนั้นก็ลองสลับกันเล่นให้ลูกเป็นคนคิดคำขึ้นมาแล้วให้คุณพ่อคุณแม่เป็นคนทาย ช่วยฝึกการคิดริเริ่ม และทำให้สนุกมากขึ้นด้วย

2. DIY  ริเริ่มสร้างสรรค์เกมนี้สามารถสอนให้ลูกเห็นคุณค่าของสิ่งของ ปลูกฝังค่านิยมเรื่องการประหยัดอดออมได้ ที่สำคัญเป็นเกมที่ให้ลูกได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์เต็มที่ค่ะ เช่น แม่อาจหาอุปกรณ์ต่างๆ เช่น กล่อง พลาสติก ขวดที่ใช้แล้ว จากนั้นก็ชวนลูกมาประดิษฐ์สิ่งของ ให้ลูกคิดว่าอยากทำอะไร ซึ่งพ่อแม่แนะนำเขาได้ เช่น วันนี้เราทำกระปุกออมสินกันดีมั้ย หนูคิดว่าเราจะใช้อะไรดีนะ ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้ลงมือทำให้เต็มที่ ให้เขาได้สร้างสรรค์ด้วยตัวเองมากที่สุด

3.ทำงานบ้าน ลูกวัย 3-6 สามารถช่วยงานบ้านง่ายๆ ได้ หากทุกคนในบ้านทำร่วมกันได้ เปลี่ยนจากการสั่งให้เขาทำ มาเป็นเกมสนุกๆ แทน ลูกก็จะสนุกมากขึ้น เช่น ลองชวนเข้าครัว ให้ลูกเป็นคนคิดเมนูว่าอยากทำอะไร แล้วก็หาของที่มีอยู่ในตู้เย็น แม่อาจบอกว่าในตู้เย็นเรามีอะไรบ้าง เราลองมาคิดกันซิว่าจะทำอะไรได้บ้าง โดยเฉพาะลูกวัย 5- 6 ขวบ จะเริ่มมีไอเดียแล้วว่าของสิ่งนี้เอามาทำอะไรบ้าง เกมนี้ได้ทั้งออกกำลังกาย และฝึกความคิดสร้างสรรค์ไปพร้อมๆ กันค่ะ

4. ปลูกต้นไม้ด้วยตัวเองลูกจะได้เรียนรู้ทุกขั้นตอนของการปลูก เปิดโอกาสให้ลูกเลือกเมล็ดพันธุ์ ลูกจะได้รู้เรื่องคำศัพท์ ได้ลงมือปลูก รดน้ำ พรวนดิน ดูแลต้นไม้ด้วยตัวเอง ระหว่างการดูแลและรอให้ต้นไม้เติบโต พ่อแม่สามารถสอดแทรกเรื่องความอดทนรอคอย จนกระทั่งวันหนึ่งที่ต้นไม้ออกดอกออกผล ยิ่งมีผลมากินได้ด้วย ลูกจะรู้สึกภูมิใจเพราะได้ปลูกด้วยตัวเอง

5. ดนตรีและกิจกรรมเข้าจังหวะ ดนตรีและกิจกรรมเข้าจังหวะเป็นเป็นเกมที่สามารถทำร่วมกันในครอบครัวได้อย่างสนุกสนาน คุณพ่อคุณแม่ชวนลูกหาเครื่องดนตรีจากสิ่งของในบ้าน เช่น ขวดแก้ว กระป๋องนม หรือเปิดเพลงจังหวะสนุกๆ ร่วมด้วย โดยให้ลูกคิดว่าของที่เลือกมาจะมาทำให้เกิดเป็นจังหวะหรือเสียงได้อย่างไร จากนั้นให้เขาลงมือเคาะ ตี เขย่า หรือให้ลูกเป็นคนคิดท่าท่างประกอบจังหวะ นอกจากฝึกให้ลูกรู้จักจังหวะ ได้เคลื่อนไหวร่างกายพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก ผ่านการคิดเชื่อมโยงและลงมือทำด้วยตัวเอง

การได้ทำกิจกรรมง่ายๆ ร่วมกันในครอบครัว นอกจากไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ได้สายสัมพันธ์ที่แนบแน่นแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมทักษะการคิดริเริ่มและลงมือทำที่ได้ผลมากกว่าที่คิด
 
 



 

"รักวัวให้ผูก รักลูกให้เลี้ยงด้วย EF"
ขอบคุณความรู้ EF โดย สถาบัน RLG


ลูกไม่มีความอดทน, ลูกไม่รู้จัก, ฝึกให้ลูกรู้จักรอคอย, สอนลูกให้รู้จักรอคอย, ลูกรอเป็น, สอนลูกเข้าคิว, สอนลูกต่อคิว, EF, Executive Functions, ทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ, การทำงานของสมองส่วนหน้า, ทักษะสมอง EF, พัฒนา EF, ฝึก EF, EF คืออะไร, อีเอฟคืออะไร, ปรับพฤติกรรมลูก, ลูกก้าวร้าว, ลูกเอาแต่ใจ, ลูกดื้อ, ลูกไม่มีความอดทน, ลูกขี้เกียจ, ลูกความจำไม่ดี, ลูกชอบเถียง, ลูกอาละวาด, ลูกอารมณ์ร้าย, ลูกอ่อนไหว, ลูกปรับตัวไม่เป็น, ลูกปรับตัวไม่เก่ง, ลูกขี้อาย, ลูกไม่มีความยับยั้งชั่งใจ, ลูกไม่มีระเบียบ, ลูกไม่มีวินัย, Working memory, ความจำเพื่อใช้งาน, Inhibitory Control, การยั้งคิด ไตร่ตรอง, Shift, Cognitive Flexibility, การยืดหยุ่นความคิด,Focus, Attention, จดจ่อใส่ใจ, Emotional Control, การควบคุมอารมณ์, Planning,Organizing, การวางแผน, การจัดระบบดำเนินการ, Self-Monitoring, การรู้จักประเมินตนเอง,Initiating, การริเริ่มและลงมือทำ, Goal-Directed Persistence, ความพากเพียร, มุ่งสู่เป้าหมาย, เลี้ยงลูกให้เก่ง, เลี้ยงลูกให้เอาตัวรอด, เลี้ยงลูกให้ดี, เลี้ยงลูกให้ฉลาด, เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี, เลี้ยงลูกให้ดูแลตัวเองได้, เลี้ยงลูกให้มีความสุข


 

5 ข้อดีของการสอนลูกรู้จักออมเงิน

EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF
 
เด็กวัยอนุบาลเป็นวัยที่เริ่มรู้จักการใช้จ่ายเงินบ้างแล้ว แต่หลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจคุณค่าของเงิน เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่สามารถอธิบายความสำคัญของเงินแบบง่ายๆ ให้ลูกได้เช่น เงินมีไว้ทำอะไร พ่อแม่หามาได้อย่างไร และเงินมีไว้ใช้สำหรับสิ่งจำเป็นอะไรบ้าง ที่สำคัญ ลูกต้องรู้จักออมเงินด้วยค่ะ
5 ข้อดีสอนลูกรู้จักออมเงิน
1. ลูกรู้จักตั้งเป้าหมายว่าจะออมเงินเพื่ออะไร เช่น ออมเงินไว้ซื้อของเล่นที่อยากได้ ออมเงินไว้สำหรับซื้อของให้พ่อแม่ เป็นต้น 

2 ลูกได้เรียนรู้การวางแผน ลูกอยากได้ของเล่น ต้องเก็บเงินวันละเท่าไหร่ และต้องใช้ระยะเวลาในการเก็บกี่วัน จึงจะพอซื้อของเล่น 1 ชิ้น เป็นต้น 

3. รู้จักอดทนรอคอย บางครั้งการออมเงินก็เป็นเรื่องสนุกที่เด็กๆ จะรู้สึกตื่นเต้นและเฝ้ารอวันที่กระปุกออมสินเต็ม หรือวันที่มีเงินเพียงพอที่จะซื้อของที่เขาอยากได้ 

4. เกิดความยืดหยุ่น แม้จุดประสงค์หลักที่ลูกออมเง้นเพื่อซื้อของเล่น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ลูกอาจไม่อยากได้ของเล่นที่เขาเคยอยากเล่นแล้ว เด็กบางคน เมื่อเห็นจำนวนเงินที่ตนเองเก็บออมได้ หลายคนมักจะรู้สึกเสียดาย เพราะฉะนั้นทางที่ดีควรรีบใช้โอกาสนี้พาลูกไปเปิดบัญชีธนาคารค่ะ 

5. เกิดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ หลังจากที่หยอดเงินเต็มกระปุกหมูและพ่อแม่พาไปเปิดบัญชีออมทรัพย์แล้ว เด็กหลายคนมักจะชอบบรรยากาศการฝากเงิน และรู้สึกดีใจเมื่อเห็นยอดเงินในบัญชีเพิ่มขึ้น (ซึ่งผู้ใหญ่อย่างพ่อกับแม่เองก็ชอบเช่นกัน)
 
 
"รักวัวให้ผูก รักลูกให้เลี้ยงด้วย EF"
ขอบคุณความรู้ EF โดย สถาบัน RLG


ลูกไม่มีความอดทน, ลูกไม่รู้จัก, ฝึกให้ลูกรู้จักรอคอย, สอนลูกให้รู้จักรอคอย, ลูกรอเป็น, สอนลูกเข้าคิว, สอนลูกต่อคิว, EF, Executive Functions, ทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ, การทำงานของสมองส่วนหน้า, ทักษะสมอง EF, พัฒนา EF, ฝึก EF, EF คืออะไร, อีเอฟคืออะไร, ปรับพฤติกรรมลูก, ลูกก้าวร้าว, ลูกเอาแต่ใจ, ลูกดื้อ, ลูกไม่มีความอดทน, ลูกขี้เกียจ, ลูกความจำไม่ดี, ลูกชอบเถียง, ลูกอาละวาด, ลูกอารมณ์ร้าย, ลูกอ่อนไหว, ลูกปรับตัวไม่เป็น, ลูกปรับตัวไม่เก่ง, ลูกขี้อาย, ลูกไม่มีความยับยั้งชั่งใจ, ลูกไม่มีระเบียบ, ลูกไม่มีวินัย, Working memory, ความจำเพื่อใช้งาน, Inhibitory Control, การยั้งคิด ไตร่ตรอง, Shift, Cognitive Flexibility, การยืดหยุ่นความคิด,Focus, Attention, จดจ่อใส่ใจ, Emotional Control, การควบคุมอารมณ์, Planning,Organizing, การวางแผน, การจัดระบบดำเนินการ, Self-Monitoring, การรู้จักประเมินตนเอง,Initiating, การริเริ่มและลงมือทำ, Goal-Directed Persistence, ความพากเพียร, มุ่งสู่เป้าหมาย, เลี้ยงลูกให้เก่ง, เลี้ยงลูกให้เอาตัวรอด, เลี้ยงลูกให้ดี, เลี้ยงลูกให้ฉลาด, เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี, เลี้ยงลูกให้ดูแลตัวเองได้, เลี้ยงลูกให้มีความสุข
 

5 วิธีปลูกฝังลูกให้เป็นนักวางแผนที่ดี

EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF  

5 วิธีปลูกฝังให้ลูกเป็นนักวางแผน

การสอนให้รู้จักวางแผน จะช่วยให้ลูกพัฒนาความสามารถในการคิด การแก้ปัญหา ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ เพื่อเป็นทักษะในการจัดการชีวิตอย่างเป็นระบบได้ในอนาคต ซึ่งพ่อแม่สามารถชี้แนะ เป็นผู้ส่งเสริมให้เขาเข้าใจและฝึกฝนการวางแผนง่ายๆ ในชีวิตประจำวันได้


1. กิจวัตรประจำวันก่อนไปโรงเรียน โดยวันจันทร์-ศุกร์ให้จัดตารางสิ่งที่ลูกต้องทำให้เกิดเป็นความเคยชินและเป็นระบบระเบียบ เริ่มจากลูกต้องตื่นกี่โมง วางแผนการอาบน้ำแปรงฟัน ซึ่งสำหรับเด็กนั้นอาจไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายนัก

พ่อแม่อาจหากระดานติดไว้ในที่ที่เห็นได้ชัด เช่น ห้องนั่งเล่น เพื่อช่วยเตือนสิ่งที่ลูกต้องทำ โดยอาจให้ลูกมีส่วนร่วมในการคิดด้วย เช่น ให้เขาวาดการ์ตูน หรือหาการ์ตูนที่ชอบมาแปะตกแต่งและเขียนกิจวัตรที่ต้องทำในแต่ละวัน ก็จะช่วยสร้างแรงจูงใจในการทำตามแผนได้มากขึ้น เพราะหากมีแรงจูงใจลูกก็จะอยากเตรียมตัว อยากทำด้วยตัวเองจนเกิดความเคยชินในที่สุด

2.ทบทวนแผนก่อนนอน พูดคุยกับลูกสักครึ่งชั่วโมงก่อนนอน เช่น วันนี้หนูเรียนอะไรมาบ้าง เพื่อนที่โรงเรียนน่ารักมั้ย เพื่อเป็นการสร้างความรักความผูกพันกันก่อนนอน

ที่สำคัญอย่าลืมชวนลูกทบทวนตารางเวลาที่เราต้องทำพรุ่งนี้ เช่น 7 โมง หนูต้องแปรงฟันใช่มั้ย แล้วหลังจากนั้นต้องทำอะไรต่อนะ ลองให้เขานึกภาพตามกระดานตารางที่เขามีส่วนร่วมในการกำหนดด้วยตัวเอง สิ่งเหล่านี้ถือเป็นแผนที่เราสอดแทรกเข้าไปในกิจวัตรประจำวัน เป็นการฝึกระเบียบวินัยให้ลูกได้ และลูกเองก็รู้สึกว่าได้ใช้เวลากับพ่อคุณแม่อย่างเต็มที่ด้วยค่ะ

3.ฝึกวางแผนง่ายๆ ในครัว ชวนลูกทำขนมที่เขาชอบด้วยกัน เช่น วุ้นสีสวย ลองให้เข้าคิดเองเลยว่าอยากให้วุ้นเป็นสีอะไร มีวิธีทำอย่างไร มีส่วนประกอบอะไรบ้าง หลังจากนั้นก็มาลองดูว่าที่บ้านมีวัตถุดิบเหล่านั้นหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ชวนลูกออกไปซื้อด้วยกัน เป็นการวางแผนการจ่ายตลาด ลูกก็จะได้ฝึกจำคำทั้งศัพท์ และได้ฝึกกระบวนการคิดวางแผนว่ากว่าจะเป็นวุ้นเราต้องใช้วัตถุดิบอะไรบ้าง จะต้องมีขั้นตอนอย่างไร ที่สำคัญควรให้เขาได้ลงมือทำจริงด้วยตัวเองนะคะ

4.วางแผนการออมเงินวัยอนุบาลสามารถฝึกเรื่องการออมเงินได้ค่ะ โดยให้ลูกตั้งเป้าหมายในการออมเงินว่าจะออมเพื่ออะไร เช่น ให้ลูกเก็บเงินซื้อการ์ตูนเรื่องใหม่ด้วยตัวเอง เราก็จะได้ดูวิธีที่เขาใช้ในการเก็บเงิน ลูกอาจบอกว่าวันนี้จะไม่กินขนม ไม่ซื้อของเล่นอื่น เพื่อเป้าหมายใหญ่ หรือเป้าหมายที่ตัวเองต้องการในระยะยาว

เมื่อลูกวางแผนเสร็จแล้ว พ่อแม่จะต้องติดตามผลของการกระทำของลูกด้วยว่าเขาสามารถทำได้จริงหรือไม่ ถ้าได้ก็ให้ชมเชยตามสมควร แต่ถ้าลูกทำไม่ได้ก็อย่าเพิ่งไปตำหนิ แต่ควรให้กำลังใจเพื่อให้เขาอยากทำให้ได้จนสำเร็จ พอลูกเริ่มโตก็ลองให้โจทย์ที่ยากและท้าทายขึ้นเพื่อฝึกทักษะเชาว์ปัญญา การแก้ปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้น

5.แผนที่ดีก็ยืดหยุ่นได้หากเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ ตารางกิจวัตรประจำวันของลูกอาจยืดหยุ่นได้มากขึ้น เช่น ตื่นสายได้มากขึ้น หรือเข้านอนช้ากว่าวันที่ต้องไปโรงเรียนได้ นอกจากนี้เราอาจเพิ่มกิจกรรมการออกกำลังกาย เช่น การขี่จักรยาน หรือชวนกันออกไปข้างนอกเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศการเรียนรู้ ซึ่งแผนเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความสนใจของลูก และตามความเหมาะสมค่ะ
 


การวางแผนสามารถช่วยพัฒนาทักษะสมองของลูก

1.พัฒนาทักษะการคิดและเชื่อมโยง การวางแผนจะช่วยให้ลูกได้เรียนรู้การแก้ปัญหา ฝึกความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ ที่สำคัญช่วยพัฒนาทักษะความคิดที่เป็นระบบ แยกแยะหมวดหมู่ เชื่อมโยงเหตุการณ์และการใช้เหตุผลได้ 

2.เพิ่มพูนทักษะความจำ การพูดคุยกับลูกโดยเฉพาะในช่วงก่อนนอน จะช่วยเตือนความจำระยะสั้นในแต่ละช่วงวัน ก่อนจะเก็บเป็นความทรงจำได้ในระยะยาวค่ะ ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้ลูกมีความเชื่อมั่นในตัวเอง สามารถช่วยเหลือตัวเอง และรู้สึกว่าตัวเองมีความสามารถแก้ปัญหาเหล่านั้นได้

3.ส่งเสริมระเบียบและวินัยหากลูกสามารถวางแผนได้ดี ก็จะสามารถสื่อสารผ่านคำพูดและการกระทำอย่างเป็นระเบียบแบบแผนได้ดีไปด้วย ซึ่งเป็นพื้นฐานให้ลูกสามารถแยกแยะข้อเท็จจริงที่ได้รับ และวิเคราะห์อย่างมีเหตุผลในเรื่องสำคัญต่างๆ เมื่อโตขึ้นได้

 

5 วิธีสร้าง EF ดีในบ้าน

EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF

ทักษะสมอง EF พัฒนาได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้นค่ะ และจะพัฒนาได้ดียิ่งขึ้นหากได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงที่หลากหลายอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ มีงานวิจัยจำนวนไม่น้อยชี้ว่า EF เริ่มพัฒนาขึ้นในเวลาไม่นานหลังปฏิสนธิ กลไกของการพัฒนาทักษะ EF ด้านต่างๆ ในแต่ละช่วงวัย เช่น Working Memory จะพัฒนาตอนอายุ 6 เดือน ส่วน Inhibition พัฒนาช่วงขวบปีที่สอง และจะพัฒนาได้มากขึ้นในช่วง 3-6 ปี
 

 


คุณพ่อคุณแม่ควรเน้นฝึกทักษะเหล่านี้ตั้งแต่ช่วงขวบปีแรก ผ่านการเล่น การเลี้ยงดู การจัดสิ่งแวดล้อม รวมถึงกิจกรรมต่างๆ จึงอยากชวนคุณพ่อคุณแม่มาส่งเสริมทักษะ EF ให้เจ้าตัวเล็กวัยขวบปีแรก 

5 วิธีง่ายๆ สร้าง EF ที่ได้ผล ซึ่งทำได้ทุกวันที่บ้าน

1.กินดี จุดเริ่มต้นพัฒนาการสมอง
              
การพัฒนาสมองของทารกในวันแรกของชีวิตนั้นยังไม่เสร็จสมบูรณ์ จึงต้องอาศัยสารอาหาร ร่วมไปกับการเรียนรู้ในการพัฒนาโครงสร้างและการทำงานของสมองให้เป็นไปอย่างเหมาะสม ซึ่งสารอาหารที่ครบถ้วนเหมาะสมตามช่วงวัย มีช่วยให้สมองและร่างกายของลูกได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นฐานสำคัญเพื่อต่อยอดการฝึกฝนทักษะ EF ให้มีศักยภาพมากขึ้น

กินแบบไหนสร้าง EF

ดื่มนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน และหลังอายุ 7 เดือนสามารถกินนมแม่กับอาหารเสริมตามวัยจนถึง 2 ขวบ โดยเริ่มด้วยข้าวบดทีละน้อย จากนั้นค่อยเป็นอาหารหยาบและหลากหลายขึ้น เช่น ข้าวบดหยาบ ผักบดและผลไม้บด

กินอาหารที่ครบถ้วน 5 หมู่ เลือกอาหารที่มีประโยชน์ต่อพัฒนาการร่างกายและพัฒนาการสมอง ทั้งโปรตีน วิตามิน ดีเอชเอ โอเมาก้า ธาตุเหล็ก แคลเซียม ไอโอดิน และแร่ธาตุต่างๆ ที่ดี ซึ่งกระบวนการพัฒนาสมองและการพัฒนาทักษะ EF ที่ดีขึ้นอยู่กับโภชนาการที่เหมาะสมด้วยค่ะ

สัมผัสและสัมพันธ์ระหว่างกินนม ให้คุณแม่อุ้มลูกแนบชิดตัว สบตา พูดคุย เห่กล่อมด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน  ลูกจะรู้สึกมั่นคงปลอดภัย ซึ่งเป็นรากฐานของการพัฒนาทักษะ EF ที่ดีเมื่อโตขึ้น

ฝึกลูกรอคอยระหว่างกินเมื่อถึงวัยอาหารเสริมให้ลูกได้ลองกลืนอาหารจากช้อน คุณพ่อคุณแม่ร่วมกินอาหารกับลูก ฝึกให้ลูกรู้จักรอคอยบ้างระหว่างการกิน เพื่อฝึกการยับยั้งชั่งใจ

หยิบอาหารด้วยตัวเอง เมื่อเข้าสู่วัย 10-12 เดือน คุณพ่อคุณแม่ใช้โอกาสนี้ฝึกลูกให้หยิบอาหารใส่ปากเอง หรือให้ดื่มน้ำจากถ้วย นอกจากช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กแล้ว ยังเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาได้รู้จักทักษะการช่วยเหลือตัวเองด้วยค่ะ   
 

2.นอนเพียงพอ เพิ่มพลังสมอง
 
ช่วงที่ลูกนอนหลับสนิทตลอดคืน คือช่วงเวลาที่สมองจะพัฒนาเต็มที่ เมื่อสมองพร้อมลูกก็สามารถต่อยอดการเรียนรู้ในทุกๆ วันได้ดียิ่งขึ้น
 

นอนแบบไหนสร้าง EF

นอนเพียงพอตามวัย ช่วงวัย 0-3 เดือนลูกควรได้นอนอย่างเพียงพอ 14-17 ชั่วโมงต่อวัน และตั้งแต่ 4 เดือน- 12 เดือน ควรเริ่มฝึกให้ลูกงดนมมื้อดึก เพื่อให้นอนตอนกลางคืนได้นานขึ้นรวมวันละ 12- 15 ชั่วโมง และนอนกลางวัน  2 ครั้งต่อวัน

จัดที่นอนของลูกให้เป็นสัดส่วน แต่ยังอยู่ในห้องเดียวกับคุณพ่อคุณแม่ได้  ห้องนอนควรมีอากาศถ่ายเทสะดวก ป้องกันการเกิดภูมิแพ้จากอากาศและฝุ่นละออง ไม่เปิดไฟให้แสงไฟสว่างเกินไป เพราะการนอนหลับสนิมตลอดคืน เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการสร้างฮอร์โมนที่ช่วยในการเจริญเติบโต (Growth Hormone)

แยกห้องนอนวัย10-12 เดือน หากคุณแม่จะแยกห้องนอนลูก ควรอยู่เป็นเพื่อนลูกในห้องนอนก่อน ชวนพูดคุย อยู่เพื่อสร้างความคุ้นเคย สร้างบรรยากาศที่อบอุ่น ให้ลูกค่อยๆ ปรับได้ในที่สุด

หลับลึก กระตุ้น EF การนอนกลางคืนเป็นช่วงที่สำคัญอย่างมากต่อการเจริญเติบโตทางสมอง เพราะร่างกายจะสร้างฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นส่วนต่างๆ ของสมองในการเรียนรู้ จดจำ เป็นรากฐานเพื่อพัฒนาและฝึกฝนทักษะ EF ต่อไป 
 

3.กอดสร้างรักและผูกพัน

ความใกล้ชิดและอ้อมกอดของแม่คือความทรงจำแรกที่บันทึกไว้ในสมองของลูกค่ะ  ทักษะ Working memory จึงเกิดขึ้นตั้งแต่วัยทารก และจะพัฒนาเป็นความผูกพัน(attachment)  ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาทักษะ EF
 

นอนแบบไหนสร้าง EF

อุ้ม-กอดสร้าง attachmentวัยนี้คุณแม่ควรหมั่นอุ้มกอด สัมผัสลูกอย่างอ่อนโยน หรือสบตาระหว่างให้นม เพราะสมองลูกจะรับรู้ข้อมูลที่คุ้นเคย จนเกิดการเรียนรู้อารมณ์ต่างๆ ผ่านความใกล้ชิดและการตอบสนองจากแม่ ซึ่งความผูกพันนี้เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาทักษะ  EF อย่างได้ผลในอนาคนต

ตอบสนองลูกไว ทำเสียงหรือทำหน้าตาให้ลูกสนใจ ตอบสนองต่อท่าทางที่แสดงถึงความต้องการของลูก จะช่วยให้เด็กมีฐาน ความมั่นคงในจิตใจ ในการจะก้าวต่อไป สู่การพัฒนา EF ในระดับสูงขึ้นไป 

สังเกตพฤติกกรรมลูก คอยสังเกตพฤติกกรรมที่สัมพันธ์กับพัฒนาการของทักษะสมอง EF เช่น ลูกมีการหยุดคิดและตอบสนองหน้าตาหรือน้ำเสียงแม่  เริ่มมองดูผู้คนที่รู้จัก ไม่สนใจสิ่งที่ทำให้เสียสมาธิ  


4.เล่น = เรียนรู้

การเล่นคือการสร้าง EF ให้เด็กที่ได้ผลดี โดยผ่านกระบวนการเล่นแบบมีอุปกรณ์และไม่มีอุปกรณ์ โดยเฉพาะวัยขวบปีแรก ไม่ต้องพึ่งของเล่นราคาแสนแพง แค่ได้เล่นกับพ่อและแม่ ทักษะ EF ก็เกิดตั้งแต่เริ่มเล่นแล้วค่ะ
 

เล่นแบบไหนสร้าง EF

ใช้ใบหน้าเล่นกับลูก พูดคุยหยอกล้อและเล่นกับลูก ให้มองตามหน้าพ่อแม่ หรือเคลื่อนของเล่นสีสดใสไปมา กระตุ้นการใช้สายตา รู้จักแยกแยะสี  สามารถจดจำใบหน้าและเสียงของพ่อแม่ได้

ให้ลูกได้เล่นคนเดียวบ้าง ให้ลูกพลิกตัวคว่ำ-หงาย ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย หรือใช้ของเล่นชิ้นใหญ่ ล่อให้ลูกขยับคว้า ให้ได้ใช้มือคว้า หยิบจับ และปล่อยของเล่น

ฝึกเล่นแก้ปัญหา ฝึกให้ลูกเล่นนิ้วมือ เช่น จับปูดำ แมงมุมลาย

ให้ลูกมีโอกาสเลือกเล่นเองจัดวางของเล่นให้เป็นหมวดหมู่ เพื่อให้ลูกได้ฝึกหยิบและฝึกการเก็บของเล่นเอง
 

5.เล่าสนุก กระตุก EF

การเล่านิทานหรือร้องเพลงกับเด็กๆ เป็นกิจกรรมหนึ่งที่ช่วยพัฒนาอารมณ์ จิตใจให้ร่าเริง มีสมาธิ ซึ่งถือเป็นหนึ่งกิจกรรมที่ดีในการพัฒนา EF ที่ได้ผล 

เล่าแบบไหนสร้าง EF

ใช้เสียงสูงเสียงต่ำ วัย 0-3 เดือน ยิ้มสื่อสาร พูดคุย ท่องโคลง กลอน เล่าหรืออ่าน นิทานกับลูกโดย พูดคุยช้าๆ ชัดๆ ใช้เสียงสูงเสียงต่ำ มีจังหวะหยุดให้ลูก ยิ้มหรือส่งเสียงตอบ 

ชวนเล่าชวนคุยถึงสิ่งรอบตัวเพื่อให้รู้จักคำศัพท์จากสิ่งรอบตัว และให้รู้จักคำศัพท์ที่แสดงความต้องการของตนเอง เพราะช่วง 4-12 เดือน เป็นช่วงที่สมองเด็กสามารถเรียนรู้ได้ หลายภาษา รวมถึงภาษาถิ่นด้วย 

เล่านิทาน สร้าง EF การอ่านช่วยกระตุ้นพัฒนาการด้านภาษา ฝึกการได้ยิน ลูกจะได้รู้จักภาษาและจดจำคำศัพท์ใหม่ๆ ขณะที่อ่านหนังสือให้ลูกฟัง ให้ลูกนั่งบนตัก จับมือลูกชี้ไปตามรูปภาพ ฝึกความเชื่อมโยงรูปภาพกับวิธีเล่า รวมถึงน้ำเสียงและท่าทีมีส่วนทำให้ลูกมีสมาธิจดจ่อกับเสียงกับเรื่องราวในนิทานที่แม่กำลังเล่า

ร้องเพลง ร้องเพลงเป็นวิธีหนึ่งค่ะที่คล้ายการเล่านิทาน แต่จะสนุกและทำให้ลูกจดจำได้ง่ายขึ้น ด้วยจังหวะของทำนองเพลง เสียงสูงเสียงต่ำของแม่ ส่งเสริมเรื่องคำศัพท์จากคำคล้องจองในเนื้อเพลง ช่วยให้จดจำเพลงได้ง่าย        
         
กระบวนการสร้าง EF จำเป็นต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่เด็กยังเล็กๆ ซึ่งในช่วงแรกบทบาทของพ่อแม่จึงสำคัญที่สุดที่จะดูแลให้ลูกรู้สึกปลอดภัย ไว้วางใจ และมั่นคงทางจิตใจ รวมถึงได้รับโภชนาการที่ดี ได้นอนอย่างเพียงพอและได้เล่นสนุกตามวัย เมื่อพัฒนาทักษะ EF อย่างต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้ลูกได้เล่นและสร้างประสบการณ์ที่ท้าทายมากขึ้น จากประสบการณ์ก็จะกลายเป็นนิสัย เป็นบุคลิก สามารถคิดเป็น แก้ปัญหาเป็น อยู่รวมกับคนอื่นเป็น ตลอดจนสามารถนำพาชีวิตให้บรรลุตามเป้าหมายได้สำเร็จ

  

6 วิธีสร้าง EF ให้ลูกวัยเบบี๋

EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF

วัย 0-1 ปี เป็นวัยที่ต้องได้รับการตอบสนองทันที เมื่อได้รับการตอบสนองที่ดี ลูกจะมีอารมณ์มั่นคง เมื่อก้าวเข้าสู่วัย 1 ปี ก็จะเริ่มพัฒนาความสามารถเรื่องการตั้งเป้าหมาย พัฒนาความคิดได้ดี มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่ทำ และพัฒนาการใช้ภาษาได้ดีขึ้น ซึ่งการใช้คำพูด จะเป็นพื้นฐานให้เด็กๆ ได้คิดและฝึกการวางแผนที่ดีด้วย
กิจกรรมกระตุ้นทักษะ EF

1. ทำเสียงอ้อแอ้ลูกน้อยวัย 4 เดือน เริ่มส่งเสียงอ้อแอ้ ให้แม่ส่งเสียงโต้ตอบ พูดคุยกับลูก โดยทำเสียงแปลกๆ ให้ลูกสนใจฟัง และหันตามเสียงนั้น

พัฒนา EF: Working Memory ...การสนทนาโต้ตอบไปมา จะช่วยให้สมองสร้างเซลล์ประสาทเชื่อมต่อกันมากขึ้น เป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ภาษาและการสื่อสารได้ดี

2. ขยับแข่งขยับขา พาเต้นรำ แม้ลูกจะยังพูดหรือเดินไม่ได้ ลองเปิดเพลงเบาๆ แล้วอุ้มลูกเต้นรำหมุนตัวไปมา หรือจับแขนลูกยกไปมาตามจังหวะเพลง จะช่วยให้ร่างกายลูกได้เคลื่อนไหว ได้บริหารกล้ามเนื้อไปด้วย

พัฒนา EF: Working Memory และ Focus/Attention...การที่ลูกได้เคลื่อนไหวร่างกาย มีความสนใจเสียง และจังหวะดนตรี จะเป็นพื้นฐานการฟังเสียง และส่งเสริมทักษะการอ่านในอนาคตได้ดี

3. จ๊ะเอ๋ ของอยู่นี่ลูกวัย 6-7 เดือน เริ่มนั่งและคืบคลานได้ ให้ลูกได้คว้าจับสิ่งของหรือของเล่นชิ้นโปรดด้วยตัวเอง หรือเล่นซ่อนของ โดยเอาของเล่น หรือใช้มือแม่ซ่อนใต้ผ้าห่ม ให้ลูกลองหา เมื่อลูกเจอก็พูดว่า “จ๊ะเอ๋” ลูกจะรู้สึกแปลกใจ และสนุก
           
พัฒนา EF:Working Memory และ Shift Cognitive Flexibility...การนำของไปซ่อน และหาเจอจะทำให้ลูกได้เรียนรู้ถึงการมีสิ่งของนั้น รับรู้ว่าสิ่งของนั้นมีอยู่จริง เป็นการพัฒนาความจำของ

4. พูดคุยถึงสภาพอากาศ ก่อนนอนชวนลูกพูดคุยถึงสภาพอากาศในวันนี้ และเรื่องราวต่างๆ ที่พ่อแม่เจอมาให้ลูกฟัง เช่น วันนี้ฝนตก อากาศเย็น แม่จะห่มผ้าให้นะจ๊ะ มีการสื่อสารโต้ตอบกัน ลูกจะสนใจฟังเสียงแม่ 

พัฒนา EF: Working Memory...การเล่าเรื่องราวต่างๆ ของแม่ จะทำให้ลูกเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ พัฒนาทักษะการสื่อสาร และช่วยให้สมองมีการจดจำที่ดีมากขึ้น

5. ต้องตอบสนองความต้องการของลูกได้ แม่ควรเตรียมของใช้ทุกอย่างของลูกให้พร้อม เวลาที่ลูกมองตาม หรือส่งเสียงร้องไห้ ต้องเข้าไปตอบสนองความต้องการ และสังเกตว่าลูกต้องการอะไร หรือคอยส่งเสียงเรียกอยู่ตลอด เพื่อให้ลูกรู้ว่าแม่ไม่ได้ไปไหน อยู่ใกล้ๆ นี่เอง

พัฒนา EF:Emotional Control...การตอบสนองความต้องการของลูก จะช่วยให้ลูกมีอารมณ์มั่นคง มั่นใจ อารมณ์ดี รู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดี รู้จักยั้งคิดและไตร่ตรองสิ่งต่างๆ ก่อนลงมือทำได้

6. ทำเสียงตลก ขบขัน ขณะที่เปลี่ยนผ้าอ้อม เปลี่ยนเสื้อให้ลูก หวีผม เช็ดตัว อาบน้ำ ขณะที่ทำนั้นลองทำเสียงตลกๆ หรือทำเสียงแปลก ให้ลูกได้ยิ้มและหัวเราะ โดยองหน้าและพูดคุยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนไปด้วย

พัฒนา EF:Working Memory...การพูดคุย และมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกันนั้น จะกระตุ้นให้เซลล์ประสาททำงานได้ดี พัฒนาความจำ และทักษะด้านภาษาได้ดี

กิจกรรมของลูกวัย 0-1 ปีนี้ จะกระตุ้นทักษะด้าน Working Memory ได้ดี ซึ่งเป็นพื้นฐานในการพัฒนา EF ด้านอื่นๆ ได้ดีต่อไปค่ะ 
 
 

8 ทักษะฝึก Working Memory ให้ลูกวัยอนุบาล

EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF

Working memory คือความจำที่นำมาใช้งาน หรือ ความสามารถในการเก็บประมวล และดึงข้อมูลที่เก็บในคลังสมองออกมาใช้ตามสถานการณ์ที่ต้องการ เช่น การทำอาหาร การคิดเลขในใจ การเขียนหนังสือ อ่านหนังสือ ฯลฯ 


ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถฝึก Working Memory ให้ลูกได้ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้ค่ะ 

1. ทำอาหารร่วมกัน
สอนให้ลูกรู้จักวัตถุดิบต่าง เนื้อสัตว์ ผักผลไม้ เครื่องปรุงต่างๆ พาลูกไปจ่ายตลาดเพื่อให้เห็นของที่หลากหลายและแยกเป็นหมวดหมู่ และรู้จักรอคอย เช่นรอจ่ายเงินหรือรอให้พ่อแม่ซื้อของให้เสร็จ จากนั้นคือขั้นตอนของการทำอาหาร ที่ลูกจะได้เห็นแต่ละขั้นตอน ทำอะไรก่อนหลัง และอดใจรอเมื่ออาหารเสร็จแล้ว

2. พาลูกไปเจอสัตว์เป็นๆ และอยู่กับธรรมชาติ
เด็กๆ มักจำสิ่งที่เป็นของจริงได้มากกว่าเห็นแค่รูปภาพหรือภาพในทีวี การให้เด็กได้สัมผัสประสบการณ์จริง จะทำให้เขาจำเรื่องเล็กน้อยๆ ลักษณะพิเศษของสิ่งๆ นั้นได้มากกว่า ทั้งจำได้ถึงประสบการณ์ร่วมของตัวเอง พ่อแม่ และสิ่งที่พบเจอได้ด้วย

3. เบี่ยงเบนความสนใจเวลาที่ลูกอารมณ์ไม่ดี
เช่น ขณะแม่ขับรถอยู่ และลูกนั่งในคาร์ซีท หากลูกอารมณ์ไม่ดีร้องไห้งอแงจะออกจากคาร์ซีท พ่อแม่อาจชี้ชวนให้ลูกดูสิ่งต่างๆ รอบตัว ให้นับ 1 – 10 ให้นับเสาไฟ ให้นับนกที่บินผ่าน หรือแม้แต่บอกสีรถคันที่ขับผ่านมา จะช่วยให้ลูกเกิดความยับยั้งชั่งใจ ทั้งช่วยตอกย้ำความจำในเรื่องต่างๆ ได้ด้วย

4. ให้ลูกเรียนรู้จากความผิดพลาด
เช่น พ่อแม่ห้ามลูกไม่ให้กระโดดลงจากม้านั่ง เตือนแล้วว่าถ้ากระโดดลงมาแล้วล้ม เจ็บแล้วจะไม่มีคนโอ๋ หากลูกยังดึงดัน พ่อแม่ก็ต้องทำตามที่พูด ลูกจะเรียนรู้ด้วยตัวเองถึงผลของการกระทำของตัวเอง แต่ต้องพิจารณาเรื่องความปลอดภัยเป็นสำคัญ

5. ปล่อยให้ลูกรู้จักการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
การขอร้องให้ลูกช่วยเรื่องต่างๆ หรือสร้างสถานการณ์ เพื่อสร้างโอกาสให้ลูกรู้จักและฝึกแก้ปัญหา ซึ่งการแก้ปัญหาของลูกในสถานการณ์ที่เหมือนกันนั้น อาจเหมือนหรือแตกต่างกันไปในแต่ละครั้งได้

6. ให้ลูกฝึกคิดเลขได้มากกว่าการคิดเลข
การซื้อของไปแจกเพื่อนๆ ในห้อง อาจจะได้มากกว่าแค่ถามลูกว่าเพื่อนมีกี่คน ต้องซื้อของกี่ชิ้นจึงจะพอ เช่น ขนมมีซองละ 5 ชิ้น ในห้องรวมลูกแล้วมี 21 คน ลูกจะมี 2 ทางเลือก ว่าจะซื้อ 4 ซอง 20 ชิ้น หรือ 5 ซอง 25 ชิ้น ลูกอาจจะบอกว่าซื้อแค่ 4 ซองพอ เขาไม่กินก็ได้ เสียสละให้เพื่อน นอกจากจะได้เรื่องคณิตศาสตร์ ยังแสดงให้เห็นว่าลูกคิดอะไรอยู่อีกด้วย

7. ฝึกความจำด้วยกิจกรรม 3 อย่าง
ให้ลูกลองทำภารกิจ เช่น ให้ลูกไปเอาน้ำในตู้เย็น ขนมในถุง และกระดาษทิชชู่ แล้วคอยดูว่าลูกจะเอามาให้ได้ทั้งหมดหรือไม่ นอกจากลูกจะต้องจำภารกิจให้ครบหมดแล้ว ยังต้องรู้จักวางแผนให้การเดินไปเอาด้วยว่า จะหยิบอะไรก่อนหลัง หรือถือแค่สองมือไม่พอ ต้องเอามาวางก่อนแล้วกลับไปเอาอีกที เป็นต้น

8. สร้างเงื่อนไขสร้างนิสัยดี
เด็กวัยนี้หากอยากได้อะไรแล้วไม่ได้ดั่งใจ มักมีอารมณ์หงุดหงิด โกรธ และโมโห พ่อแม่ควรสร้างเงื่อนไขที่แก้ไขอารมณ์ลูก และสร้างนิสัยดีไปพร้อมๆ กันได้ เช่น แม่กำลังล้างจานอยู่ แต่ลูกจะให้แม่หยิบขนมให้ แม่ยังหยิบไม่ได้ เลยบอกลูกว่าให้ลูกรอแม่ล้างจานเสร็จก่อน และต้องพูดเพราะๆ กับแม่ด้วย ถ้าลูกยังดื้อไม่ทำตาม แม่ก็ล้างจานต่อไป เมื่อไหร่ที่ลูกยอมทำตามเงื่อนไขของแม่แล้ว ลูกก็จะได้เรียนรู้จักหักห้ามใจตัวเอง และทำตามเงื่อนไขที่วางไว้ด้วย



           
 ef module2

 

8 เรื่องที่พ่อแม่ต้องสอน เพื่อให้ลูกรู้จักยับยั้งชั่งใจ

EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF  

ทักษะการยับยั้งชั่งใจ-คิดไตร่ตรอง(Inhibitory Control) คือความสามารถในการควบคุมความต้องการของตนเองให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เด็กที่ขาดความยับยั้งชั่งใจจะเหมือน "รถที่ขาดเบรก" อาจทำสิ่งใดโดยไม่คิด มีปฏิกิริยาในทางที่ก่อให้เกิดปัญหาได้


ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสอนลูกให้รู้จักยับยั้งชั่งใจได้ง่ายๆ ผ่านกิจวัตรประจำวันดังนี้ 

1. สอนลูกเข้าคิว และรู้จักอดทนรอคอย การเข้าคิวเป็นพื้นฐานของระเบียบวินัย แถมยังฝึกให้ลูกรู้จักลำดับก่อนหลัง รู้จักสิทธิ์ของตนเองและเคารพในสิทธิ์ของผู้อื่น การเข้าคิวรอไม่ว่าจะเข้าห้องน้ำ ซื้อของ จ่ายเงิน รอรับของ รอเข้าสวนสนุก ฯลฯ เหล่านี้ล้วนฝึกความอดทนรอคอย ให้แก่ลูก 

2. สอนลูกให้เคารพกฎกติกาลูกอาจจะยังเล็กเกินที่จะเรียนรู้กฎหมายบ้านเมือง แต่เรื่องใกล้ตัวเช่น กฎระเบียบในบ้าน กฎที่โรงเรียน หรือแม้แต่ข้อตกลงที่ได้ทำไว้กับคุณพ่อคุณแม่ก็เป็นสิ่งสำคัญ ลูกจะละเมิดหรือเพิกเฉยไม่ได้ เช่น ถ้าลูกไม่ยอมกินข้าวตามเวลา หลังอาหารมื้อนั้นเสร็จแล้วพ่อแม่ต้องเก็บทุกอย่างไว้ และให้ลูกรอจนกว่าจะถึงเวลาอาหารมื้อต่อไป หรือถ้าไปเดินห้างสรรพสินค้า พ่อแม่ตกลงกับลูกว่าสามารถซื้อของเล่นได้เพียง 1 ชิ้น พ่อแม่ก็ต้องยืนยันกับลูกว่า 1 ชิ้นเท่านั้น ถ้าลูกร้องจะเอาเพิ่ม จะพากลับบ้านทันที ทั้งนี้ก็เพื่อให้ลูกรู้จักระงับความรู้สึกของตนเอง   

3. ให้ลูกช่วยทำงานบ้านการทำงานบ้านนอกจากจะฝึกความรับผิดชอบของเด็กแล้ว ยังช่วยฝึกความอดทน ซึ่งเป็นพื้นฐานของการยับยั้งชั่งใจด้วย 

4. ควบคุมการใช้โซเชียล โดยเฉพาะคลิปวิดีโอในชาแนลต่างๆ ที่อาจแฝงเรื่องความรุนแรง คำหยาบคาย หรือพฤติกรรมของผู้ใหญ่บางคนที่ไม่เหมาะสม เนื่องจากเด็กยังไม่มีวิจารณญาณ เพราะฉะนั้นการปล่อยให้ลูกใช้โซเชียลมีเดียตามลำพังอาจเกิดผลเสียได้ ซึ่งวิธีควบคุมการใช้สื่อโดยเฉพาะ YouTube เดี๋ยวนี้มี YouTube Kids แล้วค่ะ ช่วยให้การดูวิดีโอของเด็กปลอดภัยมากยิ่งขึ้น (ทำความรู้จัก YouTube Kids

5. ปลูกฝังลูกเป็นผู้ให้ ผู้ให้ย่อมเป็นผู้ที่ถูกรัก การให้เป็นการส่งความสุข ซึ่งลูกไม่จำเป็นต้องให้สิ่งของหรือเงินทอง เพียงแค่มีความรู้สึกปรารถนาดีต่อผู้อื่น มีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่นตามกำลังละความสามารถของตน
 
6. รู้จักคุณค่าในสิ่งต่างๆ เพราะทุกอย่างย่อมมีคุณค่าในตัวเอง ทั้งของเล่นของใช้พ่อแม่ไม่ควรซื้อให้ลูกมากจนพอดี เพราะอาจทำให้ลูกไม่เห็นคุณค่าของสิ่งที่มี ในวันหยุดอาจจะชวนลูกรดน้ำต้นไม้รอบบ้าน แล้วอธิบายความสำคัญของต้นไม้ให้ลูกฟัง เช่น “ต้นไม้ต้นนี้ช่วยกันแดด ให้ร่มเงาทำให้หนูไม่ร้อน หนูต้องช่วยพ่อแม่ดูแลต้นไม้นะ” เป็นต้น 

7. พูดขอบคุณและขอโทษบ่อยๆ การขอบคุณเมื่อมีผู้อื่นหยิบยื่นไมตรีให้เราเป็นเรื่องที่พึงกระทำ และการขอโทษกับสิ่งที่ผิดพลาดไม่ใช่เรื่องน่าอาย พ่อแม่ควรพูดขอบคุณลูกที่ช่วยทำงานบ้าน และควรกล่าวขอโทษเมื่อทำผิดต่อลูก เป็นต้น

8. นั่งสมาธิฝึกสติ การนั่งสมาธินอกจากจะฝึกจิตใจให้สงบแล้ว สมาธิยังช่วยควบคุมความคิดและอารมณ์ของเด็กๆ ได้อีกด้วย 

การจะเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กดีมี EF โดยหลักแล้วพื้นฐานจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่มักจะส่งผลต่อลูกโดยตรง เพราะฉะนั้นการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรให้ลูกตั้งแต่เด็กๆ และตอบสนองความต้องการของลูกอย่างเหมาะสม จะทำให้เขาเติบโตเป็นเด็กที่มองโลกในแง่ดี มีการยับยั้งชั่งใจ รู้จักคิดไตร่ตรอง (Inhibit Control) และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ค่ะ  
 

9 วิธีเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กคิดบวก

 

EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF
 
​ความคิดของคนเรามาจากสมองส่วนหน้า ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการควบคุมความคิด ที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาของอารมณ์เชิงบวกและลบ โดยความคิดของเราจะเป็นแบบไหนนั้นไม่ได้มาจากพันธุกรรม เพราะคนเราไม่ได้คิดเป็นตั้งแต่เกิด แต่ต้องมีพัฒนาการด้านต่างๆ ก่อน แล้วจึงเกิดเป็นความคิดตามมาในภายหลัง


ความคิดเชิงบวก หรือ Positive Thinking มีความสำคัญกับชีวิตเพราะเด็กจะคิดเชิงบวกได้ต้องเอาชนะกับอารมณ์และความคิดเชิงลบที่ตนเองมีอยู่ให้ได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องปลูกฝัง เพราะถ้าเด็กๆ มีความคิดเชิงบวก ก็จะทำให้อารมณ์และพฤติกรรมเป็นไปในทางบวกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อตนเอง คนรอบข้าง ครอบครัวและสังคมจากการลงมือปฏิบัติตามความคิดนั้นค่ะ

พ่อแม่สามารถปลูกฝังลูกให้มีความคิดเชิงบวกได้ดังนี้ 

1. สร้างครอบครัวให้อบอุ่นเมื่อพ่อแม่ให้เวลากับลูกอย่างเต็มที่ พร้อมเสมอที่จะโอบอุ้มและดูแลลูก ตอบสนองลูกอย่างถูกต้องและเพียงพอ โดยสามารถปลูกฝังสิ่งเหล่านี้ได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในวัยขวบแรก ซึ่งเป็นวัยที่ต้องปูพื้นฐานเรื่องความมั่นคงทางอารมณ์ ความรู้สึกว่าตนเองมีค่า มีความปลอดภัยในชีวิต

ลูกขวบแรกจะมีอารมณ์มากมาย พ่อแม่ต้องตอบสนองอารมณ์ต่างๆ ของลูกด้วยความคิดในเชิงบวก หรือความคิดที่เข้าใจลูก และต้องตอบสนองอย่างเหมาะสม เมื่อลูกมีความมั่นคงทางอารมณ์ มั่นใจในตัวเอง ก็สามารถต่อยอดได้ในเรื่องความคิดในเชิงบวกได้ง่ายขึ้นค่ะ
 
2. เล่นกับลูก ไม่ว่าจะเป็นลูกวัยไหน การที่พ่อแม่เข้าไปเล่นกับลูก จะเป็นการแสดงออกถึงความคิดบวกต่อการเล่นของลูก เพราะสีหน้าท่าทาง น้ำเสียงของพ่อแม่เวลาที่เล่นกับลูกจะเป็นบวก ทำให้ลูกรู้สึกได้ว่าสิ่งที่เขาทำอยู่มีค่าและได้รับความสนใจจากพ่อแม่

และควรให้ลูกได้เล่นแบบ free play และเล่นตามจินตนาการ โดยมีการพบว่า เด็กที่มีความคิดยืดหยุ่นจะต้องผ่านการเล่นที่มีอิสระ เพราะในโลกของจินตนาการจะมีการลื่นไหลทางความคิด ทำให้สมองเด็กมีการปรับเปลี่ยนได้ตลอดค่ะ

3. สอนบนพื้นฐานของความจริง คือ พยายามเน้นให้ลูกได้เห็นสภาพความเป็นจริง ถ้าใส่ความคิดที่เป็นบวกได้ ก็ใส่ไปด้วย แต่ต้องไม่ใช่การคิดบวกแบบโอเวอร์หรือไม่ใช่บนพื้นฐานของความเป็นจริง เพราะถ้าคิดบวกแบบเกินจากข้อเท็จจริงก็มีโอกาสที่จะผิดหวัง และมีโอกาสที่จะแย่กว่าเดิมก็ได้ค่ะ
 
4. ให้ความรักในแบบที่ถูกต้อง ไม่ใช่การเลี้ยงดูด้วยเงินหรือเลี้ยงแบบตามใจ แต่ต้องฝึกให้เขาเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านการชี้แนะของพ่อแม่ ให้ลูกได้เรียน รู้ถึงความผิดหวัง ในวันที่ยังมีพ่อแม่คอยชี้แนะ สอนให้ลูกเรียนรู้ที่จะสร้างกำลังใจให้ตนเอง สร้างกำลังใจให้ผู้อื่น
         
5. ฝึกให้ช่วยเหลือตัวเองและผู้อื่น โดยต้องมีความอดทน ขยัน มุ่งมั่น ไม่ย่อท้อกับอุปสรรค ตั้งแต่เล็กๆ ผ่านการซึบซับไปทีละเล็กทีละน้อย ตอนเล็กๆ อาจเริ่มสอนจากนิทานสำหรับเด็ก กระตุ้นให้ลูกเห็นคุณค่าในตัวเอง เช่น ฝึกให้ช่วยเหลือตัวเอง ชวนมาทำงานบ้านง่ายๆ ด้วยกัน เพื่อให้ลูกรู้ว่าเขาสามารถทำได้
 
6. พยายามเต็มที่ & รู้จักปล่อยวาง สอน ให้ลูกพยายามทำสิ่งต่างๆ อย่างเต็มที่ และถ้าตั้งใจทำก็จะทำสำเร็จ แต่อยู่บนพื้นฐานของการทำเท่าที่จะทำได้ตามความสามารถของลูก เพื่อเป็นการไม่กดดันลูกและไม่ให้ลูกรู้สึกเครียด

7. สอนให้เข้าใจคนอื่น เช่น ลูกวัยอนุบาลโดนเพื่อนแกล้ง ก็บอกลูกว่าเพื่อนอาจจะยังเด็กอยู่ยังไม่รู้เรื่อง หรือเพื่อนอาจจะไม่ได้ตั้งใจ หนูโตแล้วเข้าใจแล้วว่าเพื่อนกันต้องรักกัน ไม่แกล้งกัน ไม่ต้องโกรธเพื่อน

8. ไม่หนีปัญหา ให้ลูกได้เจอปัญหาและฝึกแก้ปัญหาด้วยตัวเอง โดยพ่อแม่คอยชี้แนะและสอนให้เข้าใจว่าทุกคนล้วนต้องเจอปัญหาทั้งนั้น แต่เราต้องอดทนและหาทางแก้ไขปัญหา ให้ลูกมองปัญหาเป็นเรื่องปกติ ที่จะต้องหาทางแก้ไข แล้วลุกขึ้นสู้ เช่น ยกตัวอย่างปัญหาที่พ่อแม่เจอ เพื่อให้ลูกดูเป็นตัวอย่าง ว่าเวลามีปัญหาพ่อแม่ก็ต้องแก้ไขโดยไม่ย่อท้อเหมือนกัน เป็นต้น

9. ใช้คำพูดดีๆพ่อแม่ต้องเป็นผู้ให้พรอันประเสริฐกับลูกค่ะ ทุกคำที่พูดกับลูกต้องเป็นมงคลแก่ชีวิตลูก โดยเฉพาะการให้กำลังใจและให้ความคิดเชิงบวก เช่น “ลูกต้องทำได้” หรือ ”พ่อกับแม่เชื่อว่าถ้าลูกตั้งใจทำ อะไรก็สบายอยู่แล้ว” เป็นต้น
 
การปลูกฝังให้ลูกมีความคิดเชิงบวกสามารถทำได้ตั้งแต่ลูกยังเล็กๆ ค่ะ โดยและพ่อแม่ก็ควรทำให้การคิดบวกนั้นเป็นเรื่องที่อยู่ในวิถีชีวิตประจำวัน เพื่อให้ลูกเกิดความเคยชินค่ะ 

 

"รักวัวให้ผูก รักลูกให้เลี้ยงด้วย EF"
ขอบคุณความรู้ EF โดย สถาบัน RLG


ลูกไม่มีความอดทน, ลูกไม่รู้จัก, ฝึกให้ลูกรู้จักรอคอย, สอนลูกให้รู้จักรอคอย, ลูกรอเป็น, สอนลูกเข้าคิว, สอนลูกต่อคิว, EF, Executive Functions, ทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ, การทำงานของสมองส่วนหน้า, ทักษะสมอง EF, พัฒนา EF, ฝึก EF, EF คืออะไร, อีเอฟคืออะไร, ปรับพฤติกรรมลูก, ลูกก้าวร้าว, ลูกเอาแต่ใจ, ลูกดื้อ, ลูกไม่มีความอดทน, ลูกขี้เกียจ, ลูกความจำไม่ดี, ลูกชอบเถียง, ลูกอาละวาด, ลูกอารมณ์ร้าย, ลูกอ่อนไหว, ลูกปรับตัวไม่เป็น, ลูกปรับตัวไม่เก่ง, ลูกขี้อาย, ลูกไม่มีความยับยั้งชั่งใจ, ลูกไม่มีระเบียบ, ลูกไม่มีวินัย, Working memory, ความจำเพื่อใช้งาน, Inhibitory Control, การยั้งคิด ไตร่ตรอง, Shift, Cognitive Flexibility, การยืดหยุ่นความคิด,Focus, Attention, จดจ่อใส่ใจ, Emotional Control, การควบคุมอารมณ์, Planning,Organizing, การวางแผน, การจัดระบบดำเนินการ, Self-Monitoring, การรู้จักประเมินตนเอง,Initiating, การริเริ่มและลงมือทำ, Goal-Directed Persistence, ความพากเพียร, มุ่งสู่เป้าหมาย, เลี้ยงลูกให้เก่ง, เลี้ยงลูกให้เอาตัวรอด, เลี้ยงลูกให้ดี, เลี้ยงลูกให้ฉลาด, เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี, เลี้ยงลูกให้ดูแลตัวเองได้, เลี้ยงลูกให้มีความสุข

EF คืออะไรทำไมถึงสำคัญกับลูกมากกว่า EQ และ IQ

EF, Executive Functions, IQ, EQ, RLG, Rakluke, Rakluke Group, สถาบันอาร์แอลจี, รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป 

EF ทักษะการคิดเพื่อชีวิตที่สำเร็จ

EF (Executive Functions) เป็นกระบวนการทางความคิด (Mental process) ในสมองส่วนหน้า ที่เกี่ยวข้องกับการคิด ความรู้สึก และการกระทำ เช่น การยั้งใจคิดไตร่ตรอง การควบคุมอารมณ์ การยืดหยุ่นทางความคิด การตั้งเป้าหมาย วางแผน ความมุ่งมั่น การจดจำและเรียกใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดลำดับความสำคัญของเรื่องต่างๆ และการทำสิ่งต่างๆ อย่างเป็นขั้นเป็นตอนจนบรรลุความสำเร็จ ซึ่งเป็นทักษะที่มนุษย์เราทุกคนต้องใช้ มีความสำคัญยิ่งต่อทั้งความสำเร็จในการเรียน การทำงาน รวมทั้งการมีชีวิตครอบครัว ทักษะ EF นี้นักวิชาการระดับโลกชี้แล้วว่า สำคัญกว่า IQ

ทั้งนี้ มีงานวิจัยชัดเจนว่า ช่วงวัย 3-6 ปีนี้ เป็นช่วงเวลาทองของชีวิตในการพัฒนาทักษะ EF ให้กับเด็ก เพราะสมองจะมีการพัฒนาทักษะ EF ได้ดีที่สุดในช่วงเวลานี้ พ้นจากช่วงเวลานี้ไปถึงวัยเรียน วัยรุ่น หรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้น แม้จะยังพัฒนาได้ แต่ก็จะไม่ได้ดีเท่ากับช่วงปฐมวัย

Executive Functions (EF) ประกอบด้วยทักษะ 9 ด้าน ประกอบด้วย

1.Working memory ความจำที่นำมาใช้งาน ความสามารถในการเก็บข้อมูล ประมวล และดึงข้อมูลที่เก็บในคลังสมองของเราออกมาใช้ตามสถานการณ์ที่ต้องการ

2.Inhibitory Control การยั้งคิด และควบคุมแรงปรารถนาของตนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม จนสามารถหยุดยั้งพฤติกรรมได้ในกาลเทศะที่สมควร เด็กที่ขาดความยับยั้งชั่งใจ ก็เหมือน “รถที่ขาดเบรก”

3.Shift หรือ Cognitive Flexibility การยืดหยุ่นความคิด สามารถปรับเปลี่ยนความคิดให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปยืดหยุ่นพลิกแพลงเป็น เห็นทางออกใหม่ๆ และคิดนอกกรอบ”ได้

4.Focus / Attention การใส่ใจจดจ่อมุ่งความสนใจอยู่กับสิ่งที่ทำอย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาหนึ่งๆ โดยไม่วอกแวก

5.Emotional Control การควบคุมอารมณ์ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม จัดการกับความเครียดความเหงาได้ มีอารมณ์มั่นคง และแสดงออกแบบที่ไม่รบกวนผู้อื่น

6.Planning and Organizing การวางแผนและการจัดระบบดำเนินการเริ่มตั้งแต่การตั้งเป้าหมาย การเห็นภาพรวม จัดลำดับความสำคัญ จัดระบบโครงสร้าง จนถึงการแตกเป้าหมายให้เป็นขั้นตอน

7.Self -Monitoring การรู้จักประเมินตนเอง รวมถึงการตรวจสอบการงานเพื่อหาจุดบกพร่อง และรู้ตัวว่ากำลังทำอะไร ได้ผลอย่างไร

8.Initiating การริเริ่มและลงมือทำงานตามที่คิดเมื่อคิดแล้วก็ลงมือทำ ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง

9.Goal-Directed Persistence ความพากเพียรมุ่งสู่เป้าหมาย เมื่อตั้งใจและลงมือทำแล้ว มีความมุ่งมั่นบากบั่น ไม่ว่าจะมีอุปสรรคใดๆก็พร้อมฝ่าฟันจนถึงความสำเร็จ

 

สถาบันอาร์แอลจี (รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป) ในฐานะ Content Experts ผู้เชี่ยวชาญเนื้อหาวิชาการ และเป็นผู้นำในการพัฒนากระบวนการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก สตรี ครอบครัว ผู้สูงวัย ชุมชนและสังคม ได้ทำการจัดการความรู้เรื่อง “Executive Functions (EF)-ทักษะการคิดเพื่อชีวิตที่สำเร็จ” อันเป็นความรู้ที่วงการพัฒนาการเด็กในต่างประเทศกำลังให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ซึ่งในประเทศไทยมี รศ.ดร.นวลจันทร์ จุฑาภักดีกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาและคณะจากศูนย์วิจัยประสาทวิทยาศาสตร์ สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้ศึกษาวิจัยและรวบรวมงานวิจัยจากต่างประเทศ และสถาบันอาร์แอลจีได้จัดการความรู้และพัฒนาให้ความรู้ EF เป็นที่เข้าใจง่าย โดยมุ่งหวังให้พ่อแม่และบุคลากรทางการศึกษา โดยเฉพาะปฐมวัยศึกษาสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาเด็กได้อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยมุ่งมั่นว่า EF จะเป็นองค์ความรู้หนึ่งที่จะร่วมส่งเสริมการปฏิรูปการศึกษาของไทยที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้

Mom's Issue EP 25 (Rerun) : เปิดเทอมใหม่ทำอย่างไรไม่ให้หัวใจว้าวุ่น

 

เทคนิคการเตรียมตัวรับมือเปิดเทอมโดยครูก้า กรองทอง บุญประคอง ครูผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก และผู้ก่อตั้งและผู้บริหารโรงเรียนจิตตเมตต์ (ปฐมวัย)

 

เทคนิคดีๆ เตรียมลูกให้พร้อม เตรียมใจแม่ให้หนักแน่นกับความอ่อนไหวในช่วงแรกของการเปิดเทอม

ฟังตอนนี้ยังไม่สาย เพราะสำหรับน้องอนุบาล1 ทุกๆ เช้าจะยังเป็นเหมือนเปิดเทอมวันแรกนะคะ ^^

 

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

 

#รักลูกPodcast

#รักลูกTheExpertTalk

#Moms_Issues

กดดันลูกเกินไป ระวังลูกป่วย

EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF
พักหลังเราจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับเด็กเครียด ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า และฆ่าตัวตายกันมากขึ้น ปฏิิเสธไม่ได้ว่าแรงกดดันจากสภาพแวดล้อมมีส่วนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียน ครู เพื่อน หรือแม้แต่พ่อแม่ซึ่งเป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดลูกมากที่สุด

ยิ่งถ้าทุกคนคาดหวังความสำเร็จกับเด็ก ไม่ว่าจะเป็นการเรียน กีฬา ดนตรี หรือแม้แต่กิจกรมที่ลูกชื่นชอบ ก็ยังคาดหวังว่าลูกจะทำสิ่งนั้นให้ได้ดี ประสบความสำเร็จ ชนะเลิศ หรือมีชื่อเสียงโด่งดังโดยมองข้ามความสุขหรือมองว่าเป็นกิจกรรมเสริมทักษะ พ่อแม่เองอาจกำลังสร้างความเครียดและความกดดันให้ลูกอยู่ก็ได้  

พ.ญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ รอง ผอ.สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ เคยกล่าวถึงสถานการณ์ผู้ป่วยที่เป็นโรคจิตรเวชในเด็กและวัยรุ่นว่า "การคาดหวังในตัวเด็กไม่ใช่สิ่งที่ผิดแต่บางครั้งผู้ปกครองเองก็ลืมไปว่าเป้าหมายในชีวิตนั้นลูกๆ ต้องเป็นผู้กำหนดไม่ใช่เรากำหนด การที่เราไปกำหนดเป้าหมายให้บ่อยครั้งเราก็กำหนดผิดทิศและกำหนดยากเกินไปสำหรับเด็ก ผู้ปกครองเพียงแต่แนะนำเป็นแนวทางเท่านั้นและสถิติเด็กที่ป่วยจิตเวชมีอยู่ในทุกช่วงอายุและแต่ละคนนั้นจะมีปัญหาที่แตกต่างกันไปตามช่วงวัยแต่ที่พบส่วนใหญ่จะเป็นเคสเด็กสมาธิสั้น

ดังนั้นผู้ปกครองทุกท่านควรทำความเข้าใจในการเลี้ยงดูบุตรหลาน ทำความเข้าใจในสิ่งที่เด็กเป็นและคอยประคับประคองให้อยู่ในกรอบที่ถูกต้อง ไม่ใช่การบังคับขู่เข็ญ หรือเปรียบเทียบให้เด็กเกิดความน้อยใจ และหากบุตรหลานของท่านมีความผิดปกติเสี่ยงต่อการเป็นโรคทางจิตเวชควรพาไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพราะคนที่มีอาการดังกล่าวไม่ใช่คนบ้าเพียงแต่เป็นผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษาเพียงเท่านั้น" 

เอมี โมริน นักจิตวิทยาและนักเขียนหนังสือจิตวิทยาชื่อดังพูดถึงผลกระทบที่เด็กๆ ต้องเผชิญเมื่อถูกพ่อแม่กดดันอย่างหนัก

ผลกระทบที่เด็กๆ ต้องเผชิญเมื่อถูกพ่อแม่กดดันอย่างหนัก
 

1. อัตราการป่วยทางจิตจะสูงขึ้นเด็กที่ถูกกดดันอย่างหนักอาจรู้สึกวิตกกังวลอย่างต่อเนื่อง ความเครียดที่มีอยู่ในระดับสูงทำให้เด็กมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะซึมเศร้าหรือปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ ได้

2. มีความเสี่ยงจะฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น มีการศึกษาพบความเชื่อมโยงระหว่างความคิดฆ่าตัวตายและแรงกดดันจากพ่อแม่ผู้ปกครอง โดย 1 ใน 5 ของเด็กนักเรียนมีความคิดที่จะฆ่าตัวตายเมื่อได้รับแรงกดดันอย่างหนักจากพ่อแม่

3. เด็กไม่เห็นคุณค่าในตนเองการผลักดันเด็กๆ ให้เก่งจะทำลายความนับถือตนเอง เด็กที่เครียดตลอดเวลาจะขาดความเป็นตัวของตัวเอง เพราะเขาจะรู้สึกว่าตนเองนั้นยังไม่ดีหรือไม่มีคุณค่ามากพอ

4. อดนอน เด็กที่ถูกกดดันเรื่องการเรียนอย่างต่อเนื่อง อาจะตื่นสาย เรียนช้า และและมีความพยายามที่จะงีบหลับตลอดเวลา   

5. มีความเสี่ยงที่จะได้รับบาดเจ็บโดยเฉพาะเด็กที่เป็นนักกีฬาที่รู้สึกกดดันมากๆ แม้จะได้รับบาดเจ็บจากการข่งขันก็จะเมินเฉย ไม่สนใจความเจ็บปวด เพราะตนเองุ่งหวังแต่ชัยชนะ สุดท้ายแล้วอาจทำให้บาดเจ็บเพิ่มมากขึ้น 

6. เพิ่มโอกาสในการโกง เมื่อมุ่งเน้นความสำเร็จมากกว่าการเรียนรู้ เด็กๆ มักจะโกง ไม่ว่าจะเป็นการลอกข้อสอบเพื่อนข้างในชั้นประถมหรือจ่ายเงินจ้างให้คนอื่นทำรายงานในระดับชั้นที่โตขึ้นไป

7. ปฏิเสธการมีส่วนร่วมกับผู้อื่น เด็กที่ถูกกดดันมักจะมองแต่เป้าหมายของตนเอง เมื่อเข้าร่วมทีมกับเด็กคนอื่นเขาอาจรู้สึกตนเองถูกลดบทบาท หรือไม่ฉายแสงก็จะออกจากกลุุ่มไป ซึ่งน่าเสียดายว่าพวกเขาจะไม่ได้ใช้ทักษะสัมคม ไม่ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น เห็นอกเห็นใจกัน เป็นต้น 



 

"รักวัวให้ผูก รักลูกให้เลี้ยงด้วย EF"
ขอบคุณความรู้ EF โดย สถาบัน RLG


ลูกไม่มีความอดทน, ลูกไม่รู้จัก, ฝึกให้ลูกรู้จักรอคอย, สอนลูกให้รู้จักรอคอย, ลูกรอเป็น, สอนลูกเข้าคิว, สอนลูกต่อคิว, EF, Executive Functions, ทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ, การทำงานของสมองส่วนหน้า, ทักษะสมอง EF, พัฒนา EF, ฝึก EF, EF คืออะไร, อีเอฟคืออะไร, ปรับพฤติกรรมลูก, ลูกก้าวร้าว, ลูกเอาแต่ใจ, ลูกดื้อ, ลูกไม่มีความอดทน, ลูกขี้เกียจ, ลูกความจำไม่ดี, ลูกชอบเถียง, ลูกอาละวาด, ลูกอารมณ์ร้าย, ลูกอ่อนไหว, ลูกปรับตัวไม่เป็น, ลูกปรับตัวไม่เก่ง, ลูกขี้อาย, ลูกไม่มีความยับยั้งชั่งใจ, ลูกไม่มีระเบียบ, ลูกไม่มีวินัย, Working memory, ความจำเพื่อใช้งาน, Inhibitory Control, การยั้งคิด ไตร่ตรอง, Shift, Cognitive Flexibility, การยืดหยุ่นความคิด,Focus, Attention, จดจ่อใส่ใจ, Emotional Control, การควบคุมอารมณ์, Planning,Organizing, การวางแผน, การจัดระบบดำเนินการ, Self-Monitoring, การรู้จักประเมินตนเอง,Initiating, การริเริ่มและลงมือทำ, Goal-Directed Persistence, ความพากเพียร, มุ่งสู่เป้าหมาย, เลี้ยงลูกให้เก่ง, เลี้ยงลูกให้เอาตัวรอด, เลี้ยงลูกให้ดี, เลี้ยงลูกให้ฉลาด, เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี, เลี้ยงลูกให้ดูแลตัวเองได้, เลี้ยงลูกให้มีความสุข
ที่มา : verywellfamily.com , ข่าวสด
 

กอดลูกยังไง ให้ลูกสตรอง

EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF

กอดลูกยังไง ให้ลูกสตรอง

ความผูกพัน (attachment) เกิดขึ้นได้ง่ายๆ ด้วยการกอดค่ะ และความผูกพันนี้เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาทักษะ EF
กอดแบบไหนสร้าง EF

อุ้มกอดอย่างอ่อนโยนหมั่นอุ้มกอดสัมผัสโลกอย่างอ่อนโยน ให้การกอดเป็นการแสดงความรักที่เป็นธรรมชาติ หรือชื่นชมลูกด้วยการโอบกอด

พูดคุยสบตา ทุกครั้งที่พูดกับลูก สบตาเขาทุกครั้ง โดยทำเสียงหรือหน้าตาให้ลูกสนใจเพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดี

ตอบสนองลูกเสมอตอบสนองอารมณ์และความต้องการของลูกอย่างเหมาะสม เพื่อให้เขารู้สึกมั่นคงทางใจ ปลอดภัยทางกาย

สะท้อนอารมณ์แสดงความเข้าใจด้วยการสะท้อนอารมณ์ลูก เช่น “แม่เข้าใจว่าหนูกำลังหิว หนูกำลังโกรธ” เป็นต้น

ให้ลูกรู้จักการกอดสอนลูกรู้ว่าการกอดสื่อถึงความรู้สึกได้ เช่น กอดเพื่อปลอบ กอดเพราะรัก กอดเพื่อให้รู้ว่าทำผิด

พ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดีโดยเฉพาะการควบคุมอารมณ์ หรือให้ลูกเห็นแบบอย่างของพ่อแม่ในการขอโทษเมื่อทำผิด เป็นต้น

สอนด้วยวินัยเชิงบวกเช่น “แม่เข้าใจว่าหนูกำลังโกรธ หนูไปนั่งสงบๆ ก่อน หายโกรธแล้วมาคุยกันนะ” ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงคำว่า “ห้าม ไม่ อย่า หยุด”

 

"รักวัวให้ผูก รักลูกให้เลี้ยงด้วย EF"
ขอบคุณความรู้ EF โดย สถาบัน RLG


ลูกไม่มีความอดทน, ลูกไม่รู้จัก, ฝึกให้ลูกรู้จักรอคอย, สอนลูกให้รู้จักรอคอย, ลูกรอเป็น, สอนลูกเข้าคิว, สอนลูกต่อคิว, EF, Executive Functions, ทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ, การทำงานของสมองส่วนหน้า, ทักษะสมอง EF, พัฒนา EF, ฝึก EF, EF คืออะไร, อีเอฟคืออะไร, ปรับพฤติกรรมลูก, ลูกก้าวร้าว, ลูกเอาแต่ใจ, ลูกดื้อ, ลูกไม่มีความอดทน, ลูกขี้เกียจ, ลูกความจำไม่ดี, ลูกชอบเถียง, ลูกอาละวาด, ลูกอารมณ์ร้าย, ลูกอ่อนไหว, ลูกปรับตัวไม่เป็น, ลูกปรับตัวไม่เก่ง, ลูกขี้อาย, ลูกไม่มีความยับยั้งชั่งใจ, ลูกไม่มีระเบียบ, ลูกไม่มีวินัย, Working memory, ความจำเพื่อใช้งาน, Inhibitory Control, การยั้งคิด ไตร่ตรอง, Shift, Cognitive Flexibility, การยืดหยุ่นความคิด,Focus, Attention, จดจ่อใส่ใจ, Emotional Control, การควบคุมอารมณ์, Planning,Organizing, การวางแผน, การจัดระบบดำเนินการ, Self-Monitoring, การรู้จักประเมินตนเอง,Initiating, การริเริ่มและลงมือทำ, Goal-Directed Persistence, ความพากเพียร, มุ่งสู่เป้าหมาย, เลี้ยงลูกให้เก่ง, เลี้ยงลูกให้เอาตัวรอด, เลี้ยงลูกให้ดี, เลี้ยงลูกให้ฉลาด, เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี, เลี้ยงลูกให้ดูแลตัวเองได้, เลี้ยงลูกให้มีความสุข

กำจัดอารมณ์ เมื่อลูกอ่อนไหว ไม่มั่นคง

EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF

บ่อยครั้งที่เรามักจะพบว่าเด็กๆ ไม่สามารถควบคุมอารมณ์และความรู้สึกของตนเองได้ ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการไม่ได้รับการฝึกฝน หรือแก้ไขตั้งแต่เล็กๆ ขณะเดียวกันความสัมพันธ์ของเด็กๆ กับคนที่อยู่รอบข้างก็ต้องอยู่ในเชิงบวกด้วย เขาถึงจะรู้สึกมั่นคง อารมณ์ดี มีการต่อยอด และพร้อมเรียนรู้
 
เข้าใจธรรมชาติและพื้นฐานอารมณ์ลูก

เด็กแต่ละวัยมีพื้นฐานทางอารมณ์และพัฒนาการที่ไม่เหมือนกัน
 

เด็กวัยแรกเกิด - 1 ปี เด็กแต่ละคนมีพื้นฐานอารมณ์ที่ไม่เหมือนกัน ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการรับรู้ด้านประสาทสัมผัสที่ไวกว่าปกติ การที่ลูกอารมณ์ไม่ดี อาจเกิดจากการได้ยินเสียงบางอย่าง หรืออารมณ์ไม่ดีเวลาเห็นของบางอย่างที่เขาดูแล้วไม่เข้าใจ เช่น ตุ๊กตาไขลาน เพราะเด็กบางอาจไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร ทำไมถึงเคลื่อนที่ได้ เมื่อเห็นแล้วก็รู้สึกไม่ชอบสิ่งนั้น  

เด็กวัย 2-3 ขวบเป็นวัยที่ยึดตัวเองเป็นหลัก จะหวงของ ไม่แบ่งใคร เอาแต่ใจตนเอง จึงเป็นช่วงวัยที่มีนิสัยชอบขี้วีนขี้เหวี่ยง

เด็กวัย 3-4 ปีอารมณ์แปรปรวน อ่อนไหว หรือฉุนเฉียวได้ง่าย พ่อแม่บางคนอาจไม่เข้าใจว่าทำไมลูกถึงได้ดื้อนัก ซึ่งตามพัฒนาการของเด็ก วัยนี้จะเริ่มมีความรู้สึกอยากท้าทายผู้ใหญ่ อยากทำตาม อยากค้นหาตัวเอง และเมื่อลูกทำอะไรได้เอง ก็จะเริ่มขัดใจพ่อแม่

เด็กวัย 3-6 ปี เริ่มมีความรู้สึกนึกคิดเป็นของตัวเองจึงไม่แปลกถ้าเขาจะมีการแสดงออกทางด้านอารมณ์ที่มากกว่าเด็กวัยอื่นๆ ซึ่งบางครั้งพ่อแม่ก็อาจไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาช่างเจ้าอารมณ์ยิ่งนัก


เพราะฉะนั้น พ่อแม่ต้องอธิบายให้ลูกเข้าใจ และไม่ควรตอบสนองลูกทุกครั้ง เพราะถ้าลูกทำกับพ่อแม่ได้ เขาก็มีแนวโน้มจะไปทำกับคนอื่นได้เช่นกัน โดยเฉพาะกับเพื่อนๆ ในวัยเดียวกัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบไปถึงทักษะสังคมในอนาคตของลูก 



ก่อนจะสายเกินแก้พ่อแม่สามารถปรับอารมณ์ลูกได้ดังนี้

หาขอบเขตที่เหมาะสมให้ลูก อาจไม่ใช่การสร้างกฎข้อบังคับเสียทีเดียว แต่เป็นการทำข้อตกลงหรือต่อรองซึ่งกันและกัน ว่าสิ่งไหนที่ลูกสามารถทำได้ สิ่งไหนที่ทำไม่ได้ และถ้าหากลูกไม่หยุดหรือไม่ยอมเชื่อฟัง เขาก็ต้องได้รับบทลงโทษ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น พ่อแม่เองต้องไม่ใช้อารมณ์หรือความรุนแรงกับลูกเช่นกัน เพราะการใช้อารมณ์ ใช้ไม้เรียว หรือแม้แต่คำพูดที่รุนแรงจะทำให้ลูกรู้สึกแย่และเห็นเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี ซึ่งเขาก็อาจนำไปใช้กับผู้อื่น หรือมีการต่อต้านพ่อแม่เกิดขึ้น

แม้ว่าในบางครั้งที่ลูกอาจจะก้าวร้าว เกเร ดื้อ ซน แต่ถ้าเขาไม่ทำร้ายร่างกายตนเองและผู้อื่น ไม่ทำลายข้าวของให้เสียหาย เขาก็ยังสามารถแสดงอาการเหวี่ยงวีนออกมาได้ ตราบใดที่เขาไม่ทำให้ใครเดือดร้อน เพราะธรรมชาติของลูกเป็นแบบนั้นค่ะ


อย่าช่วยลูกมากจนเกินไป ควรให้ลูกได้ช่วยเหลือตนเองบ้าง ให้เขาได้แสดงความคิดตามขอบเขตของเขา และไม่ว่าจะผิดหรือถูก ลูกมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็น เพียงแต่พ่อแม่ต้องคอยสอนว่าอะไรควรไม่ควร อาจจะให้คำแนะนำ หรือใช้คำถามในลักษณะที่เกิดการต่อยอดหรือเกิดความคิดในการแก้ไขปัญหา
 

ไม่ควรห้ามความรู้สึกของลูกเพราะเรื่องของความรู้สึกเราห้ามกันไม่ได้ ยิ่งเด็กๆ ที่มักจะอารมณ์อ่อนไหวง่าย ในยามโกรธ เสียใจ ทุกข์ใจ พ่อแม่ต้องไม่ปิดกั้นอารมณ์ของลูก เพราะไม่เช่นนั้นอาจทำให้ลูกมีปัญหาได้ คือ เขาจะไม่เชื่อใจตนเอง ในขณะที่เด็กบางคนอาจจะก้าวร้าวรุนแรง หรือบางคน ก็เป็นเด็กขี้วิตกกังวล ขณะเดียวกันถ้าเด็กคนไหนที่ได้รับการฝึกฝนมาบ่อยๆ พ่อแม่ฝึกมาแล้วจากที่บ้าน เขาก็จะสามารถจัดการกับปัญหาต่างๆ ได้ดี

อย่าปรับแต่ลูก พ่อแม่เองก็ต้องปรับอารมณ์ด้วย

อย่างที่บอกไปว่า เด็กๆ เรียนรู้จากการเลียนแบบ และพ่อแม่คือต้นแบบของเขา เวลาที่พ่อแม่สอนลูกแล้วไม่สามารถทำให้เขาเห็นเป็นแบบอย่างได้ จะทำให้ลูกขาดความเชื่อมั่นในตัวพ่อแม่ ทำให้พ่อแม่ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมของลูกได้  


ยิ่งถ้าลูกต่อต้านพ่อแม่แล้วพ่อแม่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ ก็อาจทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในครอบครัว และอาจส่งผลให้ลูกเป็นเด็กก้าวร้าว หรือในทางตรงกันข้ามก็คือ พ่อแม่ยอมตามใจลูกไปเสียหมด ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ นานวันเข้าลูกก็จะเคยตัว ที่สุดก็นำพฤติกรรมเหล่านี้ออกไปแสดงให้คนอื่นเห็น

 

ที่สำคัญพ่อแม่ไม่ควรคาดหวังกับลูกมากเกินไป แต่ควรเปิดใจเรียนรู้ และสัมผัสพื้นอารมณ์ความรู้สึกของกันและกัน โดยเฉพาะช่วงวัย 0-6 ปี ถ้าเราดูแลพื้นอารมณ์ลูกได้ดี ลูกก็จะไม่มีปัญหาเรื่องของอารมณ์และพัฒนาการอย่างแน่นอน



 

"รักวัวให้ผูก รักลูกให้เลี้ยงด้วย EF"
ขอบคุณความรู้ EF โดย สถาบัน RLG


ลูกไม่มีความอดทน, ลูกไม่รู้จัก, ฝึกให้ลูกรู้จักรอคอย, สอนลูกให้รู้จักรอคอย, ลูกรอเป็น, สอนลูกเข้าคิว, สอนลูกต่อคิว, EF, Executive Functions, ทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ, การทำงานของสมองส่วนหน้า, ทักษะสมอง EF, พัฒนา EF, ฝึก EF, EF คืออะไร, อีเอฟคืออะไร, ปรับพฤติกรรมลูก, ลูกก้าวร้าว, ลูกเอาแต่ใจ, ลูกดื้อ, ลูกไม่มีความอดทน, ลูกขี้เกียจ, ลูกความจำไม่ดี, ลูกชอบเถียง, ลูกอาละวาด, ลูกอารมณ์ร้าย, ลูกอ่อนไหว, ลูกปรับตัวไม่เป็น, ลูกปรับตัวไม่เก่ง, ลูกขี้อาย, ลูกไม่มีความยับยั้งชั่งใจ, ลูกไม่มีระเบียบ, ลูกไม่มีวินัย, Working memory, ความจำเพื่อใช้งาน, Inhibitory Control, การยั้งคิด ไตร่ตรอง, Shift, Cognitive Flexibility, การยืดหยุ่นความคิด,Focus, Attention, จดจ่อใส่ใจ, Emotional Control, การควบคุมอารมณ์, Planning,Organizing, การวางแผน, การจัดระบบดำเนินการ, Self-Monitoring, การรู้จักประเมินตนเอง,Initiating, การริเริ่มและลงมือทำ, Goal-Directed Persistence, ความพากเพียร, มุ่งสู่เป้าหมาย, เลี้ยงลูกให้เก่ง, เลี้ยงลูกให้เอาตัวรอด, เลี้ยงลูกให้ดี, เลี้ยงลูกให้ฉลาด, เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี, เลี้ยงลูกให้ดูแลตัวเองได้, เลี้ยงลูกให้มีความสุข


 

กิจวัตรประจำวันตอนเย็น - ดาวน์โหลดฟรี Learning Sheet

5884 my

กิจวัตรประจำวันตอนเย็น - ดาวน์โหลดฟรี Learning Sheet

เกมที่เด็กจะได้เรียนรู้เรื่องกิจวัตรประจำวัน ฝึกความมีวินัย ความรับผิดชอบต่อตัวเอง และเรียนรู้เรื่องเวลา

ระดับ

  • อนุบาล, ประถมศึกษาตอนต้น

วิธีเล่น

  • ดูภาพกิจวัตรประจำวันที่เด็กต้องทำในตอนเย็น แล้วใส่ตัวเลขเวลาที่ทำกิจวัตรแต่ละอย่าง

สิ่งที่เด็กเรียนรู้

  • เรียนรู้เรื่องกิจวัตรประจำวัน เวลา
  • ฝึกการคิดการเรียงลำดับ การเชื่อมโยงความสัมพันธ์
  • ฝึกความจำเพื่อใช้งาน (Working Memory)

บทบาทพ่อแม่ / ผู้ปกครอง

  • ชวนเด็กๆ พูดคุยเรื่องกิจวัตรประจำวัน ความรับผิดชอบต่อตัวเอง 
  • สอนเด็กๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องเวลาและนาฬิกา

 หมวดการเรียนรู้/ทักษะ

ทักษะสมอง EF, การเชื่อมโยงความสัมพันธ์, การสังเกตจดจำ, คณิตศาสตร์, ภาษาอังกฤษ

 

คนเป็นพ่อแม่ จะสนับสนุนลูกอย่างไร ให้ไปถูกทาง

 EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF

วัยเด็กเป็นวัยที่เต็มไปด้วยความฝัน จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ขณะที่คนเป็นพ่อแม่ไม่ว่าลูกจะทำอะไรก็พร้อมสนับสนุน แต่พ่อแม่อีกหลายคนก็ลังเลว่าลูกจะจริงจังหรือไม่ สนับสนุนไปแล้วจะเสียเวลาหรือเปล่า และลูกเราจะไปได้สุดทางหรือไม่ 


เด็กเล็กๆ วัย 2-3 ปี มักเริ่มอยากรู้อยากลอง เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น พอเข้าสู่ช่วง 3-6 ปี จะเริ่มมีจินตนาการความคิดสร้างสรรค์และพร้อมจะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้มากกว่าเดิม ซึ่งทุกการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจะมีการพัฒนาโครงข่ายเส้นไยประสาทสมองที่แตกแขนงมากขึ้นตลอดเวลา

เด็กวัย 3 ปีขึ้นไป จะคิดริเริ่มอยากทำสิ่งต่างๆ หรืออาจใฝ่ฝันอยากเป็นดารา นักแสดง นักดนตรี นักกีฬา ตามไอดอลที่เขาชื่นชอบ โดยเขาอยากเรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่ชอบได้มากมาย แม้จินตนาการและความใฝ่ฝันของเด็กวัยนี้จะยังไม่ใช่ทิศทางที่กำหนดชีวิตชัดเจนเหมือนวัยรุ่นตอนปลายที่จะรู้ว่าตัวเองต้องการทำอาชีพอะไรก็ตาม  

หากพ่อแม่รู้จักสังเกตว่าลูกชอบอะไร เปิดโอกาสในการรับฟังและส่งเสริมในสิ่งที่เขาชอบก็อาจทำให้เขาค้นพบว่า เขามีความสามารถพิเศษอะไรที่ซ่อนอยู่ในตัวเองได้

กลับกันถ้าพ่อแม่คอยห้ามปรามในสิ่งที่ลูกคิดริเริ่ม เขาจะกลายเป็นเด็กที่ไม่มั่นใจในการคิดริเริ่ม และหากบางครอบครัวนำความใฝ่ฝันและความคาดหวังของพ่อแม่มาใส่และบีบให้ลูกทำสิ่งต่างๆ มากไป เขาจะรู้สึกไม่สนุก เครียด กดดัน ทำสิ่งนั้นได้ไม่ดี และอาจเกิดปัญหาทางอารมณ์และมีพฤติกรรมต่อต้านได้
           
แล้วเราจะรู้หรือมีวิธีค้นหาสิ่งที่ลูกชอบ เพื่อจะส่งเสริมได้อย่างไร

1. เริ่มจากการสังเกตเด็กทุกคนมีความสนใจความถนัดไม่เหมือนกัน ซึ่งเขาจะแสดงออกให้พ่อแม่เห็น ถ้ารู้จักสังเกตว่าลูกชอบอะไรก็จะนำไปสู่การส่งเสริมที่ตรงจุดได้

2. เปิดโอกาสรับฟังความเห็นและความรู้สึกของลูกบ้างเช่น ไปเรียนเปียโนวันนี้สนุกไหม หนูรู้สึกยังไง ถ้าหนูชอบเราไปกันใหม่ไหม ถ้าไม่ชอบอยากลองเปลี่ยนไปเล่นอย่างอื่นไหม

3. ให้ลูกได้มีส่วนตัดสินใจทำในสิ่งที่ชอบวิธีนี้จะทำให้เด็กรู้สึกดีที่คุณรับฟังและเปิดโอกาสให้เขาได้ร่วมตัดสินใจ จะทำให้เขากล้าริเริ่มทำในสิ่งที่ชอบและสนุกกับสิ่งที่เขาได้เลือกทำ

4. พยายามหาข้อมูลเพื่อเลือกกิจกรรมที่หลากหลายให้ลูกได้ลองจนรู้ว่าชอบอะไรไม่ชอบอะไรจะได้รู้ความชอบความถนัดของลูก

5. ส่งเสริมและชื่นชมเช่น รู้ว่าลูกอยากเล่นเปียโน ก็ส่งเสริมให้เขาได้เรียนและเมื่อเขาทำได้ดีก็ชื่นชมให้กำลังใจ ซึงจะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้เขาสนุกที่จะทำต่อ

6. ควรส่งเสริมความสามารถให้หลากหลายไม่ควรจำกัดอยู่แค่การเรียนทางวิชาการ ควรส่งเสริมทักษะในหลายๆ ด้าน เช่น ดนตรี กีฬา ศิลปะ ทักษะทางสังคม และทักษะการช่วยเหลือตัวเองได้ตามวัย เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้ลูกพึ่งตัวเองได้ตามวัย เวลามีความเครียดจากการเรียนเขาก็สามารถผ่อนคลายมาเล่นดนตรีกีฬา ในสิ่งที่ชอบได้

พบว่าเด็กที่มีทักษะความสามารถพิเศษอื่นๆ นอกเหนือจากการเรียน เด็กจะรู้สึกว่าตัวเองมีดี มีความเชื่อมั่น สามารถปรับตัวและแก้ปัญหาได้ดีกว่าเด็กที่ถูกกวดขันเรื่องการเรียนทางวิชาการอย่างเดียว

7. อย่าคาดหวังและกดดัน เด็กบางคนอาจมีความชอบและทำได้ดีในบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นดนตรี กีฬา ศิลปะฯ แต่ความชอบในวัยนี้ยังไม่ใช่ตัวกำหนดอนาคตว่าเด็กจะทำอาชีพในด้านนั้นๆ เพราะกว่าที่เด็กจะรู้ว่าตัวเองอยากทำอาชีพอะไร ต้องเป็นช่วงที่เข้าสู่วัยรุ่นตอนปลายถึงผู้ใหญ่ตอนต้น 

เด็กที่มีทักษะและมีจุดเด่นในหลายด้าน จะมีความมั่นใจ ภูมิใจในตัวเอง โดยในหลายๆ รายจะพบว่าทักษะเหล่านี้อาจพัฒนาไปเป็นอาชีพที่เขาชอบ ซึ่งจะทำให้เด็กเอาตัวรอดในอนาคตได้


 

"รักวัวให้ผูก รักลูกให้เลี้ยงด้วย EF"
ขอบคุณความรู้ EF โดย สถาบัน RLG


ลูกไม่มีความอดทน, ลูกไม่รู้จัก, ฝึกให้ลูกรู้จักรอคอย, สอนลูกให้รู้จักรอคอย, ลูกรอเป็น, สอนลูกเข้าคิว, สอนลูกต่อคิว, EF, Executive Functions, ทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ, การทำงานของสมองส่วนหน้า, ทักษะสมอง EF, พัฒนา EF, ฝึก EF, EF คืออะไร, อีเอฟคืออะไร, ปรับพฤติกรรมลูก, ลูกก้าวร้าว, ลูกเอาแต่ใจ, ลูกดื้อ, ลูกไม่มีความอดทน, ลูกขี้เกียจ, ลูกความจำไม่ดี, ลูกชอบเถียง, ลูกอาละวาด, ลูกอารมณ์ร้าย, ลูกอ่อนไหว, ลูกปรับตัวไม่เป็น, ลูกปรับตัวไม่เก่ง, ลูกขี้อาย, ลูกไม่มีความยับยั้งชั่งใจ, ลูกไม่มีระเบียบ, ลูกไม่มีวินัย, Working memory, ความจำเพื่อใช้งาน, Inhibitory Control, การยั้งคิด ไตร่ตรอง, Shift, Cognitive Flexibility, การยืดหยุ่นความคิด,Focus, Attention, จดจ่อใส่ใจ, Emotional Control, การควบคุมอารมณ์, Planning,Organizing, การวางแผน, การจัดระบบดำเนินการ, Self-Monitoring, การรู้จักประเมินตนเอง,Initiating, การริเริ่มและลงมือทำ, Goal-Directed Persistence, ความพากเพียร, มุ่งสู่เป้าหมาย, เลี้ยงลูกให้เก่ง, เลี้ยงลูกให้เอาตัวรอด, เลี้ยงลูกให้ดี, เลี้ยงลูกให้ฉลาด, เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี, เลี้ยงลูกให้ดูแลตัวเองได้, เลี้ยงลูกให้มีความสุข

คำศัพท์แสนสนุก 3 - ดาวน์โหลดฟรี Learning Sheet

เกมสำหรับเด็กอนุบาล, แบบฝึกหัดสำหรับเด็ก, เกมสำหรับเด็ก, Download เกมสำหรับเด็ก, เกมฝึกสมองสำหรับเด็ก, เกมพัฒนาสมอง, กิจกรรมสำหรับเด็ก, เกมฝึกทักษะ, เกม Coding, เกมฝึกภาษาอังกฤษ

เกมที่เด็กจะได้สนุกกับการเรียนรู้ศัพท์ภาษาอังกฤษ ชื่อสัตว์ชนิดต่างๆ

คำศัพท์แสนสนุก 3 - ดาวน์โหลดฟรี Learning Sheet

 ระดับ: ประถมศึกษาตอนต้น

 วิธีเล่น: ดูรูปภาพและตัวอักษรในภาพ เขียนเรียงตัวอักษรใหม่ให้เป็นคำศัพท์ที่ถูกต้อง  

สิ่งที่เด็กเรียนรู้

  • เรียนรู้ศัพท์และพื้นฐานภาษาอังกฤษ
  • ฝึกการสังเกต จดจำ
  • ฝึกการคิดเชื่อมโยง 

บทบาทพ่อแม่ / ผู้ปกครอง

  • ชวนเด็กเรียนรู้คำศัพท์เพิ่มเติมจากสิ่งรอบตัว
  • ชวนเด็กต่อยอดสร้างเกมคำศัพท์ด้วยตัวเอง ผลัดกันทาย

หมวดการเรียนรู้ / ทักษะ

ภาษาอังกฤษ, ทักษะสมอง EF,  การสังเกตจดจำ, การเชื่อมโยงความสัมพันธ์

 

คุณยายแก่แล้วสายตาไม่ดี มาช่วยคุณยายหาของ 12 ชิ้นให้เจอ - ดาวน์โหลด Learning Sheet

เกมหาสิ่งของในภาพ, เกมจับคู่, เกมจับผิดภาพ, เกมสำหรับเด็ก, เกมฝึกทักษะ, เกมเด็กอนุบาล, learning sheet, ดาวน์โหลดแบบฝึกหัดเด็ก, ดาวน์โหลดเกมเด็กฟรี, Download เกมสำหรับเด็ก

คุณยายแก่แล้วสายตาไม่ดี มาช่วยคุณยายหาของ 12 ชิ้นให้เจอ - ดาวน์โหลด Learning Sheet

ระดับ: ก่อนอนุบาล, อนุบาล

วิธีเล่น  หาของ 12 อย่างจากรูปด้านซ้ายว่าอยู่ตรงไหนในภาพ

สิ่งที่เด็กเรียนรู้

  • ฝึกทักษะการสังเกต การเปรียบเทียบ การคิดเชื่อมโยง
  • ฝึกสมาธิ และการจดจ่อ

บทบาทพ่อแม่ / ผู้ปกครอง

  • ชวนเด็กๆ พูดคุยถึงการจัดสิ่งของ การจัดห้องให้เป็นระเบียบ  

หมวดการเรียนรู้ / ทักษะ

  • ทักษะสมอง EF
  • การสังเกตจดจำ
  • ความจำเพื่อใช้งาน
  • สี และรูปทรง