
ท่าให้นมลูกแฝด คุณแม่ควรจับลูกนอนให้นม จับลูกแฝดเข้าเต้าแบบไหน ถึงจะสามารถให้นมพร้อมกันได้ ลูกแฝดเข้าเต้ากินนมแม่พร้อมกันได้ เรามีท่าให้นมลูกแฝดมาแนะนำค่ะ
4 ท่าให้นมลูกแฝด จับลูกแฝดเข้าเต้ากินนมแม่พร้อมกัน อิ่มพร้อมกัน
ท่าให้นม Front Cross เป็นการอุ้มลูกแฝดเข้าเต้า โดยวางลูกแฝดลงบนตัก หรือมีหมอนรองบนตัก จับลำตัวลูกแฝดไขว้กัน ให้หัวลูกแฝดอยู่สูงกว่าลำตัว หัวพาดบนแขนคุณแม่บริเวณข้อพับพอดี
ท่าให้นม Upright Latch ท่านี้ให้อุ้มลูกแฝดนั่งตัวตรงบนหมอนรองบนตักคุณแม่ ลำตัวและหัวลูกตั้งตรง ท่าจะคล้ายกับโคอาล่าให้นมลูกนั่นเองค่ะ
ท่าให้นม Football & Cradle ท่านี้ให้ลูกแฝดนอนบนหมอนบนตักคุณแม่ จับลำตัวลูกแฝดไปด้านใดด้านหนึ่ง ใช้ฝ่ามือประคองหัวให้สูงกว่าลำตัวเล็กน้อย ลักษณะจะเหมือนคุณแม่กำลังกอดลูกแฝดพร้อมกัน
ท่าให้นม Double Football ท่านี้คุณแม่จับลูกแฝดนอนบนหมอนบนตัด หนีบตัวลูกแฝดเข้ากับข้างลำตัวแม่ใช้ฝ่ามือประคองรับหัวลูกไว้ โดยยกหัวให้สูงกว่าลำตัวเล็กน้อย ท่านี้ลูกแฝดจะนอนในท่ากึ่งคะแคง
อาจเคยมีคนบอกคุณแม่ให้นมว่าเวลาน้ำนมไม่ไหล น้ำนมน้อย ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ ทำยังไงให้น้ำนมไหล ดูแลตัวเองยังไง แต่ก็ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ยังทำให้การให้นมแม่ไม่สำเร็จสักที มาดูคำแนะนำจากคุณหมอกันค่ะ เผื่อจะนำไปปรับใช้ได้
1. เทคนิคให้นมเจ้าตัวเล็ก
- ก่อนและหลังให้นมลูกทุกครั้ง คุณแม่จะต้องเช็ดหรือล้างบริเวณหัวนมและรอบ ๆ ให้สะอาดด้วยน้ำสะอาด หรือน้ำเกลือแล้วเช็ดให้แห้ง จึงให้ลูกดูดนมสลับไปในแต่ละข้างจนอิ่ม ช่วงแรกให้ดูดกระตุ้น 15 - 20 นาทีทั้งสองข้าง (เมื่อน้ำนมมากพอต่อไปดูดทีละข้าง)
- ศีรษะลูกจะต้องอยู่สูงกว่าลำตัวเสมอ
- คอยสังเกตว่าส่วนของเต้านมไม่เบียดจมูกทารกขณะดูด
- เมื่อลูกดูดนมจนอิ่มให้อุ้มลูกพาดบ่าจนลูกเรอลมออกจากกระเพาะอาหารจึงเปลี่ยนท่าอุ้ม
- ช่วงแรกควรงดให้ขวด เพราะเด็กอาจจะปฏิเสธนมแม่
- คุณแม่สามารถปั๊มน้ำนมตนเองใส่ขวดนมที่สะอาดและเก็บไว้ในตู้เย็น แต่ไม่ควรเกิน 12 ชั่วโมง หากลูกดูดนมจากขวดจนอิ่มแล้วน้ำนมเหลือไม่ควรเก็บไว้เพราะนมจะบูดและเสียโดยง่าย แล้วดูดเสร็จถ้ามีนมเหลือควรบีบหรือปั๊มใส่ขวดเก็บใส่ตู้เย็น
2. วิธีดูแลเต้านมคุณแม่
- ใส่เสื้อชั้นในแบบพยุงเต้านม
- ทำความสะอาดหัวนมด้วยน้ำสะอาด
- ใช้สบู่ฟอกได้ แต่ไม่ควรบ่อยเกินไป เพราะอาจทำให้แห้งแตก
3.ความต้องการพลังงานของแม่ขณะให้นม
คุณแม่ที่ให้นมจะต้องใช้พลังงานสูงในการผลิตน้ำนม โดยใช้พลังงานประมาณ 85 แคลอรี่ในการผลิตน้ำนม 100 ซีซี ซึ่งปริมาณน้ำนมแม่ในแต่ละช่วงจะแตกต่างกันออก
ช่วง 6 เดือนแรกจะอยู่ที่ 700 - 850 มล./วัน
ช่วง 6 - 12 เดือน 600 มล./วัน และ
ช่วง 12 - 24 เดือน 550 มล./วัน
ดังนั้นคุณแม่ที่ให้นมจึงต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นวันละ 500 แคลอรี่ โดยเฉพาะโปรตีนมีความสำคัญมากในการผลิตน้ำนม บำรุงและซ่อมแซมเซลล์ต่าง ๆ ของคุณแม่ จึงควรได้รับโปรตีนเพิ่มวันละ 25 กรัม
4. อาหารช่วยเพิ่มน้ำนมแม่
- หัวปลี มีธาตุเหล็ก ช่วยบำรุงเลือดและเพิ่มน้ำนม
- กะเพรา มีเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยขับลม แก้ท้องอืด เพิ่มน้ำนม
- กุยช่าย มีธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส แคลเซียม ช่วยเพิ่มน้ำนม ลดการอักเสบ ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย
- ขิง มีสารจินจิเบน ช่วยย่อยอาหาร ย่อยไขมัน เพิ่มน้ำนม ขับลม แก้คลื่นไส้อาเจียน
- เม็ดขนุน มีเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยเพิ่มน้ำนม
การให้นมลูกไม่เพียงแต่มีประโยชน์ในด้านสารอาหารที่ลูกได้รับ แต่การอุ้มลูกขึ้นดูดนมช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสทุกส่วนของลูก ทำให้สมองได้รับสัญญาณประสาทสม่ำเสมอ เกิดการแตกแขนงของเซลล์ประสาท ช่วยให้เรียนรู้ได้เร็วขึ้นอีกด้วย
ขอบคุณข้อมูลจาก : พญ.คัคณางค์ มิ่งมิตรพัฒนะกุล สูตินรีแพทย์ประจำศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลกรุงเทพ
ศูนย์สุขภาพสตรีกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ โทร. 0 2310 3005, 0 2755 1005 หรือ โทร. 1719

พัฒนาการสมองเด็กสามารถกระตุ้นให้ทำงานอย่างเต็มที่ตั้งแต่แรกเกิด นี่คือ 6 วิธีง่าย ๆ ที่พ่อแแม่ช่วยกระตุ้นสมองเด็กได้แบบทำเองได้ทุกวันค่ะ
6 วิธีกระตุ้นพัฒนาการสมองลูกเล็ก สมองเด็กเรียนรู้ง่ายกระตุ้นได้ทุกวัน
- กระตุ้นสมองเด็กด้วยการคุยกับลูก
ยิ่งคุยกับลูกน้อยมากเท่าไหร่ ลูกก็จะยิ่งพัฒนาและเรียนรู้เรื่องคำมากขึ้น ที่สำคัญขณะพูดคุยควรแสดงสิ่งของนั้น ๆ ให้ลูกเห็นด้วย จะทำให้ลูกเข้าใจมากขึ้นและเร็วขึ้น เพราะลูกวัยนี้ยังคิดในเชิงรูปธรรมเป็นหลัก
- กระตุ้นสมองเด็กด้วยการอ่านหนังสือนิทานด้วยกัน
การอ่านหนังสือให้ลูกฟังพร้อมกับดูภาพในหนังสือนั้นไปด้วยจะช่วยพัฒนาความสัมพันธ์และอามรมณ์ความรู้สึกของคุณกับลูกให้มั่นคง ทั้งยังช่วยให้ลูกได้เรียนรู้ไปด้วย ลูกจะเรียนรู้และรู้จักจับเรื่องราวที่คุณอ่านให้ฟังได้ โดยเฉพาะเรื่องของคำศัพท์ การออกเสียงคำ การอ่านจากซ้ายไปขวา เป็นต้น นอกจากนี้ภาพในหนังสือยังช่วยให้ลูกได้เห็นได้รู้จักกับสิ่งต่างๆ ที่ลูกไม่เคยเห็นนอกเหนือจากสิ่งที่อยู่รอบตัว
- กระตุ้นสมองเด็กด้วยการใช้นิ้วมือทำให้เข้าใจดีขึ้น
การใช้สัญลักษณ์เพื่อช่วยสื่อสารกับลูก ก่อนที่ลูกจะพูดโต้ตอบได้ เป็นสิ่งสำคัญค่ะ ซึ่งคุณสามารถใช้มือ นิ้วมือเป็นตัวช่วยได้ มีผลการวิจัยที่ชี้ชัดว่าสัญลักษณ์ทางภาษาส่งผลดีต่อไอคิวและพัฒนาการทางภาษาของเบบี้ โดยเขามีการศึกษาวิจัยในเด็กเบบี้จำนวนหนึ่งซึ่งเรียนเกี่ยวกับสัญลักษณ์มือ 20 สัญลักษณ์ พบว่าเด็กกลุ่มนี้สามารถพูดได้เร็วขึ้น และไอคิวก็สูงกว่าเด็กในวัยเดียวกันที่ไม่ได้เรียนเกี่ยวกับสัญลักษณ์ค่ะ
- กระตุ้นสมองเด็กด้วยนมแม่
มีผลการวิจัยบอกว่าเด็กในขวบแรกที่ได้รับนมแม่ตลอด จะมีไอคิวสูงกว่าเด็กที่ไม่ได้รับนมแม่ อย่างไรก็ตามผลคะแนนที่ได้นี้สูงกว่ากันเพียงเล็กน้อยค่ะ
- กระตุ้นสมองเด็กในเวลาที่เหมาะสม
เบบี้ต้องการการตอบสนองอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเรื่องจริงค่ะ แต่กระนั้นก็ต้องการเวลาที่จะเรียนรู้หรือพัฒนาด้วยตัวเองด้วย เช่น ลูกต้องการเวลาที่จะเล่นของเล่นเอง ต้องการเวลาส่วนตัวที่จะคลานไปโน่นมานี่เอง เป็นต้น เพาะฉะนั้นเวลาตลอด 24 ชั่วโมงของลูก พ่อแม่ต้องจึงต้องสังเกตและรู้จักตอบสนองลูกให้ถูกจังหวะที่ลูกต้องการ และรู้จักปล่อยจังหวะให้ลูกได้มีเวลาของตนเอง เล่น หรือทำอะไรเองด้วย
- ใกระตุ้นสมองเด็กด้วยการห้ความอุ่นใจ ปลอดภัย
เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกน้อยรู้ว่าทุกความต้องการของเขาจะได้รับการตอบสนองด้วยความรักที่มั่นคงจากพ่อแม่เสมอ แรงขับเคลื่อนในการพัฒนาและเรียนรู้โลกกว้างของลูกก็จะเปี่ยมพลังมากขึ้น และวิธีที่จะทำให้ลูกรู้สึกดังกล่าวได้ คืออ้อมกอดอบอุ่นและสายตาของพ่อแม่ที่มองสบตาลูกทุกครั้ง
ส่วนเรื่องที่จะช่วยให้ลูกพัฒนาภาษาและกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้มากขึ้นนั้น คือการได้พบปะผู้คน ได้เรียนรู้ที่จะพูดเพื่อสื่อสารกับคนอื่นๆ ถึงความรู้สึกของตน ความต้องการของตนที่อยากให้คนอื่นได้รู้และเข้าใจ ซึ่งเท่ากับช่วยพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ของลูกนั่นเอง

ถ้าคุณแม่เป็นโรคต่อไป จะไม่สามารถให้นมลูกได้ บางโรครักษาหายก็ให้ได้แต่บางโรคก็ให้นมไม่ได้เลย มีโรคอะไรบ้าง และจะเลี้ยงลูกอย่างไร เรามีคำแนะนำค่ะ
8 โรคกลุ่มเสี่ยงที่แม่ให้นมลูกไม่ได้ จะทำให้ลูกติดเชื้อจากโรคและยารักษาโรค
- ติดเชื้อไวรัส HTLV-1ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือลิวคีเมีย (Leukemia) และเชื้อไวรัสนี้อาจถ่ายทอดผ่านทางน้ำนมไปสู่ลูกได้
- วัณโรค กลุ่มคุณแม่ที่เป็นวัณโรค ที่ไม่ได้รับการรักษา และยังคงมีอาการอยู่ ไม่ควรให้นมลูก แต่สำหรับคุณแม่ที่ได้รับการรักษาจนไม่มีอาการแล้ว สามารถให้นมลูกได้
- เริม เป็นการติดเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า Herpes simplex ซึ่งเริมติดได้ที่หลายอวัยวะในร่างกาย ที่เจอบ่อยคือ บริเวณริมฝีปากบนล่าง มุมปาก อีกตำแหน่งคือบริเวณอวัยวะเพศ มีลักษณะเป็นตุ่มใส ๆ ถ้าคุณแม่มีการติดเชื้อเริมในตำแหน่งเหล่านี้ แต่ไม่ได้มีการติดบริเวณหัวนม หรือเต้านม ก็สามารถให้นมได้
- อีสุกอีใส ถ้าคุณแม่เคยเป็นและหายแล้ว มีการตกสะเก็ดไปแล้ว สามารถให้นมได้ แต่ถ้าอยู่ระหว่างเป็นไม่สามารถให้นมลูกได้ และต้องแยกจากลูก ห้ามสัมผัสกัน เพราะเด็กแรกเกิดที่ติดอีสุกอีใส มีความรุนแรงน้อยไปจนถึงมาก และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ต้องรอให้หายสนิท แผลตกสะเก็ดแห้งหมดแล้ว และแน่ใจว่าไม่มีเชื้อหลงเหลืออยู่ จึงค่อยให้นมลูก
- ไวรัสตับอักเสบเอ และบี ในคุณแม่ที่มีผลตรวจเลือด และพบว่ามีไวรัสตับอักเสบบี เมื่อทารกคลอดจะต้องได้รับ 2 อย่าง คือ ยาต้านไวรัส เรียกว่า hepatitis B immunoglobulin (HBIG) และได้รับการฉีดวัคซีนตับอักเสบบี เมื่อคลอดแล้วฉีดเข็มแรกทันที เมื่อทำสองอย่างนี้แล้วก็สามารถให้นมแม่ได้ตามปกติ ส่วนคุณแม่ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ จะให้นมลูกได้ก็ต่อเมื่อได้รับการรักษาหายขาดแล้ว
- ติดเชื้อไวรัส CMV เป็นการติดเชื้อไวรัสตัวหนึ่งที่ชื่อว่า ไซโตเมกะโลไวรัส (Cytomegalovirus or CMV) ทารกได้รับเชื้อจากแม่ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ในระยะคลอด และในระยะให้นม โดยคุณแม่ไม่มีอาการ ส่งผลให้ลูกมีขนาดตัวเล็ก หรือมีความผิดปกติบางส่วนของอวัยวะต่าง ๆ และอาจส่งผลต่อสมองและระบบประสาทได้ด้วย ดังนั้น ถ้าพบว่าคุณแม่มีเชื้อนี้อยู่ก็ไม่ควรให้นมลูก
- โรค SLE เป็นกลุ่มโรคเนื้อเยื่อเกี่ยวพันธ์ ต้องรักษาด้วยการให้ยากลุ่มเคมีบำบัด ปัจจุบันคุณแม่เป็นโรคนี้กันมากขึ้น บางคนเป็นก่อนตั้งครรภ์ และต้องรักษาด้วยการให้ยากลุ่มเคมีบำบัด ดังนั้น เมื่อตั้งครรภ์จะต้องทำการเปลี่ยนกลุ่มยาเคมีบำบัดออกเป็นยา กลุ่มสเตียรอยด์แทน คุณแม่บางคนไม่รู้ตัวมาก่อนว่าเป็นโรค SLE แล้วมีอาการกำเริบช่วงระหว่างตั้งครรภ์ มักเกิดขึ้นช่วงอายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป มีอาการตัวบวม ความดันสูงควบคุมไม่ได้ และหลังคลอดต้องปรับตัวยาที่ปลอดภัย ไม่สามารถใช้ยาเคมีบำบัดได้ เพราะจะเป็นอันตรายต่อลูกได้
- โรคเอดส์ ในแม่กลุ่มที่ติดเชื้อเอชไอวี อาจมีโรคเรื้อรังหลายอย่าง ซึ่งเชื่อที่อยู่ในตัวคุณแม่อาจส่งผ่านไปสู่น้ำนมได้ ซึ่งมีผลต่อลูกแน่ ๆ ดังนั้นแม่กลุ่มนี้ห้ามให้นมลูกค่ะ
แม่ได้รับยากลุ่มนี้ก็ให้นมไม่ได้นะ
- ได้รับยากลุ่มเคมีบำบัด คุณแม่ที่เป็นโรคมะเร็ง และมีการใช้ยาเคมีบำบัดบางตัวจะให้นมลูกไม่ได้เลย เพราะส่วนใหญ่ยากลุ่มนี้จะผ่านน้ำนมได้ และมีผลต่อการทำงานต่อเซลล์ต่างๆ ของลูกน้อยได้ค่ะ
- ยาเสพติดคือโคเคน เฮโรอีน และที่เจอเยอะมากในปัจจุบันคือแอมเฟตามีน ในกรณีที่คุณแม่เสพสารเหล่านี้เข้าไปมากๆ จะส่งต่อลูกผ่านทางน้ำนม ถ้าลูกได้รับในปริมาณมาก ๆ ก็จะมีผลทางด้านอารมณ์ ขี้หงุดหงิด อารมณ์แปรปรวนง่าย ตอนเล็ก ๆ จะตื่นบ่อย หลับได้ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ
- สารกัมมันตรังสี ถ้าคุณแม่ได้รับสารนี้แล้ว ไม่สามารถให้นมลูกได้เลย ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคุณแม่ที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง และต้องได้รับสารกัมมันตรังสีในการรักษา หรือต้องวินิจฉัยโรคผ่านการเอ็กซ์เรย์
- ได้รับรังสีไอโอดีน-131สารตัวนี้ใช้ในการวินิจฉัยโรค หรือใช้ในการรักษาโรค ต่อมไทรอยด์ หรือโรคคอกพอกเป็นพิษ กลุ่มนี้จะให้นมลูกไม่ได้
- สารนิโคตินคุณแม่ที่มีพฤติกรรมสูบบุหรี่ หรือดื่มเหล้าเป็นประจำ มีผลต่อลูก เพราะควันบุหรี่มีสารนิโคติน ลูกก็อาจจะได้รับสารนิโคตินไปด้วย ทำให้เอื้อต่อการติดเชื้อต่อระบบทางเดินหายใจของลูกได้ง่ายขึ้น
ส่วนคุณแม่ที่ดื่มสุราปริมาณมาก มีแอลกอฮอล์ในน้ำนมมากๆ จะทำให้ไปกดระบบประสาท จะทำให้เด็กหลับง่าย อ่อนเพลีย มีอาการซึม ส่งผลต่อพัฒนาการการเจริญเติบโต คือโตช้า น้ำหนักตัวเพิ่มน้อย และยังมีผลต่อน้ำนม ทำให้การกระตุ้นน้ำนมมีการหลั่งช้า และออกช้าด้วยค่ะ
แม่ให้นมไม่ได้ เกิดอาการเต้านมคัดต้องทำไงดี
คุณแม่ที่ให้นมลูกไม่ได้ แต่กลไกของร่างกายจะมีการผลิตน้ำนมตามปกติ เมื่อให้นมไม่ได้อาจมีอาการเจ็บคัดเต้านมมากๆ คุณหมอสูติจะดูแลโดยไม่ให้คุณแม่มีการสร้างน้ำนมเพิ่ม และไม่ให้เกิดอาการตึงคัดเต้านม
อาการคัดเต้านม มีตั้งแต่รุนแรงน้อยไปจนถึงมาก ซึ่งอาการรุนแรงน้อยก็อาจจะแค่เจ็บตึงคัด แต่ถ้ารุนแรงมาก น้ำนมที่ผลิตออกมาไม่หยุด และไม่ได้มีการยับยั้งเลย ก็จะแข็งและเป็นต้อ กลายเป็นน้ำหนองอยู่ในเต้านม จะมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ต้องใช้เข็มดูดน้ำหนองออก แล้วต้องใช้ยาฆ่าเชื้อ ทั้งชนิดฉีดและกินควบคู่กันไป
วิธีลดอการคัดเต้านมคือ การใส่ชุดชั้นในที่รัดฟิต แบบกระชับก็จะช่วยไม่ให้มีการสร้างน้ำนม หลีกเลี่ยงการกระตุ้นบริเวณหัวนม เพราะจะทำให้มีการสร้างน้ำนมมากขึ้นถ้ามีการสร้างน้ำนมเยอะ ต้องมีการให้ยาเพื่อยับยั้งน้ำนม โดยใช้เวลาประมาณ 2 อาทิตย์ ก็จะสามารถยับยั้งกระบวนการสร้างน้ำนมได้ดังนั้น คุณแม่ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง และรู้ว่าไม่สามารถให้นมลูกได้ ต้องรีบป้องกัน และหาวิธีการยับยั้งน้ำนม เพื่อไม่ให้มีการผลิตน้ำนม ก็จะลดอาการเต้านมคัดลงได้ นมแม่มีประโยชน์แต่ถ้าคุณแม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็ไม่ควรให้นมลูกเพราะจะส่งผลร้ายมากกว่าผลดี
ทารกที่กินนมจากขวดตั้งแต่อายุน้อยมาก ๆ อาจมีอาการสับสนระหว่างจุกนมแม่และจุกนมปลอม (NIPPLE CONFUSION)จะทำให้ลูกหงุดหงิดเกิดภาวะเครียดตามมา อีกทั้งเกิดระยะห่างความสัมพันธ์ของแม่และลูกได้นะคะ
NIPPLE CONFUSION ภาวะสับสนหัวนม ทำให้ลูกเครียดและเกิดระยะห่างความสัมพันธ์แม่ลูก
"ลูกติดเต้า ไม่ยอมกินนมจากขวด"
"ลูกติดขวด ไม่ยอมกินนมจากเต้า"
แม่ที่ต้องออกทำงานข้างนอก ต้องปั้มนมให้ลูกกินนมจากขวด และการที่ลูกปฏิเสธนมแม่ แต่ยอมกินจากขวดผ่านจุกนมยาง ทำให้แม่เข้าใจผิดว่าตนเองไม่มีน้ำนม หันไปชงนมผงใส่ขวด ทั้งที่เต้านมอาจคัดแข็งและเต็มไปด้วยน้ำนม ทารกที่กินนมจากขวดตั้งแต่อายุน้อยมาก ๆ จะมีปัญหาในการดูดนมแม่ เกิดอาการสับสนระหว่างจุกนมแม่และจุกนมปลอม ทำให้ลูกหงุดหงิดเกิดภาวะเครียดตามมา อีกทั้งเกิดระยะห่างความสัมพันธ์ของแม่และลูกได้
วิธีแก้อาการติดจุก ลูกสับสนหัวนม
- งดขวด จุกนมยาง จุกนมหลอก (ต้องใจแข็งค่ะ)
- ป้อนนมลูกด้วยวิธีอื่น (แก้ว/ ช้อน/ หลอด)
- อุ้มลูกบ่อยๆ ให้ลูกเคยชินกับไออุ่นจากอกแม่
- ให้ลูกกินนมจากอกเมื่อลูกอารมณ์ดี ไม่หงุดหงิด อย่ารอให้ลูกหิวจัด
- เช็คดูว่าลูกกินนมถูกวิธีหรือไม่ อ้าปากกว้างก่อนงับ และอมถึงลานนมหรือไม่
- ปั๊มนมหรือกระตุ้นให้น้ำนมพุ่งก่อนให้ลูกดูด ทารกที่ติดจุกจะพอใจเมื่อดูดปุ๊บ น้ำนมไหลปั๊บ จะยอมรับเต้านมแม่ง่ายขึ้น
- ใช้ดรอปเปอร์หรือไซริงค์หยอดน้ำนมที่มุมปากของลูกทันทีเมื่อลูกเข้าเต้า ก่อนที่ลูกจะหงุดหงิดไม่ยอมรับเต้าแม่
- ปรึกษาคลินิคนมแม่ หรือแม่อาสา

ลูกไม่ยอมเข้าเต้า ลูกไม่ยอมกินนมแม่ มีสาเหตุจากอะไร แม่ต้องแก้ไขให้ตรงจุดเพื่อเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้นานที่สุดค่ะ
Nursing strike ลูกไม่ยอมดูดนมแม่ ถ้าลูกไม่เข้าเต้าต้องทำยังไง
แม่ ๆ มือใหม่หลายคนอาจจะต้องเจอกับปัญหาลูกไม่ยอมดูดนมแม่ ไม่ยอมเข้าเต้ากันบ้าง ซึ่งการที่ลูกไม่ยอมดูดนมจากเต้า อาจเกิดจากลูกติดจุกนม หรือขวดนม และนมแม่จะไม่ได้รับการกระตุ้นจากการดูดนมของลูก ทำให้นมแม่หายไปได้นะคะ
ลูกไม่เข้าเต้า อาจเกิดจากหลายสาเหตุ
- ให้นมแม่สลับกับนมขวด ทำให้ลูกสับสนระหว่างจุกนมแม่และจุกนมปลอม อาจเกิดจากให้ลูกกินนมจากขวดตั้งแต่อายุน้อยมากๆ เพราะนมแม่และขวดวิธีดูดที่แตกต่างกัน
- น้ำนมมาก น้ำนมมีมากและบางครั้งไหลเร็วจนลูกกินไม่ทัน หากลูกสะบัดหน้าหนี รีบปล่อยนมออกจากปากทันทีเราควรแก้ไขด้วยวิธีบีบน้ำนมออกสักหน่อย เพื่อลดความเร็วในการไหลของน้ำนมโดยอาการแบบนี้มักเกิดในช่วง 4-7 วันหลังคลอดร่างกายกำลังปรับตัวเพื่อสร้างน้ำนมให้ลูก
- ลูกมีปัญหาในช่องปาก ลูกอาจจะมีแผลในปาก เช่นเกิดเชื้อราจากคราบนมที่ไม่ได้ทำความสะอาด หรืออาจจะเพราะ ลูกมีปัญหาลิ้นติด มีพังผืดใต้ลิ้น ต้องสังเกตและอาจปรึกษาคุณหมอ หรือคลินิกนมแม่ค่ะ
- ท่าอุ้มของคุณแม่อาจจะทำให้ลูกดูดนมไม่สะดวกคุณแม่มือใหม่ที่ไม่เคยอุ้มเด็กอ่อนมักไม่ค่อยมั่นใจเวลาอุ้ม ลูกอาจจะรู้สึกโคลงเคลงกลัวตก หรืออุ้มแล้วไม่หันมาหาแม่ ทำให้ดูดกลืนไม่สะดวก ดูดแล้วไม่ได้น้ำนม คุณแม่ต้อง อุ้มลูกให้ถูกวิธี อุ้มลูกให้กระชับตัวแม่ ท้องแนบท้อง คางชิดนมคุณแม่มือใหม่ควรเตรียมตัวตั้งแต่ก่อนคลอด เช่น หัดอุ้มตุ๊กตา ทำท่าให้นม เรอนม จะช่วยให้เรามั่นใจมากขึ้น
แก้ปัญหาลูกไม่เข้าเต้าอย่างไรดี
การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือแม่ต้องใจแข็งกับลูกไว้ให้ถึงที่สุดจนลูกยอมดูดนมแม่ ถ้าลูกร้องก็ต้องปล่อยให้ร้องไปค่ะ เพราะตามสัญชาตญาณถ้าหิวถึงที่สุดแล้วเขาก็ต้องยอมกินค่ะ อาจจะใช้เวลาแค่ 2-3 วันเท่านั้น แล้วเขาจะเริ่มเรียนรู้ได้เองค่ะ งดขวด จุกนมยาง จุกนมหลอก ถ้ากลัวลูกจะติดเต้านม แล้วเลิกยากให้ป้อนนมลูกด้วยวิธีอื่น เช่น แก้ว ช้อน หรือ หลอด อุ้มลูกบ่อยๆ ให้ลูกเคยชินกับไออุ่นจากอกแม่ ปั๊มนมหรือกระตุ้นให้น้ำนมพุ่งก่อนให้ลูกดูด ทารกที่ติดจุกจะพอใจเมื่อดูดปุ๊บ น้ำนมไหลปั๊บ จะยอมรับเต้านมแม่ง่ายขึ้น ใช้ดรอปเปอร์หรือไซริงค์หยอดน้ำนมที่มุมปากของลูกทันทีเมื่อลูกเข้าเต้า ก่อนที่ลูกจะหงุดหงิดไม่ยอมรับเต้าแม่ ปรึกษาคลินิกนมแม่
ข้อมูล : http://www.thaibreastfeeding.org/page.php?id=88

คุณแม่ตั้งครรภ์ใกล้คลอด และคุณแม่ให้นมบางคนอาจสังเกตเห็นความผิดปกติใต้รักแร้ตัวเองว่า มีก้อนเนื้อโตอยู่ใต้รรักแร้ แถมบางคนมีอาการเจ็บๆ ปวดๆ เวลาเอามือไปโดนหรือบีบกดด้วย ก้อนเนื้อโตใต้รักแร้คุณแม่ให้นมเกิดจากอะไร อันตรายหรือไม่ ดูแลอย่างไรให้ก้อนเนื้อหายไป เรามีคำแนะนำค่ะ
ก้อนเนื้อโตใต้รักแร้แม่ให้นมคืออะไร
ก้อนเนื้อที่โตขึ้นเป็นก้อนๆ ใต้รักแร้คุณแม่ในช่วงก่อนคลอด หรือ ในช่วงให้นมแม่ จริงๆ แล้วคือ ต่อมน้ำนม ซึ่งเปรียบเหมือนเต้านมที่ 3 หรือ 4 ของคุณแม่ และการที่ก้อนเนื้อโตขึ้นมาแบบนี้ก็หมายถึงว่าคุณแม่มีน้ำนมเยอะ มากพอที่จะให้ลูกดูดจากเต้า ดังนั้นก้อนเนื้อที่โตใต้รักแร้ช่วงให้นมจึงไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใดค่ะ
ทำไมก้อนโตใต้รักแร้มีอาการเจ็บ
เพราะบริเวณรักแร้เป็นผิวหนังที่ไม่เคยมีความยืดหยึ่นมาก่อนหน้านี้ค่ะ เมื่อใต้ผิวถูกเบียดด้วยต่อมน้ำนมแม่ที่โตมาก มีน้ำนมมาก จึงทำให้ผิวมีความตึงมาก บวมมากรู้สึกเจ็บๆ ปวดๆ เมื่อขยับแขนหรือบีบกดค่ะ ซึ่งในผู้หญิงที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ก็อาจเกิดก้อนเนื้อโตใต้รักแร้ได้เหมือนกันค่ะ โดยจะเกิดในช่วงมีประจำเดือนพร้อมอาการเต้านมขนาด ปวดคัดตึงเต้าค่ะ
วิธีอาการก้อนเนื้อโตใต้รักแร้
- สำหรับคุณแม่ให้นมลูก ควรให้ลูกดูดนมจากเต้าบ่อย ๆ เพื่อระบายท่อน้ำนมที่อยู่ด้านข้าง
- ประคบเต้านมแม่ด้วยผ้าชุบน้ำอุ่นบิดหมาด และ หลังให้นมลูกเรียบร้อยแล้วให้ประคบเย็นต่อ โดยประคบครั้งละ 15-30 นาที
- สำหรับแม่ Working Mom ควรปั๊มนมแม่เมื่อรู้สึกคัดตึงเต้านม หรือ ปั๊มตามรอบเวลาเพื่อระบายน้ำนม
- หากลองการปั๊มนมและประคบเต้าแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น หรือ พบว่าก้อนเนื้อใหญ่ขึ้น เจ็บมากขึ้น หรือ ปวดตลอดเวลา ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียดและรักษาอย่างถูกต้องค่ะ
โดยปกติแล้ว ก้อนเนื้อโตใต้รักแร้แม่ให้นมมักจะค่อยๆ ยุบหายไปเองเมื่อให้นมแม่ ปั๊มนมอย่างสม่ำเสมอค่ะ
แม่ท้องต้องรู้ เคล็ดลับ การรักษาเต้านมด้วยตัวเอง สำหรับแม่หลังคลอดที่คัดเต้านม
เต้านมคัดหลังคลอด เป็นอาการที่พบได้เรื่อยๆ สำหรับสตรีหลังคลอด อาการมากหรือน้อยสำหรับแต่ละคนนั้นก็จะแตกต่างกันไป ถ้าเป็นรุนแรงมากๆ อาจจะมีไข้ได้ และเต้านมจากที่นิ่มๆ นี่จะแข็งเป็นก้อนหินแตะนิดเดียวก็จะเจ็บสะท้าน ที่พบได้มากอีกแบบหนึ่ง คือ จะเกิดเป็นหนองในเต้านม ถ้าถึงขนาดนี้ก็แย่เลยเพราะจะต้องใช้ วิธีผ่าระบายหนองออก ดังนั้นเราจึงต้องรู้วิธีที่จะป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดอาการรุนแรง โดยปกติแล้ว หลังคลอดใหม่ๆ
โดยเฉพาะในระยะ 1 – 3 เดือนแรก คุณแม่มือใหม่ควรให้ลูกดูดนมจากเต้าตัวเองเอง หรือไม่ก็ปั๊มน้ำนมออกมา ทุกๆ 2 – 3 ชั่วโมง เวลาที่ลูกดูดน้ำนมจากเต้าจนอิ่มแล้วในแต่ละครั้งนั้น เราก็ควรทำการตรวจตามหลังอีกครั้งว่า น้ำนมออกเกลี้ยงเต้าทั่วแล้วหรือไม่ โดยใช้มือคลำตรวจดูให้ทั่วๆ เต้านม หากคลำพบว่าบริเวณใดยังเป็นก้อนไตแข็งๆ แน่นๆ ก็ให้ทำการ นวดไล่ให้น้ำนมออกมาทางหัวนม น้ำนมที่ออกมานั้นก็ยังสามารถเก็บไว้ให้ลูกกินได้
กรณีที่ใช้เครื่องปั๊มนมก็เช่นกัน เมื่อเราปั๊มจนรู้สึกว่า ไม่มีน้ำนมออกมาอีกแล้วนั้น เราก็ควรทำการตรวจตามหลังอีกครั้งด้วยว่า ยังมีน้ำนมเหลือค้างที่บริเวณใดหรือไม่ หากคลำพบว่าบริเวณใดยังเป็นก้อนไตแข็งๆ แน่นๆ ก็ให้ทำการนวดไล่ให้น้ำนมออกมาทางหัวนมเช่นกัน
จะเห็นได้ว่าภายหลังการคลอดแล้ว คุณแม่ก็ต้องทำใจว่า “เราจะไม่มีโอกาสได้นอนหลับตลอดคืนยาวเหมือนสมัยก่อนอีกแล้ว” ช่วงกลางวันการให้นมบุตรทุก 2 – 3 ชั่วโมงนั้นอาจไม่ค่อยมีปัญหา แต่หากเป็นตอนกลางคืนนั้น แน่นอนว่าใครที่ไม่เคยชินกับการนอนแบบหลับๆ ตื่นๆ หรือตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อทำหน้าที่ที่สำคัญ แล้วตื่นมาแล้วเราอาจจะหลับยากอีก แน่นอนเลยว่า ใครที่ไม่คุ้นเคยก็ต้องเพลีย เพลียจนถึงกับอาจจะสลบได้
ดังนั้นในช่วงกลางคืนเราอาจพอยืดเวลาเป็นให้ลูกดูดนมจากเต้าหรือปั๊มนม ทุก 3 – 4 ชั่วโมงก็ได้ การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้นสำคัญ และดีที่สุดแน่นอน เพราะจะได้ประโยชน์เรื่องสายสัมพันธ์แม่ลูกผ่านทางผิวหนังด้วย ที่ฝรั่งเขาเรียกว่า skin – skin contact bonding
หากเกิดเต้านมคัดขึ้นมาจริงๆ ก็ต้องใช้วิธีการนวดเต้านม เพื่อไล่น้ำนมออกมาตามที่ได้กล่าวไปแล้ว ก่อนการนวดนั้นก็อาจใช้วิธีประคบอุ่นช่วย เพื่อให้เนื้อเยื่อเต้านมมีการอ่อนนุ่มทำให้การนวดได้ผลมากขึ้น
โดย นายแพทย์วิริยะ เล็กประเสริฐ
สูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ
ภาวะทารกตัวเหลืองหลังคลอดเกิดจากอะไร อันตรายหรือไม่ พ่อแม่มือใหม่ต้องดูแลอย่างไร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากคลินิกกุมารเวช รพ.กรุงเทพ มีคำแนะนำเกี่ยวกับภาวะทารกตัวเหลืองหลังคลอด มาบอกค่ะ
ทารกตัวเหลือง วิธีดูแลทารกตัวเหลืองที่พ่อแม่มือใหม่ต้องรู้
ภาวะทารกตัวเหลืองหลังคลอดคืออะไร
ภาวะทารกตัวเหลืองหลังคลอด คือ ภาวะที่ร่างกายมีสารสีเหลืองที่เรียกว่า บิลิรูบิน (Bilirubin) ในกระแสเลือดมากกว่าปกติ บิลิรูบินเกิดจากการสลายตัวของเม็ดเลือดแดง โดยมีตับเป็นอวัยวะสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงสารสีเหลืองนี้ เพื่อขับออกทางท่อน้ำดี โดยออกมากับอุจจาระ และขับออกมาทางปัสสาวะด้วย
สาเหตุที่เด็กแรกเกิดตัวเหลือง
ภาวะตัวเหลืองปกติที่ไม่ใช่โรค (physiological jaundice) พบเป็นส่วนใหญ่ในทารกหลังคลอด เนื่องจากขณะอยู่ในครรภ์มารดา ทารกมีจำนวนเม็ดเลือดแดงมากกว่าทารกหลังคลอด เม็ดเลือดแดงส่วนเกินนี้จะถูกทำลาย สารฮีมภายในถูกเปลี่ยนเป็นบิลิรูบิน แม้ทารกที่มีสุขภาพแข็งแรงดี ประมาณ 50-60% ก็อาจมีภาวะตัวเหลืองได้ตั้งแต่อายุ 2-3 วัน และมักจะหายเหลืองเมื่อมีอายุ 5-7 วัน
วิธีสังเกตว่าลูกตัวเหลืองหรือไม่
- ภาวะตัวเหลืองของทารกบางคนเห็นได้ชัดเจนว่ามีตาและตัวเหลือง
- กรณีที่ไม่แน่ใจให้ใช้นิ้วมือกดลงบนผิวหนังเด็ก เมื่อปล่อยมือควรจะเห็นสีขาวซีดกลับเห็นเป็นสีเหลือง ถ้าเห็นชัดเจนที่บริเวณใบหน้าลงมาจนถึงท้อง ควรพามาพบแพทย์ ไม่แนะนำให้นำทารกไปผึ่งแดด หรือให้ทารกดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อรักษาเรื่องภาวะตัวเหลือง
ภาวะทารกตัวเหลืองที่เกิดจากการแตกทำลายของเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้น
- หมู่เลือดของคุณแม่และทารกไม่เข้ากัน มักพบในคุณแม่หมู่เลือดโอ และทารกหมู่เลือด เอ หรือ บี หรือคุณแม่ที่มีหมู่เลือด Rh ลบ โดยที่ทารกมี Rh บวก
- ทารกที่มีความผิดปกติของเม็ดเลือดแดง หรือขาดเอนไซม์บางอย่างในเม็ดเลือดแดง เช่น G6PD ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกทำลายง่าย
- ทารกมีเม็ดเลือดแดงจำนวนมาก โดยเฉพาะทารกที่คลอดจากมารดาที่เป็นเบาหวาน
- ทารกมีเลือดออกหรือเลือดคั่งเฉพาะส่วน เช่น ภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มกะโหลกศีรษะ ทารกหน้าคล้ำหลังคลอด เป็นต้น
- การติดเชื้อในทารกแรกเกิด ซึ่งมักมีอาการซึม ไม่ดูดนม อาจท้องอืด อาเจียน มีไข้ หรือไม่มีก็ได้ ฯลฯ

สาเหตุอื่น ๆ ที่เด็กแรกเกิดตัวเหลือง
- โรคบางอย่างทำให้ทารกมีภาวะตัวเหลืองนาน เช่น ภาวะพร่องฮอร์โมนจากต่อมไทรอยด์ ทารกที่มีการทำงานของตับไม่ดี เช่น ตับอักเสบ
- โรคอื่น ๆ ที่พบน้อยมาก เช่น มีการอุดตันของท่อน้ำดี สารสีเหลืองจึงขับออกมาไม่ได้
- ทารกคลอดก่อนกำหนด เนื่องจากตับทำงานได้ไม่ดีเท่าทารกที่คลอดครบกำหนด จึงอาจพบภาวะตัวเหลืองได้สูงกว่าปกติ
อันตรายจากบิลิรูบินที่สูงเกินไป รูบิลินจะผ่านเข้าสู่สมองไปจับกับเซลล์สมองอาจทำให้มีอาการผิดปกติ เช่น ซึมไม่ดูดนม ร้องเสียงแหลมชักเกร็ง หลังแอ่น ทารกมีปัญญาอ่อน พิการหูหนวกตามมาได้
การรักษาเด็กแรกเกิดตัวเหลือง
- การส่องไฟ โดยใช้หลอดไฟพิเศษ ที่ให้แสงสีฟ้า ขณะฉายแสงจะถอดเสื้อผ้าทารก ปิดตา และแพทย์จะตรวจเลือดดูระดับสารสีเหลืองเป็นระยะ ๆ จนลดลงอยู่ในระดับที่ปลอดภัย โดยปกติแล้วผลเสียของการส่องไฟมีเพียงอาจทำให้ขาดน้ำ น้ำหนักลดบ้าง เนื่องจากร่างกายจะเสียน้ำเพิ่มขึ้นจากการส่องไฟเท่านั้น
- การเอาเลือดเด็กทารกที่มีบิลิรูบินสูงออกจากตัวเด็กและเติมเลือดอื่นเข้าไปแทนจะ วิธีนี้ใช้ในกรณีที่ทารกตัวเหลืองมากส่องไฟแล้วไม่ดีขึ้นจนเกรงว่าอาจเป็นอันตรายต่อสมองได้ หรือทารกเริ่มมีอาการแสดงทางสมองแล้ว เพื่อลดระดับบิลิรูบินอย่างรวดเร็ว
รักลูก Community of The Experts
คลินิกกุมารเวช รพ.กรุงเทพ
นมแม่ สร้างภูมิต้านทานโรคมือ เท้า ปาก
โรคมือ เท้า ปาก ส่วนใหญ่จะพบในเด็กที่อายุต่ำกว่า 10 ปี โดยเฉพาะเด็กทารกและเด็กเล็กที่ต่ำกว่า 5 ขวบ หากเป็นแล้วจะมีอาการรุนแรงมาก แต่ทราบหรือไม่ว่านมแม่นั้นช่วยลดโอกาสที่ลูกจะป่วยเป็นโรคมือเท้าปากได้
เพราะในนมแม่นั้นมีสาร Human Milk Oligosaccharide (HMO)ที่ช่วยป้องกันลูกจาก โรคมือ เท้า ปาก ได้ตั้งแต่แรกเกิด
Human Milk Oligosaccharide (HMO) เป็นไกลแคนชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในนมแม่ ช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัส Enterovirus 71 ซึ่งเป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรคมือ เท้า ปาก โดยเฉพาะในน้ำนมแม่ช่วงแรกๆ จะมีสารชนิดนี้สูงถึง 12 กรัมต่อลิตร ที่สำคัญมีลักษณะเหมือนไกลแคนที่อยู่บนผิวเซลล์ของคนด้วย ฉะนั้น เด็กที่ยังกินนมแม่อยู่จึงมีโอกาสติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคมือ เท้า ปาก ได้ยากกว่าเด็กที่ไม่ได้กินนมแม่ค่ะ
โดยพบว่าถ้าทารกได้รับนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 2 สัปดาห์ จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อ Enterovirus 71 ได้ โดยสารนี้จะช่วยปกป้องผิวเยื่อบุลำไส้ ทางเดินอาหาร และทางเดินหายใจ ทำให้เชื้อไวรัสไม่สามารถเข้าสู่ร่างกายของทารกได้นั่นเอง และประสิทธิภาพในการป้องกันของสารตัวนี้ จะช่วยป้องกันเชื้อไวรัสที่จะเข้าสู่ร่างกายของลูกได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในระหว่างที่ลูกยังกินนมคุณแม่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งยิ่งลูกได้รับนมแม่ปริมาณมาก และยาวนานมากเท่าไหร่ ประสิทธิภาพในการปกป้องการติดเชื้อก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้นค่ะ
นอกจากสาร Human Milk Oligosaccharide แล้ว ในนมแม่ยังมีสารหลายอย่างที่ทำงานร่วมกัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อ เมื่อทารกกินนมแม่เข้าไปสารเหล่านั้นก็จะร่วมมือกันจับเชื้อโรคในร่างกายไม่ให้เชื้อไวรัสนั้นๆ ไปจับกับเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย เช่น ทางเดินอาหาร และปาก จนทำให้เกิดโรคได้นั่นเอง

นมแม่ อาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูก: สารอาหารอันดับแรกที่คุณแม่ควรเติมให้ลูกน้อยตั้งแต่แรกเกิดก็คือน้ำนมนั่นเอง ซึ่งนักโภชนาการเด็กบอกว่า น้ำนมแม่ถือเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีที่สุดสำหรับเด็กวัยแรกเกิดไปจนถึง 6 เดือน แถมยังมีการศึกษาพบว่า เด็กที่ได้ดื่มนมแม่จะมีสุขภาพดี และมีภูมิคุ้มกันแข็งแรงกว่าเด็กที่ไม่ได้ดื่มอีกด้วย โดยน้ำนมแม่จะมีการผลิตขึ้นมาประมาณวันละ 750 ซีซีต่อวัน ซึ่งสูตรในการคำนวณเพื่อให้น้ำนมลูกน้อยอย่างเหมาะสมในหนึ่งวันคือ 150 ซีซี x น้ำหนักตัวของลูก (กิโลกรัม) = ปริมาณน้ำนม (ซีซี) โดยให้แบ่งการให้นมออกเป็นหลาย ๆ รอบในหนึ่งวันจนครบถ้วนตามปริมาณที่แนะนำ

- เลือกเมนูที่มีครบ5 หมู่: การได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ มีผลโดยตรงกับพัฒนาการทางร่างกายและสมองของเจ้าตัวน้อยในช่วงวัยนี้ เมนูที่คุณแม่เลือก ควรจะเน้นคาร์โบไฮเดรต โปรตีน เกลือแร่ และวิตามินเป็นหลัก ส่วนไขมัน ควรมีเพียงเล็กน้อย โดยอาจจัดให้ลูกกินวันละ 1 – 2 มื้อ และค่อย ๆ เพิ่มเป็น 2- 3 มื้อ ตามอายุที่เพิ่มขึ้นของเด็ก พร้อมกับให้คุณหนู ๆ ดื่มนมแม่ร่วมกับการทานอาหารอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย
- สังเกตตัวการก่อภูมิแพ้ : อาหารบางชนิด แม้มีสารอาหารที่มีประโยชน์ประกอบอยู่มาก แต่ก็อาจไม่เหมาะกับลูกน้อยเสมอไป เช่น อาหารจำพวกไข่ ซึ่งในช่วงแรกเริ่ม คุณแม่ยังไม่ควรให้เด็ก ๆ ทานไข่ขาวในทันที แต่ควรเริ่มกินเฉพาะไข่แดงก่อน แล้วจึงเริ่มให้เจ้าตัวน้อยทานไข่ขาวหลังจากย่างเข้าสู่วัย 7 เดือน เพราะในไข่ขาวมีสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ง่าย คุณแม่จึงควรระมัดระวัง และสังเกตอาการแพ้ของลูกน้อยจากการทานอาหารอย่างสม่ำเสมอ
- ปริมาณอาหาร เรื่องใหญ่ที่ถูกมองข้าม:หลายคนมองว่า เด็กที่มีรูปร่างอ้วนท้วนเป็นเด็กน่ารัก แต่ลืมคิดไปว่า ภาวะน้ำหนักเกินเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ลูกน้อยเจ็บป่วยเป็นโรคอื่น ๆ ตามมาได้ในอนาคต ส่วนในทางกลับกัน หากคุณแม่ปล่อยให้เจ้าตัวเล็กทานน้อยเกินไป หรือตามใจเมื่อเห็นลูกน้อยเบื่ออาหารบางชนิด เช่น โปรตีน ผัก ผลไม้ ก็อาจทำให้เด็กมีภาวะทุพโภชนาการ หรือขาดสารอาหารได้ ดังนั้น ปริมาณที่เหมาะสมของอาหารในแต่ละวันที่คุณแม่ควรเน้นคือ การเสริมโปรตีนเป็นให้ลูกน้อยในสัดส่วน 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1กิโลกรัม รองลงมาคือคาร์โบไฮเดรตที่ไม่เกิน 4 – 6 ช้อนโต๊ะต่อวัน และผักผลไม้อย่างละนิด เพื่อให้เด็กได้รับสารอาหารครบถ้วน แต่ไม่เกินความต้องการของร่างกายนั่นเอง
- ความสะอาด หัวใจสำคัญของภูมิคุ้มกัน : อีกปัจจัยที่คุณแม่ควรระวังเป็นพิเศษ นั่นคือเรื่องความสะอาดของอาหาร ซึ่งแน่นอนว่าเราไม่สามารถมองเห็นเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ด้วยตาเปล่า ดังนั้น คุณแม่ทุกคนจึงควรสร้างเกราะป้องกันให้ลูกน้อย ด้วยการเลือกซื้ออาหารที่สด สะอาด นอกจากนั้น อย่าลืมดูแลความสะอาดของจาน ชาม ช้อน ส้อม และอุปกรณ์เครื่องครัวภายในบ้าน โดยการเลือกใช้น้ำยาล้างจานที่ไม่ทิ้งสารตกค้าง และใช้น้ำร้อนล้างภาชนะของลูกน้อยอีกครั้ง เพื่อป้องกันเชื้อโรคและแบคทีเรียต่าง ๆ ที่อาจทำให้คุณหนู ๆ ท้องร่วงได้
รู้จักความหมายของโภชนาการที่ดีแล้ว คุณแม่มือใหม่อย่าลืมนำทริคดี ๆ เหล่านี้ไปใช้ เจ้าตัวเล็กของคุณแม่ทุกคนจะได้เติบโตอย่างแข็งแรงสมวัย และเป็นแก้วตาดวงใจที่น่ารักของคุณตลอดไป
ขอบคุณข้อมูลจาก น้ำยาล้างจาน Finish
(พื้นที่เพื่อการโฆษณาและประชาสัมพันธ์)
รู้หรือไม่ว่า เราสามารถป้องกันลูกจากโรคมือเท้าปากได้ด้วยสารสำคัญในนมแม่ สารนั้นคืออะไร ควรให้นมลูกอย่างไร เรามีคำแนะนำเพื่อป้องกันโรคมือเท้าปากในลูกทารกมาแนะนำค่ะ
นมแม่ป้องกันโรคมือ เท้า ปาก ประโยชน์ของนมแม่
โรคมือ เท้า ปาก มักพบในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 10 ขวบ โดยเฉพาะเด็กทารกและเด็กเล็กหากเป็นแล้วจะมีอาการรุนแรงมากกว่าเด็กโต วัคซีนชั้นดีที่จะช่วยป้องกันลูกรักจากโรคนี้ได้ตั้งแต่แรกเกิด ก็คือสาร Human Milk Oligosaccharide ในน้ำนมจากอกอุ่นๆ ของคุณแม่นี่เองค่ะ
Human Milk Oligosaccharide นมแม่ป้องกันโรคมือ เท้า ปาก
Human Milk Oligosaccharide (HMO) เป็นไกลแคนชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในนมแม่ ช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัส Enterovirus 71 ซึ่งเป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรคมือ เท้า ปาก โดยเฉพาะในน้ำนมแม่ช่วงแรก ๆ จะมีสารชนิดนี้สูงถึง 12 กรัมต่อลิตร ที่สำคัญมีลักษณะเหมือนไกลแคนที่อยู่บนผิวเซลล์ของคนด้วย
ฉะนั้น เด็กที่ยังกินนมแม่อยู่จึงมีโอกาสติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคมือ เท้า ปาก ได้ยากกว่าเด็กที่ไม่ได้กินนมแม่ค่ะ เพราะนอกจากสาร Human Milk Oligosaccharide ที่มีลักษณะเฉพาะตัวในการจับเชื้อไวรัส Enterovirus 71 แล้ว ในนมแม่ยังมีสารหลายอย่างที่ทำงานร่วมกัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ซึ่งเมื่อทารกกินนมแม่เข้าไปสาร Human Milk Oligosaccharide และสารอื่น ๆ ก็จะร่วมมือกันจับเชื้อโรคในร่างกายไม่ให้เชื้อไวรัสนั้นไปจับกับเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย เช่น ทางเดินอาหาร และปาก จนทำให้เกิดโรคได้นั่นเอง
ยิ่งกินนมแม่นาน ยิ่งลดความเสี่ยงการป่วยง่าย
มีงานวิจัยทางการแพทย์บอกชัดเจนว่าสารต่าง ๆ ในนมแม่ รวมถึงสาร Human Milk Oligosaccharide มีมากที่สุดในช่วงหลังคลอดใหม่ๆ ที่เป็นน้ำนมเหลือง (colostrum) และยังคงมีอยู่ตลอดเวลาที่แม่ให้นมลูก
โดยพบว่าถ้าทารกได้รับนมแม่อย่างเดียวอย่างน้อย 2 สัปดาห์ จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการติดเชื้อ Enterovirus 71 ได้ สารนี้จะช่วยปกป้องผิวเยื่อบุลำไส้ ทางเดินอาหาร และทางเดินหายใจ ทำให้เชื้อไวรัสไม่สามารถเข้าสู่ร่างกายของทารกได้
ดังนั้น ประสิทธิภาพในการป้องกันของสารตัวนี้ จะช่วยป้องกันเชื้อไวรัสที่จะเข้าสู่ร่างกายของลูกได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในระหว่างที่ลูกยังกินนมคุณแม่อย่างต่อเนื่อง ซึ่งยิ่งลูกน้อยได้รับนมแม่ปริมาณมาก และยาวนานมากเท่าไหร่ ประสิทธิภาพในการปกป้องการติดเชื้อก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้นค่ะ
ยิ่งดูด...น้ำนมแม่ยิ่งมา
คุณแม่หลายคนมักกังวลว่าน้ำนมจะไม่พอให้ลูก จึงให้นมได้ไม่นาน ซึ่งจริงๆ แล้วคุณแม่สามารถปล่อยให้ลูกน้อยได้ดูดนมตามธรรมชาติโดยไม่ต้องคำนึงว่าน้ำ นมจะมีมากหรือน้อยค่ะ เพราะหากให้เขาได้ดูดเป็นประจำจะยิ่งช่วยกระตุ้นให้คุณแม่ผลิตน้ำนมมาทดแทน
ในช่วงแรกๆ นี้ลูกจะดูดนมแม่แทบทั้งวันทั้งคืน เพื่อเป็นการกระตุ้นการสร้างน้ำนมให้มีมากขึ้นเรื่อยๆ ฉะนั้นยิ่งลูกได้ดูดมาก ดูดบ่อย โดยคุณแม่ไม่ได้รู้สึกเจ็บนม น้ำนมก็จะมีมากเพียงพอที่จะส่งผ่านภูมิคุ้มกันเชื้อโรคมาให้เจ้าตัวน้อยได้ ยาวนานมากขึ้น
ขอเพียงคุณแม่มีความมั่นคงกับการให้นม หมั่นกระตุ้นให้ลูกได้ดูดนมจากเต้ามาก ๆ และสม่ำเสมอ สารสำคัญต่าง ๆ ในน้ำนม จะช่วยสร้างเกาะป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสตัวร้ายบุกเข้าสู่ร่างกายลูกน้อยได้
เรียบเรียงจากการสัมภาษณ์
พ.ญ.ศิริพัฒนา ศิริธนารัตนกุล
หัวหน้าแผนกกุมารเวชกรรม โ
รงพยาบาลเซนต์หลุยส์

น้ำนมเหลืองจากอกแม่ วัคซีนธรรมชาติที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูกน้อย
นมแม่นั้นดีที่สุด องค์การอนามัยโลก (WHO) และกรมอนามัยแนะนำว่า เด็กทารกตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 เดือนควรได้กินนมแม่อย่างเดียว จากนั้นให้กินนมแม่ควบคู่อาหารตามวัยจนถึงอายุ 2 ปีหรือนานกว่านั้น
นาทีทอง 3 วันแรกหลังคลอด
โดยเฉพาะช่วง 3 วันแรกหลังคลอด น้ำนมแม่จะมีสารอาหารที่มีคุณค่าสูงสุด เรียกว่า “น้ำนมเหลือง” เป็นน้ำนมที่ร่างกายผลิตขึ้นในช่วง 1 - 3 วันแรกหลังคลอด เปรียบเสมือนวัคซีนธรรมชาติจากอกแม่สู่ลูกน้อย มีสารอาหารสำคัญจำนวนมาก อาทิเช่น “แลคโตเฟอร์ริน” ที่พิสูจน์แล้วว่า ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน และลดความเสี่ยงในการเจ็บป่วยต่าง ๆ
นมแม่สร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกตั้งแต่หยดแรก
เป็นที่รู้กันดีกว่านมแม่นั้นอุดมด้วยสารอาหารหลายร้อยชนิด ซึ่งครบถ้วนและจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการที่ครบรอบด้านของลูกน้อย ไม่ว่าจะพัฒนาการสมอง ภูมิคุ้มกัน หรือระบบทางเดินอาหาร ด้วยเหตุนี้แพทย์และผู้เชี่ยวชาญหลาย ๆ คนจึงแนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 3 วันแรกที่ร่างกายแม่ผลิต “น้ำนมเหลือง” ซึ่งถือเป็นน้ำนมแม่ส่วนที่ดีที่สุด มีภูมิคุ้มกันสูง เปรียบเสมือนวัคซีนธรรมชาติจากอกแม่สู่ลูกน้อย
น้ำนมเหลืองวัคซีนธรรมชาติจากอกแม่

น้ำนมเหลือง หรือที่เรียกว่าโคลอสตรุ้ม (Colostrum) เป็นหัวน้ำนมที่ร่างกายแม่ผลิตออกมาในช่วง 1-3 วันแรกหลังคลอดเท่านั้น มีลักษณะข้นและเป็นสีเหลืองเข้ม มีปริมาณไม่มาก แต่มีคุณภาพสูงสุด ถ้าผ่านพ้นช่วงนี้ไปแล้วน้ำนมจะค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีขาว ดังนั้นคุณแม่ควรให้ลูกเข้าเต้าตั้งแต่แรกเกิด เพื่อไม่ให้ลูกพลาดโอกาสได้รับน้ำนมเหลือง ซึ่งจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายตั้งแต่แรกคลอด
ในน้ำนมเหลือง ประกอบไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นมากมาย อย่างเช่น แลคโตเฟอร์ริน (Lactoferrin) เซลล์เม็ดเลือดขาว และแอนติบอดีจำนวนมาก ทำให้น้ำนมแม่ในช่วงนี้มีภูมิคุ้มกันสูง เปรียบได้ดั่ง “วัคซีนธรรมชาติ” จากอกแม่ที่เด็กทุกคนไม่ควรพลาด นอกจากนี้ในน้ำนมเหลืองยังมีสารอาหารสำคัญอย่าง MFGM, DHA, วิตามินและเกลือแร่หลากหลายชนิดที่จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางสมอง รวมถึงพัฒนาการด้านอื่น ๆ ของลูกน้อยอย่างครบรอบด้าน
แลคโตเฟอร์ริน สารอาหารสำคัญในน้ำนมเหลือง
แลคโตเฟอร์ริน เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่พบมากในนมแม่ ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 15-20% ของโปรตีนทั้งหมดในนมแม่ โดยแลคโตเฟอร์รินจะมีปริมาณสูงที่สุดในระยะน้ำนมเหลือง และถือเป็นสารอาหารสำคัญที่ลูกควรได้รับ
มีงานวิจัยพิสูจน์แล้วว่า แลคโตเฟอร์รินช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน และลดความเสี่ยงในการเจ็บป่วย โดยแลคโตเฟอร์รินนั้นสามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ลดโอกาสการติดเชื้อต่างๆ โดยเฉพาะการติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจ นอกจากนี้ยังส่งเสริมสุขภาพทางเดินอาหาร ด้วยการเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์สุขภาพ และทำให้ผนังลำไส้แข็งแรง ลดโอกาสการเกิดท้องเสียและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กผ่าคลอดที่อาจมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ มีโอกาสเป็นโรคหรือเจ็บป่วยได้มากกว่าเด็กที่คลอดธรรมชาติ เนื่องจากไม่ได้รับจุลินทรีย์ชนิดดีที่อยู่ในช่องคลอดแม่ การได้รับแลคโตเฟอร์รินจากน้ำนมเหลืองก็สามารถช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้เด็กผ่าคลอดได้

นอกจากนี้น้ำนมเหลืองยังมีสารอาหารสำคัญที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการรอบด้านให้ลูกน้อยอีกมากมาย เช่น
- MFGM เยื่อหุ้มอนุภาคไขมันในนมแม่ ซึ่งมีองค์ประกอบหลักเป็นโปรตีนและไขมันกว่า 150 ชนิด เช่น สฟิงโกไมอีลิน ฟอสโฟลิปิด แกงกลิโอไซด์ โดย MFGM มีส่วนช่วยในการส่งเสริมพัฒนาการสมอง เด็กที่ได้รับ MFGM เพียงพอในช่วงแรกของชีวิต จะมี IQ และ EQ ที่เหนือกว่าเด็กที่ไม่ได้รับ MFGM
- DHA กรดไขมันจำเป็นที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาสมอง การเรียนรู้ และความจำ
อยากให้ลูกมีภูมิคุ้มกันดี ไม่ป่วยบ่อย ต้องเริ่มที่วัคซีนธรรมชาติจากอกแม่ คุณแม่ควรให้ลูกกินนมแม่โดยเฉพาะน้ำนมเหลืองทันทีตั้งแต่แรกคลอด ในกรณีที่คุณแม่ไม่สามารถให้นมลูกได้ อาจปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวทางแก้ไข หรือแนะนำนมสูตรที่เสริมสารอาหารที่พบในน้ำนมเหลือง ได้แก่ แลคโตเฟอร์ริน, MFGM และ DHA เป็นต้น และแม้ลูกจะอายุเกิน 6 เดือนขึ้นไปแล้ว การได้รับสารอาหารที่พบได้ในน้ำนมเหลืองนั้น ก็ยังคงส่งผลดีต่อภูมิคุ้มกันของลูกในระยะยาว โดยจะเป็นพื้นฐานสำคัญให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีกว่าในอนาคต
ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับน้ำนมเหลืองที่มี “แลคโตเฟอร์ริน” ได้ที่ https://bit.ly/4343rJH
#น้ำนมเหลืองสุดยอดนมแม่ #แลคโตเฟอร์รินจากน้ำนมเหลือง #วัคซีนธรรมชาติจากอกแม่ #พิสูจน์แล้วว่าเสริมภูมิคุ้มกัน #ลดความเสี่ยงในการเจ็บป่วย

น้ำนมไหลก่อนคลอดเป็นอาการผิดปกติหรือไม่ แม่ตั้งครรภ์ที่มีน้ำนมไหลก่อนคลอดจะต้องดูแลเต้านมอย่างไร และต้องกังวลไหม เรามีคำแนะนำค่ะ
น้ำนมไหลก่อนคลอด น้ำนมใสไหลออกจากเต้าตอนตั้งครรภ์ผิดปกติไหม
น้ำนมไหลขณะตั้งครรภ์ เต้านมมีน้ำใสไหลออกมาก่อนคลอด เกิดจากอะไร
น้ำนมแม่ไหลตอนตั้งครรภ์ หรือ มีน้ำใสไหลออกจากเต้านมก่อนคลอดลูกเป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้กับแม่ตั้งครรภ์ค่ะ สาเหตุเกิดจากร่างกายแม่ตั้งครรภ์มีระดับฮอร์โมนโปรแลคตินปริมาณสูงขึ้น ซึ่งฮอร์โมนนี้กระตุ้นกระบวนการสร้างน้ำนมนั่นเองค่ะ ในคุณแม่ตั้งครรภ์หลายคนอาจมีน้ำใส ๆ ไหลในช่วงตั้งครรภ์ไตรมาสแรกแต่จะพบน้อยมาก ส่วนใหญ่แม่ท้องจะมีน้ำนมหรือน้ำใส ๆ ไหลออกจากเต้าประมาณไตรมาส 3 ค่ะ
น้ำนมไหลขณะตั้งครรภ์ผิดปกติ หรือ อันตรายไหม
น้ำนมแม่ไหลตอนตั้งครรภ์เป็นอาการปกติ ไม่อันตรายค่ะ และคุณแม่ไม่จำเป็นต้องบีบเค้นหรือปั๊มไว้นะคะ ให้ใช้แผ่นซับน้ำนมแม่แปะติดที่เสื้อชั้นในเพื่อซับน้ำนมไม่ให้เปียกเลอะเสื้อก็พอค่ะ
น้ำนมแม่ไหลตอนตั้งครรภ์ส่งผลต่อปริมาณน้ำนมแม่หลังคลอดไหม
น้ำนมแม่ไหลก่อนตั้งครรภ์ไม่ได้มีผลต่อปริมาณน้ำนมแม่หลังคลอดค่ะ น้ำนมแม่หลังคลอดจะมาเยอะหรือน้อยขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ร่างกายคุณแม่เอง อาหารที่แม่กิน การพักผ่อน การให้ลูกเข้าเต้าดูดกระตุ้นสม่ำเสมอ เป็นต้น

การที่น้ำนมไหลพรั่งพรูถือเป็นสุดยอดปรารถนาของแม่ลูกอ่อนทุกคน แต่จะกินอะไรที่เป็นสูตรเด็ดช่วยให้น้ำนมพุ่งจู๊ดถูกใจ คราวนี้จะรวมสูตรเด็ดมาให้อ่านดูกันค่ะ การจัดสำรับอาหารสะท้อนวัฒนธรรมและอารยธรรมของท้องถิ่น มีความหลากหลายทางภูมิปัญญาที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง
แต่ก่อนจะถึงสูตรเด็ดเรียกน้ำนม ลองมาดูถึงหัวใจของการมีน้ำนมมากก่อนดีกว่าค่ะ
เคล็ดลับ...น้ำนมหลั่งไหล
ลูกดูดบ่อย ดูดมากน้ำนมก็จะมามาก ในช่วงเดือนแรกน่าจะเป็นทุก 2-3 ชั่วโมง หรือไม่น้อยกว่า 10 ครั้งต่อวัน
ลูกดูดโดยเร็วทันทีหลังคลอดจะทำให้น้ำนมมาเร็ว
การมีผิวสัมผัสโดยตรงระหว่างลูกกับแม่ในขณะให้นมเป็นการกระตุ้นฮอร์โมนรัก ทำให้ท่อน้ำนมบีบตัวดีในขณะที่เด็กได้ความรู้สึกปลอดภัยมีสารสุขเกิดขึ้นอีกต่างหาก
ลูกต้องอ้าปากกว้างดูดลึก จัดท่าอุ้มให้เหมาะเจาะเพื่อให้การดูดกลืนราบรื่น
แม่ต้องรับประทานอาหารครบห้าหมู่และพักผ่อนอย่างเพียงพอ ตรงนี้ถือว่ายากเพราะต้องมีการปรับตัวเยอะ ทั้งนี้คุณแม่อาจไม่ต้องดื่มนม เพื่อเพิ่มใช้ผลิตน้ำนมแม่นะคะ แต่ควรกินอาหารที่มีประโยชน์และหลากหลายก็พอ
เมนูอาหารหลายสัญชาติ...เรียกน้ำนม
อาหารไทย แกงเลียงใส่ใบกระเพรา พริกไทยอ่อน ฟักทอง หรือเป็นแกงหัวปลี ผัดขิงไก่ ผัดกุยช่าย มะละกอสุก แกงส้มมะละกอ ซุปไก่ใส่เครื่องเทศ ใบมะลิต้ม น้ำขิง เม็ดขนุนต้ม
อาหารเยอรมัน เบียร์ชนิดพิเศษที่ไม่มีแอลกอฮอล์หรือแอลกอฮอล์ต่ำสำหรับแม่ให้นม โดยอาศัยมอลล์และยีสต์ช่วยกระตุ้นน้ำนม
อาหารจีน ไก่ดำตุ๋น ห้ามกินอาหารเย็น ให้ดื่มน้ำร้อน
อาหารแขก จะเน้นอาหารที่มีเครื่องเทศผักชี ยี่หร่า ใบกระวาน กานพลู ฯลฯ คุณแม่ลองเลือกผักต่างๆ เหล่านี้มาปรุงเป็นอาหารนะคะ
เคล็ดลับอาหารเพื่อคุณแม่ให้นมลูก
- ลดอาหารที่มีฤทธิ์เย็น หรือผักที่ให้ความเย็น เช่น ฟัก บวบ
- หลีกเลี่ยงได้แก่ อาหารหมักดอง เนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุก อาหารที่รสจัดเกินไป สุรา คาเฟอีน
- กินผักที่เผ็ดร้อนบ่อยๆ เช่น ใบแมงลัก พริกไทย หอมแดง
เครื่องดื่มเพื่อคุณแม่
สำหรับชาสมุนไพร (herbal tea) ไม่ใช่ชาจากใบชานะคะ แต่เป็นดอก ใบ หรือผลของสมุนไพร เช่น มะตูม กระเจี๊ยบ เก็กฮวยมาชงแบบชา วิธีการชงจะใช้ใบชาสัก 1-2 ช้อนชา รินน้ำเดือดลงบนชา ปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที หรือหยิบสักหยิบมือหนึ่งมาต้ม แล้วกรองกากออกแล้วจึงดื่ม
ถ้าต้องการเพิ่มความหวานจะใช้น้ำผึ้งหรือน้ำตาลทรายแดงเติมลงไป ตัวอย่างชาสมุนไพรที่เพิ่มน้ำนมได้แก่ ชาเมล็ดยี่หร่าฝรั่ง (Fennel seed) บางคนเพิ่มกานพลูหรือชงกานพลูกับน้ำเดือดไว้ดื่มตอนอุ่นๆ ด้วยค่ะ
รวมชนิดผักสรรพคุณช่วยเพิ่มน้ำนม
กระเพรา - เบต้าแคโรทีนสูง ช่วยขับลมแก้ท้องอืด เพิ่มน้ำนม
กุยช่าย - ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส แคลเซียม ช่วยเพิ่มน้ำนม ลดการอักเสบ กินช่วงหน้าหนาวเพื่อเพิ่มความอบอุ่น
เม็ดขนุน - เบต้าแคโรทีนสูง เพิ่มน้ำนม ขิง
สารจินจิเบน - ช่วยย่อยไขมัน เพิ่มน้ำนม ช่วยย่อยอาหารขับลม แก้คลื่นไส้อาเจียน
กานพลู - น้ำมันหอมระเหย เพิ่มน้ำนมลด อาการท้องอืด เฟ้อ
หัวปลี - ธาตุเหล็ก บำรุงเลือด เพิ่มน้ำนม
ผักกาดหอม - วิตามินซีสูง เพิ่มน้ำนม
มะละกอ - เบต้าแคโรทีน วิตามินซีและเอสูง เพิ่มน้ำนม
ใบมะลิสด - เพิ่มน้ำนม
ใบอ่อนมะรุม - เพิ่มน้ำนม
ฟักทอง - เบต้าแคโรทีน วิตามินซีและเอสูง เพิ่มน้ำนม
ผักชีลาว - มีน้ำมันหอมระเหย เพิ่มน้ำนมและลดอาการ ท้องอืดของลูก
ผักเป็ดแดง - เพิ่มน้ำนม
ขอบคุณข้อมูล : มีนะ สพสมัย ผู้เชี่ยวชาญด้านนมแม่

หัวนมบอด แม่ให้นมหัวนมบอดยังให้นมลูกได้ไหม
แม่ให้นมหัวนมบอด ก็สามารถให้นมลูก เอาลูกเข้าเต้าได้ปกติ แต่อาจจะต้องมีวิธีแก้หัวนมบอด หรือ ตัวช่วยที่ทำให้ลูกดูดนมได้ง่ายขึ้น
วิธีแก้อาการแม่ให้นมหัวนมบอด
- แก้อาการหัวนมบอดด้วยการนวดบริเวณรอบลานนมเบา ๆ หลังจากผ่านไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ เพื่อช่วยให้หัวนมโผล่ออกมา
- แก้อาการหัวนมบอดด้วยการให้ลูกกินนมทันที หลังจากคลอดลูกแล้ว ให้ลูกกินนมตอนที่เต้านมไม่ตัดตึงมากเพราะลานนมจะนิ่มอยู่ ลูกจะดูดได้ถ้าเราช่วยประคองเต้านมให้ดีขึ้น
- แก้อาการหัวนมบอดด้วยการใช้อุปกรณ์ดึงหัวนม คุณแม่ลองนวดลานนมโดยการใช้ปลายนิ้วกดเบา ๆ ตาม รอยขอบลานนมแล้วคลึงหัวนมสักครู่ก่อนแล้วให้ลูกกิน รวมถึงอาจใช้อุปกรณ์ดึงหัวนมมาช่วยก็ได้แต่อย่ารุนแรงจนเป็นแผล
ปทุมแก้ว (Breast Shells) พลาสติกชนิดแข็งครอบหัวนม ใช้ในกรณีที่หัวนมบอดบุ๋ม จะใส่หลังจากการบริหารหัวนมให้ยืดชื้ออกมาก่อนนวด ทำวันละ 2-3 ครั้ง ส่วนใหญ่ทำหลัง อาบน้ำแล้วใส่ปทุมแก้วครอบไว้เพราะมีรูให้หัวนมโผล่ขึ้นข้างใน เมื่อสวมทับด้วยยกทรงก็จะทำหน้าที่นวดลานนมให้นิ่ม หัวนมจะยืดออกมาสามารถใช้ได้หากหัวนมแตกมีแผล เพื่อให้หัวนมไม่ไปถูกับเสื้อยกทรง

ข้อมูลโดย: มีนะ สพสมัย พยาบาลผดุงครรภ์และผู้เชี่ยวชาญเรื่องการให้นมแม่

เครื่องนึ่งขวดนมเป็นหนึ่งในของใช้เด็กแรกเกิดที่จำเป็น แต่แบบไหนดีกว่ากันระหว่างเครื่องนึ่งขวดนมกับซึ้งนึ่งขวดนมธรรมดา เรามีคำแนะนำค่ะ
เครื่องนึ่งขวดนมกับซึ้งนึ่งขวดนม แบบไหนขวดนมลูกสะอาดปลอดภัยกว่ากัน
เครื่องนึ่งขวดนม เครื่องนึ่งขวดนมอบแห้ง
ปัจจุบันคุณพ่อคุณแม่นิยมซื้อและใช้เครื่องนึ่งขวดนมแบบอัติโนมัตกันมากขึ้น เพราะความสะดวกสบาย เบาแรง และฟังก์ชั่นที่ทำให้แม่ไม่ต้องกังวลเรื่องความสะอาดและการสะสมของเชื้อโรค เช่น ระบบฆ่าเชื้อ ระบบอบแห้ง เป็นต้น การใช้เครื่องนึ่งขวดนม มีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงดังต่อไปนี้
- อ่านคู่มือการใช้งานเครื่องนึ่งขสดนมก่อนการใช้งานให้ละเอียด ถึงแม้เครื่องนึ่งขวดนมไฟฟ้าจะมีความสะดวกมากมาย บางรุ่นอาจมีวิธีการใช้งานที่ง่ายแสนง่าย แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรละเลยการอ่านคู่มือการใช้งานที่ถูกต้องอย่างละเอียดนะคะ ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้ลดความผิดพลาดจากการใช้งานที่ไม่ถูกวิธี ขณะเดียวกันก็ต้องระวังในเรื่องของระบบไฟฟ้าที่อาจจะมีการรั่วหรือลัดวงจรด้วยค่ะ
- ใช้นึ่งอย่างเดียวเท่านั้น มีคุณพ่อคุณแม่หลายๆ คนที่เข้าใจว่า เครื่องนึ่งขวดนมนั้นสามารถใช้อุ่นอาหารได้ด้วย ซึ่งถือเป็นความเข้าใจที่ผิดค่ะ เพราะแม้ว่าเครื่องนึ่งขวดนมไฟฟ้าจะสามารถทำได้ แต่การใช้งานตามวัตถุประสงค์จะมีประสิทธิภาพมากกว่า
- เช็ดเครื่องนึ่งขวดนมให้แห้งทุกครั้งหลังทำความสะอาด เนื่องจากความชื้นเป็นตัวการหลักที่ทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นเมื่อใช้งานเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ควรล้างทำความสะอาดและเช็ดให้แห้งทุกครั้งค่ะ เพราะหากปล่อยให้เครื่องนึ่งเกิดความชื้น หรือไม่แห้งสนิท เชื้อโรคที่เจริญเติบโตก็จะเป็นอันตรายต่อลูกค่ะ
โดยปกติแล้วเครื่องนึ่งขวดนมจะได้รับการคำนวณเวลา อุณหภูมิมาในคู่มือแล้วว่าจะต้องใช้เวลานึ่งขวดนมนานแค่ไหน ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรทำตามคู่มือเป็นหลักก่อนนะคะ เพราะหากใช้ความร้อนมากเกินไป หรือ นานเกินไป อาจทำให้ขวดนมบิดเบี้ยวได้ค่ะ
ซึ้งหนึ่งขวดนมแบบประหยัด
คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ คนเลือกที่จะนึ่งขวดนมให้ลูกเองโดยไม่ใช้เครื่องนึ่งไฟฟ้า อุปกรณืหลักคือซึ้งนึ่งนั่นเองค่ะ การใช้ซึ้งนึ่งขวดนมเองอาจจะยากหน่อยตรงการควบคุมเวลาและอุณหภูมิที่เราต้องกะเกณฑ์เอง จึงมีข้อควรระวังดังนี้ค่ะ
- การควบคุมอุณหภูมิ & ระยะเวลา ของการนึ่งขวดนมด้วยซึ่งนึ่ง ถือเป็นเรื่องสำคัญค่ะ เพราะยิ่งอุณหภูมิสูงเท่าไหร่และใช้เวลาในการนึ่งนานมากแค่ไหน โอกาสที่เชื้อโรคจะตายก็ย่อมมีสูงขึ้นค่ะ โดยปกติแล้วเราจะต้องใช้ความร้อนที่จุดเดือด 100 องศาเซลเซียส ในการฆ่าเชื้อโรค ขณะเดียวกันระยะเวลาที่ใช้ในการนึ่งนั้นก็ต้องนานพอสมควร คืออย่างน้อย 10-15 นาที เพื่อให้เชื้อโรคแตกตัว และไม่มีการเจริญเติบโตต่อไปได้
- ขวดนมต้องตากให้แห้งทุกครั้ง ทุกครั้งที่ลูกกินนมเสร็จแล้วคุณพ่อคุณแม่ต้องล้างขวดนมให้สะอาดก่อน จากนั้นนำไปตากแดดให้แห้ง แล้วค่อยนำไปนึ่ง ทั้งนี้เพื่อลดกลิ่นอับที่จะเกิดขึ้น และเมื่อนึ่งเสร็จแล้วก็ให้นำไปตากแดดให้แห้งสนิทอีกครั้งค่ะ แต่ก็ต้องระวังเรี่องของลมและฝุ่นละอองด้วยนะคะ
ไม่ว่าจะใช้เครื่องนึ่งขวดนมไฟฟ้า หรือว่านึ่งเองด้วยซึ้งนึ่ง หม้อนึ่งธรรมดา ก็ใช้ได้ทั้งนั้นค่ะ ขึ้นอยู่กับงบประมาณ ความสะดวกและความต้องการของแต่ละบ้าน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การรักษาความสะอาดขวดนมของลูกที่ต้องสะอาดที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อป้องกันไม่ให้คราบนมสะสม เน่าเสีย และเกิดเป็นเชื้อโรคเกาะขวดนมค่ะ

เจ็บเต้านมตอนท้อง เจ็บตึงเต้านม อาการที่คนท้องต้องรู้และรับมือ
อาการเจ็บเต้านม เจ็บตึงเต้าของแม่ตั้งครรภ์ จะมีอาการคล้ายตอนช่วงที่ใกล้ประจำเดือนมา แต่สำหรับแม่ท้อง อาการเจ็บคัดเต้า เจ็บตึงเต้าจะเจ็บและนานกว่า เป็นอาการปกติที่เต้านมเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อเตรียมเต้าให้พร้อมสร้างน้ำนม ทำให้เต้านมขยายใหญ่ขึ้น แต่ก็จะมีอาการไม่นานแล้วจะค่อย ๆ หายไป แต่บางคนจะเจ็บมากจนอาจไม่สามารถจับเต้านมตัวเองได้ (แค่จับเบา ๆ ก็เจ็บมาก) แต่ก็ยังเป็นอาการปกติ โดยหลังอายุครรภ์ 3 เดือนไปแล้วจะหายเจ็บไปเอง
อาการเจ็บคัดเต้า เจ็บตึงเต้าจะหายหรือไม่
อย่างที่บอกว่า อาการคัดเจ็บเต้าจะมีช่วงตั้งครรภ์อ่อน ๆ เหมือนเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายของคุณแม่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงทั้งฮอร์โมนและพัฒนาการทารกในครรภ์ โดยปกติแล้วหลังตั้งครรภ์ 3 เดือนแรกไปก็จะหายเจ็บคัดเต้า หรือหายปวดตึงได้ และอาจะเจ็บอีกครั้งตอนใกล้คลอด เพราะร่างกายเริ่มกระบวนการสร้างน้ำนมค่ะ
วิธีแก้อาการปวดตึงเต้านม เจ็บคัดเต้าช่วงตั้งครรภ์
-
วิธีแก้อาการปวดตึงเต้านมด้วยการประคบอุ่นที่เต้านมด้วยวิธีง่าย ๆ เช่น ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็ก ชุบน้ำอุ่น บิดหมาด แล้วลองประคบบริเวณรอบเต้าก่อน ถ้ายังร้อนเกินไปปล่อยให้ผ้าคลายความร้อนออกอีกเล็กน้อย แล้วประคบรอบ ๆ เต้า ให้พออุ่น ช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น บรรเทาอาการเจ็บตึงได้
-
หากคุณแม่บางคนรู้สึกเจ็บมาก วิธีแก้อาการปวดตึงเต้านมควรเปลี่ยนขนาดชุดชั้นในให้ใส่สบายขึ้น ไม่รัดกดเต้าแน่น ซึ่งจะยิ่งทำให้เจ็บตึงเต้ามากขึ้น
อ้างอิงข้อมูลอาการคนท้อง: หนังสือคู่มือตั้งครรภ์และเตรียมคลอด สำนักพิมพ์รักลูกบุ๊กส์
ปกติอาการทารกตัวเหลืองหลังคลอดจะหายได้เองด้วยการดื่มนมแม่และขับถ่าย แต่ในบางกรณีกลายเป็นว่าการกินนมแม่กลับทำให้ลูกตัวเหลือง ซึ่งเกิดจากอะไร มีวิธีรักษาอาการทารกตัวเหลืองอย่างไรให้ปลอดภัย
เด็กตัวเหลืองจากนมแม่ เกิดจากอะไร อันตรายไหม
อาการของเด็กทารกตัวเหลืองจากการกินนมแม่นั้น เกิดขึ้นได้นะคะ เพราะเด็กที่กินนมแม่อย่างเดียว สามารถเกิดภาวะตัวเหลืองได้ ซึ่งมักจะเกิดหลัง 7 วันไปแล้ว โดยลักษณะของเด็กตัวเหลืองจากนมแม่นี้ จะเป็นเด็กที่แข็งแรง ได้รับนมแม่อย่างพอเพียง อุจจาระปัสสาวะปกติดี แต่ตัวเหลืองและหาสาเหตุอย่างอื่นไม่พบ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลมากไปค่ะ
ส่วนอาการตัวเหลืองจากนมแม่นั้นยังไม่ชัดเจนมาก แต่พบว่าเกิดจากสารเอนไซม์ ฮอร์โมนหลายๆ อย่างในนมแม่ ที่ไปยับยั้งการจับตัวของเอนไซม์ในตับที่จะไปเปลี่ยนบิลิรูบินที่ไม่ละลายน้ำ ให้กลายเป็นแบบละลายน้ำ ซึ่งโดยมากแล้วอาการตัวเหลืองจากนมแม่ไม่ต้องได้รับการส่องไฟ สามารถติดตามอาการโดยการเจาะดูค่าบิลิรูบินได้
ดังนั้นไม่ต้องหยุดนมแม่ ไม่ต้องเสริมนมผง อาการตัวเหลืองจะดีขึ้นเอง ภายในระยเวลา 2-3 สัปดาห์ หรือบางรายอาจมีอาการตัวเหลืองถึง 2-3 เดือนได้ ยกเว้นว่าเมื่อตรวจเลือดแล้วพบค่าบิลิรูบินสูงอยู่ระหว่าง 17-25 แพทย์จะต้องส่องไฟรักษาไปด้วยค่ะ