
แม่ท้องนอนกรน หยุดหายใจขณะหลับ อาจส่งผลให้ทารกในครรภ์ได้รับออกซิเจนไม่เต็มที่ และแม่ตั้งครรภ์เองจะรู้สึกอ่อนเพลียตลอดเวลา ซึ่งมักพบบ่อยในกลุ่มแม่ท้องที่มีน้ำหนักตัวเยอะ ความดันโลหิตสูง
เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสรีระ เช่น
ประกอบกับลักษณะการนอนของคุณแม่ตั้งครรภ์นั้น ช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ คุณแม่จะนอนมากกว่าปกติ แต่ประสิทธิภาพการนอนลดลง ช่วงหลับลึกและหลับฝันน้อยลง ทำให้ง่วงบ่อยและงีบในตอนกลางวัน ต่อมาช่วงอายุครรภ์ 4-6 เดือน คุณแม่จึงจะเริ่มนอนเหมือนปกติ แต่ประสิทธิภาพการนอนจะยังไม่เหมือนเดิม ทำให้คุณแม่รู้สึกเหมือนนอนไม่เต็มอิ่มซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการทารกในครรภ์
ผู้หญิงตั้งครรภ์ นอนกรนได้ประมาณ 14–45% บางคนเริ่มนอนกรนครั้งแรกระหว่างตั้งครรภ์ โดยเฉพาะช่วงไตรมาส 3 อายุครรภ์ 6-9 เดือน คุณแม่จะนอนสั้นลง ประสิทธิภาพการนอนยิ่งแย่ลงตามไปด้วย เพราะร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ และเป็นช่วงที่คุณแม่นอนกรนมากขึ้น ทั้งนอนกรนผิดปกติ หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งอาจส่งผลให้ทารกในครรภ์ได้รับออกซิเจนไม่เต็มที่

งานวิจัยหลายการศึกษาพบว่า นอนกรน-หยุดหายใจขณะหลับระหว่างตั้งครรภ์สัมพันธ์กับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นของ
เมื่อแม่หยุดหายใจชั่วคราวตอนนอนออกซิเจนในเลือดแม่ลดลง อาจทำให้ออกซิเจนที่ไปเลี้ยงรกและทารกลดลงชั่วคราว บางการศึกษาพบว่าช่วงที่แม่เกิดภาวะหยุดหายใจ
อัตราการเต้นหัวใจทารกอาจเปลี่ยนแปลงตามระดับออกซิเจนของแม่
งานวิจัยพบความสัมพันธ์กับความเสี่ยง เช่น
ถ้าแม่ตั้งครรภ์พบว่าตัวเองนอนกรน หยุดหายใจขณะหลับต้องรีบพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาทันที โดยแพทย์อาจแนะนำดังนี้
CPAP (Continuous Positive Airway Pressure) คือเครื่องช่วยหายใจชนิดหนึ่งที่ใช้รักษาภาวะ Obstructive Sleep Apnea (OSA) หรือ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หลักการคือ
เครื่องจะ เป่าลมแรงดันอ่อน ๆ เข้าไปในทางเดินหายใจตลอดเวลาที่นอนหลับ เพื่อไม่ให้ทางเดินหายใจยุบตัวหรืออุดตัน
ข้อมูลอ้างอิง
https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC11130811
Maniaci A. et al. Obstructive Sleep Apnea in Pregnancy. 2024.
https://www.ajog.org/article/S0002-9378(11)01171-9/abstract
Chen YH. et al. Obstructive sleep apnea and adverse pregnancy outcomes. American Journal of Obstetrics & Gynecology.