
น้ำมันตับปลามีกรดไขมัน DHA ที่มีผลต่อการทำงานของสมอง แต่ไม่ได้ช่วยเพิ่ม IQ หรือ ความฉลาดให้เด็ก เป็นเพียงการเตรียมสมองให้พร้อมเรียนรู้
น้ำมันตับปลามีส่วนช่วยในการทำงานของสมองและระบบประสาท แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความฉลาดโดยตรง น้ำมันตับปลาเป็นสารอาหารพื้นฐานที่สมองต้องใช้ในการเติบโต หากเด็กขาดสารอาหารเหล่านี้ สมองจะทำงานได้ไม่เต็มที่ แต่ถ้าได้รับเพียงพอ สมองก็จะพัฒนาได้ตามศักยภาพสูงสุดของเด็กแต่ละคน
น้ำมันตับปลา (Cod Liver Oil) คือน้ำมันที่สกัดมาจาก "ตับ" ของปลาทะเลเขตร้อนหรือเขตหนาว ส่วนใหญ่เป็นปลาคอด ซึ่งมีความแตกต่างจาก "น้ำมันปลา" (Fish Oil) ทั่วไปที่สกัดจากเนื้อปลา โดยในน้ำมันตับปลา เป็นแหล่งรวมของสารอาหารสำคัญ 3 ชนิดที่ทำงานร่วมกัน
วิตามิน A - ช่วยเรื่องการมองเห็น บำรุงสายตา และเสริมสร้างเยื่อบุต่าง ๆ ในร่างกายให้แข็งแรงเพื่อป้องกันเชื้อโรค
วิตามิน D - ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม ทำให้กระดูกและฟันของเด็กแข็งแรง และป้องกันโรคกระดูกอ่อน
โอเมกา 3 (DHA & EPA) - ช่วยบำรุงสมองและระบบประสาท แต่ปริมาณจะน้อยกว่าน้ำมันปลาที่สกัดจากเนื้อปลาโดยตรง
ในน้ำมันตับปลามีโอเมกา 3 ซึ่งมีกรดไขมัน DAH (Docoxahexaenoic Acid) ที่มีส่วนช่วยในการทำงานของสมองและระบบประสาท เข้าใจง่าย ๆ เป็นการช่วยเตรียมสมองให้พร้อมสำหรับการเรียนรู้ผ่านการเล่น การทำงานบ้าน กิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงการเรียนด้วย
จริง ๆ แล้วสารอาหารที่อยู่ในน้ำมันตับปลาก็สามารถได้จากอาหารอื่น ๆ เช่น ปลาทู ปลาแซลมอน ไข่ไก่ เป็นต้น ดังนั้น พ่อแม่ควรเลือกอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเป็นหลัก แต่ถ้าอยากให้ลูกกิน ควรปรึกษาหมอก่อน เพราะอาจจะทำให้ลูกได้รับสารอาหารเกินความจำเป็น เช่น ได้รับวิตามิน A มากเกินไปส่งผลเสียต่อตับและกระดูก เป็นต้น
| ความแตกต่าง | น้ำมันตับปลา (Cod Liver Oil) | น้ำมันปลา (Fish Oil) |
| สกัดจาก | ตับของปลาทะเล | เนื้อของปลาทะเล |
| สารอาหารหลัก | วิตามิน A, D และโอเมก้า 3 น้อยกว่า | โอเมก้า 3 (EPA & DHA) สูงมาก |
| ข้อควรระวัง | กินมากไปอาจสะสมวิตามิน Aและ D จนเป็นพิษ | กินได้ค่อนข้างปลอดภัยกว่าในระยะยาว |
เนื่องจากมันสกัดจากตับ ซึ่งเป็นแหล่งสะสมวิตามินที่ละลายในไขมัน จึงมีข้อควรระวังดังนี้:
การสะสมพิษจากวิตามิน A และ D หากได้รับมากเกินไป ร่างกายจะขับออกทางปัสสาวะไม่ได้ แต่จะสะสมในตับจนอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้
หากลูกกินวิตามินรวมอยู่แล้ว ไม่ควรกินน้ำมันตับปลาเพิ่ม เพราะอาจได้รับวิตามิน A และ D เกินขนาด
แม่ตั้งครรภ์ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะวิตามิน A ที่สูงเกินไปอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้