รักลูก The Expert Talk Ep.50 : บกพร่องทางการได้ยิน รู้ก่อน รักษาได้ก่อนไม่กระทบพัฒนาการ
เพราะการได้ยินเกี่ยวข้องกับพัฒนาการ และสติปัญญาของเด็ก สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จึงจัดสิทธิประโยชน์คุ้มครองเด็กแรกเกิดที่มีภาวะบกพร่องทางการได้ยิน สำหรับเด็กไทยทุกคน
ใครมีสิทธิได้รับประโยชน์? ครอบคลุม คุ้มครองตั้งแต่อายุเท่าไหร่? มีสิทธิประโยชน์อะไรบ้าง?
ฟังสิทธิประโยชน์จากสปสช. โดย พญ. กฤติยา ศรีประเสริฐ ผู้เชี่ยวชาญสายงานบริหารกองทุน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และฟังวิธีการสังเกต การรักษาเด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน โดย The Exeprt นพ. ดาวิน เยาวพลกุล นายแพทย์เชี่ยวชาญ ศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง โสต ศอ นาสิก โรงพยาบาลราชวิถี
สังเกต! ลูกมีปัญหาการได้ยิน
การได้ยินสังเกตยากไม่เหมือนกับแขนขา สำหรับการสังเกตในเด็กแรกเกิด ใช้วิธีดูว่าเด็กตอบสนองต่อเสียงดีหรือเปล่า สะดุ้งตกใจ เวลาเปิด ปิดประตู เสียงเรียก เสียงฟ้าร้อง สำหรับเด็ก 6เดือน เรียกแล้วหันตามเสียง ส่งเสียงอ้อแอ้ไม่เป็นคำ อายุมากกว่า 1ปี เริ่มพูดภาษา 1พยางค์ 2ขวบก็สองพยางค์สั้นๆ
หากสังเกตว่าไม่เป็นไปตามวัย หรือสงสัย ไม่ควรรอให้ถึง 2-3ขวบ แต่ถ้า 1ขวบหรือ 1ขวบครึ่งยังไม่ส่งเสียง ที่มีความหมาย ก็ไปหาหมอผู้เชี่ยวชาญได้เพื่อเช็กอย่างน้อยเป็นเรื่องการได้ยิน
รู้เร็ว รักษาได้เร็ว ลดปัญหาพัฒนาการ
ปัจจุบันเรามีวิธีการตรวจเช็กการได้ยินตั้งแต่แรกเกิดภายใน 48 ชม. มีเครื่องมือที่ใส่ไปในหูแล้วกดปุ่มดูว่าเด็กได้ยินหรือไม่ โดยเครื่องจะบอกว่าผ่านหรือไม่ผ่าน ซึ่งปัจจุบันผลักดันให้ทำกับเด็กทุกคนที่คลอดออกมา แต่เมื่อก่อนก็ไม่ได้ทำทุกราย ซึ่งถ้าทำทุกคนก็จะพบได้ตั้งแต่แรกคลอด สำหรับเด็กที่โตมาหน่อยที่เคยและไม่เคยคัดกรองมาก่อนหรืออาจจะเคย
สำหรับเด็กที่ยังไม่ให้ความร่วมมือ ก็จะวัดจากคลื่นสมอง กราฟดูว่าการตอบสนองของคลื่นสมองต่อเสียงเป็นอย่างไรเด็กที่โตมาแล้ว ตรวจเหมือนผู้ใหญ่คือใส่หูฟังครอบ แล้วให้เด็กตอบสนองต่อเสียง
การดูแลรักษา
การวินิจฉัยรวดเร็ว จะทำให้แก้ไขได้ทันท่วงที เมื่อทราบว่าเด็กมีปัญหาการได้ยิน ก็จะมาดูความรุนแรงของอาการว่าอยู่ในระดับไหน เริ่มต้นจะแก้ไขด้วยการพยายามทำให้ได้ยินด้วยการใส่เครื่องช่วยฟัง เครื่องที่ช่วยขยายเสียงให้ดังขึ้นแล้วดูการตอบสนองของเด็กว่าได้ยินไหม ควรทำให้เร็วที่สุด เพราะสมองต้องได้รับการกระตุ้นจึงจะได้รับการพัฒนาของศูนย์การได้ยินหรือศูนย์ภาษาของสมอง ถ้าเครื่องช่วยฟังไม่ได้ เป็นขั้นรุนแรงหรือหูหนวก ก็จะพิจารณาขั้นตอนการรักษาคือ ฝังประสาทหูเทียม
เครื่องช่วยฟังทำหน้าที่ขยายเสียง แต่ประสาทหูเทียมทำงานแตกต่าง ประกอบไปด้วยสองส่วน คือส่วนแรกที่เราผ่าตัด ฝังไปที่บริเวณใต้หนังศีรษะ โดยมีส่วนสายขดลวดนำไฟฟ้าใส่ไปบริเวณหูชั้นในเพื่อกระตุ้นเส้นประสาทของสมองส่วนที่รับการได้ยินโดยตรง อีกส่วนเป็นอุปกรณ์ที่จะอยู่ภายนอก ทำหน้าที่รับสัญญาณ มีไมโครโฟนรับเสียง แล้วแปลงเป็นสัญญาณดิจิตอล สัญญาณดิจิตอลนี้จะส่งเข้าไปในเครื่องที่อยู่ด้านใน แล้วกระตุ้นเส้นประสาท และกระตุ้นสมองโดยตรง ในรายที่ไม่มีการทำงานของหูชั้นในแล้วก็เป็นวิธีที่เวิรค์อยู่ เพราะมันคือการกระตุ้นเส้นประสาทโดยตรง
อายุเท่าไหร่ถึงจะอยู่ในเกณฑ์ที่รักษาไม่ได้แล้วหรือพิการไปแล้ว
สมองของคนเราพัฒนาสูงสุดเมื่ออายุ 3ขวบหรือไม่เกิน 5ปี และถ้าเลยช่วงเวลานี้ไปแล้ว สมองจะพัฒนาได้น้อย ถ้ามากระตุ้นโดยเฉพาะเสียงเมื่อ 4-5ขวบไปแล้ว สมองส่วนนั้นจะไม่พัฒนาเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นผลการรักษาจะดีหรือไม่ดี เราต้องกระตุ้นให้เร็วที่สุด เด็กได้ยินเสียงตั้งแต่ในท้องแล้ว คลอดออกมาก็ได้ยินเสียงแล้ว กว่าที่จะพูดได้หนึ่งคำที่มีความหมาย ใช้เวลาตั้ง1ปี เพราะฉะนั้นสมองต้องพัฒนา ต้องถูกกระตุ้น คนที่ไม่ได้ยินก็จะไม่ได้พัฒนา ก็จะล่าช้าไปมาก ยิ่งรอนานผลการรักษาก็จะยิ่งแย่ลง
แนะนำพ่อแม่ในการดูแลเรื่องการได้ยินของลูก ปัญหาที่หมอเจอบ่อย คือกว่าที่พ่อแม่จะพามาคือลูกโตแล้ว ทั้งอาจจะคิดว่าไม่เป็นอะไร อาจจะแค่พูดช้าและไม่ทราบข้อมูลว่าการได้ยินรักษาได้แล้ว แล้วสามารถเปลี่ยนชีวิตเด็กได้เลย จากที่อาจจะต้องใช้ภาษามือก็เป็นเด็กที่สื่อสารและพูดกับคนอื่นได้เลย หมอแนะนำว่ามีปัญหาหรือสงสัย ก็แนะนำมาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญได้เลย
สปสช.คุ้มครองเด็กที่มีปัญหาการได้ยิน
เบื้องต้น 2564 บอร์ดสปสช. อนุมัติเด็กที่สงสัยว่าจะมีปัญหาการได้ยิน เรียกว่ากลุ่มเสี่ยง ซึ่งจะพบประมาณ 10% ของเด็กแรกเกิดที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ซึ่งต้องนำมาคัดกรองว่าจะมีปัญหาการได้ยินหรือไม่ สิทธิประโยชน์นี้ได้ตั้งแต่แรกเกิด ตรวจตั้งแรกเกิด มีอุปกรณ์ตรวจการได้ยินเบื้องต้น โดยตรวจว่าเด็กได้ยินปกติหรือเปล่า มีเครื่องมือเรียกว่า OAE ตรวจการได้ยิน ใส่เข้าไปที่หูเด็ก โดยเทสว่าผ่านไม่ผ่าน ผ่านก็กลับบ้าน แต่หากไม่ผ่าน ไม่ได้หมายความว่าจะมีปัญหา ก็จะนัดการมาตรวจติดตามอีก 2-4 สัปดาห์ เรียกว่าเป็นการคัดกรองเบื้องต้น
คำแนะนำให้ผู้ปกครองสังเกตว่าหลังจากคลอดแล้ว พัฒนาการได้ยินไปตามแนวทางการได้ยิน หากมีปัญหาสามารถพบแพทย์ เบื้องต้นแพทย์ทั่วไปประเมินได้ แต่ดีที่สุดคือพบแพยท์ หู คอ จมูก ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ แต่การคัดกรองเด็กแรกเกิด จะระบุว่ามีรพ.ไหนที่เข้าร่วมโครงการคัดกรองกับสปสช.
แม้ไม่ผ่านแต่ไม่ใช่ว่าหูหนวก แต่จะตรวจด้วยเครื่องมือพิเศษ ABR หรือ ASSR ซึ่งจะวินิจฉัยว่าเด็กคนนั้นมีปัญหาทางการได้ยินหรือไม่ ระดับไหน ระดับตั้งแต่เล็กน้อย ปานกลาง หรือว่ารุนแรง หรือเข้าขั้นที่เรียกว่าหูหนวก ก็จะมีการดูแลรักษาแตกต่างกันไปตามระดับ ที่สปสช.เน้นการคัดกรองการได้ยินโดยเฉพาะเด็กแรกเกิด เพราะว่าถ้าเราสามารถตรวจได้เร็ว เด็กจะเข้าสู่กระบวนการรักษารวดเร็ว เพราะเด็กหูหนวก เมื่อปล่อยไว้ระยะหนึ่งจะเป็นใบ้ ถ้าเด็กที่เป็นใบ้จะมีปัญหาทางสติปัญญา เพราะไม่สามารถได้รับเสียงไปกระตุ้นพัฒนาการ
เด็กไทยตั้งแต่แรกเกิด คัดกรองได้ฟรีเป็นสิทธิประโยชน์ ไม่ร่วมจ่าย แต่เมื่อคัดกรองแล้วมีปัญหาต้องเข้าสู่การรักษา สิทธิประโยชน์ครอบคลุมเฉพาะคนที่มีบัตรทอง แต่สิทธิราชการ ประกันสังคมก็ให้สิทธิเหมือนกัน แต่เมื่อคัดกรองแล้วจำเป็นต้องวินิจฉัยหรือรักษา ก็มีหน่วยตามสไลด์ มีทุกแห่งในแต่ละภาค ประมาณ 20-30 หน่วย การวินิจฉัยต้องใช้หมอหู คอ จมูก และนักโสตสัมผัสวิทยาในการใช้อุปกรณ์ที่ซับซ้อน อายุการใช้งานประสาทหูเทียมประมาณ 10ปี ก็จะมีอุปกรณ์เปลี่ยนตามอายุการใช้งาน ถ้ายังอยู่สิทธิก็จะดูแลไปตลอดชีวิต
อุปกรณ์ที่จะได้รับจากสิทธิสปสช.
สปสช.มีสิทธิประโยชน์เรื่องการฝังประสาทหูเทียม ถ้าเป็นหูหนวกเกิดจากประสาทหูไม่ทำงาน ทำงานไม่ได้ ใส่เครื่องช่วยฟังไม่ได้ แทนที่จะใช้ประสาทหูเดิมก็จะใช้อุปกรณ์ขนาดเล็กฝังบริเวณฐานกะโหลกและมีไมโครโฟนเล็กๆ และมีอุปกรณ์ภายนอกที่รับสัญญาณ เมื่อมีเสียงแทนที่จะได้ยินทางหู ก็จะได้ยินทางอุปกรณ์รับสัญญาณแปลงเป็นภาษาให้เด็กเข้าใจ
แต่ภาษาที่ผ่านประสาทหูเทียม จะไม่เป็นภาษา ก ข ค จะได้ยินเป็นเสียงสัญญาณ เด็กจะต้องถูกฝึกสอน ซึ่งช่วงที่เป็นช่วงสำคัญ คือการฝังไปอย่างเเดียว เด็กจะไม่ได้ยินทันที ต้องมีการสอนหรือการทำ mapping ซึ่งต้องเดินทางมาฝึกสอนโดยหมอกับเจ้าหน้าที่วันละ 1-2 ชม. แต่หลังจากนี้พ่อแม่ ครู จะต้องช่วยทำให้เด็กคุ้นเคยกับเครื่อง ใช้เวลาประมาณ1-2 ปี เหมือนฝึกลูกพูด ซึ่งสปสช.ร่วมกับสภากาชาด โดยสปสช.ชดเชยเรื่องอุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ ค่าผ่าตัด แต่ภาระการเดินทางทุก 2อาทิตย์ ทุกเดือน เนื่องจากรพ.ที่ทำได้เป็นรพ.ขนาดใหญ่ เช่น รพ.ประจำจังหวัดประมาณ 11 แห่ง สภากาชาดจึงร่วมกับสปสช.ให้ผู้ปกครองเบิกค่าใช้ในการเดินทางได้ บัตรทอง ดูแลครอบคลุม เมื่อเครื่องมีปัญหาในช่วง 1-2ปี สปสช.จะมีช่วยเหลือชดเชย เช่น เปลี่ยนสาย หรือไมโครโฟน ก็จะช่วยดูแลให้ คือดูแลตั้งแต่แรกเกิดไปจนตลอดชีวิต
สิทธิครอบคลุมไปจนถึงอายุเท่าไหร่
หลังจากที่สิทธิหมดแล้วมีกระบวนการอย่างไร เรื่องการได้ยิน พ่อแม่ต้องเข้าระบบคัดกรองการได้ยิน เมื่อคัดกรองแล้ว หมอบอกว่ามีปัญหาต้องมา follow up และการ Early Detection จะสามารถทำให้เกิดการ Early Treatment กลุ่มเหล่านี้หากดูแลรักษาแต่แรก เด็กจะไม่ต้องไปอยู่รร.หูหนวก ไม่ต้องเข้าคลาสการศึกษาพิเศษ สามารถใช้ชีวิตปกติได้ ในรพ.ที่มีหมอหู คอ จมูก นักโสตสัมผัสวิทยา รพ.ก็ตื่นตัวเพราะรู้ว่าถ้าสามารถตรวจวินิฉัยแต่แรก ก็จะทำให้การรักษาเป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่ข้อเสียคือจะต้องมีระบบการติดตามเยอะ follow up ซึ่งพ่อแม่ต้องสนใจ ทุ่มเทช่วงต้น เพราะจะกระทบกับพัฒนาการระยะยาว ในเรื่องสุขภาพของเด็ก 1. พาเด็กฉีดวัคซีน 2. ใส่หน้ากาก และเรื่องอาหาร ระวังเรื่องโรคอ้วน ให่กินอาหารที่เหมาะสมสำหรับเด็ก
Apple Podcast:https://apple.co/3m15ytB
Spotify:https://spoti.fi/3cvAVcX
Youtube:https://bit.ly/3cxn31u
#รักลูกPodcast
#รักลูกTheExpertTalk
#Moms_Issues
รักลูก The Expert Talk Ep.53 : Toxic Stress รู้ก่อนลูกเครียดเป็นพิษ
“ความเครียด” เป็นอาการที่ฟังดูแล้วไม่เป็นมิตร แต่คุณพ่อคุณแม่รู้ไหมว่า มีความเครียดประเภทที่เกิดขึ้นแล้วดี!! และก็มี “ความเครียดที่เป็นพิษ” ที่เมื่อเกิดกับลูกแล้วส่งผลกระทบแน่นอน
ชวนฟังความเครียด 3ประเภท เพื่อเรียนรู้ เตรียมพร้อมและรับมือเพื่อไม่ให้กระทบกับสมองและพัฒนาการ โดย The Expert ผศ. ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร อาจารย์ประจำสถาบันแห่งชาติ เพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล
ความเครียดเป็นเรื่องใกล้ตัวเรามากเวลาที่เราเกิดความเครียด เวลาที่เราวิตกกังวล กลัว หวาดระแวง คิดมาก นอนไม่หลับ เป็นเรื่องที่ไม่ปกติ ทั้งเราไม่ปกติและเหตุการณ์ไม่ปกติ แต่ความเครียดไม่มีเลยไม่ได้ความเครียดเป็นสิ่งที่อยู่กับเรา มองความเครียดดีๆ ความเครียดมีหลายประเภท ความเครียดหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราต้องมีความเครียดเพราะเป็นความรู้สึกที่ทำให้เราเติบโตและพัฒนาตัวเอง เติบโตจากข้างใน Mindset เราเติบโตได้เมื่อเราผ่านพ้นปัญหาและอุปสรรคไปได้ หรือสิ่งที่ทำให้เราเครียด ทำใจเลยว่าเครียดอยู่กับเรา และความเครียดเป็นเรื่องที่ดี เหตุการณ์ที่เข้ามากระทบเราควบคุมไม่ได้ แต่ความเครียดเราควบคุมได้
ความเครียดแบ่งได้ 3 ประเภท
ความเครียดคือเวลาที่เราต้องคิดมาก ปวดหัว คิดไม่ตก ระแวง กลัว คิดมาก เป็นสิ่งที่เกิดกับด้านจิตใจ และที่เกิดกับด้านสรีระเรา เป็นการตอบสนองต่อเหตุการณ์ แล้วร่างกายมุนษย์สามารถตอบสนองต่อความเครียดได้ โดยใช้วงจรประสาทอัตโนมัติ คือ เวลาที่เราเจอความเครียด กลัว กังวล ประสาทอัตโนมัติ จะส่งสัญญาณกัน จากนั้นต่อมหมวกไตจะหลั่งสารเครียดออกมาคือ อะดรีนาลีนและคอร์ติซอล ทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้น ม่านตาขยาย เลือดลมสูบฉีด ระดับน้ำตาลสูงขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมให้เรารับมือกับภัยที่กำลังคุกคามกายหรือจิตใจเราอยู่ นี่คือการตอบสนองร่างกายเมื่อรู้สึกเครียด
หากความเครียดนั้นเรารับมือ มีปัญหาในชีวิตประจำวัน รับมือและผ่านไปได้ คือการตอบสนองความเครียดแบบบวก Positive Stress หมายความว่า เมื่อผ่านพ้นความเครียด ปัญหาถูกแก้ไข ระดับจิตใจเราสูงขึ้น ปัญญาเราสูงขึ้น เกิดความภาคภูมิใจในตัวเองมากขึ้น เช่น เด็กคนหนึ่งตอนที่เราจะเข้ามหาวิทยาลัยเกิดความเครียด เราวางแผนต่างๆ พอเข้าได้ความเครียดหาย พอเราผ่านพ้นเหตุการณ์ไปแล้วจะเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง เกิดการเรียนรู้ ชีวิตพัฒนาก้าวไปข้างหน้า นี่เป็นระดับความเครียดจากสถานการณ์ในชีวิตประจำวันที่เกิดการเปลี่ยนแปลงแล้วเราปรับตัวได้
ตอนเกิดการเปลี่ยนแปลงร่างกายก็จะหลั่งสารเครียดออกมา เพื่อให้เราสามารถตื่นตัว เหมือนเวลาที่งานไม่เสร็จก็จะกระตุ้นให้งานเสร็จได้ ทำให้เราเตรียมพร้อม รับมือ แล้วก็ผ่านไปได้ ผลหลังจากนั้นก็เป็นทางบวก เราก็ได้กับมัน
ความเครียดแบบ Positive Stress ทิ้งร่องรอยไว้?
ไม่ทิ้ง เพราะทางจิตใจเราก็รู้สึกภาคภูมิใจและฟิน เมือฟินสารเครียดก็กลับเข้าไป ไม่อยู่ ไม่สะสม กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ไม่ได้เป็นการทำงานของระบบความเครียดอีกต่อไป
ความเครียดระดับที่ทนได้ ตอบสนองความเครียดระดับที่เราทนได้ เมื่อเราต้องไปเจอกับสถานการณ์ที่ไม่ถูกใจ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดในชีวิตประจำวัน หรือปรับเปลี่ยนในช่วงวัย เช่น วัยเด็กที่ต้องเข้าอนุบาล เราสามารถพอจะเดาออกและรับมือได้ หรือการเกิดปัญหาในชีวิตประจำวันเล็กๆ น้อย หาอะไรไม่เจอแล้วต้องใช้ ลืมของไว้ที่รร. นี่คือประเภทที่1 ส่วนประเภทที่2 จะวิกฤตขึ้นมา เช่น การสูญเสีย แมวตาย การแยกจาก การสูญเสียพ่อแม่ ญาติ หรือการที่ต้องแยกจากไปจากพ่อแม่ แบบกะทันหัน เป็นความเครียดที่เกิดขึ้นผ่านไปได้ ถ้ามีคนมาช่วยซัพพอรท์ทางด้านอารมณ์ จิตใจของเรา
หากเกิดสถานการณ์รุนแรง ร้ายแรงในครอบครัว ต้องบอกว่าการตอบสนองความเครียดเหมือนเดิม แต่ไม่อยู่นานถ้าพ่อแม่ ซัพพอร์ต อยู่ข้างๆ ขณะหนึ่งเพื่อให้ผ่านสถานการณ์นั้นไปได้ เป็นความเครียดที่ทนได้ เป็นการตอบสนองต่อความเครียดที่เราทนได้ ผลหลังจากนั้นคือเราได้เรียนรู้ว่าเหตุการณ์ร้ายๆ เราสามารถอยู่ได้รอดได้ เพราะฉะนั้นในครั้งต่อไป หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ความสามารถของเราจะรับมือได้ง่ายขึ้น เมื่อเรารู้ว่าเกิดสถานการณ์แบบนี้ จะรับมือยังไง มีอยู่สองอย่างคือ เมื่อเกิดสถานการณ์เลวร้ายเกิดขึ้น ประสบการณ์เดิมเรียนรู้แล้วว่า จะมีใครสักคนอยู่ข้างๆ ที่จะผ่านพ้นไปได้ เราเคยผ่านเรื่องนี้มา และนี้เป็นอีกเรื่องที่เราจะผ่านไปได้และเราเคยใช้วิธีการอะไรเมื่อก่อน ครั้งนี้ก็จะทำได้ เป็นประสบการณ์เดิมที่ทนได้ เพราะเราผ่านมันมาได้แล้ว
ความเครียดที่ทนได้ ใช้ได้กับสถานการณ์ที่ผ่านมา ทั้งภัยพิบัติ ช่วงโควิดเป็นช่วงที่พ่อแม่เองก็ต้องการคนมาซัพพอร์ทให้ผ่านพ้นวิกฤต ลูกเองก็จำเป็นต้องมีพ่อแม่หรือคนใกล้ชิดมาซัพพอร์ทไปได้ด้วย ไม่ทิ้งร่องรอยแต่ทิ้งประสบการณ์เดิมที่มีคุณภาพให้ใช้ในอนาคตแล้วก็ทนได้
Toxic Stress
การตอบสนองความเครียดแบบเป็นพิษ ดู 3 เรื่องคือ เป็นความเครียดแบบรุนแรง สถานการณ์ทำให้เครียดมาก
- ความเข้มข้นของความเครียด
- ความถี่ เจอบ่อยๆ ไม่หมดสักที เดี๋ยวก็มาให้เครียด เรื่องเดิมๆ ซ้ำ
- ระยะเวลายาวนาน เครียดอยู่อย่างนั้น เพราะทุกครั้งที่เราเครียดร่างกายเราจะตอบสนองโดยประสาทอัตโนมัติ หลั่งสารเครียดออกมาเพื่อให้เราตื่นตัว หากเครียดแบบนั้นนานๆ ก็อยู่แบบนั้นนานๆ นี่ละที่เป็นพิษ เมื่อเกิดแบบนั้นม่านตาขยาย นอนไม่หลับ ตื่นตัว หัวใจเต้นแรง ความดันสูง ระดับน้ำตาลสูง เพื่อให้ตัวเราเกิดความระวัง ระแวง คิดมาก ตื่นตัวตลอดเวลา ไม่ได้เข้าโหมดความผ่อนคลายเลย เครียดนานจนเป็นนิสัย ไม่สามารถเข้าสู่ภาวะปกติได้ นี่คือความเป็นพิษ ร่างกายที่ตื่นตลอดเวลาจะทำให้เหนื่อยนี่คือทางสรีระ ส่วนทางจิตใจว้าวุ่นขนาดไหนเมื่อต้องอยู่ในเหตุการณ์ที่เครียดนานๆ จนเป็นพิษ เพราะฉะนั้นการตอบสนองต่อความเครียดแบบเป็นพิษจะเกิดขึ้น เมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤตในชีวิตและไม่มีใครมาช่วยซัพพอร์ททางอารมณ์และจิตใจ คอยช่วยผ่อนคลาย
แบบไหนเรียกว่า “เครียดเป็นพิษ"
เช็กว่าลูกกำลังอยู่ในสภาวะ Toxic Stress
-มีเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียด
-พ่อแม่ไม่ได้ซัพพอร์ตลูกทางอารมณ์
-ปล่อยปละละเลยทางด้านร่างกายและอารมณ์ ด้านร่างกายอาจจะไม่ห่วง แต่ในช่วงโควิดที่ผ่านมาพ่อแม่อาจจะปล่อยปละละเลย เพิกเฉยอารมณ์ของลูก
ช่วงนี้ครูหม่อมมีพ่อแม่มาปรึกษาเรื่องลูก ครูจะถามว่าเวลา wfh กับลูกและลูกเรียนที่บ้าน
1.เวลาที่ลูกวิ่งมาหาแล้วเบรคลูก เดี๋ยวก่อนอย่าเพิ่ง ห้ามเข้าห้อง ห้ามเข้ามากำลังประชุม คือลูกเล็กทั้งวัน บางทีคิดถึง พอวิ่งเข้าไปก็โดนห้าม หากว่าเคย บ่อยไหม ถ้าไม่บ่อยไม่เป็นไร แต่ถ้าอยู่แบบนั้นนานๆ ความถี่ๆ บ่อย สะสมเป็นระยะเวลานาน นี่คือเกิด Toxic Stress เด็กจะเกิดคำถามว่าทำไมหาพ่อแม่ไม่ได้ ทำไมพ่อแม่ปฏิเสธมา
2.ถูก Abuse ทางร่างกายและจิตใจ ทางเพศ ถ้าลูกประสบสถานการณ์แบบนี้ ถ้าไม่รู้แล้วไม่มีใครมาซัพพอร์ทก็เกิด Toxic Stress ได้ แต่ถ้าช่วยซัพพอร์ท ก็จะกลายเป็นความเครียดที่ทนได้
3.ดูคนในครอบครัวว่ามีใครมีปัญหาสุขภาพจิตไหม มีคนใช้สารเสพติดหรือเปล่า หรือว่ามีการแยกจากแบบกะทันหัน หย่าร้าง หากไม่มีคนไปซัพพอร์ตก็จะเกิด Toxic Stress
Apple Podcast:https://apple.co/3m15ytB
Spotify:https://spoti.fi/3cvAVcX
Youtube:https://bit.ly/3cxn31u
#รักลูกPodcast
#รักลูกTheExpertTalk
#Moms_Issues
รักลูก The Expert Talk Ep.55 : “ไข้หวัดใหญ่” โรคต้องระวัง เป็นแล้วกระทบสุขภาพระยะยาว
หนึ่งในสี่ของโรคที่เด็กมักเป็นบ่อยโดยเฉพาะช่วงวัยอนุบาล คือโรคไข้หวัดใหญ่ เป็นแล้วมีโอกาสเป็นซ้ำอีก นั้นเพราะตัวเชื้อไข้หวัดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงตลอด การรู้ธรรมชาติของโรค และการดูแลสุขอนามัยเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะช่วยป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้
ฟังวิธีการรับโรคไข้หวัดใหญ่ โดย The Expert รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์
รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม
ไวรัสไข้หวัดใหญ่
ไข้หวัดใหญ่ก็เป็นการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง มีอยู่สามชนิดด้วยกันที่พบบ่อยๆ คือ ไข้หวัดใหญ่ชนิดA ชนิดB และชนิดC ซึ่งชนิดC พบได้น้อยแล้วไม่ค่อยรุนแรง เพราะฉะนั้นคนก็จะไม่ค่อยให้ความสําคัญ ส่วนชนิดA และB จะเจอกันได้บ่อยกว่า และชนิดA จะมีความรุนแรงมากกว่า
ซึ่งเชื้อไข้หวัดใหญ่จะมีการพัฒนาการตัวเองตลอดเวลา เราจะเห็นว่าเคยเป็นแล้วก็เป็นได้อีกหรือแม้กระทั่งรับวัคซีนไปแล้วปีหน้าก็ต้องรับวัคซีนอีกเพราะว่าตัวเชื้อ มีการเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพราะฉะนั้นภูมิคุ้มกันที่เรามีครั้งหน้าก็อาจจะไม่สามารถป้องกันเชื้อตัวนี้ได้อีกแล้ว จึงทําให้เป็นแล้วเป็นอีก
โรคไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดต่อผ่านระบบทางเดินหายใจ เช่น การไอ จามอยู่ในพื้นที่ปิดก็มีโอกาสติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้ง่าย ส่วนใหญ่ที่ติดกันง่ายๆ ก็จะเป็นสายพันธุ์ทั้งAและB สำหรับการจะดูว่าเป็นไข้หวัดใหญ่หรือไข้หวัดทั่วไป คือ -ไข้หวัดใหญ่จะมีไข้สูงประมาณ 38.5-39ขึ้นไป -ปวดกล้ามเนื้อ ปวดตัว ซึ่งถ้าเด็กเล็กเป็นจะบอกยากเพราะเวลาที่ไม่สบายก็จะร้องไห้ งอแงก็อาจจะไม่รู้ว่าอาการที่เป็นนั้นคืออะไรบ้าง แต่เด็กโตหรือผู้ใหญ่ก็จะบอกอาการได้
ปัจจุบันนี้วิทยาการทางการแพทย์ก็มีความก้าวหน้า มีการตรวจภูมิคุ้มกันติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ แต่จริงๆ แล้วจะตรวจหรือไม่ตรวจถ้าหากว่าอาการชัดเจนและไม่รุนแรง จะรักษาเหมือนไข้หวัดทั่วไป ซึ่งสำหรับเด็กเล็กๆ หากมีอาการป่วยไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดธรรมดาหรือไข้หวัดใหญ่ และมีไข้สูงกินยาลดไข้ และเช็ดตัวไข้ไม่ลง สิ่งหนึ่งที่มักจะเกิดขึ้นคือมักจะเกิดจากภาวะการขาดน้ำ การให้สารน้ําทดแทน เช่น ดื่มน้ําให้มากขึ้นก็จะทําให้อาการของโรครุนแรงน้อยลง อาการไข้ลดลง เด็กจะสบายตัวมากขึ้น แต่เวลาที่เด็กๆป่วยจะดื่มน้ําได้น้อย กินน้อย ซึ่งเมื่อไปโรงพยาบาลจะให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดก็จะทำให้ไข้ลดลง ซึ่งหากอยู่บ้านแล้วอาการไม่ดีขึ้น การนอนโรงพยาบาลจะช่วยทําให้เด็กๆสบายขึ้น
สำหรับเด็กเล็กๆ หากไข้สูงมากก็มีโอกาสชักจากไข้สูง ดังนั้นการที่ดูแลที่บ้านก็อาจจะทําให้เกิดมีผลแทรกซ้อนที่เราไม่ต้องการตามมาด้วย ซึ่งไข้หวัดใหญ่อาจจะต่าง จากไข้หวัดทั่วๆไปคือจะมีอาการของระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้อาเจียนอาจจะมีท้องเสียที่เราเรียกว่าไวรัสลมกระเพาะ
ภาวะแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่
ส่วนภาวะแทรกซ้อนทั่วๆไปของไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดทั่วไปก็จะคล้ายๆกัน ถ้าหากว่าตัวเชื้อลามขึ้นข้างบนก็จะมีอาการ เช่น หูชั้นกลางอักเสบไปจนถึงเป็นไซนัส หรือถ้ารุนแรงก็อาจจะขึ้นไปถึงทําให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ส่วนถ้าลงมาข้างล่างก็อาจจะลงไปที่ปอด หลอดลม หัวใจ คือสามารถมีอาการแทรกซ้อนขึ้นทั้งส่วนบนและส่วนล่างได้
จริงๆ แล้วหากเด็กป่วยนาน ป่วยรุนแรงก็จะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการ การเรียนรู้ชะงัก และบางครั้งเด็กมีพฤติกรรมถดถอยบางคนนอนโรงพยาบาลเป็นสัปดาห์ จากที่เคยพูดเก่ง กลับมาถึงบ้านพูดพูดน้อยลง เคยเดินได้คล่องกลับมาถึงบ้านก็อาจจะเดินได้น้อยลง
สำหรับการฉีดวัคซีนทุกชนิดที่เราใช้กันตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นโรคใดๆ ก็ตาม ไม่ได้ป้องกันโรคได้ 100% แล้วทำไมถึงป้องกันได้ไม่100% อาจจะเป็นเพราะว่าเวลาที่เราฉีดวัคซีนไปแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันของคนแต่ละคน มันอาจจะขึ้นมาอยู่ในระดับที่สามารถจะป้องกันโรคได้แตกต่างกัน
ดูแลสุขภาพให้ห่างไข้หวัดใหญ่
1.หลีกเลี่ยงจากคนที่เจ็บป่วย ไม่อยู่ในพื้นที่แออัดและพื้นที่ปิดโดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2.ดูแลสุขอนามัยตัวเอง โดยเฉพาะโรคติดต่อทางระบบทางเดินหายใจที่ติดต่อผ่านสารคัดหลั่ง เช่น น้ํามูก น้ําลาย น้ําตา สอนให้ลูกล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ 3.กินอาหารให้ครบ 5หมู่และอาหารตามวัย เช่น อายุน้อยกว่า 1ปีอาหารหลักจะเป็นนมแล้วก็มีอาหารเสริม 4.ออกกําลังกายอย่างสม่ําเสมอ 5.พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ ไม่ให้ลูกเล่นเกมทั้งคืนและไม่ให้เล่นเกมมากไป
รับมือก่อนไข้หวัดใหญ่รุนแรง
ความเจ็บป่วยที่จะรุนแรงมันขึ้นกับหลายปัจจัยด้วยกัน ได้แก่ หนึ่ง เชื้อที่ได้รับจำนวนมาก รับเชื้อที่รุนแรง และสอง ความแข็งแรงของร่างกาย หากร่างกายแข็งแรงก็อาจจะไม่รุนแรง เท่ากับคนที่ร่างกายอ่อนแอ และสาม ภาวะแทรกซ้อน เช่น มีโรคประจำตัว อย่างโรคหัวใจ โรคเรื้อรังต่างๆ โรคปอด โรคตับ โรคของเม็ดเลือดก็มีโอกาสที่จะทําให้เกิดความรุนแรง ได้มากขึ้น นอกจากนี้ในเรื่องของกระบวนการดูแลรักษาเมื่อตอนที่เริ่มเป็น หากดูแลเป็นอย่างดีโอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงก็จะลดลง
สำหรับการรักษาตัวในโรงพยาบาล โดยทั่วไปถ้าไม่มีอาการแทรกซ้อนจะไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ก็จะดีขึ้น ซึ่งการรักษาจะเรียกว่าการรักษาแบบประคับประคอง คือรักษาตามอาการ และไข้หวัดใหญ่มีวิธีรักษาที่มียาเฉพาะทั้งยากินและยาพ่นจมูกซึ่งหมอจะเลือกใช้ตามความจําเป็น เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าไปถึงเร็วและได้รับยาก็อาจจะทําให้อาการรุนแรงน้อยลงและทําให้อาการหายเร็วขึ้น
Apple Podcast:https://apple.co/3m15ytB
Spotify:https://spoti.fi/3cvAVcX
Youtube:https://bit.ly/3cxn31u
#รักลูกPodcast
#รักลูกTheExpertTalk
#Moms_Issues
พ่อแม่มักจะเหมารวมการเรียน เข้ากับการเรียนรู้ ฟังดูอาจจะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาแตกต่างกัน
สำหรับเด็กปฐมวัยช่วงวัยอนุบาล ควรเน้นที่การเรียนรู้ แล้วการเรียนรู้รูปแบบใดที่เหมาะสม
ฟัง The Expert บอกความหมายและคุณค่าของการเรียนรู้เพื่อให้เป็นรากฐานที่แข็งแรงให้กับเด็กไปตลอดชีวิต ฟังย้อนหลัง Series เข้าใจ “วัยทอง” ลูกอนุบาลกับครูก้า กรองทอง บุญประคอง เพื่อให้พ่อแม่เลี้ยงลูกช่วงทองน้องอนุบาลได้อย่างเข้าใจ และไม่ทำให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ได้ ในช่องทางของรักลูก Podcast เพราะเด็กจะเป็นอย่างไรเริ่มต้นที่วัยนี้ ไม่อยากให้พลาดฟังเพื่อจะได้วิธีการเลี้ยงลูกวัยตั้งต้นของชีวิตได้อย่างเหมาะสมตามพัฒนาการของวัย
Apple Podcast:https://apple.co/3m15ytB
Spotify:https://spoti.fi/3cvAVcX
Youtube:https://bit.ly/3cxn31u
#รักลูกPodcast
#รักลูกTheExpertTalk
#Moms_Issues
เด็กปฐมวัยทั่วประเทศมีพัฒนาการล่าช้า 25% หลังสถานการณ์โควิดยิ่งทำให้พัฒนาการของเด็กล่าช้า และถดถอยไปมากกว่าเดิม
ความรักความหวังดีจากพ่อแม่ และครูที่ไม่เข้าใจพัฒนาการและปัญหาที่แท้จริง ยิ่งซ้ำเติมปัญหาพัฒนาการของเด็กให้มากยิ่งขึ้น แล้วเราจะทำกันอย่างไร เพื่อฟื้นฟูวิกฤตซ้อนวิกฤตนี้
ชวนคุยกับ The Expert ครูหวาน ธิดา พิทักษ์สินสุข นายกสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยฯ และผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กปฐมวัย
รู้วิกฤต รู้ปัญหาและเห็นทางออกเพื่อฟื้นฟูพัฒนาการให้เด็ก
Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB
Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX
Youtube: https://bit.ly/3cxn31u
#รักลูกPodcast
#รักลูกTheExpertTalk
#Moms_Issues
ติดจอใสทำลายพัฒนาการมากกว่าที่พ่อแม่คิด ตั้งแต่ออทิสติกและอาการสมาธิสั้นที่น่ากังวล ซ้ำยังส่งผลไปถึงพัฒนาการด้านอารมณ์ ซึ่งหากพ่อแม่ไม่รู้เท่าทัน อาจจะทำให้เป็นโรคซึมเศร้า และนำไปสู่การฆ่าตัวตายในอนาคต
โดย The Expert ศ.นพ.วีรศักดิ์ ชลไชยะ หัวหน้าสาขาพัฒนาการและการเจริญเติบโต ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
"จอใส" กระทบพัฒนาการ
เริ่มจากการวิจัยที่ผมเองก็มีการติดตามเด็กในระยะยาวตั้งแต่เด็กอายุ 6เดือน ติดตามไปเรื่อยๆ จนตอนนี้เด็กที่อยู่ในโครงการอายุ10ขวบแล้ว ผลพบว่าเด็กอายุตั้งแต่6เดือน-18เดือน แนวโน้มถ้าเขาอยู่บริเวณสื่อหน้าจอซึ่งในยุคนั้นเป็นแค่ทีวี พบว่าเด็กจํานวนหนึ่งมีพฤติกรรมไปทางเด็กออทิสติก มากขึ้น แล้วเรื่องของเด็กออทิสติกก็มีข้อมูลงานวิจัยของต่างประเทศพบมากขึ้นว่า ยิ่งให้มากให้เร็วตั้งแต่ตอนเล็กๆ จะทําให้เด็กเนี่ยมีความเสี่ยงไปทางเด็กออทิสติก คืออยู่ในโลกส่วนตัวมากขึ้น ขาดโอกาสในการพัฒนาทักษะด้านสังคมและอารมณ์ ในงานวิจัยนั้นยังพบอีกว่า เด็กที่ดูหรือว่าได้รับสื่อประเภทพวกทีวีค่อนข้างมาก มีโอกาสที่เขาจะมีปัญหาพฤจิกรรมก้าวร้าวเพิ่มขึ้น มีปัญหาทางด้านปฏิกิริยาทางด้านอารมณ์เพิ่มขึ้น หมายความว่าเวลาหงุดหงิดไม่พอใจก็จะวีนเหวี่ยง ใช้อารมณ์
ซึ่งก็สอดคล้องเลยว่าหลังจากช่วงที่โควิดเคสคต่างๆ เริ่มกลับม คุณพ่อคุณแม่ก็จะเล่าว่าจากที่เคยดีมาโดยตลอด แล้วพอเราเริ่มให้ใช้จอก็จะรู้สึกเหมือนว่าหงุดหงิด ไม่พอใจอะไรต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะเวลาที่คุณพ่อคุณแม่ขอจอคืน ถึงเวลาต้องไปทํากิจวัตรประจําวันก็ม่ได้ทํา แล้วในงานศึกษายังเจออีกว่าสัมพันธ์กับเรื่องของพฤติกรรม และสมาธิสั้นมากขึ้นด้วย
ต้องเรียนว่าการใช้สื่อจอใสแบบไม่ค่อยเหมาะสม ปัจจุบันมันไม่ใช่แค่ทีวีก็มีสื่ออื่นๆมากมาย มือถือหรือว่าโซเชียลมีเดียต่างๆ ในการศึกษาทั้งในเด็กเริ่มโตขึ้นมาวัยก่อนเรียน วัยอนุบาลหรือว่าในช่วงวัยเรียน รวมถึงวัยรุ่นพบว่ามีความสัมพันธ์กับปัญหาทางด้านอารมณ์เยอะขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอารมณ์ซึมเศร้า วิตกกังวล หรือเด็กบางคนปถึงขั้นมีความคิดหรือความพยายามอยากฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น หรือมีปัญหาโรคทางด้านจิตเวชต่างๆ เพิ่มขึ้น พบเด็กมีปัญหาเรื่องของการรับประทานอาหารผิดปกติเพิ่มสูงขึ้น เช่น ถ้าเรียกทางการแพทย์เรียกEating Disorder เช่น ทําไมบางคนเรียกเป็นโรคคลั่งผอมเพราะว่าเราก็คือเข้าไปเสพสื่อประเภทนี้ แต่ก็ไม่อยากให้มองว่าสื่อมันไม่ดีอย่างเดียว จริงๆ เราสามารถนํามาใช้ประโยชน์ได้
เด็กที่เล่นสื่อเยอะๆ ถ้ามองอีกมุมหนึ่งคืออยู่กับความเบื่อไม่เป็น ความเบื่อเป็นอารมณ์อย่างหนึ่งของเราเหมือนกันหรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่เหมือนกันบางทีเราก็ไม่รู้จะทําอะไร ทุกวันนี้ทุกคนก็เล่นมือถือตลอดเวลา เพราะว่าเรารู้สึกว่าเราดึงเอาใจไปอยู่ทางอื่นเพราะว่าเราอยู่กับความเบื่อไม่ได้ ซึ่งพออยู่กับความเบื่อไม่ได้เนี่ย ลูกๆก็ไม่รู้จะทํายังไง ซึ่งถ้าจะเป็นสมัยก่อนที่เราไม่มีสื่อเหล่านี้ พอเบื่อเราก็ต้องชวนกันมาเล่น มาคุยกัน ร้องเพลง อ่านหนังสือ แต่เด็กไม่รู้จะทําอะไรดี ก็เลยเข้าไปอยู่กับสื่อหน้าจอมากขึ้น แล้วพอลไม่ได้ดูก็โวยวาย หัวร้อนง่าย
ใช้สื่อกับลูกอย่างไร
-
Background Media คีย์เวิร์ดสําคัญเลยเด็กถ้าอายุเกินสองปีเล่นได้ แต่ถ้าอายุน้อยกว่าสองปีมีข้อมูลพบว่ากระทบกับพัฒนาการ มีงานวิจัยจากสิงคโปร์รายงานว่าแค่เสียงทีวีที่เปิดทิ้งไว้ สามารถเปลี่ยนคลื่นสมองเด็กได้สัมพันธ์กับการเป็นสมาธิสั้นเพิ่มขึ้น เพราะว่าสื่อต่างๆ เวลาเปิดมันจะเข้าไปเร้าระบบประสาทรับความรู้สึกต่างๆ เพราะสื่อมันมีทั้งภาพและเสียง เมื่อเข้าไปกระตุ้นมากทำให้สมาธิสั้นเพิ่มขึ้นแม้จะไม่ได้ดู และส่วนใหญ่เป็นรายการสําหรับผู้ใหญ่ ซึ่งที่เราศึกษาวิจัยก็พบว่ามีผลต่อพัฒนาการด้านสติปัญญาของเด็ก ถ้าเปรียบเทียบกับบ้านที่เปิดBackground Mediaน้อย สติปัญญาของเด็กที่เปิดน้อยกว่ามีแนวโน้มสติปัญญาดีกว่าและพัฒนาการดีเกือบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษา ด้านกล้ามเนื้อมัดเล็ก
-
เลือกโปรแกรมที่เหมาะสมตามวัยและต้องลองเข้าไปดูเนื้อหาก่อน ปัจจุบันมีเว็บไซต์ต่างประเทศที่สามารถเข้าไปเช็กได้ที่ www.commonsense.org/education (Common Sense Media) นอกจากนี้ต้องกําหนดกฎกติกา ถ้าจะให้ลูกใช้หน้าจอก็ต้องหลังจากที่เขารับผิดชอบงานที่ควรจะทำก่อน เช่น กิจวัตรประจําวันเสร็จแล้ว การบ้านเสร็จ รับผิดชอบงานบ้านแล้ว นอกจากเรื่องกฎกติกาแล้ว เด็กต้องเรียนรู้ผลที่ตามมาว่าถ้าไม่ทําตามกฎกติกาจะเกิดอะไรขึ้นบ้างด้วย
-
ทำข้อตกลงก่อนให้ลูกใช้งาน บ้านที่กำลังจะซื้อจอให้ลูก ต้องมีการทําสัญญากับลูกตั้งแต่เริ่มแรกเลย เช่น มือถือเครื่องนี้เป็นมือถือของแม่ซื้อมาให้ลูก ลูกจะสามารถเล่นได้ตอนไหนบ้าง ถ้าลูกไม่สามารถทําตามกฎอันนี้ได้มือถือเครื่องนี้แม่สามารถริบคืนได้ พ่อแม่มีสิทธิ์เด็ดขาดและให้ลูกเซ็นชื่อกํากับด้วย ซึ่งเด็กบางคนก็ยอมเซ็นไปก่อน แต่ต้องอย่าลืมที่จะบอกถึงผลที่ตามมาและต้องทำตามข้อตกลงร่วมกัน หรือบอกถึงผลกระทบถ้าใช้งานนานเกินไป เช่น หาวบ่อย ปวดต้นคอ ปวดมือ
-
ดูไปพร้อมกับลูก อยากให้คุณพ่อคุณแม่มีโอกาสเข้าไปดูสื่อกับลูกด้วย เพราะเดี๋ยวนี้จะมี pop up ขึ้นมาระหว่างที่ลูกดูคลิปต่างๆ ซึ่งมันจะทำให้เข้าสู่คอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสมกับวัย อีกเรื่องหนึ่งกฎกติกาที่ว่า หมอคิดว่าเราอาจจะต้องมองกันที่สถานที่ภายในบ้านด้วยว่าตรงที่ไหนที่เราไม่ควรจะใช้สื่อหน้าจอ รวมไปถึงเวลาช่วงไหนที่เราไม่ควรจะใช้ เช่น ห้ามใช้บนโต๊ะอาหาร ซึ่งพ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างด้วย และในห้องนอนก็ไม่ควรจะใช้สื่อหน้าจอ
นอกจากนี้หน้าจอจะมีแสงสีน้ำเงินออกมาที่เรียกว่า Bluelight ซึ่งแสงเหล่านี้จะไปรบกวนการหลั่งฮอร์โมนการนอนหลับที่ชื่อว่า "ฮอร์โมนเมลาโทนิน" ทําให้เด็กจะนอนหลับยากขึ้น รวมถึงต้องงดเล่นเกม ดูคอนเทนต์ที่เร้าอารมณ์ความสนุก เพราะถ้าเด็กนอนหลับไม่ดีก็ส่งผลต่อเรื่องของการคุมอารมณ์ระหว่างวันด้วย สิ่งที่พ่อแม่ควรทําก็คือ อย่าให้มาก อย่าให้เร็ว
Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB
Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX
Youtube: https://bit.ly/3cxn31u
ภาวะโรคอ้วนในเด็ก ส่งผลกระทบต่อสุขภาพลูกอย่างไร?
และรู้หรือไม่ เด็กไทยมีภาวะอ้วนมากถึง 15 - 20% และหากปล่อยให้เจ้าตัวเล็กมีน้ำหนักเกินเกณฑ์ต่อไป จะยิ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพและพัฒนาการของลูกรัก
EP.นี้ พญ. ปิยธิดา วิจารณ์ กุมารแพทย์ผู้ชำนาญการด้านโรคต่อมไร้ท่อในเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลเมดพาร์ค จะมาให้ความรู้เกี่ยวกับภาวะโรคอ้วนในเด็กและผลกระทบต่อสุขภาพที่คุณแม่ต้องรู้ค่ะ
สถานการณ์ภาวะเด็กอ้วน
ตอนนี้ปัญหาเรื่องโรคอ้วนทั้งในเด็กแล้วก็ผู้ใหญ่ เป็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อทั่วโลกมาก ในเด็กมีข้อมูลจากทั้งโลกประมาณ10% แต่ที่น่ากลัวคือในประเทศไทยมีประมาณ15-20% คือเป็นเปอร์เซนต์ที่เกินของทั่วโลกไปแล้ว
ภาวะอ้วนหรือว่าภาวะน้ําหนักเกินเกณฑ์ ดูจากดัชนีมวลกายหรือที่เรียกว่า BMI คํานวณจากน้ําหนักเป็นกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกําลังสอง ซึ่งสามารถเสิรจ์หาข้อมูลได้หรือว่าดูในคู่มือพัฒนาการที่ได้ตั้งแต่แรกเกิดก็ได้
โดยเด็กที่อายุ5-19ปี ภาวะอ้วนตัดที่BMIมากกว่าหรือเท่ากับตัวสองสแตนดาร์ดดีวีเอชั่นหรือว่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หรือค่าBMIมากกว่ายี่สิบห้า โดยดูกราฟได้ตามเพศและอายุได้ สามารถหาดูเพิ่มเติมได้จากเว็บของสมาคมต่อมไร้ท่อเด็ก และวัยรุ่น ซึ่งเป็นกราฟเป็นของประเทศไทย
ทำแบบนี้แหล่ะเข้าสู่อ้วน
ภาวะอ้วนเป็นปัญหาเรื้อรังแล้วก็ประกอบด้วยหลายหลายปัจจัย ปัจจัยหลักคือ สิ่งแวดล้อม เพราะว่าในยุคปัจจุบันถูกล้อมไปด้วยอาหาร และอาหารฟาสต์ฟู้ดก็ราคาถูกกว่าสลัดอีก คือเด็กสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่า และไม่ทำกิจกรรม ไม่ออกกำลังกายอยู่นิ่ง ติดจอ ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหว ซึ่งก็มาจากสภาพแวดล้อม
ส่วนปัจจัยอื่นก็จากเรื่องของกรรมพันธุ์หรือว่าโรคแต่ส่วนน้อยที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคที่ทําให้อ้วนจริงๆ เช่น โรคทางฮอร์โมน เช่น มีปัญหาภาวะขาดไทรอยด์ หรือว่ามีต่อมหมวกไตทํางานผิดปกติก็ทําให้มีภาวะอ้วน มีการศึกษาพบว่าเด็กที่มีภาวะอ้วนหรือน้ําหนักเกินเกิดขึ้นมาจากครอบครัวด้วย
และอีกปัจจัยหนึ่งที่เริ่มเจอมากขึ้นแล้วคือคุณแม่ตั้งครรภ์ที่เป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ก็จะมีความเสี่ยงที่ทําให้ลูกมีภาวะอ้วนได้มากกว่า คุณแม่ที่สามารถคุมน้ําหนักได้
อ้วนกระทบพัฒนาการ ส่งผลกระทบต่อระบบต่างต่างๆ ของร่างกาย อย่างแรก คือระบบต่อมไร้ท่อ บางคนมีภาวะเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัยก็พบได้มากขึ้นหรือว่ามีเรื่องของถุงน้ํารัง หรือว่าโรคพีซีโอเอส ทำให้เด็กโตหรือเด็กผู้หญิงวัยรุ่นอาจจะมีประจําเดือนมาไม่สม่ําเสมอ
ส่วนระบบที่ 2 ก็คือระบบหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูงได้ มีไขมันในเลือดสูง ระบบที่ 3 ก็คือเรื่องเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ บางคนนอนกรนทำให้หยุดหายใจตอนกลางคืน
เรียกว่าเป็น 3 กลุ่มหลัก แต่ก็มีโรคอื่นๆ เช่น ในเรื่องทางเดินอาหารก็มีไขมันพอกตับ อย่าคิดว่ามีแต่ในผู้ใหญ่อย่างเดียว คือเด็กก็มีตรงนี้ด้วย รวมถึงการเคลื่อนไหวและระบบข้อต่อต่างๆ จะปวดเข่า มีโอกาสข้อสะโพกเคลื่อนได้ง่ายกว่าในเด็กที่น้ําหนักปกติ
รักษาภาวะโรคอ้วน
หมอจะเริ่มจากประเมินน้ําหนักส่วนสูงว่าเข้าเกณฑ์หรือยัง โดยดูจากกราฟน้ําหนักส่วนสูงย้อนหลังเพื่อดูว่าน้ําหนักมากมาตั้งแต่เด็กหรือว่าเพิ่งมาเกิน เพราะบางครั้งอาจจะมีโรคที่เหมือนน้ําหนักขึ้นเยอะแต่ส่วนสูงไม่ขึ้น ซึ่งก็ต้องหาสาเหตุ เช่น โรคเกี่ยวกับไทรอยด์ หรือมาจากต่อมหมวกไตทํางานเกินหรือเปล่า ขาดฮอร์โมนการเติบโตหรือเปล่า ซึ่งก็ต้องรักษาโรคเหล่านี้ควบคู่ไปด้วย
แต่ถ้าตัวใหญ่แบบภาวะอ้วนจากไลฟ์สไตล์เป็นหลักเลยก็ประเมินเรื่องของภาวะแทรกซ้อน หมอก็จะเช็กไขมัน เบาหวานและดูเรื่องโรคตับ และถ้าเช็กแล้วไม่มีโรคแทรกซ้อนก็จะดูวิธีการควบคุมน้ำหนัก
ภาวะอ้วนที่เกิดขึ้นกับเด็กตอนนี้มีความมันสัมพันธ์กับเรื่องของเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง บางครั้งเราจะเห็นเขาตัวโตกว่าเพื่อนแต่ถ้ามีภาวะเป็นสาวก่อนวัย สุดท้ายจะหยุดสูงก่อนเพื่อน นอกจากนี้ก็มีการศึกษามากขึ้นว่าภาวะอ้วนอาจจะมีผลต่อเรื่องความจํา หรือว่าอนาคตจะเสี่ยงเรื่องของอัลไซเมอร์ในผู้ใหญ่ รวมถึงเด็กที่มีภาวะอ้วนโดยเฉพาะกลุ่มเด็กวัยรุ่นหรือบางครั้งวัยเรียนประถม บางคนขาดความมั่นใจในตัวเอง โดนเพื่อนล้อก็ทำให้หงุดหงิด ขาดความมั่นใจ บางคนมีภาวะซึมเศร้า ซึ่งพอต้องกินยารักษา ยานั้นก็ทำให้อ้วนขึ้นด้วย ก็เรียกว่ามันกระทบซึ่งกันและกัน
ปรับพฤติกรรมลดความอ้วน ใช้วิธีการลดน้ำหนักโดยต้องมีเป้าหมายเดียวกันทั้งหมอ เด็ก และผู้ปกครองเพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งหมอไม่อยากให้อดอาหาร ต้องกินอาหารให้ครบ 5หมู่ 3มื้อเหมือนเดิม แต่งลดอาหารที่มันมีแคลอรีสูง ลดอาหารฟาสต์ฟู้ด ของมัน ของทอด หรือน้ําหวานต่างๆ รวมถึงโพรเซสฟู้ดเบเกอรี่ เน้นกินอาหารที่มีไขมันดี หรือว่าเป็นโปรตีนที่ดี กินอาหารที่มีกากใยเยอะขึ้น เพื่อเพิ่มเรื่องของความอยู่ท้องให้มากขึ้นด้วย รวมไปถึงต้องออกกําลังกายเคลื่อนไหวให้มากขึ้น ประมาณ 60นาทีทุกวัน ซึ่งก็ต้องพยายามหากิจกรรมเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง
นอกจากนี้กลุ่มที่ปรับพฤติกรรมแล้วยังลดน้ําหนักไม่ได้ถึงเกณฑ์หรือว่ายังมีภาวะแทรกซ้อนอยู่ เด็กโตที่อายุมากกว่า 12 ปี และมีBMI มากกว่า 30 ในประเทศไทยก็มีอนุมัติให้ใช้เรื่องของตัวยาฉีดลดน้ําหนัก ก็จะช่วยลดความอยากอาหาร ทำให้อิ่มเร็วขึ้น ส่วนยาลดความอ้วนไม่ควรใช้เลย รวมถึงเครื่องดื่มต่างๆ ที่บอกว่าช่วยควบคุมความหิว วิตามินเสริม ลดความอ้วน หมอไม่แนะนํา เพราะเราไม่รู้ส่วนประกอบและจะส่งผลกระทบอะไรยังไงกับเด็กบ้างก็ไม่ควร เน้นใช้แนวทางธรรมชาติบําบัด พฤติกรรมบําบัดดีกว่า
ตรวจวินิจฉัยโรคอ้วนในเด็ก สุขภาพและพัฒนาการลูกรัก ได้ที่
ศูนย์สุขภาพและโรคเฉพาะทางเด็ก โรงพยาบาลเมดพาร์ค
โทร. 02-090-3138
www.medparkhospital.com/center/pediatric-center
Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB
Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX
Youtube: https://bit.ly/3cxn31u
ลูกตัวสูงและตัวใหญ่กว่าเพื่อน พ่อแม่ต้องคอยสังเกตเพราะอาจจะมีภาวะเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย หากละเลยลูกอาจจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ตัวเตี้ย และมีปัญหาพัฒนาการทางอารมณ์
ฟัง The Expert พญ. ปิยธิดา วิจารณ์
กุมารแพทย์ผู้ชำนาญการ ด้านโรคต่อมไร้ท่อในเด็กและวัยรุ่น
ศูนย์สุขภาพและโรคเฉพาะทางเด็ก โรงพยาบาลเมดพาร์ค
Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB
Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX
Youtube: https://bit.ly/3cxn31u
เปิดศึกกลางบ้าน ไม่มีทีท่าว่าจะสงบและยังเกิดขึ้นถี่ๆ บ้านไหนเป็นแบบนี้ ชวนฟังวิธีแก้ 3 ปัญหาน่าหนักใจ เพื่อไม่ให้กระทบพัฒนาการระยะยาว ได้แก่ ติดจอ, ก้าวร้าวเอาใจ, นิ่ง เนือย เฉื่อยชา ฟังดูเป็นเรื่องยากแต่แก้ไขได้
ฟังแนวทางจากครูก้า กรองทอง บุญประคอง ผู้ก่อตั้งโรงเรียนจิตต์เมตต์ และผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กปฐมวัย
จะทำให้พ่อแม่มองเห็นปัญหา เข้าใจพัฒนาเจ้าตัวเล็ก และเห็นแนวทางแก้ที่ไม่ยากเกินไป
Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB
Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX
Youtube: https://bit.ly/3cxn31u
ความเครียดเป็นพิษส่งผลกระทบกับพัฒนาการและทำให้ลูกป่วย
พบวิธีการรับมือเพื่อลดผลกระทบพัฒนาการลูก เช็กสัญญาณแบบนี้ลูกกำลังเครียด อาการแบบนี้แหล่ะ ที่หนูเครียด พัฒนาการและพฤติกรรมด้านไหนพังบ้างหากหนูเครียดเป็นพิษ Stress Management ฉบับเจ้าหนู แม่รู้ไว้สอนหนูได้ โดย The Expert ผศ. ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร อาจารย์ประจำสถาบันแห่งชาติ เพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล
Найти рабочее зеркало Вавада легко! Всегда актуальные ссылки помогут вам оставаться в игре и наслаждаться победами без перерывов.
Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB
Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX
Youtube: https://bit.ly/3cxn31u
ทุกพัฒนาการเล็ก ๆ ของลูก ยิ่งใหญ่สำหรับคนเป็นแม่เสมอ
สารอาหารที่เหมาะสมในแต่ละช่วงอายุจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการและการเติบโตที่ยิ่งใหญ่ แต่บางครั้งคุณแม่อาจไม่มีเวลาในการทำอาหารให้ลูกน้อยด้วยตัวเอง แล้วคุณแม่จะรับมืออย่างไร?
รักลูก The Expert Talk ชวนฟังคุณหมอกุ้ง พญ.กมลลักษณ์ อนันต์นิธิวุฒิ กุมารแพทย์ ประจำ รพ.เปาโล สมุทรปราการ พูดคุยเรื่องสารอาหารที่สำคัญกับการเจริญเติบโตของลูก การกินอาหารหลักให้ครบ 5 หมู่ และหลักการเลือกอาหารเสริมสำหรับเด็ก
เพราะอาหารสำหรับเด็กไม่ใช่อะไรก็ได้ แต่ต้องมีมาตราฐาน มีอย. เพื่อให้คุณแม่มั่นใจได้ว่าลูกน้อยจะได้รับสารอาหารทั้ง 5 หมู่ ในทุก ๆ คำ
ติดตามรักลูก Podcast ได้ที่https://linktr.ee/rakluke

ต่อคำถามที่ว่าเราควรให้ลูกมีมือถือของตนเองเมื่อไร หรือเราควรให้มือถือแก่ลูกเมื่อไร ควรใช้หลักการลูกดูแลตนเองและพื้นที่สาธารณะได้เมื่อไร ทบทวนหลักการดูแลตนเอง ให้สอนและประเมินความสามารถในการดูแลตนเอง 4 พื้นที่จากร่างกายของตนเองเป็นศูนย์กลางขยายออกไปรอบตัว
พื้นที่ที่ 1 ดูแลร่างกายของตนเองได้ เรื่องพื้นฐานได้แก่ กินข้าวด้วยตนเอง อาบน้ำและแปรงฟันด้วยตนเอง
พื้นที่ที่ 2 ดูแลพื้นที่รอบตนเองได้ได้แก่สมบัติของตนเอง เช่น เก็บของเล่น เก็บที่นอน เก็บจานไปล้าง
พื้นที่ที่ 3 ดูแลพื้นที่ที่ขยายออกไปอีก นั่นคือทำงานบ้าน เช่น กวาดบ้านถูบ้าน ล้างจานเก็บจาน ซักผ้าตากผ้า และรวบขยะทั้งบ้านไปเทหน้าบ้าน
พื้นที่ที่ 4 ดูแลหน้าบ้าน นอกบ้าน และที่สาธารณะ ได้แก่ดูแลขยะหน้าบ้านให้เรียบร้อย หน้าบ้านสะอาด รอบบ้านสะอาด ไปนอกบ้านรู้จักเข้าคิว ข้ามถนนบนทางม้าลาย ไม่ทิ้งขยะลงบนถนน ไม่ส่งเสียงดังในที่สาธารณะ เป็นต้น
จะเห็นว่ากว่าที่เราจะสอนและฝึกลูกให้ทำงานบนพื้นที่ทั้งสี่จากในไปนอกนี้ได้สำเร็จเด็กๆจะพัฒนา Executive Function(EF) สำเร็จด้วย เพราะงานทั้งหมดที่เล่ามาไม่สนุกและยากลำบากอีกทั้งเสียเวลาเล่น เด็กๆ ไม่สามารถทำได้หากไม่มีความสามารถหลัก 3 ประการของ EF คือ
ควบคุมตนเองซึ่งประกอบด้วยความตั้งใจมั่น ไม่ว่อกแว่ก และอดเปรี้ยวไว้กินหวาน
บริหารความจำใช้งาน
คิดยืดหยุ่น
อาจจะเขียนใหม่ได้ว่าเด็กควรมี 3 วิชาพื้นฐานแล้วเรียบร้อยนั่นคือ ลำบากก่อนสบายทีหลัง ถอนตัวจากความสนุก และอดทนทำงานที่ไม่ชอบได้จนสำเร็จ เพราะการทำงานต้องใช้ความสามารถ 3 ประการนี้แน่
การมีมือถือของตนเองแล้วเด็กสามารถรับผิดชอบเครื่องมือชิ้นนี้ได้ ใช้มันเพื่อการเรียนรู้และเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตของตนเอง มิใช่ถูกมันใช้ หรือถูกมันกลืนกิน หรือถูกมันดึงดูดเข้าหาโดยไม่ลืมหูลืมตา
ไปจนถึงสามารถใช้มันตามกติกาสังคม เช่น ไม่เปิดมือถือในที่ห้ามเปิด ไม่คุยโทรศัพท์ในที่ห้ามคุย ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวมากจนเป็นอันตรายต่อตนเองไปจนถึงเคารพความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น เช่น ไม่แอบถ่ายรูปคนอื่น ไม่ใช้รูปภาพหรือบทความของผู้อื่นโดยไม่บอกกล่าวหรือไม่ขออนุญาตหรือบอกที่มาที่ไปไปจนถึงไม่กลั่นแกล้งผู้อื่นด้วยกลไกของโซเชียลเน็ตเวิร์ค
อย่าลืมว่าการฝึกทำงานทำได้ด้วยหลักการพื้นฐาน 4 ข้อคือทำให้ดู จับมือทำ ทำด้วยกัน และปล่อยเขาทำ เราคอยให้กำลังใจและชมเชยเมื่อเขาทำได้
ก่อนให้มือถือแก่เขาเราควรมีกติกาที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าจำนวนหนึ่งด้วย กติกาเหล่านี้มีอะไรบ้างขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละบ้าน ข้อสำคัญคือให้ตกลงกันไว้ล่วงหน้าซึ่งเด็กๆ มักจะทำตามโดยง่าย อย่าประมาทที่จะปล่อยปละละเลยให้เกิดเหตุแล้วค่อยมาตกลงกติกาทีหลัง เพราะมักจะสายเกินแก้
นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
จิตแพทย์และนักเขียน ขวัญใจพ่อแม่ชาวโซเชียล

ลูกวัย 1-3 ปี ต้องเล่นอะไรถึงจะดีต่อพัฒนาการ
พัฒนาการทุกด้านของเด็กนั้นเป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการที่จะพัฒนาให้ครบรอบด้านมีปัจจัยสำคัญหลายอย่าง และหนึ่งในนั้นก็คือการเล่นที่เหมาะสมกับวัย
วัย 1-2 ปี
เด็กวัยนี้เริ่มเดินได้เองแม้จะไม่มั่นคงนัก แต่ก็ชอบเกาะเกี่ยวเฟอร์นิเจอร์เครื่องเรือนเดินจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เป็นการเรียนรู้เรื่องระยะทางและฝึกการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อต่างๆ ลูกจะสนุกกับสิ่งใหม่ๆ ที่ได้พบเห็น ชอบปีนป่ายขึ้นบันได มุดโต๊ะ พ่อแม่จึงต้องใส่ใจเรื่องความปลอดภัยให้มาก และวัยนี้ชอบขีดๆ เขียนๆ เข้าใจคำพูดรวดเร็วมาก ใครพูดอะไรจะพูดตามทันที
เล่นเสริม :
- พัฒนาการร่างกาย ของเล่นควรเป็นประเภทลากจูงไปมาได้ เช่น รถไฟ หรือรถลากต่อกันเป็นขบวน หรือกล่องกระดาษมีเชือกร้อยต่อกัน
- พัฒนาการสมอง การเล่นสำรวจที่ใช้ประสาทสัมผัสและการเคลื่อน ไหวอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น การให้เด็กบริหารแขนขา การเล่นดิน-ทราย-น้ำ การหยิบของตามคำบอก เป็นต้น
- พัฒนาการทางภาษา หาเพลงง่ายๆ ประเภท Music for Movement สนุกๆ มาให้ลูกฟัง ร้องและเต้นตามจังหวะ หรือจะเล่นเกมร่างกายของหนูสอนให้ลูกรู้จักชื่ออวัยวะต่างๆ ก็ได้เช่นกัน
Concern : ของเล่นที่มีขนาดเล็ก ของเล่นแหลมคมและมีน้ำหนักเกิน อาจเกิดอุบัติเหตุได้จากการขว้างปา ขนาดของรูหรือช่องต่างๆ ในของเล่นควรมีขนาดเล็กหรือใหญ่กว่านิ้วมือทุกนิ้ว เพื่อป้องกันการติดของนิ้วมือ
วัย 2-4 ปี
เด็กวัยนี้อยากรู้อยากเห็นทุกอย่าง เคลื่อนไหวได้คล่องขึ้นและทรงตัวได้ดีเพราะกล้ามเนื้อแขนขาแข็งแรงขึ้นมาก ทำให้ชอบเล่นออกแรงมากๆ ทั้งวิ่งเล่น กระโดด ปีนป่ายม้วนกลิ้งตัว เตะขว้างลูกบอล และขี่จักรยานสามล้อซึ่งช่วยฝึกกล้ามเนื้อใหญ่ให้แข็งแรงและเคลื่อนไหวได้คล่องขึ้น ควบคุมกล้ามเนื้อเล็กได้ดีขึ้น สามารถเล่นใช้นิ้วมือหยิบจับหรือหมุนได้
เล่นเสริม :
- พัฒนาการร่างกาย กล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น กระโดด ปีนป่ายม้วนกลิ้งตัว เตะขว้างลูกบอล และขี่จักรยานสามล้อ และกล้ามเนื้อมัดเล็ก เช่น บล็อกหยอดกล่องรูปทรง ภาพตัดต่อ เป็นต้น
- พัฒนาการทางสมอง ชอบเล่นอิสระและเลียนแบบท่าทางของคนและสัตว์จำลองบทบาทสมมติด้วยของเล่นเหมือนจริงจะช่วยเสริมจินตนาการให้แสดงออกอย่างสร้างสรรค์ อีกทั้งยังสนใจฟังนิทาน เรื่องเล่าและหนังสือภาพ ชอบแสดงท่าทางประกอบและเคลื่อนไหวตามจังหวะเพลง
- พัฒนาการทางสังคมและภาษา เริ่มเล่นกับเด็กอื่นมากขึ้นและทำงานเป็นกลุ่มได้ เช่น แสดงบทบาทสมมติ และเล่นขายของ ซึ่งเด็กวัยนี้จะมีการพูดจาสื่อสารกันระหว่างที่เล่นมากขึ้น
Concern : ด้วยวัยที่มีจินตนาการสูง พ่อแม่จึงควรการตักเตือนและแนะนำการเล่นด้วยเหตุผล เพื่อให้ลูกไม่นำเอาจินตนาการไปเล่นแบบเสี่ยงๆ หรือเป็นพื้นฐานความรุนแรง เช่น เลี่ยงเล่นต่อสู้ ไม่ซื้อของเล่นที่เลียนแบบอาวุธ ฯลฯ
ประโยชน์จากของเล่นเสริมพัฒนาการ
1.ฝึกแก้ไขปัญหา
ของเล่นเสริมพัฒนาการ เช่น การต่อบล็อกไม้ การต่อจิ๊กซอว์ หรือกล่องหยอดรูปทรง จะช่วยให้ลูกรู้จักการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นว่าจะต้องทำอย่างไร เพื่อให้เล่นได้สำเร็จ
2.เสริมสร้างจินตนาการ
ลองนึกถึงภาพเด็กกำลังเล่นรถถัง รถบังคับ อุลตร้าแมน หรือตัวการ์ตูนยอดฮิต อย่าง Ben 10 สิคะ เขาจะใช้ปากทำเสียงต่าง ๆ อย่างสนุกสนาน นั่นเพราะเด็กได้นำตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความคิดและจินตนาการที่สร้างขึ้น ซึ่งถือเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กสนใจในสิ่งต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น
3.ร่างกายแข็งแรง
เพราะลูกน้อยได้ใช้ทั้งกล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ แขนและขาจึงได้ขยับ ซึ่งถือเป็นการออกกำลังกายที่ดี ที่จะช่วยให้เขามีศักยภาพในการเรียนรู้โลกกว้างในอนาคต
ของเล่นเป็นอีกตัวช่วยสำคัญในการสร้างพัฒนาการที่ดีของลูกน้อยได้ค่ะ คุณพ่อคุณแม่หาเวลาว่างทำกิจกรรมกับเด็ก ๆ ที่บ้านกันด้วยนะคะ

เด็กที่ฮอร์โมนปกติ จะมีพัฒนาการ ส่วนสูง และน้ำหนักที่สมวัย แต่ถ้าพ่อแม่เห็นว่าลูกตัวเตี้ยผิกปกติ ลูกเตี้ยกว่าเด็กวัยเดียวกัน ลูกอาจจะเป็นโรคขาดฮอร์โมนเจริญเติบโตก็เป็นได้
ลูกไม่สูง ลูกเตี้ยกว่าเด็กคนอื่น เพราะอาจขาดโกรทฮอร์โมน
ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ หน่วยต่อมไร้ท่อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกไว้ว่า ฮอร์โมนเจริญเติบโต หรือ โกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) จะถูกผลิตและสร้างออกมาจากต่อมใต้สมอง ซึ่งอยู่บริเวณกลางของศีรษะ ต่อมใต้สมองขนาดเล็กนิดเดียวแต่สร้างฮอร์โมนออกมาหลายชนิด หนึ่งในนั้นก็คือฮอร์โมนเจริญเติบโต ในเด็กที่มีปัญหาขาดฮอร์โมนเจริญเติบโตหมายความว่าอาจจะมีความผิดปกติของต่อมใต้สมอง
ความผิดปกติของต่อมใต้สมองมี 2 ลักษณะ
1. เป็นมาตั้งแต่กำเนิด
ต่อมใต้สมองอาจจะมีขนาดเล็ก มีรูปร่างผิดปกติไป หรือว่าอาจมีพันธุกรรมบางอย่างทำให้การสร้างฮอร์โมนผิดปกติ
2. เกิดขึ้นมาภายหลัง
อาจจะมีก้อนเนื้อไปกดต่อมบริเวณนี้ เด็กอาจจะได้รับอุบัติเหตุ มีการบาดเจ็บในศีรษะชนิดรุนแรง มีการผ่าตัด หรือมีการเอกซเรย์ในศีรษะเพื่อรักษาโรคบางอย่างแล้วไปทำลายหรือรบกวนต่อมใต้สมอง ทำให้ต่อมสร้างหรือผลิตฮอร์โมนเจริญเติบโตไม่ได้
เด็กกลุ่มนี้ตัวเตี้ย แต่รูปร่างของเด็กจะดูค่อนข้างจ้ำม่ำ ไม่ได้เตี้ยผอม ลักษณะเหมือนกับมีพุงนิด ๆ เพราะมีไขมันไปพอกตามที่ต่าง ๆ เสียงพูดจะเล็กและแหลม ใบหน้าจะดูอ่อนกว่าวัยเดียวกัน รูปร่างใบหน้าเหมือนตุ๊กตา ช่วงกลางของ ใบหน้าจะหวำลึกลงไป

จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกขาดฮอร์โมนเจริญเติบโต
-
ถ้ารู้สึกว่าลูกโตไม่เท่าเพื่อน ๆ หรือพี่น้องคนอื่น ๆ โดยเฉพาะพี่น้องท้องเดียวกัน คนพี่ดูตัวเล็กกว่าคนน้อง
-
วัดความสูงเด็กแล้วความสูงไม่เพิ่มขึ้น โดยมีตัวเลขคร่าว ๆ ว่า ถ้าเด็กอายุ 4-10 ขวบ ปีหนึ่งโตไม่ถึง 5 เซนติเมตร ถือว่าค่อนข้างตัวเล็กกว่าที่ควรจะเป็น
-
ถ้าพ่อแม่เห็นกราฟการเจริญเติบโตของลูก ซึ่งมักจะมีอยู่ในสมุดคู่มือตรวจสุขภาพ พบว่าความสูงของลูกเบี่ยงจากเกณฑ์มาตรฐานที่ควรจะเป็น
-
เด็กตัวเตี้ยร่วมกับมีอาการอื่น ๆ เช่น ปัสสาวะบ่อย ๆ มีปัญหาทางสายตา ปวดศีรษะบ่อย ๆ คลื่นไส้อาเจียน ควรปรึกษาแพทย์
เด็กขาดฮอร์โมนเจริญเติบโตต้องพาไปพบแพทย์
- เพื่อประเมินการเจริญเติบโตเปรียบเทียบกับกราฟการเจริญเติบโต
- แพทย์จะซักประวัติของเด็กและครอบครัว
- แพทย์จะชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง วัดความยาวรอบศีรษะ วัดความยาวของแขนขา เพื่อบันทึกผลในกราฟการเจริญเติบโตของเด็ก
- อาจมีการเอ็กซเรย์เพื่อประเมินการเจริญเติบโตของกระดูก
- มีการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาความผิดปกติ เช่น การตรวจวัดระดับของฮอร์โมนต่าง ๆ
เมื่อพบว่าเด็กมีภาวะตัวเตี้ยแพทย์จะรักษาตามสาเหตุของเด็กแต่ละคน เช่น ฉีดฮอร์โมนการเจริญเติบโต (growth hormone) ให้ยาชะลอความเป็นหนุ่มเป็นสาว (GnRH-analogue) ให้ไทรอยด์ฮอร์โมน ให้วิตามินดี เป็นต้น
การดูแลเมื่อลูกตัวเตี้ย
1. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่เหมาะสม
2. ดื่มนมรสจืด อย่างน้อยวันละ 2-3 แก้ว
3. ให้ลูกออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและมวลกระดูก โดยให้พิจารณาความเหมาะสมตามวัยของลูกด้วย เช่น การกระโดดโลดเต้น ปีนป่าย ว่ายน้ำ บาสเกตบอล แบดมินตัน ฟุตบอล ฯลฯ ครั้งละ 30 นาที ประมาณ 3-5 ครั้ง ต่อสัปดาห์
4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 8-10 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้ฮอร์โมนเติบโตทำงานได้เต็มที่ และไม่ควรนอนดึกเนื่องจากฮอร์โมนเจริญเติบโตจะหลั่งออกมาช่วงกลางดึก ประมาณ 22.00 -02.00 น. ดังนั้นเด็กจึงควรเข้านอนก่อนช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อให้ฮอร์โมนเติบโตทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขอบคุณข้อมูลจาก : ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ, โรงพยาบาลสินแพทย์
ลูกเราอ้วนไปไหม เตี้ยไปหรือเปล่า ตารางน้ำหนักส่วนสูงจะเป็นเครื่องมือให้พ่อแม่ติดตามพัฒนาการทางร่างกาย เมื่อพบความผิดปกตินี้จะได้รีบแก้ไข

เกณฑ์ตารางน้ำหนักส่วนสูงใหม่ ของเด็กแรกเกิด-5 ปี จากสำนักโภชนาการ
ตารางน้ำหนักส่วนสูงของลูกเป็นเรื่องที่พ่อแม่ต้องรู้เพื่อติดตามพัฒนาการด้านร่างกายและการเจริญเติบโตของลูก สำนักโภชนาการโดยกรมอนามัยได้เผยแพร่เกณฑ์น้ำหนักส่วนสูงใหม่ ที่สอดคล้องกับตารางน้ำหนักส่วนสูงของ WHO
ประกอบกับความเจริญก้าวหน้าในประเทศไทย ทำให้เกณฑ์อ้างอิงน้ำหนัก ส่วนสูงที่เก็บข้อมูลมาตั้งแต่ปี 2538 ไม่ตรงกับสภาวะในปัจจุบัน เนื่องจากตารางที่ใช้อยู่วิเคราะห์ปัญหาต่ำกว่าความจริง กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ปรับเกณฑ์เติบโตเด็กขึ้นใหม่ เพื่อให้ภาวะโภชนาการของเด็กไทยสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ตารางน้ำหนักส่วนสูง เด็กแรกเกิด-5 ปี

ดาวน์โหลด คลิก
โดยน้ำหนักตามเกณฑ์ของเด็กชายควรอยู่ที่
อายุ 1 ขวบ หนัก 8.2 - 11.4 กิโลกรัม
อายุ 2 ขวบ หนัก 10.3 - 14.4 กิโลกรัม
อายุ 3 ขวบ หนัก 12.00 - 17.2 กิโลกรัม
อายุ 4 ขวบ หนัก 13.5 - 19.8 กิโลกรัม
อายุ 5 ขวบ หนัก 15.00 - 22.5 กิโลกรัม

ดาวน์โหลด คลิก
โดยส่วนสูงตามเกณฑ์ของเด็กชายควรอยู่ที่
อายุ 1 ขวบ สูง 71 - 79.2 เซ็นติเมตร
อายุ 2 ขวบ สูง 83 - 92.2 เซ็นติเมตร
อายุ 3 ขวบ สูง 90.5 - 101.5 เซ็นติเมตร
อายุ 4 ขวบ สูง 97 - 109.5 เซ็นติเมตร
อายุ 5 ขวบ สูง 103 - 117 เซ็นติเมตร

ดาวน์โหลด คลิก
โดยน้ำหนักตามเกณฑ์ของเด็กหญิงควรอยู่ที่
อายุ 1 ขวบ หนัก 7.5 - 10.7 กิโลกรัม
อายุ 2 ขวบ หนัก 9.15 - 13.8 กิโลกรัม
อายุ 3 ขวบ หนัก 11.5 - 16.9 กิโลกรัม
อายุ 4 ขวบ หนัก 13.15 - 20.00 กิโลกรัม
อายุ 5 ขวบ หนัก 14.7 - 23.00 กิโลกรัม

ดาวน์โหลด คลิก
โดยส่วนสูงตามเกณฑ์ของเด็กหญิงควรอยู่ที่
อายุ 1 ขวบ สูง 70 - 78 เซ็นติเมตร
อายุ 2 ขวบ สูง 81.5 - 91.2 เซ็นติเมตร
อายุ 3 ขวบ สูง 89.3 - 100.4 เซ็นติเมตร
อายุ 4 ขวบ สูง 96.2 - 110เซ็นติเมตร
อายุ 5 ขวบ สูง 102.2 - 116.5 เซ็นติเมตร
การประเมินการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็กทารก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับน้ำหนักหรือส่วนสูงเพียงอย่างเดียวนะคะ แต่ยังขึ้นอยู่กับโภชนาการ การนอนนอนหลับพักผ่อน การขับถ่าย การเล่น รวมถึงพัฒนาการด้านอารมณ์และสังคมด้วย
เด็กบางคนอาจมีน้ำหนักและความสูงไม่ตรงตามเกณฑ์ อาจต้องพิจารณาจากพันธุรรมและปัจจัยอื่นประกอบด้วย ถ้าหากลูกอ้วน ผอม หรือเตี้ยเกินเกณฑ์ พ่อแม่ต้องปรึกษากุมารแพทย์ หรือพาลูกไปเช็กกับกุมารแพทย์ด้านพัฒนาการอีกทีค่ะ
ที่มา : สำนักโภชนาการ กรมอนามัย
ลูกทารกวัย 6-12 เดือนมีพัฒนาการอย่างไรบ้าง และพ่อแม่จะส่งเสริมพัฒนาการได้อย่างไรให้ลูก เช็กกันได้ที่บทความนี้
เช็กพัฒนาการทางร่างกายที่สำคัญของลูกทารกวัย 6-12 เดือน
พัฒนาการเด็กทารกอายุ 6 เดือน
- พลิกคว่ำเองได้คล่อง
- ชันตัวได้ในท่านอนคว่ำเหมือนพยายามโหย่งตัว
- ทรงตัวในการนั่งได้ดีแต่ต้องมีหมอนพิง
- จับถือขวดนมหรือของเล่นได้อยู่มือ
การส่งเสริมพัฒนาการเด็กทารกอายุ 6 เดือน
- เตรียมพื้นที่คลานให้ลูกด้วยแผ่นรองคลานหรือผ้านุ่มๆ
- วางหมอนป้องกันไว้รอบๆ พื้นที่เพื่อไม่ให้ลูกพลิกแล้วตกที่นอนหรือแผ่นรอง
- หมั่นตรวจดูผ้าอ้อมลูกไม่ให้ตุง เพราะถ้าผ้าอ้อมตุง หนัก บวม จะทำให้ลูกพลิกตัวยาก
---------------------------------------------------------
พัฒนาการเด็กทารกอายุ 7 เดือน
- ยันตัวในท่าคลานหรือเริ่มคืบไปข้างหน้าได้ทีละนิด
- จับของเพื่อดึงตัวเองขึ้นยืนได้
- อาจยกตัวขึ้นนั่งได้จากท่านอน
- ถ้ามีคนพยุงจะยืนทรงตัวและก้าวขาสั้นๆ ได้
การส่งเสริมพัฒนาการเด็กทารกอายุ 7 เดือน
- จัดการกับเหลี่ยมมุมในบ้าน โต๊ะ เก้าอี้ ปลั๊กไฟเพื่อให้ลูกไม่ให้ลูกคืบหรือเกาะไต่ไปโดน
- ควรลองพาลูกไปหัดคลานหรือเดินนอกบ้าน เช่น ในสวน เพื่อให้เขาได้สัมผัสธรรมชาติและสนุกกับการคลานมากขึ้น
- เลือกเสื้อผ้าที่ไม่รุงรัง ไม่รัดจนทำให้ลูกคลานหรือยืนไม่คล่องตัว
---------------------------------------------------------
พัฒนาการเด็กทารกอายุ 8 เดือน
- คลานได้
- ยืนเกาะไต่และก้าวขาไปได้เรื่อยๆ ทีละก้าวสั้นๆ
- นั่งได้มั่นคง ไม่ล้มหงายหลัง ไม่ต้องมีหมอนพิง
- สามารถเปลี่ยนจากการคลานไปนั่งเองได้ด้วยการยันแขนขึ้น
การส่งเสริมพัฒนาการเด็กทารกอายุ 8 เดือน
- ควรจัดพื้นที่คลานในบ้านให้กว้างขึ้น เช่น ย้ายเฟอนิเจอร์ ปูพื้นที่คลาน หรือส่วนไหนที่คลานไปไม่ได้ก็ให้หาฉากหรือคอกกั้น
- จับมือพยุงให้ลูกยืนและก้าวเดินบ่อยๆ เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่จะช่วยให้ขาลูกแข็งแรงและพัฒนาการเดินได้ไวขึ้น
- เลือกผ้าอ้อมที่กระชับกับตัวลูก เพื่อให้ลูกคลานได้คล่องตัว ไม่เกิดการเสียดสี
---------------------------------------------------------
พัฒนาการเด็กทารกอายุ 9 เดือน
- คลานคล่องแคล่ว คลานไว หรืออาจคลานขึ้นบันไดได้
- จับของยืนเองได้และยืนได้นานโดยไม่มีคนพยุง
- บางคนลุกยืนเองได้โดยไม่ต้องจับเครื่องเรือน
- นั่งลงได้จากท่ายืนโดยไม่ล้ม
การส่งเสริมพัฒนาการเด็กทารกอายุ 9 เดือน
- ช่วงนี้ควรเลือกผ้าอ้อมแบบกางเกงที่บางกระชับ เพื่อให้ลูกเคลื่อนไหวได้แบบไม่ติดขัด
- จับให้ลูกได้เกาะโซฟาแล้วไต่เดินเองเพื่อเพิ่มพลังขา
- ช่วงที่จะใส่กางเกงให้ลูกถือเป็นจังหวะฝึกยืน โดยให้ลูกยืนเกาะไหล่แม่พยุงตัวไว้และใส่กางเกงแทนการนั่งใส่เหมือนเดิม
---------------------------------------------------------
พัฒนาการเด็กทารกอายุ 10 เดือน
- ลุกขึ้นยืนจากท่านั่งได้โดยไม่ต้องจับเครื่องเรือน
- ยืนได้โดยไม่ต้องจับอะไร
- เดินได้หลายก้าวขึ้นแต่ยังต้องจับเครื่องเรือนไต่เดินไปรอบๆ
- ปีนขึ้นลงเก้าอี้เองได้
การส่งเสริมพัฒนาการเด็กทารกอายุ 10 เดือน
- ร้องเรียกหรือปรบมือให้ลูกเดินเข้ามาหาเพื่อฝึกการเดินให้มั่นคง
- บอกให้ลูกลองลุกนั่งบ่อยๆ เพื่อฝึกการทรงตัวจากการยืนนั่งและนั่งยืน
- ลองนำของเล่นที่เขาชอบไปวางไวในมุมปลอดภัยต่างๆ หรือในสวน แล้วให้เขาเดินไปหยิบเพื่อฝึกการมอง การเดิน การทรงตัว
---------------------------------------------------------
พัฒนาการเด็กทารกอายุ 11 เดือน
- เดินได้เองโดยจับมือคนอื่นหนึ่งหรือสองมือ
- ลุกขึ้นยืนจากท่านั่งยองๆ ได้
- ลุกขึ้นยืนได้โดยใช้มือยันพื้นแล้วดันตัวขึ้นยืนตรง
- จับของเล่นส่งต่อมือหนึ่งไปอีกมือหนึ่งได้โดยของไม่ตก
การส่งเสริมพัฒนาการเด็กทารกอายุ 11 เดือน
- เดินจูงมือลูกให้ก้าวเดินไปพร้อมกับแม่เพื่อกระตุ้นความสนุกและอยากเคลื่อนไหว
- หาของเล่นที่มีพื้นผิวและขนาดที่หลากหลายเพื่อให้ลูกได้จับและส่งจากมือหนึ่งไปมือหนึ่งได้คล่องมากขึ้น
---------------------------------------------------------
พัฒนาการเด็กทารกอายุ 12 เดือน (1 ขวบ)
- ลุกนั่งได้คล่องแคล่ว
- คลานขึ้นลงบันไดได้
- ใช้มือขณะเดินได้ เช่น โบกมือ ถือของ
- เริ่มก้าวได้ก้าวขึ้น เร็วขึ้นจนเกือบเหมือนวิ่งเพราะสนุกที่จะเดินไปหาของที่อยากไปเล่น
การส่งเสริมพัฒนาการเด็กทารกอายุ 12 เดือน (1 ขวบ)
- ช่วงนี้ลูกจะสนุกกับการคลาน แม่ควรเลือกเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดีเพื่อระบายความร้อนจากร่างกาย
- ควร เลือกผ้าอ้อมที่ซึมซับได้ดีเพื่อให้ลูกคลานได้นานขึ้นและไม่รั่วซึม รวมถึงควรเป็นผ้าอ้อมที่ไม่ตุงเทอะทะ เพราะน้ำหนักของผ้าอ้อมอาจจะถ่วงให้ลูกคลานได้ช้าลง ไม่สบายตัว
อยากรู้ว่าพัฒนาการเด็กแต่ละเดือนเป็นอย่างไร ต้องทำอะไรได้ เรามีวิธีสังเกตพัฒนาการทารกวัย 0-1 ปี มาแนะนำให้พ่อแม่เช็กกันได้ตรงนี้ค่ะ
เช็กพัฒนาการเด็ก ลูกวัย 0-1 ปี ได้ง่าย ๆ ทุกวันด้วยตัวพ่อแม่เอง
พัฒนาการทารกแรกเกิด - 1 เดือน
- กล้ามเนื้อมัดใหญ่
- งอแขนขาทั้งในท่านอนคว่ำและนอนหงาย
- ชันคอได้ชั่วขณะในท่านอนคว่ำ
- กล้ามเนื้อตาและมือ
- มองเหม่อ อาจจ้องมองในระยะ 8-12 นิ้ว
- กำมือเมื่อถูกกระตุ้นที่ฝ่ามือ
- การรับรู้ภาษา
- สะดุ้งหรือ เปิดตากว้างเมื่อได้ยินเสียง
- การสื่อภาษา
- สติปัญญา
- ไม่สนใจเมื่อสิ่งที่มองเห็นหายไป
- อารมณ์และสังคม
พัฒนาการทารก 2-3 เดือน
- กล้ามเนื้อมัดใหญ่ - ชันคอได้เองเมื่ออยู่ในท่านอนคว่ำ
- กล้ามเนื้อตาและมือ - มือกำหลวม ๆ และ มองตามสิ่งของได้ข้ามกึ่งกลางลำตัว
- การรับรู้ภาษา - หยุดเคลื่อนไหว หรือกะพริบตาตอบสนองต่อเสียง
- การสื่อภาษา - ส่งเสียงอ้อแอ้
- สติปัญญา - จ้องมองในจุดที่เห็นสิ่งของหายไปชั่วขณะ
- อารมณ์และสังคม - สบตาและยิ้มโต้ตอบเวลามีคนเล่นด้วย
พัฒนาการทารก 3-6 เดือน
- กล้ามเนื้อมัดใหญ่
- คว่ำหรือหงายได้เอง
- นั่งได้เองชั่วครู่
- กล้ามเนื้อตาและมือ
- เอื้อมมือคว้าของ
- ประคองขวดนม
- การรับรู้ภาษา
- การสื่อภาษา
- เลียนเสียงพยัญชนะหรือสระเช่น “อา” “บอ”
- สติปัญญา
- จ้องมองมือของพ่อแม่ที่ถือของเล่นไว้แล้วปล่อยให้ตกไปชั่วครู่
- อารมณ์และสังคม
- ดีใจเวลาเห็นผู้เลี้ยงดูที่คุ้นเคย
พัฒนาการทารก 6-9 เดือน
- กล้ามเนื้อมัดใหญ่ - นั่งบนพื้นเองได้นานขึ้น
- กล้ามเนื้อตาและมือ - หยิบของด้วยมือทั้งมือ และประคองขวดนม
- การรับรู้ภาษา - รู้จักชื่อตัวเอง
- การสื่อภาษา - เล่นเสียงพยัญชนะหรือสระติดต่อกันเช่น “ปาปา มามา”
- สติปัญญา - มองตามของที่ตก
- อารมณ์และสังคม - แยกแยะคนแปลกหน้าและคนใกล้ชิดได้ และร้องตามแม่
พัฒนาการทารก 9-12 เดือน
- กล้ามเนื้อมัดใหญ่ - เกาะยืน
- กล้ามเนื้อตาและมือ - หยิบของโดยใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้
- การรับรู้ภาษา - ทำตามคำสั่งง่ายๆได้เช่น “บ๊ายบาย” “ขอ” เข้าใจคำสั่งเช่น “หยุด” “อย่า”
- การสื่อภาษา - สื่อสารภาษากาย เช่น ชี้ แบมือขอของ อวดของเล่น ฯลฯ
- สติปัญญา - เปิดหาของที่ซ่อนไว้
- อารมณ์และสังคม - เลียนแบบท่าทาง เช่น โบกมือ สาธุ ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม พัฒนาการตามวัยที่ระบุในที่นี้เป็นพัฒนาการขั้นต่ำที่เด็กในแต่ละวัยสามารถทำได้ครับ หากลูกยังไม่สามารถทำได้และคุณแม่มีข้อสงสัยควรปรึกษากุมารแพทย์ แต่ขณะเดียวกันเด็กบางคนอาจพัฒนาได้เร็วกว่าเกณฑ์นี้ได้เช่นกันค่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
รศ.นพ. พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์
กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม
คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช