facebook  youtube  line

รักลูก The Expert Talk EP.124 : “พ่อแม่ขาดทักษะการใช้สื่อ กระทบสมองลูก”

 

รักลูก The Expert Talk Ep.124 : Family Out จอ Gen กับอาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ ตอนที่ 5 พ่อแม่ขาดทักษะการใช้สื่อกระทบสมองลูก

 

งานวิจัยพบว่าเด็กที่ใช้สื่อเย็นเซลล์สมองจะเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ได้มากกว่า

ขณะที่สื่อร้อนการเชื่อมต่อของเซลล์ที่ชั้นเปลือกสมองจะทําได้น้อย กระทบกับพัฒนาการของสมอง โดยเฉพาะทักษะสมอง EF

 

ไม่อยากให้ลูกติดจอ พ่อแม่ทำได้

ฟัง อาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริบอกแนวทางการฝึกทักษะให้พ่อแม่มี Digital Literacy เพื่อรับมือและรู้เท่าทันก่อนสื่อหน้าจอจะทำลายสมองลูก

 

ติดตามรักลูก Podcast ได้ที่https://linktr.ee/rakluke 

รักลูก The Expert Talk EP.125 : Cybercrime คืออะไร? รู้ไว้ก่อนลูกถูกลวง

 

รักลูก The Expert Talk Ep.125 : Family Out จอ Gen กับอาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ ตอนที่ 6 Cybercrime คืออะไร? รู้ไว้ก่อนลูกถูกลวง

เมื่อพ่อแม่ให้โทรศัพท์ แท็บแล็ตหรือสร้างแอคเคาท์บนโซเชียลมีเดียให้ลูก เราอาจจะคิดว่าอินเทอร์เน็ตมันเป็นโลกของข้อมูลความรู้

แต่ถ้าลองคิดในมุมกลับกัน เมื่อให้ลูกเข้าถึงโลกทั้งใบ โลกทั้งใบก็เข้าถึงลูกของเราได้เหมือนกัน…การเกิดอาชญากรรมออนไลน์จึงเกิดขึ้นได้ง่าย

 

รู้กลลวงของเหล่ามิจฉาชีพบนโลกออนไลน์เพื่อรับมืออย่างเท่าทัน ฟัง อาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ

 

ติดตามรักลูก Podcast ได้ที่https://linktr.ee/rakluke 

รักลูก The Expert Talk EP.126 : Cybercrime รับมือได้ พ่อแม่ต้องเท่าทัน

 

รักลูก The Expert Talk Ep.126 : Family Out จอ Gen กับอาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ ตอนที่ 7 Cybercrime รับมือได้ พ่อแม่ต้องเท่าทัน

 

เมื่อลูกถูมิจฉาชีพหลอกลวง พ่อแม่จะช่วยลูกและรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร ฟัง อาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ

 

 

ติดตามรักลูก Podcast ได้ที่https://linktr.ee/rakluke 

รักลูก The Expert Talk EP.127 : ลูกปวดท้อง ต้องระวังโรคเกี่ยวกับลำไส้

 

รักลูก The Expert Talk Ep.127 : ลูกปวดท้อง ต้องระวังโรคเกี่ยวกับลำไส้

 

โรคลำไส้กลืนกัน ไม่ใช่แค่ลูกปวดท้องหากปล่อยให้รุนแรงอาจจะต้องตัดลำไส้

 

พ่อแม่รับมือและสังเกตก่อนอาการจะรุนแรงได้ รวมถึงฟังโรคและอาการที่ทำให้ลูกปวดท้องได้ จาก The Expert

พญ. สีวลี สีดาฟอง

แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหารและตับในเด็ก โรงพยาบาลวิมุต

 

ติดตามรักลูก Podcast ได้ที่https://linktr.ee/rakluke 

รักลูก The Expert Talk EP.128 : โพรไบโอติกและพรีไบโอติก เลือกอย่างไรเหมาะกับเด็ก

 

รักลูก The Expert Talk Ep.128 : โพรไบโอติกและพรีไบโอติก เลือกอย่างไรเหมาะกับเด็ก


โพรไบโอติกและพรีไบโอติก เลือกแบบไหนเหมาะสำหรับเด็ก สายพันธุ์ไหนดี กินปริมาณเท่าไหร่เพียงพอ

ฟัง The Expert พญ. สีวลี สีดาฟอง

แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหารและตับในเด็ก โรงพยาบาลวิมุต 

 

ติดตามรักลูก Podcast ได้ที่https://linktr.ee/rakluke 

รักลูก The Expert Talk Ep.41 : รู้ก่อนเป็น สาเหตุทำให้เกิดโรคหืด

รักลูก The Expert Talk Ep.41 : รู้ก่อนเป็น สาเหตุทำให้เกิดโรคหืด

โรคหืดไม่ใช่แค่กระทบพัฒนาการ แต่อาจจะทำให้เสียชีวิตได้ 

รู้ก่อนเลี่ยงได้ก่อน แม้ส่วนหนึ่งจะมาจากพันธุกรรมที่เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่สภาพแวดล้อมก็เป็นส่วนสำคัญมากที่กระตุ้นให้เป็นโรคหืด และมีอาการมากขึ้น

 

ฟังสาเหตุของโรคหืด จาก The Expert ผศ.ดร.นพ.สิระ นันทพิศาล หัวหน้าหน่วยโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สาเหตุที่ตัวเลขโรคหืดเพิ่มขึ้น

ในประเทศไทยมีการสำรวจจำนวนเด็กที่เป็นโรคหืดมาประมาณ 30 ปีแล้ว และก็ทำมาเรื่อยๆ ประมาณทุก 10 ปี และพบว่าตัวเลขเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะที่ภาคเหนือในระยะ 10 ปีที่ผ่านมามีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนรวมไปถึงโรคภูมิแพ้อื่นๆ เช่น จมูกอักเสบภูมิแพ้

ซึ่งเป็นโรคคู่กันก็เจอเยอะขึ้นโดยเฉลี่ยอยู่ประมาณ 4-10% ในประเทศไทยแล้วแต่ภูมิภาค ในกรุงเทพประมาณ6-7% สำหรับทุกช่วงอายุในผู้ป่วยเด็ก ถ้าโยงเกี่ยวกับเรื่องฝุ่นมลพิษหรือเปล่าจริงต้องบอกว่า

ปัจจัยการเกิดโรคหืดแต่เดิมเราบอกมันมีหลายปัจจัยก็คือเป็นเรื่องของพันธุกรรมเพราะคุณพ่อคุณแม่ที่เป็นโรคหืดมาก่อน ลูกจะโอกาสเป็นโรคหืดได้มากขึ้นตั้งต้นมาเหมือนต้นทุนเดิม

ทีนี้ระหว่างที่เขาเติบโตมาเขาจะเผชิญกับสภาพแวดล้อมต่างๆ ซึ่งหลายๆ คนก็จะบอกว่าเป็นเรื่องของสัตว์เลี้ยงหรือเปล่าการเลี้ยงสุนัข เลี้ยงแมวในบ้านจะสามารถทำให้เกิดเป็นโรคหืดได้ไหม ซึ่งอันนี้ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่า 2 อย่างนี้จะเป็นปัจจัยทำให้เกิดหืด

มลพิษ ควันบุหรี่ตัวร้าย

แต่สิ่งที่ชัดเจนมากๆ เลยคือส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของมลพิษ มลพิษอันดับแรกที่เรายังไม่ได้พูดถึงกันก็คือ ควันบุหรี่ อันนี้ตัวร้ายเลยเพราะว่ามีการศึกษาออกมาชัดเจนว่ามารดาที่ตั้งครรภ์ และระหว่างตั้งครรภ์สูบบุหรี่จะเป็นสาเหตุเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการหอบหืดในเด็กโดยเฉพาะเด็กอายุน้อยกว่า 3 ปี ชัดมาก ถือว่าเป็นปัจจัยหลัก

มีการศึกษาเพิ่มเติมด้วยว่าเป็น Secondhand Smoker คือหมายความว่าตัวคุณแม่ไม่จำเป็นต้องสูบเองแต่อยู่ในครอบครัวหรือในสภาพแวดล้อมที่มีควันบุหรี่เยอะๆ อันนี้ก็ส่งผลกับปอดของเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์เหมือนกัน เพราะฉะนั้นพอเด็กออกมามีความเสี่ยงถ้ายังอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิม เขาก็จะเจอกับสารก่อภูมิแพ้ หรือสารระคายเคืองจากบุหรี่เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ

PM2.5 ตัวการสำคัญ

ในระยะ 10 ปีถ้าเราติดตามข่าวสารกันก็จะทราบว่าภาวะโลกร้อนเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ปริมาณ PM2.5 เพิ่มมากขึ้น จริงๆ เรารู้จักกันมานานพอสมควรแล้วสำหรับฝุ่น PM2.5 แต่เพิ่งมาให้ความสนใจกันเยอะมากในปัจจุบัน ในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมาตัวเลขจะมีการมอนิเตอร์กันเป็นประจำก็จะพบว่าในกรุงเทพมีค่ามลพิษโดยเฉพาะ PM2.5 เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

มีการศึกษากันแล้วว่าจุดตั้งต้นก่อน เอาง่ายๆ เลยมีการศึกษากันแล้วว่าถ้าเป็นแฝดแต่แยกที่กันเลี้ยงคนหนึ่งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มี PM2.5 เยอะ อีกคนอยู่อีกที่หนึ่งหรือว่าพี่น้องกัน ปรากฎว่าคนที่อยู่ในสภาวะที่มี PM2.5 นานๆ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้มากขึ้น

ไรฝุ่นต้นเหตุที่มักถูกลืม

สุดท้ายเรื่องสารก่อภูมิแพ้ในอาการซึ่งอันนี้เราต้องแยกว่า PM2.5 ควันบุหรี่ อันนั้นเป็นการระคายเคืองทำให้อาการภูมิแพ้กำเริบ แต่สารก่อภูมิแพ้ก็คือโปรตีนต่างๆ เล็กๆ น้อยๆ ที่มันอยู่ในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ เช่น ไรฝุ่น ไม่ใช่ฝุ่นละอองที่เรากวาดบ้านถูบ้านเจอกัน คือสัตว์เล็กๆ ที่กินรังแคเราเป็นอาหารรังของเขาก็คือที่นอนของเราเป็นบ้านหลักเลยอยู่กันทีเป็นล้านตัว

เพราะฉะนั้นเขาก็จะกินอาหารคือผิวเราเองแล้วเขาก็จะอุจจาระออกมาซึ่งตัวอุจจาระเป็นตัวก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้โดยเฉพาะในทางเดินหายใจ แล้วก็ยังมีซากละอองแมลงสาป เหล่านี้เป็นสิ่งที่แยกได้ยากมากหมายความว่าหลีกเลี่ยงยากมาก เพราะไรฝุ่นกับแมลงสาปอยู่กับเรามานานแสนนานเพราะฉะนั้นเราคงไม่สามารถไปกำจัดเขาให้ออกไปจากสภาพแวดล้อมได้

3 ปัจจัยจัยก่อโรคหืด เพราะฉะนั้นหลักๆ สรุปเป็นประเด็น 3 ประเด็น คือ

1.พันธุกรรม

2.สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ ที่เพิ่มมากขึ้นมาคือพวก ละอองเกสรดอกไม้ ตั้งแต่น้ำท่วมปี 54 และร่วมกับโลกร้อนจำนวนและสัดส่วนของหญ้าต่างๆ ในประเทศไทยเปลี่ยนเยอะและพวกนี้เป็นตัวกระตุ้นให้ปริมาณสารก่อภูมิแพ้ในอากาศโดยเฉพาะละอองเกสรดอกไม้มีมากขึ้นและมีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนอย่างชัดเจน

3. มลพิษ

สังเกตุอาการโรคหืด

จริงๆ แล้วที่ถูกเราควรเรียกว่าโรคหืด แต่เวลาที่เด็กมีหืดกำเริบเราจะเรียกว่าอาการหอบ หลักๆ เราจะแบ่งการสังเกตอาการและสาเหตุการกระตุ้นอาการหอบเป็น 2 กลุ่มอายุ คือกลุ่มอายุน้อยกว่า 5 ปีและเกิน 5 ปีขึ้นไป

กลุ่มอายุน้อยกว่า 5 ปีอาการหืดกำเริบของเขาส่วนใหญ่จะสัมพันธ์กับการติดเชื้อทางเดินหายใจก็คือการเป็นหวัด แปลว่าเด็กที่มีอาการหอบเวลาที่เขาเป็นหวัดแต่ละครั้งจะมีอาการหอบกำเริบค่อนข้างง่าย อาจจะไม่ได้รุนแรงมาก สามารถสังเกตอาการได้อย่างไรถ้าอาการไม่รุนแรง

1.เด็กจะมีอาการไอค่อนข้างมาก สมมติมีเด็ก 2 คน คนหนึ่งเป็นหอบ คนหนึ่งไม่เป็นหอบ มานั่งคู่กันคนที่เป็นหอบเขาจะไอเยอะกว่าชัดเจน เวลาไปโรงพยาบาลบางครั้งเขาจะได้ยาขยายหลอดลมมากิน คนที่เป็นโรคหืดแล้วมีอาการหอบกำเริบเขาจะกินยาขยายหลอดลมแล้วอาการไปลดลงแปลว่าอาการไอควรจะตอบสนองกับการขยายหลอดลม

2.ไอนานมากเป็นหวัดส่วนใหญ่ไอ 5-7 วัน หาย เด็กที่เป็นหอบก็จะ 7-10 วัน ไปแล้วก็ยังไม่หายไอ ถ้าไม่เป็นหวัดอาหารที่พอสังเกตได้คือเขาวิ่งเล่นเหนื่อยๆ แล้วมีอาการไอเพราะว่าการออกกำลังเป็นตัวกระตุ้นทำให้อาการหอบกำเริบได้

หรือมีอาการไอตอนกลางคืนเพราะอากาศเย็นอันนี่ก็เป็นสิ่งที่กระตุ้นทำให้อาการไอหรือหอบหืดกำเริบเพิ่มมากขึ้น ตอนกลางวันถ้าไปเจอฝุ่นละอองหรือมลพิษต่างๆ เขาก็จะมีอาการไอ ลักษณะสำคัญเลยคืออาการไอเหล่านี้ถ้าได้รับยาขยายหลอดลมแล้วเขาจะดีขึ้น

ในขณะที่เด็กโตจะเห็นค่อนข้างชัดเจนคือโอกาสการเป็นหวัดจะลดลง เพราะฉะนั้นเขาจะเป็นลักษณะของการแสดงออกที่สัมพันธ์กับกิจกรรมประจำวันมากกว่า เช่น ออกกำลังแล้วมีอาการไอ หรือสัมผัสสารก่อภูมิแพ้อันนี้ค่อนข้างชัดมาก เช่น คุณแม่กวาดบ้านอยู่ลูกไปวิ่งเล่นแถวนั้นก็เกิดอาการไอขึ้นมา

ถ้าอาการรุนแรงมากขึ้นเขาก็จะมีอาการหอบซึ่งอาการหอบเหมือนวิ่งแล้วหอบ คือหายใจแรงขึ้น หายใจไม่ทัน มีอาการบ่นได้ก็จะบอกว่าแน่นหน้าอกอันนี้เป็นลักษณะของเด็กที่มีอาการหืดกำเริบ

หืดกับโรคภูมิแพ้

อาการอื่นๆ ที่อาจจะมีได้ก็อาการของโรคภูมิแพ้ที่มักจะพบร่วมกันกับอาการโรคหืดก็คืออาการภูมิแพ้ทางจมูก ซึ่งประมาณ 85% ของเด็กที่เป็นโรคหืดจะมีภูมิแพ้ทางจมูกร่วมด้วยก็เป็นอาการน้ำมูก จาม คันและคัดแน่นจมูกมีคันตาร่วมด้วย หลายๆ คนก็จะมีอาการนอนกรน อันนี้ก็เป็นอาการของโรคภูมิแพ้จมูกอักเสบซึ่งพบร่วมกันในเด็กที่เป็นโรคหืด

RSV ต่างจากโรคหืด

RSV จะเป็นในเด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ปี ซึ่งอาการโรคหืดยังไม่ค่อยแสดงออกเท่าไหร่ ความคล้ายกันของเขาคือเขาจะมีอาการหอบเหมือนกันเวลาที่เราติดเชื้อ RSV เพราะว่า RSV เป็นการติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนล่าง หลอดลมฝอยมีการอักเสบเด็กจะมีหายใจเสียงหวีดเหมือนหอบหืดได้เลย

แต่ RSV พ่นยาขยายหลอดลมแล้วไม่ค่อยตอบสนองคือจะไม่หายหอบเท่าไหร่คือต้องรอให้เขาหายเอง อาการติดเชื้อดีขึ้นเสมหะในปอดลดลง อาการหอบก็จะลดลง ในขณะที่ถ้าเป็น RSV แล้วเด็กมีอาการหอบอยู่ด้วยรวมกันมันจะส่วนหนึ่งที่จะตอบสนองกับยาขยายหลอดลม

เป็นหวัดทั่วไปก็เหมือนกันปกติถ้าเป็นหวัดเป็นการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน เด็กทั่วไปก็จะไม่มีอาการหอบ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เป็นไข้หวัดธรรมดาแล้วมีอาการเหนื่อยหอบ หายใจเร็วแล้วก็ได้ยินว่าหายใจมีเสียงหวีดๆ เกิดขึ้น อันนี้เราก็จะบอกว่าแสดงว่ามีโรคหืดแฝงอยู่ เพราะฉะนั้นการตรวจ จริงๆ แล้วเราก็บอกว่าควรให้แพทย์เป็นคนวินิจฉัย

การทดสอบสมรรถภาพปอดในอายุน้อยกว่า 5 ปี มีข้อจำกัดคือทำไม่ได้เพราะต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ป่วยต้องเกิน 5 ปีไปถึงพอจะทำได้ การวินิจฉัยถ้า 5 ปีขึ้นไปแล้วเราสงสัยว่าเป็นหรือไม่เป็นเราก็ส่งตรวจสมรรถภาพปอดไปเลย เป็นจุดยากเลยเป็นยาขมสำหรับหมอเด็กเหมือนกันไม่ใช่พ่อแม่อย่างเดียว หมอเด็กเองก็เด็กคนนี้อายุ 3ปี พ่นยามาแล้ว 3 รอบใช่หรือไม่ใช่โรคหืด

เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ที่มีประวัติลูกเป็นแบบนี้เป็นหวัดแต่ละครั้งดูอาการแล้วแบบไอเยอะ ไปโรงพยาบาลก็ต้องมีการพ่นยา

การพ่นยาจะเป็นแบบฝอยละอองแล้วใช้เป็นตัวครอบแทนเป็นกรวยแล้วใช้เป็นยากดพ่น ก็ลองถามคุณหมอหลังจากที่มีการให้ยาขยายลมพ่นว่าลูก หลาน ตอบสนองไหม เสียงหายใจหวีดลดลงไหมหรือหายใจเร็วลดลงไหมหลังจากใช้ยาขยายหลอดลมถ้าเป็นอาการแบบนี้คือตอบสนองกับยาขยายหลอดลมได้ดีและปีหนึ่งเกิน 3 ครั้ง อันนี้มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคหืดสูง

แนวทางการรักษาโรคหืด

ต้องเป็นข้อความที่เราจะสื่อสารกันเป็นหลักไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครองหรือตัวผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่เราต้องแก้ความเข้าใจกันใหม่ เพราะเวลาที่คนไข้มาพบแพทย์ส่วนใหญ่เขาบอกว่ายาที่ดีที่สุดในการรักษาโรคหืดคือยาขยายหลอดลมซึ่งจริงๆ ถูกแค่บางส่วน เพราะว่ายาขยายหลอดลมจะใช้เมื่ออาการโรคหืดกำเริบคือมีอาการหอบเป็นเป้าหมายที่ลดความรุนแรงของอาการหอบที่กำเริบ

แต่จริงๆ เป้าหมายหลักของการรักษาโรคหืดคือเราต้องการให้ไม่เกิดอาการหืดกำเริบคนไข้ต้องไม่หอบเลย เพราะฉะนั้นเป้าหมายสำคัญคือควบคุมไม่ให้เกิดอาการหอบเพราะการหอบแต่ละครั้งเวลาที่เกิดอาการแต่ละครั้งมันจะมีการอักเสบในทางเดินหายใจหลอดลมฝอยจะมีการอักเสบเกิดขึ้นถ้ามีการปล่อยไว้ให้การอักเสบเป็นไปเรื่อยๆ มันจะมีการเสียสภาพของหลอดลมในระยะเบื้องต้น

ถ้าหอบยังไม่เป็นมากสภาพหลอดลมที่เสียไปสามารถกลับมาสู่สภาวะที่เป็นปกติได้ด้วยการรักษาของการใช้ยาควบคุมโรคหืด แต่ถ้าไม่ได้ใช้เลยการที่หลอดลมมันเสียสภาพมักจะกลายเป็นเสียถาวร

ยารักษาโรคหืด

เพราะฉะนั้นคิดเอาว่าถ้าเสียสภาพถาวรตั้งแต่เป็นเด็กโตขึ้นไปเขาจะไม่มีทางที่สมรรถภาพปอดเขาจะกลับมาสู่สภาวะปกติหรือเทียบเท่ากับคนอื่นได้ เพราะฉะนั้นต้องย้ำไม่ว่าโรคหืดจะเกิดเมื่อไหร่ก็ตาม ช่วงอายุไหนก็ตาม ยารักษาหลักคือยาควบคุมโรคหืดที่ไม่ทำให้เกิดอาการหอบ ซึ่งตรงนี้ในประเทศไทยหรือทั่วโลกเราจะมียาอยู่ 2 กลุ่ม

1.ยาพ่นชนิดสเตียรอยด์

2.ยากินที่สามารถใช้รักษาควบคุมโรคหืดได้ สองอย่างนี้จะเป็นยาหลักที่ใช้ในการรักษา ซึ่งผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้ทุกวันไม่ว่าจะมีอาการหืดหรือไม่มีอาการหืดก็ตาม ถ้าเมื่อไหรก็ตามที่มีอาการกำเริบขึ้นมาเมื่อนั้นเราจึงจะใช้ยาขยายหลอดลมพ่นเพื่อทำให้บรรเทาอาการหืดกำเริบเฉียบพลัน เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วเราต้องรักษาที่สาเหตุหลักก็คือใช้ยาควบคุมโรคหืด

สำหรับยาสเตียรอยด์ จริงๆ แล้วเป็นยาที่ปลอดภัยและสามารถใช้ได้ทุกช่วงอายุแต่ก็จะมีข้อจำกัดบางอย่างเพราะว่าสเตียรอยด์ในเด็กอุปกรณ์ที่ยาจะอยู่เป็นชนิดพ่นจำเป็นจะต้องพ่นผ่านกระบอกต้องอาศัยความร่วมมือกับผู้ป่วยพอสมควรมีอุปกรณ์ต่อเพราะถ้าพ่นใส่ปากโดยตรงยาจะไม่ถึงปอด

ผู้ปกครองหลายๆ คนจะมีความกังวลพูดขึ้นมาว่าเป็นสเตียรอยด์จะทำให้ส่งผลต่อการเจริญเติบโต ใช้ไป 1-2 ปีลูกจะเตี้ยไม่โตหรือเปล่า ติดเชื้อง่าย จริงๆ ต้องบอกว่าในปริมาณของการใช้เพื่อควบคุมโรคหืดจะเป็นขนาดที่ไม่มีผลกระทบข้างเคียงเยอะขนาดนั้น

ยากลุ่มที่ 2 ยาต้านการอักเสบที่ยับยั้งการทำงานของสารลิวโคไทรอีน เป็นยาชนิดกินซึ่งเป็นยาที่สามารถใช้ควบคุมโรคหืดได้เหมือนกันแต่เราก็จะมีการบริหารยาที่ง่ายเพราะจะมีทั้งเป็นแบบผง แบบเม็ด ซึ่งอันนี้ให้เด็กกินทุกวันต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน

ทั้ง 2 ตัวมีประสิทธิภาพในการควบคุมโรคหืดได้ใกล้เคียงกัน แต่ต้องย้ำว่าทั้ง 2 ตัวนี้ไม่ใช่ยาขยายหลอดลมเพราะฉะนั้นพอหลายๆ คนบอกว่าต้องใช้ไปทุกวันถ้าเวลาหืดกำเริบขึ้นมาอย่างไรก็ต้องกลับไปใช้ยาขยายหลอดลม

แต่เป้าหมายหลักของเราถ้าใช้ยาตัวใดตัวหนึ่งไม่ว่าจะเป็นสเตียรอยด์พ่น หรือยากินควบคุมโรคหืดแล้วเราหวังว่าผู้ป่วยจะไม่มีอาการหืดกำเริบและก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยาขยายหลอดลมสูตรพ่นเลยอันนี้คือเป้าหมายหลักจริงๆ

โรคหืดรักษาและกินยาอย่างต่อเนื่อง

จริงๆ เรามีการให้ความรู้กับแพทย์ อัพเดทความรู้เราก็จะบอกเขาไปในกลุ่มของแพทย์ผู้ดูแลโดยเฉพาะหมอเด็กเพราะเรามีการอัพเดทแนวทางการรักษาอยู่เป็นประจำแล้วก็อยากยืนยันว่ายามีความปลอดภัยในการใช้ระยะยาว

ปัญหาสำคัญเลยคือผู้ปกครองมักจะหยุดยาก่อนถึงเวลาอันควร แต่จริงๆ รอยโรคในหลอดลมฝอยที่เวลาเราเกิดโรคหืดขึ้นมาแล้วมันอาจจะเป็นแผลที่ใหญ่พอสมควร ยิ่งเป็นมานานเป็นรุนแรงก็จะเป็นแผลที่ใหญ่

เพราะฉะนั้นการที่เราจะสมานแผลตรงนี้ให้มันกลับมาปกติได้และความไวของหลอดลมมันลดลงไปได้มันต้องใช้เวลายาวนานพอสมควรอย่างน้อยเป็นปี เพราะฉะนั้นกินยาหรือพ่นยาไปประมาณ 1-2 เดือนอาการสงบดีอย่าเพิ่งหยุด ควรจะมีการประเมินก่อนซึ่งคุณหมอก็เป็นคนประเมิน ซึ่งก็จะมีหลักการหลายๆ ข้อ อยากให้ไปพบแพทย์อย่าหยุดยาเองโดยเฉียบพลันโดยตัวเองลูกอาการสงบดีแล้วก็หยุดยาจริงๆ ถึงจะอาการสงบแต่ภายในอาจจะไม่สงบก็ได้ เป็นคลื่นใต้น้ำมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

ผลกระทบหากหยุดใช้ยา

มีผลโดยตรงกับพยาธิสภาพในปอดก็คือหลอดลมจะมีการเสียอาจจะถาวรได้ถ้ารักษาช้าหรือรักษาไม่ถูกต้องอันนี้หลอดลมเสียสภาพถาวรได้ซึ่งมันจะไปส่งผลกระทบทางอ้อมกับสุขภาพทางกายและทางใจของเด็ก

เพราะว่าเวลาที่เขามีภาวะหลอดลมไวเด็กเขาจะถูกกระตุ้นได้ง่ายถ้าเจออากาศเย็น เจอไรฝุ่นเล็กน้อยจะมีอาการไอแล้วสำคัญเลยโรคหืดมักจะไอตอนกลางคืนเด็กมักจะตื่นมาไอตอนตีสองตีสามซึ่งเป็นเวลาทองของการหลั่ง Growth Hormones เด็กจะโตได้จริงๆ แล้วเวลาทองของการนอนคือ 4ทุ่ม ถึงตีสอง แต่โรคหืดเวลากำเริบตอนกลางคืนแล้วเด็กไอตื่นขึ้นมา Growth Hormones มันจะหายไป

มีการศึกษาออกมาชัดเจนแล้วว่าเด็กที่เป็นโรคหืดแล้วรักษาด้วยสเตียรอยด์โตเร็วกว่าเด็กที่เป็นโรคหืดแล้วไม่ได้รับการรักษา 1 ปีประมาณ 1เซนติเมตรถือว่าเยอะอันนี้คือผลกระทบแน่ๆ ต่อการเจริญเติบโตแล้วถ้าตอนกลางคืนหลับไม่สนิทผลที่ตามมาคือตื่นเช้ามางอแง ปลุกไม่ตื่น ไม่อยากไปโรงเรียนทำให้ประสิทธิภาพในการเรียนลดลง ไม่ตั้งใจเรียน ทำข้อสอบไม่ได้อันนี้เราพบว่าอาจจะมีความสัมพันธ์กับสมาธิสั้นด้วย

อันนี้สำคัญอย่างที่บอกไปแล้วว่าโรคหืดกำเริบได้ด้วยการออกกำลังกาย เพราะฉะนั้นเวลาที่เด็กไปโรงเรียนสิ่งที่เขาอยากทำคือวิ่งเล่นกับเพื่อ เด็กที่เป็นโรคหืดเขาจะหยุดตัวเองโดยอัตโนมัติเพราะเขาจะรู้ว่าเขาวิ่งได้เท่านี้ เขาจะไม่วิ่งต่อหยุดเล่นเพื่อนก็วิ่งไปได้ไกลทั้งสนามแล้วแต่ลูกเราวิ่งไปได้ 50 เมตรก็หยุดวิ่งเขาก็จะรู้สึกเหมือนเป็นปมด้อยแล้วเขาก็จะไม่เข้าสังคมในเด็กเพื่อนๆ เขาได้ก็เป็นผลกระทบต่อทั้งจิตใจและร่างกายของเด็กพัฒนาการของเด็กด้วย

ภูมิแพ้ต้นตอโรคหืด

ในส่วนที่ต้องทำในเด็กเล็กหรือในเด็กที่น้อยกว่า 12 ปี เกือบ 100% จะเป็นกลุ่มที่เป็นภูมิแพ้แล้วตรวจพบว่ามีการไวต่อสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ เช่น ไรฝุ่น แมลงสาป สุนัข แมว หญ้าต่างๆ หรือเชื้อราอย่างใดอย่างหนึ่ง

ซึ่งถ้าเป็นไปได้อยากให้ไปตรวจกับกุมารแพทย์โดยเฉพาะกุมารแพทย์เชี่ยวชาญภูมิแพ้เพื่อประเมินทดสอบการแพ้ทางผิวหนังหรือตรวจเลือดดูว่าแพ้อะไร ระหว่างนี้ถ้าทราบแล้วก็อยากให้พยายามควบคุมสภาพแวดล้อมในบ้าน อย่างเช่น ถ้าแพ้ไรฝุ่นก็ต้องมีการลดปริมาณไรฝุ่นภายในบ้านให้ได้มากที่สุดซึ่งเป็นศัตรูตัวร้ายกาจ

เพราะประมาณ 70-80% ของผู่ป่วยเด็กที่เป็นภูมิแพ้จะแพ้สารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นซึ่งเป็นศัตรูตัวจิ๋วที่อยู่ในบ้านเราแล้วก็สะสมอยู่บนที่นอนออกลูกออกหลานเก่งมากเป็นแมลงตัวเล็กที่มีเป็นร้อยเป็นพันเป็นล้านตัวในที่นอนเรา

ฉะนั้นการกำจัดต้องใช้ความร้อนในการกำจัดต้องซักผ้าปูที่นอนด้วยน้ำร้อน 60 องศาขึ้นไป หมายถึงเอาผ้าไปอบเพื่อกำจัดรังของเขา หรือเป็นที่นอนที่สามารถกันไรฝุ่นได้หรือเป็นผ้าคลุมพิเศษที่หุ้มที่นอนที่ไรฝุ่นไม่สามารถเข้าไปอยู่อาศัยได้

อีกสิ่งที่เป็นที่สะสมไรฝุ่นก็คือตุ๊กตาต้องเอาไปซักทำความสะอาดถ้าเอาออกได้จะดีสุดถ้าต้องเก็บไว้จริงๆ เป็นน้องเน่าขออนุญาตน้องเอาไปล้างไปซักไปทำความสะอาดเพื่อให้ปริมาณของสารก่อภูมิแพ้ของไรฝุ่นลดลง ส่วนมากเทคนิคที่จะบอกพ่อแม่คือให้เขาเลือกไว้ตัวหนึ่งแล้วก็จัดห้องให้โล่งไม่มีฝุ่นเกาะ

เลี่ยงฝุ่นPM2.5 และควันจากการเผา

ฝุ่นและควันจากการเผาทำให้เกิดโรคหืด และโรคทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ทางผิวหนังที่อาการจะกำเริบ มีอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทำการศึกษาแล้วว่าระหว่างที่มี PM2.5 หนักๆ ที่เชียงใหม่มีอัตราการเกิดโรคเส้นเลือดสมองแตกเพิ่มมากขึ้นเพราะตัว PM2.5 เองมันสามารถทำให้เกิดการอักเสบที่เส้นเลือดของร่างกายได้เพราะฉะนั้นเส้นเลือดสมองเป็นจุดเป้าหมายเลยที่ทำให้เกิดอาการผิดปกติ

เพราะฉะนั้นไม่ใช่โรคหืดอย่างเดียวแต่กลับมาที่เด็ก PM2.5 ก็มีส่วนจริงที่ทำให้ตัวอาการโรคหืดเป็นเยอะขึ้นควบคุมได้ยากขึ้น ที่การกำจัดเราจะบอกไม่ให้ลูกออกไปนอกบ้านหรือไม่ให้ PM2.5 เข้าบ้านก็คงทำไม่ได้ช่วงนี้เป็นช่วงที่ดีเพราะว่าเด็กใส่แมสเราก็จะมีโอกาสสัมผัสฝุ่น PM น้อยลง

ต้องช่วยกันรณรงค์ในเรื่องของฝุ่น PM2.5 การเผาไหม้ทั้งหลายแล้วก็มลพิษจากการเผาไหม้รถยนต์ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ PM2.5 เยอะขึ้นถ้าบ้านไหนที่ Sensitive จริงๆ ก็อาจจะจำเป็นต้องมีเครื่องฟอกอากาศภายในบ้านแล้วก็แนะนำว่าถ้าจะเป็นห้องนอนช่วงที่มี PM2.5 เยอะๆ อาจจะต้องปิดหน้าต่างตอนกลางวันแล้วก็รอยรูรั่วต่างๆ ก็พยายามปิดไม่ให้ลมมันระบายเข้ามาและฟอกอากาศอย่างน้อยประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนเข้าห้องนอนก็สามารถช่วยได้อย่างชัดเจนพอสมควร

แนวทางการรักษาของโรคหืดและการใช้ยา

โรคหืดเป็นโรคที่เจอได้พอสมควรประมาณ 10% ในประเทศไทยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ไม่ใช่สิ้นหวังโรคหืดสามารถรักษาได้ควบคุมได้เพียงแต่การใช้ยาต้องทำความเข้าใจว่าโรคสามารถหายได้ควบคุมได้แต่ต้องใช้ยาอย่างสม่ำเสมอและใช้ยาถูกประเภท ยาควบคุมอาการโรคหืดไม่ว่าจะเป็นยาสเตรียรอยด์สูตรพ่นหรือว่ายากินที่เป็นยาต้าน

ในการรักษาโรคหืดระยะยาวและมีความปลอดภัยขอให้ผู้ปกครองและผู้ป่วยเองมีความมั่นใจในความปลอดภัยของตัวยา แต่อย่างไรก็ตามอย่าใช้ยาเอง อย่าหยุดยาเองควรมีการนัดติดตามจากแพทย์ผู้สั่งยา เพื่อปรับยาได้สม่ำเสมอและประเมินอาการว่ารักษาเพิ่มเติมอย่างไรนอกจากยา

ขณะเดียวกันก็จะได้ทราบวิธีการปฎิบัติตัวเวลาหืดกำเริบการใช้ยาขยายหลอดลมควรทำอย่างไร มีการตรวจประเมินเรื่องของภูมิแพ้ดูว่าต้องมีการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในบ้านหรือว่าสภาพแวดล้อมทั่วไปรอบตัวของทั้งตัวเด็กเองและตัวผู้ใหญ่อย่างไร ฉะนั้นพบแพทย์สามารถดูแลได้รักษาได้ ในระยะยาวโรคหืดอาจจะไม่ได้หายขาดหายสนิทไปจากชีวิตเมื่อเป็นแล้ว แต่ควบคุมไม่ให้เกิดอาการเราก็จะสามารถมีชีวิตและการเจริญเติบโตของเด็กที่ปกติได้ไม่ต่างจากคนทั่วไป

 

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

 

#รักลูกPodcast

#รักลูกTheExpertTalk

#Moms_Issues

A cause de cette effet secondaire, la demande du kamagra gel était si importante que son utilisation a été complètement réorientée.

รักลูก The Expert Talk Ep.42 : รักษาหืด ก่อนกระทบพัฒนาการ

รักลูก The Expert Talk Ep.42 : รักษาหืด ก่อนกระทบพัฒนาการ

โรคหืดสามารถรักษาและควบคุมด้วยการใช้ยาถูกต้อง เพื่อไม่ให้กระทบกับการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก

สาเหตุที่ตัวเลขโรคหืดเพิ่มขึ้น

ในประเทศไทยมีการสำรวจจำนวนเด็กที่เป็นโรคหืดมาประมาณ 30 ปีแล้ว และก็ทำมาเรื่อยๆ ประมาณทุก 10 ปี และพบว่าตัวเลขเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะที่ภาคเหนือในระยะ 10 ปีที่ผ่านมามีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนรวมไปถึงโรคภูมิแพ้อื่นๆ เช่น จมูกอักเสบภูมิแพ้

ซึ่งเป็นโรคคู่กันก็เจอเยอะขึ้นโดยเฉลี่ยอยู่ประมาณ 4-10% ในประเทศไทยแล้วแต่ภูมิภาค ในกรุงเทพประมาณ6-7% สำหรับทุกช่วงอายุในผู้ป่วยเด็ก ถ้าโยงเกี่ยวกับเรื่องฝุ่นมลพิษหรือเปล่าจริงต้องบอกว่า

ปัจจัยการเกิดโรคหืดแต่เดิมเราบอกมันมีหลายปัจจัยก็คือเป็นเรื่องของพันธุกรรมเพราะคุณพ่อคุณแม่ที่เป็นโรคหืดมาก่อน ลูกจะโอกาสเป็นโรคหืดได้มากขึ้นตั้งต้นมาเหมือนต้นทุนเดิม

ทีนี้ระหว่างที่เขาเติบโตมาเขาจะเผชิญกับสภาพแวดล้อมต่างๆ ซึ่งหลายๆ คนก็จะบอกว่าเป็นเรื่องของสัตว์เลี้ยงหรือเปล่าการเลี้ยงสุนัข เลี้ยงแมวในบ้านจะสามารถทำให้เกิดเป็นโรคหืดได้ไหม ซึ่งอันนี้ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่า 2 อย่างนี้จะเป็นปัจจัยทำให้เกิดหืด

มลพิษ ควันบุหรี่ตัวร้าย

แต่สิ่งที่ชัดเจนมากๆ เลยคือส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของมลพิษ มลพิษอันดับแรกที่เรายังไม่ได้พูดถึงกันก็คือ ควันบุหรี่ อันนี้ตัวร้ายเลยเพราะว่ามีการศึกษาออกมาชัดเจนว่ามารดาที่ตั้งครรภ์ และระหว่างตั้งครรภ์สูบบุหรี่จะเป็นสาเหตุเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการหอบหืดในเด็กโดยเฉพาะเด็กอายุน้อยกว่า 3 ปี ชัดมาก ถือว่าเป็นปัจจัยหลัก

มีการศึกษาเพิ่มเติมด้วยว่าเป็น Secondhand Smoker คือหมายความว่าตัวคุณแม่ไม่จำเป็นต้องสูบเองแต่อยู่ในครอบครัวหรือในสภาพแวดล้อมที่มีควันบุหรี่เยอะๆ อันนี้ก็ส่งผลกับปอดของเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์เหมือนกัน เพราะฉะนั้นพอเด็กออกมามีความเสี่ยงถ้ายังอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิม เขาก็จะเจอกับสารก่อภูมิแพ้ หรือสารระคายเคืองจากบุหรี่เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ

PM2.5 ตัวการสำคัญ

ในระยะ 10 ปีถ้าเราติดตามข่าวสารกันก็จะทราบว่าภาวะโลกร้อนเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ปริมาณ PM2.5 เพิ่มมากขึ้น จริงๆ เรารู้จักกันมานานพอสมควรแล้วสำหรับฝุ่น PM2.5 แต่เพิ่งมาให้ความสนใจกันเยอะมากในปัจจุบัน ในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมาตัวเลขจะมีการมอนิเตอร์กันเป็นประจำก็จะพบว่าในกรุงเทพมีค่ามลพิษโดยเฉพาะ PM2.5 เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

มีการศึกษากันแล้วว่าจุดตั้งต้นก่อน เอาง่ายๆ เลยมีการศึกษากันแล้วว่าถ้าเป็นแฝดแต่แยกที่กันเลี้ยงคนหนึ่งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มี PM2.5 เยอะ อีกคนอยู่อีกที่หนึ่งหรือว่าพี่น้องกัน ปรากฎว่าคนที่อยู่ในสภาวะที่มี PM2.5 นานๆ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้มากขึ้น

ไรฝุ่นต้นเหตุที่มักถูกลืม

สุดท้ายเรื่องสารก่อภูมิแพ้ในอาการซึ่งอันนี้เราต้องแยกว่า PM2.5 ควันบุหรี่ อันนั้นเป็นการระคายเคืองทำให้อาการภูมิแพ้กำเริบ แต่สารก่อภูมิแพ้ก็คือโปรตีนต่างๆ เล็กๆ น้อยๆ ที่มันอยู่ในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ เช่น ไรฝุ่น ไม่ใช่ฝุ่นละอองที่เรากวาดบ้านถูบ้านเจอกัน คือสัตว์เล็กๆ ที่กินรังแคเราเป็นอาหารรังของเขาก็คือที่นอนของเราเป็นบ้านหลักเลยอยู่กันทีเป็นล้านตัว

เพราะฉะนั้นเขาก็จะกินอาหารคือผิวเราเองแล้วเขาก็จะอุจจาระออกมาซึ่งตัวอุจจาระเป็นตัวก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้โดยเฉพาะในทางเดินหายใจ แล้วก็ยังมีซากละอองแมลงสาป เหล่านี้เป็นสิ่งที่แยกได้ยากมากหมายความว่าหลีกเลี่ยงยากมาก เพราะไรฝุ่นกับแมลงสาปอยู่กับเรามานานแสนนานเพราะฉะนั้นเราคงไม่สามารถไปกำจัดเขาให้ออกไปจากสภาพแวดล้อมได้

3 ปัจจัยจัยก่อโรคหืด เพราะฉะนั้นหลักๆ สรุปเป็นประเด็น 3 ประเด็น คือ

1.พันธุกรรม

2.สารก่อภูมิแพ้ในอากาศ ที่เพิ่มมากขึ้นมาคือพวก ละอองเกสรดอกไม้ ตั้งแต่น้ำท่วมปี 54 และร่วมกับโลกร้อนจำนวนและสัดส่วนของหญ้าต่างๆ ในประเทศไทยเปลี่ยนเยอะและพวกนี้เป็นตัวกระตุ้นให้ปริมาณสารก่อภูมิแพ้ในอากาศโดยเฉพาะละอองเกสรดอกไม้มีมากขึ้นและมีการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนอย่างชัดเจน

3. มลพิษ

สังเกตุอาการโรคหืด

จริงๆ แล้วที่ถูกเราควรเรียกว่าโรคหืด แต่เวลาที่เด็กมีหืดกำเริบเราจะเรียกว่าอาการหอบ หลักๆ เราจะแบ่งการสังเกตอาการและสาเหตุการกระตุ้นอาการหอบเป็น 2 กลุ่มอายุ คือกลุ่มอายุน้อยกว่า 5 ปีและเกิน 5 ปีขึ้นไป

กลุ่มอายุน้อยกว่า 5 ปีอาการหืดกำเริบของเขาส่วนใหญ่จะสัมพันธ์กับการติดเชื้อทางเดินหายใจก็คือการเป็นหวัด แปลว่าเด็กที่มีอาการหอบเวลาที่เขาเป็นหวัดแต่ละครั้งจะมีอาการหอบกำเริบค่อนข้างง่าย อาจจะไม่ได้รุนแรงมาก สามารถสังเกตอาการได้อย่างไรถ้าอาการไม่รุนแรง

1.เด็กจะมีอาการไอค่อนข้างมาก สมมติมีเด็ก 2 คน คนหนึ่งเป็นหอบ คนหนึ่งไม่เป็นหอบ มานั่งคู่กันคนที่เป็นหอบเขาจะไอเยอะกว่าชัดเจน เวลาไปโรงพยาบาลบางครั้งเขาจะได้ยาขยายหลอดลมมากิน คนที่เป็นโรคหืดแล้วมีอาการหอบกำเริบเขาจะกินยาขยายหลอดลมแล้วอาการไปลดลงแปลว่าอาการไอควรจะตอบสนองกับการขยายหลอดลม

2.ไอนานมากเป็นหวัดส่วนใหญ่ไอ 5-7 วัน หาย เด็กที่เป็นหอบก็จะ 7-10 วัน ไปแล้วก็ยังไม่หายไอ ถ้าไม่เป็นหวัดอาหารที่พอสังเกตได้คือเขาวิ่งเล่นเหนื่อยๆ แล้วมีอาการไอเพราะว่าการออกกำลังเป็นตัวกระตุ้นทำให้อาการหอบกำเริบได้

หรือมีอาการไอตอนกลางคืนเพราะอากาศเย็นอันนี่ก็เป็นสิ่งที่กระตุ้นทำให้อาการไอหรือหอบหืดกำเริบเพิ่มมากขึ้น ตอนกลางวันถ้าไปเจอฝุ่นละอองหรือมลพิษต่างๆ เขาก็จะมีอาการไอ ลักษณะสำคัญเลยคืออาการไอเหล่านี้ถ้าได้รับยาขยายหลอดลมแล้วเขาจะดีขึ้น

ในขณะที่เด็กโตจะเห็นค่อนข้างชัดเจนคือโอกาสการเป็นหวัดจะลดลง เพราะฉะนั้นเขาจะเป็นลักษณะของการแสดงออกที่สัมพันธ์กับกิจกรรมประจำวันมากกว่า เช่น ออกกำลังแล้วมีอาการไอ หรือสัมผัสสารก่อภูมิแพ้อันนี้ค่อนข้างชัดมาก เช่น คุณแม่กวาดบ้านอยู่ลูกไปวิ่งเล่นแถวนั้นก็เกิดอาการไอขึ้นมา

ถ้าอาการรุนแรงมากขึ้นเขาก็จะมีอาการหอบซึ่งอาการหอบเหมือนวิ่งแล้วหอบ คือหายใจแรงขึ้น หายใจไม่ทัน มีอาการบ่นได้ก็จะบอกว่าแน่นหน้าอกอันนี้เป็นลักษณะของเด็กที่มีอาการหืดกำเริบ

หืดกับโรคภูมิแพ้

อาการอื่นๆ ที่อาจจะมีได้ก็อาการของโรคภูมิแพ้ที่มักจะพบร่วมกันกับอาการโรคหืดก็คืออาการภูมิแพ้ทางจมูก ซึ่งประมาณ 85% ของเด็กที่เป็นโรคหืดจะมีภูมิแพ้ทางจมูกร่วมด้วยก็เป็นอาการน้ำมูก จาม คันและคัดแน่นจมูกมีคันตาร่วมด้วย หลายๆ คนก็จะมีอาการนอนกรน อันนี้ก็เป็นอาการของโรคภูมิแพ้จมูกอักเสบซึ่งพบร่วมกันในเด็กที่เป็นโรคหืด

RSV ต่างจากโรคหืด

RSV จะเป็นในเด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ปี ซึ่งอาการโรคหืดยังไม่ค่อยแสดงออกเท่าไหร่ ความคล้ายกันของเขาคือเขาจะมีอาการหอบเหมือนกันเวลาที่เราติดเชื้อ RSV เพราะว่า RSV เป็นการติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนล่าง หลอดลมฝอยมีการอักเสบเด็กจะมีหายใจเสียงหวีดเหมือนหอบหืดได้เลย

แต่ RSV พ่นยาขยายหลอดลมแล้วไม่ค่อยตอบสนองคือจะไม่หายหอบเท่าไหร่คือต้องรอให้เขาหายเอง อาการติดเชื้อดีขึ้นเสมหะในปอดลดลง อาการหอบก็จะลดลง ในขณะที่ถ้าเป็น RSV แล้วเด็กมีอาการหอบอยู่ด้วยรวมกันมันจะส่วนหนึ่งที่จะตอบสนองกับยาขยายหลอดลม

เป็นหวัดทั่วไปก็เหมือนกันปกติถ้าเป็นหวัดเป็นการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน เด็กทั่วไปก็จะไม่มีอาการหอบ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เป็นไข้หวัดธรรมดาแล้วมีอาการเหนื่อยหอบ หายใจเร็วแล้วก็ได้ยินว่าหายใจมีเสียงหวีดๆ เกิดขึ้น อันนี้เราก็จะบอกว่าแสดงว่ามีโรคหืดแฝงอยู่ เพราะฉะนั้นการตรวจ จริงๆ แล้วเราก็บอกว่าควรให้แพทย์เป็นคนวินิจฉัย

การทดสอบสมรรถภาพปอดในอายุน้อยกว่า 5 ปี มีข้อจำกัดคือทำไม่ได้เพราะต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ป่วยต้องเกิน 5 ปีไปถึงพอจะทำได้ การวินิจฉัยถ้า 5 ปีขึ้นไปแล้วเราสงสัยว่าเป็นหรือไม่เป็นเราก็ส่งตรวจสมรรถภาพปอดไปเลย เป็นจุดยากเลยเป็นยาขมสำหรับหมอเด็กเหมือนกันไม่ใช่พ่อแม่อย่างเดียว หมอเด็กเองก็เด็กคนนี้อายุ 3ปี พ่นยามาแล้ว 3 รอบใช่หรือไม่ใช่โรคหืด

เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ที่มีประวัติลูกเป็นแบบนี้เป็นหวัดแต่ละครั้งดูอาการแล้วแบบไอเยอะ ไปโรงพยาบาลก็ต้องมีการพ่นยา

การพ่นยาจะเป็นแบบฝอยละอองแล้วใช้เป็นตัวครอบแทนเป็นกรวยแล้วใช้เป็นยากดพ่น ก็ลองถามคุณหมอหลังจากที่มีการให้ยาขยายลมพ่นว่าลูก หลาน ตอบสนองไหม เสียงหายใจหวีดลดลงไหมหรือหายใจเร็วลดลงไหมหลังจากใช้ยาขยายหลอดลมถ้าเป็นอาการแบบนี้คือตอบสนองกับยาขยายหลอดลมได้ดีและปีหนึ่งเกิน 3 ครั้ง อันนี้มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคหืดสูง

แนวทางการรักษาโรคหืด

ต้องเป็นข้อความที่เราจะสื่อสารกันเป็นหลักไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครองหรือตัวผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่เราต้องแก้ความเข้าใจกันใหม่ เพราะเวลาที่คนไข้มาพบแพทย์ส่วนใหญ่เขาบอกว่ายาที่ดีที่สุดในการรักษาโรคหืดคือยาขยายหลอดลมซึ่งจริงๆ ถูกแค่บางส่วน เพราะว่ายาขยายหลอดลมจะใช้เมื่ออาการโรคหืดกำเริบคือมีอาการหอบเป็นเป้าหมายที่ลดความรุนแรงของอาการหอบที่กำเริบ

แต่จริงๆ เป้าหมายหลักของการรักษาโรคหืดคือเราต้องการให้ไม่เกิดอาการหืดกำเริบคนไข้ต้องไม่หอบเลย เพราะฉะนั้นเป้าหมายสำคัญคือควบคุมไม่ให้เกิดอาการหอบเพราะการหอบแต่ละครั้งเวลาที่เกิดอาการแต่ละครั้งมันจะมีการอักเสบในทางเดินหายใจหลอดลมฝอยจะมีการอักเสบเกิดขึ้นถ้ามีการปล่อยไว้ให้การอักเสบเป็นไปเรื่อยๆ มันจะมีการเสียสภาพของหลอดลมในระยะเบื้องต้น

ถ้าหอบยังไม่เป็นมากสภาพหลอดลมที่เสียไปสามารถกลับมาสู่สภาวะที่เป็นปกติได้ด้วยการรักษาของการใช้ยาควบคุมโรคหืด แต่ถ้าไม่ได้ใช้เลยการที่หลอดลมมันเสียสภาพมักจะกลายเป็นเสียถาวร

ยารักษาโรคหืด

เพราะฉะนั้นคิดเอาว่าถ้าเสียสภาพถาวรตั้งแต่เป็นเด็กโตขึ้นไปเขาจะไม่มีทางที่สมรรถภาพปอดเขาจะกลับมาสู่สภาวะปกติหรือเทียบเท่ากับคนอื่นได้ เพราะฉะนั้นต้องย้ำไม่ว่าโรคหืดจะเกิดเมื่อไหร่ก็ตาม ช่วงอายุไหนก็ตาม ยารักษาหลักคือยาควบคุมโรคหืดที่ไม่ทำให้เกิดอาการหอบ ซึ่งตรงนี้ในประเทศไทยหรือทั่วโลกเราจะมียาอยู่ 2 กลุ่ม

1.ยาพ่นชนิดสเตียรอยด์

2.ยากินที่สามารถใช้รักษาควบคุมโรคหืดได้ สองอย่างนี้จะเป็นยาหลักที่ใช้ในการรักษา ซึ่งผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้ทุกวันไม่ว่าจะมีอาการหืดหรือไม่มีอาการหืดก็ตาม ถ้าเมื่อไหรก็ตามที่มีอาการกำเริบขึ้นมาเมื่อนั้นเราจึงจะใช้ยาขยายหลอดลมพ่นเพื่อทำให้บรรเทาอาการหืดกำเริบเฉียบพลัน เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วเราต้องรักษาที่สาเหตุหลักก็คือใช้ยาควบคุมโรคหืด

สำหรับยาสเตียรอยด์ จริงๆ แล้วเป็นยาที่ปลอดภัยและสามารถใช้ได้ทุกช่วงอายุแต่ก็จะมีข้อจำกัดบางอย่างเพราะว่าสเตียรอยด์ในเด็กอุปกรณ์ที่ยาจะอยู่เป็นชนิดพ่นจำเป็นจะต้องพ่นผ่านกระบอกต้องอาศัยความร่วมมือกับผู้ป่วยพอสมควรมีอุปกรณ์ต่อเพราะถ้าพ่นใส่ปากโดยตรงยาจะไม่ถึงปอด

ผู้ปกครองหลายๆ คนจะมีความกังวลพูดขึ้นมาว่าเป็นสเตียรอยด์จะทำให้ส่งผลต่อการเจริญเติบโต ใช้ไป 1-2 ปีลูกจะเตี้ยไม่โตหรือเปล่า ติดเชื้อง่าย จริงๆ ต้องบอกว่าในปริมาณของการใช้เพื่อควบคุมโรคหืดจะเป็นขนาดที่ไม่มีผลกระทบข้างเคียงเยอะขนาดนั้น

ยากลุ่มที่ 2 ยาต้านการอักเสบที่ยับยั้งการทำงานของสารลิวโคไทรอีน เป็นยาชนิดกินซึ่งเป็นยาที่สามารถใช้ควบคุมโรคหืดได้เหมือนกันแต่เราก็จะมีการบริหารยาที่ง่ายเพราะจะมีทั้งเป็นแบบผง แบบเม็ด ซึ่งอันนี้ให้เด็กกินทุกวันต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน

ทั้ง 2 ตัวมีประสิทธิภาพในการควบคุมโรคหืดได้ใกล้เคียงกัน แต่ต้องย้ำว่าทั้ง 2 ตัวนี้ไม่ใช่ยาขยายหลอดลมเพราะฉะนั้นพอหลายๆ คนบอกว่าต้องใช้ไปทุกวันถ้าเวลาหืดกำเริบขึ้นมาอย่างไรก็ต้องกลับไปใช้ยาขยายหลอดลม

แต่เป้าหมายหลักของเราถ้าใช้ยาตัวใดตัวหนึ่งไม่ว่าจะเป็นสเตียรอยด์พ่น หรือยากินควบคุมโรคหืดแล้วเราหวังว่าผู้ป่วยจะไม่มีอาการหืดกำเริบและก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยาขยายหลอดลมสูตรพ่นเลยอันนี้คือเป้าหมายหลักจริงๆ

โรคหืดรักษาและกินยาอย่างต่อเนื่อง

จริงๆ เรามีการให้ความรู้กับแพทย์ อัพเดทความรู้เราก็จะบอกเขาไปในกลุ่มของแพทย์ผู้ดูแลโดยเฉพาะหมอเด็กเพราะเรามีการอัพเดทแนวทางการรักษาอยู่เป็นประจำแล้วก็อยากยืนยันว่ายามีความปลอดภัยในการใช้ระยะยาว

ปัญหาสำคัญเลยคือผู้ปกครองมักจะหยุดยาก่อนถึงเวลาอันควร แต่จริงๆ รอยโรคในหลอดลมฝอยที่เวลาเราเกิดโรคหืดขึ้นมาแล้วมันอาจจะเป็นแผลที่ใหญ่พอสมควร ยิ่งเป็นมานานเป็นรุนแรงก็จะเป็นแผลที่ใหญ่

เพราะฉะนั้นการที่เราจะสมานแผลตรงนี้ให้มันกลับมาปกติได้และความไวของหลอดลมมันลดลงไปได้มันต้องใช้เวลายาวนานพอสมควรอย่างน้อยเป็นปี เพราะฉะนั้นกินยาหรือพ่นยาไปประมาณ 1-2 เดือนอาการสงบดีอย่าเพิ่งหยุด ควรจะมีการประเมินก่อนซึ่งคุณหมอก็เป็นคนประเมิน ซึ่งก็จะมีหลักการหลายๆ ข้อ อยากให้ไปพบแพทย์อย่าหยุดยาเองโดยเฉียบพลันโดยตัวเองลูกอาการสงบดีแล้วก็หยุดยาจริงๆ ถึงจะอาการสงบแต่ภายในอาจจะไม่สงบก็ได้ เป็นคลื่นใต้น้ำมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

ผลกระทบหากหยุดใช้ยา

มีผลโดยตรงกับพยาธิสภาพในปอดก็คือหลอดลมจะมีการเสียอาจจะถาวรได้ถ้ารักษาช้าหรือรักษาไม่ถูกต้องอันนี้หลอดลมเสียสภาพถาวรได้ซึ่งมันจะไปส่งผลกระทบทางอ้อมกับสุขภาพทางกายและทางใจของเด็ก

เพราะว่าเวลาที่เขามีภาวะหลอดลมไวเด็กเขาจะถูกกระตุ้นได้ง่ายถ้าเจออากาศเย็น เจอไรฝุ่นเล็กน้อยจะมีอาการไอแล้วสำคัญเลยโรคหืดมักจะไอตอนกลางคืนเด็กมักจะตื่นมาไอตอนตีสองตีสามซึ่งเป็นเวลาทองของการหลั่ง Growth Hormones เด็กจะโตได้จริงๆ แล้วเวลาทองของการนอนคือ 4ทุ่ม ถึงตีสอง แต่โรคหืดเวลากำเริบตอนกลางคืนแล้วเด็กไอตื่นขึ้นมา Growth Hormones มันจะหายไป

มีการศึกษาออกมาชัดเจนแล้วว่าเด็กที่เป็นโรคหืดแล้วรักษาด้วยสเตียรอยด์โตเร็วกว่าเด็กที่เป็นโรคหืดแล้วไม่ได้รับการรักษา 1 ปีประมาณ 1เซนติเมตรถือว่าเยอะอันนี้คือผลกระทบแน่ๆ ต่อการเจริญเติบโตแล้วถ้าตอนกลางคืนหลับไม่สนิทผลที่ตามมาคือตื่นเช้ามางอแง ปลุกไม่ตื่น ไม่อยากไปโรงเรียนทำให้ประสิทธิภาพในการเรียนลดลง ไม่ตั้งใจเรียน ทำข้อสอบไม่ได้อันนี้เราพบว่าอาจจะมีความสัมพันธ์กับสมาธิสั้นด้วย

อันนี้สำคัญอย่างที่บอกไปแล้วว่าโรคหืดกำเริบได้ด้วยการออกกำลังกาย เพราะฉะนั้นเวลาที่เด็กไปโรงเรียนสิ่งที่เขาอยากทำคือวิ่งเล่นกับเพื่อ เด็กที่เป็นโรคหืดเขาจะหยุดตัวเองโดยอัตโนมัติเพราะเขาจะรู้ว่าเขาวิ่งได้เท่านี้ เขาจะไม่วิ่งต่อหยุดเล่นเพื่อนก็วิ่งไปได้ไกลทั้งสนามแล้วแต่ลูกเราวิ่งไปได้ 50 เมตรก็หยุดวิ่งเขาก็จะรู้สึกเหมือนเป็นปมด้อยแล้วเขาก็จะไม่เข้าสังคมในเด็กเพื่อนๆ เขาได้ก็เป็นผลกระทบต่อทั้งจิตใจและร่างกายของเด็กพัฒนาการของเด็กด้วย

ภูมิแพ้ต้นตอโรคหืด

ในส่วนที่ต้องทำในเด็กเล็กหรือในเด็กที่น้อยกว่า 12 ปี เกือบ 100% จะเป็นกลุ่มที่เป็นภูมิแพ้แล้วตรวจพบว่ามีการไวต่อสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ เช่น ไรฝุ่น แมลงสาป สุนัข แมว หญ้าต่างๆ หรือเชื้อราอย่างใดอย่างหนึ่ง

ซึ่งถ้าเป็นไปได้อยากให้ไปตรวจกับกุมารแพทย์โดยเฉพาะกุมารแพทย์เชี่ยวชาญภูมิแพ้เพื่อประเมินทดสอบการแพ้ทางผิวหนังหรือตรวจเลือดดูว่าแพ้อะไร ระหว่างนี้ถ้าทราบแล้วก็อยากให้พยายามควบคุมสภาพแวดล้อมในบ้าน อย่างเช่น ถ้าแพ้ไรฝุ่นก็ต้องมีการลดปริมาณไรฝุ่นภายในบ้านให้ได้มากที่สุดซึ่งเป็นศัตรูตัวร้ายกาจ

เพราะประมาณ 70-80% ของผู่ป่วยเด็กที่เป็นภูมิแพ้จะแพ้สารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่นซึ่งเป็นศัตรูตัวจิ๋วที่อยู่ในบ้านเราแล้วก็สะสมอยู่บนที่นอนออกลูกออกหลานเก่งมากเป็นแมลงตัวเล็กที่มีเป็นร้อยเป็นพันเป็นล้านตัวในที่นอนเรา

ฉะนั้นการกำจัดต้องใช้ความร้อนในการกำจัดต้องซักผ้าปูที่นอนด้วยน้ำร้อน 60 องศาขึ้นไป หมายถึงเอาผ้าไปอบเพื่อกำจัดรังของเขา หรือเป็นที่นอนที่สามารถกันไรฝุ่นได้หรือเป็นผ้าคลุมพิเศษที่หุ้มที่นอนที่ไรฝุ่นไม่สามารถเข้าไปอยู่อาศัยได้

อีกสิ่งที่เป็นที่สะสมไรฝุ่นก็คือตุ๊กตาต้องเอาไปซักทำความสะอาดถ้าเอาออกได้จะดีสุดถ้าต้องเก็บไว้จริงๆ เป็นน้องเน่าขออนุญาตน้องเอาไปล้างไปซักไปทำความสะอาดเพื่อให้ปริมาณของสารก่อภูมิแพ้ของไรฝุ่นลดลง ส่วนมากเทคนิคที่จะบอกพ่อแม่คือให้เขาเลือกไว้ตัวหนึ่งแล้วก็จัดห้องให้โล่งไม่มีฝุ่นเกาะ

เลี่ยงฝุ่นPM2.5 และควันจากการเผา

ฝุ่นและควันจากการเผาทำให้เกิดโรคหืด และโรคทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ทางผิวหนังที่อาการจะกำเริบ มีอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ทำการศึกษาแล้วว่าระหว่างที่มี PM2.5 หนักๆ ที่เชียงใหม่มีอัตราการเกิดโรคเส้นเลือดสมองแตกเพิ่มมากขึ้นเพราะตัว PM2.5 เองมันสามารถทำให้เกิดการอักเสบที่เส้นเลือดของร่างกายได้เพราะฉะนั้นเส้นเลือดสมองเป็นจุดเป้าหมายเลยที่ทำให้เกิดอาการผิดปกติ

เพราะฉะนั้นไม่ใช่โรคหืดอย่างเดียวแต่กลับมาที่เด็ก PM2.5 ก็มีส่วนจริงที่ทำให้ตัวอาการโรคหืดเป็นเยอะขึ้นควบคุมได้ยากขึ้น ที่การกำจัดเราจะบอกไม่ให้ลูกออกไปนอกบ้านหรือไม่ให้ PM2.5 เข้าบ้านก็คงทำไม่ได้ช่วงนี้เป็นช่วงที่ดีเพราะว่าเด็กใส่แมสเราก็จะมีโอกาสสัมผัสฝุ่น PM น้อยลง

ต้องช่วยกันรณรงค์ในเรื่องของฝุ่น PM2.5 การเผาไหม้ทั้งหลายแล้วก็มลพิษจากการเผาไหม้รถยนต์ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ PM2.5 เยอะขึ้นถ้าบ้านไหนที่ Sensitive จริงๆ ก็อาจจะจำเป็นต้องมีเครื่องฟอกอากาศภายในบ้านแล้วก็แนะนำว่าถ้าจะเป็นห้องนอนช่วงที่มี PM2.5 เยอะๆ อาจจะต้องปิดหน้าต่างตอนกลางวันแล้วก็รอยรูรั่วต่างๆ ก็พยายามปิดไม่ให้ลมมันระบายเข้ามาและฟอกอากาศอย่างน้อยประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนเข้าห้องนอนก็สามารถช่วยได้อย่างชัดเจนพอสมควร

แนวทางการรักษาของโรคหืดและการใช้ยา

โรคหืดเป็นโรคที่เจอได้พอสมควรประมาณ 10% ในประเทศไทยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ไม่ใช่สิ้นหวังโรคหืดสามารถรักษาได้ควบคุมได้เพียงแต่การใช้ยาต้องทำความเข้าใจว่าโรคสามารถหายได้ควบคุมได้แต่ต้องใช้ยาอย่างสม่ำเสมอและใช้ยาถูกประเภท ยาควบคุมอาการโรคหืดไม่ว่าจะเป็นยาสเตรียรอยด์สูตรพ่นหรือว่ายากินที่เป็นยาต้าน

ในการรักษาโรคหืดระยะยาวและมีความปลอดภัยขอให้ผู้ปกครองและผู้ป่วยเองมีความมั่นใจในความปลอดภัยของตัวยา แต่อย่างไรก็ตามอย่าใช้ยาเอง อย่าหยุดยาเองควรมีการนัดติดตามจากแพทย์ผู้สั่งยา เพื่อปรับยาได้สม่ำเสมอและประเมินอาการว่ารักษาเพิ่มเติมอย่างไรนอกจากยา

ขณะเดียวกันก็จะได้ทราบวิธีการปฎิบัติตัวเวลาหืดกำเริบการใช้ยาขยายหลอดลมควรทำอย่างไร มีการตรวจประเมินเรื่องของภูมิแพ้ดูว่าต้องมีการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในบ้านหรือว่าสภาพแวดล้อมทั่วไปรอบตัวของทั้งตัวเด็กเองและตัวผู้ใหญ่อย่างไร ฉะนั้นพบแพทย์สามารถดูแลได้รักษาได้ ในระยะยาวโรคหืดอาจจะไม่ได้หายขาดหายสนิทไปจากชีวิตเมื่อเป็นแล้ว แต่ควบคุมไม่ให้เกิดอาการเราก็จะสามารถมีชีวิตและการเจริญเติบโตของเด็กที่ปกติได้ไม่ต่างจากคนทั่วไป

 

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

 

#รักลูกPodcast

#รักลูกTheExpertTalk

#Moms_Issues

 

Беслпатно сыграйте на daddy casino уже сегодня!

รักลูก The Expert Talk Ep.43 : WHAT Indoor Generation รุ่นในร่มคือ? กระทบอะไรกับเด็กยุคใหม่

รักลูก The Expert Talk Ep.43 : WHAT Indoor Generation รุ่นในร่มคือ? กระทบอะไรกับเด็กยุคใหม่

รุ่นใหม่ท้าทายการเจริญเติบโตและพัฒนาการเด็กยุคปัจจุบันที่หวาดกลัวการออกนอกบ้านเพราะอยู่ในบ้านแสนจะสบาย แต่รู้ไหมว่าผลกระทบของการเป็นรุ่นในร่ม ส่งผลมากกว่าที่คิด เพราะหากไม่รีบแก้ไข ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จะส่งผลกระทบไปถึงยีนระดับที่จะส่งต่อไปยังรุ่นต่อไป

เราจะพาคุณพ่อคุณแม่มาทำความเข้าใจกับ Indoor Generation รุ่นในร่ม ทั้งหมด 4 EP เพื่อให้รู้จัก เข้าใจ อยู่อย่างไรกับIndoor Generation แบบไม่กระทบพัฒนาการ โดย The Expert อาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ อาจารย์ประจำสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล

เริ่มต้นที่ EP 43 ฟังต้นเหตุของการเป็น Indoor Generation เกิดขึ้นจากอะไร

โรคขาดธรรมชาติ คืออะไร

โรคขาดธรรมชาติ Nature Deficit disorder เกิดปี 2016 โดย ริชารด์ ลูฟ นักสังคมศาสตร์และวารสารศาสตร์ อธิบายถึง ภาวะที่คนขาดธรรมชาติ โตมาในสังคมที่เจริญมาก อยู่ในตึก ไม่ได้ออกไปใช้ชัวิตนอกบ้าน มีเทคโนโลยีดิจิตอล เข้ามาเกี่ยวข้องทำให้เราไม่ออกใช้ชีวิตนอกบ้าน และที่สำคัญพื้นที่สีเขียวเข้าถึงยาก มีราคาแพง ถูกจำกัดโดยรัฐบาล

สาเหตุเหล่านี้ทำให้เด็กเจนนี้เกิดภาวะขาดธรรมชาติ ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการการเรียนรู้ วิธีการเข้าใจโลก ส่งผลต่อการปรับสมดุลชีวิต เช่น การปรับฮอร์โมน และพัฒนาการเรียนรู็ล่าช้า สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง

สถานการณ์ของเมืองไทยเป็นอย่างไร

นักสังคมศาสตร์จะมาบอกได้ยังไงว่าเป็นโรค แต่ถ้าย้อนไปดูการศึกษา 10ปีที่ผ่านมา สังคมอเมริกาที่เป็นจุดเริ่มต้น ก็มีงานวิจัยศึกษาว่าโรคขาดธรรมชาติ เป็น disorder ซึ่งที่ตปท.หากพบว่าเด็กใช้เทคโนโยลนี ดิจิตอลมากเกินไป มีอาการติดเกม หมอจะเขียนใบสั่งยาสีเขียว Green prescription ให้พ่อแม่พาไปออกเล่นกลางแจ้ง เดินป่า เที่ยวทะเล แคมป์ปิ้ง เพื่อให้เด็กได้เล่นและได้อยู่กับธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งในตปท.มีพัฒนาการเรื่องนี้มาก

สาเหตุที่ทำให้เราเป็นโรคขาดธรรมชาติ

1.ภาวะโลกร้อน การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ทำให้สภาพแวดล้อมไม่ปกติ เรารู้สึกว่าอากาศข้างนอกร้อน เราอยากอยู่ในห้องแอร์ ไม่อยากออกไปไหน มีโควิด มีฝุ่น เด็กก็จะอยู่ในบ้านที่มีแอร์ มีเครื่องฟอกอากาศ ม่านกรองแสง เมืองไทยต้องขาดธรรมชาติแน่นอนเพราะว่าธรรมชาติบ้านเรามันโหดร้าย

2.ปัจจัยทางด้านเทคโนโลยี ที่ทำให้เราสบายมากขึ้น เราไม่จำเป็นต้องออกนอกบ้าน ซื้อของออนไลน์ wfh ความทันทสมัยทางเทคโนโลยี elearning e mobile banking เทคโนโลยีทำให้เราเลือกอยู่ในบ้าน

3.สังคมสูงวัย สังคมที่พึ่งพิง ความจำเป็นที่ต้องออกนอกบ้านไม่มี เพราะปู่ย่าตายายอยู่ในบ้าน เป็นคนติดเตียง และในบ้านเราเป็นสังคมสูงวัย แล้วยังเป็นสังคมที่เด็กเกิดน้อย ทำให้เรามีภาวะแหว่งกลาง พ่อแม่ทำงานในเมืองหลวง ลูกหลานอยู่กับปู่ย่าตายาย แหว่งกลางที่พ่อแม่ไม่มี ทำให้โอกาสไปเล่นนอกบ้านไม่มี

ปู่ย่าตายายเลี้ยงหลานแบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นพี่เลี้ยง สื่อดิจิตอลเป็นตัวรั้งไม่ให้ออกไปในนอกบ้าน เรากลัวธรรมชาติ เพราะมีแบคทีเรีย ไม่สะอาด ไม่อนามัย มีสัตว์มีพิษ มีความสกปรก เพราะฉะนั้นเหล่านี้ทำให้พ่อแม่รู้สึกว่าธรรมชาติเป็นสิ่งที่น่ากลัว

นิยามจริงๆ คือพ่อแม่เกิดความกลัวที่จะพาลูกไปอยู่ในพื้นที่outdoor กลางแจ้ง เพราะว่ารู้สึกว่าธรรมชาติเป็นศัตรู และเกิดความหลวงไหลในเทคโนโลยี เพราะว่ามันง่าย สะดวกสบาย เพลิดเพลิน ทำให้เราไม่จำเป็นที่จะต้องออกไปหาความบันเทิงในธรรมชาติ รวมๆ แล้วกว่า 20ปีที่ผ่านมานี้ทำให้โรคขาดธรรมชาติเกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศ

กระทบกับพัฒนาการยังไง

ทางการแพทย์เริ่มยอมรับ 1.ส่งผลต่อพัฒนาการ ถ้าเราไปอยู่กลางแจ้ง จะได้รับแสงแดดมีผลต่อการปรับฮอร์โมนเซโรโทนิน ซึ่งส่งผลต่อการควบคุมอารมณ์และการนอนหลับ เพราะฉะนั้นเวลาเราออกไปเดินเล่น วิ่ง ร่างกายก็จะได้ปรับสมดุลฮอร์โมน

ในธรรมชาติมีแบคทีเรียตามธรรมชาติ ร่างกายจำเป็นต้องได้รับไวรัสเหล่านี้เพราะเราเป็นสิ่งมีชีวิต แต่ถ้าเราอยู่ในห้องที่ปลอดเชื้อตลอดเวลา เมื่อเราป่วยเราจะป่วยหนักมาก เพราะภูมิคุ้มกันสำคัญมาก แต่หากเด็กขาดธรรมชาติ ร่างกายจะอ่อนแอ

มีงานวิจัยที่พบว่าเด็กที่อยู่ในพื้นที่กลางแจ้ง อยู่กับธรรมชาติ มีระบบภูมิคุ้มกัน ดีกว่าเด็กที่อยู่ในห้องแอร์มากกว่าถึง 5เท่า และมีโอกาสที่เด็กขาดธรรมธรรมชาติ มีโอกาสที่จะมีพัฒนาการเรียนรู้ล่าช้า LD เพราะว่าการเล่นดิจิตอลมากๆ ทำให้เด็กขาดความเข้าใจ เพราะในดิจิตอลมีอัลกอริทึมอยู่ ในธรรมชาติเด็กจะต้องหาวิธีการเหล่านั้นเอง หาวิธีการเล่น

ในธรรมชาติเด็กจะมีความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการมากกว่าปกติ บางประเทศที่ใช้การศึกษาแบบ Nature Base Education เด็กจะมีทักษะการเรียนรู้ที่รอบด้านมากกว่า ธรรมชาติเหมือนห้องเรียนที่ดีต่อตัวเด็กเอง แต่ว่าในเมืองไทยอาจจะคิดว่าออกไปแล้วร้อน แดด มลพิษ

บ้านเรารับมือหรือรักษายังไง

ยังไม่ได้นับเป็นโรค เพราะว่า WHO ยังไม่ได้รับรอง ที่ผ่านมาเป็นการศึกษางานวิจัย แต่ถ้าค้นข่าวย้อนหลังไปเมื่อ30ปี คือเจอน้อยมาก แต่เรื่องนี้ส่งผลมายาวนาน พัฒนาการเด็กจำเป็นต้องอยู่กลางแจ้ง ไปเที่ยวและได้สัมผัสกับธรรมชาติ เด็กที่กักตัว ออกไปข้างนอกไม่ได้ เรารู้สึกเฉา เบื่อๆ ไม่สดชื่น ธรรมชาติเป็นยาอย่างหนึ่งที่ช่วยบำบัดความเครียดได้ เพราะผู้ใหญ่ก็กำลังเป็นกันนะครับ

 

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

 

#รักลูกPodcast

#รักลูกTheExpertTalk

#Moms_Issues

 

รักลูก The Expert Talk Ep.44 : WHO Indoor Generation รู้จัก “รุ่นในร่ม” เขาคือใคร

รักลูก The Expert Talk Ep.44 : WHO Indoor Generation รู้จัก “รุ่นในร่ม” เขาคือใคร

Indoor Generation รุ่นในร่ม เขาคือใคร ใช้ชีวิตแบบไหนถึงเรียกรุ่นในร่ม เป็นแล้วส่งผลกระทบอะไรกับชีวิตบ้าง

มาทำความรู้จักรุ่นในร่ม โดย The Expert อาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ อาจารย์ประจำสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล

Indoor generation

อินดอร์มาจาก VLUX Companyที่ทำ research วิถีชีวิตคนอเมริกาพบว่า 90% ของเวลาในชีวิตต่อวัน ต่อปี ต่อเดือน อยู่ในบ้าน ร่ม อาคาร ยิม ในห้าง ในหลังคา ไม่เจอแดด

ส่งผลกระทบต่อ สุขภาพร่างกาย ไม่เจอแสงแดด ทำให้คุณภาพการนอนผิดเพี้ยน แต่ถ้าเป็นชนบทที่ไม่มีซีรีส์ จะนอนประมาณทุ่มสองทุ่ม นี่คือจังหวะตามนาฬิกาชีวิต แต่พอมีแสงไฟ มีข่าว มีงาน มีซีรีส์ ออกกำลังกาย ทำให้ชีวิตเราใช้เวลากลางวันมากขึ้น พระอาทิตย์ตกแต่เรายังนั่งทำงาน ส่งผลต่อการปรับสมดุลในร่างกาย ทำให้รุ่นนี้เป็นเด็กๆ ที่เป็นอินดอร์ ระบบฮอร์โมน และภูมิคุ้มกัน แย่กว่า 5เท่าของเด็กที่อยู่กลางแจ้งและมีโอกาสที่เจ็บป่วยมากกว่า ในบ้านมีเครื่องฟอก มีสัญญาwif

ส่งผลทำให้เด็กมีอายุสั้นกว่าพ่อแม่ด้วยโรคอ้วน หลอดเลือด ความดัน ความเครียด ภาวะซึมเศร้า เป็นปัญหาสำคัญที่จะทำให้เราตระหนัก และไม่ใช่แค่เกิดขึ้นกับเด็ก แต่เกิดขึ้นกับเจนเนอเรชั่นนี้ ถ้าร่างกายรักษาสมดุลไม่ดี วิถีชีวิตจะเปลี่ยน แล้วลักษณะทางยีน ทางพันธุกรรม โครโมโซมจะส่งต่อไปอีกรุ่น ถ้าเด็กเจนนี้ร่างกายไม่แข็งแรง ความสมดุล พัฒนาการไม่สมบูรณ์จะถ่ายทอดผ่านยีน มีโอกาสมากที่เจนถัดไปคุณภาพมนุษย์ไม่แข็งแรง

ทำไมเรากลายเป็นยุคIndoor Generation

1.การเข้าถึงธรรมชาติมีต้นทุนสูง การไปที่เที่ยวตามธรรมชาติมีราคาแพง เมื่อเทียบกับความบันเทิงทางดิจิตอลถูกกว่า พ่อแม่มีความกลัวและลำบากในการพาไปด้วย

2.เทคโนโลยีน่าหลงไหล เย้ายวน ทำให้รู้สึกว่าอยู่ด้วยแล้วตอบสนองความพึงพอใจได้

3.พ่อแม่รู้สึกปลอดภัยการอยู่กับของเล่นในบ้าน ของเล่นดิจิตอล บ้านทำให้เรารู้สึกว่าควบคุมธรรมชาติได้ ฟ้าฝน อากาศ กลิ่น และอยากอยู่คอมฟอร์ทโซน

ของเล่นพลาสติกทำให้เด็ก Stay in touch Stay indoor อยู่นิ่งๆ ในบ้าน ในร่ม ทำให้เด็กไม่อยากออกในปีนต้นไม้ ทำให้เด็กใช้เวลาในร่มมากขึ้น พ่อแม่ก็รู้สึกปลอดภัย

พ่อแม่หวาดกลัว กลัวที่จะคุมธรรมชาติไม่ได้ สกปรก เชื้อโรค ทำให้เราใช้ชีวิตแบบเจนในร่มมากขึ้น ความหวาดกลัวที่เราไม่รู้ ทำให้ใช้ชีวิตแบบเจนในร่ม และส่งผลกับพัฒนาการด้านการเรียนรู้ วิถีชีวิต สุขภาพอนามัย และระยะยาวส่งผลต่อระดับพันธุกรรม และที่สำคัญส่งผลต่อความสัมพันธ์ทางสังคม เพราะเราไม่ออกไปเจอผู้คน ไม่ออกไปสัมผัสธรรมชาติ แต่เราจะเจอกันผ่านแชท ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ผ่านโซเชียลมีเดีย เราอยู่ในโลก metaverse กับ ai ซึ่งไม่ใช่ความสัมพันธ์จริงๆ ต่อไปเราจะเป็น โรคความสัมพันธ์ทางเดียวกับดิจิตอล คือเราลดความสัมพันธ์กับมุนษย์ลง ทำให้เด็กเจนนี้คนรุ่นนี้ขาด empathy เป็นผลกระทบต่อไป

สื่อตัวเร่งเข้าสู่อินดอร์เจน

เวลาที่ลูกใช้สื่อดิจิตอล พ่อแม่จะรู้สึกว่าลูกมีสมาธิ นั่งดูการ์ตูน เล่นเกม ดูสื่อออนไลน์ ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้ที่บกพร่องล่าช้าไปเรื่อยๆ เพราะการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยคือการเรียนรู้ จากของจริง โต้ตอบ เห็นสีหน้าท่าทาง

พ่อแม่คิดว่าการเล่นดิจิตอลคือการ Play ใช้เวลาเพื่อการเล่น จริงๆ แล้วดิจิตอลไม่ใช่การเล่นเป็นชม.ผ่อนคลายไม่ใช่เพื่อการเล่น การเล่นที่แท้จริงคือการมีปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมต่างๆ เด็กต้องการความไว้เนื้อเชื่อใจที่จะรับมือได้ เด็กจะเล่นของใช้ในบ้าน เด็กชอบเล่น loose part เพราะว่าเป็นวิธีการรับมือและเข้าใจโลกที่จะเขาจะได้ใช้ชีวิตจริงๆ

มนุษย์เป็นสัตว์ที่นำแรงโน้มถ่วงมาเล่นเป็นของเล่นได้ ซึ่งเป็นวิธีที่เราเอาชนะและควบคุมธรรมชาติได้ การเล่นดิจิตอล ไม่ใช่การเล่นเลย เป็นสื่อที่เอาพลังงานจากเราไป ยิ่งเล่นยิ่งสมองเหนื่อยล้า ปวดตา มีความเครียด ยิ่งใช้มากยิ่งหมดพลังงาน แต่การออกไปเล่นกับธรรมชาติช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อ ฮอร์โมน เป็นการออกแบบตามธรรมชาติตามที่เด็กๆ ได้ขยับเขยื่อนร่างกาย เพื่อให้เหงื่อออก ให้กำลังแขนได้ออกกำลัง ให้กล้ามเนื้อ ข้อต่อแข็งแรง

การเล่นในเกมดิจิตอล คือสารสื่อสมองโดปามีนหลั่งทำให้รู้สึกมีความสุข แต่การเล่นตามธรรมชาติ ฮอร์โมนเอนดอร์ฟีนหลั่งออกมาทำให้ร่างกายผ่อนคลาย บรรเทาความเครียดหายไป การหลั่งฮอร์โมนเอนดอร์ฟีนจากการออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายฟื้นฟู

เล่นดิจิตอล 1 ชม.กับเล่นกลางแจ้ง 1ชม. ทำให้เด็กกินข้าวได้ อารมณ์แจ่มใส เรียนรู้เรื่อง หลับเร็ว แต่เล่นดิจิตอลทำให้นอนไม่หลับ เพราะเครียด ภาพติดตา เพราะเราเป็นผู้ถูกใช้ แต่ถ้าเล่นตามธรรมชาติเราเป็นผู้ใช้ให้กลับมาเยียวยาเรา

1ชม.พ่อแม่ต้องให้ได้ออกไปเล่น free play ไม่มีความเครียด ไม่มีการกดดัน ไม่มียอดLike ยอดview ไม่เคยบอกว่าต้องมาดูมาไลค์สิ ธรรมชาติไม่เรียกร้องไม่ตัดสิน

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

 

#รักลูกPodcast

#รักลูกTheExpertTalk

#Moms_Issues

 

รักลูก The Expert Talk Ep.45 : Indoor Generation The Effect “รุ่นในร่ม ปัญหาใหม่ท้าทายพัฒนาการ”

 

รักลูก The Expert Talk Ep.45 : Indoor Generation The Effect "รุ่นในร่ม" ปัญหาใหม่ท้าทายพัฒนาการ

 

เรื่องใหม่ เรื่องใหญ่ ท้าทายพัฒนาการ ผลลัพธ์ของการอยู่ในร่ม น่ากลัวและต้องกังวลมากกว่าที่เราคิด

กระทบพัฒนาการและการเรียนรู้ด้านใดบ้าง ชวนฟังก่อนกระทบพัฒนาการไปมากกว่าที่เป็น

โดย The Expert อาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ

อาจารย์ประจำสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล

"บกพร่องการเรียนรู้ เรื่องใหญ่!! ของรุ่นIndoor Generation”

1.กระทบกับสุขภาพร่างกายของเด็ก

การอยู่ในอาคารตลอดเวลา อยู่ในแสงไฟประดิษฐ์ ฮอร์โมนไม่ได้ปรับตามปกติ เคยมีการทดลองการฟื้นฟูร่างกายของผู้ป่วย กลุ่มแรกอยู่ในห้องที่ไม่มีอะไร ห้องที่สองมีจอทีวีที่ฉายภาพธรรมชาติ ห้องที่สาม ไม่มีจอแต่มีหน้าต่างบานใหญ่ที่เห็นธรรมชาติ

เพราะการมองเห็นธรรมชาติไม่ใช่แค่ดู แต่ต้องได้กลิ่น ได้รับอุณหภูมิผ่านประสาทสัมผัสทั้ง5 มีผลต่อการฟื้นฟูผู้ป่วย เพราะเราออกแบบบ้านให้ได้เจอกับสภาพแวดล้อมบ้าง

2.การเรียนรู้

ในดิจิตอลกับการเรียนรู้ตามธรรมชาติ เป็นการเรียนรู้แบบองค์รวม เพราะเขาสามารถมองเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆได้ ทำไมเด็กที่เรียนรู้ตามธรรมชาติถึงเรียนรู้ได้ดีกว่า เพราะว่ามองเห็นถึงความสัมพันธ์กันทั้งหมด แต่การเรียนรู้ผ่านดิจิตอล ผ่านสื่อ ผ่านใบงาน วิดีโอ เหล่านี้ก็เรียนรู้เข้าถึง เข้าใจได้แต่ไม่เข้าใจถึงความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ และเด็กขาดการเชื่อมโยง บูรณาการ

เพราะฉะนั้นเราก็มักจะบอกว่าเด็กที่เรียนแบบ outdoor จะเรียนรู้ได้รวดเร็ว เชื่อมโยง ปฏิภาณไหวพริบดี แตกต่างจากเด็กที่ใช้สื่อดิจิตอล “ LD Learning Disability ผลกระทบถ้าเป็นเด็กIndoor”

3.LD Learning Disability

เกิดจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่หรือสภาพแวดล้อมรอบตัว เด็กมีโอกาสที่จะเป็นได้ เพราะการเรียนจากสื่อดิจิตอลไม่ได้เรียนแบบองค์รวม ตัดมาเฉพาะคลิป ในเกม ออกแบบมาให้โดยไม่ต้องคิดเชื่อมโยง การเรียนรู้ในธรรมชาติเด็กต้องหาแสวงหาความเป็นไปได้ และเชื่อมโยงทางมิติสัมพัทธ์เอง

ต้นไม้ไม่บอกว่าโจทย์คืออะไร ก้อนหินไม่บอกว่าต้องตอบว่าอะไร เด็กต้องหาคำถามและคำตอบด้วยตัวเอง และความเชื่อมโยงสัมพันธ์เองทั้งหมด แต่เด็กที่อยู่ในห้องเรียน มีโจทย์ มีช้อยส์ มีวิธีการ มีเวลาที่บอกว่าต้องทำภายในระยะเวลาเท่าไหร่ ซึ่งออกแบบมาให้แล้ว เรียนในเชิงวิชาการอาจจะเก่ง แต่ทักษะการใช้ชีวิตจะลำบาก เพราะว่าในธรรมชาติกระตุ้นให้เด็กเรียนรู้ได้เร็ว มีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี

เราถึงบอกว่าโอกาสมากหากขาดธรรมชาติ ใช้ชีวิตในร่มและใช้สื่อดิจิตอลมากเกินไป อาจจะเกิดผลกระทบสูงสุดคือเป็น LD และออทิสติกเทียม เกิดจากการเลี้ยงดู สภาพแวดล้อม และการใช้สื่อดิจิตอล

“Indoor Generation หลุมพรางที่พ่อแม่สร้างให้ลูก”

จริงๆ อินดอร์เจนเป็นทั้งหลุมพรางและเป็นทั้งสิ่งที่เราสร้างมาเพื่อตอบสนองเรา อินดอร์ทำให้เราใช้สื่อมากขึ้น เวลาที่เราเห็นข่าวมีทั้งเรื่องที่ดี และแย่มากๆ ยิ่งไปดูข่าวดราม่า เวลาเด็กที่เสพสื่อที่มีความรุนแรง ความน่ากลัว การใช้กำลัง การทำร้าย

ทำให้เกิดอีกโรคคือ Mean World Sysdrome เด็กเห็นข่าว เห็นสื่อต่างๆ ว่ามีแต่ความน่ากลัว ทำให้เด็กหวาดระแวง ไม่กล้าออกไปใช้ชีวิตในโลกความเป็นจริง โลกข้างนอกน่ากลัว ยิ่งใช้สื่อมากก็ยิ่งหวาดกลัวมาก ทำให้เด็กจะเกิดอุบัติเหตุ อันตราย ความรุนแรงที่ไม่ปลอดภัย ที่เกิดขึ้นในสื่อจะเกิดขึ้นกับตัวเอง

จึงทำให้เรายิ่งอยู่ในร่มมากไปอีกเพราะเราใช้สื่อมากเกินไป ความหวาดกลัวนี้แหล่ะทำให้เรามีความเข้าใจผิดกับโลกข้างนอกมากขึ้น เกิดเป็นภาวะซึมเศร้า หวาดกลัว ไม่ปฏิสัมพันธ์กับผู้คน และอย่าลืมว่าเด็กปฐมวัยคือการเรียนรู้ผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น

Apple Podcast:https://apple.co/3m15ytB

Spotify:https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube:https://bit.ly/3cxn31u

 

#รักลูกPodcast

#รักลูกTheExpertTalk

#Moms_Issues

 

รักลูก The Expert Talk Ep.46 : Indoor Generation How to!! “เลี้ยงยังไง ให้ห่างไกลรุ่นในร่ม”

 

รักลูก The Expert Talk Ep.46 : Indoor Generation How to!! "เลี้ยงยังไง ให้ห่างรุ่นในร่ม"

 

เปลี่ยนพฤติกรรมออกห่างการเป็นรุ่นในร่ม Indoor Generation เริ่มต้นที่พ่อแม่

 

ฟังมุมมองวิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดย The Expert อาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ

อาจารย์ประจำสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล

 

รู้เท่าทัน

ตระหนักรู้และอย่ามองว่าธรรมชาติเป็นศัตรู ธรรมชาตินั้นคือยาช่วยเยียวยาเราได้ โรคขาดธรรมชาติ อธิบายว่าเพราะพ่อแม่กลัวธรรมชาติ มองธรรมชาติเป็นศัตรู มองดิจิตอล ความทันสมัย ชีวิตในร่มเป็นมิตรกับเรา ให้เปลี่ยนวิธีการมองใหม่

จัดชั่วโมงการออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง

พ่อแม่ต้องคิดว่าสัปดาห์หนึ่งได้เรียนตอนไหน before school หรือ after school

พาลูกไปเล่นกลางแจ้ง เป็นพิ้นที่ Open End 

เด็กสามารถหาอะไรมาเล่นก็ได้เด็กเมื่อไปอยู่ในพื้นที่ปลายเปิด เขาจะมองหาสิ่งต่างๆ ที่อยากจะเล่นได้ด้วยตัวเอง เกิด Inititative การริเริ่มเล่นสร้างสรรค์เกิดขึ้นตามธรรมชาติ

อย่าหลงไหลในดิจิตอลมากเกินไป

การอยู่ในโลกดิจิตอลทำให้เราต้องเสียบสายตลอดเวลาเรียกว่า Plug In Culture วัฒนธรรมแบบเสียบสายตลอดเวลา ขารจ์แบต ต่อสัญญาณไวไฟ ต้องUnplug Culture หรือ Unplug Play

การเล่นที่ถอดสายออกจากอัลกอริทึ่ม ออกจากวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ออกจากวงจรไฟฟ้า เพราะทุกอย่างเป็นระบบปิด แต่ Unplug Play ทำให้เด็กใช้ความคิดริเริ่มและแสวงหาความเป็นไปได้ในการทำสิ่งนั้นและทำให้ตัวเองเพลิดเพลิน

ธรรมชาติทำให้เด็กต้องออกแบบการเล่น และเป็นผู้เล่นเอง

เป็นการฝึก logical thinking และcreative thinking เด็กที่เล่นกับธรรมชาติคือได้กระตุ้นการเรียนรู้ทุกด้าน

“ใช้สื่ออย่างรู้เท่าทัน”

ดูเพื่อกระตุ้นจิตนาการ หรือให้เห็นสิ่งที่ออกไปมากกว่าชีวิตประจำวัน ให้เห็นความแฟนตาซีบ้าง เป็นการขยายขอบเขตจินตนาการออกไปจากนอกพื้นที่บ้าน จินตนาการต้องอาศัยความแฟนตาซี แต่ขยายไปมากเท่าไหร่ถึงจะพอ

เพราะว่าแฟนตาซีต้องยืนอยู่บนพื้นฐานความจริง และการให้ดูการ์ตูน เล่นเกม มากเกินไป ทำให้เด็กเกิดภาวะคือภาวะเบื่อชีวิตจริง

เด็กเกิดภาวะเบื่อก็มีสองด้านคือ เบื่อแล้วไป Initiative ให้หายเบื่อ กับเบื่อแล้วต้องแสวงหาความแฟนตาซี ที่สนุกมากขึ้น จินตนาการมากขึ้น รุนแรงมากขึ้น เหนือจริงมากขึ้น หากเด็กติดกับดักก็จะไป Metaverse เพราะว่ามันน่าเบื่อ

พ่อแม่ต้องไม่กลัวแต่ใช้มันอย่างเท่าทัน

ใช้อย่างพอประมาณ และวางlimit ไว้ด้วย เราไม่อยากให้ลูกเสพติดโลกดิจิตอล ติดความเสมือนจริง

ที่อันตรายคือโลก Metaverse เด็กเข้าไปอยู่โลกเหนือจริง พ่อแม่ต้องเท่าทันใช้อย่างมีขอบเขตจำกัด และลดภาวะความหวาดกลัวธรรมชาติลง
ทำให้เราเปิดรับธรรมชาติ ธรรมชาติทำให้เราเรียนรู้แบบองค์รวม และการเรียนรู้ในดิจิตอล คือการเรียนรู้แบบตัดขาดความสัมพันธ์

 

Apple Podcast:https://apple.co/3m15ytB

Spotify:https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube:https://bit.ly/3cxn31u

 

#รักลูกPodcast

#รักลูกTheExpertTalk

#Moms_Issues

 

En outre, l'utilisation de ces pilules de kamagra 100mg peut être nuisible à la santé, car les dosages ne sont pas adaptés à l'utilisateur et à ses antécédents médicaux.

รักลูก The Expert Talk Ep.49 : ความบกพร่องทางการได้ยิน ปัญหาใหญ่ขัดขวางพัฒนาการสติปัญญา

 

รักลูก The Expert Talk Ep.49 : ความบกพร่องทางการได้ยิน ปัญหาใหญ่ขัดขวางพัฒนาการสติปัญญา

เด็กแรกเกิดทุก 1,000 คน พบว่ามี 1 คนที่มีปัญหาการได้ยิน ส่งผลให้ไม่สามารถพูดได้ และหากไม่ได้รับการรักษา อาจจะทำให้เป็นเด็กพิการ

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มองเห็นความสำคัญของพัฒนาการได้ยินของเด็ก ว่าเป็นส่วนสำคัญที่นำไปสู่พัฒนาการที่ดี จึงจัดสิทธิประโยชน์คัดกรองและรักษาเพื่อคุ้มครองเด็กแรกเกิดที่มีภาวะบกพร่องการได้ยิน สำหรับเด็กไทยทุกคน เพื่อช่วยดูแลให้เด็กไทยมีพัฒนาการที่ดี

EP 49 : ฟังสาเหตุ ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เด็กมีความบกพร่องทางการได้ยิน โดย The Exeprt นพ. ดาวิน เยาวพลกุล นายแพทย์เชี่ยวชาญ ศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง โสต ศอ นาสิก โรงพยาบาลราชวิถี

ปัจจัยสาเหตุที่ทำให้เด็กมีปัญหาการได้ยิน

สาเหตุที่พบได้บ่อย ที่พบได้ตั้งแต่แรกเกิด อาจจะเป็นตั้งแต่แรก หรือพบได้หลังจากนั้น อาจจะมาจากพันธุกรรม จากพ่อแม่ ปู่ย่า ที่มีปัญหาการได้ยิน ปัญหาจากการตั้งครรภ์ อาจจะได้รับการติดเชื้อไวรัสบางอย่าง เช่น ไวรัสหัดเยอรมัน การคลอดก่อนกำหนด ขาดออกซิเจนขณะคลอด มีหลายสาเหตุด้วยกัน ปัญหาการได้ยินอาจจะเกิดขึ้นตอน 2-3 ขวบ เนื่องจากปัญหาการได้ยินสังเกตได้ยาก มองเห็นไม่ได้ด้วยตา พ่อแม่ต้องสังเกตและต้องดูแลเป็นพิเศษ

โรคหรืออาการที่ทำให้เด็กไม่ได้ยิน

การเป็นภายหลังเกิดขึ้นคือหากไม่ได้มีปัจจัยตั้งแต่เกิด ก็มีโอกาสได้การได้รับยาบางอย่าง การติดเชื้อรุนแรง เช่น สมองอักเสบ

พฤติกรรม ยา ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ไม่ได้ยิน สิ่งที่ทำให้หูเสื่อมได้คือ การอยู่ในที่เสียงดังมากๆ ทำให้ประสาทหูเสื่อมโรคติดเชื้อบางอย่าง เช่น ไข้สมองอักเสบ ที่พบบ่อยในเด็ก ยามีหลายชนิด ส่วนใหญ่จะเป็นยาที่ได้จากการรักษาทางการแพทย์ ก็จะทำให้มีปัญหาเรื่องนี้ได้ ซึ่งถ้าได้รับยากลุ่มนี้ก็จะได้รับการตรวจเช็กอยู่แล้ว

ระดับของเสียงที่ทำให้เกิดปัญหาการได้ยิน

ระดับของเสียงที่ดังกระทบกับการได้ยินผู้ใหญ่ด้วย เสียงที่ดังมากยิ่งมีผลมาก ถ้าดังมากๆ เวลาที่เราอยู่ในช่วงที่มีเสียงดัง แค่ไม่นานก็ทำให้ประสาทหูเสื่อมได้ เช่น ไปคอนเสริต์ออกมาหูอื้อ เป็นสัญญาณเตือนว่าเสียงดังเกินไป บางทีอาจจะฟื้นตัวขึ้นมาได้ และบางทีก็อาจจะไม่ฟิ้นตัว แต่เสียงจากโรงงานอุตสาหกรรมถ้าอยู่เป็นเวลานานๆ หลายชม.ก็ทำให้มีปัญหาการได้ยิน

ระดับเสียงที่อันตราย ระดับเสียง90 เดซิเบล ทำให้ประสาทหูเสื่อม ถ้าอยู่นานระยะเวลาประมาณ 4 ชม. เสียงประทัดดังกว่า 90เดซิเบลอยู่แล้ว เกินกว่า 100-120 เสียงระเบิด เสียงยิงปืน แค่ปังเดียวก็ทำให้ประสาทหูเสื่อมได้เลย แต่ถ้าเสียงเบาๆ อาจจะใช้เวลานานที่ทำให้เกิดปัญหา

อาการประสาทหูเสื่อม

โดยทั่วไปจะค่อยๆ แย่ลง เคยได้ยินและไม่ค่อยได้ยิน ได้ยินไม่ชัด แย่ลงเรื่อยๆ อย่างผู้ใหญ่ก็จะมีอาการเสื่อม ซึ่งประสาทหูก็เป็นอวัยวะหนึ่งที่เสื่อมตามวัยได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นพออายุมากก็มีปัญหาเรื่องหูตึง อาการเป็นมากน้อยขึ้นแต่ละคน

 การดูแลระหว่างตั้งครรภ์เพื่อป้องกันการได้ยิน 

การดูแลการตั้งครรภ์ให้เป็นปกติ พบคุณหมอเป็นระยะ เพื่อให้การตั้งครรภ์และการคลอดเป็นไปอย่างปกติที่สุด การตรวจเช็กการได้ยินทำได้ตั้งแต่แรกเกิด พอคลอดก็จะมีอุปกรณ์ เครื่องมือคล้ายๆ หูฟังที่กดปุ่มดูว่าเด็กมีปัญหาหรือเปล่า พอจะบอกได้ว่าตรวจแล้วผ่านและตรวจแล้วไม่ผ่าน 

ในรายที่ไม่ผ่านจะมีมาตรการตรววจซ้ำ เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยเพิ่มเติม ซึ่งอาจจะใช้เครื่องมืออื่นๆ เพิ่ม ซึ่งโดยทั่วไปไม่มีการตรวจรู้ได้ตั้งแต่ตอนท้อง เราไม่สามารถตรวจได้ตั้งแต่ท้อง แต่ในรายที่เราพบว่าอาจจะมีความเสี่ยงของกลุ่มโรค อาการหรือมีประวัติพันธุกรรม เด็กกลุ่มนี้จะได้รับการคัดกรองตั้งแต่เกิด และติดตามเป็นระยะ คลอดก่อนกำหนดด้วยเช่น ที่ต้องมีการตรวจคัดกรอง

สถิติของเด็กที่คลอดมาแล้วมีปัญหาการได้ยินทั่วโลกทุกๆ 1,000 คนจะมีปัญหาการได้ยิน อาจจะเป็นมากน้อย หรือรุนแรงถึงหูหนวกแตกต่างกันไป เด็กที่มีปัญหาเรื่องหูหนวกก็มีจะมีปัญหาเรื่องพัฒนาการพูดตามมา 

 

Apple Podcast:https://apple.co/3m15ytB

Spotify:https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube:https://bit.ly/3cxn31u

#รักลูกPodcast

#รักลูกTheExpertTalk

#Moms_Issues

 
 

loading

รักลูก The Expert Talk Ep.50 : บกพร่องทางการได้ยิน รู้ก่อน รักษาได้ก่อนไม่กระทบพัฒนาการ

 

รักลูก The Expert Talk Ep.50 : บกพร่องทางการได้ยิน รู้ก่อน รักษาได้ก่อนไม่กระทบพัฒนาการ

 

เพราะการได้ยินเกี่ยวข้องกับพัฒนาการ และสติปัญญาของเด็ก สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จึงจัดสิทธิประโยชน์คุ้มครองเด็กแรกเกิดที่มีภาวะบกพร่องทางการได้ยิน สำหรับเด็กไทยทุกคน

ใครมีสิทธิได้รับประโยชน์? ครอบคลุม คุ้มครองตั้งแต่อายุเท่าไหร่? มีสิทธิประโยชน์อะไรบ้าง?

ฟังสิทธิประโยชน์จากสปสช. โดย พญ. กฤติยา ศรีประเสริฐ ผู้เชี่ยวชาญสายงานบริหารกองทุน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และฟังวิธีการสังเกต การรักษาเด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน โดย The Exeprt นพ. ดาวิน เยาวพลกุล นายแพทย์เชี่ยวชาญ ศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง โสต ศอ นาสิก โรงพยาบาลราชวิถี

สังเกต! ลูกมีปัญหาการได้ยิน

การได้ยินสังเกตยากไม่เหมือนกับแขนขา สำหรับการสังเกตในเด็กแรกเกิด ใช้วิธีดูว่าเด็กตอบสนองต่อเสียงดีหรือเปล่า สะดุ้งตกใจ เวลาเปิด ปิดประตู เสียงเรียก เสียงฟ้าร้อง สำหรับเด็ก 6เดือน เรียกแล้วหันตามเสียง ส่งเสียงอ้อแอ้ไม่เป็นคำ อายุมากกว่า 1ปี เริ่มพูดภาษา 1พยางค์ 2ขวบก็สองพยางค์สั้นๆ

หากสังเกตว่าไม่เป็นไปตามวัย หรือสงสัย ไม่ควรรอให้ถึง 2-3ขวบ แต่ถ้า 1ขวบหรือ 1ขวบครึ่งยังไม่ส่งเสียง ที่มีความหมาย ก็ไปหาหมอผู้เชี่ยวชาญได้เพื่อเช็กอย่างน้อยเป็นเรื่องการได้ยิน

รู้เร็ว รักษาได้เร็ว ลดปัญหาพัฒนาการ

ปัจจุบันเรามีวิธีการตรวจเช็กการได้ยินตั้งแต่แรกเกิดภายใน 48 ชม. มีเครื่องมือที่ใส่ไปในหูแล้วกดปุ่มดูว่าเด็กได้ยินหรือไม่ โดยเครื่องจะบอกว่าผ่านหรือไม่ผ่าน ซึ่งปัจจุบันผลักดันให้ทำกับเด็กทุกคนที่คลอดออกมา แต่เมื่อก่อนก็ไม่ได้ทำทุกราย ซึ่งถ้าทำทุกคนก็จะพบได้ตั้งแต่แรกคลอด สำหรับเด็กที่โตมาหน่อยที่เคยและไม่เคยคัดกรองมาก่อนหรืออาจจะเคย

สำหรับเด็กที่ยังไม่ให้ความร่วมมือ ก็จะวัดจากคลื่นสมอง กราฟดูว่าการตอบสนองของคลื่นสมองต่อเสียงเป็นอย่างไรเด็กที่โตมาแล้ว ตรวจเหมือนผู้ใหญ่คือใส่หูฟังครอบ แล้วให้เด็กตอบสนองต่อเสียง

การดูแลรักษา

การวินิจฉัยรวดเร็ว จะทำให้แก้ไขได้ทันท่วงที เมื่อทราบว่าเด็กมีปัญหาการได้ยิน ก็จะมาดูความรุนแรงของอาการว่าอยู่ในระดับไหน เริ่มต้นจะแก้ไขด้วยการพยายามทำให้ได้ยินด้วยการใส่เครื่องช่วยฟัง เครื่องที่ช่วยขยายเสียงให้ดังขึ้นแล้วดูการตอบสนองของเด็กว่าได้ยินไหม ควรทำให้เร็วที่สุด เพราะสมองต้องได้รับการกระตุ้นจึงจะได้รับการพัฒนาของศูนย์การได้ยินหรือศูนย์ภาษาของสมอง ถ้าเครื่องช่วยฟังไม่ได้ เป็นขั้นรุนแรงหรือหูหนวก ก็จะพิจารณาขั้นตอนการรักษาคือ ฝังประสาทหูเทียม

เครื่องช่วยฟังทำหน้าที่ขยายเสียง แต่ประสาทหูเทียมทำงานแตกต่าง ประกอบไปด้วยสองส่วน คือส่วนแรกที่เราผ่าตัด ฝังไปที่บริเวณใต้หนังศีรษะ โดยมีส่วนสายขดลวดนำไฟฟ้าใส่ไปบริเวณหูชั้นในเพื่อกระตุ้นเส้นประสาทของสมองส่วนที่รับการได้ยินโดยตรง อีกส่วนเป็นอุปกรณ์ที่จะอยู่ภายนอก ทำหน้าที่รับสัญญาณ มีไมโครโฟนรับเสียง แล้วแปลงเป็นสัญญาณดิจิตอล สัญญาณดิจิตอลนี้จะส่งเข้าไปในเครื่องที่อยู่ด้านใน แล้วกระตุ้นเส้นประสาท และกระตุ้นสมองโดยตรง ในรายที่ไม่มีการทำงานของหูชั้นในแล้วก็เป็นวิธีที่เวิรค์อยู่ เพราะมันคือการกระตุ้นเส้นประสาทโดยตรง

อายุเท่าไหร่ถึงจะอยู่ในเกณฑ์ที่รักษาไม่ได้แล้วหรือพิการไปแล้ว

สมองของคนเราพัฒนาสูงสุดเมื่ออายุ 3ขวบหรือไม่เกิน 5ปี และถ้าเลยช่วงเวลานี้ไปแล้ว สมองจะพัฒนาได้น้อย ถ้ามากระตุ้นโดยเฉพาะเสียงเมื่อ 4-5ขวบไปแล้ว สมองส่วนนั้นจะไม่พัฒนาเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นผลการรักษาจะดีหรือไม่ดี เราต้องกระตุ้นให้เร็วที่สุด เด็กได้ยินเสียงตั้งแต่ในท้องแล้ว คลอดออกมาก็ได้ยินเสียงแล้ว กว่าที่จะพูดได้หนึ่งคำที่มีความหมาย ใช้เวลาตั้ง1ปี เพราะฉะนั้นสมองต้องพัฒนา ต้องถูกกระตุ้น คนที่ไม่ได้ยินก็จะไม่ได้พัฒนา ก็จะล่าช้าไปมาก ยิ่งรอนานผลการรักษาก็จะยิ่งแย่ลง

แนะนำพ่อแม่ในการดูแลเรื่องการได้ยินของลูก ปัญหาที่หมอเจอบ่อย คือกว่าที่พ่อแม่จะพามาคือลูกโตแล้ว ทั้งอาจจะคิดว่าไม่เป็นอะไร อาจจะแค่พูดช้าและไม่ทราบข้อมูลว่าการได้ยินรักษาได้แล้ว แล้วสามารถเปลี่ยนชีวิตเด็กได้เลย จากที่อาจจะต้องใช้ภาษามือก็เป็นเด็กที่สื่อสารและพูดกับคนอื่นได้เลย หมอแนะนำว่ามีปัญหาหรือสงสัย ก็แนะนำมาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญได้เลย

สปสช.คุ้มครองเด็กที่มีปัญหาการได้ยิน

เบื้องต้น 2564 บอร์ดสปสช. อนุมัติเด็กที่สงสัยว่าจะมีปัญหาการได้ยิน เรียกว่ากลุ่มเสี่ยง ซึ่งจะพบประมาณ 10% ของเด็กแรกเกิดที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ซึ่งต้องนำมาคัดกรองว่าจะมีปัญหาการได้ยินหรือไม่ สิทธิประโยชน์นี้ได้ตั้งแต่แรกเกิด ตรวจตั้งแรกเกิด มีอุปกรณ์ตรวจการได้ยินเบื้องต้น โดยตรวจว่าเด็กได้ยินปกติหรือเปล่า มีเครื่องมือเรียกว่า OAE ตรวจการได้ยิน ใส่เข้าไปที่หูเด็ก โดยเทสว่าผ่านไม่ผ่าน ผ่านก็กลับบ้าน แต่หากไม่ผ่าน ไม่ได้หมายความว่าจะมีปัญหา ก็จะนัดการมาตรวจติดตามอีก 2-4 สัปดาห์ เรียกว่าเป็นการคัดกรองเบื้องต้น

คำแนะนำให้ผู้ปกครองสังเกตว่าหลังจากคลอดแล้ว พัฒนาการได้ยินไปตามแนวทางการได้ยิน หากมีปัญหาสามารถพบแพทย์ เบื้องต้นแพทย์ทั่วไปประเมินได้ แต่ดีที่สุดคือพบแพยท์ หู คอ จมูก ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ แต่การคัดกรองเด็กแรกเกิด จะระบุว่ามีรพ.ไหนที่เข้าร่วมโครงการคัดกรองกับสปสช.

แม้ไม่ผ่านแต่ไม่ใช่ว่าหูหนวก แต่จะตรวจด้วยเครื่องมือพิเศษ ABR หรือ ASSR ซึ่งจะวินิจฉัยว่าเด็กคนนั้นมีปัญหาทางการได้ยินหรือไม่ ระดับไหน ระดับตั้งแต่เล็กน้อย ปานกลาง หรือว่ารุนแรง หรือเข้าขั้นที่เรียกว่าหูหนวก ก็จะมีการดูแลรักษาแตกต่างกันไปตามระดับ ที่สปสช.เน้นการคัดกรองการได้ยินโดยเฉพาะเด็กแรกเกิด เพราะว่าถ้าเราสามารถตรวจได้เร็ว เด็กจะเข้าสู่กระบวนการรักษารวดเร็ว เพราะเด็กหูหนวก เมื่อปล่อยไว้ระยะหนึ่งจะเป็นใบ้ ถ้าเด็กที่เป็นใบ้จะมีปัญหาทางสติปัญญา เพราะไม่สามารถได้รับเสียงไปกระตุ้นพัฒนาการ

เด็กไทยตั้งแต่แรกเกิด คัดกรองได้ฟรีเป็นสิทธิประโยชน์ ไม่ร่วมจ่าย แต่เมื่อคัดกรองแล้วมีปัญหาต้องเข้าสู่การรักษา สิทธิประโยชน์ครอบคลุมเฉพาะคนที่มีบัตรทอง แต่สิทธิราชการ ประกันสังคมก็ให้สิทธิเหมือนกัน แต่เมื่อคัดกรองแล้วจำเป็นต้องวินิจฉัยหรือรักษา ก็มีหน่วยตามสไลด์ มีทุกแห่งในแต่ละภาค ประมาณ 20-30 หน่วย การวินิจฉัยต้องใช้หมอหู คอ จมูก และนักโสตสัมผัสวิทยาในการใช้อุปกรณ์ที่ซับซ้อน อายุการใช้งานประสาทหูเทียมประมาณ 10ปี ก็จะมีอุปกรณ์เปลี่ยนตามอายุการใช้งาน ถ้ายังอยู่สิทธิก็จะดูแลไปตลอดชีวิต

อุปกรณ์ที่จะได้รับจากสิทธิสปสช.

สปสช.มีสิทธิประโยชน์เรื่องการฝังประสาทหูเทียม ถ้าเป็นหูหนวกเกิดจากประสาทหูไม่ทำงาน ทำงานไม่ได้ ใส่เครื่องช่วยฟังไม่ได้ แทนที่จะใช้ประสาทหูเดิมก็จะใช้อุปกรณ์ขนาดเล็กฝังบริเวณฐานกะโหลกและมีไมโครโฟนเล็กๆ และมีอุปกรณ์ภายนอกที่รับสัญญาณ เมื่อมีเสียงแทนที่จะได้ยินทางหู ก็จะได้ยินทางอุปกรณ์รับสัญญาณแปลงเป็นภาษาให้เด็กเข้าใจ

แต่ภาษาที่ผ่านประสาทหูเทียม จะไม่เป็นภาษา ก ข ค จะได้ยินเป็นเสียงสัญญาณ เด็กจะต้องถูกฝึกสอน ซึ่งช่วงที่เป็นช่วงสำคัญ คือการฝังไปอย่างเเดียว เด็กจะไม่ได้ยินทันที ต้องมีการสอนหรือการทำ mapping ซึ่งต้องเดินทางมาฝึกสอนโดยหมอกับเจ้าหน้าที่วันละ 1-2 ชม. แต่หลังจากนี้พ่อแม่ ครู จะต้องช่วยทำให้เด็กคุ้นเคยกับเครื่อง ใช้เวลาประมาณ1-2 ปี เหมือนฝึกลูกพูด ซึ่งสปสช.ร่วมกับสภากาชาด โดยสปสช.ชดเชยเรื่องอุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ ค่าผ่าตัด แต่ภาระการเดินทางทุก 2อาทิตย์ ทุกเดือน เนื่องจากรพ.ที่ทำได้เป็นรพ.ขนาดใหญ่ เช่น รพ.ประจำจังหวัดประมาณ 11 แห่ง สภากาชาดจึงร่วมกับสปสช.ให้ผู้ปกครองเบิกค่าใช้ในการเดินทางได้ บัตรทอง ดูแลครอบคลุม เมื่อเครื่องมีปัญหาในช่วง 1-2ปี สปสช.จะมีช่วยเหลือชดเชย เช่น เปลี่ยนสาย หรือไมโครโฟน ก็จะช่วยดูแลให้ คือดูแลตั้งแต่แรกเกิดไปจนตลอดชีวิต

สิทธิครอบคลุมไปจนถึงอายุเท่าไหร่

หลังจากที่สิทธิหมดแล้วมีกระบวนการอย่างไร เรื่องการได้ยิน พ่อแม่ต้องเข้าระบบคัดกรองการได้ยิน เมื่อคัดกรองแล้ว หมอบอกว่ามีปัญหาต้องมา follow up และการ Early Detection จะสามารถทำให้เกิดการ Early Treatment กลุ่มเหล่านี้หากดูแลรักษาแต่แรก เด็กจะไม่ต้องไปอยู่รร.หูหนวก ไม่ต้องเข้าคลาสการศึกษาพิเศษ สามารถใช้ชีวิตปกติได้ ในรพ.ที่มีหมอหู คอ จมูก นักโสตสัมผัสวิทยา รพ.ก็ตื่นตัวเพราะรู้ว่าถ้าสามารถตรวจวินิฉัยแต่แรก ก็จะทำให้การรักษาเป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่ข้อเสียคือจะต้องมีระบบการติดตามเยอะ follow up ซึ่งพ่อแม่ต้องสนใจ ทุ่มเทช่วงต้น เพราะจะกระทบกับพัฒนาการระยะยาว ในเรื่องสุขภาพของเด็ก 1. พาเด็กฉีดวัคซีน 2. ใส่หน้ากาก และเรื่องอาหาร ระวังเรื่องโรคอ้วน ให่กินอาหารที่เหมาะสมสำหรับเด็ก

Apple Podcast:https://apple.co/3m15ytB

Spotify:https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube:https://bit.ly/3cxn31u

#รักลูกPodcast

#รักลูกTheExpertTalk

#Moms_Issues

 

รักลูก The Expert Talk Ep.53 : Toxic Stress รู้ก่อนลูกเครียดเป็นพิษ

 

 

รักลูก The Expert Talk Ep.53 : Toxic Stress รู้ก่อนลูกเครียดเป็นพิษ

 “ความเครียด” เป็นอาการที่ฟังดูแล้วไม่เป็นมิต แต่คุณพ่อคุณแม่รู้ไหมว่า มีความเครียดประเภทที่เกิดขึ้นแล้วดี!! และก็มี “ความเครียดที่เป็นพิษ” ที่เมื่อเกิดกับลูกแล้วส่งผลกระทบแน่นอน

ชวนฟังความเครียด 3ประเภท เพื่อเรียนรู้ เตรียมพร้อมและรับมือเพื่อไม่ให้กระทบกับสมองและพัฒนาการ โดย The Expert ผศ. ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร อาจารย์ประจำสถาบันแห่งชาติ เพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล

ความเครียดเป็นเรื่องใกล้ตัวเรามากเวลาที่เราเกิดความเครียด เวลาที่เราวิตกกังวล กลัว หวาดระแวง คิดมาก นอนไม่หลับ เป็นเรื่องที่ไม่ปกติ ทั้งเราไม่ปกติและเหตุการณ์ไม่ปกติ แต่ความเครียดไม่มีเลยไม่ได้ความเครียดเป็นสิ่งที่อยู่กับเรา มองความเครียดดีๆ ความเครียดมีหลายประเภท ความเครียดหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราต้องมีความเครียดเพราะเป็นความรู้สึกที่ทำให้เราเติบโตและพัฒนาตัวเอง เติบโตจากข้างใน Mindset เราเติบโตได้เมื่อเราผ่านพ้นปัญหาและอุปสรรคไปได้ หรือสิ่งที่ทำให้เราเครียด ทำใจเลยว่าเครียดอยู่กับเรา และความเครียดเป็นเรื่องที่ดี เหตุการณ์ที่เข้ามากระทบเราควบคุมไม่ได้ แต่ความเครียดเราควบคุมได้

ความเครียดแบ่งได้ 3 ประเภท

ความเครียดคือเวลาที่เราต้องคิดมาก ปวดหัว คิดไม่ตก ระแวง กลัว คิดมาก เป็นสิ่งที่เกิดกับด้านจิตใจ และที่เกิดกับด้านสรีระเรา เป็นการตอบสนองต่อเหตุการณ์ แล้วร่างกายมุนษย์สามารถตอบสนองต่อความเครียดได้ โดยใช้วงจรประสาทอัตโนมัติ คือ เวลาที่เราเจอความเครียด กลัว กังวล ประสาทอัตโนมัติ จะส่งสัญญาณกัน จากนั้นต่อมหมวกไตจะหลั่งสารเครียดออกมาคือ อะดรีนาลีนและคอร์ติซอล ทำให้หัวใจเต้นแรงขึ้น ม่านตาขยาย เลือดลมสูบฉีด ระดับน้ำตาลสูงขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมให้เรารับมือกับภัยที่กำลังคุกคามกายหรือจิตใจเราอยู่ นี่คือการตอบสนองร่างกายเมื่อรู้สึกเครียด

หากความเครียดนั้นเรารับมือ มีปัญหาในชีวิตประจำวัน รับมือและผ่านไปได้ คือการตอบสนองความเครียดแบบบวก Positive Stress หมายความว่า เมื่อผ่านพ้นความเครียด ปัญหาถูกแก้ไข ระดับจิตใจเราสูงขึ้น ปัญญาเราสูงขึ้น เกิดความภาคภูมิใจในตัวเองมากขึ้น เช่น เด็กคนหนึ่งตอนที่เราจะเข้ามหาวิทยาลัยเกิดความเครียด เราวางแผนต่างๆ พอเข้าได้ความเครียดหาย พอเราผ่านพ้นเหตุการณ์ไปแล้วจะเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง เกิดการเรียนรู้ ชีวิตพัฒนาก้าวไปข้างหน้า นี่เป็นระดับความเครียดจากสถานการณ์ในชีวิตประจำวันที่เกิดการเปลี่ยนแปลงแล้วเราปรับตัวได้
ตอนเกิดการเปลี่ยนแปลงร่างกายก็จะหลั่งสารเครียดออกมา เพื่อให้เราสามารถตื่นตัว เหมือนเวลาที่งานไม่เสร็จก็จะกระตุ้นให้งานเสร็จได้ ทำให้เราเตรียมพร้อม รับมือ แล้วก็ผ่านไปได้ ผลหลังจากนั้นก็เป็นทางบวก เราก็ได้กับมัน

ความเครียดแบบ Positive Stress ทิ้งร่องรอยไว้?
ไม่ทิ้ง เพราะทางจิตใจเราก็รู้สึกภาคภูมิใจและฟิน เมือฟินสารเครียดก็กลับเข้าไป ไม่อยู่ ไม่สะสม กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ไม่ได้เป็นการทำงานของระบบความเครียดอีกต่อไป

ความเครียดระดับที่ทนได้ ตอบสนองความเครียดระดับที่เราทนได้ เมื่อเราต้องไปเจอกับสถานการณ์ที่ไม่ถูกใจ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดในชีวิตประจำวัน หรือปรับเปลี่ยนในช่วงวัย เช่น วัยเด็กที่ต้องเข้าอนุบาล เราสามารถพอจะเดาออกและรับมือได้ หรือการเกิดปัญหาในชีวิตประจำวันเล็กๆ น้อย หาอะไรไม่เจอแล้วต้องใช้ ลืมของไว้ที่รร. นี่คือประเภทที่1 ส่วนประเภทที่2 จะวิกฤตขึ้นมา เช่น การสูญเสีย แมวตาย การแยกจาก การสูญเสียพ่อแม่ ญาติ หรือการที่ต้องแยกจากไปจากพ่อแม่ แบบกะทันหัน เป็นความเครียดที่เกิดขึ้นผ่านไปได้ ถ้ามีคนมาช่วยซัพพอรท์ทางด้านอารมณ์ จิตใจของเรา

หากเกิดสถานการณ์รุนแรง ร้ายแรงในครอบครัว ต้องบอกว่าการตอบสนองความเครียดเหมือนเดิม แต่ไม่อยู่นานถ้าพ่อแม่ ซัพพอร์ต อยู่ข้างๆ ขณะหนึ่งเพื่อให้ผ่านสถานการณ์นั้นไปได้ เป็นความเครียดที่ทนได้ เป็นการตอบสนองต่อความเครียดที่เราทนได้ ผลหลังจากนั้นคือเราได้เรียนรู้ว่าเหตุการณ์ร้ายๆ เราสามารถอยู่ได้รอดได้ เพราะฉะนั้นในครั้งต่อไป หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ความสามารถของเราจะรับมือได้ง่ายขึ้น เมื่อเรารู้ว่าเกิดสถานการณ์แบบนี้ จะรับมือยังไง มีอยู่สองอย่างคือ เมื่อเกิดสถานการณ์เลวร้ายเกิดขึ้น ประสบการณ์เดิมเรียนรู้แล้วว่า จะมีใครสักคนอยู่ข้างๆ ที่จะผ่านพ้นไปได้ เราเคยผ่านเรื่องนี้มา และนี้เป็นอีกเรื่องที่เราจะผ่านไปได้และเราเคยใช้วิธีการอะไรเมื่อก่อน ครั้งนี้ก็จะทำได้ เป็นประสบการณ์เดิมที่ทนได้ เพราะเราผ่านมันมาได้แล้ว

ความเครียดที่ทนได้ ใช้ได้กับสถานการณ์ที่ผ่านมา ทั้งภัยพิบัติ ช่วงโควิดเป็นช่วงที่พ่อแม่เองก็ต้องการคนมาซัพพอร์ทให้ผ่านพ้นวิกฤต ลูกเองก็จำเป็นต้องมีพ่อแม่หรือคนใกล้ชิดมาซัพพอร์ทไปได้ด้วย ไม่ทิ้งร่องรอยแต่ทิ้งประสบการณ์เดิมที่มีคุณภาพให้ใช้ในอนาคตแล้วก็ทนได้

Toxic Stress

การตอบสนองความเครียดแบบเป็นพิษ ดู 3 เรื่องคือ เป็นความเครียดแบบรุนแรง สถานการณ์ทำให้เครียดมาก

  1. ความเข้มข้นของความเครียด
  2. ความถี่ เจอบ่อยๆ ไม่หมดสักที เดี๋ยวก็มาให้เครียด เรื่องเดิมๆ ซ้ำ
  3. ระยะเวลายาวนาน เครียดอยู่อย่างนั้น เพราะทุกครั้งที่เราเครียดร่างกายเราจะตอบสนองโดยประสาทอัตโนมัติ หลั่งสารเครียดออกมาเพื่อให้เราตื่นตัว หากเครียดแบบนั้นนานๆ ก็อยู่แบบนั้นนานๆ นี่ละที่เป็นพิษ เมื่อเกิดแบบนั้นม่านตาขยาย นอนไม่หลับ ตื่นตัว หัวใจเต้นแรง ความดันสูง ระดับน้ำตาลสูง เพื่อให้ตัวเราเกิดความระวัง ระแวง คิดมาก ตื่นตัวตลอดเวลา ไม่ได้เข้าโหมดความผ่อนคลายเลย เครียดนานจนเป็นนิสัย ไม่สามารถเข้าสู่ภาวะปกติได้ นี่คือความเป็นพิษ ร่างกายที่ตื่นตลอดเวลาจะทำให้เหนื่อยนี่คือทางสรีระ ส่วนทางจิตใจว้าวุ่นขนาดไหนเมื่อต้องอยู่ในเหตุการณ์ที่เครียดนานๆ จนเป็นพิษ เพราะฉะนั้นการตอบสนองต่อความเครียดแบบเป็นพิษจะเกิดขึ้น เมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤตในชีวิตและไม่มีใครมาช่วยซัพพอร์ททางอารมณ์และจิตใจ คอยช่วยผ่อนคลาย

แบบไหนเรียกว่า “เครียดเป็นพิษ"

เช็กว่าลูกกำลังอยู่ในสภาวะ Toxic Stress

-มีเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความเครียด

-พ่อแม่ไม่ได้ซัพพอร์ตลูกทางอารมณ์

-ปล่อยปละละเลยทางด้านร่างกายและอารมณ์ ด้านร่างกายอาจจะไม่ห่วง แต่ในช่วงโควิดที่ผ่านมาพ่อแม่อาจจะปล่อยปละละเลย เพิกเฉยอารมณ์ของลูก

ช่วงนี้ครูหม่อมมีพ่อแม่มาปรึกษาเรื่องลูก ครูจะถามว่าเวลา wfh กับลูกและลูกเรียนที่บ้าน

1.เวลาที่ลูกวิ่งมาหาแล้วเบรคลูก เดี๋ยวก่อนอย่าเพิ่ง ห้ามเข้าห้อง ห้ามเข้ามากำลังประชุม คือลูกเล็กทั้งวัน บางทีคิดถึง พอวิ่งเข้าไปก็โดนห้าม หากว่าเคย บ่อยไหม ถ้าไม่บ่อยไม่เป็นไร แต่ถ้าอยู่แบบนั้นนานๆ ความถี่ๆ บ่อย สะสมเป็นระยะเวลานาน นี่คือเกิด Toxic Stress เด็กจะเกิดคำถามว่าทำไมหาพ่อแม่ไม่ได้ ทำไมพ่อแม่ปฏิเสธมา

2.ถูก Abuse ทางร่างกายและจิตใจ ทางเพศ ถ้าลูกประสบสถานการณ์แบบนี้ ถ้าไม่รู้แล้วไม่มีใครมาซัพพอร์ทก็เกิด Toxic Stress ได้ แต่ถ้าช่วยซัพพอร์ท ก็จะกลายเป็นความเครียดที่ทนได้

3.ดูคนในครอบครัวว่ามีใครมีปัญหาสุขภาพจิตไหม มีคนใช้สารเสพติดหรือเปล่า หรือว่ามีการแยกจากแบบกะทันหัน หย่าร้าง หากไม่มีคนไปซัพพอร์ตก็จะเกิด Toxic Stress

 

Apple Podcast:https://apple.co/3m15ytB

Spotify:https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube:https://bit.ly/3cxn31u

 

#รักลูกPodcast

#รักลูกTheExpertTalk

#Moms_Issues

รักลูก The Expert Talk Ep.55 : “ไข้หวัดใหญ่” โรคต้องระวัง เป็นแล้วกระทบสุขภาพระยะยาว

 

 

รักลูก The Expert Talk Ep.55 : “ไข้หวัดใหญ่” โรคต้องระวัง เป็นแล้วกระทบสุขภาพระยะยาว

 

หนึ่งในสี่ของโรคที่เด็กมักเป็นบ่อยโดยเฉพาะช่วงวัยอนุบาล คือโรคไข้หวัดใหญ่ เป็นแล้วมีโอกาสเป็นซ้ำอีก นั้นเพราะตัวเชื้อไข้หวัดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงตลอด การรู้ธรรมชาติของโรค และการดูแลสุขอนามัยเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะช่วยป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้

 

ฟังวิธีการรับโรคไข้หวัดใหญ่ โดย The Expert รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์

รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม

 

ไวรัสไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดใหญ่ก็เป็นการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง มีอยู่สามชนิดด้วยกันที่พบบ่อยๆ คือ ไข้หวัดใหญ่ชนิดA ชนิดB และชนิดC ซึ่งชนิดC พบได้น้อยแล้วไม่ค่อยรุนแรง เพราะฉะนั้นคนก็จะไม่ค่อยให้ความสําคัญ ส่วนชนิดA และB จะเจอกันได้บ่อยกว่า และชนิดA จะมีความรุนแรงมากกว่า

ซึ่งเชื้อไข้หวัดใหญ่จะมีการพัฒนาการตัวเองตลอดเวลา เราจะเห็นว่าเคยเป็นแล้วก็เป็นได้อีกหรือแม้กระทั่งรับวัคซีนไปแล้วปีหน้าก็ต้องรับวัคซีนอีกเพราะว่าตัวเชื้อ มีการเปลี่ยนแปลงตัวเอง เพราะฉะนั้นภูมิคุ้มกันที่เรามีครั้งหน้าก็อาจจะไม่สามารถป้องกันเชื้อตัวนี้ได้อีกแล้ว จึงทําให้เป็นแล้วเป็นอีก

โรคไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดต่อผ่านระบบทางเดินหายใจ เช่น การไอ จามอยู่ในพื้นที่ปิดก็มีโอกาสติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้ง่าย ส่วนใหญ่ที่ติดกันง่ายๆ ก็จะเป็นสายพันธุ์ทั้งAและB สำหรับการจะดูว่าเป็นไข้หวัดใหญ่หรือไข้หวัดทั่วไป คือ -ไข้หวัดใหญ่จะมีไข้สูงประมาณ 38.5-39ขึ้นไป -ปวดกล้ามเนื้อ ปวดตัว ซึ่งถ้าเด็กเล็กเป็นจะบอกยากเพราะเวลาที่ไม่สบายก็จะร้องไห้ งอแงก็อาจจะไม่รู้ว่าอาการที่เป็นนั้นคืออะไรบ้าง แต่เด็กโตหรือผู้ใหญ่ก็จะบอกอาการได้

ปัจจุบันนี้วิทยาการทางการแพทย์ก็มีความก้าวหน้า มีการตรวจภูมิคุ้มกันติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ แต่จริงๆ แล้วจะตรวจหรือไม่ตรวจถ้าหากว่าอาการชัดเจนและไม่รุนแรง จะรักษาเหมือนไข้หวัดทั่วไป ซึ่งสำหรับเด็กเล็กๆ หากมีอาการป่วยไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดธรรมดาหรือไข้หวัดใหญ่ และมีไข้สูงกินยาลดไข้ และเช็ดตัวไข้ไม่ลง สิ่งหนึ่งที่มักจะเกิดขึ้นคือมักจะเกิดจากภาวะการขาดน้ำ การให้สารน้ําทดแทน เช่น ดื่มน้ําให้มากขึ้นก็จะทําให้อาการของโรครุนแรงน้อยลง อาการไข้ลดลง เด็กจะสบายตัวมากขึ้น แต่เวลาที่เด็กๆป่วยจะดื่มน้ําได้น้อย กินน้อย ซึ่งเมื่อไปโรงพยาบาลจะให้น้ำเกลือทางเส้นเลือดก็จะทำให้ไข้ลดลง ซึ่งหากอยู่บ้านแล้วอาการไม่ดีขึ้น การนอนโรงพยาบาลจะช่วยทําให้เด็กๆสบายขึ้น

สำหรับเด็กเล็กๆ หากไข้สูงมากก็มีโอกาสชักจากไข้สูง ดังนั้นการที่ดูแลที่บ้านก็อาจจะทําให้เกิดมีผลแทรกซ้อนที่เราไม่ต้องการตามมาด้วย ซึ่งไข้หวัดใหญ่อาจจะต่าง จากไข้หวัดทั่วๆไปคือจะมีอาการของระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้อาเจียนอาจจะมีท้องเสียที่เราเรียกว่าไวรัสลมกระเพาะ

ภาวะแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่

ส่วนภาวะแทรกซ้อนทั่วๆไปของไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดทั่วไปก็จะคล้ายๆกัน ถ้าหากว่าตัวเชื้อลามขึ้นข้างบนก็จะมีอาการ เช่น หูชั้นกลางอักเสบไปจนถึงเป็นไซนัส หรือถ้ารุนแรงก็อาจจะขึ้นไปถึงทําให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ส่วนถ้าลงมาข้างล่างก็อาจจะลงไปที่ปอด หลอดลม หัวใจ คือสามารถมีอาการแทรกซ้อนขึ้นทั้งส่วนบนและส่วนล่างได้

จริงๆ แล้วหากเด็กป่วยนาน ป่วยรุนแรงก็จะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการ การเรียนรู้ชะงัก และบางครั้งเด็กมีพฤติกรรมถดถอยบางคนนอนโรงพยาบาลเป็นสัปดาห์ จากที่เคยพูดเก่ง กลับมาถึงบ้านพูดพูดน้อยลง เคยเดินได้คล่องกลับมาถึงบ้านก็อาจจะเดินได้น้อยลง

สำหรับการฉีดวัคซีนทุกชนิดที่เราใช้กันตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นโรคใดๆ ก็ตาม ไม่ได้ป้องกันโรคได้ 100% แล้วทำไมถึงป้องกันได้ไม่100% อาจจะเป็นเพราะว่าเวลาที่เราฉีดวัคซีนไปแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันของคนแต่ละคน มันอาจจะขึ้นมาอยู่ในระดับที่สามารถจะป้องกันโรคได้แตกต่างกัน

ดูแลสุขภาพให้ห่างไข้หวัดใหญ่

1.หลีกเลี่ยงจากคนที่เจ็บป่วย ไม่อยู่ในพื้นที่แออัดและพื้นที่ปิดโดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2.ดูแลสุขอนามัยตัวเอง โดยเฉพาะโรคติดต่อทางระบบทางเดินหายใจที่ติดต่อผ่านสารคัดหลั่ง เช่น น้ํามูก น้ําลาย น้ําตา สอนให้ลูกล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ 3.กินอาหารให้ครบ 5หมู่และอาหารตามวัย เช่น อายุน้อยกว่า 1ปีอาหารหลักจะเป็นนมแล้วก็มีอาหารเสริม 4.ออกกําลังกายอย่างสม่ําเสมอ 5.พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ ไม่ให้ลูกเล่นเกมทั้งคืนและไม่ให้เล่นเกมมากไป

รับมือก่อนไข้หวัดใหญ่รุนแรง

ความเจ็บป่วยที่จะรุนแรงมันขึ้นกับหลายปัจจัยด้วยกัน ได้แก่ หนึ่ง เชื้อที่ได้รับจำนวนมาก รับเชื้อที่รุนแรง และสอง ความแข็งแรงของร่างกาย หากร่างกายแข็งแรงก็อาจจะไม่รุนแรง เท่ากับคนที่ร่างกายอ่อนแอ และสาม ภาวะแทรกซ้อน เช่น มีโรคประจำตัว อย่างโรคหัวใจ โรคเรื้อรังต่างๆ โรคปอด โรคตับ โรคของเม็ดเลือดก็มีโอกาสที่จะทําให้เกิดความรุนแรง ได้มากขึ้น นอกจากนี้ในเรื่องของกระบวนการดูแลรักษาเมื่อตอนที่เริ่มเป็น หากดูแลเป็นอย่างดีโอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงก็จะลดลง

สำหรับการรักษาตัวในโรงพยาบาล โดยทั่วไปถ้าไม่มีอาการแทรกซ้อนจะไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ก็จะดีขึ้น ซึ่งการรักษาจะเรียกว่าการรักษาแบบประคับประคอง คือรักษาตามอาการ และไข้หวัดใหญ่มีวิธีรักษาที่มียาเฉพาะทั้งยากินและยาพ่นจมูกซึ่งหมอจะเลือกใช้ตามความจําเป็น เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าไปถึงเร็วและได้รับยาก็อาจจะทําให้อาการรุนแรงน้อยลงและทําให้อาการหายเร็วขึ้น

 

Apple Podcast:https://apple.co/3m15ytB

Spotify:https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube:https://bit.ly/3cxn31u

#รักลูกPodcast

#รักลูกTheExpertTalk

#Moms_Issues

รักลูก The Expert Talk EP.66 : “เรียนรู้” แบบไหนในวัยอนุบาล

 

รักลูก The Expert Talk Ep.66 : "เรียนรู้" แบบไหนในวัยอนุบาล

พ่อแม่มักจะเหมารวมการเรียน เข้ากับการเรียนรู้ ฟังดูอาจจะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาแตกต่างกัน

สำหรับเด็กปฐมวัยช่วงวัยอนุบาล ควรเน้นที่การเรียนรู้ แล้วการเรียนรู้รูปแบบใดที่เหมาะสม

 

ฟัง The Expert บอกความหมายและคุณค่าของการเรียนรู้เพื่อให้เป็นรากฐานที่แข็งแรงให้กับเด็กไปตลอดชีวิต ฟังย้อนหลัง Series เข้าใจ “วัยทอง” ลูกอนุบาลกับครูก้า กรองทอง บุญประคอง เพื่อให้พ่อแม่เลี้ยงลูกช่วงทองน้องอนุบาลได้อย่างเข้าใจ และไม่ทำให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ได้ ในช่องทางของรักลูก Podcast เพราะเด็กจะเป็นอย่างไรเริ่มต้นที่วัยนี้ ไม่อยากให้พลาดฟังเพื่อจะได้วิธีการเลี้ยงลูกวัยตั้งต้นของชีวิตได้อย่างเหมาะสมตามพัฒนาการของวัย

 

Apple Podcast:https://apple.co/3m15ytB

Spotify:https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube:https://bit.ly/3cxn31u

 

#รักลูกPodcast

#รักลูกTheExpertTalk

#Moms_Issues

รักลูก The Expert Talk EP.74 (Rerun) : โรคหืด รักษาไม่ถูก กระทบพัฒนาการลูก

 

รักลูก The Expert Talk Ep.74 (Rerun) : รักษาหืด ก่อนกระทบพัฒนาการ

 

โรคหืดสามารถรักษาและควบคุมด้วยการใช้ยาถูกต้อง เพื่อไม่ให้กระทบกับการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก

 

ฟังวิธีการรักษาโรคหืด จาก The Expert ผศ.ดร.นพ.สิระ นันทพิศาล

หัวหน้าหน่วยโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

Apple Podcast:https://apple.co/3m15ytB

Spotify:https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube:https://bit.ly/3cxn31u

 

#รักลูกPodcast

#รักลูกTheExpertTalk

#Moms_Issues

รักลูก The Expert Talk Ep.80 (Rerun) : รู้ก่อนเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคหืด

 

รักลูก The Expert Talk Ep.80 (Rerun) : รู้ก่อนเป็น...สาเหตุทำเกิดโรคหืด

โรคหืดไม่ใช่แค่กระทบพัฒนาการ แต่อาจจะทำให้เสียชีวิตได้

รู้ก่อนเลี่ยงได้ก่อน แม้ส่วนหนึ่งจะมาจากพันธุกรรมที่เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่สภาพแวดล้อมก็เป็นส่วนสำคัญมากที่กระตุ้นให้เป็นโรคหืด และมีอาการมากขึ้น

 

ฟังสาเหตุของโรคหืด จาก The Expert ผศ.ดร.นพ.สิระ นันทพิศาล หัวหน้าหน่วยโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

 

#รักลูกPodcast

#รักลูกTheExpertTalk

#Moms_Issues

รักลูก The Expert Talk Ep.81 (Rerun) : เปลี่ยน “วัยทอง” เป็นช่วงเวลาทองของชีวิต

 

รักลูก The Expert Talk Ep.81 (Rerun) : เปลี่ยน "วัยทอง" เป็นช่วงเวลาทองของชีวิต

ช่วงวัยทองของเด็ก คือช่วงเวลาทองของชีวิตเด็ก เขาจะเติบโตมาเป็นคนอย่างไร ก็อยู่ที่ช่วงเวลานี้

เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่พ่อแม่ต้องรับมือและมองวัยทองในมุมมองใหม่ เพื่อให้เป็นช่วงเริ่มต้นของชีวิตที่ดีของลูก

 

ฟังมุมมองการรับมือวัยทองแต่ละช่วงวัยจากครูก้าได้ใน EP นี้

เพราะเด็กจะเป็นอย่างไรเริ่มต้นที่วัยนี้ ไม่อยากให้พลาดฟังเพื่อจะได้วิธีการเลี้ยงลูกวัยตั้งต้นของชีวิตได้อย่างเหมาะสมตามพัฒนาการของวัย

 

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

 

#รักลูกPodcast

#รักลูกTheExpertTalk

#Moms_Issues

รักลูก The Expert Talk Ep.82 : วิกฤตซ้อนวิกฤต คลี่คลายอย่างไรในช่วงปฐมวัย

 

รักลูก The Expert Talk Ep.82 : วิกฤตซ้อนวิกฤต คลี่คลายอย่างไรในช่วงปฐมวัย

เด็กปฐมวัยทั่วประเทศมีพัฒนาการล่าช้า 25% หลังสถานการณ์โควิดยิ่งทำให้พัฒนาการของเด็กล่าช้า และถดถอยไปมากกว่าเดิม

ความรักความหวังดีจากพ่อแม่ และครูที่ไม่เข้าใจพัฒนาการและปัญหาที่แท้จริง ยิ่งซ้ำเติมปัญหาพัฒนาการของเด็กให้มากยิ่งขึ้น แล้วเราจะทำกันอย่างไร เพื่อฟื้นฟูวิกฤตซ้อนวิกฤตนี้

 

ชวนคุยกับ The Expert ครูหวาน ธิดา พิทักษ์สินสุข นายกสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยฯ และผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กปฐมวัย

 

รู้วิกฤต รู้ปัญหาและเห็นทางออกเพื่อฟื้นฟูพัฒนาการให้เด็ก 

 

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

 

#รักลูกPodcast

#รักลูกTheExpertTalk

#Moms_Issues