facebook  youtube  line

เรื่องของเด็กซีพี...ที่ไม่ใช่ร้านสะดวกซื้อ

เด็กซีพี-โรค CP-โรคซีพี-เด็กพิเศษ

โรคซีพี (CP) เป็นตัวย่อภาษาอังกฤษมาจากคำว่า cerebral palsy อันเป็นโรคหรือภาวะทางสมองในลักษณะหนึ่งโดยซีพีมักจะถูกแปลเป็นชื่อภาษาไทยว่า โรคสมองพิการ ทำให้คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าคนที่เป็นโรคนี้จะมีภาวะปัญญาอ่อน หรือพิการรุนแรงจนไม่สามารถทำอะไรได้

อย่างไรก็ดี โรคซีพีก็เหมือนกับหลายๆ โรคที่มีความรุนแรงแตกต่างกันในแต่ละบุคคล เด็กที่เป็นโรคซีพีบางคนอาจจะมีอาการรุนแรงและไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ก็มีเด็กซีพีหลายคนที่สามารถเรียนหนังสือได้ดี หรือสามารถทำงานได้ พูดคุยได้ปกติ เพียงแต่ต้องมีอุปกรณ์ช่วยเหลือในการเคลื่อนไหวเท่านั้น ดังนั้นในวันนี้เราจะมาทำความรู้โรคซีพีกัน เพื่อที่จะได้เข้าใจโรคนี้กันอย่างถูกต้องนะครับ
 
โรคซีพี เกิดจากอันตรายใดๆ ก็ได้ที่เกิดขึ้นกับสมองในช่วงแรกของชีวิต คือเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงที่ยังอยู่ในท้องแม่ เช่น การติดเชื้อโรคในแม่ แล้วเชื้อโรคเข้าไปทำลายสมองที่กำลังสร้างของลูก หรือการที่เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้เซลล์สมองบางส่วนตายไป หรือเกิดขึ้นในช่วงระหว่างการคลอด โดยเฉพาะภาวะขาดออกซิเจนระหว่างการคลอด หรือเกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่นานหลังจากเกิด โดยเฉพาะเด็กที่คลอดก่อนกำหนด จนส่งผลให้วงจรประสาทที่มีการพัฒนาในช่วงเวลานั้นของเด็กถูกทำลาย

ในช่วงแรกๆ ของชีวิต วงจรประสาทที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว (motor system) จะมีการพัฒนามาก ทำให้ปัญหาหลักของเด็กซีพีจะเกิดกับการควบคุมกล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหว ซึ่งโดยมากจะทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อแข็งเกร็ง (spasticity) อันจะส่งผลต่อการเคลื่อนไหวที่กระทำได้ยากขึ้น
 
เด็กซีพีจึงมักมีปัญหาในการชันคอ การทรงตัว การคว้าของ หรือการเปลี่ยนจากท่านอนมาเป็นท่านั่ง แต่ในเด็กซีพีบางรายอาจจะเป็นแบบกล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียก หรือมีการเคลื่อนไหวผิดปกติที่ควบคุมไม่ได้ ก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ เนื่องจากปัญหาของซีพีเกิดจากรอยโรคในตัวเนื้อสมอง เด็กซีพีจึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะทางสมองอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น โรคลมชัก ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กกลุ่มนี้ หรือมีภาวะบกพร่องในการเรียนรู้ เป็นต้น
 
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าอาการของโรคซีพีจะเกี่ยวข้องกับปัญหาด้านการเคลื่อนไหวเป็นหลัก โดยเฉพาะในส่วนของแขนขา เช่น การชันคอ การคว่ำหงาย การนั่ง หรือการหยิบจับสิ่งของ เป็นต้น แต่นอกจากกล้ามเนื้อแขนขาที่มีอาการเกร็งแล้ว ผู้ป่วยซีพีมักจะมีปัญหาของกล้ามเนื้อเล็กๆ ที่ช่วยในการกลืนด้วย จึงมักมีปัญหาสำลักได้บ่อย โดยเฉพาะกับอาหารเหลว รวมถึงจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะปอดอักเสบจากการสำลักอาหารด้วย
 
ดังนั้น หากเด็กซีพีคนใดที่มีปัญหาสำลักบ่อยๆ หรือมีปัญหาในการจัดการเสมหะ จะต้องได้รับการประเมินเรื่องความสามารถในการกลืนด้วยโดยในรายที่มีปัญหาในการกลืน แพทย์จะแนะนำให้กินอาหารทางสายยางแทน เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อภาวะสำลักอาหารเข้าปอดครับ
 
โรคซีพีไม่ใช่ภาวะปัญญาอ่อนหรือมีความบกพร่องในการเรียนรู้ ตัวโรคซีพีเกิดจากปัญหาที่เกิดขึ้นในวงจรประสาทของการเคลื่อนไหว ซึ่งไม่เกี่ยวกับการเรียนรู้หรือสติปัญญา เพียงแต่ในรายที่สมองได้รับอันตรายรุนแรง อาจจะทำให้เนื้อสมองเสียหายในวงกว้าง ซึ่งอาจจะไปโดนสมองส่วนการเรียนรู้และสติปัญญาได้ ดังนั้น หากรอยโรคในสมองเกิดเฉพาะวงจรประสาทของการเคลื่อนไหว เด็กซีพีคนนั้นก็จะมีการเรียนรู้และสติปัญญาเป็นปกติ แต่หากสมองได้รับความเสียหายมาก ก็จะทำให้เกิดภาวะบกพร่องด้านการเรียนรู้ร่วมด้วยได้ แต่ทั้งสองภาวะนี้ไม่ใช่ภาวะเดียวกัน
 
การดูแลเด็กซีพี จะเน้นที่การช่วยเหลือด้านการเคลื่อนไหว เพราะเนื่องจากวิทยาการในปัจจุบันยังไม่สามารถไปซ่อมแซมเนื้อสมองและวงจรประสาทส่วนที่ได้รับความเสียหายให้กลับมาเป็นปกติได้ การรักษาจึงเป็นการกระตุ้นให้เซลล์ประสาทที่ยังทำงานได้ มาช่วยทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวแทนส่วนที่เสียหายไป
 
ดังนั้นการทำกายภาพบำบัดและการทำกิจกรรมบำบัดจึงมีความสำคัญในการดูแลเด็กกลุ่มนี้เป็นอย่างมาก เพราะทุกๆ ครั้งของการเคลื่อนไหวแขนขาจะมีการส่งสัญญาณป้อนกลับไปกระตุ้นให้เซลล์ในสมองมีการเจริญเติบโตเสมอเด็กซีพีจึงควรได้รับการฝึกทั้งด้านกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัดอย่างต่อเนื่อง
 
สำหรับการรักษาด้วยยาจะมีส่วนช่วยในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อเป็นอย่างมากจนไม่สามารถฝึกได้ หรือเด็กที่มีการเคลื่อนไหวผิดปกติที่ไม่สามารถควบคุมได้ อย่างไรก็ดี ยาที่ช่วยลดอาการกล้ามเนื้อเกร็งมักจะมีผลข้างเคียงเรื่องง่วง และทำให้เสมหะมากขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลเสียหากผู้ป่วยมีปัญหาในการกลืนและการจัดการเสมหะ การให้ยาจึงควรต้องระวังในประเด็นนี้ส่วนในรายที่พอจะเคลื่อนไหวได้บ้าง การช่วยเหลือโดยการใช้กายอุปกรณ์ต่างๆ จะมีส่วนสำคัญในการทำให้ผู้ป่วยสามารถเคลื่อนไหวได้ด้วยตนเอง เพื่อช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้น
 
การป้องกันภาวะซีพี คือการดูแลระหว่างการตั้งครรภ์อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การไปฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอ การนับจำนวนครั้งการดิ้นของลูก การหลีกเลี่ยงการไปในแหล่งชุมชนเพื่อลดความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อโรค รวมถึงการป้องกันภาวะการคลอดก่อนกำหนด และควรจะรีบไปโรงพยาบาลหากมีอาการเจ็บท้องคลอดหรือมีน้ำเดิน เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการคลอด

สำหรับในรายที่มีอาการของซีพีแล้ว การรักษาเร็วตั้งแต่ช่วงวัยทารกหรือเด็กเล็กจะช่วยให้การฟื้นฟูสมองเกิดขึ้นได้ดีกว่าการรักษาที่เริ่มเมื่อตอนโต นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังมีวิทยาการใหม่ๆ ในการช่วยเหลือด้านการเคลื่อนไหวให้ผู้ป่วยเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์ที่ช่วยในการเคลื่อนไหว หรือเทคนิคการผ่าตัดต่างๆ เพื่อช่วยในการกระตุ้นสมองโดยตรง ซึ่งวิทยาการเหล่านี้โดยส่วนใหญ่แม้จะยังอยู่ในระดับการวิจัย แต่มีแนวโน้มที่ดีในการนำมาประยุกต์ใช้ในผู้ป่วยซีพีในอนาคตอันใกล้นี้ครับ


ผศ.นพ.วรสิทธิ์ ศิริพรพาณิชย์
กุมารแพทย์ด้านโรคสมอง 


 

เลี้ยงลูกอย่างไร ไม่ให้เอาแต่ใจและรักสบาย

3188

ก่อนอื่น เอาแต่ใจตัวเองแปลว่าอะไรได้บ้าง เช่น เห็นตนเองเป็นศูนย์กลางไม่ยอมเลิกเสียที เวลาถูกขัดใจไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้ อธิบายเหตุผลมากเพียงไรก็ไม่รับฟัง

เราจะเรียกว่านิสัยไม่ดีก็ได้ แต่อาจจะดีกว่าหากเรามองทะลุไปที่ต้นเหตุของอาการเหล่านี้ แล้วคิดเสียว่าเขาไม่มีความสามารถที่จะทำให้ดีได้ ความสามารถเหล่านี้ไม่เคยถูกฝึก

เห็นตนเองเป็นศูนย์กลาง เรียกว่า self-centered เป็นลักษณะของเด็กเล็กตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุประมาณ 7 ขวบอยู่แล้ว  หากเรามีทัศนคติที่ดีเราควรรู้ว่าเรื่องนี้เป็นธรรมดาและเป็นปกติ ทัศนคติที่ดีเป็นเรื่องสำคัญเพราะช่วยให้เราอารมณ์ดี

อย่างไรก็ตาม เราสามารถบอกกล่าวและเปิดพื้นที่ให้ฝึกได้ เช่น ให้โอกาสเด็กเล็กได้เล่นในสนามอย่างเป็นอิสระ โดยมีพื้นที่รอบตัวเขาพอสมควรเท่าที่เขาจะรับได้ เราสามารถบอกความคาดหวังได้ว่าถ้าหนูอยากเล่นกับคนอื่นก็ได้นะ แต่ไม่กดดันบังคับด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าเด็กแต่ละคนจะลดความเป็นศูนย์กลางของตนเองลงด้วยความเร็วช้าต่างๆ กันไป

ในทางตรงข้ามถ้าเราจับเด็กเล็กตั้งแต่ 3-7 ขวบไปนั่งในห้องเรียนที่มีระเบียบเคร่งครัด มองกระดานดำ ห้ามเล่นห้ามยุกยิก ฟังครูเท่านั้น และเขียนหนังสือ เท่ากับตัดโอกาสให้เด็กได้พัฒนาตนเองผ่านการเห็นตนเองเป็นศูนย์กลางให้อิ่มใจแล้วค่อยๆ ลดลงตามเวลาที่ผ่านไป 

เราจึงได้เด็กอายุ 7-8 ขวบที่ยังเห็นตนเองเป็นศูนย์กลางไม่ยอมเลิกมากมายเต็มไปหมด ทั้งนี้ยังไม่นับว่าพวกเขาไม่สามารถไปถึงระดับไม่หวง รู้จักแบ่งปัน หรือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

พฤติกรรมเอาแต่ใจตัวจึงมิใช่นิสัยไม่ดีแต่เพราะยังเอาแต่ใจตัวไม่อิ่มเสียให้เรียบร้อยตั้งแต่ยังเล็กก่อนที่จะออกมาเผชิญสังคมที่กว้างกว่าตัวเองการเล่นกับเพื่อนเป็นวิธีลดพฤติกรรมเอาแต่ใจตัวเองได้มาก เพราะเขาอยากเล่นเป็นทุนเดิม

และเมื่ออายุเกิน 7 ขวบไปแล้วเขาไม่อยากเล่นคนเดียวโดยธรรมชาติ เขาอยากมีเพื่อนและเล่นกับเพื่อน คือจิตวิทยาพัฒนาการของเด็กวัยประถม เรียกว่า industry แปลตามตัวว่าสร้างผลผลิต ผลผลิตที่เขาอยากสร้างคือการเล่นด้วยกัน

การเล่นด้วยกันเป็นทักษะ ขึ้นชื่อว่าทักษะหรือ skills ต้องการการฝึกฝนเสมอ ดังนั้นหากต้องการลดความเอาแต่ใจก็ควรโยนเด็กเอาแต่ใจเข้าไปในกลุ่มเพื่อน เขาจะได้ฝึก

หากไม่ยอมฝึก เขาก็จะถูกเพื่อนๆ บีบให้ฝึก เพราะกลไกของทุกคนคือต้องการผลผลิตจากการเล่นด้วยกันอยู่แล้ว ดังนั้นทุกคนจะได้ฝึกพร้อมกันด้วยปฏิสัมพันธ์ มีการทะเลาะเบาะแว้ง แก่งแย่งชิงดี แต่ก็จะยินดีรอมชอม ประนีประนอม เพื่อที่จะได้เล่นด้วยกันตามที่จิตใจทุกคนต้องการจนได้ การเล่นเป็นคำตอบ จึงต้องลดเวลาเรียนลงบ้างเพื่อมีเวลาเล่น
 

นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์

จิตแพทย์และนักเขียน ขวัญใจพ่อแม่ชาวโซเชียล

 

แบบประเมินพัฒนาการลูกทารกแรกเกิด – พัฒนาการเด็กอายุ 5 ปี

แบบประเมินพัฒนาการทารกแรกเกิด, แบบประเมินพัฒนาการเด็ก 1 ขวบ, แบบประเมินพัฒนาการเด็ก 2 ขวบ, แบบประเมินพัฒนาการเด็ก 3 ขวบ, แบบประเมินพัฒนาการเด็ก 4 ขวบ, แบบประเมินพัฒนาการเด็ก 5 ขวบ, เช็กพัฒนาการเด็ก, พัฒนาการเด็กทารก

พ่อแม่สามารถเช็กพัฒนาการลูกตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงลูกอายุ 5 ปี ได้ง่าย ๆ จากตารางพัฒนาการตามนี้ได้เลยค่ะ 

แบบประเมินพัฒนาการลูกทารกแรกเกิด – พัฒนาการเด็กอายุ 5 ปี

อายุ

พัฒนาการตามวัย

ทำได้

ทำไม่ได้

ต่ำกว่า 1 เดือน

- มองหน้าสบตา
- ตอบสนองต่อเสียงพูด, ทำเสียงในลำคอ

   

1 - 2 เดือน

- สนใจฟังและมองหาเสียงทำเสียงอูอาโต้ตอบ
- มองตามสิ่งที่เคลื่อนไหว
- ชันคอในท่าคว่ำ

   

3 – 4 เดือน

- หันหาเสียง
- หัวเราะได้
- ส่งเสียงอ้อแอ้โต้ตอบ
- มองตามจากด้านหนึ่งจนสุดอีกด้านหนึ่ง
- ในท่าคว่ำใช้แขนยันชูคอตั้ง 90 องศา

   

5 – 6 เดือน

- แสดงอารมณ์ และท่าทาง เช่น ดีใจ ขัดใจ
- หันตามเสียงเรียกชื่อ
- ส่งเสียงสูง ๆ ต่ำ ๆ
- คว้าของมือเดียวและเปลี่ยนมือถือของได้

   

7 – 8 เดือน

- ทำเสียงพยางค์เดียว เช่น จ๊ะ หม่ำ
- มองตามของตก
- นั่งทรงตัวได้เอง โดยไม่ต้องใช้มือยัน

   

9 – 10 เดือน

- เล่นจ๊ะเอ๋
- ใช้ท่าทางหรือการชี้บอกความต้องการ
- ใช้นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือหยิบของ
- เกาะยืนและเหนี่ยวตัวลุกขึ้นยืนจากท่านั่ง

   

11 – 12 เดือน

- เลียนแบบท่าทาง
- เข้าใจเสียงห้าม และหยุดทำ
- ยืนเองได้ชั่วครู่หรือตั้งไข่

   

13 -15 เดือน

- ทำตามคำบอกง่าย ๆ
- พูดคำที่มีความหมายได้ 1 – 3 คำ
- เดินได้เอง

   

16 -18 เดือน
(1 ปี – 1 1/2 ปี)

- รู้จักปฏิเสธ
- ทำตามคำสั่งง่าย ๆ โดยการชี้อวัยวะ 1 – 2 ส่วน
- วางของซ้อนกัน 2 – 3 ชิ้น

   

19 – 24 เดือน
( 1 1/2 ปี - 2 ปี)

- พูดคำ 2 คำต่อกันอย่างมีความหมาย
- เปิดหน้าหนังสือได้ทีละหน้า

   

25 – 30 เดือน
(2 ปี – 2 1/2 ปี)

- พูดคุยโต้ตอบเป็นประโยคสั้น ๆ
- ชี้หรือทำตามคำบอกเช่น ชี้อวัยวะอย่างน้อย 6 ส่วน
- ขีดเขียนเป็นเส้นวน ๆ

   

31 – 36 เดือน
(2 1/2 ปี – 3 ปี)

- รู้จักรอคอย
- บอกชื่อตนเองได้
- เข้าใจเพศ ชาย - หญิง

   

37 – 48 เดือน
(3 ปี – 4 ปี)

- บอกได้อย่างน้อย 1 สี
- เขียนวงกลมตามแบบได้
- พูดเล่าเรื่องให้คนอื่นเข้าใจเกือบทั้งหมด

   

49 – 60 เดือน
(4 ปี – 5 ปี)

- เข้าใจและอธิบายเหตุผลง่าย ๆ
- นับและรู้จำนวน 1 – 5
- บอกสีได้ 4 สี
- วาดรูปคนอย่างง่ายๆ

   

61 – 72 เดือน
(5 ปี -6 ปี)

- รู้จักซ้าย ขวา ข้างบน ข้างใต้ ข้างหน้า ข้างหลัง
- รู้จำนวน 1 – 10 ชิ้น
- วาดรูปสามเหลี่ยม

   

ที่มา ศูนย์เทคโนโลยีและการสื่อสาร โรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่

แบบประเมินพัฒนาการเด็กวัย 1 ขวบ ลูกอายุ 1 ขวบมีพัฒนาการอย่างไร

พัฒนาการ 1 ขวบ, เสริม พัฒนาการ 1 ขวบเสริม, พัฒนาการ 1 ขวบ ครึ่ง, ของเล่น เสริม พัฒนาการ 1 ขวบ, เช็กพัฒนาการลูก  1 ขวบ, แบบประเมินพัฒนาการลูก 1 ขวบ, ลูก 1 ขวบ มีพัฒนาการยังไง, ประเมินพัฒนาการเด็ก, เด็ก 1 ขวบ ทำอะไรได้บ้าง

พัฒนาการลูก 1 ขวบ เติบโตแค่ไหน และพ่อแม่ช่วยกระตั้น ส่งเสริมพัฒนาการลูกวัย 1 ขวบได้อย่างไรบ้าง เช็กกันเลยค่ะ 

แบบประเมินพัฒนาการเด็กวัย 1 ขวบ ลูกอายุ 1 ขวบมีพัฒนาการอย่างไร

  1. เด็กทารกวัย 1 ขวบ ยืนได้อย่างน้อย 2 วินาที : ทำได้ หรือ ทำไม่ได้
    แนวทางกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการ
    • จับลูกยืนและจับมือ 2 ข้างของให้เหยียดขึ้นสูงระดับไหล่ เมื่อทรงตัวได้ค่อยปล่อยมือ

  2. เด็กทารกวัย 1 ขวบ หยิบของชิ้นเล็กเท่าเมล็ดถั่ว โดยใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ : ทำได้ หรือ ทำไม่ได้
    แนวทางกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการ
    • วางวัตถุชิ้นเล็ก เช่น ลูกเกด บนโต๊ะหน้าลูกให้เห็นวัตถุนั้นชัดเจนแล้งหยิบให้ดูและให้ลูกทำตาม
    • ช่วยโดยจับรวบนิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อยเข้าหาฝ่ามือเพื่อให้ใช้หัวแม่มือและนิ้วชี้หยิบวัตถุ
    • เล่นเกม หรือร้องเพลงที่ลูกต้องใช้หัวแม่มือ และนิ้วชี้แตะกันเป็นจังหวะ

  3. เด็กทารกวัย 1 ขวบ หันมองคนในบ้านเมื่อถาม : ทำได้ หรือ ทำไม่ได้
    แนวทางกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการ
    • ขณะมีเหตุการณ์หรือกิจกรรมกับคนในบ้าน ให้เอ่ยชื่อบุคคลนั้นเช่น “พ่อมาแล้ว” ,”พี่อาบน้ำ”
    • ขณะเล่นกับลูกให้ระบุชื่อผู้ที่เล่นด้วย เช่น “จ๊ะเอ๋ พี่…” “โยนบอลให้พ่อ”
    • ขณะลูกอยู่กับสมาชิกในครอบครัว 2 คน หรือมากกว่า 2 คนให้เล่นเกม “อยู่ไหน” เช่น “ยายอยู่ไหน” ถ้าลูกไม่หันมอง หรือไม่ชี้ ให้ยายพูดแนะว่า “ยายอยู่นี่” หรือชี้ไปที่ยาย และพูดว่า “ยายอยู่นั่น” และให้โอกาสลูกลองทำเอง

  4. เด็กทารกวัย 1 ขวบ หันมองคนในบ้านเมื่อถาม : ทำได้ หรือ ทำไม่ได้
    แนวทางกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการ
    • สอนให้เลียนแบบคำพูดง่าย ๆ ในขณะเล่น เช่น ขณะเล่นตุ๊กตาพูดว่า “ป้อนข้าวน้อง” “ป้อนน้ำน้อง” ให้ลูกเลียนเสียง “น้อง”
    • สอนเรียกคนในบ้าน เช่น พ่อ แม่ ตา ยายา ป้า อา
    • สอนเรียกชื่อสัตว์ เช่น หมา ปลา ปู
    • สอนพูดคำกริยา เช่น มา ไป เอา

  5. เด็กทารกวัย 1 ขวบ บอกความต้องการโดยใช้ท่าทางหรือเสียง : ทำได้ หรือ ทำไม่ได้
    แนวทางกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการ
    • สอนให้รู้จักปฏิเสธด้วยการใช้มือผลักของออก หรือสั่นศีรษะพร้อมพูด “ไม่”
    • ให้ลูกเลือกอาหารหรือของเล่นจาก 2 อย่าง โดยถามว่า “เอาอย่างไหน” สอนให้ชี้อันที่ต้องการ พร้อมออกเสียง “เอา” ถ้าลูกไม่ต้องการสอนให้สั่นศีรษะพร้อมออกเสียง “ไม่”
    • เมื่อลูกอิ่มถามว่า “เอานมไหม” สอนให้สั่นศีรษะและพูดว่า “ไม่”


สรุปผลการประเมินพัฒนาการเบี้องต้น
(1 ข้อเท่ากับ 1 คะแนน) ** กรณีทำได้มากกว่า 3 ข้อ ถือว่าปกติ **

 

แบบประเมินพัฒนาการเบื้องต้น สำหรับเด็กช่วงวัย 1 ขวบครึ่ง



แบบประเมินพัฒนาการเบื้องต้น สำหรับเด็กช่วงวัย 1 ขวบครึ่ง

พัฒนาการ ทำได้
ทำไม่ได้
แนวทางกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการ
1 เดินได้คล่อง    
  1. ชักชวนให้ลูกเดินไปยังที่ต่าง ๆ เช่น เดินไปห้องน้ำ ห้องกินข้าว เดินไปขึ้นรถ เดินไปรอบ ๆ บ้าน เดินขึ้นลงที่ชันเล็กน้อย เดินบนทราย และเดินบนที่นอน
2 ขีดเขียนบนกระดาษอย่างตั้งใจโดยใช้สีเทียน หรือดินสอ    
  1. การสอนมี 3 ขั้นตอน ให้เริ่มสอนจากขั้นตอนต่ำสุดที่ลูกทำไม่ได้
    1.1 ให้ลูกลองขีดเขียน จากนั้นแสดงวิธีทำให้ดูแล้วให้ความช่วยเหลือโดยแตะนำที่ข้อมือหรือแขน แล้วลองขีดเส้นตรงเป็นเส้นหนา ๆ ชักจูงให้ลูกมองลองให้ลูกทำบ้าง ให้ความช่วยเหลือโดยจับมือทำ แล้วลดความช่วยเหลือโดยเพียงแตะนำที่ข้อมือหรือแขนลูก

    1.2 ลูกขีดเขียนได้ เมื่อแสดงวิธีทำให้ดูเพียงอย่างเดียว ให้สอนต่อเนื่องจากข้อ 1.1 โดยลดการช่วยเหลือลง จนกระทั่งไม่ต้องช่วยแตะนำข้อมือหรือแขนลูกอีก

    1.3 ลูกที่ขีดเขียนได้เองให้ลดการช่วยเหลือโดยการแสดงวิธีทำให้ดูให้น้อยครั้งลง จนลูกขีดเขียนได้โดยไม่ต้องทำตัวอย่างให้ดู

  2. สอนให้ลูกรู้จักใช้นิ้วขีดเขียน เช่น นิ้วขีดเขียนในถาดที่มีแป้งโรยไว้บาง ๆ บนกระจกที่มีฝ้าไอน้ำเกาะ หรือบนพื้นทราย
3 ทำตามคำสั่งง่าย ๆ โดยไม่ต้องทำให้ดูก่อน    
  1. ใช้คำพูดสั่งพร้อมกับช่วยให้ลูกทำตามคำสั่ง เช่น ส่งของให้ ตบมือ บ๊ายบาย สวัสดี เป็นต้น แล้วค่อย ๆ ลดการช่วยเหลือ โดยใช้คำสั่งเพียงอย่างเดียว
4 พูดเป็นคำ ๆ ได้เอง    
  1. สอนให้ลูกพูดตามเหตุการณ์จริง เช่น “หม่ำ” ในขณะกินข้าว และ “ไป” ในขณะเดินออกจากห้อง หลังจากนั้นถามซ้ำถึงเหตุการณ์เมื่อสักครู้ แล้วให้ลูกตอบโดยใช้คำที่เคยสอน
5 ถือถ้วยดื่มได้เอง ถึงแม้ว่าจะมีหกบ้าง    
  1. ขณะเริ่มสอนให้ใส่น้ำเพียงเล็กน้อยก่อน เพื่อไม่ให้แก้วหนักมาก ประคองมือลูกให้ยกแก้วน้ำดื่ม เมื่อลูกเริ่มจับแก้วได้ดีขึ้นให้เพิ่มน้ำ แล้วลดการช่วยเหลือจนลูกสามารถยกแก้วน้ำดื่มและวางเองได้



สรุปผลการประเมินพัฒนาการเบี้องต้น........... ( 1 ข้อเท่ากับ 1 คะแนน) ** กรณีทำได้มากกว่า 3 ข้อ ถือว่าปกติ **


สอบถามรายละเอียดได้ที่คลินิกเด็ก
เครือโรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล ทุกสาขา




คลิกแบบประเมินเพิ่มเติม
แบบประเมินพัฒนาการเบื้องต้น สำหรับเด็กช่วงวัย 6 เดือน
แบบประเมินพัฒนาการเบื้องต้น สำหรับเด็กช่วงวัย 9 เดือน
แบบประเมินพัฒนาการเบื้องต้น สำหรับเด็กช่วงวัย 1 ขวบ
แบบประเมินพัฒนาการเบื้องต้น สำหรับเด็กช่วงวัย 1 ขวบ ครึ่ง
แบบประเมินพัฒนาการเบื้องต้น สำหรับเด็กช่วงวัย 2 ขวบ
แบบประเมินพัฒนาการเบื้องต้น สำหรับเด็กช่วงวัย 3 ขวบ
แบบประเมินพัฒนาการเบื้องต้น สำหรับเด็กช่วงวัย 4 ขวบ
แบบประเมินพัฒนาการเบื้องต้น สำหรับเด็กช่วงวัย 5 ขวบ
แบบประเมินพัฒนาการเบื้องต้น สำหรับเด็กช่วงวัย 6 ขวบ

แบบประเมินพัฒนาการเบื้องต้น สำหรับเด็กช่วงวัย 2 ขวบ

 



แบบประเมินพัฒนาการเบื้องต้น สำหรับเด็กช่วงวัย 2 ขวบ

พัฒนาการ ทำได้
ทำไม่ได้
แนวทางกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการ
1 วิ่งได้คล่อง    
  1. เมื่อลูกเริ่มหัดวิ่ง มักเดินแบบเร็ว ๆ แล้วถลาไปข้างหน้า ตาจ้องที่พื้น และตั้งใจวิ่งไปข้างหน้าให้ได้ วิธีสอนที่ดีที่สุดคือวิ่งไปกับเด็ก หรือให้วิ่งกับเด็กอื่น ๆ

  2. พ่อและแม่ 2 คนจับมือลูกคนละข้างวิ่งไปด้วยกันช้า ๆ ลูกอาจโหนมือขณะที่วิ่งไป พอวิ่งไปได้ประมาณ 3-4 ก้าว ให้หยุดสักครู่แล้วเริ่มวิ่งใหม่ ขณะวิ่งค่อยๆดึงมือลูกไปข้างหน้า เพื่อให้ลูกก้าวขาไปข้างหน้าได้เร็ว และมั่นคงขึ้น หยุดสักครู่ แล้ววิ่งต่อไปในช่วงระยะสั้น ๆ ก่อน จนวิ่งได้ 3-4 เมตร

  3. ผู้สอนจับมือเด็กข้างหนึ่งวิ่งไปด้วยกัน สอนแบบเดียวกับข้อ 2
2 ชี้อวัยวะของร่างกายได้ 4 ส่วน    
  1. สอดแทรกในกิจวัตรประจำวัน เช่น ระหว่างรับประทานอาหาร อาบน้ำ แต่งตัว โดยเริ่มสอนจากอวัยวะที่ลูกเรียนรู้ได้ง่าย เช่น ปาก มือ ผม ใช้ ตุ๊กตา หรือรูปภาพประกอบการชี้ อวัยวะของตนเองได้
3 พูดได้ 2 คำติดกัน    
  1. พูดคุยกับลูกขณะทำกิจวัตรประจำวัน และขณะเล่นกับลูกสอนให้ลูกพูดตามโดยใช้คำที่มีความหมาย จำนวน 2 คำติดกัน เช่น กินข้าว ไปเที่ยว แม่ไป ขอรถ ถามคำถามให้ลูกตอบโดยใช้คำที่เคยเรียนรู้แล้ว เช่น “หนูจะเอาอะไร” “แม่ไปไหน” “พ่อทำอะไรอยู่” ถ้าลูกตอบโดยใช้คำเดี่ยว ให้สอนลูกตอบ โดยใช้ 1-2 คำต่อกัน
4 ใช้ช้อนตักอาหารกินเอง อาจมีหกเล็กน้อย    
  1. สอนในเวลากินอาหาร โดยจับมือลูกกำด้ามช้อนตักอาหารขนาดพอคำใส่ปาก บอกลูกให้ใช้ริมฝีปากเม้มอาหารจากช้อน อาจต้องจับริมฝีปากบนและล่างของลูกเม้มเข้าหากันด้วย แล้วลดการช่วยเหลือจนลูกจับช้อนตักอาหารกินเองได้ และรู้จักใช้ริมฝีปากเม้มอาหารจากช้อนเอง

 

สรุปผลการประเมินพัฒนาการเบี้องต้น........... ( 1 ข้อเท่ากับ 1 คะแนน) ** กรณีทำได้มากกว่า 3 ข้อ ถือว่าปกติ **


สอบถามรายละเอียดได้ที่คลินิกเด็ก
เครือโรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล ทุกสาขา



คลิกแบบประเมินเพิ่มเติม
แบบประเมินพัฒนาการเบื้องต้น สำหรับเด็กช่วงวัย 6 เดือน
แบบประเมินพัฒนาการเบื้องต้น สำหรับเด็กช่วงวัย 9 เดือน
แบบประเมินพัฒนาการเบื้องต้น สำหรับเด็กช่วงวัย 1 ขวบ
แบบประเมินพัฒนาการเบื้องต้น สำหรับเด็กช่วงวัย 1 ขวบ ครึ่ง
แบบประเมินพัฒนาการเบื้องต้น สำหรับเด็กช่วงวัย 2 ขวบ
แบบประเมินพัฒนาการเบื้องต้น สำหรับเด็กช่วงวัย 3 ขวบ
แบบประเมินพัฒนาการเบื้องต้น สำหรับเด็กช่วงวัย 4 ขวบ
แบบประเมินพัฒนาการเบื้องต้น สำหรับเด็กช่วงวัย 5 ขวบ
แบบประเมินพัฒนาการเบื้องต้น สำหรับเด็กช่วงวัย 6 ขวบ

แบบประเมินพัฒนาการเบื้องต้น สำหรับเด็กช่วงวัย 3 ขวบ



แบบประเมินพัฒนาการเบื้องต้น สำหรับเด็กช่วงวัย 3 ขวบ

พัฒนาการ ทำได้
ทำไม่ได้
แนวทางกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการ
1 ยืนขาเดียวได้ 1 วินาที ทั้ง 2 ข้าง    
  1. ยืนข้างหน้าลูกจับมือลูกสองข้างแล้วบอกให้ลูกยกขาข้างหนึ่งขึ้นพร้อมทั้งทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ทำเช่นเดียวกันนี้กับขาอีกข้าง ถ้าลูกไม่ยกขาขึ้น ลองบอกให้ลูกยกเท้าขึ้นเหยียบบนกล่อง

  2. ลองจับมือลูกหนึ่งข้าง แล้วทำเช่นเดียวกับข้อหนึ่ง

  3. ลองยืนขาเดียวให้ลูกดู และให้ลูกทำตาม
2 หมุน และเปิดฝาเกลียวขนาดพอเหมาะกับมือได้    
  1. ใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่ในบ้าน ได้แก่ กระบอกใส่น้ำ หรือขวดที่มีฝาเกลียวขนาดเหมาะสมกับมือลูก และเพื่อเพิ่มความสนใจควรใช้ขวดใส และบรรจุสิ่งที่ลูกชอบ หรือสนใจในไว้ในขวด

  2. ทำให้ลูกพร้อมพูดและช่วยจับมือลูกจับวัตถุและหมุนฝาเกลียว (ควรรับจากด้านหลังลูก) แล้วลองให้ลูกทำเองบ้างโดยระยะแรกคลายเกลียวออกให้เล็กน้อย
3 ทำตามคำสั่งได้ โดยไม่ต้องแนะนำ หรือทำท่าทาง    
  1. ใช้คำพูดสั่งพร้อมกับช่วยให้ลูกทำตามคำสั่ง เช่น เปิดประตู ปิดประตู หยิบผ้าเช็ดตัวให้แม่ หยิบหนังสือให้พ่อ เอาดินสอใส่กล่อง เป็นต้น

  2. หาโอกาสย้ำ และฝึกแสดงเกี่ยวกับสิ่งที่สอน
4 พูดเป็นประโยคให้ผู้อื่นฟังเข้าใจได้เกือบหมด    
  1. พูดคุยกับลูกโดยใช้คำพูดที่เป็นประโยคในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น เวลาทานอาหาร เวลาแต่งตัว เวลาเล่น และให้มีการพูดโต้ตอบกันในลักษณะต่าง ๆ
  2. เล่นบทบาทสมมติ 2 คน หรือรวมกลุ่ม เช่น เล่นขายของ เล่นเป็นพ่อแม่ เล่นเป็นครู
  3. ถ้าลูกออกเสียงพยัญชนะไม่ชัด ให้สอนออกเสียงพยัญชนะที่ถูกต้องให้ลูกฟังใหม่
5 ถอดเสื้อยืด หรือกางเกงเอวยางยืดโดยไม่ต้องช่วย    
  1. การฝึกถอดเสื้อยืด เริ่มฝึกโดยใช้เสื้อยืดที่ใหญ่กว่าตัวลูกเล็กน้อยขั้นตอนการฝึกมีดังนี้
    - บอกให้ลูกใช้มือทั้งสองข้างรวบชายเสื้อขึ้นมาอยู่ในระดับอก
    - บอกให้ลูกใช้มือขวารวบชายเสื้อด้านซ้ายขึ้น พร้อมทั้งดึงแขนซ้ายออกจากแขนเสื้อ
    - บอกให้ลูกใช้มือซ้ายรวบชายเสื้อด้านขวาขึ้น พร้อมทั้งดึงแขนขวาออกจากแขนเสื้อ
    - บอกให้ลูกใช้มือทั้งสองข้างรวบชายเสื้อดึงเสื้อให้พ้นศีรษะ

  2. การสอนถอดกางเกง โดยแม่ยืนอยู่ด้านหลังลูก
    - บอกลูกจับขอบกางเกงด้านข้างทั้งสองข้าง ดึงกางเกงลงจากสะโพกจนเลยเข่าเล็กน้อย ขณะดึงลงให้ก้มตัวตามไปด้วยเล็กน้อย
    - บอกลูกยกขาออกจากขากางเกง 1 ข้างและเพื่อช่วยในการทรงตัวของลูกให้ใช้มือข้างเดียวกับขากางเกงที่จะถอดออกยันข้างฝา หรือเกาะโต๊ะไว้
    - บอกให้ลูกปล่อยมือที่จับขากางเกงออก แล้วยกขาอีกข้างออกจากขากางเกง
    ขั้นตอนใดที่ยังทำไม่ได้ให้ลูกลองทำ ถ้าไม่เข้าใจให้จับมือทำแล้วลดการช่วยเหลือลงจนทำได้เอง



สรุปผลการประเมินพัฒนาการเบี้องต้น........... ( 1 ข้อเท่ากับ 1 คะแนน) ** กรณีทำได้มากกว่า 3 ข้อ ถือว่าปกติ **


สอบถามรายละเอียดได้ที่คลินิกเด็ก
เครือโรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล ทุกสาขา





ใช้เวลาก่อนนอนกับลูก สำคัญอย่างไร

3030

ปู่ย่าชอบมาขอเอาลูกไปนอนด้วยทุกคืน ลำบากใจมากเลย?

ประเด็นที่หนึ่ง เวลาในรอบหนึ่งวันของเรามีไม่มาก พ่อแม่สมัยใหม่ไปทำงาน กลับบ้านก็ค่ำแล้ว เวลาที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับลูกเล็ก ใช้ชีวิตร่วมกัน เล่นด้วยกัน มีน้อยมาก เราไม่ควรเสียเวลานี้ไปให้กับคนอื่น ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าภารกิจของเราสอง (แม่-ลูก พ่อ-ลูก) คือสร้างพ่อแม่ที่มีอยู่จริงและสายสัมพันธ์

ประเด็นที่สอง การอ่านนิทานก่อนนอนเป็นโมเมนต์ (ช่วงเวลา) สำคัญ เราอยากให้ใช้ 30 นาทีสุดท้ายของวันในการใช้ชีวิตร่วมกันด้วยความผ่อนคลาย พ่อแม่อาบน้ำสะอาด วางงาน วางมือถือมาอ่านนิทานให้ลูกฟังทุกๆคืน นี่เป็นกระบวนการสร้างพ่อแม่ที่มีอยู่จริงและสายสัมพันธ์อันทรงพลัง ไม่อยากให้สูญเสียเวลานี้ไปที่คนอื่น

ประเด็นที่สาม เรื่องวินัยการนอน รวมไปถึงกิจกรรมอื่นๆก่อนนอน บ้านที่พ่อแม่เป็นผู้กำหนดวินัยได้เองโดยไม่มีใครมาทำให้เฉไฉออกไปจะพบว่าการเลี้ยงดู อบรม สั่งสอนเด็กๆ เป็นเรื่องง่ายมาก หากพ่อแม่พูดตรงกันก็จะยิ่งง่ายมากขึ้นไปอีก การปล่อยให้ลูกไปนอนกับคนอื่นเป็นความเสี่ยงต่อการที่เด็กจะได้วินัยที่แตกต่าง  ข้อกำหนดที่แตกต่างทำให้เด็กพัฒนายาก และหากเด็กได้รับการตามใจเกินพอดี เราพบว่าพ่อแม่จะยิ่งอบรมยากมากขึ้นไปอีก

ประเด็นที่สี่ เราพบบ่อยครั้งว่าปู่ย่าตายายมักจะใจดีกว่าพ่อแม่ แน่นอนว่าด้วยความรัก บางท่านอาจจะไม่เคร่งครัดกับการดูทีวีก่อนนอน ไม่เคร่งครัดกับการกินขนมหรือแปรงฟันก่อนนอน ไม่เคร่งครัดกับการล้างเท้าก่อนนอน (ผีพนันจะเข้าสิง) ไปจนถึงไม่เคร่งครัดกับเวลานอน การตามใจในเรื่องเหล่านี้จะทำให้วินัยด้านอื่นแปรปรวนด้วยเด็กล่วงรู้ว่าอำนาจของพ่อแม่เป็นเรื่องขัดขืนได้ มิใช่ว่าจะขัดขืนมิได้ดังที่เคยรู้สึก

ประเด็นที่ห้า คือเหตุการณ์ในตอนกลางดึกที่เราทำนายได้ยากว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะคลื่นสมองช่วงหลังอาทิตย์ตกดินของเด็กๆแต่ละคนยังคงมีความแปรปรวนต่างๆกันเป็นเรื่องปกติ เด็กอาจจะมีการละเมอพูด ลุกนั่งร้องไห้ ลุกยืนพึมพำ ไปจนถึงเตะถีบอย่างรุนแรง เหล่านี้แก้ไขได้ด้วยความสงบอย่างสม่ำเสมอของคนเป็นพ่อแม่ หากต่างคนต่างพยายามแก้ไขไปคนละทางสองทางมักทำให้คลื่นสมองแปรปรวนไปได้อีกพักใหญ่

ประเด็นที่หก คือเราพบว่าเด็กส่วนใหญ่จะติดใจไม่ยอมกลับมานอนกับพ่อแม่อีกเลย  รวมทั้งเป็นการส่งสัญญาณว่าเขาจะนอนที่ไหนก็ได้ในอนาคต เช่น ขอไปนอนกับเพื่อน เป็นต้น  ที่จริงแล้วเราไม่ควรให้ลูกไปนอนที่ใดทั้งนั้นจนกว่าจะมีข้อพิสูจน์ได้ว่าเขาสามารถดูแลตนเองได้อย่างดีที่สุดทั้งกลางวันและกลางคืน มีความสามารถควบคุมตนเองให้อยู่ในกฎ กติกา มารยาทที่ดีอย่างสม่ำเสมอ

ประเด็นที่เจ็ด แม้ว่าจะพบน้อยถึงน้อยมาก (ตามที่มีรายงาน) แต่เราไม่สามารถวางใจได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับลูกแม้ว่าจะอยู่ในวงศ์ญาติก็ตาม (ซึ่งเชื่อว่ามีมากกว่าที่รายงาน) รวมถึงเราไม่ควรแยกพี่หรือน้องออกไปนอนบ้านอื่นด้วย เรื่องยุ่งยากจะติดตามมา

นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
จิตแพทย์และนักเขียน ขวัญใจพ่อแม่ชาวโซเชียล