
โรคซีพี (CP) เป็นตัวย่อภาษาอังกฤษมาจากคำว่า cerebral palsy อันเป็นโรคหรือภาวะทางสมองในลักษณะหนึ่งโดยซีพีมักจะถูกแปลเป็นชื่อภาษาไทยว่า โรคสมองพิการ ทำให้คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าคนที่เป็นโรคนี้จะมีภาวะปัญญาอ่อน หรือพิการรุนแรงจนไม่สามารถทำอะไรได้
อย่างไรก็ดี โรคซีพีก็เหมือนกับหลายๆ โรคที่มีความรุนแรงแตกต่างกันในแต่ละบุคคล เด็กที่เป็นโรคซีพีบางคนอาจจะมีอาการรุนแรงและไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ก็มีเด็กซีพีหลายคนที่สามารถเรียนหนังสือได้ดี หรือสามารถทำงานได้ พูดคุยได้ปกติ เพียงแต่ต้องมีอุปกรณ์ช่วยเหลือในการเคลื่อนไหวเท่านั้น ดังนั้นในวันนี้เราจะมาทำความรู้โรคซีพีกัน เพื่อที่จะได้เข้าใจโรคนี้กันอย่างถูกต้องนะครับ
โรคซีพี เกิดจากอันตรายใดๆ ก็ได้ที่เกิดขึ้นกับสมองในช่วงแรกของชีวิต คือเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงที่ยังอยู่ในท้องแม่ เช่น การติดเชื้อโรคในแม่ แล้วเชื้อโรคเข้าไปทำลายสมองที่กำลังสร้างของลูก หรือการที่เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้เซลล์สมองบางส่วนตายไป หรือเกิดขึ้นในช่วงระหว่างการคลอด โดยเฉพาะภาวะขาดออกซิเจนระหว่างการคลอด หรือเกิดขึ้นในช่วงเวลาไม่นานหลังจากเกิด โดยเฉพาะเด็กที่คลอดก่อนกำหนด จนส่งผลให้วงจรประสาทที่มีการพัฒนาในช่วงเวลานั้นของเด็กถูกทำลาย
ในช่วงแรกๆ ของชีวิต วงจรประสาทที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว (motor system) จะมีการพัฒนามาก ทำให้ปัญหาหลักของเด็กซีพีจะเกิดกับการควบคุมกล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหว ซึ่งโดยมากจะทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อแข็งเกร็ง (spasticity) อันจะส่งผลต่อการเคลื่อนไหวที่กระทำได้ยากขึ้น
เด็กซีพีจึงมักมีปัญหาในการชันคอ การทรงตัว การคว้าของ หรือการเปลี่ยนจากท่านอนมาเป็นท่านั่ง แต่ในเด็กซีพีบางรายอาจจะเป็นแบบกล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียก หรือมีการเคลื่อนไหวผิดปกติที่ควบคุมไม่ได้ ก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ เนื่องจากปัญหาของซีพีเกิดจากรอยโรคในตัวเนื้อสมอง เด็กซีพีจึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะทางสมองอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น โรคลมชัก ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กกลุ่มนี้ หรือมีภาวะบกพร่องในการเรียนรู้ เป็นต้น
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าอาการของโรคซีพีจะเกี่ยวข้องกับปัญหาด้านการเคลื่อนไหวเป็นหลัก โดยเฉพาะในส่วนของแขนขา เช่น การชันคอ การคว่ำหงาย การนั่ง หรือการหยิบจับสิ่งของ เป็นต้น แต่นอกจากกล้ามเนื้อแขนขาที่มีอาการเกร็งแล้ว ผู้ป่วยซีพีมักจะมีปัญหาของกล้ามเนื้อเล็กๆ ที่ช่วยในการกลืนด้วย จึงมักมีปัญหาสำลักได้บ่อย โดยเฉพาะกับอาหารเหลว รวมถึงจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะปอดอักเสบจากการสำลักอาหารด้วย
ดังนั้น หากเด็กซีพีคนใดที่มีปัญหาสำลักบ่อยๆ หรือมีปัญหาในการจัดการเสมหะ จะต้องได้รับการประเมินเรื่องความสามารถในการกลืนด้วยโดยในรายที่มีปัญหาในการกลืน แพทย์จะแนะนำให้กินอาหารทางสายยางแทน เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อภาวะสำลักอาหารเข้าปอดครับ
โรคซีพีไม่ใช่ภาวะปัญญาอ่อนหรือมีความบกพร่องในการเรียนรู้ ตัวโรคซีพีเกิดจากปัญหาที่เกิดขึ้นในวงจรประสาทของการเคลื่อนไหว ซึ่งไม่เกี่ยวกับการเรียนรู้หรือสติปัญญา เพียงแต่ในรายที่สมองได้รับอันตรายรุนแรง อาจจะทำให้เนื้อสมองเสียหายในวงกว้าง ซึ่งอาจจะไปโดนสมองส่วนการเรียนรู้และสติปัญญาได้ ดังนั้น หากรอยโรคในสมองเกิดเฉพาะวงจรประสาทของการเคลื่อนไหว เด็กซีพีคนนั้นก็จะมีการเรียนรู้และสติปัญญาเป็นปกติ แต่หากสมองได้รับความเสียหายมาก ก็จะทำให้เกิดภาวะบกพร่องด้านการเรียนรู้ร่วมด้วยได้ แต่ทั้งสองภาวะนี้ไม่ใช่ภาวะเดียวกัน
การดูแลเด็กซีพี จะเน้นที่การช่วยเหลือด้านการเคลื่อนไหว เพราะเนื่องจากวิทยาการในปัจจุบันยังไม่สามารถไปซ่อมแซมเนื้อสมองและวงจรประสาทส่วนที่ได้รับความเสียหายให้กลับมาเป็นปกติได้ การรักษาจึงเป็นการกระตุ้นให้เซลล์ประสาทที่ยังทำงานได้ มาช่วยทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวแทนส่วนที่เสียหายไป
ดังนั้นการทำกายภาพบำบัดและการทำกิจกรรมบำบัดจึงมีความสำคัญในการดูแลเด็กกลุ่มนี้เป็นอย่างมาก เพราะทุกๆ ครั้งของการเคลื่อนไหวแขนขาจะมีการส่งสัญญาณป้อนกลับไปกระตุ้นให้เซลล์ในสมองมีการเจริญเติบโตเสมอเด็กซีพีจึงควรได้รับการฝึกทั้งด้านกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัดอย่างต่อเนื่อง
สำหรับการรักษาด้วยยาจะมีส่วนช่วยในผู้ป่วยบางรายที่มีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อเป็นอย่างมากจนไม่สามารถฝึกได้ หรือเด็กที่มีการเคลื่อนไหวผิดปกติที่ไม่สามารถควบคุมได้ อย่างไรก็ดี ยาที่ช่วยลดอาการกล้ามเนื้อเกร็งมักจะมีผลข้างเคียงเรื่องง่วง และทำให้เสมหะมากขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลเสียหากผู้ป่วยมีปัญหาในการกลืนและการจัดการเสมหะ การให้ยาจึงควรต้องระวังในประเด็นนี้ส่วนในรายที่พอจะเคลื่อนไหวได้บ้าง การช่วยเหลือโดยการใช้กายอุปกรณ์ต่างๆ จะมีส่วนสำคัญในการทำให้ผู้ป่วยสามารถเคลื่อนไหวได้ด้วยตนเอง เพื่อช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้น
การป้องกันภาวะซีพี คือการดูแลระหว่างการตั้งครรภ์อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การไปฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอ การนับจำนวนครั้งการดิ้นของลูก การหลีกเลี่ยงการไปในแหล่งชุมชนเพื่อลดความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อโรค รวมถึงการป้องกันภาวะการคลอดก่อนกำหนด และควรจะรีบไปโรงพยาบาลหากมีอาการเจ็บท้องคลอดหรือมีน้ำเดิน เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการคลอด
สำหรับในรายที่มีอาการของซีพีแล้ว การรักษาเร็วตั้งแต่ช่วงวัยทารกหรือเด็กเล็กจะช่วยให้การฟื้นฟูสมองเกิดขึ้นได้ดีกว่าการรักษาที่เริ่มเมื่อตอนโต นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังมีวิทยาการใหม่ๆ ในการช่วยเหลือด้านการเคลื่อนไหวให้ผู้ป่วยเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์ที่ช่วยในการเคลื่อนไหว หรือเทคนิคการผ่าตัดต่างๆ เพื่อช่วยในการกระตุ้นสมองโดยตรง ซึ่งวิทยาการเหล่านี้โดยส่วนใหญ่แม้จะยังอยู่ในระดับการวิจัย แต่มีแนวโน้มที่ดีในการนำมาประยุกต์ใช้ในผู้ป่วยซีพีในอนาคตอันใกล้นี้ครับ
ผศ.นพ.วรสิทธิ์ ศิริพรพาณิชย์
กุมารแพทย์ด้านโรคสมอง

ก่อนอื่น เอาแต่ใจตัวเองแปลว่าอะไรได้บ้าง เช่น เห็นตนเองเป็นศูนย์กลางไม่ยอมเลิกเสียที เวลาถูกขัดใจไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้ อธิบายเหตุผลมากเพียงไรก็ไม่รับฟัง
เราจะเรียกว่านิสัยไม่ดีก็ได้ แต่อาจจะดีกว่าหากเรามองทะลุไปที่ต้นเหตุของอาการเหล่านี้ แล้วคิดเสียว่าเขาไม่มีความสามารถที่จะทำให้ดีได้ ความสามารถเหล่านี้ไม่เคยถูกฝึก
เห็นตนเองเป็นศูนย์กลาง เรียกว่า self-centered เป็นลักษณะของเด็กเล็กตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุประมาณ 7 ขวบอยู่แล้ว หากเรามีทัศนคติที่ดีเราควรรู้ว่าเรื่องนี้เป็นธรรมดาและเป็นปกติ ทัศนคติที่ดีเป็นเรื่องสำคัญเพราะช่วยให้เราอารมณ์ดี
อย่างไรก็ตาม เราสามารถบอกกล่าวและเปิดพื้นที่ให้ฝึกได้ เช่น ให้โอกาสเด็กเล็กได้เล่นในสนามอย่างเป็นอิสระ โดยมีพื้นที่รอบตัวเขาพอสมควรเท่าที่เขาจะรับได้ เราสามารถบอกความคาดหวังได้ว่าถ้าหนูอยากเล่นกับคนอื่นก็ได้นะ แต่ไม่กดดันบังคับด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าเด็กแต่ละคนจะลดความเป็นศูนย์กลางของตนเองลงด้วยความเร็วช้าต่างๆ กันไป
ในทางตรงข้ามถ้าเราจับเด็กเล็กตั้งแต่ 3-7 ขวบไปนั่งในห้องเรียนที่มีระเบียบเคร่งครัด มองกระดานดำ ห้ามเล่นห้ามยุกยิก ฟังครูเท่านั้น และเขียนหนังสือ เท่ากับตัดโอกาสให้เด็กได้พัฒนาตนเองผ่านการเห็นตนเองเป็นศูนย์กลางให้อิ่มใจแล้วค่อยๆ ลดลงตามเวลาที่ผ่านไป
เราจึงได้เด็กอายุ 7-8 ขวบที่ยังเห็นตนเองเป็นศูนย์กลางไม่ยอมเลิกมากมายเต็มไปหมด ทั้งนี้ยังไม่นับว่าพวกเขาไม่สามารถไปถึงระดับไม่หวง รู้จักแบ่งปัน หรือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
พฤติกรรมเอาแต่ใจตัวจึงมิใช่นิสัยไม่ดีแต่เพราะยังเอาแต่ใจตัวไม่อิ่มเสียให้เรียบร้อยตั้งแต่ยังเล็กก่อนที่จะออกมาเผชิญสังคมที่กว้างกว่าตัวเองการเล่นกับเพื่อนเป็นวิธีลดพฤติกรรมเอาแต่ใจตัวเองได้มาก เพราะเขาอยากเล่นเป็นทุนเดิม
และเมื่ออายุเกิน 7 ขวบไปแล้วเขาไม่อยากเล่นคนเดียวโดยธรรมชาติ เขาอยากมีเพื่อนและเล่นกับเพื่อน คือจิตวิทยาพัฒนาการของเด็กวัยประถม เรียกว่า industry แปลตามตัวว่าสร้างผลผลิต ผลผลิตที่เขาอยากสร้างคือการเล่นด้วยกัน
การเล่นด้วยกันเป็นทักษะ ขึ้นชื่อว่าทักษะหรือ skills ต้องการการฝึกฝนเสมอ ดังนั้นหากต้องการลดความเอาแต่ใจก็ควรโยนเด็กเอาแต่ใจเข้าไปในกลุ่มเพื่อน เขาจะได้ฝึก
หากไม่ยอมฝึก เขาก็จะถูกเพื่อนๆ บีบให้ฝึก เพราะกลไกของทุกคนคือต้องการผลผลิตจากการเล่นด้วยกันอยู่แล้ว ดังนั้นทุกคนจะได้ฝึกพร้อมกันด้วยปฏิสัมพันธ์ มีการทะเลาะเบาะแว้ง แก่งแย่งชิงดี แต่ก็จะยินดีรอมชอม ประนีประนอม เพื่อที่จะได้เล่นด้วยกันตามที่จิตใจทุกคนต้องการจนได้ การเล่นเป็นคำตอบ จึงต้องลดเวลาเรียนลงบ้างเพื่อมีเวลาเล่น
นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
จิตแพทย์และนักเขียน ขวัญใจพ่อแม่ชาวโซเชียล

พ่อแม่สามารถเช็กพัฒนาการลูกตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงลูกอายุ 5 ปี ได้ง่าย ๆ จากตารางพัฒนาการตามนี้ได้เลยค่ะ
แบบประเมินพัฒนาการลูกทารกแรกเกิด – พัฒนาการเด็กอายุ 5 ปี
|
อายุ
|
พัฒนาการตามวัย
|
ทำได้
|
ทำไม่ได้
|
|
ต่ำกว่า 1 เดือน
|
- มองหน้าสบตา - ตอบสนองต่อเสียงพูด, ทำเสียงในลำคอ
|
|
|
|
1 - 2 เดือน
|
- สนใจฟังและมองหาเสียงทำเสียงอูอาโต้ตอบ - มองตามสิ่งที่เคลื่อนไหว - ชันคอในท่าคว่ำ
|
|
|
|
3 – 4 เดือน
|
- หันหาเสียง - หัวเราะได้ - ส่งเสียงอ้อแอ้โต้ตอบ - มองตามจากด้านหนึ่งจนสุดอีกด้านหนึ่ง - ในท่าคว่ำใช้แขนยันชูคอตั้ง 90 องศา
|
|
|
|
5 – 6 เดือน
|
- แสดงอารมณ์ และท่าทาง เช่น ดีใจ ขัดใจ - หันตามเสียงเรียกชื่อ - ส่งเสียงสูง ๆ ต่ำ ๆ - คว้าของมือเดียวและเปลี่ยนมือถือของได้
|
|
|
|
7 – 8 เดือน
|
- ทำเสียงพยางค์เดียว เช่น จ๊ะ หม่ำ - มองตามของตก - นั่งทรงตัวได้เอง โดยไม่ต้องใช้มือยัน
|
|
|
|
9 – 10 เดือน
|
- เล่นจ๊ะเอ๋ - ใช้ท่าทางหรือการชี้บอกความต้องการ - ใช้นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือหยิบของ - เกาะยืนและเหนี่ยวตัวลุกขึ้นยืนจากท่านั่ง
|
|
|
|
11 – 12 เดือน
|
- เลียนแบบท่าทาง - เข้าใจเสียงห้าม และหยุดทำ - ยืนเองได้ชั่วครู่หรือตั้งไข่
|
|
|
|
13 -15 เดือน
|
- ทำตามคำบอกง่าย ๆ - พูดคำที่มีความหมายได้ 1 – 3 คำ - เดินได้เอง
|
|
|
|
16 -18 เดือน (1 ปี – 1 1/2 ปี)
|
- รู้จักปฏิเสธ - ทำตามคำสั่งง่าย ๆ โดยการชี้อวัยวะ 1 – 2 ส่วน - วางของซ้อนกัน 2 – 3 ชิ้น
|
|
|
|
19 – 24 เดือน ( 1 1/2 ปี - 2 ปี)
|
- พูดคำ 2 คำต่อกันอย่างมีความหมาย - เปิดหน้าหนังสือได้ทีละหน้า
|
|
|
|
25 – 30 เดือน (2 ปี – 2 1/2 ปี)
|
- พูดคุยโต้ตอบเป็นประโยคสั้น ๆ - ชี้หรือทำตามคำบอกเช่น ชี้อวัยวะอย่างน้อย 6 ส่วน - ขีดเขียนเป็นเส้นวน ๆ
|
|
|
|
31 – 36 เดือน (2 1/2 ปี – 3 ปี)
|
- รู้จักรอคอย - บอกชื่อตนเองได้ - เข้าใจเพศ ชาย - หญิง
|
|
|
|
37 – 48 เดือน (3 ปี – 4 ปี)
|
- บอกได้อย่างน้อย 1 สี - เขียนวงกลมตามแบบได้ - พูดเล่าเรื่องให้คนอื่นเข้าใจเกือบทั้งหมด
|
|
|
|
49 – 60 เดือน (4 ปี – 5 ปี)
|
- เข้าใจและอธิบายเหตุผลง่าย ๆ - นับและรู้จำนวน 1 – 5 - บอกสีได้ 4 สี - วาดรูปคนอย่างง่ายๆ
|
|
|
|
61 – 72 เดือน (5 ปี -6 ปี)
|
- รู้จักซ้าย ขวา ข้างบน ข้างใต้ ข้างหน้า ข้างหลัง - รู้จำนวน 1 – 10 ชิ้น - วาดรูปสามเหลี่ยม
|
|
|
ที่มา ศูนย์เทคโนโลยีและการสื่อสาร โรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่

พัฒนาการลูก 1 ขวบ เติบโตแค่ไหน และพ่อแม่ช่วยกระตั้น ส่งเสริมพัฒนาการลูกวัย 1 ขวบได้อย่างไรบ้าง เช็กกันเลยค่ะ
แบบประเมินพัฒนาการเด็กวัย 1 ขวบ ลูกอายุ 1 ขวบมีพัฒนาการอย่างไร
- เด็กทารกวัย 1 ขวบ ยืนได้อย่างน้อย 2 วินาที : ทำได้ หรือ ทำไม่ได้
แนวทางกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการ
- จับลูกยืนและจับมือ 2 ข้างของให้เหยียดขึ้นสูงระดับไหล่ เมื่อทรงตัวได้ค่อยปล่อยมือ
- เด็กทารกวัย 1 ขวบ หยิบของชิ้นเล็กเท่าเมล็ดถั่ว โดยใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ : ทำได้ หรือ ทำไม่ได้
แนวทางกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการ
- วางวัตถุชิ้นเล็ก เช่น ลูกเกด บนโต๊ะหน้าลูกให้เห็นวัตถุนั้นชัดเจนแล้งหยิบให้ดูและให้ลูกทำตาม
- ช่วยโดยจับรวบนิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อยเข้าหาฝ่ามือเพื่อให้ใช้หัวแม่มือและนิ้วชี้หยิบวัตถุ
- เล่นเกม หรือร้องเพลงที่ลูกต้องใช้หัวแม่มือ และนิ้วชี้แตะกันเป็นจังหวะ
- เด็กทารกวัย 1 ขวบ หันมองคนในบ้านเมื่อถาม : ทำได้ หรือ ทำไม่ได้
แนวทางกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการ
- ขณะมีเหตุการณ์หรือกิจกรรมกับคนในบ้าน ให้เอ่ยชื่อบุคคลนั้นเช่น “พ่อมาแล้ว” ,”พี่อาบน้ำ”
- ขณะเล่นกับลูกให้ระบุชื่อผู้ที่เล่นด้วย เช่น “จ๊ะเอ๋ พี่…” “โยนบอลให้พ่อ”
- ขณะลูกอยู่กับสมาชิกในครอบครัว 2 คน หรือมากกว่า 2 คนให้เล่นเกม “อยู่ไหน” เช่น “ยายอยู่ไหน” ถ้าลูกไม่หันมอง หรือไม่ชี้ ให้ยายพูดแนะว่า “ยายอยู่นี่” หรือชี้ไปที่ยาย และพูดว่า “ยายอยู่นั่น” และให้โอกาสลูกลองทำเอง
- เด็กทารกวัย 1 ขวบ หันมองคนในบ้านเมื่อถาม : ทำได้ หรือ ทำไม่ได้
แนวทางกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการ
- สอนให้เลียนแบบคำพูดง่าย ๆ ในขณะเล่น เช่น ขณะเล่นตุ๊กตาพูดว่า “ป้อนข้าวน้อง” “ป้อนน้ำน้อง” ให้ลูกเลียนเสียง “น้อง”
- สอนเรียกคนในบ้าน เช่น พ่อ แม่ ตา ยายา ป้า อา
- สอนเรียกชื่อสัตว์ เช่น หมา ปลา ปู
- สอนพูดคำกริยา เช่น มา ไป เอา
- เด็กทารกวัย 1 ขวบ บอกความต้องการโดยใช้ท่าทางหรือเสียง : ทำได้ หรือ ทำไม่ได้
แนวทางกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการ
- สอนให้รู้จักปฏิเสธด้วยการใช้มือผลักของออก หรือสั่นศีรษะพร้อมพูด “ไม่”
- ให้ลูกเลือกอาหารหรือของเล่นจาก 2 อย่าง โดยถามว่า “เอาอย่างไหน” สอนให้ชี้อันที่ต้องการ พร้อมออกเสียง “เอา” ถ้าลูกไม่ต้องการสอนให้สั่นศีรษะพร้อมออกเสียง “ไม่”
- เมื่อลูกอิ่มถามว่า “เอานมไหม” สอนให้สั่นศีรษะและพูดว่า “ไม่”
สรุปผลการประเมินพัฒนาการเบี้องต้น
(1 ข้อเท่ากับ 1 คะแนน) ** กรณีทำได้มากกว่า 3 ข้อ ถือว่าปกติ **
แบบประเมินพัฒนาการเบื้องต้น สำหรับเด็กช่วงวัย 3 ขวบ
| พัฒนาการ |
ทำได้
|
ทำไม่ได้
|
แนวทางกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการ |
| 1 |
ยืนขาเดียวได้ 1 วินาที ทั้ง 2 ข้าง |
|
|
- ยืนข้างหน้าลูกจับมือลูกสองข้างแล้วบอกให้ลูกยกขาข้างหนึ่งขึ้นพร้อมทั้งทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ทำเช่นเดียวกันนี้กับขาอีกข้าง ถ้าลูกไม่ยกขาขึ้น ลองบอกให้ลูกยกเท้าขึ้นเหยียบบนกล่อง
- ลองจับมือลูกหนึ่งข้าง แล้วทำเช่นเดียวกับข้อหนึ่ง
- ลองยืนขาเดียวให้ลูกดู และให้ลูกทำตาม
|
| 2 |
หมุน และเปิดฝาเกลียวขนาดพอเหมาะกับมือได้ |
|
|
- ใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่ในบ้าน ได้แก่ กระบอกใส่น้ำ หรือขวดที่มีฝาเกลียวขนาดเหมาะสมกับมือลูก และเพื่อเพิ่มความสนใจควรใช้ขวดใส และบรรจุสิ่งที่ลูกชอบ หรือสนใจในไว้ในขวด
- ทำให้ลูกพร้อมพูดและช่วยจับมือลูกจับวัตถุและหมุนฝาเกลียว (ควรรับจากด้านหลังลูก) แล้วลองให้ลูกทำเองบ้างโดยระยะแรกคลายเกลียวออกให้เล็กน้อย
|
| 3 |
ทำตามคำสั่งได้ โดยไม่ต้องแนะนำ หรือทำท่าทาง |
|
|
- ใช้คำพูดสั่งพร้อมกับช่วยให้ลูกทำตามคำสั่ง เช่น เปิดประตู ปิดประตู หยิบผ้าเช็ดตัวให้แม่ หยิบหนังสือให้พ่อ เอาดินสอใส่กล่อง เป็นต้น
- หาโอกาสย้ำ และฝึกแสดงเกี่ยวกับสิ่งที่สอน
|
| 4 |
พูดเป็นประโยคให้ผู้อื่นฟังเข้าใจได้เกือบหมด |
|
|
- พูดคุยกับลูกโดยใช้คำพูดที่เป็นประโยคในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น เวลาทานอาหาร เวลาแต่งตัว เวลาเล่น และให้มีการพูดโต้ตอบกันในลักษณะต่าง ๆ
- เล่นบทบาทสมมติ 2 คน หรือรวมกลุ่ม เช่น เล่นขายของ เล่นเป็นพ่อแม่ เล่นเป็นครู
- ถ้าลูกออกเสียงพยัญชนะไม่ชัด ให้สอนออกเสียงพยัญชนะที่ถูกต้องให้ลูกฟังใหม่
|
| 5 |
ถอดเสื้อยืด หรือกางเกงเอวยางยืดโดยไม่ต้องช่วย |
|
|
- การฝึกถอดเสื้อยืด เริ่มฝึกโดยใช้เสื้อยืดที่ใหญ่กว่าตัวลูกเล็กน้อยขั้นตอนการฝึกมีดังนี้
- บอกให้ลูกใช้มือทั้งสองข้างรวบชายเสื้อขึ้นมาอยู่ในระดับอก - บอกให้ลูกใช้มือขวารวบชายเสื้อด้านซ้ายขึ้น พร้อมทั้งดึงแขนซ้ายออกจากแขนเสื้อ - บอกให้ลูกใช้มือซ้ายรวบชายเสื้อด้านขวาขึ้น พร้อมทั้งดึงแขนขวาออกจากแขนเสื้อ - บอกให้ลูกใช้มือทั้งสองข้างรวบชายเสื้อดึงเสื้อให้พ้นศีรษะ
- การสอนถอดกางเกง โดยแม่ยืนอยู่ด้านหลังลูก
- บอกลูกจับขอบกางเกงด้านข้างทั้งสองข้าง ดึงกางเกงลงจากสะโพกจนเลยเข่าเล็กน้อย ขณะดึงลงให้ก้มตัวตามไปด้วยเล็กน้อย - บอกลูกยกขาออกจากขากางเกง 1 ข้างและเพื่อช่วยในการทรงตัวของลูกให้ใช้มือข้างเดียวกับขากางเกงที่จะถอดออกยันข้างฝา หรือเกาะโต๊ะไว้ - บอกให้ลูกปล่อยมือที่จับขากางเกงออก แล้วยกขาอีกข้างออกจากขากางเกง ขั้นตอนใดที่ยังทำไม่ได้ให้ลูกลองทำ ถ้าไม่เข้าใจให้จับมือทำแล้วลดการช่วยเหลือลงจนทำได้เอง
|
สรุปผลการประเมินพัฒนาการเบี้องต้น........... ( 1 ข้อเท่ากับ 1 คะแนน) ** กรณีทำได้มากกว่า 3 ข้อ ถือว่าปกติ **
สอบถามรายละเอียดได้ที่คลินิกเด็ก
เครือโรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล ทุกสาขา

ปู่ย่าชอบมาขอเอาลูกไปนอนด้วยทุกคืน ลำบากใจมากเลย?
ประเด็นที่หนึ่ง เวลาในรอบหนึ่งวันของเรามีไม่มาก พ่อแม่สมัยใหม่ไปทำงาน กลับบ้านก็ค่ำแล้ว เวลาที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับลูกเล็ก ใช้ชีวิตร่วมกัน เล่นด้วยกัน มีน้อยมาก เราไม่ควรเสียเวลานี้ไปให้กับคนอื่น ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าภารกิจของเราสอง (แม่-ลูก พ่อ-ลูก) คือสร้างพ่อแม่ที่มีอยู่จริงและสายสัมพันธ์
ประเด็นที่สอง การอ่านนิทานก่อนนอนเป็นโมเมนต์ (ช่วงเวลา) สำคัญ เราอยากให้ใช้ 30 นาทีสุดท้ายของวันในการใช้ชีวิตร่วมกันด้วยความผ่อนคลาย พ่อแม่อาบน้ำสะอาด วางงาน วางมือถือมาอ่านนิทานให้ลูกฟังทุกๆคืน นี่เป็นกระบวนการสร้างพ่อแม่ที่มีอยู่จริงและสายสัมพันธ์อันทรงพลัง ไม่อยากให้สูญเสียเวลานี้ไปที่คนอื่น
ประเด็นที่สาม เรื่องวินัยการนอน รวมไปถึงกิจกรรมอื่นๆก่อนนอน บ้านที่พ่อแม่เป็นผู้กำหนดวินัยได้เองโดยไม่มีใครมาทำให้เฉไฉออกไปจะพบว่าการเลี้ยงดู อบรม สั่งสอนเด็กๆ เป็นเรื่องง่ายมาก หากพ่อแม่พูดตรงกันก็จะยิ่งง่ายมากขึ้นไปอีก การปล่อยให้ลูกไปนอนกับคนอื่นเป็นความเสี่ยงต่อการที่เด็กจะได้วินัยที่แตกต่าง ข้อกำหนดที่แตกต่างทำให้เด็กพัฒนายาก และหากเด็กได้รับการตามใจเกินพอดี เราพบว่าพ่อแม่จะยิ่งอบรมยากมากขึ้นไปอีก
ประเด็นที่สี่ เราพบบ่อยครั้งว่าปู่ย่าตายายมักจะใจดีกว่าพ่อแม่ แน่นอนว่าด้วยความรัก บางท่านอาจจะไม่เคร่งครัดกับการดูทีวีก่อนนอน ไม่เคร่งครัดกับการกินขนมหรือแปรงฟันก่อนนอน ไม่เคร่งครัดกับการล้างเท้าก่อนนอน (ผีพนันจะเข้าสิง) ไปจนถึงไม่เคร่งครัดกับเวลานอน การตามใจในเรื่องเหล่านี้จะทำให้วินัยด้านอื่นแปรปรวนด้วยเด็กล่วงรู้ว่าอำนาจของพ่อแม่เป็นเรื่องขัดขืนได้ มิใช่ว่าจะขัดขืนมิได้ดังที่เคยรู้สึก
ประเด็นที่ห้า คือเหตุการณ์ในตอนกลางดึกที่เราทำนายได้ยากว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะคลื่นสมองช่วงหลังอาทิตย์ตกดินของเด็กๆแต่ละคนยังคงมีความแปรปรวนต่างๆกันเป็นเรื่องปกติ เด็กอาจจะมีการละเมอพูด ลุกนั่งร้องไห้ ลุกยืนพึมพำ ไปจนถึงเตะถีบอย่างรุนแรง เหล่านี้แก้ไขได้ด้วยความสงบอย่างสม่ำเสมอของคนเป็นพ่อแม่ หากต่างคนต่างพยายามแก้ไขไปคนละทางสองทางมักทำให้คลื่นสมองแปรปรวนไปได้อีกพักใหญ่
ประเด็นที่หก คือเราพบว่าเด็กส่วนใหญ่จะติดใจไม่ยอมกลับมานอนกับพ่อแม่อีกเลย รวมทั้งเป็นการส่งสัญญาณว่าเขาจะนอนที่ไหนก็ได้ในอนาคต เช่น ขอไปนอนกับเพื่อน เป็นต้น ที่จริงแล้วเราไม่ควรให้ลูกไปนอนที่ใดทั้งนั้นจนกว่าจะมีข้อพิสูจน์ได้ว่าเขาสามารถดูแลตนเองได้อย่างดีที่สุดทั้งกลางวันและกลางคืน มีความสามารถควบคุมตนเองให้อยู่ในกฎ กติกา มารยาทที่ดีอย่างสม่ำเสมอ
ประเด็นที่เจ็ด แม้ว่าจะพบน้อยถึงน้อยมาก (ตามที่มีรายงาน) แต่เราไม่สามารถวางใจได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับลูกแม้ว่าจะอยู่ในวงศ์ญาติก็ตาม (ซึ่งเชื่อว่ามีมากกว่าที่รายงาน) รวมถึงเราไม่ควรแยกพี่หรือน้องออกไปนอนบ้านอื่นด้วย เรื่องยุ่งยากจะติดตามมา
นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
จิตแพทย์และนักเขียน ขวัญใจพ่อแม่ชาวโซเชียล