
พัฒนาการลูก 1 ขวบ เติบโตแค่ไหน และพ่อแม่ช่วยกระตั้น ส่งเสริมพัฒนาการลูกวัย 1 ขวบได้อย่างไรบ้าง เช็กกันเลยค่ะ
แบบประเมินพัฒนาการเด็กวัย 1 ขวบ ลูกอายุ 1 ขวบมีพัฒนาการอย่างไร
- เด็กทารกวัย 1 ขวบ ยืนได้อย่างน้อย 2 วินาที : ทำได้ หรือ ทำไม่ได้
แนวทางกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการ
- จับลูกยืนและจับมือ 2 ข้างของให้เหยียดขึ้นสูงระดับไหล่ เมื่อทรงตัวได้ค่อยปล่อยมือ
- เด็กทารกวัย 1 ขวบ หยิบของชิ้นเล็กเท่าเมล็ดถั่ว โดยใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ : ทำได้ หรือ ทำไม่ได้
แนวทางกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการ
- วางวัตถุชิ้นเล็ก เช่น ลูกเกด บนโต๊ะหน้าลูกให้เห็นวัตถุนั้นชัดเจนแล้งหยิบให้ดูและให้ลูกทำตาม
- ช่วยโดยจับรวบนิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อยเข้าหาฝ่ามือเพื่อให้ใช้หัวแม่มือและนิ้วชี้หยิบวัตถุ
- เล่นเกม หรือร้องเพลงที่ลูกต้องใช้หัวแม่มือ และนิ้วชี้แตะกันเป็นจังหวะ
- เด็กทารกวัย 1 ขวบ หันมองคนในบ้านเมื่อถาม : ทำได้ หรือ ทำไม่ได้
แนวทางกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการ
- ขณะมีเหตุการณ์หรือกิจกรรมกับคนในบ้าน ให้เอ่ยชื่อบุคคลนั้นเช่น “พ่อมาแล้ว” ,”พี่อาบน้ำ”
- ขณะเล่นกับลูกให้ระบุชื่อผู้ที่เล่นด้วย เช่น “จ๊ะเอ๋ พี่…” “โยนบอลให้พ่อ”
- ขณะลูกอยู่กับสมาชิกในครอบครัว 2 คน หรือมากกว่า 2 คนให้เล่นเกม “อยู่ไหน” เช่น “ยายอยู่ไหน” ถ้าลูกไม่หันมอง หรือไม่ชี้ ให้ยายพูดแนะว่า “ยายอยู่นี่” หรือชี้ไปที่ยาย และพูดว่า “ยายอยู่นั่น” และให้โอกาสลูกลองทำเอง
- เด็กทารกวัย 1 ขวบ หันมองคนในบ้านเมื่อถาม : ทำได้ หรือ ทำไม่ได้
แนวทางกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการ
- สอนให้เลียนแบบคำพูดง่าย ๆ ในขณะเล่น เช่น ขณะเล่นตุ๊กตาพูดว่า “ป้อนข้าวน้อง” “ป้อนน้ำน้อง” ให้ลูกเลียนเสียง “น้อง”
- สอนเรียกคนในบ้าน เช่น พ่อ แม่ ตา ยายา ป้า อา
- สอนเรียกชื่อสัตว์ เช่น หมา ปลา ปู
- สอนพูดคำกริยา เช่น มา ไป เอา
- เด็กทารกวัย 1 ขวบ บอกความต้องการโดยใช้ท่าทางหรือเสียง : ทำได้ หรือ ทำไม่ได้
แนวทางกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการ
- สอนให้รู้จักปฏิเสธด้วยการใช้มือผลักของออก หรือสั่นศีรษะพร้อมพูด “ไม่”
- ให้ลูกเลือกอาหารหรือของเล่นจาก 2 อย่าง โดยถามว่า “เอาอย่างไหน” สอนให้ชี้อันที่ต้องการ พร้อมออกเสียง “เอา” ถ้าลูกไม่ต้องการสอนให้สั่นศีรษะพร้อมออกเสียง “ไม่”
- เมื่อลูกอิ่มถามว่า “เอานมไหม” สอนให้สั่นศีรษะและพูดว่า “ไม่”
สรุปผลการประเมินพัฒนาการเบี้องต้น
(1 ข้อเท่ากับ 1 คะแนน) ** กรณีทำได้มากกว่า 3 ข้อ ถือว่าปกติ **

ปู่ย่าชอบมาขอเอาลูกไปนอนด้วยทุกคืน ลำบากใจมากเลย?
ประเด็นที่หนึ่ง เวลาในรอบหนึ่งวันของเรามีไม่มาก พ่อแม่สมัยใหม่ไปทำงาน กลับบ้านก็ค่ำแล้ว เวลาที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับลูกเล็ก ใช้ชีวิตร่วมกัน เล่นด้วยกัน มีน้อยมาก เราไม่ควรเสียเวลานี้ไปให้กับคนอื่น ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าภารกิจของเราสอง (แม่-ลูก พ่อ-ลูก) คือสร้างพ่อแม่ที่มีอยู่จริงและสายสัมพันธ์
ประเด็นที่สอง การอ่านนิทานก่อนนอนเป็นโมเมนต์ (ช่วงเวลา) สำคัญ เราอยากให้ใช้ 30 นาทีสุดท้ายของวันในการใช้ชีวิตร่วมกันด้วยความผ่อนคลาย พ่อแม่อาบน้ำสะอาด วางงาน วางมือถือมาอ่านนิทานให้ลูกฟังทุกๆคืน นี่เป็นกระบวนการสร้างพ่อแม่ที่มีอยู่จริงและสายสัมพันธ์อันทรงพลัง ไม่อยากให้สูญเสียเวลานี้ไปที่คนอื่น
ประเด็นที่สาม เรื่องวินัยการนอน รวมไปถึงกิจกรรมอื่นๆก่อนนอน บ้านที่พ่อแม่เป็นผู้กำหนดวินัยได้เองโดยไม่มีใครมาทำให้เฉไฉออกไปจะพบว่าการเลี้ยงดู อบรม สั่งสอนเด็กๆ เป็นเรื่องง่ายมาก หากพ่อแม่พูดตรงกันก็จะยิ่งง่ายมากขึ้นไปอีก การปล่อยให้ลูกไปนอนกับคนอื่นเป็นความเสี่ยงต่อการที่เด็กจะได้วินัยที่แตกต่าง ข้อกำหนดที่แตกต่างทำให้เด็กพัฒนายาก และหากเด็กได้รับการตามใจเกินพอดี เราพบว่าพ่อแม่จะยิ่งอบรมยากมากขึ้นไปอีก
ประเด็นที่สี่ เราพบบ่อยครั้งว่าปู่ย่าตายายมักจะใจดีกว่าพ่อแม่ แน่นอนว่าด้วยความรัก บางท่านอาจจะไม่เคร่งครัดกับการดูทีวีก่อนนอน ไม่เคร่งครัดกับการกินขนมหรือแปรงฟันก่อนนอน ไม่เคร่งครัดกับการล้างเท้าก่อนนอน (ผีพนันจะเข้าสิง) ไปจนถึงไม่เคร่งครัดกับเวลานอน การตามใจในเรื่องเหล่านี้จะทำให้วินัยด้านอื่นแปรปรวนด้วยเด็กล่วงรู้ว่าอำนาจของพ่อแม่เป็นเรื่องขัดขืนได้ มิใช่ว่าจะขัดขืนมิได้ดังที่เคยรู้สึก
ประเด็นที่ห้า คือเหตุการณ์ในตอนกลางดึกที่เราทำนายได้ยากว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะคลื่นสมองช่วงหลังอาทิตย์ตกดินของเด็กๆแต่ละคนยังคงมีความแปรปรวนต่างๆกันเป็นเรื่องปกติ เด็กอาจจะมีการละเมอพูด ลุกนั่งร้องไห้ ลุกยืนพึมพำ ไปจนถึงเตะถีบอย่างรุนแรง เหล่านี้แก้ไขได้ด้วยความสงบอย่างสม่ำเสมอของคนเป็นพ่อแม่ หากต่างคนต่างพยายามแก้ไขไปคนละทางสองทางมักทำให้คลื่นสมองแปรปรวนไปได้อีกพักใหญ่
ประเด็นที่หก คือเราพบว่าเด็กส่วนใหญ่จะติดใจไม่ยอมกลับมานอนกับพ่อแม่อีกเลย รวมทั้งเป็นการส่งสัญญาณว่าเขาจะนอนที่ไหนก็ได้ในอนาคต เช่น ขอไปนอนกับเพื่อน เป็นต้น ที่จริงแล้วเราไม่ควรให้ลูกไปนอนที่ใดทั้งนั้นจนกว่าจะมีข้อพิสูจน์ได้ว่าเขาสามารถดูแลตนเองได้อย่างดีที่สุดทั้งกลางวันและกลางคืน มีความสามารถควบคุมตนเองให้อยู่ในกฎ กติกา มารยาทที่ดีอย่างสม่ำเสมอ
ประเด็นที่เจ็ด แม้ว่าจะพบน้อยถึงน้อยมาก (ตามที่มีรายงาน) แต่เราไม่สามารถวางใจได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับลูกแม้ว่าจะอยู่ในวงศ์ญาติก็ตาม (ซึ่งเชื่อว่ามีมากกว่าที่รายงาน) รวมถึงเราไม่ควรแยกพี่หรือน้องออกไปนอนบ้านอื่นด้วย เรื่องยุ่งยากจะติดตามมา
นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
จิตแพทย์และนักเขียน ขวัญใจพ่อแม่ชาวโซเชียล

ได้เวลาแม่เตรียมลูกสมองไว ให้พร้อมรับมือ โลกแห่งการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
พ่อแม่ทุกคนต่างอยากให้ลูกสมองไว พัฒนาการดี เติบโตมั่นคงแข็งแรง แต่ทราบมั้ยคะ สิ่งเหล่านี้เราสามารถสร้างให้ลูกได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เลยค่ะ
สมองลูกไวตั้งแต่แรกคลอด
ขวบปีแรกของลูกเป็นช่วงเวลาสำคัญมาก ช่วงนี้สมองของลูกจะเติบโตและพัฒนาสูงสุด โดยหลังคลอดเด็กทารกจะมีเซลล์สมองอยู่ประมาณ 1 แสนล้านเซลล์ และในทุก ๆ วินาทีเซลล์ประสาทเหล่านี้จะทำงานเชื่อมโยงติดต่อสื่อสารกันอย่างรวดเร็ว ซึ่งเซลล์สมอง 1 แสนล้านเซลล์นี้จะไม่เพิ่มขึ้นหลังคลอด แต่จะมีแขนงรับ-ส่งข้อมูลและจุดเชื่อมประสาทเพิ่มขึ้น ในช่วงอายุ 2 – 3 ขวบ ซึ่งจะมากกว่าสมองของผู้ใหญ่ประมาณ 2 เท่า1
และปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้สมองของเด็กทารกทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นคือกระบวนการสร้างไมอีลิน (Myelination) ยิ่งเซลล์ประสาทมีปลอกไมอีลินมากเท่าไหร่ การเชื่อมโยงข้อมูลในสมองยิ่งรวดมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งกระบวนการนี้เป็นกลไกที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการการพัฒนาทักษะและการเรียนรู้ด้านต่าง ๆ ของลูก ยิ่งพ่อแม่เริ่มให้ลูกเร็วเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น เพราะพัฒนาการสมองที่ดีในวัยเด็ก ถือเป็นรากฐานสำคัญในวัยอื่น ๆ

นมแม่กับโภชนาการสร้างลูกสมองไว
การจะสร้างสมองลูกให้ไว พ่อแม่สามารถเริ่มได้ตั้งแต่ให้ลูกได้รับโภชนาการที่เหมาะสม และนมแม่คืออาหารที่ดีที่สุดของลูก องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำคุณแม่ควรให้ลูกกินนมแม่อย่างเดียวถึง 6 เดือน และควรกินต่อเนื่องไปจนลูกอายุ 2 ปี หรือนานกว่านั้น เพราะในนมแม่มีสารอาหารสำคัญมากกว่า 200 ชนิดที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารก โดยเฉพาะสฟิงโกไมอีลินที่พบในนมแม่ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในกระบวนการสร้างปลอกไมอิลีน ทำให้สมองของทารกสามารถสื่อสารเชื่อมโยงกันได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้ลูกเกิดการจดจำและเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ไว และยิ่งสมองสามารถเชื่อมโยงผ่านกันด้วยความเร็วสูงเท่าไหร่ ยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการกระบวนการเรียนรู้ของลูกสูงมากเท่านั้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อทักษะการเรียนรู้ (Cognitive Abilities) ของลูกตลอดชีวิต

สฟิงโกไมอิลีนเสริมการทำงานของสมองเด็กได้อย่างไร
สฟิงโกไมอีลิน (sphingomyelin) คือไขมันกลุ่มฟอสโฟไลปิด เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างปลอกไมอิลีน พบที่เยื่อหุ้มเซลล์ประสาทในสมองและพบมากในนมแม่ มีการวิจัยพบว่าปลอกไมอิลีนนั้นมีส่วนช่วยให้สมองสามารถเชื่อมโยงติดต่อสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด สมองจึงสามารถประมวลผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ2 ทำให้ลูกเกิดการเรียนรู้และจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้ไว
ดังนั้นการที่เด็กทารกดื่มนมแม่ที่อุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญอย่าง สฟิงโกไมอีลินและดีเอชเอ มีปริมาณไมอีลินที่สูงกว่าเด็กที่ไม่ได้กินนมแม่อย่างมีนัยสำคัญ4 โดยสฟิงโกไมอีลินพบมากใน นมแม่และผลิตภัณฑ์จากนม ไข่ ครีม ชีส เป็นต้น
นอกจากโภชนาการที่เหมาะสมตามวัย การให้ลูกดื่มนมแม่ตั้งแต่แรกคลอดและโภชนาการเมื่อลูกเริ่มทานอาหารมื้อหลัก แล้ว การชวนลูกเล่นและทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ฝึกความจำและทักษะการแก้ปัญหาต่างๆ ตามวัย จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการด้านสมอง การเรียนรู้และการจดจำของลูกได้
เพราะอนาคตไม่แน่ไม่นอน โลกเปลี่ยนแปลงไวกว่าที่คิด การเตรียมพร้อมลูกตั้งแต่เนิ่น ๆ เลี้ยงดูด้วยความรักและเอาใจใส่จะช่วยสร้างรากฐานของลูกให้แข็งแรงมั้นคง สามารถปรับตัวพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสามารถรับมือกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้ แม้ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน ลูกเราจะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีศักยภาพแน่นอน
สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกอยู่ในวัยเรียนรู้อยากให้ลูกมีพัฒนาการเด็ก สมองไวและพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสฟิงโกไมอีลิน และสารอาหารที่จำเป็นต่อการพัฒนาสมองของลูกน้อย เข้าชมได้ที่ S-Mom Club ที่เว็บไซต์ https://www.s-momclub.com/และสามารถสมัครสมาชิกเพื่อปรึกษาทีมพยาบาลผู้เชี่ยวชาญได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง
อ้างอิง
1. https://www.si.mahidol.ac.th/th/healthdetail.asp?aid=685
2. Bethesda (MD): National Institutes of Health (US); 2007.
3. Deoni S, 2012.
4. Kar P, et al. Neuroimage. 2021 Aug 1:236:118084.

ลูกสมาธิสั้น กับ ลูกเป็นไฮเปอร์ ต่างกันอย่างไร พ่อแม่ต้องรู้ สังเกตอาการ และรับมือเพื่อช่วยลูกได้อย่างถูกต้องนะคะ นพ.ชลภัฏ จาตุรงคกุล จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ศูนย์พัฒนาการเด็ก โรงพยาบาลกรุงเทพ มีคำแนะนำค่ะ
รู้จักโรคสมาธิสั้น
โรคสมาธิสั้น คือ ภาวะผิดปกติทางจิตเวชที่ส่งผลให้มีสมาธิสั้นกว่าปกติ ขาดการควบคุมการเคลื่อนไหว ทำให้มีลักษณะอาการซุกซน วอกแวกง่าย ไม่เคยอยู่นิ่ง เวลาที่พูดด้วยจะไม่ตั้งใจฟังและเก็บรายละเอียดไม่ค่อยได้ ขาดความรับผิดชอบ พบได้ค่อนข้างบ่อยในเด็กที่มีช่วงอายุระหว่าง 3 - 7 ปี แต่ในรายที่เป็นไม่มาก
อาการโรคสมาธิสั้นจะแสดงออกชัดเจนกว่าในช่วงหลัง 7 ขวบขึ้นไป เพราะเป็นช่วงที่ต้องเข้าโรงเรียนมีงานและการบ้านต้องรับผิดชอบหลาย ๆ ชิ้นในเวลาเดียวกัน มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและคุณครู รวมไปถึงการที่จะต้องรู้จักปรับตัวในการทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นและการเข้าสังคม โดยสาเหตุแท้จริงนั้นไม่สามารถทราบได้ชัดเจน แต่หนึ่งในนั้นคือการที่สมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นส่วนที่ทำหน้าที่ในการควบคุมสมาธิและการยับยั้งชั่งใจทำงานน้อยกว่าปกติ
อาการเด็กสมาธิสั้น
ลูกเป็นโรคสมาธิสั้นหรือไม่ นอกจากต้องสังเกตจากลักษณะอาการที่ปรากฏแล้ว ยังจำเป็นจะต้องพิจารณาจากระยะเวลาที่เป็น และสถานที่ที่เด็กมีอาการ กล่าวคือ อาจมี (A) หรือ (B)
- (A) หากเด็กมีอาการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ต้องมี 6 ข้อ (หรือมากกว่า) ของอาการขาดสมาธิ ติดต่อกันเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน โดยที่อาการต้องถึงระดับที่ผิดปกติและไม่เป็นไปตามพัฒนาการตามวัยของเด็ก ได้แก่ อาการขาดสมาธิ (Inattention) คือ
- มักไม่สามารถจดจ่อกับรายละเอียดหรือไม่รอบคอบเวลาทำงานที่โรงเรียนหรือทำกิจกรรมอื่น
- มักไม่มีสมาธิในการทำงานหรือการเล่น
- มักดูเหมือนไม่ได้ฟังสิ่งที่คนอื่นพูดกับตนอยู่
- มักทำตามคำสั่งได้ไม่ครบ ทำให้ทำงานในห้องเรียน งานบ้าน หรืองานในที่ทำงานไม่เสร็จ (โดยไม่ใช่เพราะต่อต้าน หรือไม่เข้าใจ)
- มักมีปัญหาในการจัดระบบงานหรือกิจกรรม ทำงานไม่เป็นระเบียบ
- มักเลี่ยงไม่ชอบหรือไม่เต็มใจในการทำงานที่ต้องใช้ความคิด (เช่น การทำการบ้านหรือทำงานที่โรงเรียน)
- มักทำของที่จำเป็นในการเรียนหรือการทำกิจกรรมหายบ่อย ๆ (เช่น อุปกรณ์การเรียน)
- มักวอกแวกไปสนใจสิ่งเร้าภายนอกได้ง่าย มักหลงลืมทำกิจวัตรที่ต้องทำเป็นประจำ

- (B) ต้องมี 6 ข้อ (หรือมากกว่า) ของอาการอยู่ไม่นิ่ง หุนหันพลันแล่นนานติดต่อกันอย่างน้อย 6 เดือน โดยที่อาการต้องถึงระดับที่ผิดปกติและไม่เป็นไปตามพัฒนาการตามวัยของเด็ก ได้แก่
- อาการอยู่ไม่นิ่ง (Hyperactivity) หยุกหยิก อยู่ไม่สุข ชอบขยับมือและเท้าไปมา หรือนั่งนิ่ง ๆ ไม่ได้ มักลุกจากที่นั่งในห้องเรียนหรือในสถานการณ์อื่นที่เด็กจำเป็นต้องนั่งอยู่กับที่ มักวิ่งไปมาหรือปีนป่ายสิ่งต่าง ๆ ในที่ ๆ ไม่สมควรกระทำ ไม่สามารถเล่นหรือทำกิจกรรมอย่างเงียบ ๆ ได้ มัก “พร้อมที่จะวิ่งไป” หรือทำเหมือนเครื่องยนต์ที่เดินเครื่องอยู่ตลอดเวลา มักพูดมาก พูดไม่หยุด
- อาการหุนหันพลันแล่น (Impulsivity) มักโพล่งคำตอบโดยที่ฟังคำถามไม่จบ มักไม่ชอบการเข้าคิวหรือการรอคอย มักขัดจังหวะหรือสอดแทรกผู้อื่น (ระหว่างการสนทนาหรือการเล่น) เริ่มพบอาการเหล่านี้ตั้งแต่ก่อนอายุ 7 ขวบ พบความบกพร่องที่เกิดจากอาการเหล่านี้ในสถานการณ์อย่างน้อย 2 แห่ง เช่น ที่บ้านหรือที่โรงเรียน อาการต้องมีความรุนแรงจนกระทั่งรบกวนการเรียน การเข้าสังคม หรือการทำงานอย่างชัดเจน อาการไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างที่ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยเป็น Pervasive Developmental Disorder, Schizophrenia, Psychotic Disorder และอาการต้องไม่เข้าได้กับอาการของโรคทางจิตเวชอื่น ๆ (เช่น Mood Disorder, Anxiety Disorder, Dissociative Disorder หรือ Personality Disorder) สัญญาณเตือนรีบรักษา
หากเด็กเป็นโรคสมาธิสั้น มีเพียง 15 - 20% เท่านั้นที่สามารถหายได้เองเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ แต่อีกประมาณ 60% นั้นไม่หายขาดและจะเป็นโรคนี้ไปจนเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ เพราะฉะนั้นการสังเกตและรู้เท่าทันสัญญาณเตือนว่าถึงเวลาที่ต้องเข้ารับการรักษาคือสิ่งสำคัญ ได้แก่
-
ผลการเรียนตกต่ำลง ถ้ามีอาการมากมักพบได้ตั้งแต่ในช่วงที่เด็กเรียน ป.1-ป.2 และผลการเรียนจะยิ่งตกมากขึ้นในช่วง ป.4 แต่ในกรณีที่เด็กมีไอคิว (IQ - Intelligence Quotient) ความสามารถทางเชาวน์ปัญญาสูง อาจไม่ส่งผลกระทบต่อผลการเรียนมากเท่าไรนักและอาจเริ่มสังเกตเห็นอาการในช่วงมัธยม แต่ในเด็กที่เป็นทั้งโรคสมาธิสั้นและโรคบกพร่องทางการเรียนรู้ (LD - Learning Disorder) ควบคู่กัน จะส่งผลต่อผลการเรียนค่อนข้างมากคือ คะแนนคาบเส้นหรือหวุดหวิดเกือบสอบตก
-
คุณครูมีการรายงานพฤติกรรมความผิดปกติของเด็กกับพ่อแม่ผู้ปกครองพ่อแม่ผู้ปกครองเริ่มสงสัยและเห็นความผิดปกติของเด็กชัดเจนมากขึ้น
-
เด็กหรือเพื่อนที่เด็กเล่นด้วยมีอาการบาดเจ็บ เนื่องจากเล่นรุนแรงและผาดโผนมากเกินไป
-
เด็กเริ่มแยกตัวออกจากกลุ่ม อยู่โดดเดี่ยวคนเดียว ไม่ชอบสื่อสารและเข้าสังคม (ถูกเพื่อนปฏิเสธหรือรังแก)
รักษาแก้โรคสมาธิสั้น
ปัจจุบันวิธีรักษาโรคสมาธิสั้น (ADHD - Attention Deficit Hyperactive Disorder) มี 4 วิธี ได้แก่
-
ปรับพฤติกรรมและกระตุ้นพัฒนาการเด็ก ซึ่งจะได้ผลดีมากในเด็กที่ยังเป็นไม่มากและยอมเต็มใจที่จะเข้ารับการฝึกเพื่อให้อยู่นิ่ง
-
รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง โดยแพทย์จะเลือกชนิดยาที่เหมาะกับอาการและวัยของเด็ก เช่น Methylphenidate ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองให้หลั่งสารสื่อประสาทเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการรับประทานทานยานั้นให้ผลในการรักษาที่ดีได้ถึง 70 - 80% โดยประมาณ และเด็กจะมีอาการดีขึ้นหลังจากรับประทานยาไปแล้วภายใน 1 - 4 สัปดาห์
-
เรียนแบบตัวต่อตัว เพื่อช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเด็กที่เป็นโรคบกพร่องทางการเรียนรู้ร่วมด้วยนั้นจะเรียนไม่ทันเพื่อน พ่อแม่ผู้ปกครองควรหาวิธีพัฒนาการเรียนของเด็กอย่างเหมาะสม
-
ปรึกษาแพทย์ต่อเนื่อง เพื่อทำความเข้าใจและขอคำแนะนำเกี่ยวกับเทคนิคการเลี้ยงดูที่ถูกต้อง การสื่อสารกันระหว่างแพทย์ ครู และผู้ปกครอง เพื่อลดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กที่อาจเกิดขึ้นได้

ไฮเปอร์กับสมาธิสั้นต่างกัน
เด็กที่เป็นไฮเปอร์ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นโรคสมาธิสั้นเสมอไป เพราะไฮเปอร์คืออาการที่ไม่อยู่นิ่ง ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่ โรคสมาธิสั้น เป็นเพียงสาเหตุอันหนึ่ง ยังไม่รวมถึงเด็กมีไอคิวสูงปัญญาเลิศ (Gifted Child ) เด็กที่มีความวิตกกังวัล (Anxiety) เด็กที่มีพัฒนาการทางระบบประสาทล่าช้า (Motor - Sensory) เด็กที่เคยได้รับความกระทบกระเทือนหรือติดเชื้อที่สมอง และเด็กที่ไฮเปอร์โดยธรรมชาติ
เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด มักเกิดจากความผิดปกติของสมอง และสิ่งที่น่าสนใจคือ โรคสมาธิสั้นสามารถเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรมได้ หากพ่อหรือแม่เป็นโรคนี้ลูกก็มีโอกาสเป็นได้ถึง 50% และอาจเกิดขึ้นได้ขณะที่มารดาตั้งครรภ์
เลี่ยงเล่นสมาร์ทโฟนแท็บเล็ต ลดความเสี่ยงสมาธิสั้นในเด็ก
ในปัจจุบันต้องยอมรับว่าเจ้าตัวเล็กเติบโตท่ามกลางเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่เรียกได้ว่าพ่อแม่ผู้ปกครองมีไว้ให้เจ้าตัวเล็กได้เล่น เนื่องจากทำงานหนักและไม่ค่อยมีเวลาในการเลี้ยงดู ซึ่งความจริงแล้วหากไม่เล่นได้จะดีที่สุด เพราะสมาร์ทโฟนมีส่วนกระตุ้นให้เด็กที่เป็นเป็นสมาธิสั้นมากมีอาการขึ้น เนื่องจากเมื่อเล่นไปนาน ๆ อาจส่งผลให้เด็กขาดสมาธิและการควบคุมตนเอง อยู่ไม่นิ่ง หุนหันพลันแล่น และหากเด็กเป็นโรคสมาธิสั้นอยู่ก่อนแล้วอาการจะยิ่งมีความรุนแรงมากขึ้น อาทิ ใจร้อน วู่วาม อารมณ์ฉุนเฉียว ขาดการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่รู้จักการรอคอย เป็นต้น
นอกจากนี้การเล่นสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตเป็นเวลานาน ยังส่งผลให้เด็กเกิดความผิดปกติทางสายตา พูดช้า บุคลิกภาพไม่ดี ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองควรมองหากิจกรรมที่เหมาะสมเพื่อช่วยเสริมสร้างพัฒนาการเด็กและสร้างความอบอุ่นภายในครอบครัว ได้แก่ การเล่นกีฬา เช่น กอล์ฟ ฟุตบอล ว่ายน้ำ เป็นต้น หรือการเล่นดนตรี เช่น เปียโน เป็นต้น สำหรับช่วงอายุที่เด็กสามารถใช้งานสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตได้นั้น ดีที่สุดคือที่ช่วงอายุตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป แต่ต้องควบคุมระยะเวลาในการใช้งานคือ ครั้งละไม่เกิน 1 ชั่วโมง เพื่อจะได้ไม่ส่งผลเสียต่อพัฒนาการการเรียนรู้และการเข้าสังคม
หากเกิดความสงสัยว่าเด็กมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมาธิสั้น พ่อแม่ผู้ปกครองควรรีบพาเด็กไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที เพราะการรักษาโรคนี้ต้องใช้เวลาและอาศัยความร่วมมือทั้งจากตัวเด็ก พ่อแม่ผู้ปกครอง และคุณครูผู้สอน ซึ่งต้องใช้หลายศาสตร์ร่วมกันเพื่อผลการรักษาที่ดี ที่สำคัญหากเด็กเข้ารับการรักษาจนหายขาดจากโรค นอกจากจะสมาธิดีขึ้น ผลการเรียนดีขึ้น เด็กยังเกิดความภาคภูมิใจในตนเองและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพได้ในอนาคต
รักลูก Community of The Experts
นพ.ชลภัฏ จาตุรงคกุล
จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ศูนย์พัฒนาการเด็ก
โรงพยาบาลกรุงเทพ