facebook  youtube  line

โรคเบาจืดในเด็ก เป็นแล้วรักษาไม่หาย ภัยร้ายมากกว่าที่คิด!

โรคเบาจืด- โรคเบาจืดในเด็ก- โรคเด็ก- อาการโรคเบาจืด- วิธีสังเกตอาการโรคเบาจืด- สาเหตุของโรคเบาจืด- ความแตกต่างของโรคเบาจืดกับเบาหวาน- โรคเบาจืดคือโรคอะไร

คุณแม่เคยได้ยินโรคเบาจืดไหมคะ? อาการของโรคอาจดูไม่ร้ายแรง แต่ความจริงอันตรายมากกว่าที่คิด หากลูกเป็นแล้วไม่สามารถรักษาให้หายได้ ที่แย่กว่านั้นคือลูกต้องกินยาไปตลอดชีวิตค่ะ เรามาดูวิธีสังเกตอาการของโรคเบาจืดกัน 

โรคเบาจืด คืออะไร

เบาจืด (Diabetes Insipidus) คือโรคที่ร่างกายสูญเสียความสมดุลของน้ำ โดยมีผลมาจากความผิดปกติของฮอร์โมนแอนติไดยูเรติก (Antidiuretic Hormone) ซึ่งก่อให้เกิดอาการกระหายน้ำอย่างรุนแรง ส่งผลให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมากผิดปกติ และปัสสาวะออกมามาก ซึ่งผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง อาจถึงขั้นปัสสาวะมากถึงวันละ 20 ลิตรได้ ซึ่งคนปกติจะปัสสาวะเพียงวันละประมาณ 1-2 ลิตรเท่านั้น โดยปัสสาวะที่ออกมาจะไม่มีกลิ่น ไม่มีสี และมีรสจืด จึงเรียกโรคนี้ว่า "โรคเบาจืด" สาเหตุมาจากการดื่มน้ำในปริมาณมากจนส่งผลให้สารต่าง ๆ ที่ก่อสีและกลิ่นในปัสสาวะเจือจางลงมากจนปัสสาวะเกือบมีลักษณะเหมือนน้ำแท้ ๆ

โรคเบาจืด ทำให้เกิดอาการอย่างไร
  1. ผู้ป่วยจะกระหายน้ำบ่อย
  2. ปัสสาวะบ่อย และครั้งละมาก ๆ ปัสสาวะมักไม่มีสี หรือกลิ่น
  3. เด็กมีภาวะการเจริญเติบโตช้า น้ำหนักขึ้นไม่ดี
  4. อาจมีการปวดบริเวณเอว ท้องน้อย เนื่องจากการคั่งของปัสสาวะ 
สาเหตุ
  1. ร่างกายขาดฮอร์โมนเก็บน้ำจากโรคต่อมใต้สมอง
  2. ไตไม่ตอบสนองกับฮอร์โมนเก็บน้ำ มักเป็นความผิดปกติ แต่กำเนิดหรือถ่ายทอดทางพันธุกรรม
รักษาโรคเบาจืดอย่างไร
  1. ใช้ยาตามแพทย์สั่งให้ครบ และตรงเวลาสม่ำเสมอ ห้ามหยุดยาหรืองดยาไปเอง ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  2. ดื่นน้ำให้เพียงพอ
  3. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็ม
โรคเบาจืด ต่างจากโรคเบาหวานอย่างไร

โรคเบาจืด (Diabetes insipidus) เป็นคนละโรคกับโรคเบาหวาน (Diabetes mellitus) เพียงแต่มีชื่อคล้าย ๆ กัน และมีความผิดปกติทางด้านปัสสาวะเหมือนกันทั่งคู่ การแยกโรคทั้ง 2 นี้ ในเบื้องต้นสามารถกระทำได้โดยการตรวจปัสสาวะ ซึ่งจะพบลักษณะจำเพาะ ของโรคแต่ละโรค ถ้าเป็นเบาจืดจะตรวจไม่พบน้ำตาลในปัสสาวะ ไม่มีกลิ่น ไม่มีสี และไม่ได้มีเกลือแร่  ส่วนผู้ที่เป็นเบาหวานนั้นจะตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะค่ะ

วิธีป้องกัน
  1. การระมัดระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุทางสมองหรือที่ศีรษะ 
  2. ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาทุกครั้ง 
  3. ร่วมไปกับการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงและรักษาสุขภาพจิตให้ดี

คุณพ่อคุณแม่อาจจะคิดว่าน้องปวดปัสสาวะธรรมดา กระหายน้ำปกติ แต่ถ้าไม่สังเกตอาการให้ดีและปล่อยไว้นานอาจจะกลายเป็นโรคร้ายที่อันตรายต่อเด็กๆ ได้ค่ะ ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาจืดแล้ว จะไม่มีทางรักษาให้หาย และที่สำคัญต้องกินยาตลอดชีวิตค่ะ

ในวันที่ลูกถูกเพื่อนแกล้ง บทบาทของพ่อแม่ต้องทำอย่างไร

การเลี้ยงลูก-พัฒนาการ-สอนลูก-ลูกโดนเพื่อนแกล้ง- ลูกโดนแกล้ง- วิธีรับมือเมื่อลูกโดนกลั่นแกล้ง

เมืื่อลูกถูกเพื่อนแกล้ง สัญญาณแบบไหนที่บอกว่าลูกถูกแกล้งแน่ ๆ พ่อแม่ต้องทำอย่างไร มาหาคำตอบกันค่ะ 

ในวันที่ลูกถูกเพื่อนแกล้ง บทบาทของพ่อแม่ต้องทำอย่างไร

ปี 2563 กรมสุขภาพจิตเปิดเผยว่าเด็กนักเรียนไทยถูกแกล้งติดอันดับ 2 ของโลก และในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาด้วยสถานการณ์โควิด 19 ทำให้เด็กหลายคนต้องเรียนออนไลน์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการกลั่นแกล้งกันในโรงเรียนจะหมดไปเสียทีเดียว

ยิ่งเมื่อโรงเรียนเปิดเรียนออนไซต์แล้ว แนวโน้มที่เด็กจะถูกแกล้งในโรงเรียนก็มีเยอะขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระดับอนุบาล ประถมศึกษา หรือระดับมัธยมศึกษา พ่อแม่ต้องหมั่นสังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูก รู้จักบทบาทของตนเอง เพื่อช่วยลูกหาทางรับมือกับการกลั่นแกล้งในโรงเรียนให้ได้

สัญญาณว่าลูกถูกรังแก

1. ร้องไห้ ไม่อยากไปโรงเรียน

2. ลูกเปลี่ยนไป จากเด็กร่าเริง สดใส กลายเป็นเด็กขี้อาย เก็บตัว ไม่เล่นกับใคร

3. ผลการเรียนต่ำลง พัฒนาการถดถอย 

4. เงียบ ไม่ร่าเริงสดใส

5. เมื่อพูดถึงเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน ลูกมักไม่อยากตอบ ไม่ค่อยมีเพื่อน 

6. มีบาดแผลตามร่างกาย 


 

บทบาทของพ่อแม่จะช่วยลูกได้อย่างไร

1. เปิดใจ เปิดโอกาสให้ลูกได้พูดถึงความรู้สึก เพื่อให้รับรู้ว่าลูกรู้สึกอย่างไร

2. มีท่าทีที่ดี เมื่อคุณครูบอกเล่าถึงพฤติกรรมของลูกเมื่ออยู่โรงเรียน อย่าเพิ่งติดป้ายเด็กคู่กรณีว่าเป็นเด็กมีปัญหา เพราะเขาอาจทำผิดพลาดและมีโอกาสที่จะสำนึกผิดได้

3. คุยกับพ่อแม่ของเด็กที่แกล้งลูก และครู เพื่อหาทางออกร่วมกัน

4. หากเหตุการณ์รุนแรงมาก และอีกฝั่งไม่ได้มีท่าทีสำนึกผิดใด ๆ ต้องให้กฎหมายเข้าช่วยปรับพฤติกรรมเด็ก เพื่อเป็นตัวอย่างว่าอย่าไปแกล้งใครรุนแรงแบบนี้ และอาจย้ายโรงเรียนลูกเป็นทางออกสุดท้าย

หากลูกถูกแกล้งไม่ว่าจะรุนแรงหรือไม่รุนแรงมาก พ่อแม่คือพื้นที่ปลอดภัยของลูก หาทางออกของผู้ใหญ่แล้ว อย่าลืมรักษาจิตใจของลูกเพราะการถูกแกล้งส่งผลกระทบต่อจิตใจเด็กในระยะยาว

นอกจากนี้ อย่าลืมสอนลูกเรื่องการขอโทษ การให้อภัย และการยิ้มนะคะ เพราะจะทำให้ลูกเรามีเกราะป้องกัน "หัวใจ" ตัวเองได้ดีเยี่ยม เขาจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่รู้อะไรควร ไม่ควร และเข้าใจความเป็นมนุษย์มากขึ้นว่า ทุกคนสามารถทำเรื่องผิดพลาดได้ แต่เราก็รู้จักการให้อภัย แก้ไข และปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขค่ะ

เมื่อปกป้องลูกแล้วอย่าลืมสร้างกำลังใจให้เขาด้วย เพราะพ่อแม่เป็นคนสำคัญที่จะช่วยสร้างกำลังใจให้ลูก สอนเขาให้มีความเชื่อมั่น และกล้าปกป้องตัวเองเมื่อถูกรังแก ย้ำกับลูกเสมอว่า 'ถึงเพื่อนคนนั้นจะชอบรังแกหนู แต่เพื่อนคนอื่นกับครูรักหนูมากนะ'

ที่สำคัญอย่ายุหรือผลักดันให้ลูกตอบโต้ หรือหันมาใช้พฤติกรรมไม่น่ารักเหมือนที่เขาถูกเพื่อนทำนะคะ

 

 

อ้างอิง : 

https://www.dmh.go.th/news-dmh/view.asp?id=30612

ในวันที่ลูกผิดหวัง พ่อแม่ต้องสอนให้ลูกรับมือกับความผิดหวังให้ได้

สอนลูกรับมือความผิดหวัง- สอนลูกเมื่อผิดหวัง- เมื่อลูกต้องรับมือความผิดหวัง

ในวันที่ลูกผิดหวัง พ่อแม่ต้องสอนให้ลูกรับมือกับความผิดหวังให้ได้

เด็กคนหนึ่งก็ต้องมีอารมณ์โกรธ ผิดหวัง เป็นธรรมดา และก็เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องสอนให้ลูกรับมือกับความผิดหวัง ความโกรธนั้นให้ได้ เมื่อเหตุการณ์ที่ลูกทำตัวไม่น่ารักเกิดขึ้นแล้ว พ่อแม่ควรสอนลูกดังนี้เลย

  1. บอกให้ลูกรู้ ว่าพ่อแม่รู้ว่าลูกโกรธอยู่

เพื่อให้ลูกรู้จักอารมณ์ของตัวเองในตอนนี้ ว่าที่ลูกร้องไห้ กระสับกระส่าย โมโห ก้าวร้าวอยู่ เพราะลูกกำลังรู้สึกผิดหวัง ให้ดึงลูกมากอดไว้เพื่อให้อารมณ์เย็นลง

  1. พาไปที่สงบ เงียบ เพื่อคุยกับลูก

หลังเหตุการณ์ที่ลูกเสียใจ ผิดหวัง ให้พาลูกไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่กระตุ้นอารมณ์ให้รุนแรงเพิ่มขึ้น ใช้เวลาพูดคุย ถามมุมมองของลูกเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น ให้พ่อแม่ถามลูกว่า “พ่อแม่รู้ว่าลูกโกรธ แต่ลูกจะทำท่าทางไม่สุภาพแบบนั้นไม่ได้ พ่อแม่ต้องทำอย่างไรจึงจะช่วยให้ลูกรู้สึกดีขึ้นได้” หลังจากที่ลูกตอบ ก็ให้พาลูกไปทำให้ถูกทางและเหมาะสม เช่น พาไปกินขนม แล้วชวนคุยเรื่องเพลงที่ลูกชอบ หนังที่ลูกชอบ ที่เที่ยวที่อยากไป ให้ลูกออกจากอารมณ์ผิดหวัง

  1. ลดความคาดหวังในตัวลูก

เมื่อทุกอย่างสงบลง ต่อมาควรคุยกับลูกอีกครั้ง เพราะบางเรื่องที่ลูกไม่สามารถทำได้ พ่อแม่ย่อมรู้ดี ควรพูดคุยให้ลูกใช้ความสามารถในด้านอื่นแทน และชวนลูกตั้งเป้าหมายใหม่ ๆ ที่ท้าทาย และลูกสามารถมีโอกาสทำสำเร็จได้

  1. พุดคุยกับลูกบ่อย ๆ ให้ลูกได้แสดงความคิดเห็นมากขึ้น

พ่อแม่ควรตั้งคำถามให้ลูกได้แสดงความคิดเห็นบ่อย ๆ เพื่อให้ลูกรู้จักเอง ได้ใช้ความคิดมากขึ้น หากผิดไปแล้วก็ให้รับผลการกระทำ ลูกจะได้สัมผัสได้ว่าพ่อแม่อยู่เคียงข้างลูกเสมอ พร้อมที่จะเป็นฟูกนุ่ม ๆ รองรับลูก เมื่อเขาผิดหวัง

ไขข้อสงสัย! วิจัยพิสูจน์แล้ว ลูกฉลาดเหมือนใคร ระหว่างพ่อกับแม่

การเลี้ยงลูก-พัฒนาการ-สอนลูก

มีคำตอบแล้ว ว่าลูกฉลาดได้ใคร ระหว่างพ่อกับแม่?

เคยไหมคะ สงสัยว่าลูกเราทำไมพัฒนาการดี เรียนเก่ง หัวไว ได้ความฉลาดนี้มาจากใครกันนะ ระหว่างพ่อกับแม่ ขอบอกว่าไม่ต้องเถียงกันแล้วค่ะ ล่าสุดมีวิจัยยืนยันว่าลูกนั้นเก่งได้ใคร มาดูกันเลยค่ะ จากข้อมูลจากนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ยีนความฉลาดของมนุษย์เรา จะอยู่ในโครโมโซม X ซึ่งเป็นโครโมโซมที่ผู้หญิงจะมีสอง ส่วนผู้ชายจะมีแค่โครโมโซมเดียว ทำให้อาจได้ข้อสรุปว่าระดับสติปัญญาจากแม่ จะตกทอดสู่รุ่นลูกได้มากกว่าจากพ่อ ซึ่งงานวิจัยชิ้นล่าสุดของมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ ก็ได้ออกมาช่วยยืนยันแล้วว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องจริงค่ะ

โดยทีมนักวิจัยได้ทำการสำรวจจากกลุ่มคนอายุ 14 – 22 ปี จำนวน 30,000 คน เป็นประจำทุกปีมาตั้งแต่ปี 1994 โดยจะมีการทดแบบทดสอบ และการสัมภาษณ์ต่างๆ ระหว่างลูก แม่ และพ่อของผู้เข้าร่วมวิจัย ซึ่งพวกเขาก็ได้คำตอบว่าสติปัญญาของลูกจะได้จากแม่ มากกว่าพ่อเป็นเรื่องจริง

การเข้าไปศึกษาเกี่ยวกับยีนสติปัญญาของหนูทดลอง โดยทีมวิจัยได้ค้นพบว่าหนูที่มียีนตกทอดจากแม่มากกว่า จะมีขนาดสมองที่ใหญ่กว่า แต่ลำตัวจะเล็กกว่า ตรงกันข้ามกับหนูที่มียีนจากพ่อมากกว่า ซึ่งจะมีขนาดสมองที่เล็กกว่า แต่ลำตัวจะใหญ่กว่า

และยีนความฉลาดที่ตกทอดจากแม่มาสู่ลูกจะพบได้มากในบริเวณ Cerebral Cortex (เปลือกสมอง) ซึ่งเป็นส่วนที่คอยสั่งการใช้ความคิดเชิงตรรกะ เช่น การเรียนรู้ภาษาหรือการวางแผน เมื่อเปรียบเทียบกับ ยีนที่ตกทอดมาจากรุ่นพ่อแล้ว นักวิจัยพบว่ายีนชนิดนี้จะพบได้มากในบริเวณระบบลิมบิค (Lymbic System) ซึ่งเป็นส่วนที่ทำงานเกี่ยวกับกลไกการสืบพันธุ์ อาหาร และความโกรธเกรี้ยว

ข้อมูลที่กล่าวมา ทำให้แม่หลายคนภูมิใจมากเลยนะคะ แต่ถ้าพ่อฉลาดกว่าแม่ อย่าลืมให้พ่อสอนการบ้านลูกเยอะๆ นะคะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : women.mthai.com , www.countryliving.com

ไม่อยากให้ลูกตัวเตี้ยต้องทำแบบนี้

เด็กตัวเตี้ย, ลูกตัวเตี้ย, ลูกตัวเล็ก, ลูกไม่สูง, เพิ่มความสูง, อยากให้ลูกสูงทำไงดี, วิธีทำให้ลูกสูง, สูงได้ด้วยวิธีนี้, ลูกไม่สูงเท่าเพื่อน, พ่อแม่เตี๊ย ลูกสูงได้ไหม

ลูกตัวเตี้ยเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่พ่อแม่หลายคนกังวล พ่อแม่อยากเลี้ยงลูกให้แข็งแรงเติบโตสมวัยทั้งนั้น แต่ถ้าอยู่ไปๆ เจ้าตัวเล็กที่บ้านเกิดส่วนสูงหล่นเกณฑ์ ทั้งที่เมื่อก่อนส่วนสูงขึ้นปกติดี ปัญหาสำคัญเช่นนี้ รอช้าไม่ได้ค่ะ

ไม่อยากให้ลูกตัวเตี้ยต้องทำแบบนี้

ปัจจัยการเติบโต

พันธุกรรม เด็กที่เกิดจากพ่อแม่ที่ตัวเล็กมักจะมีรูปร่างเล็กตามเผ่าพันธุ์ เช่นเดียวกันกับเด็กที่เกิดจากพ่อแม่รูปร่างสูงก็มักจะสูงตามไปด้วย นอกจากนั้นพันธุกรรมยังเป็นตัวกำหนดขั้นตอนของการเจริญเติบโตด้วย

  • สิ่งแวดล้อม ได้แก่ การรับประทานอาหารไม่เพียงพอหรือไม่ครบ 5 หมู่ การออกกำลังกาย การนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ รวมทั้งมีการเจ็บป่วยเรื้อรังซ่อนเร้นอยู่ เช่น เด็กเป็นหอบ หืด ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลทุกเดือน ต้องพ่นยา ทำให้เด็กได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ และระหว่างการป่วยต้องใช้พลังงานค่อนข้างสูงอาจทำให้เด็กเติบโตได้ไม่ดี

  • ฮอร์โมน ความผิดปกติของฮอร์โมนหลายชนิดที่อาจเป็นสาเหตุทำให้เด็กตัวเตี้ย ได้แก่ ภาวะขาดฮอร์โมนเจริญเติบโต ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน เป็นต้น

  • เชื้อชาติ คนเชื้อชาติตะวันตกจะมีความสูงมากกว่าทางตะวันออก

  • ความเครียด เป็นปัจจัยหนึ่งที่กระทบต่อการเจริญเติบโตของเด็ก เนื่องจากมีผลทำให้การหลั่งของฮอร์โมนการเจริญเติบโตผิดปกติไป

 

สูงแค่ไหนถึงปกติ

สามารถทราบได้จากการวัดส่วนสูง แล้วนำไปเปรียบเทียบกับมาตรฐานการเจริญเติบโตปกติ ถ้าความสูงมีค่าต่ำไปจากมาตรฐานที่ปกติก็ถือว่าเตี้ย หรือ ประเมินจากอัตราการเพิ่มส่วนสูงต่อปีดังนี้


 

 

 

อายุ (ปี) อัตราการเพิ่มความสูง / ปี(ซม.)

แรกเกิด- 1

25

1 - 2

10-12

2 - 4

6-8

4 - 10

5

 

 

การจะสังเกตว่าเด็กตัวเตี้ยหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากหลายปัจจัยร่วมกัน โดยเฉพาะความสูงและลักษณะรูปร่างของพ่อแม่ บวกกับการติดตามดูกราฟการเจริญเติบโตของเด็ก ว่ามีการเพิ่มอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของวัยหรือไม่ ไม่ใช่ประเมินจากการเทียบส่วนสูงกับเด็กๆ ในวัยเดียวกัน ซึ่งถ้าหากพ่อแม่เป็นคนรูปร่างเตี้ยอยู่แล้ว เด็กก็มีแนวโน้มที่เป็นคนตัวเตี้ย แต่หากเด็กที่เคยมีประวัติการเจริญเติบโตปกติดี แต่ส่วนสูงเกิดการหยุดชะงักหรือเพิ่มในอัตราที่ต่ำกว่าเกณฑ์ โดยที่มีภาวะโภชนาการปกติดี นั่นอาจมาจากความผิดปกติฮอร์โมนการเจริญเติบโตภายในร่างกายของเด็ก

 

รู้จักฮอร์โมนเจริญเติบโต

ฮอร์โมนเจริญเติบโต หรือ growth hormone เป็นฮอร์โมนที่ผลิตจากต่อมใต้สมอง ทำหน้าที่ให้เด็กมีการเจริญเติบโตปกติตามวัย และยังมีผลต่อกระบวนการสร้างน้ำตาลในกระแสเลือดด้วย ถ้าต่อมใต้สมองมีความผิดปกติ จะเป็นเหตุให้ต่อมดังกล่าวหยุดผลิตฮอร์โมนเจริญเติบโตหรือผลิตได้น้อยลง และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กเจริญเติบโตช้าและตัวเตี้ยได้

ฮอร์โมนเจริญเติบโตนี้จะถูกผลิตและหลั่งออกมาจากต่อมใต้สมองขณะที่เด็กนอนหลับ และเมื่อออกกำลังกาย นอกจากนั้นฮอร์โมนดังกล่าวจะถูกผลิตในปริมาณที่มากขึ้นในระยะเข้าวัยรุ่น เนื่องจากฮอร์โมนเพศมีผลช่วยเสริมในการหลั่งฮอร์โมนเจริญเติบโต ดังนั้นแพทย์จึงมักจะแนะนำให้เด็กนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รวมทั้งออกกำลังกายสม่ำเสมอ

 

สังเกต...ลูกขาดฮอร์โมนเจริญเติบโต

เด็กที่ขาดฮอร์โมนเจริญเติบโตจะมีอาการเติบโตช้า อัตราการเจริญเติบโตน้อยไปกว่าค่าปกติดังกล่าวข้างต้น เสียงเล็กแหลม รูปร่างเตี้ยแต่จ้ำม่ำ ในเด็กผู้ชายอาจพบว่ามีอวัยวะเพศเล็กกว่าเด็กทั่วๆ ไป บางรายที่ขาดฮอร์โมนเจริญเติบโตชนิดรุนแรงจะพบว่ามีโอกาสมีน้ำตาลในเลือดต่ำ และอาจเป็นเหตุให้เด็กชักจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้อีกด้วย  

 

ภาวะไทรอยด์ทำเด็กเตี้ย

เด็กที่ขาดฮอร์โมนชนิดอื่นก็ทำให้เด็กเตี้ยได้ ได้แก่ เด็กที่ขาดไทรอยด์ฮอร์โมน ซึ่งโดยปกติจะผลิตจากต่อมไทรอยด์ที่ตั้งอยู่บริเวณคอ นอกจากจะทำให้เด็กเตี้ยแล้วในบางรายจะมีพัฒนาการช้าร่วมด้วย นอกจากนั้นเด็กที่ขาดฮอร์โมนเพศ เนื่องมาจากความผิดปกติของรังไข่ในเด็กหญิง หรือ ความผิดปกติของอัณฑะในเด็กชายก็เป็นเหตุให้เด็กเจริญเติบโตช้าในระยะเข้าสู่วัยรุ่นได้  

เด็กเตี้ยอาจจะมีเหตุจากโรคบางชนิดที่มีฮอร์โมนมากเกินไป ได้แก่ โรคของต่อมหมวกไตซึ่งสร้างฮอร์โมนสเตียรอยด์มากเกินไปเป็นสาเหตุทำให้เด็กเตี้ยแต่อ้วนได้ เด็กที่ได้รับยาที่มีสเตียรอยด์เป็นส่วนประกอบจะต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเพราะการได้รับยาที่มีสเตียรอยด์มากเกินไปจะเป็นเหตุให้เด็กเตี้ยได้

 

เมื่อใดควรพาลูกไปพบแพทย์

  1. พล็อตกราฟความสูงแล้วความสูงต่ำกว่าเกณฑ์ในช่วงอายุนั้นๆ

  2. อัตราการเพิ่มส่วนสูงน้อยกว่าปกติเมื่อเทียบกับข้อมูลในอดีต โดยเฉพาะตั้งแต่ 4 ปีไปแล้วน้อยกว่าปีละ 5 ซม.

  3. เด็กที่คลอดยาก คลอดแล้วต้องให้ออกซิเจน อาจมีปัญหาที่ต่อมใต้สมอง ซึ่งแสดงผลการเจริญเติบโตให้เห็นชัดเมื่ออายุ 1 ปีครึ่งขึ้นไป

  4. ในกรณีที่เด็กคลอดออกมาแล้วตัวเล็ก เช่น ตอนแม่ตั้งครรภ์น้ำหนักขึ้น 13-15 กก. แต่ลูกออกมาหนักไม่ถึง 2.5 กก. และหากความยาวแรกเกิดต่ำกว่า 50 ซม. แสดงว่าน้ำหนักคุณแม่มากแต่ไม่ได้ส่งไปถึงลูกเลย ซึ่งเหตุผลที่โภชนาการผ่านไปถึงลูกไม่ได้ อาจเกิดปัญหาที่รกหรือไม่ หรือระหว่างตั้งครรภ์แม่ดื่มเหล้า สูบบุหรี่จัด และกินยากันชักเป็นประจำหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้จะบั่นทอนสุขภาพลูก อาจส่งผลให้เป็นเด็กตัวเล็กตลอดไปได้

 

เมื่อต้องพบแพทย์

แพทย์จะทดสอบฮอร์โมนโดยการตรวจเลือด เพื่อประเมินความสามารถของต่อมใต้สมองว่า สามารถผลิตฮอร์โมนได้มากน้อยเพียงใด หรือพิจารณาเป็นรายๆ ไป ว่าเด็กมีความผิดปกติที่ระบบไหน เช่น อาจผิดปกติระบบกระดูก วัดแล้วไม่ได้สัดส่วน ต้องดูระดับแคลเซียมและเกลือในร่างกาย ถ้าฮอร์โมนไทรอยด์ผิดปกติก็อาจเตี้ยได้

นอกจากนั้นแพทย์จะตรวจวินิจฉัยทางรังสี ได้แก่ เอ็กซเรย์ที่ข้อมือเพื่อประเมินดูการเจริญเติบโตของกระดูก และในบางรายจำเป็นต้องมีการตรวจทางรังสีชนิดพิเศษ เพื่อดูลักษณะของต่อมใต้สมอง เด็กที่เป็นโรคเตี้ยเนื่องจากการขาดฮอร์โมน สามารถให้การรักษาได้โดยการให้ฮอร์โมนชนิดที่เด็กขาดทดแทนเข้าไป

แต่กรณีที่พิสูจน์ทางการแพทย์แล้วว่า เด็กไม่มีการขาดฮอร์โมนเจริญเติบโต แพทย์จะไม่แนะนำให้การรักษาด้วยฮอร์โมนเจริญเติบโต เพราะนอกจากจะไม่ได้ผลแล้วยังอาจจะทำให้เด็กเสี่ยงต่ออาการข้างเคียงของการรักษาได้ ได้แก่ ระดับน้ำตาลสูง ภาวะบวมน้ำ ปวดศีรษะ เป็นต้น

 

เลี้ยงลูกให้โตสมวัยได้ไม่ยาก

  1. รับประทานให้ครบทุกหมวดหมู่

  2. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

  3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

  4. เฝ้าสังเกตดูอัตราการเพิ่มความสูงทุกปีว่าเป็นไปตามค่าปกติดังกล่าวหรือไม่

  5. ถ้ามีอัตราการเจริญเติบโตที่น้อยกว่าปกติ ควรพาไปรับคำปรึกษาจากแพทย์

เหล่านี้คือสิ่งที่พ่อแม่ควรดูแลใส่ใจอย่างใกล้ชิด เพราะจะเป็นสิ่งที่ช่วยบอกให้ทราบถึงภาวะผิดปกติที่เกิดได้แต่เนิ่นๆ เพื่อจะได้ปรึกษาแพทย์และหาทางดูแลรักษาได้ทันท่วงทีเพราะหากพาเด็กที่สงสัยว่าเตี้ยจากการขาดฮอร์โมนการเจริญเติบโตไปพบแพทย์ก่อนที่เด็กจะเข้าสู่วัยรุ่น การรักษาจะได้ผลดีกว่ารอเมื่อเด็กโตแล้ว

 

 

ไม่อยากให้ลูกเป็น โรคซึมเศร้าตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ต้องทำ 7 ข้อนี้ให้ได้

ไม่อยากให้ลูกเป็นโรคซึมเศร้าตั้งแต่เด็ก-โรคซึมเศร้า-โรคซึมเศร้า อาการ-โรคซึมเศร้าในเด็ก-พ่อแม่ทำลูกเป็นโรคซึมเศร้า-วิธีป้องกันโรคซึมเศร้า-ลูกเป็นโรคซึมเศร้า-เด็กเป็นโรคซึมเศร้า

 

หลายครั้ง ความรักก็ส่งไปไม่ถึงลูก ยิ่งไปกว่านั้น การไม่ชอบสื่อสาร ไม่ชอบแสดงออก อาจทำให้ลูกน้อยใจจนคิดไปเอง

ไม่อยากให้ลูกเป็น โรคซึมเศร้าตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ต้องทำ 7 ข้อนี้ให้ได้

พ่อแม่ทุกคนรักลูกเสมอ แต่หลาย ๆ ครั้ง ความรักก็ส่งไปไม่ถึงลูก ยิ่งไปกว่านั้น การไม่ชอบสื่อสาร ไม่ชอบแสดงออก พูดจาตรง และรุนแรง อาจทำให้ลูกน้อยใจจนคิดไปเองได้

รวมถึงการกระทำที่ไม่คิดของพ่อแม่ อาจนำลูกไปสู่โรคซึมเศร้าได้ง่าย ๆ ดังนั้นวิธีป้องกันโรคซึมเศร้าที่เป็นภัยเงียบนี้ พ่อแม่ควรแสดงออกว่ารักลูกให้มาก ๆ ลองทำตามทั้ง 7 ข้อนี้เลยค่ะ 

1. เล่นกับลูก ให้เวลากับลูกให้มากที่สุด 

ชวนลูกเล่นตัวต่อ จิ๊กซอว์ แป้งโดว์ หรือเล่นเกมไปกับลูก พูดคุยกันถึงวันที่ผ่านมา เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวได้ ว่างก็คลุกคลีตีโมงกับลูก กอดหอมกันไปมา เป็นการแสดงความรักขั้นพื้นฐานที่ดีที่สุด หากพ่อแม่ไม่ใช้เวลากับลูกเลย อาจเกิดระยะห่างระหว่างกันได้

2. คุยกับลูกด้วยรอยยิ้ม พยายามใจเย็นเสมอ

หากทบทวนตัวเองแล้ว เวลาไม่พอใจลูก ลูกไม่ได้ดั่งใจ มักจะตหวาด ดุดัน เร่งเร้า ตำหนิ บ่น กับลูกใช่หรือไม่ ไม่ควรทำแบบนั้นนะคะ ควรจะหันมายิ้มให้ลูก พูดกันด้วยความเข้าใจ ให้กำลังใจกัน ย่อมมีความสุขมากกว่า และให้ผลที่ดีกว่ามาก

3. ตั้งใจฟังลูก และบอกลูกว่าพ่อแม่ฟังลูกอยู่

การไม่ฟังลูกพูด นั่นอาจเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะบอกเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตให้พ่อแม่ฟังก็เป็นได้ การฟังเป็นเรื่องง่ายมากนะคะ บางครั้ง การฟังลูกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ หรือ ระบายความรู้สึกให้ฟัง ก็เป็นการแสดงออกให้ลูกรู้ได้ถึงความรักที่คุณมีให้เขาแล้ว โดยที่พ่อแม่ไม่ต้องแนะนำอะไรเลยก็ได้


ไม่อยากให้ลูกเป็นโรคซึมเศร้าตั้งแต่เด็ก-โรคซึมเศร้า-โรคซึมเศร้า อาการ-โรคซึมเศร้าในเด็ก-พ่อแม่ทำลูกเป็นโรคซึมเศร้า-วิธีป้องกันโรคซึมเศร้า-ลูกเป็นโรคซึมเศร้า-เด็กเป็นโรคซึมเศร้า

4. แสดงความรักบ่อย ๆ กับลูก

ลูกต้องการความรักเสมอ แม้จะเขินบ้างเวลาพ่อแม่แสดงออก แต่ทำไปเถอะค่ะ เดี๋ยวลูกก็โตไปหาเพื่อนแล้ว ตอนเด็ก ๆ อยู่กับลูกบอกรัก กอด หอม จูงมือ หยอกเหย้าให้มาก ๆ ทำให้ชิน ให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้เลยนะคะ

5. ให้ลูกมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

การตัดสินใจแทนลูกทุกอย่าง เป็นข้อที่เข้าใจผิดกันอย่างมาก และไม่ดีต่อพัฒนาการลูกเลยค่ะ การให้โอกาสลูกในการแสดงความคิดเห็นและแสดงออกซึ่งความต้องการของตัวเอง ก็เป็นวิธีการแสดงความรักและแสดงออกถึงการยอมรับในตัวลูกอย่างหนึ่ง พ่อแม่ไม่ควรมองข้ามนะคะ

6. ชื่นชมลูกเมื่อทำสำเร็จ ปลอบใจเมื่อล้มเหลว

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ หรือเรื่องใหญ่ ๆ หากเป็นเรื่องราวที่ดีของลูกนั้น การให้กำลังใจและชื่นชมกันคือเรื่องที่ดีมาก หากลูกแพ้ก็ให้กำลังใจ อยู่ข้าง ๆ ลูก สิ่งนี้แหละที่เป็นหัวใจสำคัญของความรักที่มีต่อลูก

7. รักษาสัญญากับลูก ขอโทษลูกได้เมื่อพ่อแม่ผิด

การโกหก หรือการไม่รักษาสัญญากับลูก เป็นจุดสำคัญที่สร้างบาดแผลและความไม่เชื่อใจทีละเล็กทีละน้อยนะคะ หากทำอะไรไม่ได้ควรบอกเหตุผลจำเป็น ขอโทษลูก และควรอธิบายลูกให้เข้าใจ เพราะสำหรับเด็ก ๆ คำพูดของพ่อแม่นั้นมีน้ำหนักต่อความรู้สึกของลูกมากกว่าที่เราคิดค่ะ





 

ไวรัส RSV ภัยร้ายที่มากกว่าโรคหวัด

โรคในเด็ก-โรคRSV-rsv-อาการโรคrsv 

ไวรัส RSV เป็นไวรัสซึ่งทำให้คุณพ่อคุณแม่กลัวมาก เนื่องจากไวรัส RSVยังไม่มีทั้งยารักษาและวัคซีนป้องกัน และไวรัส RSVมักแพร่ระบาดในช่วงฤดูฝน เราเลยขอนำเรื่องไวรัส RSV ไวรัสร้ายตัวนี้มาบอกกล่าวกันอีกครั้งค่ะ

ไวรัส RSV คืออะไร

Respiratory Syncytial virus หรือ RSV เป็นเชื้อไวรัสที่รู้จักกันมานานในวงการแพทย์ ซึ่ง RSV เป็นสาเหตุของอาการหรือโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจโดยเฉพาะในเด็กเล็ก

ร่างกายได้รับไวรัส RSV ได้อย่างไร

ไวรัส RSV จะพบมากและเจริญเติบโตได้ดีในช่วงที่มีอากาศชื้นโดยเฉพาะหน้าฝน แถมยังติดต่อกันได้ง่ายเพียงการสัมผัสใกล้ชิด หรือสัมผัสสารคัดหลั่งทางตาหรือจมูก และทางลมหายใจ   

ไวรัส RSV ทำให้เกิดอาการอย่างไร RSV ก่อโรคในทางเดินหายใจ แบ่งอาการเป็น 3 กลุ่มคือ
  1. ทางเดินหายใจส่วนต้นอักเสบ ทำให้มีอาการคล้ายหวัด มีไข้ ไอ น้ำมูกไหล คออักเสบ
  2. ทางเดินหายใจส่วนล่างอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบ ซึ่งมักเป็นในเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี
  3. ในบางรายมีอาการรุนแรง ไข้สูง หอบเหนื่อย ซึ่งมีสาเหตุมาจาก ไวรัส RSV ตั้งแต่ 40 –90 % รวมไปถึงปอดบวม  
ไวรัส RSV ต่างจากหวัดธรรมดาอย่างไร

หวัดธรรมดาจะมีอาการไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล กินน้ำ กินนมได้ ซึ่งจะหายได้ใน 5-7 วัน แต่อาการที่เกิดจากไวรัส RSV มีอาการหอบ เหนื่อย บางคนหอบมากจนเป็นโรคปอดบวม หรือหายใจมีเสียงวี้ดแบบหลอดลมฝอยอักเสบ บางรายไอมากจนอาเจียน ซึมลง ตัวเขียว กินข้าว กินน้ำ กินนมไม่ได้  

รักษา ไวรัส RSV อย่างไร

ระวังเรื่องการขาดนน้ำ เพราะจะยิ่งทำให้เสมหะเหนียวข้นและเชื้อลงปอด อาจต้องใช้ยาพ่นร่วมกับ oxygen เพื่อช่วยขยายหลอดลม รับประทานยาลดไข้ตามอาการทุก 4 – 6 ชั่วโมงพร้อมกับเช็ดตัวลดไข้ นอนพักผ่อนเยอะๆ ร่างกายก็จะฟื้นตัวอย่างช้าๆ ใช้เวลาประมาณ 7 – 14 วัน จึงจะหาย  

วิธีป้องกัน ไวรัส RSV
  • การล้างมือให้เด็กเล็กบ่อยๆ และพี่เลี้ยงเด็กก็ต้องล้างมือบ่อยๆ เช่นกัน หลีกเลี่ยงการสัมผัสเด็กที่สงสัยว่าเป็นหวัด และใส่หน้ากากอนามัยป้องกันเอาไว้
  • เมื่อมีเด็กป่วย หากเป็นไปได้ให้ผู้ปกครองรับกลับบ้าน แต่หากไม่สามารถรับกลับบ้านได้ ให้แยกเด็กและแยกเครื่องใช้ของเด็กป่วยออกจากเด็กปกติ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรค
  • หลีกเลี่ยงการจูบและหอมเด็ก เพราะอาจเป็นการแพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว ไม่พาบุตรหลานไปที่ชุมชมสถานที่ที่มีคนเยอะ

ถ้ามองเผิน ๆ คุณพ่อคุณแม่อาจจะคิดว่าน้องเป็นหวัดธรรมดา แต่ถ้าไม่สังเกตอาการให้ดีและปล่อยไว้นานอาจจะกลายเป็นโรคร้ายที่อันตรายต่อชีวิตเด็ก ๆ ได้ค่ะ ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ มีโอกาสที่จะเกิดซ้ำอีกได้ถ้าน้อง ๆ ร่างกายอ่อนแอ ซึ่งจะกระตุ้นอาการหอบจนทำให้เป็นโรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรังในที่สุดค่ะ