facebook  youtube  line

อย่าปล่อยให้ลูกอ้วน เพราะจะทำให้คุณภาพชีวิตแย่

การเลี้ยงลูก-พัฒนาการ-สอนลูก-โรคอ้วน-ลูกอ้วน-โรคอ้วน 
 

มีงานวิจัยบอกว่าหากเด็กอ้วนในวัยเรียนอาจมีความเชื่อมโยงกับปัญหาเรื่องการเรียนคณิตศาสตร์และการสะกดคำ ฉะนั้นพ่อแม่ควรให้ความสำคัญกับความอ้วนของลูก ไม่แพ้เรื่องพัฒนาการตามวัยค่ะ

อ้วน...ส่งผลต่อพัฒนาการและการเรียนรู้
           

ความอ้วนทำให้ลูกมีปัญหาเกี่ยวกับทางเดินหายใจ และการนอนหลับ ซึ่งส่งผลต่อสมองหรือการเรียนรู้ตามมาได้ค่ะ โดยความอ้วนของเด็กวัยเยาว์ อาจส่งผลต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ได้ดังนี้

  1. ไม่กระตือรือร้นในการเรียนรู้ ความอ้วนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ลูกอาจเหนื่อยหอบง่าย จึงมักเล่นอยู่กับที่มากกว่าการเล่นที่เคลื่อนไหวร่างกาย ซึ่งส่งผลให้มีพัฒนาการการเรียนรู้ไม่รอบด้านได้

เพราะการเรียนรู้ของเด็กวัย 3-6 ปี ต้องอาศัยความตื่นตัว และการเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่ว หากพ่อแม่เปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว ผ่านการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 สมองก็จะมีความตื่นตัวต่อการเรียนรู้มากกว่าแค่นั่งนิ่งๆ เขียนหนังสือที่โต๊ะในห้องเรียนค่ะ     

  1. สมองพัฒนาไม่เท่ากัน พัฒนาการของสมองทั้ง 2 ซีกสามารถสังเกตได้ตั้งแต่ลูกอายุ 1 ขวบ เมื่อเขาโตขึ้นเข้าสู่ช่วงวัยอนุบาลจะเริ่มใช้สมอง 2 ซีกผ่านการเล่น ผ่านการทำกิจกรรมต่างๆ

ฉะนั้นถ้าลูกอ้วนมากแล้วไม่ได้เคลื่อนไหว ก็เท่ากับว่าลดโอกาสที่ลูกจะได้ใช้สมอง 2 ซีกไปโดยปริยาย เพราะกิจกรรมหลายๆ อย่างที่เหมาะกับเด็กวัยอนุบาล จะต้องได้ใช้ร่างกายและสมองทั้ง 2 ข้างควบคู่กันไปจึงจะฝึกพัฒนาการได้เต็มที่ และรอบด้าน

  1. ขาดความมั่นใจ นอกจากนี้เรื่องพัฒนาการทางร่างกายที่เคลื่อนไหวไม่คล่องตัวเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ โดยเฉพาะเด็กผู้ชาย ซึ่งธรรมชาติจะชอบเล่น หรือทำกิจกรรมที่ได้ออกแรง เช่น เล่นกีฬากลางแจ้ง ปั้นจักรยานหรือวิ่ง มากกว่าผู้หญิงที่ชอบทำกิจกรรมแบบที่นั่งอยู่กับที่

หากลูกขาดความมั่นใจ หรือรู้สึกแย่กับตัวเองจนทำให้ไม่กล้าเล่นกับเพื่อน ในวัย 5 ขวบขึ้นไปมักเล่นเกมที่มีกติกา เกมที่มีการแบ่งกลุ่ม หรือเกมที่แบ่งฝ่าย ส่งผลให้ลูกอาจถูกเพื่อนปฏิเสธการเข้ากลุ่มได้ ทำให้ขาดทักษะทางสังคมไป

 

5 วิธีชวนลูกลดความอ้วน

1.สร้างความมั่นใจให้ลูก ก่อนอื่นพ่อแม่ต้องยอมรับในตัวลูก ไม่เอาเรื่องอ้วนเรื่องผอมมาเป็นประเด็น ทำให้เขารู้สึกดีกับตัวเอง ที่สำคัญพ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างในการดูแลสุขภาพให้ลูกเห็นด้วย ไม่ควรงอน โกรธ หรือตำหนิลูกเรื่องกิน แต่ใช้วิธีชวนลูกมากินอาหารที่มีประโยชน์ อาจให้เขาเข้าครัว ช่วยทำอาหาร ก็เป็นวิธีสร้างแรงจูงใจให้ลูกหันมากินอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น โดยที่ลูกเองก็ไม่รู้สึกว่าถูกกดดัน

2.ชวนลูกออกกำลังกาย หากลูกเป็นเด็กที่อ้วนมาก การออกกำลังกายที่เหมาะสม คือการเดินค่ะ อาจเริ่มที่เดินช้าๆ ก่อน แล้วค่อยเร่งความเร็วเพิ่มขึ้น วันละประมาณครึ่งชั่วโมง ซึ่งพ่อแม่ต้องออกกำลังกายเป็นเพื่อนลูกด้วยนะคะ โดยระหว่างเดินในสวนสาธารณะ หรือเดินเล่นกันที่สนามหน้าบ้านก็อาจคิดเกมสนุกๆ ที่ให้ลูกได้เคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น ควบคู่กับการฝึกทักษะสมองไปในตัวค่ะ

3.กินเพื่อสุขภาพที่ดี องค์การอนามัยโลกแนะนำไว้ว่าเด็กที่มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวาน โรคหัวใจ ไขมันสูง ควรเริ่มควบคุมอาหารตั้งแต่  2 ขวบ พ่อแม่อาจคุยกับครูที่โรงเรียนให้ช่วยดูแลเรื่องอาหารกลางวันของลูกด้วย เช่น งดน้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบ เป็นต้น

ส่วนอาหารมื้อหลัก ก็เน้นที่โปรตีนมากกว่าคาร์โบไฮเดรต หรือไขมัน เช่น เมนูข้าวกล้อง ไข่ดาว ผัดผัก ส่วนใหญ่นักโภชนาการจะเน้นให้เด็กวัยนี้ระวังเรื่องอาหารรสเค็ม เช่น ปลากรอบ ปลาทูน่ากระป๋อง ซึ่งพ่อแม่จะต้องจัดเมนูให้ลูกได้กินในสัดส่วนที่สมดุลกับผัก และผลไม้ด้วยนะคะ                

4.นอนดี เด็กอ้วนอาจมีปัญหาการนอนกรนได้ พ่อแม่ควรพาไปปรึกษาหมอค่ะ เพราะการนอนกรนทำให้ขาดออกซิเจน ส่งผลต่อสมองและการเรียนรู้ระหว่างวันได้ การควบคุมน้ำหนักให้ลูกนอกจากจะช่วยเลี่ยงอาการนอนกรนแล้ว ยังทำให้ลูกพร้อมต่อการเรียนรู้ด้วย              

5.ทำกิจกรรมเคลื่อนไหวที่โรงเรียน ครูมีส่วนช่วยส่งเสริมให้เด็กได้เล่นกิจกรรมที่ได้เคลื่อนไหวร่างกายมากๆ โดยไม่เน้นที่เกมการแข่งขันเพื่อความเร็วอย่างเดียว แต่ควรเลือกจัดกิจกรรมที่กระตุ้นให้มีการออกแรง ก็เป็นการสร้างแรงจูงใจให้เด็กเกิดความมั่นใจที่จะเล่นกิจกรรมสนุกกับเพื่อนมากขึ้นได้

 

อย่าปล่อยให้ลูกเป็น เด็กมือแข็ง เพราะผู้ใหญ่จะไม่เอ็นดู โตขึ้นเสี่ยงก้าวร้าว

 การเลี้ยงลูก-พัฒนาการ-สอนลูก

อย่าให้ลูกโตขึ้นเป็นเด็กมือแข็ง ไม่รู้จักไหว้ การไหว้อย่างสวยงาม ถูกต้อง ถือเป็นการแสดงออกถึงมารยาทที่ดีของของสังคมไทย แสดงออกถึงการมีสัมมาคารวะ อ่อนน้อมถ่อมตน เคารพผู้ใหญ่ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้ลูกไหว้อย่างถูกต้องและจริงใจนะคะ อย่าปล่อยให้ลูกไหว้มือเดียวแบบขอไปที และไหว้ไม่ถูกต้อง กลายเป็นเด็กมือแข็ง เดี๋ยวจะไม่น่ารักในสายตาผู้ใหญ่หรือผู้พบเห็นค่ะ

คุณพ่อคุณแม่ หรือผู้ปกครองควรสอนการไหว้ดังนี้
  1. ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง

คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกรู้จักการไหว้ได้ตั้งแต่ลูกอายุ 1 - 3 ปี โดยเริ่มจากการที่คุณพ่อคุณแม่ไหว้ให้ลูกดูเป็นตัวอย่าง ซึ่งในเด็กเล็กที่ยังพนมมือไม่เป็นนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรสอนโดยจับมือลูกให้พนมมือเข้าด้วยกันอย่างถูกต้อง โดยบอกให้ลูกรู้ว่านี่คือการไหว้ เป็นการแสดงออกที่สวยงามน่ารัก นอกจากนี้ เมื่อลูกได้เห็นคุณพ่อคุณแม่ยกมือไหว้คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย และผู้อาวุโสบ่อย ๆ ก็จะรู้ว่านี่เป็นพฤติกรรมที่ดีที่ควรกระทำ ซึ่งจะทำให้ลูกเลียนแบบและซึมซับพฤติกรรมนี้ได้ไม่ยาก

  1. สอนการไหว้อย่างถูกต้อง

คุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้ลูกไหว้ผู้อาวุโสและผู้มีพระคุณ ได้แก่ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ญาติผู้ใหญ่ ครู อาจารย์ โดยการพนมมือนิ้วชิดกัน พร้อมกับก้มศีรษะลงให้หัวแม่มือจรดกับปลายจมูก ปลายนิ้วแนบระหว่างคิ้ว และการไหว้บุคคลที่มีอาวุโสกว่าเล็กน้อยที่เคารพนับถือ โดยการพนมมือนิ้วชิดกันแล้วยกขึ้นพร้อมทั้งก้มศีรษะลงให้หัวแม่มือจรดปลายคาง ปลายนิ้วแนบปลายจมูก 

  1. อย่าปล่อยเมื่อลูกไม่ยอมไหว้

ทุกครั้งที่ลูกมีท่าทีดื้อ หรือต่อต้านที่จะไหว้สวัสดีทักทายผู้ใหญ่ คุณพ่อคุณแม่ต้องไม่ยอมที่จะปล่อยตามใจลูกแต่ต้องเอาจริงเอาจังที่จะสอนให้ลูกตระหนักว่าการไหว้เป็นสิ่งสำคัญที่ลูกจะละเลยไม่ได้แต่ต้องปฏิบัติจนติดเป็นนิสัยความเคยชิน

คุณพ่อคุณแม่ควรปลูกฝังให้ลูกรู้จักไหว้จนเป็นนิสัย เพราะเด็กที่มีนิสัยนอบน้อม ยกมือไหว้ผู้ใหญ่ได้เองโดยที่ไม่ต้องมีใครมาคอยสั่ง ผู้ใหญ่ก็มักจะให้ความเมตตา เอ็นดู แต่ถ้าเด็กมีพฤติกรรม “มือแข็ง” เมื่อพบเจอผู้ใหญ่แล้วทำกิริยาเมินเฉย ปฏิเสธที่จะยกมือไหว้ เด็กคนนั้นก็จะถูกมองว่าเป็นเด็กที่แข็งกระด้าง ไม่น่ารักค่ะ แต่เด็กที่น่ารักมือไม้อ่อน ใครเห็นใครก็หลงรักค่ะ ถ้าลูกทำได้ คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมชื่นชมลูกด้วยนะคะ เพียงเท่านี้ลูกก็จะรู้สึกดีใจและอยากทำสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ชมลูก..

 

ขอบคุณข้อมมูลจาก : MGR Online



 

อย่ามองข้าม! เด็กเลือดกำเดาไหลบ่อย เป็นสัญญาณโรคร้ายได้

อาการเลือดกำเดาไหล, เลือดออกทางจมูก, เส้นเลือดฝอยในโพรงจมูกแตก, สาเหตุ เลือดกำเดาไหล, อากาศแห้ง, ร่างกายขาดวิตามินซี, เลือดกำเดา, ลูกเลือดกำเดาไหลบ่อยให้รีบไปพบแพทย์, เลือดกำเดาไหลนาน, มีจ้ำเขียว, มีจุดแดง, จุดเลือดออกตามตัว, ลูกมีไข้สูง, มีอาการอาการเวียนศีรษะ, เหนื่อยง่าย, อ่อนเพลีย, ไม่กระฉับกระเฉง, ผิวหนังมีสีซีดลง

อย่ามองข้าม! เด็กเลือดกำเดาไหลบ่อย เป็นสัญญาณโรคร้ายได้

เอะอะ! ลูกเลือดกำเดาไหลตลอดเลย ก็ให้ก้มหน้าจนกว่าเลือดจะหยุดไหล แต่เป็นบ่อยๆ ครั้งเข้า มันก็อดห่วงไม่ได้ใช่ไหมคะ เคยได้ยินว่าอาจเสี่ยงโรคร้ายได้ แบบนี้มารู้จักอาการเลือดกำเดาไหลกันเลยค่ะ

สาเหตุ เลือดกำเดาไหล

เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก มักจะเกิดในช่วงฤดูหนาว ช่วงอากาศแห้ง วันที่ร้อนจัด หนาวจัด ร่างกายขาดวิตามินซี เกิดจากการกระทบกระเทือน หรืออุบัติเหตุ ความผิดปกติของร่างกาย แต่ส่วนมากมักจะมีอาการเลือดออกที่ไม่รุนแรง และเลือดมักจะหยุดเองได้ภายใน 10-15 นาที หากคุณแม่พบว่าลูกเลือดกำเดาไหลบ่อยก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะการที่ลูกเลือดกำเดาไหลบ่อย ก็อาจเป็นอาการของโรคที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

อาการแบบไหนต้องรีบไปพบแพทย์

ข้อมูลจากสมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย โดย รศ.พญ. ดารินทร์ ซอโสตถิกุล ฝ่ายเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องที่ผู้ปกครองควรทราบในกรณีที่ลูกเลือดกำเดาไหลบ่อยว่า หากลูกมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ให้รีบพาลูกน้อยไปพบแพทย์

เลือดกำเดาไหลนาน ร่วมกับที่ผิวหนังมีรอยเลือดออก เช่น มีจ้ำเขียว มีจุดแดง หรือจุดเลือดออกตามตัวร่วมด้วย มีเลือดออกตามไรฟัน หรือลิ้นร่วมด้วย มีปัสสาวะสีน้ำล้างเนื้อ หรืออุจจาระสีดำคล้ายยางมะตอย หรืออุจจาระของลูกมีเลือดปนมาด้วย ลูกมีไข้สูง ลูกมีอาการอาการเวียนศีรษะ เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ไม่กระฉับกระเฉง หรือผิวหนังมีสีซีดลง

การที่ลูกเลือกกำเดาไหลบ่อยอาจเป็นสัญญาณของโรคต่าง ๆ ได้แก่
  1. โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม

ซึ่งทำให้เกล็ดเลือดทำงานผิดปกติ เช่น โรควอนวิลล์แบรนด์ (von Willebrand disease – VWD) ซึ่งอาจมีประวัติเลือดออกง่ายหยุดยากในครอบครัวร่วมด้วย

  1. โรคที่เกิดขึ้นภายหลัง

ทำให้เกล็ดเลือดมีปริมาณต่ำลง เช่น โรคเกล็ดเลือดต่ำจากภูมิต้านทานตนเอง (immune thrombocytopenia – ITP) ซึ่งเป็นภาวะเกล็ดเลือดต่ำที่พบบ่อยในเด็ก, โรคไขกระดูกฝ่อทำให้ร่างกายไม่สามารถสร้างเม็ดเลือดทุกชนิดได้อย่างพอเพียง ทำให้มีโลหิตจาง ติดเชื้อง่ายเนื่องจากมีเม็ดเล็ดขาวต่ำลง และเกล็ดเลือดต่ำทำให้เลือดออกง่าย หรือโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่มีเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวแทรกซึมอยู่ในไขกระดูก ทำให้สร้างเม็ดเลือดที่ปกติได้ลดลง

นอกจากนี้ หากลูกเลือดกำเดาไหลบ่อยและเป็นเวลานาน ก็อาจทำให้เด็กเกิดภาวะซีดจากการสูญเสียเลือดเรื้อรัง จนเกิดภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็ก ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นสังเกตอาการของลูกอยู่เสมอ หากเด็กมีอาการเวียนศีรษะ เป็นลมง่าย เหนื่อยง่าย หรือมีอาการตามที่กล่าวมาข้างต้น ก็ควรพาลูกไปพบแพทย์โดยเร็ว

วิธีป้องกันไม่ให้ลูกน้อยเลือดกำเดาไหลง่ายนั้น เบื้องต้นมีวิธีการดังนี้
  1. พยายามไม่ให้จมูกของลูกแห้ง โดยอาจจะใช้น้ำเกลือหยอดจมูก หรือทาวาสลินเคลือบในรูจมูกก่อนนอน

  2. ปรับอุณภูมิในห้องนอนของลูก ไม่ให้อากาศแห้งเกินไปให้ลูกกินผักและผลไม้ที่มีวิตามินซี เพื่อช่วยให้หลอดเลือดฝอยในจมูกแข็งแรง

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างไร

ให้เด็กนั่งตัวเอียงไปด้านหน้า ก้มศีรษะลงเล็กน้อย เพื่อให้เลือดไหลออกทางจมูกแทนที่จะไหลลงคอ ซึ่งอาจทำให้เด็กอาเจียนออกมาเป็นเลือดจากที่กลืนเข้าไป ใช้มือบีบบริเวณปีกจมูกข้างที่มีเลือดกำเดาไหลเบา ๆ ประมาณ 10 นาที และหากเลือดยังไม่หยุดไหลนานเกิน 30 นาที ให้รีบพาเด็กไปพบแพทย์

 

อยู่บ้านก็เรียนได้! Twinkl สื่อการสอนจากประเทศอังกฤษ แจกโค้ดโหลดฟรี!

 COVID-19- Twinkl - ภาษาอังกฤษ - เรียนออนไลน์ - โควิด-19 

คุณพ่อคุณแม่กำลังมองหากิจกรรมดี ๆ ที่ให้ลูกทำช่วงอยู่บ้านใช่ไหมคะ เรามีกิจกรรมมาแนะนำค่ะ ซึ่งเป็นการเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ นอกจากจะได้ใช้เวลาว่างแล้ว ยังเป็นการเพิ่มทักษะภาษาอังกฤษอีกด้วย

โดยในตอนนี้ บริษัท Twinkl (ทวิงเคิล) ซึ่งเป็นผู้ผลิตสื่อการสอนจากประเทศอังกฤษ ได้จัดทำโค้ดสำหรับการสมัครสมาชิก และดาวน์โหลดทุกสื่อการสอน ฟรี!!! เป็นเวลา 1 เดือน โดยสามารถเลือกได้ตามอายุของผู้เรียน มีตั้งแต่เด็กเล็กก่อนเข้าโรงเรียน อนุบาล ประถม มัธยม และก็มีการศึกษาพิเศษค่ะ

 

วิธีการสมัครและใช้โค้ด
  1. คลิกเข้าไปที่ลิงก์ https://www.twinkl.co.th/offer (สำนักงานใหญ่อยู่ที่อังกฤษ แต่เรามีโดเมนสำหรับผู้ใช้ในไทยด้วยค่ะ)
  2. กรอกข้อมูลในส่วนของ New to Twinkl
  3. กรอกโค้ด THATWINKLHELPS ในช่อง Offer Code

 

เพียงเท่านี้คุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองก็สามารถ เข้าไปเลือกดู และดาวน์โหลดสื่อการสอนของ Twinkl อย่างฟรีๆ ได้มากกว่า 630,000 สื่อการสอน ทุกสื่อการสอนของ Twinkl ออกแบบโดย ครู ในสหราชอาณาจักร ผู้มีประสบการณ์ในการสอนและการใช้สื่อการสอนในห้องเรียน ได้รับมาตรฐานและสอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาของสหราชอาณาจักร สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.twinkl.co.th/about-us ค่ะ

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องการสมัคร+การใช้โค้ด สามารถเข้าไปดูได้ที่ :  https://www.facebook.com/twinklresources/videos/709197152952479/

  

อร่อยแต่อันตราย! ซีเรียล ไส้กรอก มันฝรั่งถุง กินบ่อยเสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

 อาหารแปรรูปสูง, อาหารแปรรูปน้อย, ผัก, ผลไม้, ถั่ว, เนื้อ, นม, ไข่, อาหารแปรรูป, ชีส, ขนมปังทำเอง, เบียร์, ไวน์, หมูรมควัน, เบคอน, อาหารแปรรูปสูง, อาหารกึ่งสำเร็จรูปแช่แข็ง, ไส้กรอก, มายองเนส, มันฝรั่งถุง, พิซซ่า, คุกกี้, ช็อกโกเลต, เครื่องดื่ม, น้ำอัดลม, อาหารแต่งกลิ่นแต่งสี, โรคหัวใจและหลอดเลือด

เรียกว่าเป็นของโปรดของเด็ก ๆ เลยก็ว่าได้ ทั้ง ซีเรียล ไส้กรอกแฮม มายองเนส มันฝรั่งถุง พิซซ่า คุกกี้ ช็อกโกแลต แต่อันตรายนะคะถ้ากินอย่างสม่ำเสมอ

ล่าสุดมีผลการศึกษาถึง 2 ชิ้น ได้ยืนยันถึงอันตรายของกาทานอาหารประเภทนี้ ที่เชื่อมโยงกับการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร การเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือด ผลการศึกษาจากประเทศสเปน ทีมนักวิจัยได้เก็บข้อมูลของผู้เข้าร่วม ทั้ง ไลฟ์สไตล์ กิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน น้ำหนัก สุขภาพ และความถี่ของการบริโภคอาหารประเภทต่างๆ จำนวน 200,000 คน จากโปรเจกต์ Seguimiento Universidad de Navarra (SUN)

แบ่งอาหารแต่ละประเภทได้ดังนี้...
  1. อาหารไม่แปรรูปหรือแปรรูปน้อย เช่น ผัก ผลไม้ ถั่ว เนื้อ นม ไข่ ฯลฯ

  2. กลุ่มอาหารแปรรูป (Processed Food) เช่น ชีส ขนมปังทำเอง เบียร์ ไวน์ หมูรมควัน เบคอน

  3. อาหารแปรรูปสูง (Ultra-Processed Food) เช่น อาหารกึ่งสำเร็จรูปแช่แข็ง ไส้กรอก มายองเนส มันฝรั่งถุง พิซซ่า คุกกี้ ช็อกโกเลต เครื่องดื่มและอาหารประเภทแต่งกลิ่นแต่งสี

อาหารเหล่านี้จัดเป็นอาหารที่มีคุณภาพต่ำ อุดมด้วยไขมันเลวสูง มีปริมาณน้ำตาล และเกลือสูง อีกทั้งวิตามินและไฟเบอร์ต่างๆ ยังมีน้อย

เมื่อนำทุกอย่างมาวิเคราะห์ ก็พบว่าการบริโภคอาหารแปรรูปสูงมากเกินกว่า 4 หน่วยบริโภคต่อวัน เพิ่มความเสี่ยงของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรถึง 62 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับคนที่กินน้อยกว่า ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาอีกชิ้นของประเทศฝรั่งเศส เรื่องการกินอาหารแปรรูปสูง มีความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

รู้แบบนี้แล้วก็อย่าทานอาหารแปรรูปสูงบ่อย และหันมาทานอาหารเพื่อสุขภาพ ให้เด็ก ๆ ทานผัก ผลไม้ ที่สะอาดกันด้วยนะคะ 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.facebook.com/thestandardth


 

อาการ TICS ภาวะกล้ามเนื้อกระตุก เด็กเป็นบ่อย พ่อแม่แก้ไขได้

อาการ TICS-ภาวะ TICS-ภาวะกล้ามเนื้อกระตุก-ลูกกระพริบตาบ่อย-อาการกระพริบตาบ่อย-กระพริบตาบ่อยเกิดจากอะไร-เด็กกระพริบตาบ่อย-อาการที่เด็กกระพริบตาบ่อยๆ-เด็กเครียด-ภาวะ TICS ในวัยเด็ก

อาการ TICS ภาวะกล้ามเนื้อกระตุก มักเกิดขึ้นในเด็ก ทำให้กระพริบตาบ่อย กระพริบตาถี่มาก ซึ่งนี่คืออีกหนึ่งอาการผิดปกติของสายตา

อาการ TICS ภาวะกล้ามเนื้อกระตุก เด็กเป็นบ่อย พ่อแม่แก้ไขได้

อาการ TICS พบบ่อยในเด็กอายุระหว่าง 4-8 ปี ส่วนใหญ่จะพบในเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิง สาเหตุมาจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ถ้าหากพบอาการ TICS ในวัยผู้ใหญ่โดยที่ไม่เคยมีประวัติของภาวะ TICS ในวัยเด็ก อาจเกิดจากความผิดปกติทางสมอง 

อาการ TICS เป็นภาวะที่ทำให้รู้สึกต้องเคลื่อนใหวร่างกาย เปล่งเสียง หรือเป็นทั้งสองอย่างซึ่งทำให้มีการกระตุกของกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า คอ ใหล่ แขน และมือ หรือเปล่งเสียงซ้ำ ๆ มักเป็น ๆ หาย ๆ อาการ TICS มักควบคุมได้ในบางสถานการณ์ เช่น เวลาออกนอกบ้าน ได้พบปะผู้คน จะสามารถควบคุมอาการได้ชั่วคราว แต่จะมีการแสดงอาการมากกว่าปกติเมื่อกลับมาอยู่บ้าน หรืออยู่คนเดียว


อาการ TICS แบ่งเป็น 2 แบบ

1. การเคลื่อนไหว (MOTOR TICS) อาการที่ต้องขยับส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เช่น ยักใหล่ หรือกระพริบตา ในบางคนจะมีอาการแสดงทางตรงกันข้ามกล่าวคือ จะมีอาการเกร็ง หรือหยดการกระทำ (Blocking TICS)

2. การเปล่งเสียง (PHONIC TICS) อาการที่ต้องเปล่งเสียงออกมาหรือพูดบางคำพูด เช่น กระแอม พูดคำหยาบ

 

ทำไมลูกถึงกระพริบตาบ่อย

1. เกิดจากบุคลิกประจำตัวของเด็กเอง

มักพบในเด็กที่ขี้อาย หรือมีความรู้สึกอ่อนไหว ต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์ หรือตำหนิจากผู้อื่น กลัวที่จะทำอะไรผิดหรือไม่เป็นที่ยอมรับจากผู้อื่น เด็กที่พบว่ามีอาการ TICS ส่วนใหญ่พบว่าเป็นเด็กปกติที่ค่อนข้างฉลาด แต่อ่อนไหวง่าย

2. เกิดจากพ่อแม่ และทุกคนรอบข้าง

เด็กจะมีอาการเพราะคนรอบข้าง ที่ส่วนใหญ่จะตั้งความคาดหวังไว้ค่อนข้างสูง เกินกว่าที่เด็กเองจะทำได้ พบว่าผู้ที่คอยจ้ำจี้จ้ำไช หรือขี้บ่นกับการกระทำของเด็กอยู่ตลอดเวลา หรือคอยที่จะเปรียบเทียบในทางลบอยู่เป็นประจำ

อาการ TICS-ภาวะ TICS-ภาวะกล้ามเนื้อกระตุก-ลูกกระพริบตาบ่อย-อาการกระพริบตาบ่อย-กระพริบตาบ่อยเกิดจากอะไร-เด็กกระพริบตาบ่อย-อาการที่เด็กกระพริบตาบ่อยๆ-เด็กเครียด-ภาวะ TICS ในวัยเด็ก

3. เกิดจากการเลียบแบบ

การกระพริบตาบ่อย ๆ หรือการกระตุกของกล้ามเนื้อแก้มที่เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นวิธีการระบายความเครียดของเด็ก ที่ทำไปโดยไม่รู้ตัว ไม่ได้ตั้งใจทำให้เกิดขึ้น และเป็นไปอย่างไม่ได้กำหนดเอง เพราะเป็นจากจิตใต้สำนึก

ในกรณีที่เด็กเริ่มมีอาการกระพริบตาบ่อย ๆ พ่อแม่ควรพาเด็กไปพบกุมารแพทย์เพื่อให้ช่วยดูว่ามีสาเหตุอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดการระคายเคืองของตาหรือไม่ เช่น ขนตาแยงตา ปัญหาภูมิแพ้ทางตา หรือวินิจฉัยแยกโรคจากปัญหาทางกายอย่างอื่น ๆ

 

พ่อแม่จะช่วยลูกที่มีอาการ TICS ได้อย่างไร

1. ลดความเครียด ช่วยให้ลูกได้ผ่อนคลาย

โดยช่วยให้ลูกได้มีเวลาว่าง และพักผ่อนได้เพียงพอ เช่น ได้มีโอกาสเล่นตามประสาเด็กกับเพื่อน ๆ เพราะปัจจุบันหลังเลิกเรียน เด็กมักจะไม่ค่อยได้เล่นที่โรงเรียน แต่กลับต้องเรียนพิเศษต่ออีก จึงควรจัดเวลาให้ลูก ในเรื่องการเรียนพิเศษ ไม่ให้มากจนเกินไป

2. ลดการตำหนิลูก

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกินอาหาร การแต่งตัว การทำการบ้าน การอ่านหนังสือ ดูทีวี หรือเรื่องคะแนนสอบที่อาจจะไม่ได้ดั่งใจ แม้ว่าพ่อแม่อาจจะรู้สึกหงุดหงิด และคิดว่าคุณจำเป็นต้องพูดเตือนลูกอยู่เสมอ ๆ แต่ต้องเลือกใช้วิธีอื่น ที่เป็นในเชิงบวกกับลูก



3. ให้ทำเป็นไม่เห็นเมื่อลูกกระพริบตาบ่อย ๆ 

หากคอยดุลูกเรื่องกระพริบตาบ่อย ๆ ลูกก็จะเกิดความเครียดมากขึ้น ยิ่งทำให้กระพริบตาบ่อยขึ้น ให้ทำเป็นไม่เห็นบ้างเพื่อให้ลูกผ่อนคลาย และควรจะบอกคุณครู คุณปู่ คุณย่า และคนอื่น ๆ รอบข้าง ให้ใช้วิธีการเดียวกัน และไม่ล้อเลียนเด็ก

4. หลีกเลี่ยงการลงโทษ

ลูกมีอาการกระพริบตาบ่อย ๆ ลูกไม่ได้แกล้งทำ แต่ที่จริงแล้ว เด็กเองก็ไม่สามารถควบคุมอาการ TICS ได้ เนื่องจากเป็นเรื่องของจิตใต้สำนึก ที่จะปลดปล่อยความเครียด ดังนั้นอย่าดุหรือทำโทษลูก เพราะจะยิ่งเป็นการเพิ่มความเครียด ให้กระพริบตามากขึ้นไปอีก

 

แต่ถ้าพ่อแม่ทำทุกข้อแล้วลูกยังไม่หาายจากอาการ TICS ยังคงมีอาการขยิบตา ย่นจมูก กระตุกมุมปาก บิดคอ ยักไหล่ สะบัดมือ กระตุกมือ ซ้ำ ๆ เป็น ๆ หาย ๆ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการรักษาต่อไป

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : พญ.จันท์ฑิตา พฤกษานนท์, โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

​อาการไอของลูกรัก บอกอะไรคุณพ่อคุณแม่ได้บ้าง

 ไอ- อาการไอ- โรคเด็ก- อาการไอในเด็ก- ยาแก้ไอ 


เด็กมีอาการ 'ไอ' ได้หลายแบบ ซึ่งแต่ละแบบมีสาเหตุที่แตกต่างกันไป โดยคุณพ่อคุณแม่ต้องพร้อมเรียนรู้วิธีสังเกตและการรักษา เพื่อสุขภาพของลูกรักนะคะ

อาการไอเกิดจากอะไร?
ไอเป็นอาการที่เกิดขึ้นเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในทางเดินหายใจ อาจจะเป็นฝุ่นละอองหรือเสมหะที่เกิดจากไข้หวัด หลอดลมอักเสบหรือปอดอักเสบ ร่างกายจะกำจัดสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้ โดยการไอออกมา สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่่ทำให้ไอเรื้อรังคือ การมีเสมหะคั่งค้างในหลอดลม


อาการไอแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ ดังนี้

1.ไอแห้ง ไอแบบไม่มีเสมหะ เกิดขึ้นเมื่อร่างกายเย็นหรือมีอาการแพ้ เพื่อช่วยเคลียร์น้ำมูกที่สะสมในคอหรือการระคายเคืองจากการเจ็บคอ

2.ไอเปียก  ไอมีเสมหะ ซึ่งเป็นผลมาจากการติดเชื้อบริเวณหลอดลม ทำให้มีเสมหะ (ซึ่งประกอบด้วยเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรค) ออกมารวมตัวกันที่ทางเดินหายใจ

วิธีการสังเกตอาการไอแต่ละแบบที่พ่อแม่ควรรู้ หากทำความเข้าใจการไอแต่ละแบบ อาจช่วยให้คุณพ่อคุณแม่รับมือและดูแลลูกน้อยได้ดีขึ้นก่อนจะพาเด็กไปพบแพทย์ ซึ่งอาจพบอาการไอในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้

1.ไอเพราะไข้หวัดทั่วไป หรือไข้หวัดใหญ่

อาการไอ: ไอแห้ง

สัญญาณร่วม: คัดจมูก น้ำมูกไหล ระคายคอ เจ็บคอ

และอาจมีอาการ: น้ำมูกไหลต่อเนื่อง มีไข้ต่ำๆ กลางดึก

การรักษาเบื้องต้น: ในกรณีที่เด็กอายุต่ำกว่าหกเดือน สถาบันกุมารเวชศาสตร์อเมริกาแนะนำว่านอกจากนมแม่แล้ว แม่ไม่ควรให้ลูกกินอย่างอื่นเพื่อบรรเทาอาการไอทั้งสิ้น แต่สำหรับเด็กอายุหนึ่งขวบขึ้นไป น้ำผึ้งบริสุทธิ์ น้ำเกลือ ก็อาจจะช่วยให้เด็กไอน้อยลงได้

 

2.ไอเพราะหายใจลำบาก

เด็กๆ อาจตื่นขึ้นมาไอค่อกแค่กกลางดึก การไอเช่นนี้ในเด็กอายุต่ำกว่าห้าขวบมักมาพร้อมกับอาการไข้หวัด

อาการไอ: ไอแห้ง

สัญญาณร่วม: ได้ยินเสียงติดๆ ขัดๆ ขณะที่ลูกหายใจเข้า

การรักษาเบื้องต้น: เปิดฝักบัวทิ้งไว้ให้เกิดไอน้ำในห้องน้ำ แล้วลองให้ลูกหายใจในห้องที่มีไอน้ำ หรือหายใจในห้องที่มีเครื่องทำความชื้น อาการหายใจลำบากของเด็กควรหายไปภายใน 3-4 วัน ถ้านานเกินกว่านั้น ต้องรีบพาเด็กๆ ไปพบแพทย์แล้วล่ะ

 

3.ไอเพราะโรคปอดบวม

อาการไอ: ไอเปียก มีเสมหะ

สัญญาณร่วม: เด็กมีอาการไอต่อเนื่องจนหน้าซีดและเหนื่อยหอบ

การรักษาเบื้องต้น: รีบพบแพทย์ให้เร็วที่สุด


 

4.ไอเพราะโรคหอบหืด หรือหลอดลมอักเสบ

โดยทั่วไปแพทย์มีความเห็นพ้องกันว่าเด็กอายุต่ำกว่าสองปีไม่ควรเป็นโรคหอบหืด เว้นเสียแต่ว่าครอบครัวมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้หรือโรคหอบหืดมาก่อน ส่วนโรคหลอดลมอักเสบในเด็กอายุต่ำกว่าหนึ่งปีมักมาจากไวรัส RSV ซึ่งถ้าเกิดในเด็กอายุมากกว่าสามปีมันจะเป็นไข้หวัดธรรมดา แต่ในเด็กทารกก็อาจรุนแรงถึงชีวิตได้

โรคหอบหืดในทารกอาจเริ่มจากการมีอาการหวัด ระคายเคืองตา หรือน้ำตาไหล และยังอาจจะมีอาการหอบจนหน้าอกยุบและโป่งจากการหายใจเข้าออกแต่ละครั้ง ส่วนโรคหลอดลมอักเสบที่มักพบในหน้าหนาวมักมาพร้อมกับอาการมีไข้ต่ำและเบื่ออาหาร

อาการไอ: ไอร่วมกับเสียงหายใจดังฟืดฟาด

การรักษาเบื้องต้น: สังเกตอัตราการหายใจของลูก หากถี่กว่า 50 ครั้ง/นาที ให้รีบพาไปโรงพยาบาลได้เลย

 

5.ไอเพราะโรคไอกรน

โรคไอกรนเคยเป็นโรคที่ทำให้ทารกเสียชีวิตได้ จนกระทั่งวัคซีน DTP ถูกนำมาใช้ โรคนี้ก็ค่อยๆ ถูกกำจัดออกไป ทว่าเมื่อไม่กี่ปีมานี้ โรคไอกรนก็กลับมาและรุนแรงกว่าเดิม

อาการไอ: ไอเสียงดังและไอติดต่อกัน

สัญญาณร่วม: บ่อยครั้งที่อาการไอนี้จะมาพร้อมกับตาเหลือก หน้าซีด หรือไอจนลิ้นออกมานอกปาก

การรักษาเบื้องต้น: โรคนี้ป้องกันง่ายกว่าด้วยการให้ทารกได้รับวัคซีนป้องกันตามที่แพทย์แนะนำ แต่ถ้าไม่ทัน และคุณพ่อคุณแม่สงสัยว่าลูกมีโอกาสจะเป็นโรคไอกรนก็ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที

 

6.ไอเพราะสิ่งแปลกปลอม

สาเหตุของการไอและสำลักในเด็ก ที่พบบ่อยที่สุดก็คืออาหารหรือของเล่นชิ้นเล็กๆ นี่แหละ เพราะฉะนั้นถ้าลูกอ้าปากค้างหรือไอขณะกินอาหาร หรือเล่นของเล่น คุณแม่ต้องรีบมองหาตัวการในปากของลูกก่อนเป็นอันดับแรก

อาการไอ: ไอเบาๆ แต่ไอไม่หยุด หรืออ้าปากค้าง

สัญญาณร่วม: เมื่อลูกเริ่มไอ และไอติดต่อกัน จนหายใจลำบากโดยไม่มีทีท่าว่าจะป่วยไข้มาก่อน เป็นไปได้ว่าอาจมีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่ในหลอดลม

การรักษาเบื้องต้น: ให้ใช้วิธี ‘ตบหลัง 5 ครั้ง สลับกับกระแทกหน้าอก 5 ครั้ง’ (Five Back Blow and Five Chest Thrust)

 

คุณพ่อคุณแม่สามารถบรรเทาอาการไอของลูกได้หลายวิธีด้วยกันตามคำแนะนำต่อไปนี้

1.ใช้เครื่องทำความชื้นภายในห้องในตอนกลางคืน เพื่อเพิ่มความชื้นในอากาศ หรืออาจให้ลูกนั่งอยู่ในห้องน้ำที่เปิดน้ำอุ่นประมาณ 2-3 นาที

2.หากลูกมีอายุมากกว่า 1 ปี ให้เด็กรับประทานน้ำผึ้งปริมาณ 1 ช้อนชาเพื่อบรรเทาอาการ

3.ใช้สารเมนทอลทาบริเวณหน้าอกของลูกน้อย เพื่อให้เด็กหายใจได้สะดวกขึ้น โดยควรเลือกผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กและทารกโดยเฉพาะ

4.ไม่ใช้ยารักษาโรคไข้หวัดในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 4 ปี เพราะอาจทำให้เสมหะเหนียวข้นและเป็นอันตรายต่อเด็กได้


 

หากพบว่าลูกน้อยมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์

1.เด็กไอโดยมีอายุต่ำกว่า 4 เดือน

2.ไอแบบแห้ง ๆ โดยมีสาเหตุมาจากไข้หวัดติดต่อกันนานกว่า 5-7 วัน

3.ไอและมีไข้สูง

4.ไอเป็นเลือด

5.ป่วยและอ่อนล้าอย่างมาก

6.มีวัตถุแปลกปลอมติดอยู่ในช่องคอ

7.รู้สึกเจ็บหน้าอกเมื่อสูดหายใจเข้าลึก ๆ

8.หายใจมีเสียงหวีด และหายใจหรือพูดลำบาก

9.น้ำลายไหลหรือกลืนอาหารลำบาก

ที่มา : www.parents.com, www.pobpad.com

อาหารเป็นพิษในเด็ก อาการ และวิธีป้องกัน

714 1

อาหารเป็นพิษเป็นเรื่องที่เกิดได้กับทุกคน ผู้ใหญ่บางคนเป็นแล้วอาการยังหนัก แต่ถ้าลูกป่วยอาหารเป็นพิษอาจมีการรุนแรง พ่อแม่ต้องหาทางรับมืออาหารเป็นพิษในเด็กให้ได้ค่ะ

อาหารเป็นพิษในเด็ก อาการ และวิธีป้องกัน

คุณหมอสุภาพรรณ ตันตราชีวธร กุมารแพทย์ด้านโภชนาการเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาลกล่าวว่าอาหารเป็นพิษคืออาการที่เกิดจากการกินอาหารที่มีพิษของเชื้อโรคเข้าไป เช่น พิษของเชื้อ Staphylococcus aureus , E.coli , Clostridium botulism ,Bacillus cereus เมื่อเรากินอาหารที่มีพิษของเชื้อเหล่านี้เข้าไปแล้ว ระยะฟักตัวจะเร็ว ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง ลักษณะถ่ายเหลวเป็นน้ำ แต่ไม่มีไข้  

อาหารเป็นพิษเป็นเร็ว และหายเร็ว พอร่างกายขับพิษออกมาไม่ว่าจะเป็นการถ่าย หรืออาเจียนหลังจากนั้นอาการจะหายเป็นปลิดทิ้งได้ ซึ่งอาการท้องเสีย หรืออาเจียนจากอาหารเป็นพิษจะเป็นเพียง 1-2 วัน ช่วงนี้ควรให้ลูกกินยาแก้อาเจียน และดื่มน้ำเกลือแร่ชดเชยน้ำที่เสียไป ไม่จำเป็นต้องกินยาฆ่าเชื้อ ที่สำคัญไม่ควรให้ลูกกินยาระงับการขับถ่าย หรือยาแก้ท้องเสีย เพราะจะยิ่งทำให้สารพิษอยู่ในร่างกายนานขึ้น อาการต่างๆจะหายช้าลง

การดูแลเด็กที่มีอาการของอาหารเป็นพิษ

ควรให้ลูกกินยาแก้อาเจียนและดื่มน้ำเกลือแร่ชดเชยน้ำและเกลือแร่ที่เสียไป ระหว่างนั้นควรสังเกตว่าลูกมีอาการขาดน้ำหรือไม่ อาการของการขาดน้ำได้แก่ ปากแห้ง กระบอกตาลึก กระหม่อมบุ๋ม ชีพจรเต้นเร็วและปัสสาวะน้อยลง ถ้าลูกไม่มีการขาดน้ำคุณอาจดูแลลูกที่บ้านเองได้ แต่ถ้าลูกมีอาการแสดงของการขาดน้ำควรรีบพาลูกไปหาหมอนะคะ ถ้าอาการเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ เราควรให้ลูกดื่มน้ำเกลือแร่ต่อไป และพยายามให้ลูกดื่มนมทีละน้อยๆ แต่บ่อยๆ เพื่อไม่ให้อาเจียน และควรให้กินอาหารอ่อนๆ เช่น โจ๊ก ข้าวต้มจะเป็นการดีกว่าอาหารแข็งๆที่ย่อยยากค่ะ

714 2

ลำไส้อักเสบจากการติดเชื้อในอาหาร

เกิดการท้องเสียฉับพลัน หรืออาเจียน ซึ่งเป็นอาการคล้ายคลึงกับอาการของอาหารเป็นพิษ แต่มีไข้เพิ่มเข้ามาด้วย และถ่ายเป็นมูกหรือมูกปนเลือด อย่างนี้ถือว่าลูกติดเชื้อโรคจำพวก Salmonella หรือ Shigella แล้วค่ะ ซึ่งมีอาการรุนแรงกว่าอาหารเป็นพิษ ทางที่ดีควรรีบพาลูกไปหาหมอรับยาฆ่าเชื้อ เพื่อยับยั้งการลุกลามของเชื้อโรคเป็นการด่วน  

1. เชื้อโรค : Staphylococcus aureus

อาหาร : พบมากในเนื้อสัตว์ แฮม มันฝรั่ง สลัดไข่ แซนวิช

อาการ : ท้องเสีย อาเจียน มักเกิดอาการภายใน 1-6 ชั่วโมงหลังกินอาหาร

วิธีรักษา : ให้กินยาแก้อาเจียน และดื่มน้ำเกลือแร่  

2. เชื้อโรค : E.coli

อาหาร : พบมากในผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์

อาการ : ท้องเสีย อาเจียน มักเกิดอาการภายใน 1-4 วันหลังกินอาหาร

วิธีรักษา : ให้กินยาแก้อาเจียน และดื่มน้ำเกลือแร่  

3. เชื้อโรค : Botulism

อาหาร : ส่วนใหญ่จะพบอยู่ในอาหารกระป๋องที่หมดอายุ หรือในเนยแข็ง น้ำผึ้ง ผักสด

อาการ : ท้องเสีย อาเจียน มักเกิดอาการภายใน 12-48 ชั่วโมงหลังกินอาหาร

วิธีรักษา : ให้กินยาแก้อาเจียน และดื่มน้ำเกลือแร่  

4. เชื้อโรค : Salmonella

อาหาร : ส่วนใหญ่จะพบในไข่ที่ปรุงไม่สุก หรือเนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุก หรือน้ำส้มคั้นที่ใส่ขวดเอาไว้ โดยไม่ได้ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อ

อาการ : จะรุนแรงกว่าอาหารเป็นพิษ คือมีไข้ ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน และถ่ายมีมูกได้

วิธีรักษา : ควรพบหมอ  

5. เชื้อโรค : Shigella

อาหาร : ส่วนใหญ่มักจะมีในผัก หรือผลไม้

อาการ : รุนแรงกว่าอาหารเป็นพิษ คือมีไข้ ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน และถ่ายมีมูกเลือด

วิธีรักษา : ควรพบหมอเพื่อรับยาฆ่าเชื้อ  

 

อาหารเป็นพิษเป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวลูกเรามาก พยายามปรุงอาหารให้สะอาด และสุกอยู่เสมอ รวมทั้งล้างมือก่อนและหลังกินข้าว รวมทั้งล้างพืช ผักผลไม้ด้วยวิธีให้น้ำไหลผ่าน และเลือกอาหารที่ผ่านการฆ่าเชื้อมาอย่างดี รับรองได้ว่าอาหารเป็นพิษจะไม่เกิดกับลูกของเราอย่างแน่นอน

อาหารที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

ระวังสลัดจานใหญ่ที่ราดมายองเนสมากๆ เพราะข้างในอาจแฝงไปด้วยพิษของเชื้อโรคต่างๆอยู่ ผัก ผลไม้สดๆที่ล้างไม่สะอาด รวมทั้งเนื้อสัตว์ต่างๆที่อาจปนเปื้อนไปด้วยพิษของเชื้อโรค ควรกินไข่ที่สุกเท่านั้น กุ้ง หอย เช่น หอยแมลงภู่ น้ำผลไม้สดไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ ถั่วงอก นมสดที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ และเนยแข็ง อาหารกระป๋องที่หมดอายุ

714 4

วิธีป้องกัน

ควรล้างมือด้วยน้ำสบู่ก่อนทำกับข้าว และหลังทำกับข้าวเสร็จ ไม่ควรวางอาหารสด หรือผักผลไม้ทับรอยที่เนื้อสดๆ หรือไข่สดๆวางไว้ก่อนหน้านี้ เพราะเชื้อโรคจากเปลือกไข่ หรือจากเนื้อสัตว์อาจหลุดเข้ามาปะปนในอาหารนั้นๆได้ ไม่ควรทิ้งเนื้อสดๆไว้นอกตู้เย็น เพราะอุณหภูมิที่ร้อนจะเร่งให้แบคทีเรียเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว อย่าวางเนื้อสดๆ เช่น เนื้อไก่ เนื้อหมู หรือปลาบริเวณชั้นบนของตู้เย็น เพราะน้ำจากเนื้อสดๆอาจหยดลงมาใส่อาหารอื่นๆได้ ล้างผัก และผลไม้ด้วยน้ำไหล ถ้าแช่ด่างทับทิมได้ควรแช่ไว้ประมาณ 15 นาทีก่อนล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งค่ะ ทุกครั้งที่ใช้เขียงเสร็จ ควรขัดให้สะอาดตามด้วยล้างด้วยน้ำอุ่นๆ หมั่นซักผ้าปูโต๊ะ 3 ครั้งต่ออาทิตย์ และหมั่นทำความสะอาดฟองน้ำล้างจานให้สะอาดอยู่เสมอ

ปรุงเนื้อสัตว์กี่นาทีถึงจะสุก 

เนื้อสัตว์ต่างๆ สุกไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับชนิดของเนื้อ และความหนาของชิ้นเนื้อที่เราหั่น แต่ตามหลักการแล้วเนื้อวัวจะสุกยากที่สุด รองลงมาคือเนื้อหมูและไก่ซึ่งจะสุกใกล้เคียงกัน สุดท้ายคือเนื้อปลาจะสุกง่ายที่สุด  

นอกจากนั้นขนาดของชิ้นเนื้อ ยิ่งหนาใหญ่ยิ่งสุกได้ยากกว่าชิ้นเนื้อบางๆ ส่วนกรรมวิธีในการปรุง ได้แก่ การต้มหรือนึ่งจะใช้อุณหภูมิประมาณ 100 องศาเซลเซียส ส่วนการทอด หรือย่างอุณหภูมิจะสูงกว่า 100 องศาเซลเซียส ดังนั้นการทำอาหารให้สุกโดยวิธีต้มในน้ำเดือด ทอด ย่าง หรือนึ่งโดยใช้เวลา 5-10 นาทีขึ้นไป ก็ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะว่าเนื้อที่เรากำลังทำกับข้าวอยู่นั้นจะไม่สุกดี

เด็กต่างวัยรับมืออาหารเป็นพิษต่างกันไหม

อาการจะเหมือนกัน แต่เด็กเล็กอาจจะทนกับภาวะขาดน้ำได้น้อยกว่าเด็กโต ดังนั้นพ่อแม่ต้องให้น้ำเกลือแร่กับเด็กเล็กเร็วขึ้นกว่าเด็กโต อย่างไรก็ดีอาการของอาหารเป็นพิษจะรุนแรงมากน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณอาหารที่กินเข้าไป ถ้าคนกินมากจะมีอาการรุนแรงกว่าคนที่กินน้อย และคนที่ร่างกายแข็งแรงจะทนต่อการขาดน้ำได้ดีกว่าค่ะ

 

 

อีสุกอีใส โรคหน้าหนาว ที่เด็กและผู้ใหญ่เป็นแล้ว แต่เป็นซ้ำได้อีก

อีสุกอีใส-โรคอีสุกอีใส-โรคเด็ก-โรคในเด็ก

คุณพ่อคุณแม่รู้ไหมคะ ว่าโรคอีสุกอีใส เป็นอีกหนึ่งโรคที่จะต้องระวังและติดตามสังเกตอาการให้ดี เพราะผู้ใหญ่อย่างเราหรือพ่อแม่ที่มั่นใจว่าฉีดวัคซีนอิสุกอีใสมาแล้วตั้งแต่เด็ก มั่นให้ดีใจว่าเคยเป็นอีสุกอีใสมาแล้วจะไม่เป็นอีก ลบความคิดนั้นออกไปได้เลยค่ะ เพราะถึงจะได้รับวัคซีนอีสุกอีใสแล้ว และเคยเป็นแล้ว แต่ก็เป็นอีกได้ แถมโรคอีสุกอีใสในผู้ใหญ่ในปัจจุบัน ค่อนข้างรุนแรงและอาจจะทิ้งรอยแผลเป็นอีสุกอีใสที่ยากจะลบเลือนอีกด้วย และจากการสำรวจโรคอีสุกอีใส สาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดจากมีโรคแทรกซ้อนเช่น ปอดอักเสบ หรือ ตับอักเสบรุนแรง  

โรคอีสุกอีใสเกิดจากอะไร

โรคอีสุกอีใส หรือ Chickenpox เกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ ไวรัส (Varicella zoster virus หรือ เรียกย่อว่า VZV/ วีซีวี ไวรัส) หรือ ฮิวแมนเฮอร์ปี่ไวรัส ชนิดที่ 3 (Human herpes virus type 3) ซึ่งเป็นเชื้อเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคงูสวัด

ร่างกายรับเชื้อไวรัสโรคอีสุกอีใสได้อย่างไร
  1. ไวรัสอีสุกอีใสติดต่อโดยการหายใจ ไอ จามรดกัน หรือการสัมผัสถูกตุ่มแผลสุกใส
  2. สัมผัสถูกของใช้ เช่น ที่นอน ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าห่ม ที่เปื้อนตุ่มแผลของผู้ป่วย หายใจเอาละอองของตุ่มน้ำผ่านเข้าไปทางเยื่อเมือก


อาการของโรคอีสุกอีใส

เมื่อร่างกายได้รับเชื้อไวรัสอีสุกอีใสแล้วจะมีระยะฟักตัว 10-20 วัน และจะแสดงอาการดังต่อไปนี้

  • มีไข้ต่ำ ๆ  อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร มีอาการปวดเมื่อยตามเนื้อตัวคล้ายไข้หวัด ครั่นเนื้อครั่นตัว 2-4 วัน
  • หลังจากตุ่มน้ำใสขึ้นทั้งตัวแล้ว จะค่อย ๆ ยุบและแห้งลง และกลายเป็นสะเก็ดที่รอหลุด ระยะที่ตุ่มน้ำแห้งจะใช้เวลาประมาณ 3 วัน และหลังจากนั้นจะเป็นเวลาที่สะเก็ดแผลจะค่อย ๆ แห้งขึ้นเรื่อย ๆ จนสะเก็ดหลุดออกเองและทำให้ผิวเป็นปกติ ซึ่งรวมระยะเวลาในการเป็นโรคอีสุกอีใสประมาณ 2 สัปดาห์
  • หลังจากผื่นขึ้นแล้วประมาณ 1-2 วัน ผื่นแดงกลายเป็นตุ่มแดง ตุ่มน้ำและตกสะเก็ด ตุ่มน้ำจะมีลักษณะคล้ายหยดน้ำอยู่บนผิวหนังที่แดง เมื่อตุ่มน้ำโตเต็มที่จะกลายเป็นตุ่มหนอง ช่วงเป็นตุ่มน้ำนี้อาจจะใช้เวลาในการทยอยขึ้นประมาณ 1 สัปดาห์
  • เริ่มมีผื่นแดงเกิดขึ้น และผื่นอีสุกอีใสจะทำให้คันมาก ผื่นจะเกิดขึ้นที่บริเวณใบหน้าและลำตัวก่อนแล้วค่อยๆ ลามไปยังแขนขา และอาจขึ้นในเยื่อบุช่องปาก และกับผิวหนังของอวัยวะเพศภายนอก ผื่นจะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะต่างๆ อย่างรวดเร็ว ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง


วิธีรักษาและดูแลผู้ป่วยโรคอีสุกอีใส

โรคอีสุกอีใสไม่มียารักษาที่ตรงกับโรค ผู้ป่วยสามารถทำได้เพียงฉีดวัคซีนป้องกันไว้ตั้งแต่ก่อนรับเชื้อ รวมถึงการประคองและรักษาไปตามอาการของโรค ดังนี้

  • แยกผู้ป่วยที่เป็นโรคอีสุกอีใสออกจากผู้อื่น เช่น แยกห้องนอน รวมถึงแยกของใช้ของผู้ป่วยโรคอีสุกอีใส เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงในการได้รับเชื้อจากการใช้ของร่วมกัน
  • เช็ดตัวลดไข้ ดื่มน้ำมาก ๆ พักผ่อนให้เพียงพอกินยาลดไข้เฉพาะพาราเซตามอลเท่านั้น ห้ามกินยาลดไข้ชนิดแอสไพริน เนื่องจากทำให้ตับอักเสบรุนแรงได้


 

  • ควรอาบน้ำ ฟอกสบู่ให้สะอาด อาจใช้สบู่ที่มียาฆ่าเชื้อ เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
  • ควรตัดเล็บให้สั้น พยายามไม่แกะหรือเกาตุ่มคันซึ่งอาจทำให้เกิดการติดเชื้อกลายเป็นตุ่มหนองได้
  • หากมีอาการคันมาก ควรทายาแก้คัน เช่น ยาคาลามาย (Calamine lotion)หรือ กินยาบรรเทาอาการคัน โดยปรึกษาเภสัชกรก่อนซื้อยากินเองเสมอ
  • การรักษาแบบเจาะจง คือการใช้ยาต้านเชื้อไวรัสอีสุกอีใส ซึ่งควรจะให้ในระยะเวลา 24-48 ชั่วโมง หลังมีผื่นขึ้น ซึ่งเชื่อว่าการที่สามารถให้ยาได้ทันและมีปริมาณพอเพียง ในช่วงนี้สามารถทำให้การตก สะเก็ดของแผล ระยะเวลาของโรคสั้นลง การทำให้แผลตกสะเก็ดเร็วขึ้น โอกาสการเกิดแผลติดเชื้อหรือแผลที่ลึกมากก็น้อยลง
  • อาการโรคอีสุกอีใสจะค่อย ๆ ทุเลาภายใน 1 ถึง 3 อาทิตย์ ในระยะนี้ให้ระวังโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้เช่น แก้วหูอักเสบ ปอดอักเสบ ตับอักเสบ หรือ ติดเชื้อในสมอง ดังนั้นเมื่อมีอาการปวดหู หรือไอ หายใจเหนื่อย เจ็บหน้าอก หรือ ตาเหลืองตัวเหลือง (ดีซ่าน) หรือ ปวดศีรษะมาก ซึมลง ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาเพิ่มเติม


การป้องกันโรคอีสุกอีใส

การป้องกันโรคอีสุกอีใสเป็นเรื่องค่อนข้างยาก เพราะผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อไวรัสอีสุกอีใสให้ผู้อื่นได้ตั้งแต่ช่วงออกอาการไข้ไปจนถึงช่วงแผลแห้งตกสะเก็ด ดังนั้นทางป้องกันที่ดีที่สุดคือ การรักษาความสะอาดของร่างกายและของใช้ ที่สำคัญคือการฉีดวัคซีนอีสุกอีใส


 

  • วัคซีนอีสุกอีใสสามรถฉีดครั้งแรกได้ตั้งแต่อายุ 1 ปี สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย แนะนำให้รับวัคซีนเข็มแรกเมื่ออายุ 12 – 18 เดือน และเข็มที่สองเมื่ออายุ 4-6 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุที่พบติดเชื้อได้บ่อยที่สุด แต่หากมีความจำเป็นเร่งด่วน เช่น เกิดการระบาด หรือเพิ่งรับเชื้อ ให้รับวัคซีนเข็มที่ 2 ทันที แต่ต้องห่างจากเข็มแรกอย่างน้อย 3 เดือน
  • วัคซีนโรคอีสุกอีใส นอกจากป้องกันโรคได้แล้ว ยังช่วยลดโอกาสเกิดแผลเป็น และช่วยลดความรุนแรงของโรคเมื่อเกิดเป็นโรคอีสุกอีใสหลังฉีดวัคซีนแล้ว
  • วัคซีนอีสุกอีใสสำหรับอายุ 13 ปีขึ้นไปและผู้ใหญ่ รับวัคซีน 2 เข็มห่างกันอย่างน้อย 1 เดือน หรือ ภายใน 4-8 สัปดาห์หลังจากฉีดวัคซีนเข็มแรก
  • การรับวัคซีนอีสุกอีใสสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี ที่ยังไม่เคยมีเป็นโรคอีสุกอีใส ให้รับ 2 เข็มห่างกันอย่างน้อย 3 เดือน

 

ความเชื่อเรื่องโรคอีสุกอีใส
  • ​โรคอีสุกอีใส เป็นเองก็หายเองได้ ไม่ต้องฉีดวัคซีน - เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะโรคอีสุกอีใสสามารถเกิดโรคแทรกซ้อนได้จากการติดเชื้อจากแผลที่เกิดขึ้น ทั้งตัว และอาจเสียชีวิตได้จากการโรคแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น ปอดติดเชื้อ
  • อาบน้ำต้มผักชีช่วยให้อีสุกอีใสหายไว - ความเชื่อนี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์และเผยแผ่ตามหลักวิชาการ แต่สรรพคุณของผักชีคือเป็นพืชธาตุเย็นที่ช่วยลดอาการผื่นแดง แต่สำหรับการใช้รักษาโรคอีสุกอีใสยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าได้ผลจริง
  • โรคอีสุกอีใสต้องกินยาเขียวหรือยาหม้อจะได้หายเร็ว - เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะในยาเขียว ยาหม้อที่อ้างสรรพคุณขับเชื้ออีสุกอีใสให้ออกมาจากตัวนั้น ล้วนแล้วแต่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ (Steroid) ซึ่งเป็นยากดภูมิคุ้มกันจนทำให้เชื้ออีสุกอีใสที่ดูเหมือนจะไม่มีพิษมีภัย ลามกระจายไปยังอวัยวะสำคัญในร่างกายจนถึงแก่ชีวิตได้
  • ฉีดวัคซีนอีสุกอีใสแล้วจะไม่เป็นอีสุกอีใส - เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะวัคซีนป้องกันได้ประมาณ 90% ซึ่งมีโอกาสเป็นอีสุกอีใสได้ เพียงแต่จะทำให้อาการน้อยลงและใช้เวลาในการเป็นโรคสั้นลง
  • โรคอีสุกอีใสเป็นแล้วจะไม่เป็นอีก - เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะปัจจุบันมีไวรัสโรคอีสุกอีใสสายพันธุ์ใหม่ที่ค่อนข้างรุนแรงกว่าเดิม จึงสามารถเป็นอีสุกอีใสได้อีกโดยเฉพาะในผู้ใหญ่
  • ถ้าเป็นโรคอีสุกอีใส ห้ามกินไข่เพราะจะเป็นแผลเป็น - เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะไม่มีอาหารชนิดใดเป็นของแสลงกับโรคอีสุกอีใส ที่สำคัญตือผิวต้องการการดูแลและการบำรุงจากโปรตีนมากขึ้น เช่น เนื้อ นม ไข่ ถั่วต่างๆ เพื่อให้มีภูมิต้านทานโรค


หากคุณพ่อ คุณแม่ หรือลูก เป็นโรคอีสุกอีใส ควรไปพบแพทย์เพื่อหาวิธีรักษาที่ถูกต้องนะคะ อย่าหาวิธีรักษาเอง เพราะอาการอาจแย่ลงได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กค่ะ





 

เกราะป้องกัน ลูก ถูกรังแกในโรงเรียน

 การเลี้ยงลูก-พัฒนาการ-สอนลูก

เมื่อลูกถูกรังแก คนเป็นพ่อเป็นแม่คงจะไม่ยอม...และถึงแม้ต้องเตรียมทำใจว่าหลีกเลี่ยงยากอยู่เหมือนกัน แต่นี่ก็น่าจะเป็นการเตือนให้พ่อแม่เตรียมรับมือกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และไม่มองว่าการรังแกกันในโรงเรียนเป็นเพียงการเล่นซนของเด็กเช่นกัน

ถ้าลูกมีอะไรก็เล่าให้เราฟังหมด ค่อยเบาใจว่ารู้ปัญหาเร็ว ช่วยแก้ได้ทันก่อนจะลุกลาม แต่ถ้าเราเป็นพ่อแม่ที่แค่ลูกอ้าปากก็ว้ากใส่ก่อนแล้ว หรือพอเล่าเรื่องให้ฟังกลับถูกตีซ้ำ เด็กก็จะปิดปากเงียบ ทนเจ็บเพียงลำพังดีกว่า ถ้าปล่อยเรื้อรังอาจอันตราย คุณพ่อคุณแม่ควรเปิดใจและให้เวลากับลูก ต้องรับฟังด้วยท่าทีสนใจและให้กำลังใจเสมอ สำหรับเด็กที่ไม่กล้าบอก ก็พอจะสังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของเขาได้  

สัญญาณเตือน..ลูกถูกรังแก

1.เด็กที่ถูกรังแกมักจะมีบุคลิกที่ดูบอบบาง อ่อนแอ ขี้ขลาด ขี้กังวล อ่อนไหว และขี้อาย

2.กลัวการไปโรงเรียน

3.จากที่ร่าเริงกลายเป็นเด็กที่ขี้อาย เก็บตัว ไม่พูดจา ไม่อยากเล่นกับใคร

4.ผลการเรียนตกต่ำ

5.กินน้อยหรือไม่อยากกินอาหาร

6.ร้องไห้ก่อนจะหลับเป็นประจำ

7.ไม่ค่อยมีเพื่อน

8.ทุกครั้งที่ถามว่ามีปัญหาอะไรก็จะบอกเพียงว่า "เปล่า" และอยู่ๆ ก็พูดเรื่องอยากหนีหายไปจากโลก  

หากพบพฤติกรรมเหล่านี้ ลองหาวันที่สบายๆ พูดคุยกับลูกเรื่องที่โรงเรียน ถามถึงเพื่อนๆ ของลูก หากเขายังไม่ปริปากพูด ก็คงต้องเข้าไปปรึกษาไถ่ถามกับคุณครูที่โรงเรียนกันแล้ว  

ช่วยลูกลุกขึ้นเมื่อถูกรังแก เมื่อรับรู้ว่าลูกมีปัญหา ถือโอกาสนี้บอกกับลูกว่านี่เป็นเรื่องธรรมดาของสังคมที่ต้องมีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกันอยู่ ลูกเป็นเด็กดี ส่วนคนที่มารังแกนั้นเป็นเด็กไม่ดี เพราะฉะนั้นอย่าแก้ไขปัญหาด้วยการทำตัวแบบเด็กไม่ดี

ดังนั้นอย่างแรกที่คุณแม่ต้องทำคือตั้งสติ ชวนลูกมานั่งวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาเพื่อหาทางออกร่วมกัน คิดว่านี่เป็นโอกาสทองที่ลูกจะได้รับวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันให้กล้าเผชิญกับปัญหาอื่นๆ ต่อไปได้ พ่อแม่ต้องเป็นตัวช่วยและเป็นกำลังใจให้ลูก แนะนำลูกทำวิธีนี้ โดยต้องให้ลูกลองทำเอง พ่อแม่เป็นเพียงพี่เลี้ยงก็พอ  

  • ไม่ต้องไปใส่ใจกับเสียงหัวเราะที่เพื่อนแกล้งด่าว่าเรา เพราะการมีอารมณ์ตอบโต้เป็นอาวุธที่ดีสำหรับเด็กที่ชอบข่มขู่หรือรังแกเพื่อน พวกเขามองว่าเป็นเรื่องสนุก ถ้าทำเฉยๆ ซะให้เขาผิดหวังครั้งต่อไปก็ไม่แกล้งแล้วเพราะหมดสนุก  

  • ไม่ต้องฟังเพื่อนที่ชอบเหน็บแนม ให้เดินหนี หรือตอบว่า "ไม่"แล้วเดินไป  

  • ไปไหนมาไหนกับเพื่อนเป็นกลุ่มๆ อย่าแยกเดินคนเดียว  

  • หาเพื่อนที่ไว้ใจได้ คบกันเป็นกลุ่ม เพราะการมีพวกทำให้เด็กเกิดความเชื่อมั่น  

  • ถ้าถึงขั้นรุนแรงก็ควรบอกคุณครู หรือผู้ใหญ่  

  • อย่าตอบโต้ด้วยกำลังเด็ดขาด เพราะผลจะได้ไม่คุ้มเสีย

สร้างเกราะป้องกัน ภูผาไม่หวั่นด้วยแรงลมฉันใด เด็กที่เข้มแข็งทั้งกายและใจ ย่อมไม่หวั่นต่อการถูกรังแกฉันนั้น  

ในระยะยาว เด็กที่ถูกรังแกอาจกลายเป็นคนไม่เชื่อมั่นในตัวเอง และอาจเป็นโรคซึมเศร้า จนถึงขั้นฆ่าตัวตาย ดังนั้นผู้ใหญ่ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่หรือครูจึงต้องจัดการกับปัญหานี้ตั้งแต่แรก และสอนให้เด็กเรียนรู้การใช้ชีวิตอยู่ในสังคมให้ได้ด้วยตัวเองไปพร้อมๆกัน ด้วยการสร้างลูกให้เข้มแข็งโดยการบ่มเพราะฮีโร่ในตัวเขาให้กลายเป็นอาวุธถาวร

เพราะเด็กที่ถูกรังแกจะสูญเสียความมั่นใจ ต้องเรียกขวัญและกำลังใจกลับมาให้เขามองเห็นคุณค่าของตนเสียก่อน ให้เขามองเข้าไปภายในและภูมิใจในความเป็นตัวเอง แม้จะตัวเล็ก ผิวดำ ผมหยิก พูดน้อย ไม่เก่งเลข เขาก็ยังเป็นลูกรักของพ่อและแม่เสมอ ชี้ให้เขามีทัศนคติที่ดีต่อตัวเองและผู้อื่น  

แม้ปัจจุบันหลายโรงเรียนมีมาตรการในเรื่องนี้ ทั้งตักเตือน ทำโทษ ไล่ออก แต่ถ้าไม่มีการรังแกกันเกิดขึ้นเลยคงดีกว่าจะได้ช่วยลดภาวะการใช้ความรุนแรงที่ล้นโลกอยู่ในขณะนี้ได้ไม่น้อยทีเดียว  

แล้วใครล่ะที่จะกอบกู้สถานการณ์โลกแห่งความรุนแรงนี้ได้ ถ้าไม่ใช่...คุณครูและพ่อแม่ ช่วยกันคนละไม้ละมือค่ะ

 

เคล็ดลับ! ​เลือกรองเท้าอย่างไร ให้เหมาะกับช่วงวัยลูกน้อย แถมช่วยพัฒนาการดี

 ของใช้เด็ก-ของใช้เด็กนักเรียน-ของใช้เด็กเล็ก-รองเท้า-รองเท้าเด็ก-การเลือกรองเท้าลูก

คุณพ่อคุณแม่รู้ไหมคะ ว่าการดูแลเท้าของลูกเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้น ๆ โดยเฉพาะการการเลือกรองเท้า ควรให้เหมาะกับรูปเท้าและกิจกรรมต่าง ๆ ของลูก เพราะรองเท้ามีส่วนช่วยให้ลูกมีพัฒนาการสมวัยได้

นพ.กฤษฎิ์ พฤกษะวัน ศัลยศาสตร์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลเวชธานี บอกไว้ว่า เท้าเป็นพื้นฐานสำคัญในการเจริญเติบโตของเด็กทุกคน เพราะเด็กจะเรียนรู้ด้วยการมอง ฟัง และเดินไปสัมผัสสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ดังนั้น หากเด็กมีสุขภาพเท้าที่ดี มีขาที่แข็งแรง ทำให้มีความพร้อมในการเรียนรู้สิ่งใหม่และมีพัฒนาการสมวัย ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา

“นอกจากการดูแลเท้าของลูกให้แข็งแรงและถูกอนามัยแล้ว สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรต้องใส่ใจและให้ความสำคัญมาก ๆ นั่นคือการเลือกรองเท้าให้เหมาะกับลูก เพราะเด็กแต่ละช่วงวัยจะมีการพัฒนากระดูกเท้าที่แตกต่างกัน รวมถึงกิจกรรมที่ต้องใช้เท้าแต่ละช่วงอายุก็แตกต่างกันด้วย ซึ่งเท้าเด็กจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว พ่อแม่จึงควรตรวจเช็คความคับหรือหลวมของรองเท้าอยู่เสมอ บางครั้งอาจต้องเปลี่ยนรองเท้าถึง 3 ไซส์ ในช่วง 1 ปี”

นอกจากนี้ ผู้ปกครองต้องคอยสังเกตรอยแดงบริเวณข้อเท้าเด็กอยู่เสมอ หากพบรอยแดงใต้ส้นเท้าแสดงว่ารองเท้านั้นสั้นไป ถ้ามีรอยแดงนอกส้นเท้าในส่วนข้อต่อด้านบนแสดงว่ารองเท้าเตี้ยไป ถ้ามีรอยแดงที่ขอบนอกหรือขอบด้านในเท้าแสดงว่ารองเท้าแคบไป ซึ่งรองเท้าที่พอดีควรมีความยาวมากกว่าเท้าประมาณ 2/3 นิ้ว เพื่อให้มีพื้นที่มากพอในการป้องกันการบีบของนิ้วเท้า โดยควรเลือกซื้อหรือลองรองเท้าในช่วงบ่ายเพราะเป็นช่วงที่เท้าจะขยายขนาดและบวมจากการใช้งานมานาน เพื่อป้องกันการซื้อรองเท้าที่คับเกินไป

การเลือกรองเท้าตามช่วงอายุของเด็ก แบ่งเป็นดังนี้
  • เด็กอายุ 0-1 ปี (Infancy) ช่วงนี้เด็กยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้รองเท้า เพียงแต่อาจใช้ถุงเท้าใส่เดินเพื่อป้องกันความร้อนหรือเย็น

  • เด็กอายุ 1-2 ปี (Young Infant) เด็กจะเริ่มหัดเดิน โดยธรรมชาติของการพัฒนากระดูกเท้าแล้ว ในระยะนี้ไม่มีความจำเป็นต้องใช้รองเท้า การใช้รองเท้าในระยะนี้มีจุดประสงค์เพียงป้องกันอันตรายจากสิ่งแวดล้อมภายนอก รองเท้าที่เหมาะสมในระยะนี้ควรจะนิ่มและยืดหยุ่นได้ดี เพื่อให้เกิดอิสระในการเดิน คล้ายกับการไม่สวมรองเท้า รองเท้าที่หนาหรือแข็งเกินไปจะเพิ่มแรงกดที่เท้าและส่งผลกระทบต่อพัฒนาการกระดูกเท้าของเด็ก

  • เด็กอายุ 2-4 ปี (Middle aged Infant) ช่วงนี้เด็กจะเดินเยอะ ตามกฎธรรมชาติของการเจริญเติบโตของกระดูกเท้านั้น เท้าและข้อเท้ามีการอาการเอียงและแบนได้ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้รองเท้าที่มีอุ้งเท้าหรือแก้เท้าแบน

  • เด็กอายุ 4-6 ปี (Late Infant age) เป็นช่วงที่เด็กมีกิจกรรมทางกีฬามากขึ้น ทั้งกระโดด ปีนป่าย กระดูกเท้าจึงมีการพัฒนาและปรับตัวทางด้านรูปทรงของเท้าอย่างรวดเร็ว รองเท้าที่แนะนำในระยะนี้คือ รองเท้าหุ้มข้อเท้าและล็อคข้างใต้ข้อเท้าได้ โดยต้องไม่ยวบจนเกินไป แต่ไม่จำเป็นต้องมีซิลิโคนเสริมส้นเท้าเพื่อรองรับแรงกระแทก เพราะเด็กมีไขมันใต้ส้นเท้าที่รับแรงกระแทกได้ดีอยู่แล้ว ดังนั้น รองเท้าควรเป็นแบบพื้นราบและช่วงปลายเท้าควรยืดหยุ่นได้ดี โดยสังเกตได้จากการเดินไปข้างหน้า ส่วนปลายรองเท้าควรงอ แต่ต้องไม่งอตรงส่วนกลางของรองเท้า

  • เด็กอายุ 6-10 ปี (Elementary School age) กระดูกเท้าปรับตัวเข้ารูปมากขึ้น โดยในผู้ชายจะมีการขยายที่ข้อกลางเท้าและในผู้หญิงรูปเท้าจะปรับเรียวมากขึ้น ทั้งนี้ มีการศึกษาพบว่าในระยะนี้จะมีแรงกดกระทำต่อกระดูกส้นเท้ามากขึ้นจากกิจกรรมที่เพิ่มขึ้น จึงควรเลือกรองเท้าที่ส่วนของส้นเท้ายกสูงขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้น้ำหนักถ่ายเทมาที่ปลายเท้าแทน

  • เด็กอายุ 12-15 ปี (Late School age) กระดูกมีการพัฒนาและปรับตัวจนสมบูรณ์ ในผู้หญิงกระดูกเท้าจะโตเต็มที่ช่วงอายุ 12-13 ปี ขณะที่ผู้ชายกระดูกเท้าโตเต็มที่อายุประมาณ 14-15 ปี ดังนั้น การเลือกรองเท้าในวัยนี้จึงคล้ายกับการเลือกใช้รองเท้าในผู้ใหญ่

การเลือกรองเท้าให้เด็กในแต่ละช่วงอายุมีความแตกต่างกันเล็กน้อย โดยธรรมชาติของการพัฒนากระดูกเท้านั้นจำเป็นต้องมีแรงกดจากน้ำหนักตัวที่พอเหมาะต่อกระดูกเท้า เพื่อเลียนแบบการเจริญที่ปกติจากการเดินเท้าเปล่า (Barefoot) จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้รองเท้าหรืออุปกรณ์ดัดเท้าเสริมในรองเท้าเด็กที่ไม่มีปัญหาความผิดปกติ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลเวชธานี ลาดพร้าว 111

เคลือบหลุมร่องฟันคืออะไร ดียังไง ทำไมต้องทำให้ลูก

เคลือบหลุมร่องฟันคืออะไร- เคลือบหลุมร่องฟัน- ทำไมต้องเคลือบหลุมร่องฟัน- เคลือบหลุมร่องฟันดีไหม- เคลือบหลุมร่องฟันให้ลูก 

เคลือบหลุมร่องฟันคืออะไร ดียังไง ทำไมต้องทำให้ลูก ?

รู้แล้วจะทำให้ลูก! เคลือบหลุมร่องฟันคืออะไร ดียังไง ทำไมต้องทำให้ลูก คุณหมอตุ๊กตา เจ้าของเพจฟันน้ำนมมีคำตอบค่ะ

Q : "การเคลือบหลุมร่องฟันคืออะไร ฟันไม่ผุเสียหน่อย ทำไมต้องทำด้วย"

A : การเคลือบหลุมร่องฟันคือการนำวัสดุทางทันตกรรม (ส่วนใหญ่เป็นเรซิน) มาเคลือบทับบนหลุมร่องฟันที่ลึกและทำความสะอาดได้ยาก เสี่ยงต่อการเกิดฟันผุ เพื่อช่วยให้ทำความสะอาดฟันซี่นั้นได้ง่ายขึ้น ป้องกันไม่ให้เกิดฟันผุได้ง่าย ๆ

เด็กอายุประมาณ 5.5-7 ขวบจะเริ่มมีฟันกรามแท้ซี่แรกขึ้นมาในช่องปาก ฟันซี่นี้เสี่ยงในการเกิดฟันผุสูงเพราะขึ้นมาเร็วและอยู่ด้านใน ทำความสะอาดลำบาก และลักษณะทางกายภาพด้านบดเคี้ยวของฟันกรามนั้นมีหลุมร่องฟันที่ค่อนข้างลึกและซับซ้อนทำให้มีเศษอาหารติดได้ง่ายและทำความสะอาดได้ยาก การเคลือบหลุมร่องฟันจะช่วยทำให้หลุมร่องฟันตื้นขึ้น ทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดฟันผุทางด้านบดเคี้ยว

Q : "จำเป็นต้องเคลือบหลุมร่องฟันในฟันน้ำนมหรือไม่"

A : ทันตแพทย์จะพิจารณาตามความเสี่ยงในการเกิดฟันผุของผู้ป่วยเป็นรายบุคคล โดยทั่วไปแล้วฟันกรามน้ำนมจะมีหลุมร่องฟันไม่ลึกและไม่ซับซ้อนเท่าผู้ใหญ่ ในเด็กที่มีความเสี่ยงในการเกิดฟันผุต่ำไม่จำเป็นต้องเคลือบหลุมร่องฟันก็ได้ แต ถ้าหมอพิจารณาดูแล้วเด็กมีความเสี่ยงในการเกิดฟันผุสูง แนะนำให้เคลือบหลุมร่องฟันในฟันน้ำนมค่ะ

ในเด็กแต่ละคนมีความจำเป็นในการเคลือบหลุมร่องฟันแตกต่างกันไป หากต้องการทราบว่าลูกจำเป็นต้องเคลือบหลุมร่องฟันหรือไม่ (ไม่ว่าในฟันแท้หรือฟันน้ำนม ไม่ว่าลูกอายุเท่าไร) ต้องพาลูกไปพบหมอฟันเพื่อตรวจฟัน และปรึกษานะคะ

 

รักลูก Community of The Experts

ทพญ. ปวีณา คุณนาเมือง
ทันตแพทย์เฉพาะทางด้านทันตกรรมสำหรับเด็ก
เจ้าของเพจ "ฟันน้ำนม"

เช็กลิสต์พัฒนาการเด็กวัย 5-6 ปี พ่อแม่ต้องส่งเสริมอย่างไรให้ลูกเติบโตดี สมวัย

4424 2 

ลูกอายุ 5-6 ขวบมีพัฒนาการทั้งร่างกาย สมอง และอารมณ์ดีไปถึงขั้นไหนแล้ว คุณแม่มาเช็คพัฒนาการลูกวัย 5-6 ปีได้ตรงนี้พร้อมวิธีส่งเสริมพัฒนาการเด็กค่ะ

เช็กลิสต์พัฒนาการเด็กวัย 5-6 ปี พ่อแม่ต้องส่งเสริมอย่างไรให้ลูกเติบโตดี สมวัย

นักจิตวิทยา เดวิด เมลตัน กล่าวว่า “ในช่วง 5 ปีแรกของลูก พ่อแม่ต้องอุทิศเวลาให้การศึกษาอบรมลูก ก่อนที่โลกภายนอก เช่น ครู เพื่อนและโทรทัศน์ จะเข้ามายึดครองลูกไว้วันละหลายชั่วโมง”

การดูแลเอาใจใส่เด็กเป็นอย่างดีในช่วงเวลาสั้นๆ จะทำให้พัฒนาไปเป็น เด็กที่ตื่นตัว อยากรู้อยากเห็น กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ และเด็กจะเป็นคนที่มีความรัก ใส่ใจผู้อื่น ฉลาด และมีความคิดสร้างสรรค์จนกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่

 

พัฒนาการทางร่างกายและการส่งเสริม

การเจริญเติบโตของร่างกายส่วนต่างๆ จะยังไม่เท่ากัน ปอดจะยังมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆ หัวใจจะเจริญเติบโตเร็วมาก เด็กวัยนี้ จะเต็มไปด้วยพลัง และเคลื่อนไหวมาก เพราะกล้ามเนื้อมัดใหญ่นั้นพัฒนาเร็วกว่ากล้ามเนื้อมัดเล็ก

กล้ามเนื้อมัดใหญ่

  1. ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายได้ดี วิ่งเร็วขึ้น ปีนป่าย ลื่นไถล โหนตัวไปมา กระโดดได้ไกล ยืนและวิ่งบนปลายเท้าได้นาน เดินเป็นเส้นตรงได้
  2. โยน รับ เตะลูกบอลได้ดี ชำนาญในการไล่จับลูกบอลในสนามกว้างๆ
  3. จะทรงตัวได้ดีกว่าเดิม และชอบเต้นรำ
  4. ขี่จักรยานสามล้อได้ดี พัฒนาจนจนขี่จักรยานสองล้อได้คล่อง
  5. จะชอบเล่นโลดโผนทั้งเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย ชอบตีลังกา กระโดดสูงๆ

 กล้ามเนื้อมัดเล็ก

  1. ใช้มือได้ดี จับดินสอ พู่กัน สีเทียนได้ถูกต้อง
  2. ใช้ช้อนส้อมได้คล่อง กินอาหารเลอะเทอะน้อยลง
  3. สามารถวาดรูปตามแบบได้ วาดรูปคนมีส่วนหัว แขน ขา ลำตัวได้ วาดรูปบ้านมีประตู หน้าต่าง และหลังคาได้
  4. คัดลอกพยัญชนะบางตัวได้ แต่ยังไม่พร้อมสำหรับการเขียนหนังสือ
  5. บอกได้ว่าข้างไหนมือซ้ายหรือขวาของตัวเอง
  6. ร้อยไหมพรมในแผ่นที่เจาะเป็นรูได้ หรือ ร้อยลูกปัดได้
  7. อาบน้ำเองได้ดีขึ้น แต่งตัวเองได้ โดยติดกระดุมเม็ดใหญ่ได้ แต่เม็ดเล็กๆ ยังติดไม่ได้
 

การเลี้ยงลูก-พัฒนาการ-สอนลูก-พัฒนาการเด็ก-กระตุ้นพัฒนาการ

 

การส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายของเด็กวัย 5-6 ปี

  1. ปล่อยให้เด็กได้เล่นโลดโผน เพื่อปลดปล่อยพละกำลังเต็มที่ แต่ควรเลือกสถานที่เล่นให้เหมาะสม
  2. ให้เล่นดินน้ำมัน หรือปั้นแป้งตามแต่จินตนาการของเด็ก 

 

สุขภาพฟันของเด็กวัย 5-6 ปี

ฟันเด็กวัย 5-6 ปี จะเริ่มมีฟันแท้ขึ้น และฟันแท้ซี่แรกคือ ฟันกรามซี่ล่าง ถือเป็นฟันชุดที่ 2 หรือ ฟันแท้ ซึ่งจะขึ้นซี่แรกเมื่อเด็กอายุประมาณ 5-6 ปี โดยขึ้นต่อจากตำแหน่งของฟันกรามน้ำนมซี่สุดท้ายเข้าไปด้านใน ส่วนฟันแท้ซี่อื่นๆ จะทะยอยขึ้นมาแทนฟันน้ำนม

ฟันกรามแท้จะมีรูปร่างคล้ายฟันกรามน้ำนม แต่ฟันกรามแท้จะมีขนาดใหญ่กว่าประมาณ 20 – 30 เปอร์เซ็นต์ และประมาณ 6 เดือนต่อมา ฟันกรามแท้คู่บนจึงจะขึ้น ฟันกรามแท้มีความสำคัญมาก เพราะเป็นฟันซี่ที่สำคัญที่สุดในการบดเคี้ยวอาหารเพราะต้องใช้เคี้ยวอาหารไปตลอดชีวิต

ฟันกรามแท้มีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตของเด็กในวัยเรียนเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อฟันกรามแท้ขึ้น เด็กบางคนจะรู้สึกเจ็บระบมที่เหงือก อาจเคี้ยวอาหารไม่สะดวก จึงทำให้เด็กเกิดการเบื่ออาหารได้

หากฟันซี่นี้ผุ เด็กมักจะมีร่างกายผอม ไม่แข็งแรง จะเจ็บคอและเป็นหวัดบ่อย ในเด็กบางคนอาจมีผลทำให้ขาดอาหารได้ เพราะใช้ฟันเคี้ยวอาหารได้ไม่สะดวก เด็กจะไม่แจ่มใส จะมีผลต่อการเรียนและอนาคตของเด็ก

และฟันแท้ซี่นี้เป็นแนวทางให้ฟันแท้ซี่อื่นๆ ที่จะขึ้นต่อไป สามารถขึ้นได้ตรงตามตำแหน่ง ทำให้การสบฟันทั้งปากเป็นปกติ เป็นการป้องกันการเกิดฟันเก และฟันซ้อนในเด็ก

 

การส่งเสริมสุขภาพฟันของเด็กวัย 5-6 ปี

เมื่อเด็กมีอายุ 5-6 ปี พ่อแม่และผู้เลี้ยงดูมักเข้าใจผิด เรื่องการดูแลสุขภาพภายในช่องปากของเด็ก เพราะคิดว่าเด็กสามารถช่วยตัวเองได้แล้ว จึงปล่อยให้เด็กแปรงฟันเอง โดยไม่ช่วยดูว่า เด็กแปรงฟันสะอาดหรือไม่ ดังนั้นจึงควรเอาใจใส่ดูแล คอยตักเตือนเรื่องการทำความสะอาดฟัน และเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเด็ก

  1. แปรงฟันให้ถูกวิธี วันละ 2 ครั้ง
  2. เลือกใช้แปรงสีฟันที่มีขนอ่อนนุ่ม เพื่อช่วยดูแลสุขภาพเหงือกและฟันของเด็ก
  3. ควรดูแลเรื่องอาหารการกิน ให้ดีมีประโยชน์ ต่อสุขภาพร่างกายและสุขภาพฟัน
  4. หลังจากกินขนมหวาน หรือดื่มนม ควรให้เด็กแปรงฟันหรืออย่างน้อยก็บ้วนปากทุกครั้ง เพื่อป้องกันฟันผุ
  5. ใช้ฟลูออไรด์ ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ตัวฟัน
  6. เมื่อฟันกรามแท้ขึ้น ควรพาไปพบทันตแพทย์ เพื่อเคลือบหลุมร่องฟัน ป้องกันฟันผุ เนื่องจากด้านบดเคี้ยวของฟันกรามมีหลุมร่องมากมาย ควรพบทันตแพทย์เป็นประจำตามระยะเวลาที่เหมาะสม
  7. สอนให้เด็กใช้ฟันให้ถูกหน้าที่ ไม่ควรใช้ฟันกัดเล็บ กัดดินสอ กัดของเล่นที่เป็นพลาสติกแข็งๆ เป็นต้น
  8. ฝึกวิธีการตรวจฟันด้วยตัวเอง และหมั่นตรวจฟันให้เด็กเป็นประจำ

 

พัฒนาการทางภาษาและการส่งเสริม

ในลำดับขั้นตอนพัฒนาการทางภาษาของเด็กอายุ 5 -6 ปี จะอยู่ในระยะตอบสนอง (Responding Stage) มีพัฒนาการทางภาษาสูงขึ้น จากการเข้าสังคมมากขึ้น เช่น ในโรงเรียนอนุบาล เด็กจะได้พัฒนาคำศัพท์เพิ่มขึ้น รู้จักการใช้ประโยคอย่างเป็นระบบตามหลักไวยากรณ์ และการใช้ภาษามีแบบแผนมากขึ้น

 

พัฒนาการทางภาษา เด็กอายุ 5 - 6 ปี

พูดได้ชัดเจน และเข้าใจได้ง่ายขึ้น สนใจคำศัพท์ใหม่ๆ พยายามค้นหาความหมายของคำ โดยเฉพาะคำที่เป็นนามธรรม ด้วยการถามความหมายของคำนั้น ใช้คำถามแบบเป็นเรื่องเป็นราวและมีจุดมุ่งหมายมากขึ้น เช่น นี่เอาไว้ทำอะไร หรือ อันนี้ทำงานยังไง เป็นต้น เริ่มมีพัฒนาการทางด้านภาษามากขึ้น สามารถเข้าใจคำพูด ข้อความยาวๆ ของผู้ใหญ่ได้ บอกความหมายของคำนามได้จากการลงมือใช้หรือลงมือทำจริงๆ เช่น นมสำหรับดื่ม ลูกบอลเอาไว้โยน เป็นต้น พยายามพูดยาวๆ เลียนแบบผู้ใหญ่ จะพูดได้คล่องและถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ แต่ออกเสียงพยัญชนะบางตัวไม่ชัด เช่น ส ว ฟ บอกชื่อนามสกุล และที่อยู่ได้ บอกได้ว่า ชอบ หรือ ไม่ชอบ อะไร วัยนี้ช่างเล่า ชอบเล่าเรื่องที่โรงเรียนให้พ่อแม่ฟัง และชอบเล่าเรื่องที่บ้านให้ครูฟัง ชอบท่องหรือร้องเพลงที่มีจังหวะและเนื้อร้องที่มีคำสัมผัสกัน ชอบฟังและอ่านนิทาน จดจำเรื่องโปรด และแสดงท่าทางประกอบเมื่ออยู่กับเพื่อนหรืออยู่คนเดียว แม้จะพอใจที่คนอื่นอ่านหนังสือให้ฟัง แต่ก็ชอบแยกไปนั่งตามลำพังเพื่อดูหรืออ่านหนังสือตามแบบของตัวเอง ชอบเรื่องตลกขบขัน โดยเฉพาะเรื่องสัตว์ที่ทำอะไรได้เหมือนกับคน ชอบฟังนิทานประเภทเทพนิยาย เริ่มเรียนรู้ทักษะทางภาษาอื่นๆ นอกจากภาษาพูด ได้แก่ ภาษาอ่าน ภาษาเขียน มีทักษะด้านความจำหรือพูดโต้ตอบได้อย่างดี อาจใช้วิธีจำสัญลักษณ์หรือตัวหนังสือที่เขียนเป็นคำๆ ท่องจำเลข 1-10 หรือ 1-50 ได้ แต่ขาดความเข้าใจในเรื่องการเรียงลำดับ การเพิ่มจำนวน หรือจำนวนพื้นฐาน การส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาของเด็กวัย 5-6 ปี


4424 3

พัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนให้กับเด็ก

ด้วยวิธีการเชื่อมโยงจากความเข้าใจพื้นฐาน ไม่เน้นการอ่านแบบท่องจำหรือการเขียนให้ถูกต้องสวยงาม เด็กควรได้เรียนรู้เรื่องพื้นฐานระบบเสียงที่เชื่อมโยงกับสัญลักษณ์ ซึ่งหมายถึงการสะกดคำอย่างง่ายๆ ให้ความสำคัญในเรื่องทักษะพื้นฐานที่สำคัญทางภาษา เพื่อการเรียนรู้อีกเรื่องหนึ่ง คือ จำนวนและตัวเลข ส่งเสริมความเข้าใจในเรื่องของจำนวนหรือตัวเลข และเรื่องการเรียงลำดับ การเพิ่มจำนวน หรือจำนวนพื้นฐาน ให้เรียนรู้หลักการของจำนวน 1-10 หรือ 20 ให้ได้ ก่อนที่จะหัดให้บวกลบเลขจากโจทย์

 

พัฒนาการทางสติปัญญาและการส่งเสริม

สมองของเด็กวัยนี้ พัฒนาการดีขึ้นเป็นลำดับ สำหรับเด็กที่ผ่านการฝึกระเบียบและความอดทนรอคอยจากพ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูหรือครูในชั้นเรียนอย่างสม่ำเสมอเด็กจะสามารถควบคุมตัวเองได้ดี และเมื่อเด็กเรียนรู้ จดจำประสบการณ์ในเชิงลบ ทั้งจากอุบัติเหตุ การบาดเจ็บ และการถูกทำโทษ สิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งช่วยเตือนไม่ให้เด็กซนหรือทำผิดซ้ำอีก ดังนั้นเด็กในวัยนี้ จะซุกซนน้อยลง มีสมาธิมากขึ้น

 

พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กอายุ 5 - 6 ปี

นับนิ้วจากมือข้างหนึ่งต่อเนื่องไปอีกข้างหนึ่งได้ เข้าใจเรื่องขนาดและคำที่แสดงปริมาณ จับคู่จำนวนกับสิ่งของได้ จัดแยกกลุ่มได้ตามขนาด สี รูป ร่าง และอะไรคู่กับอะไร ชอบการฝึกสมองลองปัญญา และคิดล่วงหน้าได้ เช่น คิดว่าจะต่อบล็อกเป็นรูปอะไร หรือจะวาดรูปเป็นรูปอะไร ชอบเล่นเกมต่อภาพ และสามารถต่อภาพจิ๊กซอว์ขนาด 26 ชิ้นได้สำเร็จ เข้าใจจังหวะดนตรี แสดงความสนใจในอาชีพต่างๆ เช่น อาจบอกว่า “หนูอยากเป็นหมอ” เริ่มสนใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมากกว่านิทานหรือเรื่องที่เคยชอบ เริ่มเรียนรู้ที่จะประสานสิ่งที่รู้กับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันให้เข้ากับประสบการณ์ที่เคยผ่านมา การส่งเสริมพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัย 5-6 ปี

พูดคุยกับเด็กอย่างสม่ำเสมอ เล่านิทาน อ่านหนังสือให้เด็กฟัง และทำกิจกรรมอื่นๆ ร่วมกับเด็ก เลือกรายการโทรทัศน์ที่ช่วยเส่งเสริมความรู้รอบตัว และสร้างจินตนาการให้กับเด็ก เปิดโอกาสให้เด็กเล่นบทบาทสมมติได้ทุกเมื่อ

 

พัฒนาการทางสังคมและการส่งเสริม

เด็กเริ่มออกจากบ้านไปสู่หน่วยสังคมอื่น คือ โรงเรียน เด็กจะได้เรียนรู้การเป็นสมาชิกของกลุ่มเพื่อนรุ่นเดียวกัน สัมพันธภาพที่มีต่อเพื่อนจะสอนการเป็นอยู่ในสังคม การอยู่ร่วมกับผู้อื่นจะสร้างลักษณะนิสัยการแข่งขัน และสอนให้เด็กรู้จักการร่วมมือกับผู้อื่น กลุ่มจึงมีความสำคัญต่อพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็กในวัยนี้ ดังนั้น พ่อแม่ควรจะสนับสนุนให้เด็กได้เข้ากลุ่มที่เหมาะสมกับสภาพของตัวเอง

 

พัฒนาการทางสังคมของ เด็กอายุ 5 - 6 ปี

อยากทำให้พ่อแม่และผู้ใหญ่พึงพอใจ สัมพันธ์ใกล้ชิดกับพ่อได้ดี และเชื่อฟังพ่อมากกกว่าแม่ รู้จักการให้ การรับ และการแบ่งปัน มีความอดทน รู้จักรอคอยมากขึ้น รู้จักแสดงออก แสดงความสนใจและการผูกมิตร คบหาเพื่อนได้ดี เล่นคนเดียวหรือเล่นกับกลุ่มเพื่อน 1-3 คนได้ รู้จักการเป็นผู้นำ การเสนอความคิดเห็น สนใจเรื่องสนุกขบขัน การส่งเสริมพัฒนาการทางสังคมของเด็กวัย 5-6 ปี

ฝึกฝนระเบียบวินัย ให้เด็กอยู่ในกฎเกณฑ์ที่ตกลงกันในบ้าน เตรียมความพร้อมด้านจิตใจให้กับเด็กก่อนเข้าโรงเรียน เช่น หัดให้มีความอดทน รู้จักรอคอย สามารถจากพ่อแม่และอยู่กับคนที่ไม่รู้จัก ได้นานหลายชั่วโมงในแต่ละวัน เตรียมความพร้อมทางร่างกาย ก่อนเด็กเข้าโรงเรียน เช่น สร้างเสริมให้เด็กมีสุขภาพแข็งแรงดี มีทักษะในการใช้ตาและมือขั้นพื้นฐานบางอย่าง เช่น ควรรู้จักเรื่องรูปร่าง รูปทรง สี ควรเปิดหนังสือได้ เป็นต้น เลือกโรงเรียนให้เหมาะสมกับเด็ก

พัฒนาการทางอารมณ์และจิตใจและการส่งเสริม

เด็กวัยนี้ จะยังมีความกรวนกระวายใจและรู้สึกกลัวอย่างไร้เหตุผลอยู่ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วพวกเขาจะมีความมั่นคงทางอารมณ์ และมีความเชื่อมั่นในตัวเอง

การควบคุมอารมณ์ (Impulse control) เด็กในระยะแรกเกิดจนถึงอายุ 5 - 6 ปี จะควบคุมอารมณ์ไม่ได้ดี รู้สึกอย่างไรจะแสดงออกทันที จึงเห็นว่าบางครั้ง เด็กเล็กๆ จะมีพฤติกรรมสลับไปมาในการแสดงออกของความรัก ความโกรธ ความเกลียด หรือ อาละวาดให้เห็นอยู่เสมอๆ

พอถึงวัย 5 - 6 ปี เด็กมีพัฒนาการทางสติปัญญาดีขึ้น มีความคิดเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น ก็จะไม่แสดงออกในทันที มีภาวะสงบของอารมณ์ดีขึ้น ทำให้เด็กพร้อมที่จะเรียนหนังสือได้

 

พัฒนาการทางอารมณ์และจิตใจของ เด็กอายุ 5 - 6 ปี

รู้จักกลัว เช่น กลัวความสูง กลัวสัตว์ กลัวตาย เป็นต้น และสามารถอธิบายความกลัวหรือความวิตกกังวลได้ดีขึ้น สนใจเรื่องการเกิด การแต่งงาน การตาย มีความรู้สึกกลัวตาย ชอบเป็นอิสระ อยากให้ทุกคนปฏิบัติตัวเหมือนเขาเป็นผู้ใหญ่ แสดงออกถึงความตั้งใจและมั่นใจในตัวเอง และต้องการตัดสินใจด้วยตัวเอง ยอมรับการลงโทษที่ยุติธรรม เมื่อโกรธ เหนื่อย หรือถูกขัดใจ จะอาละวาด กรีดร้อง แต่ร้องไห้น้อยลง เวลาเครียดจะชอบดึงจมูก กัดเล็บ ปิดจมูก กะพริบตาถี่ๆ สั่นหัว หรือทำเสียงเครือๆ ในคอ เป็นต้น การส่งเสริมพัฒนาการทางอารมณ์และจิตใจของเด็กวัย 5-6 ปี

 

หากเด็กวัยนี้ยังติดการดูดนิ้วหัวแม่มือ ควรให้เด็กได้เล่นกับเด็กรุ่นเดียวกันหรือเด็กที่โตกว่า เพราะเด็กจะเลิกดูดนิ้วเมื่อถูกเพื่อนๆ แสดงท่าทีไม่ยอมรับหรือไม่ชอบเด็กที่ยังดูดนิ้ว ต้องช่วยส่งเสริมบทบาทของพี่ต่อน้อง จะช่วยให้เด็กเรียนรู้การอยู่ร่วมกัน แบ่งปันกัน เด็กจะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่มีปัญหาหรือมีนิสัยขี้อิจฉา แข่งขันกับเพื่อนหรือคนรัก ช่วยให้เด็กเรียนรู้ ยอมรับความจริง และเข้าใจว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเกิดกับทุกคน โดยเฉพาะเรื่องความรู้สึกกลัวตายและความตายที่เด็กกำลังกลัวอยู่ เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับความตายก่อนที่เด็กจะได้สัมผัสกับความตายในชีวิตจริง และให้เด็กได้มีกระบวนการเรียนรู้ในเรื่องความตาย แบบค่อยเป็นค่อยไป

 

 

เช็กเลย เรากำลังเป็น Dysfunctional Family ที่ทำร้ายและทำลายลูกหรือเปล่า

Dysfunctional Family, ครอบครัวพร่องหน้าที่, Dysfunctional Family คืออะไร, ครอบครัวมีปัญหา, ปัญหาครอบครัว, การเลี้ยงลูก, ปัญหาการเลี้ยงลูก

เช็กเลย เรากำลังเป็น Dysfunctional Family ที่ทำร้ายและทำลายลูกหรือเปล่า

Dysfunctional Family ครอบครัวบกพร่องหน้าที่ เป็นเรื่องที่พบได้ทุกวันและเกิดได้ทุกครอบครัว โดยที่พ่อแม่ส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่ากำลังก่อปัญหาที่ทำร้ายและทำลายลูกโดยไม่รู้ตัว

 

สัญญาณเตือนว่าเรากำลังเป็น “ครอบครัวบกพร่องหน้าที่” 

 

1. คนในครอบครัวมีพฤติกรรมเสพติดอะไรบางอย่าง (Addiction) : เช่น ติดเหล้า บุหรี่ ยาเสพติด ติดงาน ชอปปิง ติดเกม เสพสื่อโซเชียลมีเดียต่าง ๆ 

2. เลี้ยงลูกแบบผิด ๆ และเพิกเฉย (Abuse & Neglect) : ปล่อยปละละเลยลูก ไม่ให้ความรักความอบอุ่น พ่อแม่สนใจแต่เรื่องตัวเอง ไม่มี Family Attachment (สายสัมพันธ์ในครอบครัว)

3. พ่อแม่มีปัญหาบุคลิกภาพ (Personality Disorders) : พ่อแม่ต่อต้านสังคม เก็บตัว ย้ำคิดย้ำทำ หวาดระแวง หลงตัวเอง หูเบา ชอบพูดเกินจริง เรียกร้องความสนใจ อารมณ์รุนแรง ใช้ความรุนแรง กลัวถูกทิ้ง

4. พ่อแม่เลี้ยงลูกให้เป็นเพื่อน เป็นที่ปรึกษา (Emotional Incest หรือ Convert Incest) : พูดคุยกับลูกในเรื่องที่ไม่เหมาะสม ไม่ให้ความสำคัญกับขอบเขตลูก ไม่ให้ความสำคัญกับขอบเขตของครอบครัวที่ควรจะเป็นที่พึ่ง แต่กลับให้ลูกเป็นที่พึ่ง

5. พ่อแม่เลี้ยงลูกเป็นพิษ (Toxic Parents) : พ่อแม่ทะเลาะกันต่อหน้าลูก เกลียดกัน พาลเกลียดพ่อหรือเกลียดแม่แล้วมาลงที่ลูก 

6. สภาพแวดล้อมที่บ้านมีความขัดแย้งสูง (Hight-Conflict Home Environments) : พ่อแม่มีความต่างกันมาก ทั้งด้านอายุ การเงิน ทัศนคติ วิถีชีวิต ค่านิยม ความเชื่อ การศึกษา เครือญาติไม่ถูกกัน

7. การชักใย (ชักจูง) เชิงอารมณ์ (Emotional Manipulation) : การทำให้อีกฝ่ายรู้สึกแย่ รู้สึกผิด รู้สึกกลัว กลั่นแกล้ง ทำให้อับอาย

 

 Dysfunctional Family, ครอบครัวพร่องหน้าที่, Dysfunctional Family คืออะไร, ครอบครัวมีปัญหา, ปัญหาครอบครัว, การเลี้ยงลูก, ปัญหาการเลี้ยงลูก

Dysfunctional Family ครอบครัวบกพร่องหน้าที่ มีด้วยกัน 8 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้

1. ครอบครัวแบบควบคุม

หมายถึง พ่อแม่คอยควบคุมอย่างรอบด้านทั้งการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ความรู็สึก คำพูด การแสดงออก เพราะต้องการให้ลูกทำตัวให้ได้ดั่งใจ ไม่ทำสิ่งที่น่าอับอายต่อหน้าคนอื่น 

2. ครอบครัวแบบสมบูรณ์แบบนิยม

หมายถึง พ่อแม่ที่ตั้งกฏและมีการวัดมาตรฐานของทุกสิ่งเพื่อให้ผลออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด เช่น ลูกต้องทำสอบได้ที่ 1 เท่านั้น ห้องนอนต้องเป็นระเบียบที่สุด เป็นต้น เพราะต้องการให้ครอบครัวเป็นที่ยอมรับของสังคม

3. ครอบครัวแบบตำหนิ

หมายถึง พ่อแม่ช่างตำหนิ ซึ่งเป็นผลพวงมาจากครอบครัวแบบควบคุม เมื่อหลายอย่างไม่เป็นไปตามการควบคุม จะเริ่มโทษคนอื่น โทษลูกทันที เพราะต้องการหาที่มาของความผิดพลาดที่ทำไม่ได้ดั่งใจ

4. ครอบครัวแบบปฏิเสธ

หมายถึง พ่อแม่ที่ Say no ตลอดเวลา ซึ่งเป็นผลพวงมาจากครอบครัวแบบสมบูรณ์แบบนิยม ที่ “ห้าม/ไม่” ทำสิ่งที่จะทำให้ความเรียบร้อยสมบูรณ์แบบนั้นผิดไปจากแผนที่ตั้งไว้ ดังนั้นจะมีกฏข้อห้ามเยอะมาก จนลูกแทบทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากสิ่งที่พ่อแม่บอก

5. ครอบครัวแบบมีกฏห้ามพูด

หมายถึง พ่อแม่มีกฎ 'ห้ามพูดคุย' ห้ามแสดงความรู้สึก แสดงความคิดเห็น ความต้องการ ทุกคนต้องการซ่อนความรู้สึก ความต้องการไว้ในใจ หรือความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง จนในที่สุดครอบครัวก็ไม่มีความใกล้ชิด คุยกันไม่ได้ทุกเรื่อง

6. ครอบครัวแบบสร้างมายา

หมายถึง พ่อแม่ที่คิดว่าทุกเรื่องไม่ใช่ปัญหา มองความจริงที่ปรากฏตรงหน้าเป็นเรื่องไร้สาระ มองหาแต่เรื่องดีมาใส่ครอบครัว ทำให้ปัญหาสะสม ลูกก็เลยรู้สึกไปด้วยว่าปัญหา ความผิดพลาดเป็นเรื่องที่ไม่ต้องใส่ใจ

7. ครอบครัวแบบไม่แก้ปัญหา

หมายถึง พ่อแม่ที่เจอปัญหาแล้วอารมณ์รุนแรง หัวเสีย หาที่มาของปัญหาไม่ได้จนเกิดความสับสนไปหมด แล้วก็ไม่หาทางแก้ปัญหา ไม่ว่าตอนอารมณ์ยังร้อนหรือเย็นลงแล้วก็ตาม

8. ครอบครัวแบบเชื่อถืออะไรไม่ได้

หมายถึง พ่อแม่มักจะบอกว่าอย่าเชื่อใคร อย่าเชื่อใจใคร รวมถึงตัวพ่อแม่เองก็ทำสิ่งที่ไม่น่าเชื่อถือ ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น เมื่อลูกมีปัญหา พ่อแม่เป็นที่พึ่งให้ลูกได้เลยทั้งการปฏิสัมพันธ์ คำพูด หรือการอยู่เคียงข้าง

(คลิกอ่านเรื่อง Dysfunctional Family เพิ่มเติม)

 

Dysfunctional Family แต่ละแบบก็จะมีลักษณะที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับแนวคิดของพ่อแม่ ความเครียด สภาพแวดล้อม แต่ทุกแบบมักจะมีสัญญาณเตือนให้พอรู้ตัวว่า เรากำลังเป็น Dysfunction Family ลองมาเช็กกันหน่อยค่ะว่าครอบครัวเราเข้าข่าย ครอบครัวพร่องหน้าที่หรือไม่

 

คุณพ่อคุณแม่ลองเช็กดูนะคะว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นหรือเปล่า ถ้าใช่… ถึงเวลาที่เราต้องยอมรับและปรับเปลี่ยนตัวเองแบบยกเครื่องใหม่ เพื่อทำให้ครอบครัวเรากลับมา Functional Family ให้ได้

เชื้อดื้อยาในเด็ก อันตราย ไม่ใช่เรื่องเล็กที่มองข้ามได้

 
การเลี้ยงลูก-พัฒนาการ-สอนลูก-การเรียนรู้

คุณพ่อคุณแม่เคยได้ยินกันใช่ไหมคะ ที่คุณหมอบอกว่า "ดื้อยา" เลยป่วยหายช้าและบางครั้งลุกลามมากขึ้น สาเหตุก็มาจากการใช้ยาปฏิชีวนะ หรือยาต้านแบคทีเรียมากจนเกินความจำเป็น จึงทำให้เชื้อแบคทีเรียพัฒนาตัวเองจนสามารถสู้กับยาปฏิชีวนะได้ ซึ่งหากใช้ยาผิดประเภทกับเด็กนั้น ยิ่งเป็นอันตรายมาก ดังนั้นไม่ควรเอายาที่มีอยู่ให้เด็กทานหรือไปซื้อยาเองมาให้เด็กทาน ควรทำความเข้าใจอาการป่วยดังนี้เลยค่ะ


ยาปฏิชีวนะไม่ใช่ยาแก้อักเสบ เพราะการอักเสบแบ่งได้ 2 ประเภท คือ

1. ติดเชื้อแบคทีเรีย รักษาได้ด้วยยาต้านแบคทีเรีย ที่ไม่ใช่ยาแก้อักเสบ เช่น ปวดบวมตามข้อ

2. อักเสบแบบไม่ติดเชื้อ ไม่จำเป็นต้องใช้ยาต้านแบคทีเรีย ร่างกายมีภูมิที่สามารถหายเองได้ หากพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์ แต่การกินยากันไว้โดยไม่จำเป็นอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อดื้อยาได้ง่ายขึ้น

การรับประทานยาปฏิชีวนะ ต้องเฉพาะเมื่อมีอาการเจ็บป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเกิดจากการติดเชื้อ และโรคติดเชื้อแต่ละชนิดมีสาเหตุจากเชื้อโรคที่แตกต่างกัน แพทย์ต้องเป็นผู้วินิจฉัยโรคติดเชื้อก่อนที่จะสั่งยาปฏิชีวนะให้กับผู้ป่วย ไม่ใช่ว่าจะสามารถทานยาปฏิชีวนะตัวใดก็ได้ เช่น ถ้าติดเชื้อแบคทีเรียก็ต้องใช้ยาต้านแบคทีเรีย ถ้าติดเชื้อไวรัสก็ต้องใช้ยาต้านไวรัส เป็นต้น ฉะนั้นหากป่วยอย่าซื้อยาทานเอง ให้ไปพบแพทย์เพื่อปรึกษาอาการก่อนจะดีกว่าค่ะ

10 พฤติกรรม ที่เป็นต้นเหตุเชื้อดื้อยา

1. ซื้อยาต้านแบคทีเรียมากินตามคนอื่น

2. หยุดกินยาต้านแบคทีเรียเมื่ออาการดีขึ้น กลไกการทำงานของยามีผลต่อเชื้อโดยตรง ไม่ได้มีผลต่อคน ดังนั้นต้องกินยาจนหมดตามที่กำหนด เพราะเชื้อยังถูกกำจัดจากร่างกายไม่หมด จึงเป็นเหตุให้กลายพันธุ์เป็นเชื้อดื้อยาได้

3. ซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง ตามที่เคยได้รับจากบุคลากรทางการแพทย์ครั้งก่อนๆ การกินยานั้นต้องให้ตรงกับโรคที่เป็น ควรให้แพทย์วินิจฉัยไม่ควรไปซื้อยากินเอง

4. เคยอมยาอมที่ผสมยาปฏิชีวนะต้านเชื้อโรค ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อดื้อยา เพราะเป็นการใช้ยาในขนาดที่ไม่เหมาะสมแล้วยังเป็นการใช้ยาเกินจำเป็นด้วย

5. เปลี่ยนไปใช้ยาต้านแบคทีเรียที่แรงกว่าเดิม เพราะเห็นว่ากินแล้วไม่หาย การรักษาต้องใช้เวลาพอสมควรจึงจะดีขึ้น ดังนั้นการเปลี่ยนยาที่แรงขึ้นอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้

6. เคยเอายาต้านแบคทีเรียมาโรยแผล นอกจากจะเป็นการรักษาที่ผิดวิธีแล้วยังส่งผลให้แผลติดเชื้อและเชื้อในแผลพัฒนาตัวเองไปสู่การดื้อยา

7. ใช้ยาต้านแบคทีเรียผสมในอาหารสัตว์ เป็นการใช้ยาที่ผิดและไม่ได้ผล ทำให้เนื้อสัตว์ที่เรากินเข้าไปอาจจะเป็นเนื้อสัตว์ที่ป่วยจากเชื้อดื้อยาก็เป็นได้

8. ใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่ทราบชื่อสามัญของยา พฤติกรรมนี้เสี่ยงต่อการแพ้ยาและใช้ยาไม่ตรงกับเชื้อโรคด้วย

9. เคยไปซื้อยาแก้อักเสบมากินเอง เพราะหากเป็นการอักเสบแบบไม่ติดเชื้อ ก็ไม่ควรกินยาแก้อักเสบเพื่อรักษาอาการ

10. การไม่แนะนำผู้ที่ใช้ยาต้านแบคทีเรียให้ใช้ยาอย่างเหมาะสม ทำให้ประชาชนในสังคมขาดความรู้ในการใช้ยาและพัฒนาไปสู่การป่วยเชื้อดื้อยาได้



ข้อมูลจาก : www.matichon.co.thwww.thaihealth.or.th


 

เด็ก 3 ขวบ ควรฝึกระเบียบวินัย การรอคอย การเข้าสังคม มากกว่าการเรียนเขียนอ่าน

การเลี้ยงลูก-พัฒนาการ-สอนลูก

เด็ก 3 ขวบ ควรฝึกระเบียบวินัย การรอคอย การเข้าสังคม มากกว่าการเรียนเขียนอ่าน

เนื่องจากปัจจุบันหลักเกณฑ์ใหม่ในการรับเด็กอนุบาล 1 เริ่มต้นที่อายุ 3 ขวบจากเดิมกำหนดที่ 4 ขวบ ก็ทำให้จิตแพทย์เป็นห่วงว่าเด็กจะเข้าเรียนเร็วเกินไป ขาดการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันในอีกหลายๆ ด้าน เพราะปัจจุบันพ่อแม่ผู้ปกครองก็มีการแข่งขันความสามารถของลูกว่าใครสามารถอ่านออกเขียนได้ก่อน โดยให้ลูกฝึกเรียนเขียนอ่านตั้งแต่ยังเล็กนั้นจะเป็นปัญหาระยะยาวตามมา
       
โดย พญ.กาญจนา คูณรังษีสมบูรณ์ บอกถึงเรื่องนี้ว่า หากเด็กอายุ 3 ขวบ เข้าโรงเรียนแล้ว การเรียนการสอนก็ควรเป็นเรื่องของการฝึกระเบียบวินัย ฝึกการเข้าสังคม รู้จักการรอคอย การเข้าคิวต่างๆ เพราะเป็นการอยู่ร่วมกับบุคคลอื่น ซึ่งการฝึกพื้นฐานเหล่านี้ตั้งแต่เด็กก็จะติดตัวเขาไปจนโต
       
ส่วนการให้ฝึกเรียนเขียนอ่านตั้งแต่อายุ 3 ขวบ หรือบังคับให้ลูกเรียนเขียนอ่านตั้งแต่อายุน้อยๆ เลยนั้น เพราะกังวลว่าลูกจะอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ หรือสู้ลูกคนอื่นไม่ได้ ตรงนี้ถือว่าน่าเป็นห่วง เพราะเป็นการฝืนธรรมชาติของเด็ก ซึ่งเด็กวัยนี้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเขายังต้องได้รับการพัฒนา จึงควรให้เขาได้ขีดเขียนอย่างเป็นอิสระ เพื่อเปิดให้เด็กได้คิดจินตนาการด้วย ไม่ใช่การบังคับให้เขาฝึกเขียนตัวอักษร ซึ่งสุดท้ายก็จะเป็นการปิดกั้นเรื่องความคิดจินตนาการและพัฒนาการของเขา
 
ทั้งนี้ ไม่ต้องกังวลว่าลูกจะอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ เพราะตามอายุแล้วให้เขาเริ่มเรียนเขียนอ่านตอนอายุ 5 ขวบ เด็กก็ยังอ่านออกเขียนได้อยู่ดี จึงไม่ต้องรีบฝึกให้ลูกหัดเขียนอ่าน ซึ่งไม่เป็นผลดีแก่ตัวเด็กเอง สำหรับการฝึกภาษาที่สองให้แก่ลูก เช่น ภาษาอังกฤษ ก็ยึดหลักการคล้ายกัน คือพยายามใช้ภาษาที่สองกับลูกในชีวิตประจำวัน เด็กก็จะรู้สึกถึงความแปลกใหม่ของภาษาและได้เรียนรู้ แต่ไม่ต้องจับมาฝึกเขียนอ่านเช่นเดียวกับภาษาไทย
 
 
พญ.กาญจนา คูณรังษีสมบูรณ์ รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์

เด็กๆ ก็ทำได้! 5 วิธีสอนเด็กให้รักธรรมชาติ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

การเลี้ยงลูก-พัฒนาการ-สอนลูก

สถานการณ์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมของโลกเราตอนนี้ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวเราทุกคน โดยเฉพาะสำหรับเด็กๆ อยากให้คุณพ่อคุณแม่เริ่มสอน และปลูกฝังความรักธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของทุกชีวิตบนโลกใบนี้

รักโลก รักอนาคต มาช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมนะคะ

5 วิธีสอนเด็กให้รักสิ่งแวดล้อม

1.แต่งตั้งตัวเล็กทำหน้าที่เป็น "ผู้ควบคุมไฟ" ในบ้าน คอยช่วยเปิดปิดไฟทุกครั้งที่ออกจากบ้าน และปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้งาน

2.ทำให้การรีไซเคิลเป็นเรื่องสนุกใกล้ตัว ให้เด็กๆ เล่นเกมแยกแยะวัสดุ เช่น กระดาษ พลาสติก แก้ว สร้างนิสัยการรีไซเคิล เป็นต้น

3.ประหยัดน้ำ คุณพ่อคุณแม่ปิดน้ำทุกครั้ง ระหว่างการแปรงฟันเช้า-เย็นให้เด็กๆ เห็น

4.ปลูกต้นไม้กันเถอะ พ่อแม่ปลูกต้นไม้กับลูก ทำให้เด็กละเอียดอ่อน รักธรรมชาติ นำผลผลิตที่ปลูกได้มารับประทาน

5.วิ่งเล่นนอกบ้าน ลดการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ประหยัดพลังงาน ลดค่าใช้จ่าย

คุณพ่อคุณแม่ต้องเริ่มปลูกฝังเด็กๆ ตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อให้เขารู้คุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมทั้งปลูกฝังให้ช่วยกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมต่อไปในวันข้างหน้า




ที่มา : กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม




 

เด็กชอบกลั้นอึ เพราะติดเล่น รู้ไหม! อันตรายถึงชีวิต พ่อแม่ควรสังเกตและแก้ไข

กลั้นอุจจาระ, อุจจาระ, กลั้นอึ, ชอบกลั้นอึ, ลูกชอบกลั้นอึ, ชอบอั้นฉี่, เด็กชอบกลั้นอึ, ไม่ชอบอึนอกบ้าน, กลั้นอุจจาระ, อันตรายถึงชีวิต, ไม่ยอมขับถ่ายอุจจาระ, สาเหตุที่เด็ก ๆ ชอบกลั้นอึ, ทำอย่างไรไม่ให้ลูกกลั้นอึ,สี อึ, สี อึ ลูก, อึ สี เขียว, สี อึ ทารก, อึ เป็น สี เขียว, สี อึ ของ ลูก, ลูก อึ สี เขียว, สี อึ เด็ก, ทารก อึ สี เขียว, อึ ลูก สี เขียว, สี ของ อึ, สี อึ ของ ทารก, อึ เขียว, อึ ทารก สี เขียว, สี อึ เด็ก ทารก, ลูก อึ เป็น สี เขียว, ลูก อึ เขียว, ทารก อุ จา ระ สี เขียว
กลั้นอึ อันตราย เด็ก ๆ ควรฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลา

คุณพ่อคุณแม่รู้ไหมคะ ว่าเด็ก ๆ ที่ชอบกลั้นอึ อันตรายมากเลยนะคะ คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตลูกและคอยหมั่นถามว่าวันนี้ลูก poop บ้างหรือยัง เพราะในหนึ่งวันปกติเด็กจะมีการถ่ายอุจจาระ หรืออึ ประมาณวันละ 1-2 ครั้ง ถ้าไม่อึเลยใน 2 วัน แปลว่าผิดปกติแล้วค่ะ

 
สาเหตุที่เด็ก ๆ ชอบกลั้นอึ มีดังนี้
  1. แปลกที่ นั่งไม่ได้

โดยเฉพาะเด็กที่เปลี่ยนจากการนั่งกระโถนมาเป็นนั่งชักโครก เด็กบางคนเมื่อถึงวัยที่ควรนั่งชักโครกได้แล้ว เมื่อถูกหัดให้นั่งชักโครกก็มักจะเกิดความกลัว ไม่กล้านั่งและไม่กล้าขับถ่าย

  1. ติดเล่น อั้นไว้ก่อนดีกว่า

สำหรับเด็กที่ติดเล่นมากเกินไปจนไม่สามารถละจากของเล่นหรือความสนใจ ณ ขณะนั้นได้ ก็มักจะอั้นอึเอาไว้ก่อนค่ะ บางครั้งลืมอึไปเลยก็มี

  1. ห้องน้ำไม่สะอาด ไม่กล้าเข้า

คุณพ่อคุณแม่จะสังเกตได้เมื่อพาลูกไปเข้าห้องน้ำสาธารณะหรือห้องน้ำโรงเรียนที่มีคนใช้มาก ๆ แล้วมีกลิ่น มีคราบสกปรกอยู่ ก็เป็นสาเหตุให้ลูกอั้นอึได้เหมือนกัน

  1. เด็กไม่กินผัก ผลไม้ เลยท้องผูกบ่อยครั้ง

ลูกไม่ชอบรับประทานผักและผลไม้ หรือดื่มน้ำน้อยเกินไป มักมีอาการท้องผูก ซึ่งทำให้รู้สึกปวดท้องมากและมีอาการเจ็บที่บริเวณหูรูดเมื่อพยายามขับถ่าย จึงมักจะไม่ชอบการอึ และหลีกเลี่ยงความเจ็บนี้ ด้วยการไม่ขับถ่ายเลย



 
ทำอย่างไรไม่ให้ลูกกลั้นอึ 
  1. ฝึกให้ทำความสะอาด ตั้งแต่ยังเล็ก ๆ 

ฝึกการขับถ่ายเมื่อลูกพร้อมแล้ว นั่นก็คือเมื่อเขาสามารถบอกเราได้ว่าปวดอึ ปวดฉี่ และลูกสามารถรับรู้เรื่องความสะอาดและสุขลักษณะได้พอสมควร โดยในช่วงแรกคุณพ่อคุณแม่ต้องดูแลเรื่องการทำความสะอาดของลูกก่อน และหลังจากนั้นเมื่อลูกสามารถช่วยเหลือตนเองได้ หรือเข้าโรงเรียนแล้ว จึงค่อยสอนวิธีการทำความสะอาดให้กับลูก

  1. สอนรักษาความสะอาด

สอนให้ลูกรู้จักสุขลักษณะในการเข้าห้องน้ำ ให้ลูกราดน้ำหรือเช็ดชักโครกก่อนใช้งาน ล้างมือหลังจากทำธุระเสร็จแล้ว เป็นต้น

  1. ฝึกขับถ่ายเป็นเวลา

ฝึกให้ลูกเข้าห้องน้ำเป็นเวลา และฝึกการขับถ่ายให้เป็นนิสัย เช่น ให้ลูกฉี่ก่อนนอน และถ่ายอุจจาระตอนเช้าทุกครั้ง

 
อันตรายเมื่อไม่ยอมอึ
  1. เมื่อไม่อึ น้ำที่อยู่ในอุจจาระก็จะถูกดูดกลับไปใช้ในร่างกาย สารพิษและเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เจริญเติบโตขึ้นภายในอุจจาระ ก็จะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดไปด้วย ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานหนัก จนอ่อนเพลีย ปวดหัว ท้องอืด ผิวหนังอักเสบ

  2. เสี่ยงโรคผนังลำไส้อักเสบ เมื่อเราไม่ขับถ่ายและอุจจาระสะสมอยู่ในลำไส้ สิ่งที่ตามมาก็คือ ผนังลำไส้ในส่วนที่อ่อนแอจะเกิดการโป่งพอง ติดเชื้อกลายเป็นโรคผนังลำไส้ใหญ่อักเสบ จนอาจทำให้เกิดเลือดออกในลำไส้ เป็นหนอง ผนังลำไส้ทะลุ หรือลำไส้อุดตันได้

 

คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมคอยหมั่นถามว่าวันนี้ลูกว่า หนูอึ บ้างหรือยังนะ ถ้าไม่อึเลยภายใน 2 วัน แปลว่าผิดปกติแล้วค่ะ มาแก้ไขพฤติกรรมลูกกันเถอะ

เด็กป่วยเบาหวานเยอะ เบาหวานในเด็กต้องสังเกตอาการได้ แบบไหนสัญญาณอันตราย

 โรคเบาหวานในเด็ก-เบาหวานในเด็ก-เด็กป่วยเบาหวาน-เด็กอ้วน-ลูกเป็นเบาหวาน-ป้องกันลูกจากโรคเบาหวาน-ชนิดของโรคเบาหวานในเด็ก-เบาหวานชนิดที่ 1-เบาหวานชนิดที่ 2-อาการของเด็กที่เป็นโรคเบาหวาน-อาการเด็กป่วยเบาหวาน-เบาหวานในเด็ก อาการ-การรักษาเบาหวานในเด็ก

โรคเบาหวาน ไม่ได้เป็นแต่แค่ผู้ใหญ่นะคะ เด็กเองก็เป็นได้ แต่อย่าเพิ่งตกใจกันไปค่ะ เพราะโรคเบาหวานในเด็กมักจะเกิดกับเด็กอ้วนหรือเด็กที่มีน้ำหนักมาก

เด็กป่วยเบาหวานเยอะ เบาหวานในเด็กต้องสังเกตอาการได้ แบบไหนสัญญาณอันตราย

โรคเบาหวานในเด็ก เป็นภาวะที่มีน้ำตาลสูงในเลือด เกิดจากความผิดปกติของเมตาบอลิสมของคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน เพราะร่างกายมีการหลั่งอินซูลินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีความสำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่เพียงพอ หรือมีความผิดปกติของอวัยวะเป้าหมายของอินซูลิน ได้แก่ ตับ กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อไขมันร่วมด้วย ซี่งอาการเบาหวานในเด็กนั้นไม่ต่างจากเบาหวานในผู้ใหญ่ และเด็กสามารถป่วยเป็นโรคเบาหวานได้ทั้ง 2 ชนิดเลยค่ะ 

ชนิดของโรคเบาหวานในเด็กมี 2 ชนิด

เบาหวานชนิดที่ 1 (type 1 diabetes) เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดสำหรับเบาหวานในเด็กและวัยรุ่น เกิดจากการที่เซลล์ตับอ่อนที่เรียกว่า  “บีต้าเซลล์” ถูก ทำลาย เป็นผลจากกระบวนการทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ต้องได้รับการรักษาด้วยการฉีดอินซูลินเท่านั้น และมักเริ่มเป็นโรคเมื่ออายุยังน้อย

เบาหวานชนิดที่ 2 (type 2 diabetes) พบมากขึ้นในเด็กและวัยรุ่นปัจจุบันและมักพบร่วมกับโรคอ้วนหรือภาวะโภชนาการเกินและการขาดการออกกำลังกายในอดีตเชื่อว่าเป็นโรคที่พบในผู้ใหญ่เท่านั้น เบาหวานชนิดที่ 2 นี้ ต้องรักษาด้วยยากินและบางรายต้องใช้การฉีดอินซูลิน นอกจากนี้เบาหวานชนิดที่ 2 ยังอาจรวมถึงผู้ป่วยบางโรคที่ได้รับยาที่ทำให้เกิดน้ำตาลสูงในเลือดชั่วคราว ด้วย เช่น ยาเคมีบำบัดที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็งบางชนิด เป็นต้น


โรคเบาหวานในเด็ก-เบาหวานในเด็ก-เด็กป่วยเบาหวาน-เด็กอ้วน-ลูกเป็นเบาหวาน-ป้องกันลูกจากโรคเบาหวาน-ชนิดของโรคเบาหวานในเด็ก-เบาหวานชนิดที่ 1-เบาหวานชนิดที่ 2-อาการของเด็กที่เป็นโรคเบาหวาน-อาการเด็กป่วยเบาหวาน-เบาหวานในเด็ก อาการ-การรักษาเบาหวานในเด็ก

ลักษณะอาการของเด็กที่เป็นโรคเบาหวาน

เป็นเบาหวานชนิดที่ 1

  • มีอาการปัสสาวะมากและบ่อย
  • ดื่มน้ำมาก
  • กินเก่ง แต่น้ำหนักลด ผอมลง บางรายน้ำหนักอาจลดได้ถึง 10 กิโลกรัม
  • มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง
  • มีภาวะเลือดเป็นกรด
  • หายใจเหนื่อยหอบ


เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 

  • มีภาวะอ้วน
  • มีปื้นดำหนาที่คอ รักแร้ ขาหนีบ ขัดถูไม่ออก
  • มีการติดเชื้อราที่ผิวหนัง
  • น้ำหนักลด
  • มีอาการปัสสาวะมาก
  • ดื่มน้ำมาก
  • อาจมีความผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในหลอดเลือดสูง นอนกรน ปวดข้อ


หากพบความผิดปกติที่ลูกอาจเป็นโรคเบาหวานในเด็ก ให้พาลูกไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาต่อไปนะคะ ไม่อยากให้ลูกเสี่ยงเป็นเบาหวานในเด็ก แนะนำในการปรับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ต้องควบคุมอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เลือกกินอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำ หลีกเลี่ยงอาหารรสหวานจัด มันจัด กินให้ถูกหลักโภชนาการ ระวังเรื่องความเครียดของลูก ให้ลูกออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และอย่าลืมพาลูกไปตรวจสุขภาพเป็นประจำด้วยนะคะ 



ขอบคุณข้อมูลจาก : อาจารย์แพทย์หญิง เปรมฤดี  ภูมิถาวร กุมารแพทย์โรคต่อมไร้ท่อและเบาหวานในเด็ก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล



 

เด็กเล็กติดเกม ต้องโทษพ่อแม่อย่างเดียว นี่คือ 4 วิธีแก้ไข เริ่มที่ตัวพ่อแม่ก่อน

การเลี้ยงลูก-พัฒนาการ-สอนลูก-เด็กติดเกม-ลูกติดเกม-ลูกติดมือถือ-ลูกติดโทรศัพท์

เด็กติดเกมเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากนะคะ ล่าสุดองค์การอนามัยโลก ได้บรรจุอาการผิดปกติในการเล่นเกม หรือการติดเกม เป็นโรคชนิดหนึ่งแล้ว เพื่อให้ผู้ปกครองตระหนักถึงปัญหา หากลูกเป็นโรคติดเกมขึ้นมาอย่าเอาแต่โทษลูกอย่างเดียว ให้ตั้งคำถามกับตัวเองก่อน ว่าลูกยังเล็กอยู่ใครยื่นเทคโนโลยีให้ลูก ใครยื่นสมาร์ทโฟนให้ลูก ใครกันไม่ควบคุมลูก และอีกหลายคำถามที่พ่อแม่ต้องถามตัวเองก่อน เพื่อที่จะได้แก้ไขให้ถูกจุด

  1. พ่อแม่ต้องปรับทัศนคติ

พ่อแม่ต้องปรับทัศนคติตัวเองก่อน ว่าโทรศัพท์มือถือ ไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 9 ขวบ ให้คิดว่าสมาร์ทโฟน แทบเล็ต ก็เป็นอุปกรณ์ที่ยังไม่ปลอดภัย ยังไม่ควรให้ลูกใช้จนกว่าจะถึงวัยที่เหมาะสม

  1. อย่าให้มือถือเป็นพี่เลี้ยงลูก

การให้ลูกเล่นสมาร์ทโฟน ลูกจะอยู่เงียบๆ ไม่กวน การปล่อยให้มือถือเป็นพี่เลี้ยงลูกแบบนี้ คุณกำลังเป็นพ่อแม่ที่ทำร้ายลูกอยู่นะคะ และกำลังส่งเสริมให้ลูกติดมือถือแบบทางตรงเลย หากลูกเล็กๆ ติดเกม ติดมือถือ นั่นไม่ใช่ความผิดลูกเลย

  1. เป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูก

ไม่ให้ลูกเล่น แต่พ่อแม่จะเล่นเกมอย่างสนุกสนานต่อหน้าลูกไม่ได้นะคะ พ่อแม่เป็นอย่างไร ลูกก็จะเป็นแบบนั้น การเป็นแบบอย่างที่ดี จะช่วยสร้างรากฐานระเบียบวินัยให้กับเด็กๆ ได้ด้วย อย่าเป็นสังคมก้มหน้าในครอบครัวเลยนะคะ

  1. หากิจกรรมทำกับลูกเสมอ

การสร้างรากฐานที่ดีให้กับลูกช่วงปฐมวัยสำคัญที่สุด การส่งเสริมให้ลูกทำกิจกรรมที่หลากหลาย และฝึกทักษะที่จำเป็น ต้องเริ่มจากพ่อแม่ ที่ต้องทำกิจกรรมร่วมกับลูก จะเป็นกิจกรรมในบ้าน หรือนอกบ้านที่มีความเคลื่อนไหวก็ได้ ลูกจะสนุกและมีความสุขกับพ่อแม่มากกว่ามือถือแน่

หากปล่อยให้ลูกเล่นมือถือไปแล้ว นี่คือวิธีสังเกตลูกว่าติดเกมหรือไม่
  1. มีความต้องการที่จะเล่นมากขึ้น ชอบต่อรองการเล่น และเพิ่มเวลาในการเล่นมากขึ้น

  2. ขอเล่นเกมที่ยากขึ้น มีความซับซ้อนมากขึ้น ขอใช้เครื่องที่มีความเร็วและแรงขึ้น 

  3. เด็กเริ่มตัดขาดจากโลกภายนอก ไม่คุยกับพ่อแม่ ไม่เล่นกับเพื่อนฝูง ไม่เข้าสังคม หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่เด็กในวัยนี้ควรทำเลย

  4. เคยกินนอนเป็นเวลา ก็จะไม่ยอมกิน ห่วงเล่นเกม ไม่นอนก็ได้ กระสับกระส่าย อยากเล่นเกม

  5. โกรธ เมื่อจำกัดเวลาในการเล่นหรือห้ามเล่น มีพฤติกรรมที่ไม่เคยทำมาก่อน เช่น ขว้างข้าวของ อารมณ์เปลี่ยนแปลง ภาวะจิตใจเปลี่ยน

เด็กเล็กติดเกมหรือมือถือ ต้องโทษพ่อแม่ผู้ปกครองอย่างเดียวเลยค่ะ เพราะพ่อแม่เป็นคนหยิบยื่นให้ลูกเอง และเด็กติดเกมตั้งแต่เล็ก ๆ มีแนวโน้มจะติดเกมระดับรุนแรงเมื่อโตขึ้นด้วย สิ่งที่เด็กจะขาดคือ “โอกาส” และ “ทักษะ” ที่จำเป็นอีกหลายด้าน อย่าให้ลูกเล่นมือถือเลยนะคะ

 

ข้อมูลจาก : ดร.สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน