facebook  youtube  line

เลี้ยงลูกให้แข็งแรง ด้วย 7 สารอาหารสำคัญในนมแม่

4917

 

เลี้ยงลูกให้แข็งแรง ด้วย 7 สารอาหารสำคัญในนมแม่

การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้อง ซึ่งนมแม่มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อลูกทารก และเปรียบเหมือนวัคซีนหยดแรกที่สร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกด้วย

 

สารอาหารสำคัญในนมแม่ ได้แก่

โปรตีน
  • ปริมาณสัดส่วนพอเหมาะ ย่อยง่าย ไตทำงานน้อย

  • มีโปรตีนป้องกันเชื้อโรคและพัฒนาการสมอง

  • ไม่มีเบต้าแลกโตโกลบุลินที่ทำให้เกิดภูมิแพ้

ไขมัน
  • อุดมด้วยโอมีก้า 3,6 คือ DHA และ AA

  • มีคอเลสเตอรอลสร้างเส้นใยประสาท

  • มีน้ำย่อยไขมันไลเปสช่วยในการย่อยและดูดชึมไปใช้ได้ดี

คาร์โบไฮเดรต
  • มีน้ำตาลนม (แล็กโตส) สูง ช่วยเสริมพัฒนาการสมอง

  • มีโอลิโกแซคคาไรด์สูงมาก ช่วยส่งเสริมสุขภาพของลำไส้

วิตามินและแร่ธาตุ
  • ดูดซึมได้ดีกว่า โดยเฉพาะธาตุเหล็ก (ดูดซึม 50 - 75%) สังกะสีและแคลเชียม

  • มีซิลีเนียมที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ

สารป้องกันเชื้อโรค
  • มีเม็ดเลือดขาวและภูมิคุ้มกันโรคจำนวนมาก

สารช่วยการเจริญเติบโต
  • มีสารช่วยการเจริญเติบโตของสมองและอวัยวะต่าง ๆ

น้ำย่อยและฮอร์โมน
  • มีน้ำย่อยมากมาย เช่น น้ำย่อยไขมันและแป้ง

  • มีฮอร์โมนนานาชนิด

ประโยชน์ของนมแม่

  • นมแม่เป็นสุดยอดอาหารที่อุดมไปด้วย ไขมัน โปรตีน แคลอรี่

  • มีเอนไซม์ (Enzyme) ช่วยฆ่าเชื้อโรค

  • ลดภูมิแพ้ ลดการเกิดการแพ้โปรตีนนมวัว

  • มีสารอาหารที่ช่วยพัฒนาเซลล์สมอง

นอกจากนมแม่จะมีประโยชน์ต่อลูก ยังมีประโยชน์กับแม่ด้วยนั่นคือ ป้องกันการตกเลือดหลังคลอด ลดการเกิดมะเร็งเต้านม รังไข่ มดลูก และสร้างความผูกพันระหว่างแม่กับลูกอย่างลึกซึ้ง

ขอบคุณข้อมูลโดย :พญ.คัคณางค์ มิ่งมิตรพัฒนะกุล สูตินรีแพทย์ประจำศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลกรุงเทพ

ศูนย์สุขภาพสตรีกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ โทร. 0 2310 3005, 0 2755 1005 หรือ โทร. 1719

เลี่ยงได้เลี่ยง! 7 อาการของลูก ที่ถูกพ่อแม่สปอยล์มากเกินไป จนเสียคน

1100 1

เลี่ยงได้เลี่ยง! 7 อาการของลูก ที่ถูกพ่อแม่สปอยล์มากเกินไป จนเสียคน

คุณพ่อคุณแม่กำลังสปอยล์ หรือเอาใจลูกจนเกินไปหรือเปล่า แต่หลายคนอาจจะคิดว่า ไม่ใช่หรอกมั้ง ไม่จริงนะ ไม่ได้ตามใจ คำตอบแบบนี้คงอยู่ในใจคุณพ่อคุณแม่หลายคนใช่ไหมคะ งั้นเรามาดูกันว่าลูกน้อยของคุณเริ่มมีอาการเหล่านี้บ้างหรือไม่

7 อาการของลูก ที่ถูกสปอยล์มากเกินไป

1. อารมณ์ร้อนเกรี้ยวกราดบ่อยครั้ง

หากหนูน้อยเริ่มมีอาการหงุดหงิดบ่อยๆ กรีดร้อง เกรี้ยวกราด ชักสีหน้าแสดงอาการให้รู้ว่าไม่พอใจ นับเป็นหนึ่งอาการที่เป็นสัญญาณเตือนแล้วว่า ลูกเริ่มถูกสปอยล์มากไปแล้วนะ

2. เถียงคำไม่ตกฟาก

คำนี้เราๆ คงได้ยินมาแต่โบราณรุ่น ปู่ ย่า ตา ยาย หากมีเด็กพูดเถียง ไม่ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองทำผิด หรือผู้ใหญ่พูดเตือนอะไรแล้วเถียงกลับทันที แบบนี้ที่เขาเรียกว่าเถียงคำไม่ตกฟาก เป็นการแสดงอาการของเด็กที่ไม่น่ารัก แต่ถ้าลูกน้อยไม่ได้ทำผิดแล้วพยายามอธิบาย นับว่าเป็นคนละสาเหตุกันนะคะ

3. จอมบงการเสียจริง

หากพ่อแม่ที่มัวแต่ตามใจลูกจนทำให้ทุกอย่าง หรือจ้างพี่เลี้ยงส่วนตัวดูแลทุกฝีก้าว จนลูกไม่สามารถทำอะไรได้เองเลยนั้น เมื่อถึงเวลาที่คุณอยากให้ลูกลองทำสิ่งใหม่ๆ ดูบ้าง ลูกจะไม่ยอมที่จะทำเผลอๆ จะสั่งกลับให้คุณทำให้แทนเสียด้วยซ้ำ

4. ขายหน้าทุกทีที่ต้องออกไปข้างนอก

เมื่อคุณสปอยล์ลูกมากเกินไป อาการเหล่านี้จะตามมาแน่นอน เช่น หากลูกกรีดร้องอยากได้สิ่งของที่ชอบ หรือขนมที่ถูกอกถูกใจ แต่เมื่อไม่ได้จะแสดงอาการร้องไห้ กรีดร้อง ลงไปดิ้นลงกับพื้น เพื่อเรียกร้องความสนใจทันที แล้วถ้าคุณยิ่งให้สิ่งของกับเขาเพื่อตัดปัญหา นั้นจะยิ่งทำให้ลูกเคยชินเข้าไปอีก อาการนี้เรียกว่าถูกสปอยล์มากไปแล้วค่ะ

5. หวงของ ไม่รู้จักแบ่งปันคนอื่น

เมื่อลูกน้อยได้รับมากๆ เราควรจะบอกให้เขารู้จักแบ่งปันให้ผู้อื่นบ้าง เด็กสามารถรับรู้การแบ่งปันได้ตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป เป็นช่วงวัยที่เขาเริ่มเข้าใจหลายสิ่งมากขึ้น เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่บ่งบอกถึงทักษะทางด้านอารมณ์และจิตใจ หากเขารู้จักแบ่งปัน อาการที่ถูกสปอยล์หรือการถูกเอาแต่ใจจะค่อยๆ ดีขึ้นค่ะ

6. ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนเสมอ

เมื่อไหร่ที่ลูกไม่ยอมทำหน้าที่ของตนเอง เช่น เล่นของเล่นแล้วไม่ยอมเก็บ ปล่อยให้บ้านรก เมื่อคุณสั่งให้เก็บแต่ลูกยังดื้อรั้นไม่ยอมเก็บอีก และหากคุณใช้เงื่อนไขว่า “เก็บของเล่นแล้วแม่จะพาไปเที่ยว” การใช้เงื่อนไขแบบนี้บ่อยๆ ถือว่าเป็นสิ่งที่ผิดนะคะ ควรสอนให้ลูกยอมรับว่านี่คือหน้าที่ของเขา มากกว่าใช้เงื่อนไขเพื่อแลกเปลี่ยน

7. กระทืบเท้า ปิดประตูเสียดัง

เมื่อลูกเริ่มโตขึ้นแล้วแสดงถึงความไม่พอใจถึงขั้นกระทืบเท้า ร้องไห้เสียงดัง เดินหนีเข้าห้อง ปิดประตูเสียงดังใส่ อาการแบบนี้ต้องแก้ไขแล้วล่ะค่ะ การโกรธ โมโหไม่ใช้เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ แต่หากปล่อยให้ลูกมีอารมณ์โมโหอยู่บ่อยครั้ง ถึงขั้นทำสิ่งเหล่านี้กับผู้ใหญ่ในบ้านแล้ว ไม่มีการช่วยเหลือเขา จะส่งผลถึงตอนโตได้ แก้ไขตอนโตยากยิ่งกว่าแก้ตั้งแต่เด็ก ดั่งคำที่ว่า "ไม่อ่อนดัดง่าย ไม่แก่ดัดยาก"

ความรักที่พ่อแม่ให้ไม่มีคำว่าสิ้นสุด แต่ถ้าให้จนสุดเกินลิมิต ทำให้ลูกต้องเสียนิสัยเกินไปจะไม่น่ารักนะคะ เด็กเปรียบเสมือนผ้าขาวอยู่ที่เราจะใส่สีมากน้อยแค่ไหน ใส่ให้พอเหมาะกับวัยก็เพียงพอแล้วค่ะ

เสริมทักษะตามวัยให้ลูกอนุบาล ฝึกแบบนี้ดีกับพัฒนาการ

 

ลูกวัยอนุบาล หรือในช่วง การเลี้ยงลูก-พัฒนาการ-สอนลูก-สอนลูกเรื่องวินัย-วินัยเชิงบวก3-6 ขวบ เป็นช่วงที่ลูกเริ่มเข้าโรงเรียนและเริ่มมีสังคม เริ่มเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้น ทักษะตามวัยที่สามารถฝึกฝนหรือช่วยกระตุ้นลูกได้ในช่วงวัยอนุบาลมีอะไรบ้าง แต่ละอย่างเหมาะกับช่วงอายุที่แตกต่างกันเพราะจะช่วยกระตุ้นพัฒนาการตามแต่ละช่วงวัย

กิจกรรมเสริมทักษะวัย 3 ขวบ

สำหรับเด็กวัยนี้เป็นช่วงวัยอนุบาล เด็กบางคนเริ่มเข้าเรียนแล้ว ซึ่งเป็นช่วงวัยที่ต้องสามารถทำตามคำสั่งได้ และสามารถเรียบเรียงพูดเป็นประโยคต่างๆ รู้เรื่องแล้ว และสามารถจัดดินสอวาดเขียนได้บ้างแล้ว  

ฝึกทักษะการสื่อสาร การฟังและรับคำสั่งต่างๆ เช่น ใช้คำพูดสั่งพร้อมกับช่วยให้ลูกทำตามคำสั่งง่ายๆ เช่น เปิดประตูให้แม่หน่อย ให้ลูกหยิบของต่างๆ เป็นต้น ฝึกวาดวงกลม หยิบกระดาษ สีเทียน ออกมาให้ลูกได้ขีดเขียนตามใจ และวาดวงกลมให้ลูกค่อยๆ วาดตาม อาจจะค่อยๆ จับมือลูกวาดตามก่อนในช่วงแรก แล้วลองบอกให้ลูกวาดด้วยตัวเอง สอนให้ลูกเปลี่ยนเสื้อผ้า เริ่มจากง่ายๆ เช่น การถอดกางเกง และการใส่กางเกง โดยค่อยๆ บอกเป็นขั้นตอนให้ลูกทำตามช้าๆ และคอยช่วยเหลือบ้าง ทำเป็นประจำให้ลูกเรียนรู้และทำเองได้

กิจกรรมเสริมทักษะวัย 4 ขวบ

วัยนี้ลูกเริ่มเรียนรู้เรื่องเพศ เริ่มรู้จักความแตกต่างของเพศ ของเด็กชาย เด็กหญิง ลูกควรสามารถแยกความแตกต่างของขนาด ของระยะต่างๆ ได้ เช่น ขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ โดยพ่อแม่สามารถส่งเสริมทักษะ หรือพัฒนาการลูกในวัยนี้ได้ดังนี้  

ใหญ่หรือเล็ก สอนเรื่องขนาดให้กับลูก โดยใช้ของเล่น 2 ขนาด บอกลูกว่า “ชิ้นนี้ใหญ่” “ชิ้นนี้เล็ก” แล้วให้ลูกลองเปรียบเทียบของชิ้นอื่นๆ ดูบ้าง กรรไกรตัดกระดาษ ฝึกฝนการบังคับกล้ามเนื้อมัดเล็ก และสอนเรื่องรูปทรงต่างๆ ลูกควรใช้กรรไกรตัดกระดาษเป็นสี่เหลี่ยมได้ โดยอาจจะค่อยๆ จับมือลูกก่อนในช่วงแรก และค่อยๆ ให้ลูกลองใช้กรรไกรตัดเอง เลือกใช้กรรไกรสำหรับเด็กที่ไม่อันตราย ทายสิ หญิงหรือชาย สอนให้ลูกรู้ถึงความแตกต่างของเพศชายและหญิง โดยอาจจะใช้จากพื้นฐานการเรียนรู้ง่ายๆ ที่ยังไม่ต้องซับซ้อนมาก เช่น ดูจากการแต่งตัว ทรงผม ลักษณะภายนอก และบอกให้ลูกรู้ว่าตัวเองเป็นเพศอะไร แล้วลองให้ลูกทายโดยการชี้ที่เด็กคนอื่นๆ ว่าเป็นเด็กหญิง หรือเด็กชาย แม่อาจจะค่อยๆ เริ่มสอนเรื่องอวัยวะต่างๆ ที่แสดงความเป็นเด็กชาย เด็กหญิง ตอนอาบน้ำให้ลูกไปด้วย

กิจกรรมเสริมทักษะวัย 5 ขวบ

วัยนี้เริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง รู้จักเรียนรู้ เลียนแบบพฤติกรรมต่างๆ รอบตัว  

เล่นบทบาทสมมติ ให้ลูกเรียนรู้บทบาทของผู้ใหญ่ หรือของตัวเองผ่านการเล่น บทบาทสมมติ กับเพื่อนๆ เช่น เล่นเป็นหมอ คนไข้ หรือ เล่นขายของ เล่นเป็นพ่อแม่ เล่นเป็นครู เพื่อส่งเสริมทักษะการเข้าสังคมให้กับลูก หรือถ้าลูกเล่นกับเพื่อนแล้วทะเลาะกัน เป็นเรื่องธรรมดาในวัยนี้ พ่อแม่ควรลองเฝ้าดูห่างๆ ให้เด็กๆ แก้ปัญหาด้วยตัวเองก่อน ฝึกเล่าเรื่อง สื่อสารเป็นเรื่องราว พ่อแม่ส่งเสริมให้ลูกได้ฝึกการสื่อสาร บอกเล่าเรื่องราวที่ซับซ้อนหรือเป็นเรื่องยาวขึ้น เช่น เมื่อเล่านิทาน หรือให้ลูกดูการ์ตูนแล้ว ให้ลูกเล่าเรื่องในนิทานให้ฟัง หรือพูดคุยเรื่องราวในชีวิตประจำวัน เช่น ที่โรงเรียนเกิดอะไรขึ้นบ้าง พยายามคุยโต้ตอบ ให้ลูกสามารถถ่ายทอดความรู้สึก ความต้องการของตัวเองได้มากที่สุด

กิจกรรมเสริมทักษะวัย 6 ขวบ

เด็กในวัยนี้มีความรู้ความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ รอบตัวมากขึ้น สามารถคิดหาเหตุผล แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบมากขึ้น  

บอร์ดเกม ฝึกแก้ปัญหา เลือกเกมที่เหมาะกับวัย และเล่นด้วยกันได้ทั้งครอบครัว บอร์ดเกมจะช่วยลูกฝึกคิด ฝึกแก้ปัญหา และยังช่วยให้ลูกห่างจากหน้าจอ ห่างจาก YouTube อีกด้วย พาลูกไปเล่นกีฬา ลูกๆ วัยนี้กล้ามเนื้อต่างๆ มีความสมบูรณ์แข็งแรงขึ้นมาก สามารถเล่นกีฬาที่ต้องออกแรงใช้พละกำลังได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้เรียนรู้ กฎ กติกา มารยาท ระเบียบต่างๆ ได้ด้วย ช่วยทำงานบ้าน เป็นการฝึกให้ลูกรู้จักความรับผิดชอบ ลองมอบหมายหน้าที่ประจำให้ลูก เช่น กวาดบ้าน หรือดูแลรดน้ำต้นไม้

 
ทิปส์  

เลือกกิจกรรมที่ลูกสนใจ และรู้สึกสนุก จะช่วยส่งเสริมและพัฒนาทักษะลูกได้มากกว่าการบังคับ ไม่ต้องใช้ของเล่นราคาแพง เลือกของที่มีอยู่ในบ้านมาใช้เล่นกับลูก เพราะเด็กๆ อาจจะยังไม่มีสมาธิหรือจดจ่อได้นานพอ

ลูกวัยอนุบาลในวัยที่กำลังเรียนรู้ ควรได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน ในนมแพะมีสารอาหารครบถ้วนที่มีส่วนช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางสมอง นมแพะมีโปรตีนและไขมันที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย จึงทำให้ลูกน้อยเจริญเติบโตแข็งแรง มีน้ำหนักตัวดี ที่สำคัญนมแพะมีพรีไบโอติก ที่มีพรีไบโอติก (Prebiotics) หรือใยอาหาร ชนิด Oligosaccharides เช่น Inulin & Oligofructose เป็นใยอาหารที่จะไม่ถูกย่อย และไม่ถูกดูดซึมในระบบทางเดินอาหาร แต่จะถูกย่อยด้วยจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้ อย่างแล็กโทบาซิลลัส และไบฟิโดแบคทีเรีย ทำให้จุลินทรีย์สุขภาพเจริญเติบโตเพิ่มจำนวนขึ้น จึงช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหารให้ทำงานได้เป็นปกติ ขับถ่ายง่าย ลดอาการท้องผูก และที่สำคัญยังช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงให้ลูกได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ลูกน้อยเจริญเติบโตแข็งแรงเต็มที่ มีพัฒนาการดีสมวัย

เหาระบาดหนัก แนะนำ 10 วิธีกำจัดเหาให้หายขาด

วิธีกำจัดเหาให้หายขาด-วิธีกำจัดเหา-ลูกเป็นเหา-เด็กเป็นเหา-กำจัดเหา-หาเหาใส่หัว-วิธีกำจัดไข่เหา-ไข่เหา-ใบยอกำจัดเหา-ใบสะเดากำจัดเหา-มะกรูดกำจัดเหา-ยาฆ่าเหา

ลูกเป็นเหา กำจัดเหายังไงให้หายขาด โดยเฉพาะช่วงเปิดเทอม ที่เด็ก ๆ มักจะเล่นคลุกคลีตีโมง หัวติดกันบ่อย ๆ

เหาระบาดหนัก แนะนำ 10 วิธีกำจัดเหาให้หายขาด

เมื่อเด็กเป็นเหาผลกระทบที่ตามมาคืออาการคัน เมื่อคันมาก ๆ ก็เกา พอเกาหนักเข้าทำให้เกิดแผล อาจเกิดการติดเชื้อได้ กรณีที่ติดเชื้อรุนแรงอาจลุกลามทำให้มีต่อมน้ำเหลืองหลังหู ท้ายทอย หรือที่คอโต นอกจากนี้ อาจพบเป็นแผลแฉะ มีสะเก็ดกรังบริเวณศีรษะ ที่สำคัญ เจ้าเหานี่มักจะรบกวนเด็กเวลานอนและทำให้ขาดสมาธิในเวลาเรียนด้วยค่ะ   

10 วิธีกำจัดเหาให้หายขาด

1. ใช้ใบน้อยหน่ากำจัดเหา โขลกให้ละเอียด ผสมน้ำนิดหน่อย หมักผมทิ้งไว้อย่างน้อยครึ่งวัน ล้างน้ำออก รอจนผมแห้งใช้หวีเสนียดสางผม ตัวเหาจะหล่นออกมา ทำไปเรื่อยๆ หลายๆครั้งจนกว่าเหาจะหายไปจากชีวิต

2. ใช้มะกรูดกำจัดเหา นำผลมะกรูดที่แก่จัดไปเผาไฟหรือย่างไฟให้สุกทิ้งไว้ให้เย็น จากนั้นนำมาคลึงเพื่อให้มีน้ำมากๆ แล้วผ่าครึ่ง บีบน้ำลงบนศีรษะขยี้ให้ทั่ว แล้วใช้หวีสางเส้นผมให้เหาและไข่เหาหลุดติดออกมา อาทิตย์นึงควรทำติดต่อกัน 3 ครั้ง

3. ใช้ใบสะเดากำจัดเหา นำใบสะเดาแก่ ๆ ประมาณ 2-3 กำ โขลกให้ละเอียด ผสมน้ำพอเล็กน้อยแล้วนำมาหมักให้ทั่วศีรษะ ปล่อยให้แห้ง ก่อนจะล้างออกและสระผมด้วยแชมพู

​4. ผลมะตูมสุกกำจัดเหา ใช้ยางมะตูมสุกทาผมแล้วหวีให้ทั่วทั้งศีรษะ ปล่อยไว้จนแห้ง เหาก็จะตายหมด จากนั้น ล้างทำความสะอาดด้วยแชมพู แล้วใช้หวีเสนียดสางเหาที่ตายออก

5. ใช้ใบยอกำจัดเหา เอาใบยอสดมาล้างให้สะอาด คัดเอาจำนวนตามต้องการ จากนั้นหั่นใบยอหยาบ ๆ และตำให้ละเอียด บีบคั้นใช้ผ้าขาวบางกรองเอาเฉพาะน้ำใบยอออกมา และนำไปใส่ขวดเปล่าให้ลูกสระผมวันละครั้งตอนเช้า สระได้ 2 วันแล้วให้ใช้หวีเสนียดสางเส้นผม จะพบว่ามีตัวเหาที่ตายติดออกมามากมาย ให้สางผมจนเหาหมดจะหายได้ในที่สุด

6. ใช้แชมพู ครีมนวดกำจัดเหา หาซื้อที่ร้านขายยา หมักทิ้งไว้ 1 วัน แล้วล้างออก รอจนผมแห้ง ใช้หวีเสนียดหรือหวีซี่ถี่ ๆ หวีผม เตรียมหาผ้ารองไว้ เหาจะคลานออกมา ทำไปเรื่อยๆ เว้น 3 วันแล้วสระซ้ำ จนกว่าตัวเหาและทายาทจะสิ้นซาก

7. ใช้หอมแดงกำจัดเหา นำหัวหอมแดง 4-5 หัวมาปั่นให้ละเอียด คั้นเอาน้ำหัวหอมแดงมาหมักผมทิ้งไว้ประมาณประมาณ 2 ชั่วโมงแล้วล้างออกให้สะอาด ก่อนใช้ไดร์เป่าผมให้แห้งและใช้หวีเสนียดสางอีกครั้ง  

8. เบบี้ออยด์และน้ำส้มสายชูกำจัดเหา โดยชโลมเบบี้ออยล์ลงบนศีรษะและเส้นผม จากนั้นใช้หวีเสนียดสางเหาให้ทั่วก่อนสระผมอีกครั้ง จากนั้นให้ชโลมเส้นผมด้วยน้ำส้มสายชู ใช้ผ้าหรือหมวกอาบน้ำคลุม แล้วหมักทิ้งไว้ข้ามคืน ตื่นเช้ามาให้ลูกสระผมด้วยแชมพูทั่วไป แล้วสางด้วยหวีเสนียดอีกครั้ง

9. ใช้ยาฆ่าเหาโดยเฉพาะ เป็นยาทาที่ใช้ได้ดีต่อตัวเหาและไข่เหา คือ permethrin lotion, pyrethrins หรือ malathion คุณแม่ควรสวมถุงมือยาง ก่อนทายาให้ทั่วศีรษะลูก จากนั้นทิ้งไว้ 5-10 นาทีแล้วล้างออก หลังจากนั้นควรใช้หวีซี่ถี่ ๆ หวีตัวเหา และไข่เหาออก ทำอีกครั้งในอีก 7 วันเหาก็จะค่อยๆ หายไป 

10. ปรึกษาแพทย์ บางรายที่เกิดอาการคันมากจนไปซื้อยามาใช้เอง ทางที่ดีเราควรไปหาหมอหรือพบแพทย์ก่อนที่เราจะซื้อยามาใช้เองเพื่อความปลอดภัยของลูกด้วยค่ะ 

 

และเมื่อกำจัดเหาได้แล้ว ก็ควรสอนลูกให้รักษาความสะอาด และทุกคนในบ้านต้องใส่ใจสุขอนามัยให้มากยิ่งขึ้น งดเว้นการใช้เครื่องนุ่งห่มด้วยกัน ที่นอน หมอน ผ้าปูที่นอน ผ้าเช็ดตัว ควรทำความสะอาดอาทิตย์ละครั้ง ขณะเดียวกันควรแยกเด็กที่เป็นเหาออกจากกันด้วย เพื่อป้องกันการติดซ้ำ

เฮอร์แปงไจนา โรคตุ่มแผลในปากเด็ก

โรคเฮอร์แปงไจนา (Herpangina), โรคตุ่มแผลในปากเด็ก, โรคมือ เท้า ปาก, เชื้อไวรัส, ตุ่มน้ำในปาก, โรคระบาด, การติดเชื้อ, การป้องกันโรค, ผื่นในเด็ก

เฮอร์แปงไจนา โรคตุ่มแผลในปากเด็ก

โรคเฮอร์แปงไจน่า เป็นโรคที่ติดเชื้อจากไวรัสชนิดเดียวกันกับมือ เท้า ปาก ถือว่าเป็นโรคระบาด ที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนควรทำความรู้จัก เพื่อหาแนวทางในการรักษาและป้องกันไม่ให้เกิดโรคนี้กับลูกน้อยค่ะ  

สาเหตุของโรคเฮอร์แปงไจนา

เกิดจากการติดเชื้อไวรัสกลุ่มเอนเทอโรไวรัส ได้รับเชื้อแพร่กระจายทางปาก ระบบทางเดินหายใจ การใช้ของร่วมกับผู้ป่วย เช่น ผ้าขนหนู แก้วน้ำ และของเล่น เป็นต้น

 

 

ภาพ : diseasespictures.com

อาการของโรคเฮอร์แปงไจนา
  1. มีไข้สูงเฉียบพลัน
  2. ไม่ดื่มนม ไม่ทานข้าว
  3. น้ำลายไหลยืด
  4. อาเจียน
  5. จะเริ่มพบจุดแดงๆ บริเวณลิ้นไก่ ลิ้น และในลำคอ และจะกลายเป็นตุ่มน้ำ  

 

วิธีป้องกันโรคเฮอร์แปงไจนา
  1. หมั่นให้ลูกล้างมือออยู่เสมอ
  2. ระวังการสัมผัสจากน้ำลาย น้ำมูก
  3. ไม่ควรให้ลูกเล่นของเล่นของเด็กที่เคยเป็นโรคนี้มาก่อน  

 

วิธีรักษาโรคเฮอร์แปงไจนา
  1. ไม่มีการรักษาโรคที่แน่ชัด เพราะเป็นโรคที่ไม่รุนแรง เด็กสามารถหายเองและดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์  แต่คุณพ่อคุณแม่สามารถรักษาตามอาการได้ดังนี้ค่ะ
  2. เช็ดตัวลดไข้
  3. ให้ยาบรรเทาอาการต่างๆ เช่น ปวดหัวก็ให้กินยาพาราเซตามอล
  4. ดื่มน้ำให้มากๆ
  5. ถ้าทานข้าวไม่ลงก็ให้ทานของเหลวทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง  

 

หากเด็กมีอาการปกติ หรือมีอาการรุนแรง ทางที่ดีขอแนะนำว่าคุณพ่อคุณแม่ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันทีนะคะ อย่าปล่อยทิ้งไว้หรือรอดูอาการด้วยการทดลองยาผิด ๆ ถูก ๆ วิธีนี้นอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว ยังเสี่ยงและเป็นอันตรายต่อชีวิตด้วยค่ะ


 

แกล้งเพื่อน VS โดนเพื่อนแกล้ง เด็กทั้ง 2 กลุ่มโตไปอาจเสี่ยงมีพฤติกรรมที่ทำให้พ่อแม่เสียใจแบบนี้

ลูกโดนเพื่อนแกล้ง, ลูกโดนเพื่อทำร้าย, ลูกโดนเพื่อนด่า, ลูกแกล้งเพื่อน, ลูกทำร้ายเพื่อน, ลูกทำร้ายคนอื่น, ลูกพูดไม่ดีกับเพื่อน, Bully ในโรงเรียน, ความรุนแรงในโรงเรียน, ปัญหาเด็กอนุบาล, ปัญหาพฤติกรรมเด็ก, ชอบแกล้งเพื่อน, ชอบทำร้ายเพื่อน, ลูกไม่อยกาไปโรงเรียน 

แกล้งเพื่อน VS โดนเพื่อนแกล้ง เด็กทั้ง 2 กลุ่มโตไปอาจเสี่ยงมีพฤติกรรมที่ทำให้พ่อแม่เสียใจแบบนี้



เด็กชอบแกล้งเพื่อน และ เด็กที่มักถูกเพื่อนแกล้ง ปัญหานี้เกิดขึ้นจากหลายๆ ปัจจัย เช่น ไม่รู้วิธีเข้าหาเพื่อน ความไม่เข้าใจในความแตกต่าง ไม่รู้วิธีควบคุมอารมณ์ ความกลัว หรืออาจจะเคยเห็นจากสื่อต่างๆ สิ่งเหล่านี้คุณพ่อคุณแม่หรือแม้แต่ครูก็ต้องคอยสังเกตและแนะนำเพื่อช่วยปรับพฤติกรรมของเด็กๆ ให้เขาสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขค่ะ

หลายครั้งที่เราเห็นว่าปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไข พ่อแม่ต้องพาลูกย้ายโรงเรียนเพราะสภาพจิตใจย้ำแย่ พ่อแม่ต้องไม่รู้วิธีปรับอารมณ์ที่รุนแรงของลูกเพื่อให้ลดการทำร้ายคนอื่นทั้งการกระทำและคำพูด หากเรายังปล่อยให้ปัญหานี้เกิดขึ้นกับเด็กทั้ง 2 กลุ่ม นี่คือสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นกับลูกเมื่อโตขึ้น



ลูกโดนเพื่อนแกล้ง, ลูกโดนเพื่อทำร้าย, ลูกโดนเพื่อนด่า, ลูกแกล้งเพื่อน, ลูกทำร้ายเพื่อน, ลูกทำร้ายคนอื่น, ลูกพูดไม่ดีกับเพื่อน, Bully ในโรงเรียน, ความรุนแรงในโรงเรียน, ปัญหาเด็กอนุบาล, ปัญหาพฤติกรรมเด็ก, ชอบแกล้งเพื่อน, ชอบทำร้ายเพื่อน, ลูกไม่อยกาไปโรงเรียน


พ่อแม่ และครูควรทำอย่างไร
  • พ่อแม่ควรเปิดใจและเปิดโอกาสให้ลูกได้พูดถึงความรู้สึก การกระทำ โดยยังไม่ต้องตัดสินว่าถูกหรือผิด เพื่อให้รับรู้ว่าลูกรู้สึกอย่างไร ทำอะไรลงไปเพราะอะไร ก่อนหาทางช่วยปรับแก้
     
  • พ่อแม่ต้องใจเย็น อดทน เพราะอาจจะต้องใช้เวลาก่อนที่ลูกจะเปิดใจบอกความรู้สึก ควรให้เวลากับลูก ถามทุกวันว่าวันนี้เป็นอย่างไร รู้สึกอย่างไร "ต้องไม่เบื่อที่จะถาม" แม้บางครั้งจะทำให้เรารู้สึกหงุดหงิดที่ถามเท่าไหร่ลูกก็ไม่ยอมพูดซะที
     
  • เมื่อลูก "แกล้งเพื่อน" หรือ "โดนแกล้ง" ควรสอบถามข้อเท็จจริงก่อน และเปิดใจที่จะคุยกับพ่อแม่ของเด็กที่ถูกแกล้ง และครู เพื่อหาทางออกร่วมกัน เพราะหลายๆ ครั้ง ปัญหามักเกิดจาก เด็กๆ ไม่เข้าใจกัน ยังควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ยังไม่รู้ว่าคำพูดที่ใช้พูดกันอาจทำให้อีกฝ่ายเสียใจ หรืออาจทำอะไรที่อีกฝ่ายไม่ชอบโดนไม่รู้ตัว ดังนั้นพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายก็ควรใช้สติเข้าหากัน
     
  • ลองหาโอกาสหรือกิจกรรมที่ให้เด็กๆ ได้ทำร่วมกัน เช่น พาไปเที่ยวด้วยกัน มาเล่นที่บ้าน ฯลฯ จะทำให้เด็กๆ รู้จักปรับตัวเข้าหากัน เข้าใจกัน เพราะจริงๆ แล้วเด็กยังต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ตัวเอง เรียนคนอื่นไปพร้อมๆ กับความผิดพลาดต่างๆ ที่แก้ไขได้ โดยมีพ่อแม่เป็นคนไกด์ให้
     
  • คุณครูควรใช้วิธีพูดคุยในลักษณะแนะนำและปรึกษากับเด็กและพ่อแม่ ไม่ตำหนิหรือกล่าวโทษชี้เฉพาะไปที่ใคร  พยายามหาทางออกร่วมกัน เช่น เมื่อเห็นเด็กแกล้งกันควรเข้าไปแยกด้วยการใช้เสียงปกติ หากมีการทำร้ายกันควรให้เด็กรู้จักขอโทษกันที่ทำอีกฝ่ายบาดเจ็บ เสียใจ และสอนให้รู้จักให้อภัย แต่คุณครูเองก็ต้องฟังเหตุผลของการทะเลาะของเด็กๆ ด้วยค่ะ
     
  • สำหรับการแก้ไขและป้องกันปัญหาเด็กๆ ทะเลาะและแกล้งกับในโรงเรียนแบบระยะยาว คุณพ่อคุณแม่คือปัจจัยสำคัญค่ะ โดยต้องทำให้ลูกเห็นและเข้าใจว่าการแกล้งหรือทำร้ายคนอื่นทำให้เกิดผลเสียอย่างไร เพื่อนเสียใจ เพื่อนบาดเจ็บ ลูกจะโดนตำหนิ ถูกทำโทษ รวมถึงการสอนให้ลูกรู้จักสิทธิของคนอื่นที่เราจะละเมิดไม่ได้ เช่น ลูกยังไม่ชอบที่มีใครมาแกล้ง มาตีให้เจ็บ คนอื่นก็ไม่อยากโดนแกล้งเหมือนกัน เป็นต้น 
     
  • หากเด็กๆ ตกเป็นผู้โดนแกล้ง พ่อแม่และครู จะต้องคอยแนะนำทางแก้ไขและหลีกเลี่ยงสถานการณ์ดังกล่าวให้เด็กด้วย เช่น เลี่ยงที่จะไม่เล่นกับเพื่อนคนนั้นไปก่อน ถ้าจะเล่นด้วยกันควรมีเพื่อนคนอื่นๆ เล่นด้วยเป็นกลุ่ม หรือหากยังโดนแกล้งอยู่ตลอดควรให้เด็กบอกคุณครู เพื่อช่วยกันปรับพฤติกรรม เพราะเด็กบางคนแกล้งเพื่อนจากความไม่รู้วิธีเข้าหา เป็นต้น 


นอกจากนี้ อย่าลืมสอนลูกเรื่องการขอโทษ การให้อภัย และการยิ้มนะคะ เพราะจะทำให้ลูกเรามีเกราะป้องกัน "หัวใจ" ตัวเองได้ดีเยี่ยม เขาจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่รู้ควร ไม่ควร และเข้าใจความเป็นมนุษย์มากขึ้นว่า ทุกคนสามารถทำเรื่องผิดพลาดได้ แต่เราก็รู้จกการให้อภัย แก้ไข และปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขค่ะ 

 

 

แขนขาหัก หัวแตก น้ำร้อนลวก 3 อุบัติเหตุรุนแรงที่พ่อแม่ต้องรู้วิธีปฐมพยาบาลก่อนพาลูกไปโรงพยาบาล

แขนขาหัก- หัวแตก- น้ำร้อนลวกหกล้ม- มีดบาด- กระแทกฟกช้ำ- ลูกหกล้ม- ลูกมี​แผลถลอก- ​แผลถลอก- ล้มหัวฟาด- ลูกมีแผล- แผลหกล้ม

วิธีปฐมพยาบาลอุบัติเหตุรุนแรง ก่อนพาลูกไปโรงพยาบาล

ต่อให้ดูแลดีแค่ไหน แต่อุบัติเหตุร้ายแรงอาจเกิดได้เสมอค่ะ ลูกหัวแตก ลูกแขนขาหัก ลูกโดนน้ำร้อนลวก เกิดขึ้นได้ทั้งจากการเล่น การใช้ชีวิตประจำวัน หรืออุบัติเหตุต่างๆ ซึ่งการดูแลรักษาจะต้องอยู่ในการรักษาและดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญค่ะ แต่ในเบื้องต้นเมื่อลูกได้รับอุบัติเหตุหัวแตก ลูกแขนขาหักลูกโดนน้ำร้อนลวก คุณพ่อคุณแม่จะต้องลงมือปฐมพยาบาลตามขั้นตอนต่อไปนี้ก่อนพาลูกส่งโรงพยาบาลค่ะ 

วิธีปฐมพยาบาลเมื่อลูกหัวแตก
  1. ให้ลูกนอนราบ ไม่ขยับตัวมากเพื่อลดการกระทบกระเทือน จากนั้นควรสวมถุงมือทุกครั้ง(ถ้ามี ณ ตอนนั้น) แล้วใช้มือหรือผ้ากดแผลห้ามเลือดประมาณ 15 นาที หรือจนกว่าเลือดจะหยุด

  2. หากเลือดหยุดแล้วให้ใช้เจลเย็น หรือผ้าขนหนูห่อน้ำแข็งประคบบาดแผลจากนั้นค่อย ๆ เคลื่อนย้ายลูกไปส่งโรงพยาบาล

  3. หากบาดแผลรุนแรง ลึก เลือดไหลไม่หยุด อาจจะต้องเปลี่ยนผ้ากดแผลไม่ให้ชุ่มเลือด กดไว้ตลอด แล้วเคลื่อนย้ายไปโรงพยาบาล

  4. หากสังเกตว่าลูกกะโหลกร้าวหมดสติ หายใจลำบาก จะต้องห้ามเลือดในท่านอน ห้ามเคลื่อนย้ายเอง แล้วโทรแจ้งหน่วยแพทย์ฉุกเฉินทันที

วิธีปฐมพยาบาลเมื่อลูกแขนขาหัก
  1. ไม่ควรขยับตัวลูกเพื่อป้องการการบาดเจ็บเพิ่มเติม อาจให้ลูกนั่งหรือนอนในท่านิ่งๆ จากนั้นใช้แผ่นไม้ ไม้บรรทัด หรือกระดาษหนังสือม้วนเป็นทรงยาว ดามประกบ 2 ข้าง แล้วพันด้วยเทปกาวเพื่อป้องกันการขยับจนเกิดอาการบาดเจ็บเพิ่มเติม 

  2. ระหว่างที่รอเรียกรถพยาบาล ให้ปลดเสื้อผ้าลูกให้หลวม หายใจสะดวก แต่ไม่ควรให้ดื่มน้ำหรือกินอะไร เพราะอาจมีอาการเจ็บปวดภายในที่พ่อแม่ไม่ทราบ ซึ่งอาจเกิดอันตรายได้

  3. รีบเข้ารับการรักษาจากแพทย์โดยทันที ซึ่งแพทย์อาจเอกซเรย์ เข้าเฝือกแขน หรือผ่าตัดในกรณีที่กระดูกทะลุผิวหนัง เพื่อฟื้นฟูกระดูกส่วนที่แตกหัก

วิธีปฐมพยาบาลเมื่อลูกโดนน้ำร้อนลวก
  1. ล้างด้วยน้ำสะอาดที่อุณหภูมิปกติประมาณ 10-15 นาทีเพื่อลดความร้อนและอาการปวดบริเวณที่โดนน้ำร้อนลวก 

  2. ใช้ผ้าสะอาดซับผิวเบาๆ จนแห้ง ห้าม! ทายาสีฟัน น้ำปลา หรือสมุนไพรใดๆ บริเวณที่โดนน้ำร้อนลวก เพราะอาจทำให้ระคายเคือง ติดเชื้อ อักเสบ และลุกลามเป็นแผลได้

  3. พาลูกไปพบคุณหมอเพื่อรับการตรวจและยาสำหรับทาฆ่าเชื้อที่เหมาะสมกับความรุนแรงของแผลน้ำร้อนลวก (แผลโดนลวกมีระดับความรุนแรงที่ต่างกัน ดังนั้นควรอยู่ในการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ)

  4. หากบริเวณที่โดนน้ำร้อนลวกเกิดถุงน้ำ ไม่ควรเจาะ! เพราะอาจทำให้ติดเชื้อได้

  5. หมั่นทายา หรือทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด และต้องรักษาความสะอาดแผลให้ดี

  6. น้ำหากร้อนลวกบริเวณใบหน้าต้องรีบพาลูกส่งโรงพยาบาลเร็วที่สุด เพราะน้ำร้อนอาจโดนดวงตา หรือระคายเคืองส่วนอื่นได้  

3 อุบัติเหตุเหล่านี้ไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากให้เกิดค่ะ แต่ไม่ว่าอย่างไรเราต้องรู้วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นกันไว้ในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งอาจเกิดขึ้นกับลูกเราหรือกับเด็กคนอื่นๆ ที่เราสามารถช่วยเหลือได้ค่ะ 

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก




 

แค่ให้ลูกล้างจานก็ได้ฝึก EF แล้วนะ

EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF

งานบ้านง่ายๆ หลายอย่าง นอกจากฝึกทักษะให้เป็นเด็กมีความรับผิดชอบ รู้จักช่วยตนเอง ช่วยเหลือผู้อื่น การฝึกให้ลูกทำงานบ้านต่างๆ ยังช่วยให้เขาได้ฝึกพัฒนาทักษะ EF ด้วยค่ะ อย่างเช่น การล้างจานหลังจากกินข้าวเสร็จ ลูกจะได้ทักษะดังต่อไปนี้ 


1. Initiating = ถ้าให้ลูกทำทุกครั้งหลังจากกินข้าวเสร็จ ลูกจะรู้ว่าเป็นหน้าที่ที่ตนเองต้องทำ สามารถทำได้เองโดยที่พ่อแม่ไม่ต้องบอก 

2. Working Memory =รู้จักขั้นตอนการล้างจาน ลำดับก่อนหลังว่าควรล้างอะไรก่อน เช่น ล้างแก้วก่อนจานชาม

3. Shift หรือ Cognitive Flexibility รู้จักยืดหยุ่นหรือปรับเปลี่ยนความคิด เช่น เมื่อเจอเศษอาหารขณะล้าง จะต้องทำอย่างไร จะเขี่ยลงอ่างล้างจาน หรือแยกออกมาทิ้งในถังขยะ 

4. Focus/Attention ตั้งใจและจดจ่อกับงานตรงหน้า เพราะถ้าลูกไม่จดจ่ออาจทำจานชามหลุดมือหรือทำตกแตกได้ 
        
5. Planning and Organizing รู้จักวางแผนการล้าง เริ่มจากการเก็บจากโต๊ะอาหาร ต้องเก็บอย่างไร ต้องแยกเศษอาหารไปทิ้งต่างหาก จานชามเท่านี้ต้องใช้น้ำยาล้างจาน ใช้น้ำล้างทำความสะอากแค่ไหน ทำอย่างไรจึงจะประหยัดน้ำ เป็นต้น  

6. Self -Monitoring = รู้จักประเมินตนเอง เช่น การเช็กดูว่าตนเองล้างจานสะอาดหรือไม่ ถ้ารีบไปเล่นทำให้ล้างจานแบบลวกๆ คราบอาหารก็ยังคงติดจานอยู่ 


ซึ่งนอกจากการล้่างจานแล้ว การให้ลูกทำงานอื่นๆ เช่น กวาดบ้าน ถูบ้าน รดน้ำต้นไม้ ซักผ้า จัดของ ฯลฯ ก็ช่วยฝึก EF ได้เช่นกันค่ะ 

แนะนำ 3 บทลงโทษลูกให้ได้ผล เปลี่ยนเด็กดื้อเป็นเด็กดี

การทำโทษลูก คือสิ่งที่พ่อกับแม่ไม่อยากทำ เพราะรักลูก แต่ก็ยังดีกว่าการปล่อยปละละเลย ให้ลูกไม่รู้ผิดถูกนะคะ

แนะนำ 3 บทลงโทษลูกให้ได้ผล เปลี่ยนเด็กดื้อเป็นเด็กดี

การทำโทษ คือ สิ่งที่พ่อกับแม่ไม่อยากทำเพราะห่วงลูก รักลูก กลัวลูกมองว่าเป็นพ่อแม่ใจร้าย แต่ก็ยังดีกว่าการปล่อยปละละเลย ให้ลูกไม่รู้ผิดถูกนะคะ เพื่อให้เขาเป็นคนที่ดีขึ้น รู้ว่าสิ่งที่ทำลงไปคือสิ่งไม่ดี การลงโทษทั้ง 3 วิธีนี้ จึงเป็นสิ่งที่ช่วยให้เขาเป็นเด็กดีขึ้นได้ค่ะ

1. Time In

เมื่อลูกโวยวาย ให้คุณพ่อคุณแม่ไปนั่งข้าง ๆ เขา เพื่อที่จะช่วยสงบสติอารมณ์ หามุมหรือสถานที่สงบ ๆ และเข้าไปนั่งด้วยกันกับลูก คุณพ่อคุณแม่อาจจะช่วยปลอบเขาให้อารมณ์เย็นลง หรือเพียงแค่สงบเงียบ อยู่ข้าง ๆ เขา
เพื่อให้เขารู้ว่าพ่อแม่ยังอยู่ข้าง ๆ เสมอและพร้อมจะช่วยเขาในเวลาที่เจอปัญหา และถ้าทำได้รับรองว่า เขาจะสามารถเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ดีขึ้น และยังยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นมากขึ้นอีกด้วยค่ะ

2. ต้องสอนด้วยเหตุผล

เมื่อลูกทำผิด ไม่ควรบ่นด่าลูกด้วยถ้อยคำไม่สุภาพ ประชด หรือพูดเสียงดัง เพราะจะให้เขาเป็นเด็กก้าวร้าวเมื่อโตขึ้น แต่พ่อกับแม่ควรเตือนด้วยเหตุผล บอกให้เขารู้ว่าทำไมสิ่งที่เขาทำลงไปถึงผิด ผิดอย่างไร แล้วต้องแก้ไขอย่างไร การตักเตือนลูกด้วยวาจาที่สุภาพและมีเหตุผลประกอบ เขาจะปรับปรุงตัวเองได้เเละไม่ทำอีก และที่สำคัญ ลูกจะสัมผัสได้ว่าการตักเตือนของพ่อแม่คือ การมอบความรักและความหวังดี ไม่ใช่เพราะพ่อแม่โกรธลูก

3.ต้องมีการเตือนครั้งสุดท้าย

หากใช้เหตุผลและบอกด้วยคำสุภาพแสดงออกถึงความรักไปแล้ว แต่ลูกยังทำผิด ทำตัวไม่น่ารักกับคนอื่นเหมือนเดิม ควรมีการเตือนเป็นครั้งสุดท้าย อาจจะใช้น้ำเสียงจริงจังขึ้น สีหน้าดุขึ้น ไม่ใช่การแสดงออกถึงความใจร้าย แต่คือการบอกให้ลูกรู้ว่าควรหยุดและแก้ตัว 

อดทนเป็นคนใจร้ายหน่อยนะคะ เพราะการลงโทษลูกเขาต้องงอนอยู่แล้ว แต่เขาจะสัมผัสได้ว่าพ่อแม่หวังดีกับเขา ยังดีกว่าการอวยลูกจนเป็นพ่อแม่รังแกฉันนะคะ

แนะนำ 5 นม Lactose Free แก้เด็กกินนมวัวแล้วท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องเสีย

Lactose Free-นมแลคโตสฟรี-นมวัวแลคโตสฟรี-นม-แลคโตสฟรี-นม Lactose Free-แพ้นมวัว-นมวัว-อาการแพ้นมวัว-ท้องอืด-ท้องเฟ้อ-ท้องเสีย-ดื่มนมวัวไม่ได้-นมที่กินแล้วไม่ท้องอืด-แลคโตส-แลคโตสฟรี คืออะไร-ท้องอืด ท้องเฟ้อ-ท้องเฟ้อ-อาการ ท้องอืด ท้องเฟ้อ-ท้องเฟ้อ คือ-ท้องเฟ้อ อาการ-อาการ ท้องเฟ้อ-แก้ ท้องอืด ท้องเฟ้อ-แก้ ท้องอืด ท้องเฟ้อ-ทารก ท้องอืด-แน่นท้อง-ท้องอืด บ่อย-ท้องอืด อาการ-ท้องอืด แน่นท้อง ท้อง-ท้องอืด เกิด จาก-ลูก ท้องอืด-อาการ แน่นท้อง-ท้องอืด pantip-ลูก 1 ขวบ ท้องอืด-ทอง อืด-ท้องอืด แน่นท้อง ท้อง แข็ง-ท้องอืด บ่อยๆ 

แนะนำ 5 นม Lactose Free แก้เด็กกินนมวัวแล้วท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องเสีย

คุณพ่อคุณแม่เคยสังเกตไหมคะ ว่าลูกกินนมวัวเสริมแล้วมักจะมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เสียดท้อง ไปจนถึงท้องเสีย หากเด็กๆ มีอาการแบบนี้แปลว่ากำลังแพ้น้ำตาลแลคโตสอยู่นะคะ เพราะร่างกายไม่สามารถย่อย “น้ำตาลแลคโตส” ที่อยู่ในนมวัวได้นั่นเองค่ะ

นมแลคโตสฟรี คืออะไร นมแลคโตสฟรี หรือ นม 0% น้ำตาลแลคโตส คือ นมโคแท้ 100% ที่ผ่านกระบวนการย่อยด้วยเอนไซม์ธรรมชาติ แลคเตส ทำให้น้ำตาลแลคโตสในนมหมดไป มีขนาดโมเลกุลเล็กลง ดื่มแล้ว ย่อยง่าย สบายท้อง ดูดซึมไปใช้งานได้ทันที ได้คุณประโยชน์เทียบเท่านมสดธรรมชาติทั่วไป

หากเด็กๆ ทานนมวัวแล้วย่อยยาก ท้องเสีย แต่คุณพ่อคุณแม่อยากให้ได้สารอาหารในนมวัว เราแนะนำให้ดื่ม "นมแลคโตสฟรี" นะคะ เรามียี่ห้อนมแลคโตสฟรีมาแนะนำดังนี้เลยค่ะ

1. mMilk นมแลคโตสฟรี

mMilk มีรูปแบบของนมพาสเจอร์ไรซ์ และ UHT หาซื้อได้ตามเซเว่นอีเลฟเว่นและห้างสรรพสินค้าทั่วไป

ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่  https://www.facebook.com/mMilkbrand.official/


Lactose Free-นมแลคโตสฟรี-นมวัวแลคโตสฟรี-นม-แลคโตสฟรี-นม Lactose Free-แพ้นมวัว-นมวัว-อาการแพ้นมวัว-ท้องอืด-ท้องเฟ้อ-ท้องเสีย-ดื่มนมวัวไม่ได้-นมที่กินแล้วไม่ท้องอืด-แลคโตส-แลคโตสฟรี คืออะไร-ท้องอืด ท้องเฟ้อ-ท้องเฟ้อ-อาการ ท้องอืด ท้องเฟ้อ-ท้องเฟ้อ คือ-ท้องเฟ้อ อาการ-อาการ ท้องเฟ้อ-แก้ ท้องอืด ท้องเฟ้อ-แก้ ท้องอืด ท้องเฟ้อ-ทารก ท้องอืด-แน่นท้อง-ท้องอืด บ่อย-ท้องอืด อาการ-ท้องอืด แน่นท้อง ท้อง-ท้องอืด เกิด จาก-ลูก ท้องอืด-อาการ แน่นท้อง-ท้องอืด pantip-ลูก 1 ขวบ ท้องอืด-ทอง อืด-ท้องอืด แน่นท้อง ท้อง แข็ง-ท้องอืด บ่อยๆ

 

2. Meiji นมแลคโตสฟรี



Meiji มีขายตามเซเว่นอีเลฟเว่นทั่วประเทศ
ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ https://www.facebook.com/cpmeijithailand/



Lactose Free-นมแลคโตสฟรี-นมวัวแลคโตสฟรี-นม-แลคโตสฟรี-นม Lactose Free-แพ้นมวัว-นมวัว-อาการแพ้นมวัว-ท้องอืด-ท้องเฟ้อ-ท้องเสีย-ดื่มนมวัวไม่ได้-นมที่กินแล้วไม่ท้องอืด-แลคโตส-แลคโตสฟรี คืออะไร-ท้องอืด ท้องเฟ้อ-ท้องเฟ้อ-อาการ ท้องอืด ท้องเฟ้อ-ท้องเฟ้อ คือ-ท้องเฟ้อ อาการ-อาการ ท้องเฟ้อ-แก้ ท้องอืด ท้องเฟ้อ-แก้ ท้องอืด ท้องเฟ้อ-ทารก ท้องอืด-แน่นท้อง-ท้องอืด บ่อย-ท้องอืด อาการ-ท้องอืด แน่นท้อง ท้อง-ท้องอืด เกิด จาก-ลูก ท้องอืด-อาการ แน่นท้อง-ท้องอืด pantip-ลูก 1 ขวบ ท้องอืด-ทอง อืด-ท้องอืด แน่นท้อง ท้อง แข็ง-ท้องอืด บ่อยๆ

3. โทฟุซัง นมแลคโตสฟรี



โทฟุซัง 
กับนมวัว Essentially แบบใหม่ หาซื้อได้ตามเซเว่นอีเลฟเว่นทั่วประเทศ
ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ https://www.facebook.com/tofusan/


Lactose Free-นมแลคโตสฟรี-นมวัวแลคโตสฟรี-นม-แลคโตสฟรี-นม Lactose Free-แพ้นมวัว-นมวัว-อาการแพ้นมวัว-ท้องอืด-ท้องเฟ้อ-ท้องเสีย-ดื่มนมวัวไม่ได้-นมที่กินแล้วไม่ท้องอืด-แลคโตส-แลคโตสฟรี คืออะไร-ท้องอืด ท้องเฟ้อ-ท้องเฟ้อ-อาการ ท้องอืด ท้องเฟ้อ-ท้องเฟ้อ คือ-ท้องเฟ้อ อาการ-อาการ ท้องเฟ้อ-แก้ ท้องอืด ท้องเฟ้อ-แก้ ท้องอืด ท้องเฟ้อ-ทารก ท้องอืด-แน่นท้อง-ท้องอืด บ่อย-ท้องอืด อาการ-ท้องอืด แน่นท้อง ท้อง-ท้องอืด เกิด จาก-ลูก ท้องอืด-อาการ แน่นท้อง-ท้องอืด pantip-ลูก 1 ขวบ ท้องอืด-ทอง อืด-ท้องอืด แน่นท้อง ท้อง แข็ง-ท้องอืด บ่อยๆ

4. ไทย-เดนมาร์ค นมแลคโตสฟรี



แบรนด์ที่คนไทยคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี มีขายตามเซเว่นอีเลฟเว่นและห้างสรรพสิ้นค้าทั่วไป ตอนนี้มีโปรโมชั่นด้วนนะคะ
ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ https://www.facebook.com/ThaiDenmarkOfficial/



Lactose Free-นมแลคโตสฟรี-นมวัวแลคโตสฟรี-นม-แลคโตสฟรี-นม Lactose Free-แพ้นมวัว-นมวัว-อาการแพ้นมวัว-ท้องอืด-ท้องเฟ้อ-ท้องเสีย-ดื่มนมวัวไม่ได้-นมที่กินแล้วไม่ท้องอืด-แลคโตส-แลคโตสฟรี คืออะไร-ท้องอืด ท้องเฟ้อ-ท้องเฟ้อ-อาการ ท้องอืด ท้องเฟ้อ-ท้องเฟ้อ คือ-ท้องเฟ้อ อาการ-อาการ ท้องเฟ้อ-แก้ ท้องอืด ท้องเฟ้อ-แก้ ท้องอืด ท้องเฟ้อ-ทารก ท้องอืด-แน่นท้อง-ท้องอืด บ่อย-ท้องอืด อาการ-ท้องอืด แน่นท้อง ท้อง-ท้องอืด เกิด จาก-ลูก ท้องอืด-อาการ แน่นท้อง-ท้องอืด pantip-ลูก 1 ขวบ ท้องอืด-ทอง อืด-ท้องอืด แน่นท้อง ท้อง แข็ง-ท้องอืด บ่อยๆ

5. นมแมกโนเลีย พลัส แลคโตสฟรี



มีรสวานิลลาไวท์ช็อกโกแลต, รสเปปเปอร์มิ้นต์ บราวนี่ และรสจืด มีขายที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทุกสาขาค่ะ ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ https://www.facebook.com/MagnoliaMilkandDairiesThailand/

Lactose Free-นมแลคโตสฟรี-นมวัวแลคโตสฟรี-นม-แลคโตสฟรี-นม Lactose Free-แพ้นมวัว-นมวัว-อาการแพ้นมวัว-ท้องอืด-ท้องเฟ้อ-ท้องเสีย-ดื่มนมวัวไม่ได้-นมที่กินแล้วไม่ท้องอืด-แลคโตส-แลคโตสฟรี คืออะไร-ท้องอืด ท้องเฟ้อ-ท้องเฟ้อ-อาการ ท้องอืด ท้องเฟ้อ-ท้องเฟ้อ คือ-ท้องเฟ้อ อาการ-อาการ ท้องเฟ้อ-แก้ ท้องอืด ท้องเฟ้อ-แก้ ท้องอืด ท้องเฟ้อ-ทารก ท้องอืด-แน่นท้อง-ท้องอืด บ่อย-ท้องอืด อาการ-ท้องอืด แน่นท้อง ท้อง-ท้องอืด เกิด จาก-ลูก ท้องอืด-อาการ แน่นท้อง-ท้องอืด pantip-ลูก 1 ขวบ ท้องอืด-ทอง อืด-ท้องอืด แน่นท้อง ท้อง แข็ง-ท้องอืด บ่อยๆ

นม Lactose Free ลองหามาลองดื่มดูนะคะ จะได้ไม่ท้องอืด ท้องเฟ้อ เสียดท้อง ท้องเสีย แถมได้สารอาหารไปเต็ม ๆ อีกด้วยค่ะ



ขอบคุณภาพจาก : Meiji, mMilk, ไทย-เดนมาร์ค, โทฟุซัง Magnolia

แนะนำตามช่วงอายุ นั่งให้น้อย เล่นให้มาก ไม่มีหน้าจอ แล้วลูกจะพัฒนาการดี

 การเลี้ยงลูก-พัฒนาการ-สอนลูก

พ่อแม่ต้องเล่นกับลูกให้มากขึ้น เพราะเด็กเริ่มมีพฤติกรรมที่เนือยเกินไป

อยากให้ลูกพัฒนาการดีสมวัย เรามีคำแนะนำดีๆ จากกรมสุขภาพจิตมาบอกต่อค่ะ หลังจากรายงานขององค์การอนามัยโลก พบว่า ผู้ใหญ่มากกว่า 23% และวัยรุ่นมากกว่า 80% มีกิจกรรมที่ไม่เพียงพอและพฤติกรรมเนือยนิ่งมากเกินไป เช่น ชอบการนั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไร ปล่อยลูกการนั่งติดกับสายรัดในรถเข็นเด็ก ชอบนั่งเฉยๆ ดูโทรทัศน์ นั่งดูมือถือมากขึ้น แบบนี้ไม่ค่อยดีเลยนะคะ มาดูคำแนะนำสำหรับการทำกิจกรรมให้มากขึ้นกันเลยค่ะ

เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี

ควรมีกิจกรรมที่ต้องเคลื่อนไหวหลายครั้งต่อวัน โดยเฉพาะการเล่นบนพื้น หากยังเคลื่อนไหวได้ไม่ดี ควรมีการนอนคว่ำแบบตะแคงหน้าอย่างน้อยครั้งละ 30 นาทีหลายครั้งต่อวัน ในช่วงเวลาที่ตื่น ไม่ควรให้นั่งนิ่งๆหรือล็อกติดกับรถเข็นเด็กนานเกิน 1 ชั่วโมง นอนหลับรวม 14-17 ชั่วโมง ในเด็ก 0-3 เดือน และ 12-16 ชั่วโมง ในเด็ก 4-11 เดือน ไม่ควรใช้หน้าจออย่างเด็ดขาดทั้งโทรทัศน์และเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ประเภทต่างๆ

เด็กอายุ 1-2 ปี

ควรมีกิจกรรมทางกายอย่างน้อย 180 นาทีต่อวันหรือมากกว่า ไม่ควรให้นั่งนิ่งๆ หรือล็อกติดกับเก้าอี้หรือรถเข็นเด็กนานเกิน 1 ชั่วโมง ควรนอนหลับรวม 11-14 ชั่วโมงต่อวัน ไม่ควรใช้หน้าจออย่างเด็ดขาดในเด็กอายุ 1 ปี สำหรับในเด็กอายุ 2 ปี ควรจำกัดเวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน โดยยิ่งใช้เวลาหน้าจอน้อยยิ่งส่งผลดีต่อเด็ก 

เด็กอายุ 3-4 ปี

ควรมีกิจกรรมทางกายอย่างน้อย 180 นาทีต่อวันหรือมากกว่า โดยเป็นกิจกรรมที่ใช้พลังงานอย่างมากนานไม่ต่ำกว่า 60 นาที ไม่ควรให้นั่งนิ่งๆ หรือล็อกติดกับเก้าอี้หรือรถเข็นเด็กนานเกิน 1 ชั่วโมง ควรนอนหลับรวม 10-13 ชั่วโมงต่อวัน ตลอดจนควรจำกัดเวลาหน้าจอไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน โดยยิ่งใช้เวลาหน้าจอน้อยยิ่งส่งผลดีต่อเด็ก

พ่อแม่ควรหาเวลาเล่นกับลูกให้มากขึ้นนะคะ การเล่นจะเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาความฉลาดทางปัญญา อารมณ์ และสังคมไปพร้อมๆ และควรเน้นการส่งเสริมกระตุ้นให้เด็กได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ เช่น อ่านหนังสือ เล่านิทานให้เด็กฟังในเด็กเล็ก เล่นบทบาทสมมติโดยใช้อุปกรณ์ต่างๆ ที่มีอยู่รอบตัว เพียงเท่านี้ลูกก็จะมีสุขภาพจิตที่ดีได้แล้วค่ะ

 

ขอขอบคุณข้อมูล : กรมสุขภาพจิต

แนะนำรายชื่อยาที่ต้องเตรียมเมื่อพาลูกเดินทาง

เวลาเดินทางอาจจะมีคุณแม่หลายคนกังวลว่าจะต้องเอายาอะไรไปบ้าง เผื่อลูกเจ็บป่วย วันนี้เรามีข้อมูลรายชื่อยา พร้อมวิธีการใช้มาฝากค่ะ

แบบประเมินพัฒนาการเบื้องต้น สำหรับเด็กช่วงวัย 4 ขวบ

 แบบประเมิน- พัฒนาการ- ประเมินพัฒนาการ- โรงพยาบาลเปาโล- กระตุ้นพัฒนาการ- ส่งเสริมพัฒนาการ- เด็ก  4 ขวบ

แบบประเมินพัฒนาการเบื้องต้น สำหรับเด็กช่วงวัย 4 ขวบของโรงเพยาบาลเปาโลซึ่งน่าสนใจสำหรับคุณพ่อคุณแม่ มาฝากกันค่ะ ลองดูนะคะว่าตอนนี้ลูก ๆ ทำได้กี่ข้อแล้ว และลองดูแนวทางกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการประกอบเพื่อช่วยส่งเสริมลูกดูค่ะ

แบบประเมินพัฒนาการเบื้องต้น สำหรับเด็กช่วงวัย 4 ขวบ

 

พัฒนาการ ทำได้
ทำไม่ได้
แนวทางกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการ
1 เดินขึ้นลงบันได โดยก้าวสลับเท้า และไม่จับราวบันได    
  1. ให้ลูกถือของเล่นทั้งสองมือแล้วเดินขึ้นบันได หรือให้เดินกลางบันไดห่างจากราวจับ แล้วแม่เดินตามไปด้านหลังเพื่อคอยช่วยถ้าลูกเสียการทรงตัว ถ้ายังสลับเท้าขึ้นบันไดไม่ได้ ช่วยจับขาข้างหนึ่งไว้ในขณะที่ขาอีกข้างกำลังก้าวขึ้นบันได ลดการช่วยเหลือลงจนทำได้เอง

  2. ตอนลงบันไดแม่อาจจะต้องช่วยจับที่ไหล่ของลูกไว้ ในขณะที่ลูกก้าวขาลงมาให้พักเท้าทั้งสองข้างในแต่ละขั้นเสียก่อน แล้วจึงให้ลูกเดินสลับเท้าลงมาเอง ทำตัวอย่างให้ลูกดู และช่วยเหลือโดยจับนิ้วอื่นกำไว้ ยกเว้นนิ้วโป้งแล้วลดการช่วยเหลือลง
2 กระดิกนิ้วโป้งโดยที่นิ้วอื่นไม่กระดิกตาม เลือกขนาดใหญ่-เล็กได้    
  1. ใช้วัตถุ 2 ชิ้น ชนิดเดียวกันที่มีขนาดแตกต่างกันอย่างชัดเจน เช่น รถคันใหญ่-เล็ก ช้อนคันใหญ่-เล็ก ตุ๊กตาใหญ่-เล็ก เป็นต้น

  2. บอกลูกว่า “ชิ้นนี้ใหญ่” “ชิ้นนี้เล็ก” แล้วให้ลูกเลือกที่ละขนาด ใหญ่ หรือเล็กก่อนก็ได้ เมื่อลูกเลือกได้ถูก จึงสอนอีกขนาด

  3. หัดเลือกโดยใช้รูปภาพ (เช่น วัตถุในบ้าน สัตว์ หรือคน) ช่วยเหลือลูกเลือกให้ถูกต้องในระยะแรก
3 บอกชื่อจริงได้    
  1. บอกชื่อจริงของลูกแล้วให้ลูกพูดตาม จากนั้นให้ถามลูก “หนูชื่อจริงว่าอะไร” ควรถามอยู่เสมอ เพื่อให้ลูกมีโอกาสฝึกหัดบ่อย ๆ
4 บอกเพศของตัวเองได้    
  1. สอนให้ลูกรู้ถึงความแตกต่างของเพศชายและหญิง โดยดูจากการแต่งตัว ทรงผม และบอกให้ลูกรู้ว่าตัวเองเป็นเพศอะไร ต่อมาถามลูกว่า “หนูเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย” และให้ลูกตอบ
5 ปัสสาวะถูกที่ได้เอง    
  1. บอกให้ลูกไปห้องน้ำ เมื่อต้องการจะถ่ายทุกครั้งโดยในระยะแรกอาจจะไปเป็นเพื่อน ต่อไปให้ไปเอง

 

สรุปผลการประเมินพัฒนาการเบี้องต้น........... ( 1 ข้อเท่ากับ 1 คะแนน) ** กรณีทำได้มากกว่า 3 ข้อ ถือว่าปกติ **

 

สอบถามรายละเอียดได้ที่คลินิกเด็ก

เครือโรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล ทุกสาขา



แพทย์แนะนำ เด็กควร 'จัดฟัน' ตอนอายุเท่าไหร่ ถึงเหมาะสมที่สุด

3015 1

เด็กควรจัดฟัน ตอนอายุเท่าไหร่?

ลูกฟันไม่สวย ฟันไม่เรียงตัว มีการสบฟันที่ผิดปกติ เลยอยากพาลูกไปจัดฟัน แต่ก่อนอื่นพ่อแม่ต้องมีความรู้เบื้องต้นก่อนนะคะ ซึ่งสถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ ก็ได้บอกไว้ว่า การจัดฟันทำให้ฟันอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม แนะนำให้จัดฟันช่วงวัยรุ่น อายุ 10-14 ปี เพราะร่างกายกำลังเจริญเติบโตค่ะ

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า การจัดฟันสามารถทำได้ตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่ แต่ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือช่วงอายุประมาณ 10-14 ปี เนื่องจากร่างกายกำลังเจริญเติบโต มีการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างใบหน้ามากที่สุด ฟันสามารถเคลื่อนที่ได้ง่ายเป็นประโยชน์ต่อการจัดฟัน แต่หากอายุมากแล้วหรือประมาณ 30 ปีขึ้นไป อาจต้องใช้ระยะเวลาในการจัดฟันที่นานกว่าปกติ ดังนั้นจึงควรรักษาสุขภาพช่องปากให้ดี และปรึกษาทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนรับบริการ

ทันตแพทย์บุญชู สุรีย์พงษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทันตแพทย์เท่านั้นที่จะสามารถตัดสินใจว่าควรจัดฟันหรือไม่ หากพบความผิดปกติดังต่อไปนี้ ฟันบนหรือฟันล่างยื่นออกมามาก ฟันห่างมีช่องว่างระหว่างฟันเนื่องจากการหลุดของฟันหรือฟันที่ยังขึ้นไม่เต็มฟันที่ขึ้นมาไม่เป็นระเบียบจนเกซ้อนกันฟันบนไม่สามารถสบได้พอดีกับฟันล่างหรือเมื่อสบฟันแล้วมีช่องว่างระหว่างฟันบนกับฟันล่าง ทั้งนี้ระยะเวลาที่ใช้ในการจัดฟันประมาณ 1 ปีครึ่ง-3 ปี ขึ้นอยู่กับความผิดปกติของฟันว่ามีมากน้อยเพียงใด

สำหรับขั้นตอนการจัดฟัน ทันตแพทย์จะวางแผนการรักษาร่วมกับผู้รับบริการโดยตรวจสภาพช่องปากถ่ายภาพเอกซเรย์ฟันเพื่อดูโครงสร้างของใบหน้าและขากรรไกร วิเคราะห์วางแผนขั้นตอนการรักษาตามลำดับ เช่น ถอนฟัน อุดฟัน การพิมพ์แบบฟันและติดเครื่องมือจัดฟันในช่วงแรกจะรู้สึกเจ็บบ้าง แต่อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นจนหายเป็นปกติภายใน 1-2 สัปดาห์ ซึ่งสถาบันทันตกรรมให้บริการจัดฟันใน 2 รูปแบบ คือ การจัดฟันด้วยเครื่องมือจัดฟันแบบถอดได้ และการจัดฟันด้วยเครื่องมือจัดฟันแบบติดแน่น

ภายหลังการจัดฟันควรดูแลตนเองด้วยการรักษาความสะอาดของฟันและเครื่องมือจัดฟัน โดยใช้แปรงสีฟันสำหรับผู้ที่จัดฟันโดยเฉพาะ ทำความสะอาดภายหลังรับประทานอาหารทุกมื้อและก่อนเข้านอน รักษาเครื่องมือจัดฟันให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่ให้หลุดหักหรือบิดเบี้ยว ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่แข็งและเหนียวรวมทั้งของหวาน ระมัดระวังเมื่อเล่นกีฬาที่อาจเกิดการกระทบกระทั่งรุนแรง รวมถึงปฏิบัติตามคำแนะนำของทันตแพทย์อย่างเคร่งครัด และพบทันตแพทย์ตามนัดหมาย 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมการแพทย์

แม่ช็อก! ลูกล้มแล้วลุกเดินไม่ได้ เพราะขาดวิตามินซี

ลูกล้มแล้วลุกเดินไม่ได้, ขาดวิตามินซี, เด็กขาดวิตามินซี, อาการขาดวิตามินซี, ขาดวิตามินซีอาการ 

โภชนาการของลูกเป็นเรื่องที่พ่อแม่ควรใส่ใจนะคะ เพราะร่างกายของลูกกำลังเจริญเติบโต และมีพัฒนาการทางสมองอย่างต่อเนื่อง จึงควรให้ลูกทานให้ครบ 5 หมู่ เพื่อเสริมภูมิคุมกันให้ร่างกายแข็งแรง เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าลูกเราจะป่วย หรือ มีอาการผิดปกติอะไรเกิดขึ้นบ้าง หากร่างกายไม่แข็งแรงพอ

เช่นเดียวกับเรื่องราวของคุณแม่น้องลิซ่า ที่พบว่าลูกน้อยนั้นเริ่มมีอาการล้มบ่อย เดินไม่ค่อยได้ บางทีก็สะดุดขาตัวเองล้ม และลุกขึ้นเดินไม่ได้ เพราะมีอาการที่คาดไม่ถึงมาก่อน

คุณแม่โพสต์ดังนี้...

" แชร์ประสบการณ์ ‼️ ลูกล้มจนเดินไม่ได้ มีอยู่วันหนึ่ง ที่ลูกเดินมาหาเราแต่ทันใดนั้น สิ่งที่เราเห็นคือ ลูกสะดุดขาตัวเองล้ม ลูกคอยบ่นว่าเจ็บตลอดซึ่งแม่คอยดูและเช็กตรงที่ล้มแล้ว ไม่มีรอยหรืออะไรทั้งสิ้น แม่ได้แต่คิดว่าลูกขี้เกียจเดินหรือป่าว พอพาไปหาหมอครั้งแรกบอกอาการคุณหมอว่าน้องล้ม คุณหมอได้ส่ง x-ray กระดูก




ผลออกมา ไม่มีรูปกระดูกที่บ่งบอกถึงการแตกหัก คุณหมอแนะนำให้ลดการเดินลง เนื่องจากสาเหตุเอ็นอักเสบ หลังจากหาหมอสามวัน เราเริ่มรู้สึกว่า ลูกต้องหาที่เกาะยึดและคอยพยุงตัวเองขึ้นเพื่อที่จะลุกยืนหรือเดิน เราคอยพยายามสังเกตอาการของลูก โดยให้ลูก พยายามลุกขึ้นยืนและเดินมาหาเรา ลูกเดินได้ 4 ก้าว จากนั้นล้มลงอีกแล้วร้องไห้แหกปากไม่ฟังอะไรเลย เราจึงคิดว่า ไม่ได้ละ พรุ่งนี้ต้องพาไปหาหมอแล้วน่าจะเกิดความผิดปกติแน่นอน

เมื่อพบคุณหมอประจำ คุณหมอแนะนำว่าให้พบหมอระบบปลายประสาท พอพบหมอปลายประสาทเท่านั้นแหละ หมอได้ตรวจขั้นต้นได้ใช้ที่เคาะ เพื่อตรวจสอบระบบไฟฟ้าภายในตัว เริ่มจากเคาะแขน เคาะช่วงบน ไล่ลงมาถึงหัวเข่า ลูกเรามีอาการถีบเตะอย่างรุนแรง ทั้งสองข้าง หมอส่งลูกเรา เข้าเครื่อง MRI เพื่อตรวจสอบกระดูกไขสันหลัง เจาะเลือด และนอนดูอาการ

ผลที่ออกมาคือ กระดูกสันหลังปกติ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ลูกเรา ‼️ ขาดวิตามินซีแบบรุนแรง ขาดธาตุเหล็ก ซีดมากจนจะถึงขั้นเติมเลือด กล้ามเนื้อต้นขาอักเสบขั้นรุนแรง เนื่องจากโรคไมโครพลาสม่า ‼️

ตอนนั้นมืดแปดด้านเลยคะ กังวลเรื่องลูกไม่เดินแล้ว ยังมากังวลเรื่องอาหารการกิน คุณหมอแจ้งค่าวิตามินซี คนเราควรมีค่าวิตามินซี ที่ 2 ขึ้นไป แต่ลูกเรามี ค่าวิตามินซที่ 0.2 ซึ่งต่ำมาก ๆ วันแอดมิท คุณหมอได้อัดวิตามินซีทางสายน้ำเกลือทุก 8 ชม. เพื่อรีบให้ค่าวิตามินเพิ่มสูงขึ้นนอนแอดมิดเพื่อรับวิตามินซี 3 วัน 

ตอนนี้คุณหมอได้เพียงแต่ให้วิตามินซี และให้ทานธาตุเหล็ก นัดตรวจเลือดทุก ๆ 3 เดือน ‼️ ผักและผลไม้ มีประโยชน์มากนะคะ ถ้าบ้านไหนที่ลูกไม่ทาน คุณแม่สามารถหาซื้อวิตามินซีเม็ดอมเล่นทานเสริมให้น้องเถอะคะ ‼️ แค่เห็นลูกไม่เดินก็ใจจะขาดแล้ว นี่ต้องเดินไม่ได้ถึง 2-4 สัปดาห์แม่จิตตกมากเลยค่ะ

อัปเดตอาการ ตอนนี้น้องพอเริ่มเดินได้แล้วนะคะ ใจแข็งมากสู้ทุกสถานการณ์ เลือกทานบ้าง แต่น้ำส้มคั้นแม่ไม่ขาดเลย ฝากประสบการณ์ ที่แม่ ๆ ต้องระวัง เรื่องทานผักและผลไม้ ด้วยนะคะ เผื่อเป็นประโยชน์แก่แม่ ๆ ท่านอื่นค่ะ

  • การขาดวิตามินซี ทำให้เลือดซึมออกตามข้อต่อกระดูก ฟัน และที่ต่าง ๆ ตามร่างกาย ทำให้มีอาการปวด และเดินไม่ได้ ขาอ่อนแรง * เรื่องง่าย ๆ ที่เราปล่อยปละละเลย คือโภชนาการของลูก จัดระเบียบวินัยในการกิน แม่ต้องเตือนตัวเองถึงจะไม่ทาน ทำยังไงก็ได้ต้องให้ลูกได้ทาน จะหาจุดหลอกล่อ จะดูการ์ตูน จะพาไปทานข้าวข้างนอก ทำเถอะคะ จะได้ไม่มานั่งเสียใจภายหลัง "

จากกรณีนี้ เรามารู้วิธีฝึกให้ลูกกินผัก ผลไม้ อย่างได้ผลกันเลยค่ะ

ผักผลไม้สำคัญต่อเด็กอย่างไร ?

ผักและผลไม้อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ กากใยอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งการได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์และครบถ้วนตามหลักโภชนาการนั้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพที่ดี หากหลีกเลี่ยงการกินผักมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวได้

ดังนั้น เด็ก ๆ ควรกินผักประมาณ 4 ส่วน และผลไม้อีก 3 ส่วน ซึ่งผัก 1 ส่วนเทียบเป็นผักสุก 1 ทัพพี หรือผักดิบ 2 ทัพพี ในขณะที่ผลไม้ 1 ส่วนนั้นเทียบเท่ากับปริมาณผลไม้ที่ให้พลังงานประมาณ 60 แคลอรี่ ที่มีคาร์โบไฮเดรต 15 กรัม ซึ่งไม่มีโปรตีนและไขมัน แต่ปริมาณ 1 ส่วนของผลไม้ต้องขึ้นอยู่กับผลไม้แต่ละชนิดด้วย


เคล็ดลับเสริมสร้างนิสัยให้ลูกชอบกินผัก
  • เริ่มจากการเป็นตัวอย่างที่ดี วิธีฝึกให้เด็กกินผักที่ดีที่สุด คือ ให้เด็กซึมซับตัวอย่างจากพ่อแม่ เพราะเด็กมักทำตามสิ่งที่เห็นพ่อแม่ทำ
  • โดยอาหารในแต่ละมื้อของครอบครัวควรประกอบไปด้วยผักและผลไม้มากกว่าครึ่งหนึ่ง ให้เด็กกินผักผลไม้เป็นของว่าง แทนที่จะให้เด็กกินแต่ขนมขบเคี้ยวหรือของหวานที่ไม่มีประโยชน์ ในขณะเดียวกันก็ลดและจำกัดปริมาณของว่างอื่น ๆ ในตู้เย็นด้วย เพื่อให้เด็กเลือกกินผักผลไม้เป็นหลัก เปลี่ยนชนิดของผักหรือผลไม้ไปเรื่อย ๆ หากเด็กไม่ชอบกินคะน้าก็เปลี่ยนเป็นแครอท ให้ลูกได้ลองกินผักชนิดใหม่ ๆ ดู เผื่อจะเจอผักที่เด็กถูกใจและชอบกิน
  • เอ่ยชมบ่อย ๆ เมื่อเด็กกินผัก คำชื่นชมจากผู้ใหญ่จะทำให้เด็กรู้สึกดีและอยากกินผักมากขึ้นได้
  • ให้เด็กมีส่วนร่วมในการทำอาหาร อาจให้เด็กเลือกผักที่จะนำมาทำเป็นอาหารเมื่อไปจ่ายตลาด คอยช่วยล้างผัก ใส่ผักที่หั่นแล้วลงไปในหม้อหรือกระทะ หรือให้เด็กช่วยจัดจานด้วยผักต่าง ๆ ตามใจชอบ วิธีนี้จะช่วยให้เด็กอยากกินผักที่ตนเองได้มีส่วนร่วมในการทำมากขึ้น

 

ขอบคุณเรื่องราวจาก : คุณแม่ Beau Likky กลุ่ม HerKid รวมพลคนเห่อลูก , www.pobpad.com





 

​แม่ต้องเล่นใหญ่เบอร์ไหน ให้ฝึกวินัยลูกสำเร็จ!

การเลี้ยงลูก-พัฒนาการ-สอนลูก
 
คุณแม่แต่ละคนก็มีวิธีสอนลูก ฝึกวินัยลูก ที่แตกต่างกัน แต่อารมณ์ของคุณแม่ก็มักจะคล้ายๆ กัน ซึ่งมี 3 ระดับ คือ คุณแม่เบอร์ 1 คุณแม่เบอร์ 5 และคุณแม่เบอร์ 10 มาสำรวจกันค่ะ ว่าเราต้องเป็นแบบแม่เบอร์ไหน ที่จะฝึกวินัยลูกได้สำเร็จ แถมยังได้ใจลูกอีกด้วย


คุณแม่เบอร์  1

คุณแม่เบอร์นี้จะมีความใจเย็นเฉียบ มีความอดทนในการพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เก็บอารมณ์โมโหได้ เพราะเข้าใจลูกว่าลูกแค่ช้าไม่ได้ขี้เกียจหรือไร้วินัย แค่ต้องบอกบ่อยๆ เท่านั้นเอง

ทุกครั้งที่ฝึกวินัยลูก

- พูดบ่อย พูดไปเรื่อยๆ
- ไม่มีท่าทีหนักแน่น จริงจัง
- ไม่เน้นเสียง ไม่พูดเสียงดังกับลูก

ข้อดี

- ลูกไม่รู้สึกว่าโดนบังคับ รู้สึกแม่ใจดีจัง

ข้อเสีย

- ลูกไม่เชื่อฟังในเรื่องที่ต้องจริงจัง 
- จากสอนกลายเป็นคำบ่นที่ไร้ความหมาย  

คุณแม่เบอร์  5

เป็นคุณแม่ที่เก็บอารมณ์โมโหได้ แต่จะจริงจังในสิ่งที่บอก เน้นเสียงให้ลูกเข้าใจว่าแม่กำลังสอนอยู่ กำลังบอกอยู่ อยากให้ลูกทำ และก็มีเหตุผลเสมอ

ทุกครั้งที่ฝึกวินัยลูก        

- มักจะจริงจัง - เด็ดขาด
- มาพร้อมน้ำเสียงที่หนักแน่น จริงจัง ชัดเจน
- ไม่บังคับ แต่เพิ่มตัวเลือกให้ลูกตัดสินใจ

ข้อดี

- ลูกรับรู้ว่าแม่กำลังจริงจังกับสิ่งที่พูด คำพูดของแม่จึงมีความหมายบางอย่างที่ต้องทำตาม

ข้อเสีย

- ประเด็นที่อยากสอนอาจจะเปลี่ยน หากแม่เผลอใช้อารมณ์ 
- ต้องหาจุดสมดุลในการสอนให้เจอ

คุณแม่เบอร์ 10

เป็นคุณแม่ที่สอนพร้อมกับอารมณ์ส่วนตัว ขี้โมโห ไม่อดทนในการสอนลูก ไม่มีการบอกซ้ำครั้งที่สอง มักใช้เสียงดังขู่ลูกให้กลัวเสมอ

ทุกครั้งที่ฝึกวินัยลูก

- รุนแรง-ก้าวร้าว
- ทุกครั้งที่ฝึกวินัยลูก 
- ปรี๊ดแตกทันทีถ้าลูกไม่ฟัง
- ใช้คำพูดเชิงลบกับลูก เช่น ตำหนิ  ขู่ 

ข้อดี
- ไม่มีเลย แม่ที่ใช้อารมณ์ ลูกจะจดจำแต่อารมณ์โกรธ หงุดหงุด และไม่จำสิ่งที่แม่สอน

ข้อเสีย
- ปิดกั้นการรับรู้ และเรียนรู้สิ่งที่แม่ต้องการสอนได้น้อยลง เพราะลูกรู้สึกว่า “ถูกตำหนิ” จากคำพูดเชิงลบของแม่ 

เป็นการหยิบยกมาแค่ 3 ระดับนะคะ คุณแม่บางท่านอาจจะมีหลายเบอร์แล้วแต่สถานการณ์ก็ได้ ทางที่ดีต้องสอนลูกแบบคุณแม่เบอร์ 1 และ คุณแม่เบอร์ 5 สลับกันไปค่ะ
 

 
 

โดย พญ.เสาวภา พรจินดารักษ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็กโรงพยาบาล BNH เจ้าของเพจ “หมอเสาวภา เลี้ยงลูกเชิงบวก” งานรักลูกEF@school ที่โรงเรียนเกษมพิทยา

 
--------------------------------------------------------------------------------


 
ตัวช่วยสำหรับคุณพ่อคุณแม่ แก้ปัญหา ปรับพฤติกรรมให้เด็กๆ ได้ด้วย ชุดหนังสือนิทานและเกมพัฒนาทักษะ EF พร้อมรับฟรี!! กิจกรรมสนุกๆ และเกมเล่นล้อมรัก รวมมูลค่ากว่า 3,000 บาท
 
สินค้ามีจำนวนจำกัด ขอสงวนสิทธิ์เปลี่ยนแปลงของสมนาคุณตามเงื่อนไขของบริษัทฯ
สอบถามและสั่งซื้อสินค้าได้ที่ Line@ : @raklukeclub (คลิกที่ภาพได้เลยค่ะ)
 

โรค 'ฮิคิโคโมริ' เด็กอยากอยู่ห้อง ไม่ชอบเจอคน ต้นเหตุจากครอบครัว ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม

 
การเลี้ยงลูก-พัฒนาการ-สอนลูก-ฮิคิโคโมริ-โรคฮิคิโคโมริ-Hikikomori

โรค 'ฮิคิโคโมริ' เด็กอยากอยู่ห้อง ไม่ชอบเจอคน ต้นเหตุจากครอบครัว 

“ฮิคิโคโมริ” ไม่ใช่โรคใหม่ แต่มีมานานมากแล้ว มักเกิดขึ้นในแทบเอเชียเราด้วย ล่าสุดด้านสำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นเปิดเผยผลสำรวจพบว่า ปัจจุบันมีกลุ่มเด็กญี่ปุ่นที่มีอาการฮิคิโคโมริมากถึง 2 - 3 ล้านคน ซึ่งเป็นพฤติกรรมของเด็กที่แยกตัวออกมาจากสังคม พยายามพบเจอผู้คนให้น้อยที่สุด และชอบเก็บตัวในห้องส่วนตัว หรือในบ้านเป็นระยะเวลานานๆ โดยไม่อยากไปโรงเรียน

ซึ่งเด็ก ๆ เหล่านี้ก็อาจจะอ่านหนังสือการ์ตูน เล่นเกม ดูทีวี หรืออยู่ในห้องคนเดียวได้เป็นเดือนๆ เป็นปีๆ อาการแบบนี้ไม่ธรรมดาเลยนะคะ แต่ประเทศไทยยังไม่พูดถึงอาการนี้ อาจจะมองว่าเป็นคนชอบเก็บตัว แต่ถ้าเกิดขึ้นกับเด็กที่ต้องมีพัฒนาการที่สมวัย เล่น เรียนรู้ ไม่ใช่เก็บตัว พ่อแม่ผู้ปกครองต้องคอยสังเกตลูกหลานให้ดี และหากพบว่ามีอาการ “ฮิคิโคโมริ” ต้องรีบปรึกษาจิตแพทย์เพื่อแก้ไขพฤติกรรมโดยด่วนค่ะ

สาเหตุที่ทำให้เด็กเป็นโรคฮิคิโคโมริ

ถูกกดดันเรื่องการเรียน ถูกคาดหวังให้เก่งมากไป จากครอบครัว เป็นคนขี้อาย มีปมกลัวการเข้าสังคมด้วยหลากหลายเหตุผล ถูกกลั่นแกล้งจากเพื่อนหรือคนรอบข้าง พูดไม่เก่ง ไม่กล้าปฏิเสธ ยอมคน มีอารมณ์อ่อนไหวกับคำวิจารณ์มาก เมื่อเจ็บปวดก็ยอมรับไม่ได้  ชอบหนีปัญหา และค่อยๆ ทำตัวให้ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก

ทุกวันนี้ รูปแบบและวิถีชีวิตเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทั้งระบบการศึกษาแบบแข่งขันทุกรูปแบบ และด้วยเทคโนโลยีสารพัดที่ถาโถมเข้าใส่เด็กและเยาวชนในปัจจุบัน บวกกับพ่อแม่ไม่มีเวลาอยู่กับลูก เราจะพบเห็นเด็กจำนวนมากที่เริ่มปลีกตัวจากสังคม และอยากอยู่คนเดียวโดยไม่สนใจผู้อื่นเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

 

หากอยากให้ลูกมีความสุขกับชีวิต ห่างไกลจาก “โรคฮิคิโคโมริ” ควรทำดังนี้ค่ะ

  1. ให้เวลากับลูก

ถ้าคุณเป็นพ่อแม่ที่ชอบพูดว่าไม่มีเวลา ต้องหันมาสำรวจตัวเองแล้วล่ะค่ะว่าเราทำงานหนักไปเพื่ออะไร ถ้าคำตอบเพื่อหาเงินมาดูแลลูก ลองถามลูกดูว่าลูกต้องการสิ่งของ หรือต้องการอยู่กับพ่อแม่มากกว่ากัน เวลาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับลูกน้อยนะคะ

  1. ต้องคิดบวก 

วิธีคิดบวกเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับพ่อแม่ที่ต้องมีต่อลูก เพราะการคิดบวกจะส่งต่อวิธีคิดไปสู่ลูกด้วย เช่น ถ้าลูกมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม แทนที่พ่อแม่จะใช้วิธีดุด่าว่ากล่าว อาจเปลี่ยนไปใช้วิธีพูดเพื่อให้กำลังใจที่เชื่อว่าลูกสามารถแก้ไขได้และปรับปรุงได้

  1. ทำกิจกรรมครอบครัว

ต้องมีเวลาทำกิจกรรมครอบครัว คุณพ่อคุณแม่สามารถคิดกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัยของลูก ทั้งยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีด้วย เพราะการมีกิจกรรมครอบครัวที่ดีอย่างสม่ำเสมอ จะได้เปิดโอกาสพูดคุยกันทุกเรื่องกับลูกได้อย่างไม่เขินอาย

  1. รับฟังลูกให้มากขึ้น

หากที่ผ่านมาคุณไม่ค่อยได้รับฟังลูก ก็ให้เปิดใจและรับฟังลูกให้มากขึ้นนะคะ เพราะการรับฟังเป็นจุดเริ่มต้นของการทำความเข้าใจ และสร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน พ่อแม่จะได้เข้าใจวิธีคิดของลูกว่าลูกคิดอย่างไรต่อเรื่องนั้นๆ และจะทำให้เราสามารถสอดแทรกบางเรื่องที่ต้องการให้ลูกเรียนรู้ได้ด้วย 

  1. เพิ่มทักษะสร้างสรรค์

ลดการเรียนกวดวิชาของลูกลง แล้วเพิ่มกิจกรรมสร้างสรรค์ที่เหมาะกับลูก ให้เริ่มจากกิจกรรมที่ลูกชอบ และกิจกรรมที่สามารถเพิ่มทักษะชีวิตให้ลูกนอกห้องเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะชีวิตที่ช่วยเสริมความมั่นใจ เสริมศักยภาพบางด้านของลูก

  1. ให้ความไว้วางใจ

พ่อแม่ขี้ระแวงไม่ค่อยไว้ใจลูก ไม่คิดว่าลูกจะทำได้ กังวลไปทุกเรื่อง ลูกต้องเครียดแน่ๆ ทางที่ดีพ่อกับแม่ต้องแสดงให้ลูกเห็นว่าไว้ใจลูกเสมอ เปิดโอกาสให้เขาได้ทำอะไรด้วยตัวเอง ให้เขาได้กล้าแสดงออก จะทำให้ลูกเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง และเขาจะเติบโตขึ้นไปด้วยความไว้วางใจผู้อื่นต่อไปด้วย

 

ถ้าไม่อยากให้ลูกเป็น โรค 'ฮิคิโคโมริ' เด็กอยากอยู่ห้อง ไม่ชอบเจอคน ต้นเหตุจากครอบครัว ภัยเงียบที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม ต้องทำ 6 ข้อข้างต้นให้ได้ค่ะ

โรคดื้อ หรือ ODD ที่พ่อแม่ต้องทำความรู้จักไว้

โรคดื้อ-ลูกดื้อ- ลูกดื้อจะทำยังไงดี- เด็กก้าวร้าว- ลูกขี้โมโห-ลูกชอบเถียง-ลูกเอาแต่ใจ 

'โรคดื้อ' หรือ ODD ที่พ่อแม่ต้องทำความรู้จักไว้

ทำไมลูกดื้อแบบนี้? ต่อไปนี้อาจจะไม่ใช่แค่คำพูดดุแล้วนะคะ เพราะหากเด็กมีลักษณะที่ดื้อผิดปกติ จนมีผลกระทบต่อการเรียน การใช้ชีวิต จนพ่อกับแม่และคนรอบข้างทนไม่ไหว ก็ไม่ใช่แค่ดื้อตามพัฒนาการปกติทั่วไปแล้วค่ะ เพราะเด็กอาจจะเป็น 'โรคดื้อ'(Oppositional Defiant Disorder) หรือที่เรียกว่า โอดีดี (ODD) ก็ได้ค่ะ

 

คู่มือการวินิจฉัยและสถิติสำหรับความผิดปกติทางจิต ของสมาคมจิตเวชศาสตร์สหรัฐอเมริกาได้ให้นิยามว่า “เป็นรูปแบบพฤติกรรมต่อเนื่องของการไม่เชื่อฟัง ที่แสดงออกด้วยอารมณ์โกรธเป็นหลัก รวมไปถึงการทำตนเป็นปรปักษ์และดื้อด้านต่อผู้ใหญ่เป็นประจำ ในระดับที่มากเกินกว่าเด็กปกติทั่วไป เด็กที่มีความผิดปกติดังกล่าวดูภายนอกแล้วจะเป็นเด็กที่ดื้อมากและโกรธง่าย”

โรคดื้อมีอาการเด่นๆ 4 อาการ แต่ต้องเป็นแบบนี้อยู่นานติดต่อกันเกิน 6 เดือน ดังนี้
  1. ต่อต้าน เด็กจะลุกขึ้นมาต่อต้านอย่างรุนแรงจนดูเกินวัย ท้าทาย และฝ่าฝืนคำสั่งของผู้ใหญ่ และกฎเกณฑ์บ่อยๆ

  2. ไม่เป็นมิตร เด็กจะไม่ค่อยมีเพื่อน และไม่อยากมีเพื่อน ชอบตั้งใจแกล้งรบกวนคนอื่น โยนความผิดให้คนอื่นเสมอ

  3. โมโหง่าย เรื่องเล็กน้อยก็โกรธง่าย และหายยาก หากถูกขัดใจหรือพ่อแม่ไม่ตามใจ เขาจะดูโกรธจนเคียดแค้นผิดปกติ ชอบมองโลกในแง่ร้าย

  4. ไม่ควบคุมอารมณ์ เด็กจะทำทุกอย่างตามอารมณ์ จะเถียง และทะเลาะกับผู้ใหญ่บ่อยๆ ชอบแก้แค้น อาฆาตพยาบาทบ่อยๆ

ถ้าหากลูกหลานมีพฤติกรรมตาม 4 ข้อนี้ ก็อย่ากังวลไปนะคะ เพราะรักษาได้ด้วยการพาไปพบจิตแพทย์เด็ก นักบำบัด หรือผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กค่ะ ไปหาทางออกร่วมกัน เพื่อที่โตไปเด็กๆ จะได้เป็นคนที่ดีขึ้นค่ะ


  

โรคหัดระบาด สาธารณสุขเตือน! พ่อแม่พาลูกฉีดวัคซีนโรคหัด

 โรคหัด, หัดเยอรมัน, หัดระบาด, โรคหัดระบาด, เด็กเล็ก, โรคระบาด, ฤดูหนาว, หน้าหนาว

โรคหัด คือโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ที่เกิดจากไวรัสที่สามารถแพร่เชื้อและติดต่อกันได้ผ่านทางอากาศหรือการสัมผัสน้ำมูก และน้ำลายของผู้ป่วยโดยตรง ซึ่งเชื้อไวรัสตัวนี้จะเข้ามาทางระบบทางเดินหายใจก่อน แล้วจึงแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย โดยส่วนใหญ่แล้วมักเกิดในเด็กเล็ก ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตของเด็กมากที่สุด แม้จะมีวัคซีนฉีดป้องกันโรคแล้วก็ตาม

ป้องกันได้ด้วยวัคซีนโรคหัด โรคหัดป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด ซึ่งอยู่ในรูปวัคซีนรวมป้องกันหัด คางทูม หัดเยอรมัน (MMR) เข็มแรกของวัคซีนสามารถป้องกันโรคหัดได้ประมาณ 93% หากได้รับสองเข็มจะมีประสิทธิภาพป้องกันได้ 97%

สำหรับตารางการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดในประเทศไทย MMR

เข็มแรก 9-12 เดือน เข็มที่สอง 2 1/2 ปี – 6 ปี ให้วัคซีนครั้งแรกเมื่ออายุ 9-12 เดือนขึ้นไป และครั้งที่ 2 เมื่ออายุ 4-6 ปี ควรพิจารณาให้ฉีดเร็ว (อายุ 9 เดือน) ในพื้นที่ ๆ ยังมีรายงาน โรคหัดจำนวนมากในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี และควรฉีดช้า (อายุ 12 เดือน) ในพื้นที่ๆ มีรายงานโรคหัดจำนวนน้อยในเด็กต่ำกว่า 1 ปี

การฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 อาจให้ได้ตั้งแต่อายุ 2 1/2 ปี ตามแผนปฏิบัติงานของกระทรวงสาธารณสุข

กรณีที่มีการระบาดหรือสัมผัสโรคอาจฉีดเข็มที่ 2 เร็วขึ้นก่อนอายุ 4 ปีได้ โดยต้องห่างจากเข็มแรกอย่างน้อย 3 เดือน

การรักษาเป็นอย่างไร สำหรับการรักษาโรคหัด เป็นโรคที่ไม่มียาต้านไวรัสจำเพาะสำหรับโรคหัด โดยการรักษาแพทย์จะประคับประคองอาการทางการแทพย์ ช่วยบรรเทาอาการและลดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ  เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อน เป็นต้น

 

พญ.ฐิติอร  นาคบุญนำ กุมารแพทย์ด้านโรคติดเชื้อ ศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลพญาไท 3

 

โรคหูน้ำหนวก หลังเด็กเป็นหวัด รู้ไม่ทัน อาจถึงขั้นหูหนวกได้

โรคหูน้ำหนวกในเด็ก, โรคหูน้ำหนวกในเด็ก สาเหตุ, โรคหูน้ำหนวกในเด็ก อาการ, การอักเสบของเยื่อบุหูชั้นกลาง, น้ำเข้าหู, แคะหู 

คุณพ่อคุณแม่หลายท่านเข้าใจผิดว่า โรคหูน้ำหนวกหรือการอักเสบของเยื่อบุหูชั้นกลาง เกิดจากน้ำเข้าหู ความจริงแล้วไม่ใช่นะคะ

แต่การเอามือสกปรกไปแคะ ไปเขี่ย หรือบังเอิญในน้ำสกปรกมีเชื้อโรคบางตัวอยู่ก็อาจทำให้ติดเชื้อได้ โรคนี้เด็ก ๆ เป็นกันเยอะ พ่อแม่ต้องรู้จักสัญญาณเตือนโรคไว้นะคะ ก่อนจะอันตรายไปมากกว่านี้

อาการอักเสบของหูชั้นกลาง แบ่งเป็น 3 ลักษณะ
  1. การอักเสบอย่างเฉียบพลัน

เกิดจากการติดเชื้อ ไม่ได้เกิดจากการที่น้ำเข้าหู หรือการแคะหู เป็นเชื้อโรคในระบบทางเดินหายใจ เช่น เชื้อโรคจากโพรงจมูกอักเสบ ลำคอ หรือทอนซิลอักเสบ เชื้อโรคเหล่านี้จะทำให้เกิดการอักเสบขึ้น ส่วนใหญ่มักจะเป็นในเด็กเล็ก เด็กมักจะมีอาการปวดหู งอแง มีไข้ มีอาการติดเชื้อ มีน้ำมูก ถ้าเป็นเด็กโตพอคุยรู้เรื่อง อาจจะบอกว่า การได้ยินของเขาลดลง

  1. อาการอักเสบเป็นระยะเวลานาน

อักเสบนานประมาณ 2-3 สัปดาห์ติดต่อกัน ทำให้บริเวณหูชั้นกลางมีน้ำ หรือของเหลวขังอยู่ภายใน ผู้ป่วยมักจะมีอาการ หูอื้อ คล้าย ๆ กับการดำน้ำ หรือ ขึ้นเครื่องบิน อาการไม่รุนแรง แต่จะรำคาญมาก บางคนเป็นอยู่นานเป็นเดือน




3. การอักเสบอย่างรุนแรงในหูชั้นกลาง

จนแก้วหูทะลุ มีน้ำหนองไหลออกมา และมีกลิ่นเหม็น กรณีนี้เองที่เรียกว่า โรคหูน้ำหนวก บางคนอาจเป็นแค่ 2-3 สัปดาห์ อาการก็ดีขึ้น แต่ในรายที่มีอาการรุนแรง เป็นนาน ๆ ตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป หรือเป็นนานหลายปี ลักษณะดังกล่าวเรียกว่า เป็นโรคหูน้ำหนวกเรื้อรัง หรือหูชั้นกลางอักเสบชนิดเรื้อรัง มีอาการหูอื้อเป็นระยะ การได้ยินลดลง ผู้ป่วยอาจมีภาวะติดเชื้อมากขึ้น และอาจถึงขั้นหูหนวกได้


โรคหูน้ำหนวกในเด็ก เกิดจากอะไร

โรคหูน้ำหนวกในเด็ก เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ส่วนใหญ่เกิดหลังจากการเป็นหวัด โดยเชื้อโรคจะเกิดขึ้นจากคอผ่านไปยังหูชั้นกลางและทำให้เยื่อบุหูชั้นกลางอักเสบ หูน้ำหนวกสามารถแบ่งได้ 3 ชนิด คือ หูน้ำหนวกชนิดเฉียบพลัน หูน้ำหนวกชนิดใส และหูน้ำหนวกชนิดเรื้อรัง

ทั้งนี้หูน้ำหนวกชนิดเฉียบพลัน เป็นโรคที่พบบ่อยในเด็กเล็ก ภายหลังจากการเป็นหวัด หรือเป็นโรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจ มักมีอาการค่อนข้างรุนแรงซึ่งอาการของโรคโดยทั่วไป เด็กจะมีอาการปวดหูมากและเป็นไข้ ต่อมาอาจมีแก้วหูทะลุและมีน้ำหนวกไหล

การรักษาโรคหูน้ำหนวกในเด็ก

หูน้ำหนวกชนิดใส

เกิดจากการทำงานของท่อระบายอากาศในหูชั้นกลางบกพร่อง ทำให้มีน้ำขัง เด็กจะรู้สึกเหมือนมีน้ำขังอยู่ในหูตลอดเวลา มักเป็นหลังการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน เช่น หวัด ไซนัสอักเสบโรคภูมิแพ้ทางจมูก มักมีอาการปวดหูเล็กน้อย หูอื้อ เสียงก้องในหูการรักษาจะรักษาโรคที่เป็นต้นเหตุของน้ำในหูชั้นกลางควบคู่กับการให้ยา ถ้าไม่หายภายใน 3 เดือน ต้องรักษาด้วยการผ่าตัด โดยการเจาะแก้วหูเพื่อดูดน้ำออกจากหูชั้นกลาง และใส่ท่อระบาย

หูน้ำหนวกชนิดเรื้อรัง

เกิดจากภาวะที่มีอาการอักเสบของหูชั้นกลางมากกว่า 3 เดือน และมีแก้วหูทะลุ มีน้ำหนวกไหล อาจมีอาการตลอดเวลา หรือเป็น ๆ หาย ๆ เกิดจากการที่เป็นหูน้ำหนวกเฉียบพลัน แล้วไม่ได้รับการรักษาปล่อยไว้จนอักเสบเรื้อรัง

  1. หูอักเสบเรื้อรังชนิดไม่รุนแรง มีแก้วหูทะลุ มีน้ำหนวกไหลเป็นระยะ รักษาด้วยการกินยาและหยอดยา หรือผ่าตัดปะแก้วหูเมื่อหูแห้ง

  2. หูอักเสบชนิดเรื้อรังรุนแรง เกิดโรคแทรกซ้อน เช่น ฝีหลังหู หน้าเบี้ยว เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ฝีในสมอง หูหนวก เวียนศีรษะ ชัก เป็นต้น รักษาโดยการผ่าตัด

รู้จักโรคหูน้ำหนวกกันมากขึ้นแล้วนะคะ เป็นโรคที่รักษาหายขาดได้ แต่ถ้าหากลูกเป็นหวัด เป็นไข้ ต้องระวังอาการแทรกซ้อนอย่างโรคหูน้ำหนวกให้ดีเลยค่ะ ควรดูแลสุขอนามัยของลูกอย่างถูกวิธี ไม่แคะหู ระวังน้ำสกปรกเข้าหู ตลอดจนให้ลูกกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย และพักผ่อนอย่างเพียงพอนะคะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก :   เว็บไซต์แนวหน้า, นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ , นายแพทย์สมเกียรติ ลลิตวงศา