
การเตรียมความพร้อมก่อนไปโรงเรียนให้กับเด็กถือเป็นเรื่องสำคัญมากที่พ่อแม่จะต้องทำ ทั้งการเตรียมความพร้อมด้านร่างกาย และการเตรียมความพร้อมด้านจิตใจมีความสำคัญมากที่สุด
เด็กที่เตรียมความพร้อมมาได้ดี จะปรับตัวได้เร็ว มีความสุขกับการไปโรงเรียน สนุกสนานกับกิจกรรม เล่นกับเพื่อนได้เป็นอย่างดี ส่วนเด็กที่ไม่ได้เตรียมความพร้อม เด็กอาจจะปรับตัวได้ยาก งอแง ไม่อยากไปโรงเรียน ไม่เล่นกับเพื่อน ไม่สนุกกับกิจกรรมใดๆ ดังนั้น ก่อนไปโรงเรียน เป็นช่วงสำคัญที่ต้องเตรียมกันให้พร้อม สิ่งที่พ่อแม่จะช่วยเตรียมตัวความพร้อมก่อนไปโรงเรียน มีดังนี้
1.ฝึกให้เด็กช่วยเหลือตัวเอง
พ่อแม่ควรฝึกให้เด็กดูแลตัวเอง ทำสิ่งง่ายๆ ได้ด้วยตัวเอง เพราะเมื่ออยู่ที่โรงเรียนเด็กจะต้องดูแลตัวเองมากขึ้น แม้ว่าครูจะคอยดูแล และพยายามฝึกเด็กให้ช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ที่โรงเรียนก็มีเด็กจำนวนมากที่ครูต้องดูแล เด็กที่ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ค่อยได้ ก็ต้องรอความช่วยเหลือจากครู
ดังนั้น พ่อแม่ควรฝึกให้เด็กทำได้หลายๆ อย่าง ดังนี้
- ฝึกให้เด็กคุ้นเคยกับการนั่งกินข้าวที่โต๊ะเป็นเวลา และร่วมโต๊ะกับผู้ใหญ่
- เด็กจะได้พยายามเลียนแบบ ฝึกให้เด็กตักกินเอง
- แม้ว่าจะหกเลอะเทอะก็ต้องปล่อยให้ฝึกไป
- หาจานช้อนชามที่มีสีสันน่ารักชวนกินและหยิบจับได้สะดวกเหมาะมือของเด็ก
- ชมเชยให้กำลังใจ เด็กทุกครั้ง
- ฝึกให้เด็กแต่งตัวเองได้ อาจจะติดกระดุมได้บ้าง
- ฝึกให้เด็กใส่รองเท้าเองได้
- จัดตู้เสื้อผ้าให้หยิบง่าย สะดวก และให้เด็กหัดเลือกเสื้อผ้าใส่เอง
- แนะนำการแต่งตัวไปตามลำดับ เช่น เริ่มจากเสื้อ กางเกง ถุงเท้า รองเท้า
- เตือนให้ไปเข้าห้องน้ำเมื่อถึงเวลา โดยต้องประมาณเวลาสัก 2 - 3 ชั่วโมงหลังจากดื่มนม-น้ำ สอนเด็กว่า ค่อยกลับมาเล่นใหม่ได้ ให้เข้าห้องน้ำให้ทัน
- อธิบายให้ฟังถึงขั้นตอนการใช้ห้องน้ำ เมื่อต้องไปเข้าห้องน้ำเอง ไปลำดับ เริ่มตั้งแต่กอดกางเกง นั่ง ทำความสะอาด สวมกางเกง
- กดน้ำ ล้างมือทุกครั้ง
- สอนให้เด็ทำความสะอาดด้วยตัวเอง อื่นๆ
- ฝึกให้มีความคล่องแคล่วว่องไว
- สามารถวิ่งเล่นได้
- เล่นเครื่องเล่นสนามได้
- ฝึกให้เด็กรู้จักระมัดระวัง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ
พ่อแม่ควรฝึกให้เด็กดูแลตัวเองให้เหมาะสมตามวัย เพราะการที่เด็กดูแลตัวเองได้ เด็กจะรู้สึกว่าพึ่งตัวเองได้ นำไปสู่ความรู้สึกมั่นคงและเป็นสุข และที่สำคัญในการฝึกพ่อแม่ต้องให้คำชมเชยแก่เด็ก ให้กำลังใจ ทำให้การฝึกเป็นเรื่องสนุกสนาน ไม่ใช่ฝึกไป ตำหนิไป เด็กจะเบื่อ ไม่ชอบ ที่จะช่วยเหลือตัวเองไปเลย
2.ฝึกให้เด็กบอกความต้องการได้
พ่อแม่ต้องฝึกให้เด็กบอกถึงความต้องการของตัวเอง บอกความรู้สึกแบบง่ายๆ ได้ พ่อแม่ต้องใจเย็น อดทน ไม่ทำอะไรให้โดยที่เด็กยังไม่ร้องขอ เพราะเมื่อเด็กไปโรงเรียนใหม่ๆ ครูจะยังไม่รู้ว่าเด็กแต่ละคนเป็นอย่างไร ชอบอะไร ต้องการอะไร รู้สึกอย่างไร ดังนั้นต้องฝึกให้เด็กรู้จักที่จะบอกความต้องการของตัวเอง
บอกความต้องการ
- ต้องไม่ทำให้เด็กจนกว่า เด็กจะบอกว่าต้องการอะไร
- ไม่เดาใจ ไม่พูดแทนเด็ก แต่ใช้วิธีตั้งคำถามกลับให้เด็กตอบ ให้เด็กบอกความรู้สึกออกมาด้วยการค่อย ๆ ถามไถ่ เพื่อให้ค่อยๆ พูดออกมา
- ฝึกให้เด็กรู้จักพูด พูดบอกคนอื่นได้ว่า ตัวเองต้องการอะไร เช่น อยากเข้าห้องน้ำ หิวน้ำ หิวนม ถุงเท้าหาย เพื่อนแกล้ง
- เมื่อเด็กพูดไม่ชัด พ่อแม่และคนในครอบครัวจะต้องพูดคำที่ถูกต้องกับเด็ก หัดให้เด็กพูดให้ชัด เพราะเมื่อไปโรงเรียนแล้ว ไม่มีใครสามารถเดาคำศัพท์แปลกๆ ของเด็กได้
- ฝึกให้เด็กรู้จักฟังคนอื่นพูด จะได้ทำกิจกรรมต่างๆ อย่างสนุกสนาน ควรฝึกการออกคำสั่งที่ชัดเจนสั้นๆ ให้เด็กปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง เมื่อลูกทำได้ก็ให้ทำตามคำสั่งต่อเนื่อง ซับซ้อนขึ้น เช่น หยิบเสื้อ กระโปรง เอาไปวางบนโต๊ะแล้วหยิบรองเท้าถุงเท้ามาให้แม่
- ฝึกการฟังด้วยการเล่านิทานก่อนนอน พ่อแม่ต้องตั้งคำถาม เพื่อฝึกการจับใจความ ฝึกการคิด ดังนั้น คำถามไม่ควรเป็นคำถามที่ตอบแค่ใช่หรือไม่ใช่ ฝึกให้แก้ปัญหาด้วยตนเอง อย่ารีบช่วยคิด หรือช่วยแก้ปัญหา
- พ่อแม่จะต้องดูจังหวะที่จะเข้าไปช่วย เพราะเด็กจะขาดทักษะในการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
- เมื่อเด็กทำไม่ได้ให้ใช้วิธีชี้แนะแต่ไม่ใช่ทำให้ พ่อแม่ควรให้กำลังใจและชมเชยเมื่อเด็กแก้ปัญหาได้เอง
3.ฝึกการรอคอย และการยอมรับกติกา
เมื่อไปอยู่ที่โรงเรียนเด็กจะต้องรอคอยแน่นอน เพราะห้องในเรียนมีเด็กหลายคน ดังนั้นต้องเริ่มฝึกตั้งแต่การรอคอยระยะสั้นๆ ไม่นานนัก และเริ่มให้รอเพื่อทำสิ่งที่เด็กสนใจ
- ต้องไม่ตอบสนองในทันทีที่เด็กต้องการ
- บอกให้รู้ว่าเมื่อรอ แล้วอีกไม่นานก็จะได้ ให้เด็กไปเล่นร่วมกับเด็กอื่น ๆ ที่ต้องการการเข้าคิว ต่อแถว หรือชี้ให้เห็น เมื่อต้องมีการเข้าคิวเวลาออกไปทำธุระนอกบ้าน เพื่อให้เด็กเห็นเป็นตัวอย่างและเข้าใจชัดเจนขึ้น
- ฝึกการรอคอย หัดรอแม่ทำอะไรบางอย่างให้ โดยที่แม่ตั้งเงื่อนไขที่จะให้รางวัลกับเด็ก หากเด็กรอด้วยความอดทน ไม่งอแง เช่น “แม่เจียวไข่เสร็จแล้ว เราไปเล่นลูกบอลด้วยกัน” ซึ่งแม่ต้องรักษาสัญญา การฝึกนี้จึงจะได้ผล เพื่อให้เด็กไว้ใจในคำมั่นสัญญา ฝึกให้เด็กรอได้มีความสำคัญมาก เพราะยังหมายถึงการรอให้ถึงเวลากลับบ้านด้วย ซึ่งนี่เป็นเรื่องใหญ่ของเด็กเมื่อไปโรงเรียนใหม่ๆ การรักษาคำพูดของพ่อแม่ต้องเป็นเรื่องที่ลูกมั่นใจได้ ผึกเตรียมใจสำหรับการจากกัน เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะมีผลกระทบด้านจิตใจ
ดังนั้นเมื่อพ่อแม่จะออกจากบ้านไปทำงานหรือไปไหน จะต้องบอกเด็กว่าจะไปไหนและจะกลับเมื่อไหร่ แม้ว่าเด็กจะร้องตามหรือร้องไห้ แต่เมื่อทำจนคุ้นเคย เด็กจะเรียนรู้ว่า แม้จะร้องไห้ยังไงพ่อแม่ก็ต้องไป แต่พ่อแม่ก็จะกลับมาตามเวลาที่บอกไว้
- ฝึกการยอมรับกติกา เมื่อออกคำสั่งให้เด็กทำอะไร จะต้องบอกว่าทำเพื่ออะไร หรือทำเพราะอะไร ใช้คำอธิบายที่ไม่ซับซ้อนเพื่อปูพื้นฐานให้เด็กรู้จักเหตุและผล และรู้ถึงผลของสิ่งที่จะปฏิบัติ และให้โอกาสเด็กได้แสดงความคิดเห็น และ ร่วมตั้งกติกาด้วยจะช่วยให้เด็กเต็มใจทำยิ่งขึ้น
เมื่อฝึกให้เด็กได้เรียนรู้และยอมรับกฎกติกาอย่างเต็มใจ เมื่อไปโรงเรียนเด็กจะยอมรับในกฎ ข้อบังคับ ข้อห้ามของครูได้ หมั่นพาเด็กไปสถานที่ใหม่ๆ เพื่อให้โอกาสเด็กได้ปรับตัวกับสถานที่และกติกาของที่นั้นๆ ให้เด็กได้มีโอกาสพบและเล่นกับเด็กในวัยเดียวกัน เช่น พาไปสนามเด็กเล่น ไปบ้านเพื่อน บ้านญาติที่มีเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน สร้างทัศนคติที่ดีต่อโรงเรียน สร้างความคุ้นเคยกับสถานที่และบรรยากาศใหม่ๆ โดยหาโอกาสพาเด็กไปเที่ยวโรงเรียนที่คาดว่าจะให้เด็กไปเรียน ให้รู้สึกเหมือนกับการไปเที่ยว เด็กๆ มักจะติดใจและอยากไปโรงเรียนอีก เพราะโรงเรียนมีสนามเด็กเล่นและมีของเล่นให้เล่นสนุก พ่อแม่ควรจะพูดคุยกับถึงสิ่งที่จะได้พบที่โรงเรียน เช่น กิจกรรมสนุกสนาน ครู เพื่อน ของเล่น สนามเด็กเล่น และกิจกรรมต่างๆ ที่จะได้ทำที่โรงเรียน ทำไมจะต้องไปโรงเรียน
4.สร้างบรรยากาศ อยากไปโรงเรียน
- ให้พี่หรือญาติเป็นตัวอย่าง พ่อแม่เพียงย้ำให้เด็กรู้ว่า อีกไม่นานก็จะได้ไปโรงเรียน ได้แต่งชุดนักเรียนสวยๆ หล่อๆ เหมือนกับพี่ๆ
- หาหนังสือนิทานที่มีเรื่องราวสนุกสนานเกี่ยวกับโรงเรียน หรือข้อเสียของการที่ไม่ได้เรียนหนังสือมาอ่านให้ฟัง
- ชวนคุยถึงเรื่องการไปโรงเรียน อยากไปเล่นที่สนามเด็กเล่นหรือไปนั่งชิงช้าเล่นกับเพื่อนๆ อีกไหม หรือเล่นสมมติเป็นครูนักเรียน เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับการโรงเรียน
- ฝึกเด็กให้อยู่ร่วมกับแปลกหน้า เพราะการที่ต้องแยกจากพ่อแม่ ไปอยู่กับครูที่เด็กไม่คุ้นเคยกันมาก่อน ย่อมจะทำให้เด็กกลัวการพลัดพราก โดยในขณะที่เด็กจะไม่มีพ่อแม่อยู่ด้วยหรือไปด้วยในบางครั้ง จะต้องบอกเด็กให้รู้ว่า พ่อแม่จะไม่อยู่ด้วย แต่เดี๋ยวก็จะกลับมาใหม่
- ปรับเรื่องของเวลา กิน นอน การทำกิจวัตรประจำวัน ให้สอดคล้องกับช่วงเปิดเทอมของเด็กให้มากที่สุด โดยเฉพาะเวลาเข้านอนและเวลาตื่น จัดจำนวนมื้ออาหารให้ใกล้เคียงกับที่โรงเรียนจะจัดให้
- ชวนเด็กไปเลือกซื้อของใช้ต่างๆ ทั้งกระเป๋า รองเท้า ถุงเท้า กระติกน้ำ สีเทียน สีไม้ เครื่องเขียนประจำตัว และอื่นๆ
ข้อสำคัญคือ ต้องวางแผนลางาน หรืออาจต้องหยุดงานเพื่อให้เวลากับลูกในช่วงแรกของการไปโรงเรียน เพื่อคอยดูเด็กในช่วงแรก ฝึกให้เด็กเข้านอนเร็วขึ้น เพื่อให้ได้พักผ่อนเต็มที่ ตื่นขึ้นมาตอนเช้าจะได้สดใสพร้อมไปโรงเรียน สำหรับวันไปโรงเรียนจริงๆ วางแผนการจัดเตรียมอาหาร เวลาอาบน้ำแต่งตัวของเด็ก และเผื่อเวลาสำหรับการเดินทาง พ่อแม่ต้องมีท่าทีที่สบายๆ ดูไม่กังวลหรือเครียด จะช่วยให้เด็กรู้สึกว่าการไปโรงเรียนเป็นเรื่องปกติ และไม่น่ากลัวอะไร

เตือนอย่าขู่ลูก พร้อมแนะนำวิธีการพูดกับลูกที่พ่อแม่ควรรู้
การขู่ลูกเป็นวิธีที่ง่าย ไม่ต้องใช้ความรุนแรง แค่ทำเสียงเข้มขึ้นนิด ทำหน้าจริงจังอีกหน่อย ลูกก็จะหยุดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ได้ แต่การหยุดเหล่านั้น ไม่ถาวรและก็มีผลเสียตามมาแบบที่เราอาจจะไม่เคยคิดเลยทีเดียว ! เคยมั้ยที่เคยขู่ลูกเช่นนี้
-เดี๋ยวให้ตำรวจจับเลย
-เดี๋ยวผีมาหลอกนะ
-เดี๋ยวพาไปหาหมอ ให้หมอฉีดยาเลย..
-ไม่รักแล้ว อีกหนึ่งคำขู่ยอดฮิต “ถ้าหนูทำแบบนี้ แม่จะไม่รักแล้วนะ”
ทุกๆ อย่างที่แกล้งพูดขู่เด็กไป เป็นสิ่งที่จะฝังลงไปในความรู้สึกของเขา เขาจะรู้สึกกลัวอย่างไร้เหตุผล และกลัวในสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องกลัว
อุปสรรคต่อความเข้มแข็งของเด็กคือความกลัว (FEAR) ซึ่งก่อให้เกิดความไม่มั่นคงในจิตใจ ว้าวุ่น หวาดกลัว ไม่มั่นใจในตัวเอง และพาลเป็นผลเสียต่อสุขภาพ จึงต้องพยายามเลี้ยงลูกอย่าให้เป็นคนขี้กลัว กลัวอะไรโดยไม่มีเหตุผล
ผลกระทบ หากหลอกให้ลูกกลัว
1.ส่งผลต่อพัฒนาการทางด้านอารมณ์และจิตใจอย่างมาก
2.ความกลัวจะฝังแน่นในความรู้สึก ส่งผลมากกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า ยิ่งทำให้เด็กกลัวการมาพบแพทย์
3.ทำให้เสียบุคลิกภาพ เป็นคนขี้ระแวงจนเกินเหตุ
4.ฝึกนิสัยการโกหก หลอกลวงเด็ก ไม่พูดความจริงกับเด็ก
5.ทำให้เด็กชอบโทษคนอื่น
วิธีที่ถูกต้องที่ควรทำ
1.ให้คำชมแทน เช่น ถ้าทำแบบนี้คุณแม่จะไม่ชมเชยหนูนะ หรือ ถ้าหนูไม่ทำหนูจะเป็นเด็กดีของแม่เลย เป็นต้น
2.คุณพ่อคุณแม่เป็นตัวอย่างที่ดี คือถ้าอยากให้ลูกใส่รองเท้าเวลาออกจากบ้าน คุณแม่ต้องใส่เสมอ แล้วบอกลูกว่าเห็นมั้ยคุณแม่ก็ยังใส่เลย
3.บอกผลที่จะเกิดขึ้น ถ้าลูกอยากทำอะไรที่เสี่ยงต่อการเจ็บตัว แล้วคุณแม่ดูว่าไม่อันตรายมากนัก ก็บอกเงื่อนไขให้ลูกรู้ค่ะว่าถ้าปีนเก้าอี้แล้วตกลงมาเจ็บคุณแม่จะไม่โอ๋ไม่ช่วยนะลูก เพื่อให้ลูกรู้ว่าถ้ายังตัดสินใจจะเล่น ตกลงมาเจ็บก็ห้ามเรียกร้องความสนใจ และคุณแม่ก็จะต้องไม่โอ๋จริงๆ นะคะ เพื่อให้ลูกรู้จักรับผิดชอบตัวเอง
4.ให้รางวัล ถ้าลูกทำตามที่เราบอกอาจจะให้รางวัลที่ลูกชอบค่ะ
5.งดของชอบ เพื่อเป็นการทำโทษ เช่น วันนี้หนูดื้อกับแม่ แม่จะไม่ให้กินขนม 1 วัน แล้วคุณแม่ห้ามใจอ่อน ต้องทำจริงๆ
6.บอกรักลูก เปลี่ยนจากการพูดว่าคุณแม่ไม่รักแล้ว มาเป็น คุณแม่เสียใจนะ คุณแม่โกรธแล้วนะที่ลูกทำแบบนี้ แต่ต้องย้ำให้ลูกรู้ว่าแม่ยังรักเขาอยู่ ลูกยังเป็นที่รักในสายตาแม่เสมอ แต่ว่าหากทำผิดก็ต้องโดนทำโทษ ซึ่งเป็นกฎตามปกติ
7.สอนเด็กถึงความเป็นจริง ลูกไม่สบาย ต้องไปหาคุณหมอ คุณหมอจะช่วยหนูให้หาย เดี๋ยวหมอจะเจาะเลือดหนู เจ็บนิดหน่อย ต้องอดทนนะลูก จะได้หายป่วย ให้กำลังใจลูก ลูกทำได้อยู่แล้ว คนเก่งของแม่
เมื่อน้องทำได้ดี เช่นไม่ร้อง ให้ความร่วมมือกับหมอ ต้องชื่นชม เพื่อให้เกิดพฤติกรรมที่ดี “แม่ภูมิใจในตัวหนู ที่เป็นเด็กดี ให้คุณหมอตรวจ”
8.เวลาลูกหกล้ม ก็อย่าไปโทษพื้นตีพื้น ต้องบอกลูกตรงๆ ว่า หนูล้มเพราะหนูวิ่งเร็ว ไม่ระวัง ต่อไปจะเดินจะวิ่งต้องช้าๆ ระวัง ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวเจ็บอีกนะคะ
จริงๆ แล้วเรายังใช้วิธีขู่ลูกได้ แต่ต้องขู่ด้วยความจริง ด้วยเหตุและผล เพื่อให้เด็กรับรู้ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริง มีโอกาสตัดสินใจ และทำให้ลูกได้ตระหนักเมื่อโตขึ้นว่าพ่อแม่คือคนที่พูดความจริงกับเขามาอย่างสม่ำเสมอและยังเป็นการสร้างลูกให้เป็นคนมีเหตุผลด้วย
ขอบคุณข้อมูล : เพจInfectious ง่ายนิดเดียว

เตือน! เด็กติดเกม สู่โรคซึมเศร้า เรียนรู้คำแนะนำก่อนลูกคิดฆ่าตัวตาย
ลูกติดเกม ทำอย่างไรดี? คุณพ่อคุณแม่หลายท่านข้อความเข้ามาถามทางรักลูกบ่อยครั้ง เล่าถึงปัญหาว่าลูกไม่ยอมไปโรงเรียน หรือโดดเรียนไปเล่นเกม มีพฤติกรรมก้าวร้าวเมื่อไม่ยอมให้เล่นเกม
วันนี้เราจึงรวบรวมข้อมูลของโรคติดเกม พร้อมวิธีรับมือเมื่อลูกติดเกมมาแนะนำค่ะ
โรคติดเกม องค์การอนามัยโลก (WHO) เตรียมจัดให้ความผิดปกติจากการเล่นเกมหรือติดเกม เป็นอาการทางสุขภาพจิตร้ายแรงที่ต้องได้รับการรักษา และได้ถูกบัญญัติให้เป็นโรคชนิดหนึ่ง เรียกว่า ภาวะการติดเกม จัดอยู่ในกลุ่มโรคย้ำคิดย้ำทำ และต้องการการบำบัดรักษา จากสถิติทั่วโลกพบว่าเด็กติดเกมจะมีผลเสียต่อสุขภาพ
วิธีสังเกตลูกว่าติดเกมหรือไม่?

สัญญาณที่บ่งบอกว่าลูกน้อยวัยไม่กี่ขวบเริ่มติดเกมจนกลายเป็นปัญหา และต้องการแนวทาง “การช่วยเหลือ” ที่ชัดเจนจากผู้ปกครอง
- มีความต้องการที่จะเล่นมากขึ้น ชอบต่อรองการเล่นและเพิ่มเวลาในการเล่นมากขึ้น
- ขอเล่นเกมที่ยากขึ้น มีความซับซ้อนมากขึ้น ขอใช้เครื่องที่มีความเร็วและแรงขึ้น
- เด็กเริ่มตัดขาดจากโลกภายนอก ไม่คุยกับพ่อแม่ ไม่เล่นกับเพื่อนฝูง ไม่เข้าสังคม หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่เด็กในวัยนี้ควรทำเลย
- เคยกินนอนเป็นเวลา ก็จะไม่ยอมกิน ห่วงเล่นเกม ไม่ทำการบ้าน ไม่นอนก็ได้ นั่งเล่นดึกดื่นได้ นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย อยากจะตื่นมาเล่นเกม
- โกรธ เมื่อจำกัดเวลาในการเล่นหรือห้ามเล่น มีพฤติกรรมที่ไม่เคยทำมาก่อน เช่น ทุบตีพ่อแม่ ขว้างข้าวของ อารมณ์เปลี่ยนแปลง ภาวะจิตใจเปลี่ยน มีพฤติกรรมก้าวร้าวกับพ่อแม่และคนรอบข้างได้
4 โรคแทรกซ้อนจากพฤติกรรมการติดเกม
-
สายตาสั้น การจ้องจอนานๆ จะมีผลต่อสายตา เพราะแสงและสีของภาพที่ฉูดฉาด การเคลื่อนที่เร็ว จะส่งผลให้เด็กๆ เป็นโรคสายตาสั้น และยังทำให้ปวดกล้ามเนื้อตา ตาอักเสบได้
-
ขัดพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ เพราะเด็กๆ จะใช้นิ้วกดเล่น มีการเกร็งกล้ามเนื้อมือและแขน ทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อต้นคอ ไหล่ กล้ามเนื้ออักเสบ ส่งผลให้ร่างกายเจริญเติบโตไม่เต็มที่
-
การสื่อสารบกพร่อง การมองแต่จอโดยไม่สนใจหรือมองสิ่งรอบข้าง ทำให้เด็กสื่อสารทางเดียว มองทางเดียว เล่นคนเดียว ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง พูดช้าลง หรืออาจนำไปสู่การเป็นโรคสมาธิสั้นได้
-
โรคอ้วน การที่เด็กๆ มองแต่จอ และนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานานวันละหลายชั่วโมง ไม่มีการออกกำลังกาย พักผ่อนน้อย มีภาวะเครียดจากการเล่นเกม ต้องการเอาชนะ ทำให้กระบวนการทำงานของร่างกายผิดปกติ ทำให้เกิดโรคอ้วนและอาจนำไปสู่การเป็นโรคเบาหวานในอนาคตได้

เทคนิคง่าย ๆ สอนให้พี่น้องรักกัน ไม่สร้างปมให้พี่รู้สึกน้อยใจอิจฉาน้อง
“ตอนนี้หนูกำลังจะได้เป็นพี่คนโตแล้ว เพราะมีน้องเล็กอีกคนอยู่ในท้องคุณแม่” ความรู้สึกหนึ่งของพี่คนโตก็ดีใจ แต่อีกใจกลัวว่าจะตกกระป๋อง และอาจเลยเถิดไปถึงขั้นอิจฉาน้องได้ แบบนี้มาช่วยส่งเสริมให้พี่คนโตสวมบทพี่ตัวจริงด้วยความมั่นใจ ภูมิใจ และไม่อิจฉาน้องกันค่ะ
เข้าใจพี่ก่อนมีน้อง
สำหรับเด็กวัย 4-5 ขวบ การมีสมาชิกเพิ่มเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขา เด็กรู้สึกว่าทุกคนในบ้านเปลี่ยนไปเทคะแนนให้เจ้าตัวเล็กอีกคนกันหมด พอจะเข้าไปดูน้องหรือร่วมวงสนทนาด้วย ก็ถูกกีดกันออกมาเพราะกลัวว่าเขาจะไปทำให้น้องร้องไห้ สุดท้ายเลยต้องอยู่หัวเดียวกระเทียมลีบ แล้วก็นึกโทษว่าเป็นเพราะน้องที่แย่งทุกอย่างจากเขาไป
หลังจากนั้นพี่จะเริ่มเรียกร้องความสนใจ ทำพฤติกรรมเหมือนเด็กทารก พัฒนาการถดถอย เช่น ขอดูดนมแม่ ไม่ได้ดังใจก็ร้องไห้โวยวายหรือร้องให้อุ้ม ร้องไห้แข่งกับน้อง แต่ถ้าพ่อแม่เริ่มวางแผนรับมือแต่เนิ่น ๆ เหตุการณ์ทั้งหมดข้างต้นจะไม่เกิดขึ้น ลองนำเทคนิคต่าง ๆ นี้ไปใช้ดู
เทคนิคสอนพี่คนโตให้รักน้อง
1. ยิ่งบอกเร็วยิ่งดี
เนื่องจากลูกวัยนี้มีพัฒนาการทางอารมณ์ซับซ้อนขึ้น เช่น โกรธ น้อยใจ โมโห เหงา จึงต้องการระยะเวลาในการปรับตัวและปรับอารมณ์ เพราะฉะนั้นถ้าคุณวางแผนจะมีน้องอยู่แล้ว ลองเริ่มถามลูกดูว่า อยากมีน้องไหม ถ้ามีแล้วใครจะช่วยเลี้ยงน้อง

2. หน้าที่ดูแลน้องเป็นของทุกคน
พ่อและทุกคนในบ้านควรมีบทบาทตั้งแต่แม่เริ่มท้องค่ะ เพื่อให้ลูกเห็นว่าทุกคนในบ้านช่วยกันดูแลน้องเล็กอีกคน และควรเปิดโอกาสให้เขาร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ด้วย เช่น เตรียมของ ดูแลแม่ ดูแลกิจวัตรของตัวเอง
3. ไปโรงพยาบาลด้วยกัน
พี่จะได้เห็นและรับรู้ว่าน้องอยู่ในท้องแม่ และครั้งหนึ่งพี่ก็เคยอยู่ในท้องแม่เหมือนกัน กว่าจะโตแม่ต้องคอยดูแลหนู แต่ตอนนี้แม่มีพี่มาช่วยดูแลน้องเพิ่มขึ้นอีกคน
4. ครั้งแรกที่เจอหน้ากัน
ลองคุยกับลูกคนเล็กให้พี่ได้ยินว่านี่คือพี่หนูนะ เขารักหนูและจะช่วยแม่ดูแลหนู พี่จะภูมิใจกับความเป็นพี่สุด ๆ เลยค่ะ
5. ให้ของขวัญพี่คนโต
พ่อแม่ควรจะให้ญาติสนิทที่มาเยี่ยมให้ซื้อของสัก 1-2 ชิ้น ฝากลูกคนโตด้วย แล้วบอกว่านี่คือรางวัลที่พี่ช่วยแม่ดูแลน้อง จังหวะนี้ควรก็เล่าให้ญาติฟังว่าพี่คนโตช่วยดูแลแม่และน้องก่อนคลอดอย่างไรบ้าง เท่าที่วัยอย่างเขาทำได้
6. อย่าเบื่อที่จะอธิบาย
ถ้าเกิดอาการอิจฉาขึ้นมาจริง ๆ หรือเรียกร้องความสนใจเป็นครั้งคราว เช่น ตีน้อง ให้รีบจับแยกทันทีแล้วบอกให้พี่รู้ว่าน้องเจ็บ แต่ต้องดูด้วยว่าเกิดจากน้องคว้าผมหรือดึงผมให้พี่เจ็บหรือเปล่า ถ้าเป็นอย่างนั้นอธิบายให้พี่รู้ว่าน้องเล่นด้วยแต่ยังไม่รู้กำลังของตัวเอง และบอกด้วยว่าถ้าจะเล่นกับน้องควรทำอย่างไรจึงจะไม่ถูกดึงผม เช่น รัดผมให้เรียบร้อย
7. มีส่วนร่วม
ถ้าพี่คนโตมาป้วนเปี้ยนอยากเล่นกับน้อง ก็ให้เขามีส่วนร่วมกับการดูแลน้อง เช่น หยิบของใช้ ดูน้องระหว่างแม่เข้าห้องน้ำ ใช้เพลงจากที่โรงเรียนมากล่อมน้อง แต่ข้อควรระวังคือ อย่าบังคับจนพี่คนโตรู้สึกว่าน้องเป็นภาระ จนอดไปเล่นหรือทำกิจกรรมที่เขาชอบ
8. พูดคุยกับพี่คนโตบ่อย ๆ
ระหว่างให้นมลูก ให้พี่ช่วยลูบเท้าหรือขาน้อง พ่อแม่อาจจะคุยและถามเรื่องทั่ว ๆ ไป หรือให้เขาทำกิจกรรมที่ตัวเองชอบ อย่าปล่อยให้ลูกคนโตนั่งทำตาปริบ ๆ อยู่ข้าง ๆ เพราะทำตัวไม่ถูก
9. หาเวลาอยู่กับพี่คนโต 2 คน
อาจจะขอความช่วยเหลือจากสามีหรือปู่ย่าตายายว่าแม่จะขอไปเที่ยวกับลพี่คนโตสัก 3 ชั่วโมง พาพี่คนโตไปเล่นนอกบ้าน เที่ยวสวนสนุก เข้าคาเฟ่ พาไปกินไอศกรีมที่พี่ชอบ เพื่อให้เขารู้ว่าแม่ไม่เคยละเลยเค้า และพี่ยังเป็นคนสำคัญของพ่อแม่
10.ตามใจพี่คนโตบ้าง
หากพี่คนโตอยู่ในวัยที่ไม่ห่างจากน้องคนเล็กมากนัก ถ้าพี่หย่านมไปแล้วแต่อ้อนอยากกินนมเหมือนน้อง แม่สามารถปั๊มนมให้ลูกกินได้เลยค่ะ แต่ให้บอกพี่ว่า แม่แค่ให้ชิมและมีนมน้อยสำหรับน้องเท่านั้น เพราะน้องตัวเล็กกินนมทีละน้อย แต่หนูเป็นพี่ต้องดื่มนมจากแก้ว ถ้าน้องโตกว่านี้แม่ก็ให้น้องดื่มนมจากแก้วเหมือนกัน เพราะแม่ไม่มีน้ำนม
11. หาเพื่อนใหม่ให้ลูก
เช่น คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย หรือเพื่อนวัยเดียวกัน เพื่อทำกิจกรรมอย่างอื่น ลูกจะได้ไม่รู้สึกว่าถูกทิ้ง อีกอย่างเด็กวัยนี้เริ่มมีช่วงเวลาส่วนตัวที่เขาอยากเล่นคนเดียวแล้วค่ะ
12. อย่าพูดกับพี่คนโตแบบนี้
ประโยคต้องห้ามอย่าเผลอพูดไปนะ เพราะจะยิ่งสร้างปมให้พี่น้อยใจ รู้สึกพ่อแม่ลำเอียง
- เป็นพี่ต้องดูแลน้อง
- เป็นพี่ต้องแบ่งปันน้อง
- เอาให้น้องก่อน
- ยอมน้องไม่ได้หรือ
- น้องยังเล็กอยู่
- ห้ามดื้อ ห้ามซนด้วย ดูซิน้องยังไม่ดื้อเลยนะ สู้น้องก็ไม่ได้
ทั้งหมดนี้เป็นแค่หนทางรับมือกับบางสถานการณ์เท่านั้นค่ะ แต่เชื่อแน่ว่าความเป็นพ่อเป็นแม่ของคุณ จะทำให้ผ่านไปได้ด้วยดีค่ะ เด็กบางคนปรับตัวเร็ว บางคนปรับตัวช้า จึงต้องให้เวลาและโอกาสลูกในการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ด้วยค่ะ
เด็ก ๆ ใกล้จะเปิดเทอมกันแล้ว คุณพ่อคุณแม่และเจ้าตัวเล็กพร้อมหรือยังเอ่ย? ภารกิจแรกวันนี้ ขอเสนอกับช่วงเตรียมความรู้ปูพื้นฐานให้ลูกก่อนไปโรงเรียนกันค่ะ จะต้องเตรียมตัวอย่างไร สอนลูกให้เรียนรู้อะไรบ้าง มาดูกันเลยยย!
ทักษะพื้นฐานวัยอนุบาล
การเตรียมตัวลูกน้อย ก่อนเข้าเรียนชั้นอนุบาล เรื่องการปูพื้นฐานความรู้เป็นสิ่งจำเป็นที่พ่อแม่ต้องสอนลูกนะคะ
-
ทักษะการเขียน เริ่มจากการซื้อหนังสือหัดเขียน ก-ฮ โดยมีคุณแม่หรือคุณพ่อ จับมือลูกเขียนตามรอยเส้นปะ หลังจากนั้นพอลูกเริ่มสามารถเขียนเองได้แล้ว สอนลูกให้เขียนชื่อจริง นามสกุล และชื่อเล่นของตัวเอง พร้อมกับให้อ่านออกเสียง
-
ทักษะการท่องจำ นอกจากการสอนลูกให้เขียนตามรอยปะ ต้องสอนให้ลูกอ่าน พยัญชนะ ก-ฮ และอักษรภาษาอังกฤษ A-Z โดยมีคุณพ่อคุณแม่เป็นคุณครูคนแรกค่ะ ปัจจุบันได้มีโปสเตอร์ ที่มีรูปภาพและคำประกอบ ภาษาไทย อังกฤษ เมื่อเรากด จะมีเสียงของคำนั้นๆ ออกมาด้วยค่ะ ง่ายต่อการเรียนรู้มากๆ
-
ทักษะการบวกเลขง่ายๆ เช่น 1+1 = 2 เป็นต้น เรื่องการบวกเลข ลบเลข เรื่องนี้จะไม่บังคับหรือเครียดกับลูกมากเกินไป ถ้าลูกตอบไม่ได้นะคะ เราควรต้องให้เวลาให้ลูกได้เรียนรู้ ยกตัวอย่างการสอน เรื่องสัญลักษณ์การบวก เท่ากับเพิ่มขึ้น สัญลักษณ์ลบ เท่ากับลบออก ลองหยิบผลไม้มาเป็นตัวช่วยดูสิ แอปเปิ้ล 1 ผล บวกกับ แอปเปิ้ล 1 ผล เท่ากับเท่าไหร่ค่ะ ถ้าลูกตอบได้ อาจมีรางวัลเล็กๆ ให้ลูกพอดีใจ เพื่อเป็นกำลังใจในการเรียนรู้ครั้งต่อไปนะคะ
ทักษะพื้นฐานวัยปฐมต้น
ผ่านชั้นอนุบาลมาได้แล้ว การเตรียมตัวขั้นตอนไปคือการขึ้นชั้น ป.1 อีกหนึ่งก้าวของความสำเร็จของลูก ดีใจด้วยนะคะ ต่อไปเป็นก้าวที่สองแล้ว เรามาเตรียมทบทวนความรู้ที่เคยเรียน พร้อมเสริมวิชาใหม่ๆ ให้ลูก เพื่อเพิ่มความรู้คูณสองกันค่ะ
-
ทักษะการเขียน ทบทวนวิชาภาษาไทย โดยมีคุณพ่อกับคุณแม่เป็นคุณครูสอนนะคะ เริ่มจากการเขียนชื่อ นามสกุล และชื่อเล่นของเจ้าตัวเล็กให้ถูกต้อง ถึงแม้ลูกอาจยังเขียนผิดๆ ถูกๆ บ้าง หากพ่อแม่คอยสอนทบทวน เรื่องความรู้ที่ลูกเรียนในแต่ละวัน สอนการเขียนคำที่ถูกต้อง ไม่นานค่ะ ลูกจะเริ่มจำและเรียนรู้ จนสามารถอ่านออก เขียนได้ถูกต้องทุกคำ
-
ทักษะการท่องจำ ซื้อหนังสือนิทาน บัตรคำศัพท์มาคอยให้ลูกได้ฝึกฝนคำศัพท์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษค่ะ ในเวลาว่างช่วงปิดเทอม ช่วยลูกเล่นเกมส์ทายสิอะไรเอ่ย ให้ทายคำภาษาไทย แล้วพูดเป็นภาษาอังกฤษ ถ้าทายถูกต้องรับไปเลย 1 ดาว แค่นี้ลูกก็มีกำลังใจและอยากจะเรียนรู้ความรู้ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีกแน่นอนค่ะ
-
ทักษะตัวเลข สอนลูกท่องจำเรื่องตัวเลข การเขียน สัญลักษณ์การลบ บวก คูณ เด็กวัยนี้ต้องเริ่มท่องสูตรคูณแล้วนะคะ อาจเริ่มที่ง่ายๆ ก่อน คือ แม่ 2 สอนลูกให้ท่องสูตรคูณก่อนนอน หรือตื่นเช้ามาท่อง เพื่อให้เขาได้จำ แล้วคุณแม่อย่าลืมทดสอบความจำของลูกด้วยนะคะ
การปูพื้นฐานให้ลูกก่อนไปโรงเรียนถือเป็นเรื่องที่ดีนะคะ เป็นการเตรียมความพร้อมของลูกกับการเรียนต่างๆ ฝึกให้เขาคุ้นชินกับการท่องจำ การฝึกพูด อ่าน เขียน ภาษาไทยให้ถูกต้อง คนที่มีความรู้ก่อน มักจะได้เปรียบคนอื่นเสมอค่ะ หวังว่าบทความนี้จะให้ความรู้ ข้อแนะนำดี ๆ ที่มีประโยชน์ให้หลายครอบครัวนำไปใช้ เพื่ออนาคตที่ดีของลูกนะคะ
คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงเจอปัญหาเรื่องลูกขี้อาย ไม่กล้าแสดงความสามารถต่อหน้าคนอื่น หรือไม่มั่นใจในตัวเอง ซึ่งธรรมชาติของเด็กขี้อาย ไม่กล้าแสดงออก มักเป็นเด็กที่คิดเยอะ ระวังตัว ไม่มั่นใจในการตัดสินใจของตนเอง มีความกังวลสูงกว่าเด็กที่ไม่ขี้อาย เขาจึงสร้างกรอบให้ตนเอง ดังนั้นการพาลูกออกจากกรอบของตนเอง จึงต้องเริ่มจากการทำลายกรอบที่ผู้ใหญ่สร้างให้เขาก่อนค่ะ
ลองปล่อยให้ลูกช่วยเหลือตนเองตามวัยที่เขาสามารถทำได้ตั้งแต่เล็ก เช่น ปล่อยให้ลูกกินข้าวเอง แม้จะหกเลอะเทอะบ้าง หรือถ้าเป็นเด็กโตก็ปล่อยให้ลูกจัดกระเป๋าไปโรงเรียนเอง จัดกระเป๋าเวลาไปเที่ยวต่างจังหวัดเอง เป็นต้น
เปิดโอกาสให้ลูกคิด ให้ลูกตัดสินใจอะไรด้วยตนเอง เช่น เลือกเสื้อผ้า รองเท้าเองเวลาจะออกไปเที่ยว งดการตำหนิเมื่อการตัดสินใจและการช่วยเหลือตนเองของลูกเกิดความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ และให้กำลังใจด้วยการชมเชยเมื่อลูกทำอะไรได้ดี ถูกต้องและแสดงน้ำใจ อัธยาศัยที่ดีต่อผู้อื่น
ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้ลูกเกิดความเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น เปิดตนเองต่อโลกภายนอกและได้เรียนรู้ว่าความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกลัว
ส่วนการสร้างแรงเสริมอีกทาง ด้วยการสนับสนุนจากพ่อแม่ ได้แก่
การหากิจกรรมให้ลูกพบความสามารถหรือจุดเด่นของตนเองได้พบเพื่อนและสร้างความผ่อนคลายไปด้วย เช่น การทำหรือเรียนกิจกรรมศิลปะ กีฬา ดนตรี แบบเป็นกลุ่ม
การให้ลูกได้พบ ได้เล่นกับเด็กกล้าแสดงออก มีมนุษยสัมพันธ์ดีบ่อยๆจะทำให้เด็กได้เห็นวิธีการสร้างสัมพันธภาพและเลียนแบบพฤติกรรมเหล่านี้ได้ง่ายกว่าการบอกหรือสอนโดยผู้ใหญ่
การให้โอกาสลูกในการฝึกสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นการผูกสัมพันธ์กับผู้อื่นไม่ใช่เรื่องง่าย จึงต้องอาศัยคุณพ่อ คุณแม่ในการหยิบยื่นโอกาส พาลูกออกไปเจอโลกภายนอก ให้ลูกได้มีประสบการณ์ร่วมกับเด็กหรือผู้ใหญ่นอกครอบครัวบ่อยๆ
เด็กวัยอนุบาลนิสัยต่างๆ เริ่มพัฒนามาเป็นบุคลิกภาพ และเด็กๆ เริ่มมีความเป็นตัวของตัวเองที่ชัดเจนขึ้น การแสดงความต้องการ หรือการปฏิเสธอะไร จะมีความชัดเจน มีจุดยืน ไม่ถูกโน้มน้าวให้เปลี่ยนใจได้ง่ายๆ เหมือนสมัยเล็กๆ
การปรับพฤติกรรมลูกจึงต้องอาศัยความเข้าใจถึงที่มาที่ไปของพฤติกรรมเหล่านี้ ใช้เวลานานและต้องอาศัยความพยายามอย่างแยบยลของพ่อแม่มากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่จะช่วยทำให้สถานการณ์ดีขึ้นสำหรับเด็กขี้อายคือเปิดโอกาสให้ลูกได้พูดและรับฟังลูกให้มาก เพื่อให้เราได้เข้าใจมุมมองของลูก และเพื่อให้ลูกเข้าใจว่า พ่อแม่คือคนที่พร้อมจะรับฟังและอยู่เคียงข้างลูก แล้วกรอบกำแพงในใจของลูกจะค่อยๆ ทลายลงค่ะ

โรคนอนละเมอเกิดได้ทั้งกับเด็กและผู้ใหญ่ สำหรับการนอนละเมอในเด็กอาจจะไม่ใช่เป็นโรค แต่เกิดเพราะสาเหตุที่แตกต่างกันไป อาการละเมอมักเกิดขึ้นกับเด็กช่วง 4-5 ขวบขึ้นไปค่ะ
สาเหตุลูกนอนละเมอ ละเมอร้อง เดินละเมอ
- พันธุกรรม อาจพบว่าพ่อแม่เคยมีอาการนอนละเมอตอนเด็กๆ เช่นกัน
- การเจ็บป่วย เด็กอาจมีไข้สูง
- ความกังวล กลัวถูกลงโทษ หรือได้ยิน ได้เห็นเรื่องตื่นเต้นตกใจ เช่น ดูหนังผี หรืออ่านหนังสือน่ากลัวฝังใจ
- ภาวะความเครียดในจิตใจ
วิธีแก้ไขลูกนอนละเมอ ละเมอร้อง เดินละเมอ
- พ่อแม่ควรเสาะหาต้นเหตุที่ทำให้เด็กมีอาการละเมอ เพื่อแก้ไขต้นเหตุปัญหาที่แท้จริง
- ถ้าเด็กมีอาการละเมอจากการเล่น หรือได้รับการกระตุ้นมากเกินไปในตอนกลางวัน ควรจำกัดเวลาเล่นอย่างเหมาะสม
- การนอนละเมอที่เกิดจากภาวะความเครียดในจิตใจ ถ้าปล่อยไว้อาจทำให้เด็กเกิดภาวะโรคเครียดตามมา หรือส่งผลกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมได้ค่ะ ควรช่วยกันแก้ไขว่าเด็กมีความเครียดจากอะไร ถ้ามีอาการอื่นของโรคประสาท หรือโรคจิตร่วมด้วยควรปรึกษาแพทย์
- คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวล ถ้าไม่ได้เกิดจากสาเหตุความเครียด หรืออาการเจ็บป่วย โดยปกติอาการละเมอจะหายไปเองตามธรรมชาติ
- ถ้าลูกมีอาการละเมอ ควรจัดห้องนอน สถานที่ให้มีความปลอดภัยป้องกันลูกนอนละเมอและเกิดอุบัติเหตุไม่คาดคิด เช่น มีที่กั้นเตียง ที่กั้นบันได ปิดประตูห้อง ปิดหน้าต่าง ระเบียงให้เรียบร้อย
พ่อแม่ที่เคยเจอลูกมีอาการละเมอบ้างไม่ต้องกังวลไปค่ะ อาการนี้จะหายไปเองตามธรรมชาติ เด็กบางคนหากวันไหนได้รับการกระตุ้นหรือเล่นมากไปก็ทำให้ละเมอได้ แต่ในเด็กที่มีอาการบ่อย ๆ อาจจะต้องหาสาเหตุว่าเป็นเพราะอะไรกันแน่ เพราะถ้าลูกมีอาการละเมอถึงขั้นว่าเดินหลับ หรือ ละเมอลุกขึ้นจากเตียงอาจเกิดอันตราย อุบัติเหตุได้
โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ถือเป็นอีกหนึ่งโรคที่มักเกิดขึ้นได้ในเด็ก เนื่องจากธรรมชาติของเด็กวัยนี้มักห่วงเล่น จนทำให้ดื่มน้ำน้อย และอั้นปัสสาวะเพราะกลัวว่าจะเล่นไม่ทันเพื่อน ร่วมกับเด็กๆ ยังไม่รู้วิธีในการดูแลสุขลักษณะในการเข้าห้องน้ำที่ถูกต้องจนพานให้เจ้าเชื้อแบคทีเรียเข้าไปก่อกวนกระเพาะปัสสาวะของลูกได้ เกี่ยวกับเรื่องนี้
ผศ.พญ.วนัทปรียาพงษ์สามารถ กุมารแพทย์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลศิริราช จะมาไขความสงสัยเกี่ยวกับสาเหตุ พฤติกรรมที่ก่อโรค และวิธีป้องกัน (ด้วยตัวลูกเอง) เพื่อช่วยให้ลูกห่างไกลจากอาการแสบ (และสารพัดอาการอื่นๆ) จากโรคนี้กันค่ะ
รู้จักกระเพาะปัสสาวะกันก่อน
จะลงลึกเรื่องโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับระบบการทำงานของกระเพาะปัสสาวะเพื่อจะได้เข้าใจเรื่องโรคนี้อย่างถึงกึ๋นกันก่อนค่ะ
ระบบการทำงานของกระเพาะปัสสาวะนั้นเริ่มจากไตมาที่ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ และมาที่ท่อปัสสาวะ ปกติไตจะเป็นตัวทำหน้าที่ขับของเสียออกจากร่างกายแล้วขับออกมาเป็นปัสสาวะ จากไตสองข้างปัสสาวะจะไหลมาที่ท่อไตแล้วก็ลงมาที่กระเพาะปัสสาวะ ซึ่งมีลักษณะเป็นถุงบางๆ หน้าที่กระเพาะปัสสาวะคือกักเก็บปัสสาวะ หากไม่มีกระเพาะปัสสาวะปัสสาวะก็จะไหลออกมาตลอดเวลาค่ะ และเมื่อน้ำถูกกักเก็บในกระเพาะปัสสาวะจนกระเพาะปัสสาวะขยายตัวประมาณหนึ่งแล้วก็จะเกิดการกระตุ้นให้เกิดการปวดปัสสาวะขึ้นมาค่ะ
ซึ่งเมื่อปวดปัสสาวะขึ้นมาแล้วในผู้ใหญ่อย่างเราๆ ก็คงจะต้องรีบแจ้นไปเข้าห้องน้ำใช่ไหมคะ แต่สำหรับเด็กๆ ที่ยังเล็กและไม่รู้จักดูแลตัวเองในเรื่องสุขลักษณะในการเข้าห้องน้ำนั้นไม่ได้ประพฤติเหมือนเรา หากแต่… ‘ชอบกลั้น’ และ ‘ไม่ดื่มน้ำ’ เพราะติดเล่น ร่วมกับการรักษาความสะอาดหลังการเข้าห้องน้ำไม่ดีพอ คราวนี้ละค่ะปัญหาของโรคจึงบังเกิด
แบคทีเรียตัวร้าย… ทำกระเพาะปัสสาวะลูกอักเสบ
โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบหากแปลตรงตัวก็คือการอักเสบของกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งส่วนใหญ่ในเด็กเกือบ 100% จะเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียค่ะ ซึ่งปกติในกระเพาะปัสสาวะไม่ควรมีเชื้อโรคใดๆ อยู่เลย แต่ในเด็กโดยเฉพาะเด็กผู้หญิงจะเป็นได้ง่าย เนื่องจากช่องในการขับถ่ายปัสสาวะของเด็กผู้หญิงจะอยู่ใกล้ช่องคลอดและรูทวารหนัก ซึ่งบริเวณนี้จะมีเชื้อแบคทีเรียอยู่จำนวนมาก และเชื้อแบคทีเรียจากบริเวณเหล่านี้อาจเล็ดลอดผ่านช่องปัสสาวะและเข้าไปในท่อปัสสาวะได้ง่ายกว่าเด็กผู้ชายค่ะ
โดยทั่วไปหากเชื้อแบคทีเรียมีปริมาณเล็กน้อย ร่วมกับเด็กๆ ดื่มน้ำและปัสสาวะออกมาบ่อยๆ ก็อาจขับเชื้อแบคทีเรียนั้นออกมาได้ แต่กรณีที่เชื้อแบคทีเรียเข้าไปในปริมาณมาก หรือเป็นเชื้อที่มีความรุนแรงมากก็อาจทำให้เด็กเกิดอาการขึ้นมาได้ค่ะ
‘แสบ ปวดขัด’ อาการหลักปัสสาวะอักเสบ
สำหรับอาการของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบนั้น คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตได้ทั้งจากการบ่นของลูก ร่วมกับพฤติกรรมต่างๆ เหล่านี้ค่ะ
บ่นแสบ บ่นปวด เมื่อเกิดโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ จะทำให้เกิดการอักเสบบริเวณช่องปัสสาวะ และบริเวณท้องน้อย ดังนั้นเมื่อเด็กๆ เข้าห้องน้ำก็อาจบ่น “แสบ” ร่วมกับการปวดท้องน้อยได้ค่ะ เข้าห้องน้ำบ่อยผิดปกติ พร้อมบ่นอุบอิบ “ฉี่ไม่ค่อยออก” เนื่องจากมีอาการปัสสาวะขัดร่วมด้วย ปัสสาวะราดซะเฉยๆ กรณีที่เด็กๆ สามารถควบคุมเรื่องการขับถ่ายได้แล้ว แต่จู่ๆ ก็มีปัญหาปัสสาวะรดที่นอน ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะได้ ก็ถือเป็นอาการของโรคได้เช่นกัน
นอกจากพฤติกรรมข้างต้นแล้วคุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตอาการอื่นๆ ร่วมด้วยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นปัสสาวะมีกลิ่นแรงกว่าปกติ มีสีที่แปลกไปคือมีสีขุ่นหรือสีออกส้มๆ ซึ่งหากลูกมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ก็ควรพาลูกมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจ ซึ่งคุณหมอจะใช้การสังเกตอาการร่วมกับการตรวจปัสสาวะเพื่อหาเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งภายในไม่กี่นาทีก็ทราบผลค่ะว่าเจ้าหนูเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบหรือไม่ หากกรณีที่พบว่าเป็นแล้ว คุณหมอก็จะให้ยาฆ่าเชื้อมาทานเพื่อรักษาอาการ ซึ่งเด็กๆ จะหายเป็นปกติดีภายใน 7-10 วันค่ะ
ป้องกันได้ชัวร์ถ้า (ลูก)รู้วิธี
สำหรับวิธีป้องกันไม่ให้เจ้าหนูเกิดเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะขึ้นมานั้น วิธีที่ดีที่สุดก็คือการฝึกให้ลูกมีสุขลักษณะที่ดีในการเข้าห้องน้ำที่ถูกต้องค่ะ ซึ่งคุณสามารถสอนพวกเขาได้ดังนี้…
- สอนให้เด็กๆ ไม่กลั้นปัสสาวะ และควรให้เข้าห้องน้ำจนเป็นนิสัยอย่างน้อยที่สุดคือ 3 เวลาหลังอาหาร และก่อนนอน การปัสสาวะบ่อยๆ นี้ก็จะช่วยชะล้างแบคทีเรียออกไปได้ค่ะ
- หลังจากเข้าห้องน้ำไม่ว่าจะปัสสาวะ หรืออุจจาระ ควรสอนให้เด็กๆ เรียนรู้วิธีการทำความสะอาด รวมไปถึงวิธีการเช็ดทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศที่ถูกต้อง คือเช็ดจากข้างหน้าไปข้างหลังและทิ้งทันที ไม่นำมาเช็ดวนซ้ำ และไม่เช็ดย้อนทาง เพราะจะทำให้เชื้อโรคเล็ดลอดเข้าไปยังท่อปัสสาวะได้โดยง่ายค่ะ
- พยายามดูแลไม่เห็นเด็กเกิดปัญหาท้องผูกเพราะเด็กจะไม่ค่อยเข้าห้องน้ำ ทำให้การติดเชื้อเกิดขึ้นจากพฤติกรรมนี้ได้ค่ะ เนื่องจากกรณีที่เด็กท้องผูกมากๆ อาจทำให้อุจจาระไปกดทับกระเพาะปัสสาวะทำให้เกิดโรคนี้ตามมาได้ค่ะ
3 วิธีสอนลูกให้รู้จักป้องกันตัวเองจากโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบไม่ใช่เรื่องยากเลยใช่ไหมคะ ดังนั้นนอกจากสังเกตอาการเจ้าหนูคงไม่พอ จะให้ดีสอนวิธีป้องกันตัวเองให้พวกเขาเสียเลยคงจะดีกว่าการรอให้ลูกเป็นโรคแล้วมานั่งรักษากันภายหลัง คิดเหมือนกันไหมคะ…

เรียนฟรี 15 ปี เด็กไทยได้อะไรบ้าง
เคยได้ยินมาตลอดเกี่ยวกับนโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่คุณพ่อคุณแม่ทราบหรือไม่ว่าในปีแต่ละปีนั้นรัฐจ่ายอะไรให้กับการศึกษาของลูกเราบ้าง และแต่ละปี เด็กจะได้รับการสนับสนุนเท่าไหร่ เรามาดูกันค่ะ
กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ ซึ่งแต่ละปีการศึกษาจะมีการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนใน 5 หมวด ได้แก่
ค่าเล่าเรียนแบ่งเป็น
ก. การศึกษาในระบบที่เด็กนักเรียนจะได้รับการสนับสนุนต่อหัวอยู่ที่
- อนุบาลคนละ 1,700 บาทต่อปี
- ประถมศึกษา คนละ 1,900 บาทต่อปี
- มัธยมต้น คนละ 3,500 บาทต่อปี
- มัธยม ปลาย คนละ 3,800 บาทต่อปี
- ปวช.(ช่างอุตสาหกรรม) คนละ 6,500 บาทต่อปี,
(พาณิชยกรรม) คนละ 4,900 บาทต่อปี,
(คหกรรม) คนละ 5,500 บาทต่อปี
(ศิลปกรรม) คนละ 6,200 บาทต่อปี
(เกษตรกรรมทั่วไป) คนละ 5,500 บาทต่อปี
(เกษตรกรรมปฏิรูป) คนละ 11,900 บาทต่อปี
- ปวช.คนละ 4,240 บาทต่อปี
หมายเหตุ :
- มีการเพิ่มการอุดหนุนแก่นักเรียนอนุบาล 3 ขวบในโรงเรียนเอกชน
- ปรับเพิ่มอัตราอุดหนุนให้โรงเรียนดอกชนอีกร้อยละ 10
หนังสือเรียน
กระทรวงศึกษาธิการฯ จะจัดสรรงบประมาณค่าหนังสือเรียนให้สถานศึกษาเป็นผู้บริหารจัดการเอง แต่ต้องกำหนดวิธีการให้ถูกต้องตามระเบียบของราชการ และให้มีการทำระบบหนังสือยืมเรียนเพื่อส่งต่อให้นักเรียนรุ่นต่อรุ่น หากหนังสือขาดหรือหายก็ต้องมีคณะกรรมการดำเนินการพิจารณาคัดเลือกหนังสือใหม่เพิ่มเข้ามา สำหรับเกณฑ์ของเงินที่จะจัดสรรเป็นค่าหนังสือเรียนตามรายหัว ต่อปี โดย
-
อนุบาล คนละ 200 บาท
- ประถมศึกษาปีที่ 1 คนละ 656 บาท
- ประถมศึกษาปีที่ 2 คนละ 650 บาท
- ประถมศึกษาปีที่ 3 คนละ 653 บาท
- ประถมศึกษาปีที่ 4 คนละ 707 บาท
- ประถมศึกษาปีที่ 5 คนละ 846 บาท
- ประถมศึกษาปีที่ 6 คนละ 859 บาท
- มัธยมศึกษาปีที่ 1 คนละ 808 บาท
- มัธยมศึกษาปีที่ 2 คนละ 921 บาท
- มัธยมศึกษาปีที่ 3 คนละ 996 บาท
- มัธยมศึกษาปีที่ 4 คนละ 1,384 บาท
- มัธยมศึกษาปีที่ 5 คนละ 1,326 บาท
- มัธยมศึกษาปีที่ 6 คนละ 1,164 บาท
- ปวช.คนละ 2,000.00 บาท
อุปกรณ์การเรียน
ในส่วนนี้พ่อแม่สามารถนำใบเสร็จจากการซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ของลูกมาเป็นหลักฐานในการเบิกเงินสดได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วหลายๆ โรงเรียนจะจัดสรรให้นักเรียนตามงบประมาณที่ได้แล้ว ได้แก่ แบบฝึกหัด สมุด ดินสอ ปากกา ยางลบ เครื่องมือเรขาคณิต วัสดุฝึกด้านคอมพิวเตอร์ (เช่น แผ่นซีดี) กระดาษ A4 สีเทียน ดินน้ำมัน เป็นต้น
สำหรับเกณฑ์ของเงินที่จะจัดสรรเป็นค่าอุปกรณ์การเรียนตามรายหัว มีดังนี้
- อนุบาล คนละ 200 บาทต่อปี
- ประถมศึกษา คนละ 390 บาทต่อปี
- มัธยมต้น คนละ 420 บาทต่อปี
- มัธยมปลาย คนละ 460 บาทต่อปี
-
ปวช.คนละ 460 บาทต่อปี
เครื่องแบบชุดนักเรียน
กระทรวงศึกษาธิการจัดสรรงบประมาณให้สถานศึกษาดำเนินการจัดทำบัญชีจ่ายเงินสดให้แก่ผู้ปกครองนักเรียนตามเกณฑ์ค่าใช้จ่ายรายหัว โดยผู้ปกครองและนักเรียนเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการจัดซื้อเครื่องแบบนักเรียนด้วยตนเอง และให้นำใบเสร็จรับเงินที่มีมูลค่าไม่ต่ำกว่าเงินสดนั้น มาเป็นหลักฐานแสดงกับสถานศึกษา โดยมีการตรวจสอบจากคณะกรรมการสถานศึกษาและภาคี 4 ฝ่ายอีกชั้นหนึ่ง
สำหรับเกณฑ์ของเงินที่จะจัดสรรเป็นค่าเครื่องแบบนักเรียนตามรายหัว ดังนี้
- อนุบาล คนละ 300 บาต่อปี
- ประถมศึกษา คนละ 360 บาทต่อปี
- มัธยมต้น คนละ 450 บาทต่อปี
- มัธยมปลาย คนละ 500 บาทต่อปี
- ปวช.คนละ 900 บาทต่อปี
ทั้งนี้ เครื่องแบบนักเรียนจำกัดให้เด็ก คนละ 2 ชุดต่อปี ตามราคามาตรฐาน หากพ่อแม่ซื้อเครื่องแบบนักเรียนที่มีราคาสูงกว่าก็ต้องจ่ายส่วนต่างนั้นไป
ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน
กระทรวงศึกษาธิการได้จัดสรรงบประมาณให้สถานศึกษา สำหรับบริหารจัดการกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียนได้เองตามวัตถุประสงค์ใน 4 กิจกรรม ได้แก่
-
กิจกรรมวิชาการ โดยจัดอย่างน้อย 1 ครั้ง ต่อคนต่อปี
- กิจกรรมด้านคุณธรรมจริยธรรม เช่น ค่ายลูกเสือ ยุวกาชาด เนตรนารี โดยจัดอย่างน้อย 1 ครั้ง ต่อคนต่อปี
- ทัศนศึกษานอกสถานที่ โดยจัดอย่างน้อย 1 ครั้งต่อคนต่อปี
- บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศหรือคอมพิวเตอร์ โดยจัดอย่างน้อย 40 ชั่วโมง ต่อคนต่อปี
ส่วนเกณฑ์ของเงินที่จะจัดสรรเป็นค่ากิจกรรมพัฒนาผู้เรียน มีดังนี้
- อนุบาล คนละ 215 บาทต่อภาคเรียน
- ประถมศึกษา คนละ 240 บาทต่อภาคเรียน
- มัธยมต้น คนละ 440 บาทต่อภาคเรียน
- มัธยมปลาย คนละ 475 บาทต่อภาคเรียน
- ปวช.คนละ 475 บาทต่อภาคเรียน
สำหรับโรงเรียนเอกชน เด็กๆ นักเรียนโรงเรียนเอกชนก็ได้รับการสับสนุนเช่นเดียวกับเด็กโรงเรียนของรัฐค่ะ แต่คุณพ่อคุณแม่อาจต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่มมากกว่าโรงเรียนรัฐบาลสักหน่อยค่ะ

ที่มา : กระทรวงศึกษาธิการ, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน

เด็กแต่ละคนมีความชื่นชอบ และมีทักษะอันโดดเด่นแตกต่างกัน หากคุณพ่อคุณแม่เห็นแววความสามารถนั้นและส่งเสริมได้อย่างถูกต้อง ลูกเราจะใช้ทักษะเฉพาะตัวได้อย่างเต็มที่และเสริมสร้างอนาคตของเค้าได้เป็นอย่างดีเลยนะคะ
พญ.สินดี จำเริญนุสิต กุมารแพทย์พัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก รพ.เวชธานี กรุงเทพฯ กล่าวว่า เด็กไทยยุคใหม่ควรมีโอกาสได้รับการส่งเสริมทักษะสำคัญ 5 ด้านด้วยกัน ได้แก่ ทักษะด้านตัวเลขและIT ทักษะทางด้านภาษา ทักษะด้านพละกำลัง ทักษะความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และทักษะด้านการอยู่ร่วมและทำงานกับผู้อื่น หากได้รับการฝึกฝน พัฒนา และส่งเสริมจากคุณพ่อคุณแม่ในด้านที่ลูกชื่นชอบ ทักษะเหล่านี้อาจพัฒนาเป็นความสามารถพิเศษที่โดดเด่นประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างมากในอนาคต และเด็กทุกคนควรสามารถใช้ทั้ง 5 ทักษะร่วมกันได้อย่างลงตัว
คุณพ่อคุณแม่คนไหนอยากได้กิจกรรมง่ายๆ ที่ช่วยส่งเสริมการใช้ทั้ง 5 ทักษะได้อย่างลงตัว เรามีกิจกรรมมาแนะนำค่ะ
กิจกรรมที่ 1: พับผ้า และจัดเป็นหมวดหมู่ให้ถูกต้อง ส่งเสริมทักษะด้านตัวเลขและIT และ ทักษะด้านพละกำลัง
คุณแม่ควรให้ลูกพับเก็บเสื้อผ้า แขวนเสื้อผ้า จัดลิ้นชักเสื้อผ้า หรือของใช้ตัวเองได้อย่างเป็นหมวดหมู่ โดยอาจแยกตามความต่างของสีเสื้อผ้า ความยาวของเสื้อผ้า และประเภทของเสื้อผ้าได้อย่างถูกต้อง รวมไปถึงการใช้มือและแขนได้อย่างคล่องแคล่วในการพับผ้า ใช้กำลังในการเอื้อมแขวนผ้าในตู้ นอกจากนี้ลูกยังได้ฝึกฝนเรื่องระเบียบวินัยและความรับผิดชอบด้วยค่ะ
กิจกรรมที่ 2: ตัวต่อสารพัดนึก ส่งเสริมทักษะด้านตัวเลขและIT ทักษะความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และทักษะด้านการอยู่ร่วมและทำงานกับผู้อื่น
การเล่นตัวต่อสามารถเล่นได้ตั้งแต่ลูกเล็กอายุ 2 ปีจนไปถึงลูกโตค่ะ ลูกจะใช้เรียนรู้เรื่องรูปทรง เหลี่ยมมุมของตัวต่อแต่ละชิ้นใช้จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ในการคิดรูปร่างที่ตัวเองกำลังพยายามต่อออกมาโดยไม่มีถูกผิด คุณพ่อคุณแม่อาจให้โจทย์ในการเล่นตัวต่อในแต่ละครั้ง เช่น ต่อเป็นสัตว์ในจินตนาการ ต่อเป็นบ้านที่หนูอยากมี ฯลฯ ยิ่งถ้าได้เล่นกับเพื่อนทำให้การเล่นสนุกขึ้น และช่วยกันสร้างตัวต่อรูปทรงแปลกตาขึ้น
กิจกรรมที่ 3: สมุดภาพปะติด ส่งเสริมทักษะทางด้านภาษา ทักษะความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และทักษะด้านการอยู่ร่วมและทำงานกับผู้อื่น
ในแต่ละสัปดาห์ ให้ลูกได้ลองหาและตัดรูปที่ชอบจากหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือแผ่นพับต่างๆ มาปะติดในสมุดศิลปะ โดยให้เขาได้ใช้จินตนาการในการสร้างเรื่องราวต่างๆ จากภาพที่มี รวมถึงให้ลูกเขียนเรื่องราว ประโยคสั้นๆ เพื่อบรรยายภาพ คล้ายกับการสร้างหนังสือนิทานด้วยตัวเอง หากคุณแม่กระตุ้นให้ลูกเล่าเกี่ยวกับภาพหรือนิทานนั้นได้ จะยิ่งทำให้ลูกกล้าแสดงออก สื่อสารเก่ง และมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมกับกลุ่มเพื่อนได้อย่างไม่เขินอายค่ะ
กิจกรรมที่ 4: งานบ้านเล็กน้อยก็ต้องช่วยกัน ส่งเสริมทักษะด้านตัวเลขและIT ทักษะด้านพละกำลัง และทักษะด้านการอยู่ร่วมและทำงานกับผู้อื่น
คุณพ่อคุณแม่ควรมอบหมายงานบ้านบางอย่างให้ลูกอย่างจริงจัง เช่น ถ้าลูกยังเล็กให้ช่วยเหลือตัวเองง่ายๆ ถอดเสื้อผ้าเองและไปใส่ในตะกร้า เก็บของเล่นเอง เมื่อโตขึ้นฝึกให้ลูกช่วยงานบ้านส่วนรวม ลูกมีหน้าที่กรอกน้ำใส่ขวด กวาดห้องนอนตัวเอง รดน้ำต้นไม้หน้าบ้าน ซักถุงเท้าตัวเอง ฯลฯ งานบ้านเหล่านี้จะส่งเสริมให้ลูกได้ใช้ทักษะด้านพละกำลังในการออกแรงทำงานบ้านละอย่าง ใช้กระบวนการคิดอย่างเป็นขั้นตอนว่าควรจะทำทำอะไรก่อนหลัง และเป็นการทำงานร่วมกันกับพ่อแม่แบบทีมเวิร์คที่จะช่วยแบ่งเบาภาระซึ่งกัน นอกจากนี้ การให้ลูกช่วยทำงานบ้านยังฝึกความรับผิดและรู้หน้าที่ของตัวเองที่จะเป็นพื้นฐานนิสัยสำคัญในการทำงานในอนาคตด้วยค่ะ
กิจกรรมที่ 5: เกมล่าสมบัติ ส่งเสริมทักษะการด้านตัวเลขและIT ทักษะทางด้านภาษา ทักษะด้านพละกำลัง ทักษะความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และทักษะด้านการอยู่ร่วมและทำงานกับผู้อื่น
กิจกรรมนี้คุณแม่จะเป็นคนซ่อนสมบัติและวาดแผนที่ง่ายๆ นำทาง แล้วให้ลูกกับคุณพ่อออกหาสมบัติโดยมีคำใบ้ต่างๆ เช่น เดินกี่ก้าวแล้วจะเจอ บวกลบคูณหารเลขเพื่อบอกพิกัดของที่ซ่อน หรือวาดรูปเป็นสัญลักษณ์แทนว่าสมบัติซ่อนอยู่ที่ไหน ซึ่งกิจกรรมนี้ลูกจะใช้ทักษะทั้ง 5 ครบถ้วน คือ การนับหรือคำนวนเพื่อไปถึงจุดซ่อนสมบัติ การพูดคุยสื่อสารกับคุณพ่อเพื่อปรึกษากัน การเดินออกตามหาสมบัติ การใช้จินตนาการตีความจากรูปในแผนที่ที่คุณแม่ให้ไว้ และการได้ร่วมมือกันหาสมบัติกันกับคุณพ่อนั่นเอง
กิจกรรมส่งเสริมทักษะทั้ง 5 ของลูกยังมีอีกมายมากที่คุณพ่อคุณแม่สามารถสร้างสรรค์ขึ้นได้เองโดยไม่จำกัดรูปแบบค่ะ แต่ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมจะเล็กหรือใหญ่ เราเชื่อว่าทุกกิจกรรมจะมีทักษะทั้ง 5 นี้ผสมผสานกันอยู่แล้วไม่มากก็น้อยค่ะ อย่าลืมจุดประสงค์ของกิจกรรมในการปล่อยให้ลูกเรียนรู้ นอกจากการได้สร้างสัมพันธภาพที่ดีของคนในครอบครัว ยังเป็นการช่วยให้ลูก ค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบ และพัฒนาทักษะต่างๆ ไปได้เต็มศักยภาพนะคะ
ติดตามข้อมูลสนับสนุนการเรียนรู้ของลูกได้ที่ : https://www.facebook.com/OvaltineThailand
(พื้นที่เพื่อการโฆษณาและประชาสัมพันธ์)

สาเหตุหนึ่งของอาการงอแงไม่อยากไปโรงเรียนคือ มาจากการโดนเพื่อนรังแก คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้เรื่องนี้สอนลูก และเป็นผู้ช่วยในการให้ลูกก้าวผ่านสถานการณ์เหล่านี้ไปได้ ถือเป็นอีกหนึ่งบทเรียนในการสอนให้ลูกมีทักษะที่พร้อมจะเติบโตได้ในอนาคตค่ะ
รับฟัง
คุณพ่อคุณแม่รับฟังปัญหาลูกก่อนค่ะ ลูกอาจจะเสียใจ กลัว หรือเจ็บ ควรปลอบ ให้กำลังใจลูกก่อน ขั้นนี้อย่าเพิ่งตัดสินใจและอย่าเพิ่งให้ความเห็นหรือหาทางออก แค่รับฟัง ปลอบโยน สร้างขวัญกำลังใจให้กลับมาก่อน
สอนให้เข้าใจ
สอนลูกรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น สอนให้ลูกเข้าใจเพื่อน เห็นอกเห็นใจ และให้อภัยเพื่อน ขั้นนี้อาจจะยาก เพราะเพิ่งโดนเพื่อนแกล้งมา แต่ด้วยท่าทีของแม่ที่มั่นคง ไม่เลือกฝ่ายเพื่อนหรือตำหนิใคร และทำให้ลูกเห็นว่าแม่อยู่เคียงข้างพร้อมที่จะช่วยเหลือทุกสถานการณ์
สิ่งที่ต้องระมัดระวังคืออย่าสอนให้ลูกโต้ตอบด้วยความรุนแรงหรือทำไปเพราะความโกรธ แต่ก็ไม่ได้สอนให้ยอมเพราะความกลัว และหากจะโดนทำร้ายให้เดินออกมาก่อน จากนั้นเข้าไปพาครู เพื่อช่วยลดความรุนแรงของสถานการณ์และทำให้เด็กคลายความกลัวและกังวลก่อน
ให้ลูกหาทางออก
ฝึกให้ลูกแก้ปัญหาด้วยตัวเองโดยให้ลูกออกความคิดเห็น โดยคุณแม่ทำหน้าที่เป็นเพื่อนคู่คิด ช่วยบอกข้อดีและข้อเสียของแต่ละวิธีว่าจะเกิดผลอย่างไร จากนั้นให้ลูกเลือกวิธีการด้วยตัวเอง ให้โอกาสลูกได้ทดลองทำตามและติดตามผล โดยระหว่างทางคุณแม่ต้องหมั่นคอยสังเกตอาการลูกว่าเป็นอย่างไรบ้าง หากลูกทำได้สำเร็จอย่าลืมชมเชยให้กำลังใจด้วยนะคะ
จัดการหลังบ้าน
แจ้งครูและปรึกษาร่วมกัน โดยขอความร่วมมือจากครูให้ดูแลอยู่ห่างๆ โดยได้ลูกได้ทดลองใช้วิธีการของตัวเองไปก่อน แต่หากมีความรุนแรง ต้องให้ครูแก้ไขสถานการณ์จัดการความรุนแรงลง
ทั้งนี้ทั้งนั้นหากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น คุณพ่อคุณแม่ต้องปรึกษาครู และครอบครัวของเด็กอีกคน เพื่อร่วมกันหาทางออก รีบแก้ไขเพราะหากปล่อยทิ้งไว้จะเกิดผลกระทบด้านลบกับพัฒนาการของเด็กค่ะ
ลูกได้เรียนรู้อะไรบ้าง
- เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ซึ่งใช้เหตุการณ์นี้เป็นพื้นที่ทดลองถูกและผิดโดยยังมีพ่อแม่อยู่เคียงข้าง
- รู้ว่ามีหลายวิธีในการแก้ปัญหา ไม่ใช่แค่ความรุนแรงหรือหนีปัญหา
- สร้างทักษะการใช้ชีวิตในอนาคต เพราะในอนาคตลูกจะต้องเจอกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว วันหนึ่งลูกจะสามารถเผชิญและแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
- เรียนรู้การปรับตัวและสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูก เพราะในอนาคตต้องเจอกับสถานการณ์ที่หลากหลายเกินคาดเดา
ที่มา : ชมรมจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทย
ดูเหมือนเป็นกิจกรรมธรรมดา แต่รู้มั้ยคะว่า การเล่นจ๊ะเอ๋มีความสําคัญกับการสร้าง EF อย่างมาก เพราะการรับรู้ของเด็กวัยทารก แค่พ่อแม่ปิดหน้าลูกจะเข้าใจทันทีว่าพ่อแม่หายไปแล้ว พอเปิดหน้ามาเขาจะสงสัยว่าพ่อแม่มาได้อย่างไร ตรงนี้เป็นพื้นฐานเป็นบันไดขั้นแรก ในการเรียนรู้ สมองจะทํางานประสานกันหมด
สมมติคุณแม่เอาผ้าบังหน้าไว้ เขาก็จะเรียนรู้ที่จะเอาผ้าออกก็ จะเจอหน้าแม่ สิ่งเหล่านี้ช่วยฝึกทักษะการแก้ปัญหา... เรียนรู้ที่จะบังคับร่างกายให้สามารถหยิบจับสิ่งต่างๆ กล้ามเนื้อมือและสมองทํางานประสานกัน การเล่นง่ายๆ อย่างจ๊ะเอ๋หรือเอาของไปซ่อนใต้ผ้า ช่วยปลูกฝังให้ลูกเราได้รู้จักคิด แก้ปัญหา และมี EFที่ดี
กระบวนการสร้างEF จำเป็นต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่เด็กยังเล็กซึ่งในช่วงแรกบทบาทของพ่อแม่สำคัญที่สุดที่จะดูแลให้ลูกรู้สึกปลอดภัย ไว้วางใจ และมั่นคงทางจิตใจ รวมถึงได้รับโภชนาการที่ดี ได้นอนอย่างเพียงพอและได้เล่นสนุกตามวัย เมื่อลูกโตขึ้นจากวัยเบบี้เป็นวัยเตาะแตะหรือวัยอนุบาล
อีก 2 กุญแจสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่สามารถให้ลูกทำได้ที่บ้าน คือการช่วยเหลือตัวเอง และการช่วยทำงานบ้าน เป็นการเปิดโอกาสให้ลูกได้เจอกับ ประสบการณ์หลากหลาย ที่ท้าทายมากขึ้น ให้ลูก ได้ลองผิดลองถูก ช่วยให้ลูกได้พัฒนาทักษะ EF เมื่อ ลูกได้ฝึกฝนประสบการณ์อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ก็จะเกิดเป็นทักษะ EF ที่แข็งแรงติดตัวลูกไปจนโต
อยากให้ลูกเก็บของเล่นให้เป็นระเบียบไม่ยาก ลองนำเทคนิค 3 ข้อนี้ไปปรับใช้กันดูค่ะ
เล่นแล้วเก็บ! ฝึกลูกมีวินัยด้วยเทคนิค 3 ข้อ
เด็กกับของเล่นเป็นของคู่กัน ธรรมชาติของเด็กมักให้ความสนใจกับของเล่นที่เขาชอบ ซึ่งเมื่อลูกเจอของเล่นอื่นที่น่าสนใจกว่า ลูกจะไปสนใจของเล่นชิ้นใหม่และวางชิ้นเก่าโดยไม่เก็บให้เข้าที่จนทำให้ คุณแม่หงุดหงิดใจทุกครั้ง คงดีไม่น้อยหากลูกเก็บของเล่นได้เองจนเป็นนิสัย วันนี้เรามีทิปส์ง่ายๆ ที่คุณแม่สามารถสอนให้ลูกเป็นเด็กมีวินัยการเก็บของเล่นชิ้นโปรดทุกครั้งหลังเลิกเล่นของเล่นมาฝาก
ข้อที่ 1 สอนลูกเล่นแล้วเก็บ : ชี้แนะด้วยวิธีการพูดให้ลูกเล่นแล้วเก็บ
ลูกจะไม่เชื่อฟังหากคุณแม่ออกคำสั่งโดยการดุเสียงดัง ซึ่งจะยิ่งสร้างความก้าวร้าวกับตัวลูกเอง คุณแม่ควรค่อยๆ แทรกตัวไปคุยกับลูกหรือมีส่วนร่วมในการเล่นของเล่นสักพักและระหว่างลูกกำลังเล่น แล้วชี้แนะด้วยวิธีพูดคุยแบบประนีประนอม พูดถึงเหตุผลประโยชน์ของการเล่นแล้วเก็บ เช่น ยื่นขอเสนอว่าจะมีรางวัลตอบแทน เป็นการเล่านิทาน พาลูกไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะ ฯลฯ
ข้อที่ 2 สอนลูกเล่นแล้วเก็บ : ชื่นชมเมื่อลูกเก็บของเล่นเป็นที่
คุณแม่ควรพูดชื่นชมในการทำดี ไม่ว่าลูกจะทำอะไรก็ตาม หรือตบมือชื่นชมยินดีเพื่อสร้างกำลังใจเมื่อลูกเล่นของเล่นแล้วเก็บเป็นที่ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยสร้างระเบียบวินัยให้ลูกในการเก็บของเล่นให้เรียบร้อย
ข้อที่ 3 สอนลูกเล่นแล้วเก็บ : เกมสนุกสอนลูกเก็บของเล่น
การบังคับลูกให้เก็บของเล่นยิ่งจะทำให้เด็กดื้อรั้นไม่ทำตาม คุณแม่ลองพลิกสถานการณ์ให้สร้างความตื่นเต้นกับลูกดีกว่า โดยคุณแม่ควรจัดเป็นเกมแข่งขันระหว่างลูกกับคุณแม่หรือคนในครอบครัว เช่น เล่นจับเวลาและแข่งกันว่าใครเก็บของเสร็จก่อน เพื่อให้ลูกได้มีความกระตือรือร้นและสนุกในการเก็บของเล่น แต่คุณแม่ไม่ควรคาดหวังกับลูกจนกินไป คุณแม่ควรช่วยลูกเก็บของเล่นที่หนักเกินกำลังลูก เช่น เก็บหนังสือกลับไปไว้บนชั้น และปล่อยให้ลูกทำอะไรง่ายๆ เช่น เก็บตัวต่อลงกล่อง เก็บตุ๊กตา ฯลฯ
คุณพ่อคุณแม่ควรฝึกวินัยให้ลูกตั้งแต่ยังเด็กเพื่อปลูกฝังความมีระเบียบวินัยไปใช้ในอนาคต โดยเริ่มต้นจากเรื่องง่ายๆ เพียงแค่นี้คุณพ่อคุณแม่ก็จะสามารถปลูกฝังความมีระเบียบวินัยให้กับลูกได้แล้ว

5 ประโยค ที่ไม่ควรพูดกับลูก เมื่อพาลูกมาหาหมอฟัน
เมื่อลูกต้องไปหาหมอฟัน คุณพ่อคุณแม่หลายท่านก็อดเป็นห่วงว่าลูกจะเจ็บ จะกลัว ไม่กล้าพบหมอ โดยใช้คำพูดที่ทำให้เด็กสบายใจ ไม่ดีเลยค่ะ จากใจคุณหมอขอร้องคุณพ่อคุณแม่กับ 5 ประโยคที่ไม่ควรพูดกับลูก เมื่อต้องพามาหาหมอ พูดไม่ได้แล้วต้องพูดแบบไหนละ คุณหมอตุ๊กตา เพจฟันน้ำนม มีคำแนะนำมาให้แล้วค่ะ
1.หยุดร้องเลย ถ้าไม่หยุดจะให้หมอถอนฟัน
นี่คือการขู่แบบไร้ตรรกะ ไม่มีเหตุผล ไม่เป็นความจริง ไม่มีหมอฟันคนไหนจับเด็กร้องไห้ไปถอนฟันเล่นหรอกค่ะ เด็กร้องไห้เป็นเรื่องปกติ หมอฟันรับได้ ไม่มีปัญหา ไม่ต้องเกรงใจ ไม่ต้องกังวลค่ะ
พูดแบบนี้ดีกว่า : ทำฟันนิดนึงนะ หมอจะช่วยให้หนูมีฟันแข็งแรง หมอจะช่วยให้หนูหายปวดฟัน
2. ไหน ๆ ใครแกล้ง
ไม่มีใครแกล้ง มีแต่คนจะช่วยให้เด็กมีฟันที่ดี ช่วยให้เด็กหายปวดฟัน อย่าสร้างภาพให้หมอฟันเป็นนางมารร้ายเลยนะคะ
พูดแบบนี้ดีกว่า : คุณหมอจะช่วยให้หนูมีฟันที่ดีและแข็งแรงนะ
3.วันนี้ไม่ทำอะไร ดูอย่างเดียว (แต่จริง ๆ ต้องถอนฟัน)
อย่าโกหก อย่าทำให้ลูกไม่ไว้วางใจ เพราะสุดท้ายหลังจากถอนฟันเสร็จ แม่คิดว่าเค้าจะรู้สึกอย่างไร ไหนบอกว่าจะดูอย่างเดียว แล้วต่อไปเค้าจะเชื่ออะไรแม่ได้มั๊ย
พูดแบบนี้ดีกว่า : วันนี้ต้องหยิบฟันออกนะ หมอจะช่วยให้หนูหายปวดฟันนะ
4. ไม่ต้องกลัว ถ้าเจ็บเดี๋ยวแม่ตีหมอ
อย่าสอนให้ลูกแก้ปัญหาด้วยการทำร้ายคนอื่น หมอฟันจะช่วยให้รักษาฟันให้ ไม่สอนให้ลูกตีหมอนะคะ
พูดแบบนี้ดีกว่า : เจ็บแป๊บเดียว เดี๋ยวก็หาย หมอฟันจะช่วยให้หนูไม่ปวดฟันอีกนะ
5. โอ๋ ๆ แม่จะไม่พามาอีกแล้ว
อย่าสร้างภาพให้หมอฟันน่ากลัว อย่าโยนความผิดให้หมอฟันที่ทำลูกเจ็บ ย้อนกลับไปถึงสาเหตุนะคะ ที่ลูกฟันผุเพราะใคร เพราะอะไร เมื่อถึงวันนี้ที่ลูกฟันผุลุกลามจนต้องถอนฟัน ได้โปรดอย่ากล่าวโทษว่าเป็นความผิดของหมอฟันเลยค่ะ
พูดแบบนี้ดีกว่า : เดี๋ยวทำฟันเสร็จหมด หนูจะมีฟันที่สวยแข็งแรงแล้วนะ
หลายครั้งที่พ่อแม่พูดออกมาแบบไม่คิดอะไร แค่อยากปลอบให้ลูกหยุดร้องไห้ แต่คำพูดที่พูดออกมามันส่งผลเสียมากมายกับเด็ก และบั่นทอนจิตใจหมอฟันจริง ๆ ปรับประโยคการพูดอีกนิด ปรับวิธีการโอ๋ลูกอีกหน่อย เพื่อปรับทัศนคติเรื่องการทำฟันของเด็ก ๆ นะคะ จากใจหมอฟันหลายคนที่หลายครั้งก็อ่อนล้าเหลือเกินค่ะ
รักลูก Community of The Experts
ทพญ. ปวีณา คุณนาเมือง
ทันตแพทย์เฉพาะทางด้านทันตกรรมสำหรับเด็ก
เจ้าของเพจ "ฟันน้ำนม"

กำลังเข้มงวดสอนลูก อยู่ ๆ มีคนในบ้านพูดว่า "ไม่เป็นไรลูก ไม่ต้องทำก็ได้" รู้ไหมว่าถ้ายังไม่ปรับวิธีเลี้ยงลูกให้ถูกทาง ลูกเจอปัญหาแน่นอน
เลี้ยงผิดชีวิตลูกเปลี่ยน! 4 ปัญหาที่ลูกเป็นแน่ ถ้าคนหนึ่งข้มงวด คนหนึ่งสปอยล์
เชื่อว่าหลายบ้านกำลังเจอเรื่องนี้ค่ะ
- แม่เข้มงวดมาก พอพ่อเห็นก็บอกว่า ไม่เป็นไร ไม่ต้องทำได้
- พ่อกำลังสอนอยู่ดี ๆ แม่เข้ามากอด มาสปอยล์ลูก ทำให้ลูกไม่ได้ฟังที่พ่อสอนซะดื้อ ๆ
- พ่อแม่อยากให้ลูกรู้จักดูแลตัวเอง คนหนึ่งเข้มงวดมีตารางเวลาชัดเจน อีกคนสอนแบบทำไปด้วยกัน ลูกกำลังทำได้ดีอยู่แล้วเชียว ไปค้างบ้านคุณย่าไม่กี่วัน คุณย่าตามใจหนักมากว่าไม่ต้องทำก็ได้เพราะกลัวหลานไม่รัก
เอาล่ะสิคะ การเลี้ยงลูกแบบที่เป้าหมายเดียวกัน แต่วิธีการเข้าหาและสอนลูกต่างกันมันอาจทำให้ลูกสับสนได้นะว่า ตกลงต้องทำหรือไม่ต้องทำกันแน่ และถ้าทุกคนในบ้านยังไม่จับเข่าคุยกันเพื่อหาแนวทางการเลี้ยงลูกที่ Balance ทุกด้าน ลูกอาจเจอ 4 ปัญหานี้
1. ทำให้ลูกสับสน
หากครอบครัวไหนคุณแม่เป็นคนเข้มงวด ไม่ตามใจ ส่วนคุณพ่อตามใจลูกทุกอย่าง ลูกจะเกิดความสับสนว่าควรทำตัวอย่างไร ต้องอดทนหรือควรงอแงเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการมาค่ะ
วิธีแก้ไข: พ่อแม่ควรพูดคุยและตกลงกันให้เป็นเสียงเดียวก่อนว่าจะฝึกสอนลูกแบบไหน หากยังคิดเห็นไม่ตรงกันให้บอกกับลูกว่า “พ่อแม่ขอปรึกษากันก่อน แล้วจะให้คำตอบทีหลัง” ดีกว่ามาทะเลาะหรือเถียงกันต่อหน้าลูกนะคะ
2. ทำให้ลูกเลือกข้างคนที่ตามใจ
เมื่อเกิดปัญหาขึ้นลูกจะเลือกเข้าหาคนที่ตามใจ ทำให้ลูกเลือกที่จะไม่ฟังคนเข้มงวด ยิ่งสอนลูกยากค่ะ
วิธีแก้ไข: พ่อแม่ต้องใช้วิธีการคุยเพื่อขอให้อีกฝ่ายไม่เข้ามาแทรกแซงระหว่างที่สอนลูก ยกตัวอย่างเช่น “ในช่วงที่แม่สอนลูก แม่ขอให้พ่อไม่เข้ามาแทรกแซงต่อหน้าลูก ถ้าพ่อไม่ชอบใจตรงไหน ขอให้เก็บมาคุยกันตอนหลัง” แต่หลีกเลี่ยงการพูดในลักษณะออกคำสั่งนะคะ
3. ทำให้ลูกควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้
หากลูกร้องไห้แล้วคุณพ่อตามใจ แต่คุณแม่ไม่ให้ ไม่ตามใจ ความรู้สึกของลูกเดี๋ยวได้เดี๋ยวไม่ได้ ส่งผลกับอารมณ์โดยตรง พอไม่ได้ดั่งใจลูกก็จะหงุดหงิด และอารมณ์แปรปรวนง่าย
วิธีแก้ไข: เลือกเวลาสบายๆ ของคุณพ่อคุณแม่พูดคุยเกี่ยวกับแนวทางการเลี้ยงลูกและตั้งเป้าหมายไปที่ ‘การแก้ปัญหา’ ยกตัวอย่างเช่น คุณแม่ควรพูดว่า “วันนี้แม่อยากคุยเรื่องวิธีควบคุมการใช้หน้าจอของลูก” แทนการพูดตำหนิอีกฝ่ายว่า “พ่อให้ลูกดูการ์ตูนมากเกินไป ลูกจะสายตาเสีย และเรียกมากินข้าวยากมาก ๆ เพราะพ่อตามใจ”
4. ทำให้ลูกดื้อและต่อต้าน
ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างคุณพ่อคุณแม่และลูก ทำให้ลูกไม่เชื่อฟัง ดื้อ และต่อต้าน เพราะคุณพ่อคุณแม่สอนคนละแบบ
วิธีแก้ไข: คุณพ่อคุณแม่ควรหาบทสรุปการเลี้ยงลูก ก่อนที่ลูกจะไม่เชื่อฟังและต่อต้าน อาจใช้วิธีเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายเสนอแนวคิด และรับฟังด้วยท่าทางเปิดรับ
คุณพ่อคุณแม่ลองนำไปปรับใช้ดูนะคะ หาเวลาคุยกันทั้งสองฝ่ายว่าเราจะเลี้ยงลูกแบบไหนกันดี เพราะการเลี้ยงลูกคนละทางนอกจากจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคุณพ่อคุณแม่และลูกเปลี่ยนไป ยังส่งผลต่อลูกเราโดยตรง เปลี่ยนเพื่อลูก พ่อแม่ทำได้อยู่แล้วค่ะ

อยากให้ลูกให้เป็นคนติดดิน กินง่าย นอนง่าย และไม่เห็นแก่ตัวเมื่อโตขึ้น ต้องสอนอย่างไรดี? ความคาดหวังของพ่อแม่ทุกคนก็ต้องอยากให้ลูกนั้นเติบโตมาเป็นคนดี แต่การที่ลูกจะเป็นคนดีนั้น ต้องมีพ่อแม่เป็นต้นแบบที่ดีก่อน และจะต้องเริ่มสอนกันตั้งแต่เด็ก ๆ เลยค่ะ
1. สอนลูกให้ทำงานบ้าน
ฝึกได้ตั้งแต่สามขวบเลยนะคะ ให้ลูกช่วยทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น กวาดบ้าน เช็ดโต๊ะ รดน้ำต้นไม้ พับเสื้อผ้า อย่าให้ลูกเรียนหนังสืออย่างเดียว หรืออยู่กับโลกโซเชี่ยลมากเกินไป คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ต้องสร้างนิสัยให้ลูกเป็นคนมีความรับผิดชอบด้วย
2. สอนลูกให้พอเพียง
เริ่มฝึกได้จากเรื่องใกล้ตัว เช่น เข้มงวดให้ลูกปิดไฟเมื่อไม่ใช้ไฟ ปิดก๊อกน้ำหลังใช้งาน ตักข้าวแค่พอทานและทานข้าวให้หมดจาน ไม่กินทิ้งกินขว้าง เป็นการสอนลูกให้เป็นคนรู้จักใช้สิ่งของ และทรัพยากรอย่างประหยัด

3. สอนลูกให้ใช้เงินเป็น
คุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้ลูกรู้จักการเก็บออม เริ่มจากอยากได้อะไรให้เก็บเงินซื้อเอง จะได้เห็นคุณค่าของเงิน และไม่ได้อะไรมาง่าย ๆ และพ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีกับลูกในการใช้จ่าย ไม่ฟุ่มเฟือยเกินฐานะ
4. สอนลูกให้รู้จักหน้าที่ตัวเอง
สอนให้ลูกเห็นความสำคัญของการเรียน มีความรับผิดชอบ การศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญ เราจะเห็นได้ว่าคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ส่วนใหญ่มีเบื้องหลังมาจากการเป็นคนที่รักการเรียนรู้และมีการศึกษาที่ดี

5. สอนลูกให้เป็นคนอ่อนน้อม
ควรสอนลูกให้เป็นคนสุภาพเรียบร้อย ให้เกียรติผู้อื่น อ่อนโยน เพราะคนที่อ่อนน้อมถ่อมตนไปอยู่ในสังคมใด ก็มักจะเป็นที่รักใคร่เอ็นดู ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรสอนลูกให้เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนทั้งทางกายวาจาใจอยู่เสมอ
6. สอนลูกให้เป็นคนไม่เห็นแก่ตัว
คุณพ่อคุณแม่ควรสอนลูกให้เป็นคนที่มีจิตใจเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รู้จักการเสียสละ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น รู้จักให้ และรับให้น้อย เช่น สอนให้ลูกดูแลสัตว์เลี้ยงและต้นไม้ สอนให้ลูกช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาส ปลูกฝังให้ลูกเป็นคนที่มีจิตอาสาในการช่วยเหลือ
จริง ๆ เด็กทุกคนมีความติดดินเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว ชอบเล่นอะไรง่าย ๆ กินขอที่พ่อแม่กิน และธรรมชาติของเด็กจะน่ารัก แต่ส่วนใหญ่ก็อยู่ที่พฤติกรรมของพ่อแม่ด้วย เพราะเด็ก ๆ จะซึมซับจากพ่อแม่เป็นหลัก ฉะนั้น อย่าลืมเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกนะคะ แล้วเขาจะเป็นเด็กติดดิน ว่านอนสอนง่ายแบบที่พ่อแม่คาดหวังเลยค่ะ
โตไปไม่โกง จะไม่ใช่แค่คำพูดให้ดูเท่ ดูเก๋ ถ้าพ่อแม่สอนลูกด้วยวิธีที่ได้ผลจริง แค่เริ่มจากตัวเองค่ะ เพราะทุกวันนี้จิตสำนึกของคนเราหายไปเยอะมาก ไม่ว่าเด็ก วัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ ทั้ง โกงข้อสอบ โกงเงิน โกงการงาน เห็นข่าวก็บ่อยครั้ง ฉะนั้นมาเร่ิมที่สถาบันครอบครัวกันก่อนเลยค่ะ ว่าจะสอนเด็กๆ อย่างไรดี ให้โตไปไม่โกง
5 วิธีสอนลูกให้โตไปไม่โกง
1. ซื่อสัตย์สุจริตให้ลูกเห็น
การยึดมั่นในความสัตย์จริง และสิ่งที่ถูต้องดีงาม รู้จักแยกแยะถูกผิด ปฏิบัติต่อตนเองและผู้อื่นโดยชอบ ไม่คดโกง เช่น สอนให้เขาไม่หยิบของของคนอื่น ซื่อสัตย์ต่อการทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เพราะปัญหาทุจริตคอรัปชั่นที่เราพบกันบ่อยคือ การไม่ซื่อสัตย์ต่อเวลางาน ไม่รับผิดชอบต่องาน ทำให้งานที่ออกมาไม่มีคุณภาพ
2. สอนให้ลูกรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง
มีจิตสำนึกในบทบาทและหน้าที่ของตัวเอง และปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด เคารพกฎเกณฑ์กติกา พร้อมให้ตรวจสอบการกระทำได้เสมอ หากมีการทำผิดก็พร้อมที่จะยอมรับและแก้ไข ที่สำคัญคือรับผิดชอบต่อผลของการกระทำของตนเอง เช่น เมื่อทำความผิด เมื่อลูกยอมรับว่าหนูเป็นคนทำเอง พ่อแม่ต้องบอกว่าไม่เป็นไร แล้วก็ช่วยกันแก้ไข ซึ่งจะทำให้เขารับผิดชอบกับสิ่งที่เขาทำ
3. มีความเป็นธรรมทางสังคม
การปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกันอย่างมีเหตุผล โดยไม่เลือกปฏิบัติต่อเพศ เชื้อชาติ ชนชั้น สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม และการที่ไม่เอาเปรียบใคร เพราะคนที่ทุจริตคือคนที่เอาเปรียบคนอื่น คนไม่เคารพกฎเกณฑ์กติกา นึกถึงตัวเองเป็นหลัก ดังนั้น การจะสอนเด็กๆ ให้เข้าใจได้ด้วยเรื่องง่ายๆ เช่น เรื่องการเคารพกติกา ไฟแดง ไฟเขียว มีไว้เพื่ออะไร เพื่อที่จะผลัดกันใช้ คนที่ใช้รถก็ต้องเคารพคนที่เดินถนน คนที่เดินถนนก็ต้องให้ผู้ใช้รถไปด้วย เป็นการจัดการให้สังคมเป็นระบบระเบียบมากขึ้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม
หรือสอนเรื่องพื้นฐานง่ายๆ อย่างในโรงเรียน ทำไมห้องสมุดต้องเงียบ ก็เพราะว่าเพื่อนเราอ่านหนังสืออยู่ ทำไมห้ามกินขนม เพราะว่ามดหรือแมลงสาบจะไปทำลายหนังสือ เด็กๆ ก็จะไม่กินขนม เพราะกลัวว่าหนังสือของเขาจะเสียหาย หรือการเรียงแถวรับขนม เพื่อให้รู้จักความเป็นธรรม การมาก่อนมาหลัง ได้สิทธิ์ตามนั้น ก็จะเป็นการปลูกฝังความเป็นธรรมให้เด็กได้
4. มีจิตสาธารณะ
การมีจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม ตระหนักรู้และนึกถึงสังคมส่วนรวม มีความรับผิดชอบในการกระทำของตัวเอง เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียหายต่อส่วนรวม และพร้อมที่จะเสียสละส่วนตนเพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม การทำเพื่อส่วนรวม คือการอาสา ที่มีภาระส่วนตัวด้วย แต่ก็ต้องทำ เพราะว่าเราแคร์ส่วนรวม เช่น มีคนทำน้ำหก แม้เราจะไม่ได้ทำ แต่เด็กดีจะรับอาสามาช่วยเช็ดน้ำให้ อาจจะเซ็งบ้าง แต่ก็ทำ แม้การช่วยผู้อื่นมันคือภาระอย่างหนึ่งแต่ก็เป็นความเมตตากรุณาในสังคม เมื่อโตไป เวลามีเรื่อง หรือเห็นใครเดือนร้อนเขาก็จะเข้าไปช่วยทันที
5. เป็นอยู่อย่างพอเพียง
การดำเนินชีวิตโดยยึดหลักความพอประมาณ ซื่อตรง ไม่ละโมบโลภมาก รู้จักยับยั้งชั่งใจ และไม่เอาเปรียบหรือเบียดเบียนตัวเองและผู้อื่น ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้เราระลึกได้ว่า เงินไม่ใช่คำตอบทุกอย่าง มันคือการที่เรามีความสุข อยู่กับตัวเอง อยู่กับครอบครัวพอใจกับสิ่งที่มี สิ่งที่เป็น
เมื่อพ่อแม่สอนให้ลูกรู้จักความดี รู้จักการช่วยเหลือผู้อื่น และปลูกฝังด้วยกระบวนการเหล่านี้แล้ว เด็ก ๆ จะซาบซึ้ง และซึมซับความดีงามได้อย่างง่าย ๆ เลยค่ะ