
ลูกชอบแกล้งเพื่อน พ่อแม่ต้องปรับนิสัยลูกอย่างไร
ทำไมตอนอยู่บ้านแล้วลูกดูปกติดี แต่คุณครูบอกว่าลูกชอบแกล้งเพื่อนร่วมชั้นและเด็กคนอื่นๆ หากลูกเป็นคนแบบนี้คุณพ่อคุณแม่จะมองข้ามไม่ได้นะคะ
สิ่งที่ต้องทำเมื่อลูกชอบแกล้งเพื่อนมีดังนี้...
1. ต้องเปิดใจฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโรงเรียนอย่างละเอียด เพื่อเข้าใจสถานการณ์จริงๆ ว่ามีตัวละครอะไรบ้าง เช่น เพื่อนคนไหนบ้าง รวมทั้งสถานที่ใดที่มักเกิดปัญหา
2. ช่วยลูกวิเคราะห์เหตุการณ์ว่า เพื่อนทำแบบนี้เพราะอะไร และเหตุใดจึงมักเกิดขึ้นที่ตรงนี้ ต้องสอนให้สมองลูกคิดวิเคราะห์ เพราะถ้าเราเอาแต่บอกอย่างเดียว สมองส่วนวิเคราะห์ของลูกจะไม่พัฒนา พอเจอสถานการณ์จริงจะคิดไม่ออก
3. ช่วยลูกคิดวิธีแก้ปัญหาจากเรื่องที่เกิดขึ้น ว่าเขาแกล้งเพื่อนเพราะอะไร และควรทำอย่างไรให้ดีกว่าการเข้าไปแกล้งเพื่อน ลูกจะมองเห็นภาพว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร คำชี้แนะนี้จับต้องได้ ไม่ใช่แค่การอบรมยาวๆ
4. คุณแม่ต้องเชื่อมั่นในตัวลูกว่าลูกจะเปลี่ยนแปลงได้ คอยถามครูว่าเขาดีขึ้นไหม คอยให้กำลังใจเขา ชื่นชมเขาเมื่อเขาทำตัวดีขึ้น อย่าสอนเขาบ่อยพร่ำเพรื่อ เพราะนั่นอาจสะท้อนว่าเราไม่มั่นใจว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงได้
5. ควรกระตุ้นศักยภาพลูกในด้านอื่น ๆ อย่าเน้นกับกิจกรรมที่ต้องมีที่หนึ่ง หรือต้องเก่ง เช่น ชื่นชอบที่ลูกวาดรูปตามจินตนาการ ชอบที่ลูกร้องเพลง หรือเล่าเรื่องชีวิตประจำวันให้ฟัง เพื่อให้เขาเกิดความภาคภูมิใจ เมื่อไปโรงเรียนสมองจะยืดหยุ่น จะได้ไม่คิดแต่ความเป็นที่หนึ่งเท่านั้น
สาเหตุที่ลูกชอบแกล้งคนอื่นนั้นเป็นเพราะว่าความรู้สึกโดดเดี่ยวในใจ หากพ่อแม่หรือคนใกล้ตัวไม่จับสังเกต ก็ไม่อาจรู้ได้ว่าเด็กมักจะรู้สึกเหงาและเศร้าอยู่ลึกๆ ดังนั้นคุณพ่อและคุณแม่ต้องมาทำความเข้าใจและแก้ไขนิสัยลูกชอบแกล้งกันนะคะ
เด็กไฮเปอร์หรือกลุ่มเด็กสมาธิสั้น คือ เด็กที่มีอาการซนมากกว่าปกติ วอกแวกง่าย และมีอาการหุนหันพลันแล่น ทำให้คุณแม่ของเด็กกลุ่มนี้ต้องรับบทหนักมากกว่าคุณแม่คนอื่นๆ แล้วจะมีวิธีรับมือได้อย่างไรบ้าง มาดูกันเลยค่ะ
7 วิธีรับมือเมื่อลูกไฮเปอร์เกินไป
-
ต้องใจเย็น ๆ ควบคุมสถานการณ์ได้ ทำจิตใจให้สงบ ไม่ใส่อารมณ์เมื่อลูกซน แต่บางครั้งเมื่อหมดความอดกลั้นดุด่าลูกไป ให้รีบขอโทษลูกทันทีและแสดงให้ลูกรู้ว่ายังรักลูกเหมือนเดิมและต้องสอนตอนนั้นเลยว่าลูกควรทำอะไร หรือไม่ควรทำอะไร
-
จำกัดเวลากิจกรรมบันเทิง เช่น การดูทีวี เล่นเกม ต้องจำกัดเวลาให้ชัดเจน หากหมดเวลาไม่ควรยืดหยุ่น ไม่มีการต่อรอง เพราะต้องทำให้ติดเป็นนิสัย เพื่อรักษาสมาธิลูก ว่าต้องทำการบ้าน ต้องอ่านหนังสือ เป็นต้น
-
พาลูกไปตรวจการได้ยินและตรวจสายตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากลูกเริ่มมีปัญหาการเรียน เพราะหากเลูกมีปัญหามองไม่ชัดหรือไม่ได้ยิน ส่วนใหญ่จะมาบอกคุณแม่ไม่เป็น หลายครั้งพบว่า เด็กที่คุณครูคิดว่าเป็นเด็กสมาธิสั้นที่จริงแล้วเป็นเพียงเด็กที่มีปัญหาสายตาไม่ดี
-
ไม่ทะเลาะกันต่อหน้าลูก เพราะการทะเลาะกันของพ่อกับแม่หรือคนในบ้าน จะทำให้ลูกเครียด ลูกจะคิดว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้พ่อแม่มีเรื่องกัน หรือ หย่าร้างกัน อาจจะทำให้ลูกเครียดจนเป็นไฮเปอร์ก็เป็นได้
-
ใช้เวลากับลูกให้มากที่สุด หากไม่มีเวลาเพราะต้องทำงาน ก็ใช้ช่วงเวลาสั้นๆ เช่น อ่านหนังสือด้วยกัน เล่นเกมด้วยกัน ระบายสี วิ่งออกกำลังกาย เพื่อจะได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูก
-
ให้ลูกได้ระบายพลังงานส่วนเกิน พ่อกับแม่เตรียมใจไว้เลยว่าลูกพลังเยอะ เราก็ต้องอึดด้วยจะได้ช่วยลูกให้มีสมาธิกับอะไรบางอย่าง อาจจะเป็นการพาลูกไปเล่นกีฬาว่ายน้ำ กระโดเชือก วิ่ง หรือเตะฟุตบอล เพื่อใช้พลังงานที่มีไม่จำกัดของเด็กไฮเปอร์
-
ไม่ไปในที่ที่ลูกอึดอัด ให้ฝึกลูกให้มีความพร้อมก่อนค่อยไปสถานที่ใหม่ๆ เพราะเด็กไฮเปอร์จะไม่ชอบที่เงียบๆ เขาจะรู้สึกไม่เป็นตัวเองและรู้สึกแปลกจากคนอื่นมากเกินไป ให้หลีกเลี่ยงการพาลูกไปในสถานที่ที่ต้องการความสงบ เช่น ร้านอาหารหรูหรา เป็นต้น
และทั้งหมดคือการรับมือเมื่อมีลูกมีอาการไฮเปอร์ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ตามความเหมาะสมนะคะ แต่หากอาการลูกน้อยนั้นเกินที่คุณแม่จะรับมือได้ควรไปปรึกษาคุณหมอค่ะ
วิธีเลิกขวดนม ไม่หลับคาขวด ป้องกันฟันผุ
วิธีเลิกขวดนมลูกให้ได้ภายใน 1-1 ขวบครึ่ง และฝึกให้กินเป็นเวลา ไม่หลับคาขวด พ่อแม่ทำได้! เพราะคุณหมอตุ๊กตา เจ้าของเพจฟันน้ำนมมีคำแนะนำมาให้ค่ะ
เมื่อลูกนั่งเองได้มั่นคงแล้ว เริ่มฝึกให้ลูกดูดจากหลอดหรือดื่มจากแก้วได้เลย อาจเลือกใช้หลอดเล็ก ๆ ใช้นิ้วปิดปลายหลอดอีกฝั่งแล้วป้อนลูก และให้ลูกออกแรงดูดเอง หรือเลือกใช้แก้วน้ำขนาดเล็กพอดีปากให้ลูกฝึกจิบจากแก้ว
ขวดนมเป็นเครื่องมือในการให้อาหารเด็ก นั่นคือ เมื่อถึงมื้อนมจึงค่อยให้เด็กดูดนม โดยต้องดูดให้หมดภายในครั้งเดียว หมดเวลามื้อนมเก็บขวดนม เอาเวลามาเล่นกับพ่อแม่แบบเต็มที่โดยไม่ต้องมีขวดนมถือติดมือ ดูดติดปากตลอดเวลา หมอเจอหลายครอบครัวมากที่ให้ลูกดูดขวดแบบผิดวิธี
- ลูกเดินถือขวดนมไปทั่ว ดูดคาปากตลอด นม 1 ขวดกินทั้งวัน ข้าวปลาไม่ค่อยกิน
- ใช้ขวดนมเป็นเครื่องมือให้ลูกหยุดร้องไห้ เลิกงอแง ฯลฯ
- ใช้ขวดนมกล่อมลูกให้หลับ ถ้าไม่มีขวดนมหลับเองไม่ได้เลย
- นึกอะไรไม่ออกก็ยื่นขวดนมให้ลูก
เด็กไม่จำเป็นต้องอยู่กับขวดนมตลอดเวลานะคะ ขวดนม ใช้เท่าที่จำเป็น เมื่อลูก 1 ขวบเริ่มฝึกลูกหย่าขวดได้เลย หากตลอดเวลา 1 ขวบที่ผ่านมา ให้ลูกกินขวดอย่างถูกวิธี (ให้กินเป็นมื้อ หมดมื้อเก็บขวด ไม่ให้ถือติดมือตลอด) การหย่าขวดนมเมื่อครบ 1 ขวบจะทำได้ไม่ยากเลยค่ะ
เด็กหลับคาขวดนม… เสี่ยงฟันผุ
สาเหตุของฟันผุ เกิดจากการที่เด็กได้รับอาหารที่มีรสหวาน แบคทีเรียที่อยู่ในช่องปากจะย่อยน้ำตาลสร้างกรดขึ้นมาทำอันตรายต่อฟัน เมื่อเกิดซ้ำ ๆ หลาย ๆ ครั้ง ก็จะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดฟันผุได้ เวลาที่เด็กดูดนมจนหลับคาขวดถือเป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้ฟันผุเช่นเดียวกัน
ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
รักลูก Community of The Experts
ทพญ. ปวีณา คุณนาเมือง
ทันตแพทย์เฉพาะทางด้านทันตกรรมสำหรับเด็ก
เจ้าของเพจ "ฟันน้ำนม"
จากข่าวความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัวทั้ง พี่ฆ่าน้อง ลูกฆ่าพ่อแม่ ทำให้ผู้คนในสังคมหวาดกลัว และหวั่นใจกันว่า สังคมไทยเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ทำไมความก้าวร้าวรุนแรงของคนที่อยู่ในครอบครัวเดียวกัน เติบโต หรือเลี้ยงดูกันมาจึงมีมากขนาดนี้ ทางรักลูกขอสัมภาษณ์พิเศษ นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ หัวหน้าหน่วยพัฒนาการเด็กและวัยรุ่น ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ที่จะมาให้คำแนะนำการเลี้ยงดูลูก ๆ ให้ห่างไกลกับการเป็นเด็กที่มีพฤติกรรมความรุนแรงเมื่อโตขึ้นค่ะ
เด็กที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว ใช้ความรุนแรง เมื่อโตขึ้น มีสาเหตุเกิดจากอะไรได้บ้างคะ
สาเหตุจากตัวเด็กเองที่เค้ามีพื้นฐานที่ควบคุมตัวเองได้ยาก อันที่สองอาจจะเป็นสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมที่ไม่ได้หล่อหลอมให้เด็กควบคุมตัวเองได้ ทำให้เขามีพฤติกรรมที่ก้าวร้าว คือเด็กบางคนมีโอกาสที่ก้าวร้าว จากยีนส์ จากพันธุกรรม แต่สิ่งแวดล้อมที่ทำให้ก้าวร้าวก็คือสิ่งแวดล้อมไม่ได้หล่อหลอมให้เขามีพฤติกรรมที่ดี หรือสิ่งแวดล้อมอาจจะเป็นตัวกระตุ้น เช่นเขาอาจจะเป็นเด็กที่ควบคุมตัวเองได้ดี แต่สิ่งแวดล้อมอาจจะเป็นตัวกระตุ้นพฤติกรรมเหล่านั้น
พฤติกรรมเลียนแบบความรุนแรง จากสื่อต่างๆ เช่น ทีวี เกม มีผลกับพฤติกรรมความรุนแรงของเด็กมากน้อยแค่ไหนคะ
สื่อต่างๆ ก็ถือว่าเป็นสิ่งแวดล้อมอย่างหนึ่งที่หากเด็กดื่มด่ำ และถูกกระตุ้นอยู่ตลอดเวลา และมองเห็นว่าเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน เด็กก็อาจจะเกิดการเลียนแบบ ยิ่งถ้าเขาไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ดี ก็จะทำพฤติกรรมเลียนแบบตามสื่อที่เขาได้รับมา ก็ถือว่าเป็นปัจจัยที่อาจเกิดขึ้นได้จากสิ่งแวดล้อม
เรามีวิธีสังเกตสัญญาณความรุนแรงในวัยเด็กอย่างไรบ้าง ที่ถือว่าเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องระวัง
เด็กจะเป็นเด็กที่เอาแต่ใจ ควบคุมตัวเองไม่ค่อยได้ อยากได้อะไรก็ต้องได้ ไม่ได้ดังใจเวลาที่ถูกขัดใจก็จะมีอาการรุนแรงกว่าเด็กคนอื่นทั่วๆ ไป จะเป็นอันหนึ่งที่พอจะบอกได้บ้าง
ถ้าหากโตขึ้น เขายังไม่สามารถควบคุมอารมณ์ ความรู้สึกของตัวเองให้มันเหมาะสมได้ ก็มีโอกาสที่จะใช้ความรุนแรง แต่ว่าเด็กหลายคนถ้าหากว่าเขาไม่ได้แสดงอาการออกมาให้เห็นก็อาจจะมีความรู้สึกเก็บกด เก็บเอาไว้ แล้วพอวันหนึ่งที่เขามีโอกาสจะแสดงออกจากการถูกกระตุ้นจากสิ่งต่างๆ รอบตัว ก็มีโอกาสที่จะทำให้เกิดความรุนแรงขึ้นในภาวะที่เขาถูกกระตุ้นได้เหมือนกันครับ
วิธีดูแลอบรมลูกเกี่ยวกับพฤติกรรมในช่วยวัยเด็ก พ่อแม่มีวิธีสอนลูกอย่างไรบ้างคะ
ถ้าเป็นเล็กๆ อย่าสอนด้วยคำพูดอย่างเดียว ต้องกำกับให้เขาเรียนรู้ด้วยว่าพฤติกรรมแบบไหนที่มันเหมาะสมไม่เหมาะสม เมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกมีความรุนแรง หรือมีความรู้สึกที่ไม่สามารถจะควบความอารมณ์ความรู้สึกตัวเองให้เหมาะสมได้ พ่อแม่ต้องฝึกให้ลูกควบคุม
เราไม่ใช้คำว่าสอน เราใช้คำว่าฝึก เพราะถ้าสอนพ่อแม่มักจะพูดอธิบาย ซึ่งอันนี้จะไม่เพียงพอ ซึ่งวิธีฝึกจะมีการฝึกด้วยกระบวนการต่างๆ ซึ่งเรามักจะใช้หลักการของการปรับพฤติกรรมเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย อย่างเช่นถ้าลูกมีพฤติกรรมที่เหมาะสมเราก็บอกให้ลูกรู้ว่าพฤติกรรมอันนี้ดี โดยการชื่นชม ใช้วิธีการชื่นชมบอกเขาว่าอันนี้ดีแล้วนะ ควรจะทำต่อ ส่วนพฤติกรรมอะไรที่ไม่เหมาะสมเราก็ต้องตอบสนองอย่างเหมาะสม อย่างเช่น ถ้าหากว่าพฤติกรรมก้าวร้าวของเขาไม่ได้รบกวน ไม่ได้ทำร้ายคนอื่น ไม่ได้ทำลายข้าวของ ไม่ได้ทำร้ายตัวเอง เราก็อาจจะเพิกเฉยเสียให้ลูกรู้ว่าพฤติกรรมแบบนี้ไม่เหมาะสม ไม่สามารถจะเรียกร้องในสิ่งที่ต้องการได้ แต่ถ้าหากลูกทำร้ายคนอื่น ทำลายข้าวของ เราก็ต้องจับลูก ฝึกให้ลูกควบคุมตัวเอง โดยการจับลูกแยกจากสิ่งตรงนั้นเพื่อไม่ให้ลูกทำลายข้าวของ ทำร้ายคนอื่น ทำร้ายตัวเอง แล้วก็ฝึกให้ลูกควบคุมตัวเองอย่างเหมาะสม พอลูกทำพฤติกรรมได้เราก็ชื่นชมให้ลูกรู้ว่าทำอย่างนี้ถูกต้องแล้ว เวลาพ่อแม่สอนลูกเล็กๆ อย่าใช้คำว่าสอนอย่างเดียว ความจริงการอธิบายให้เหตุผลอย่างเดียวอาจไม่พอ ต้องฝึกและควบคุมให้กระทำในสิ่งที่เราคิดว่าจำเป็นด้วยครับ

ลูกพูดโกหกต้องทำอย่างไร ก่อนจะไปหาทางแก้ไข พ่อแม่ต้องรู้สาเหตุกันก่อนว่าทำไมลูกชอบพูดโกหก พูดไม่จริง เพราะจริง ๆ แล้ว ลูกอาจจะไม่มีเจตนาโกหกก็ได้นะคะ
หนูไม่ได้อยากโกหก หนูแค่กลัว 4 วิธีป้องกันลูกพูดโกหก
ทำไมลูกชอบพูดโกหก พูดไม่จริง พ่อแม่ต้องรู้และเข้าใจสาเหตุให้ได้ แล้วจึงปรับพฤติกรรมให้ลูกพูดความจริง ไม่โกหก และยอมรับในสิ่งที่ตัวเองทำได้ด้วย 4 วิธีง่าย ๆ ต่อไปนี้
ทำไมเด็ก ๆ ถึงพูดไม่จริงจนพ่อแม่ตีความว่าลูกโกหก
ลูกกลัวว่าสิ่งที่ตัวเองทำจะผิด และถูกพ่อแม่ลงโทษ เช่น ทำของตก ทำแก้วแตก ผลักเพื่อนล้ม แกล้งน้อง เป็นต้น จึงพูดไม่จริง เพราะกลัวโดนดุและถูกทำโทษค่ะ
ลูกพูดจากจินตนาการหรือความฝัน บ่อยครั้งที่ลูกบอกว่าเห็น คุย หรือทำอะไรกับใครโดยที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง แต่สำหรับเด็ก ๆ ที่ยังแยกความฝัน จินตนาการและความจริงไม่ออก จึงทำให้พ่อแม่เข้าใจว่าลูกโกหก
ลูกพูดไม่ตรงกับความจริง เพราะเขายังมีประสบการณ์ ความจำ การเรียนรู้จากหลาย ๆ สิ่งน้อยกว่าผู้ใหญ่ จึงทำให้การสื่อสารผิด เช่น เด็กที่ไม่เคยเห็นหรือกินสตรอว์เบอรี่ เมื่อได้กินและเจอ อาจจะเล่าให้พ่อแม่ฟังว่าได้กินมะเขือเทศ เพราะตัวเองเคยเห็นและกินแต่มะเขือเทศ เป็นต้น
อย่าลืมว่าเด็กเล็ก ๆ ยังไม่เข้าใจความหมายของคำว่าโกหก ถึงเราจะรู้ว่าลูกพูดไม่จริงหรือโกหก แต่นั่นไม่ใช่เจตนาของเด็กที่จะหลอกลวง การพูดไม่ตรงความจริงของเขาเป็นแค่วิธีที่เขาเรียนรู้ว่าถ้าทำแบบนี้เขาจะไม่โดนดุหรือโดนตีเท่านั้นเอง
พ่อแม่ช่วยได้! 4 วิธีป้องกันลูกพูดโกหก
1.พูดคุยกันด้วยเหตุผล
คุณพ่อคุณแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้พูดและอธิบายว่าทำอะไร เพราะอะไร โดยยังไม่ตัดสินว่าถูกหรือผิด ไม่ดุไปก่อน เมื่อรู้ว่าที่ลูกทำไปเพราะอยากได้ของเพื่อนเลยโกหก ไม่อยากโดนดุที่ทำผิดเลยโกหก จะต้องอธิบายกับลูกด้วยเหตุผล เช่น ถ้าหนูอยากได้อะไรต้องมาบอกพ่อแม่ เพราะถ้าเอาของเพื่อนไป เพื่อนก็จะเสียใจ เพื่อนอาจโดนพ่อแม่ดุที่ของหาย ถ้าหนูทำของตกแตกพ่อแม่จะไม่ดุ แต่จะช่วยกันเก็บไม่ให้หนูโดนบาด และจะสอนให้หนูถือของ เก็บของดีๆ จะได้ไม่ทำของตกอีก
2.รับฟังอย่างตั้งใจ
พ่อแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้เล่า พูด อธิบายว่าเขาคิดอะไรอยู่ เพราะการที่เราดูแลลูกอย่างใกล้ชิด เราจะรู้ได้ทันทีว่าเรื่องที่ลูกพูดเป็นสิ่งที่พ่อแม่เคยสอน เคยทำให้เห็น หรือเคยพาไปเจอแล้วจริงๆ ไหม หรือบางเรื่องที่ลูกเล่านั้นมาจากจินตนาการในนิทานบ้าง มาจากความฝันบ้าง
3.สร้างประสบการณ์และการรับรู้ใหม่ ๆ ให้ลูกตลอดเวลา
พ่อแม่ให้ลูกได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา เพราะจะช่วยทำให้ลูกมีความจำ ความคิด และรับรู้สิ่งๆ ที่เกิดขึ้นใหม่ ทั้งจากการพาไปเจอจริง การอ่านหนังสือ การดูทีวี ฯลฯ
4.พ่อแม่ต้องเปิดโอกาสให้ได้ลูกได้แก้ไข
ความรู้สึกของลูกมีความกล้าที่จะเล่า อธิบาย พ่อแม่ต้องเปิดโอกาสให้ได้ลูกได้แก้ไข แล้วลูกจะมีความพยายามปรับตัว กล้าพูดความจริง เมื่อลูกกล้าบอกเล่าสิ่งต่าง ๆ มากขึ้นและได้รับการยอมรับจากพ่อแม่ เขาจะเรียนรู้ที่จะยอมรับความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ค่ะ กล้ารับผิดชอบ และพร้อมแก้ไขพัฒนาตัวเองมากขึ้นนะคะ

เตือน! เด็กติดเกม สู่โรคซึมเศร้า เรียนรู้คำแนะนำก่อนลูกคิดฆ่าตัวตาย
ลูกติดเกม ทำอย่างไรดี? คุณพ่อคุณแม่หลายท่านข้อความเข้ามาถามทางรักลูกบ่อยครั้ง เล่าถึงปัญหาว่าลูกไม่ยอมไปโรงเรียน หรือโดดเรียนไปเล่นเกม มีพฤติกรรมก้าวร้าวเมื่อไม่ยอมให้เล่นเกม
วันนี้เราจึงรวบรวมข้อมูลของโรคติดเกม พร้อมวิธีรับมือเมื่อลูกติดเกมมาแนะนำค่ะ
โรคติดเกม องค์การอนามัยโลก (WHO) เตรียมจัดให้ความผิดปกติจากการเล่นเกมหรือติดเกม เป็นอาการทางสุขภาพจิตร้ายแรงที่ต้องได้รับการรักษา และได้ถูกบัญญัติให้เป็นโรคชนิดหนึ่ง เรียกว่า ภาวะการติดเกม จัดอยู่ในกลุ่มโรคย้ำคิดย้ำทำ และต้องการการบำบัดรักษา จากสถิติทั่วโลกพบว่าเด็กติดเกมจะมีผลเสียต่อสุขภาพ
วิธีสังเกตลูกว่าติดเกมหรือไม่?

สัญญาณที่บ่งบอกว่าลูกน้อยวัยไม่กี่ขวบเริ่มติดเกมจนกลายเป็นปัญหา และต้องการแนวทาง “การช่วยเหลือ” ที่ชัดเจนจากผู้ปกครอง
- มีความต้องการที่จะเล่นมากขึ้น ชอบต่อรองการเล่นและเพิ่มเวลาในการเล่นมากขึ้น
- ขอเล่นเกมที่ยากขึ้น มีความซับซ้อนมากขึ้น ขอใช้เครื่องที่มีความเร็วและแรงขึ้น
- เด็กเริ่มตัดขาดจากโลกภายนอก ไม่คุยกับพ่อแม่ ไม่เล่นกับเพื่อนฝูง ไม่เข้าสังคม หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่เด็กในวัยนี้ควรทำเลย
- เคยกินนอนเป็นเวลา ก็จะไม่ยอมกิน ห่วงเล่นเกม ไม่ทำการบ้าน ไม่นอนก็ได้ นั่งเล่นดึกดื่นได้ นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย อยากจะตื่นมาเล่นเกม
- โกรธ เมื่อจำกัดเวลาในการเล่นหรือห้ามเล่น มีพฤติกรรมที่ไม่เคยทำมาก่อน เช่น ทุบตีพ่อแม่ ขว้างข้าวของ อารมณ์เปลี่ยนแปลง ภาวะจิตใจเปลี่ยน มีพฤติกรรมก้าวร้าวกับพ่อแม่และคนรอบข้างได้
4 โรคแทรกซ้อนจากพฤติกรรมการติดเกม
-
สายตาสั้น การจ้องจอนานๆ จะมีผลต่อสายตา เพราะแสงและสีของภาพที่ฉูดฉาด การเคลื่อนที่เร็ว จะส่งผลให้เด็กๆ เป็นโรคสายตาสั้น และยังทำให้ปวดกล้ามเนื้อตา ตาอักเสบได้
-
ขัดพัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ เพราะเด็กๆ จะใช้นิ้วกดเล่น มีการเกร็งกล้ามเนื้อมือและแขน ทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อต้นคอ ไหล่ กล้ามเนื้ออักเสบ ส่งผลให้ร่างกายเจริญเติบโตไม่เต็มที่
-
การสื่อสารบกพร่อง การมองแต่จอโดยไม่สนใจหรือมองสิ่งรอบข้าง ทำให้เด็กสื่อสารทางเดียว มองทางเดียว เล่นคนเดียว ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง พูดช้าลง หรืออาจนำไปสู่การเป็นโรคสมาธิสั้นได้
-
โรคอ้วน การที่เด็กๆ มองแต่จอ และนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานานวันละหลายชั่วโมง ไม่มีการออกกำลังกาย พักผ่อนน้อย มีภาวะเครียดจากการเล่นเกม ต้องการเอาชนะ ทำให้กระบวนการทำงานของร่างกายผิดปกติ ทำให้เกิดโรคอ้วนและอาจนำไปสู่การเป็นโรคเบาหวานในอนาคตได้