facebook  youtube  line

รักลูก The Expert Talk EP.108 (Rerun) : รับมือภูมิแพ้ลูก รู้เร็วหายได้

 

รักลูก The Expert Talk Ep.108 (Rerun) : รับมือภูมิแพ้ลูก รู้เร็วหายได้

เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวอากาศร้อน สักพักฝนตก เจ้าตัวเล็กอาจจะมีอาการของระบบทางเดินหายใจ

จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกเริ่มเข้าใกล้โรคภูมิแพ้แล้ว

 

ฟังวิธีการสังเกต และวิธีการดูและเมื่อลูกเป็นโรคภูมิแพ้โดย The Expert รศ.พญ.รวีรัตน์ สิชณรังษี

กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน โรงพยาบาลพระรามเก้า

 

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

รักลูก The Expert Talk EP.109 : แก้ปมเด็กติดเกม พ่อแม่ช่วยได้

 

รักลูก The Expert Talk Ep.109 : แก้ปมเด็กติดเกม พ่อแม่ช่วยได้

เข้าใจก่อนทำไมลูกติดเกม…อยากอยู่กับเพื่อน อยากเล่นอะไรที่ท้าทายเพราะต่อบล็อกไม้แบบเดิมก็เบื่อแล้ว

ชวนพ่อแม่ฟัง The Expert หากจะเล่นเกมจริงๆ จะต้องเลือกอย่างไร แบบไหน ใช้หลักการอะไร ก่อนที่จะถลำเข้าไปสู่ปัญหาเด็กติดเกม

 

ฟังแนวทางและวิธีให้เด็กห่างจากเกมโดย The Expert อาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ

นักวิชาการด้านสื่อ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว

 

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

รักลูก The Expert Talk EP.11: เลี้ยงลูกเชิงบวก ตอน "เลี้ยงลูกเชิงบวก" กับครูหม่อม

เลี้ยงลูกเชิงบวก ตอน เลี้ยงลูกเชิงบวก กับครูหม่อม

การสร้างวินัยเชิงบวก ไม่สามารถทำสำเร็จได้ในครั้งเดียวนะคะ คุณพ่อคุณแม่ต้องทำวนไป จนเกิดเป็นนิสัยและวินัยเชิงบวกที่จะติดตัวลูกไปตลอด ฟังวิธีการสร้างวินัยเชิงบวก ที่ไม่ได้ยากเกินมือพ่อแม่ จากครูหม่อม ผศ. ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร อาจารย์ประจำสถาบันแห่งชาติ เพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล

การเลี้ยงลูกเชิงบวกสัมพันธ์กับทักษะสมอง EF อย่างไร

วิธีการเลี้ยงลูกเชิงบวกเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการทักษะสมอง EF ให้กับเด็กๆ เพราะการเลี้ยงลูกเชิงบวก คือการที่คุณพ่อคุณแม่สอนและฝึกฝนลูกไปสู่พฤติกรรมเป้าหมายบนฐานของความรักความอบอุ่นความไว้ใจ และการรู้ว่าต้องใช้เวลาในการฝึกฝนด้วยและใช้เวลาในการปลูกฝังความไว้ใจกันและกันด้วย

ที่พูดไปทั้งหมดมันเป็น Key Word ทั้งหมดเช่น ถ้าเราให้คุณพ่อคุณแม่สอนและฝึกฝนลูกให้ไปสู่พฤติกรรมเป้าหมาย คำถามคือในแต่ละวันที่เราสอนลูกทุกครั้งที่เราสื่อสารกับลูกเรามีเป้าหมายในการสอนลูกไหม เช่น ลูกกำลังวิ่งเล่นอยู่แล้วเราบอกอย่าเล่นลูกเดี๋ยวล้ม เป้าหมายของเราคืออะไรกลัวเขาล้ม เรากำลังสอนและฝึกฝนพฤติกรรมเป้าหมายไหม คำตอบคือ ไม่ใช่เพราะคำพูดนั้นมาจากความกลัวของเรา

ถ้าจะไม่ให้เขาวิ่งแล้วล้มเราอยากสอนอะไรสอนให้เขาระวัง สอนให้เขาเดิน เราอยากสอนอะไรเขา เราต้องมีเป้าหมายแล้วสื่อสารฝึกฝนเขาไปสู่พฤติกรรมเป้าหมาย ถ้าเราอยากสอนให้เขาระวังต้องสื่อสารว่าวิ่งอย่างไรก็ได้ไม่ให้ล้ม หนูจะวิ่งอย่างไร ได้ใช้ EF คือการทำงานสมองส่วนหน้าเป็นสมองขั้นสูงที่ใช้ในการกำกับความคิด กำกับอารมณ์ กำกับพฤติกรรมเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย

เวลาที่เด็กวิ่งเล่นอยู่แน่นอนอารมณ์ฟุ้งซ่าน อารมณ์มาก คึกมากก็จะวิ่งพ่อแม่ดูก็จะกลัวพอกลัวแล้วเราจะให้ EF เขากำกับอารมณ์เขาอย่างไร ถ้าเราบอกหยุดอย่าวิ่ง เขาหยุดแต่ EF ก็จะไม่ทำงานเพราะเขาหยุดจากคำพูดของเราไม่ได้หยุดจากการใช้ EF ของตัวเองกำกับพฤติกรรม กำกับอารมณ์ เพื่อไปสู่เป้าหมาย แถมถ้าเราบอก หยุด อย่าวิ่งเดี๋ยวก็ล้ม เรากำลังขัดใจเขาไหม นอกจากอารมณ์สนุกที่หยุดลงแล้ว เรายังไปเพิ่มความรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาอีก เท่ากับเรากำลังจุดประกายอีกว่าเรากับลูกกำลังพร้อมบวก ถ้าเราไม่ใช้วินัยเชิงบวก คำพูดที่เราสื่อสารไปก็พร้อมบวกแน่นอน

ตั้งเป้าหมายกับลูก

ฉะนั้นถามตัวเองเราอยากได้อะไรจากลูก ตั้งเป้าหมายก่อน เรากำลังอยากฝึกฝนลูกเรื่องอะไร วิธีการสื่อสารพูดไปแล้วลูกมีส่วนร่วมในการคิดไหม ถ้ามีและอยู่บนฐานของความไว้ใจซึ่งกันและกันแล้วแน่นอนเรากำลังสอน ฝึกฝนเขาเพราะวินัยจะเกิดขึ้นได้ต้องใช้เวลา

ฉะนั้นอยากให้คุณพ่อคุณแม่รู้ว่าถ้าเราสอนลูกวันนี้ หนูวิ่งอย่างไรก็ได้ลูกแต่ดูแลตัวเองไม่ให้ล้ม เราพูดวันนี้ครั้งที่ 1 ไม่ได้แปลว่าพรุ่งนี้ได้เลยต้องใช้เวลา แปลงความห่วงใยของคุณพ่อคุณแม่เป็นเชิงบวกอยู่บนฐานเมื่อพูดออกไปแล้วมีเป้าหมายที่จะพูด พูดไปแล้วอยู่บนฐานที่ให้เขามีส่วนร่วมในการตัดสินใจเพราะเท่ากับไว้ใจเขาและให้เขาได้ใช้ EF ด้วย แต่ถ้าเราไม่แปลงความห่วงใยของเราเป็นคำพูดเชิงบวกคำพูดของเราที่ออกไปจากอารมณ์เชิงลบก็พร้อมบวกลูก

เป็นพ่อแม่เชิงบวก

ตามหลักเลยก่อนที่เราจะพูดอะไรหยุดคิดนิดหนึ่งว่าเราอยากได้อะไรจากเขาแปลงความกังวล รู้ตัวเองก่อนว่าเรากำลังกังวลลูกนะ เรากำลังกลัวว่าลูกจะเกิดอะไรขึ้น กลัวว่าจะเกิดอะไรแล้วเราจะสอนอะไรเขา ลองคิดไปว่าถ้าไม่มีเรายืนอยู่ตรงนี้เราอยากให้เขาเป็นคนอย่างไร เราก็ใช้วิธีการสอนตั้งเป้าหมายแล้วสอนเลย ยกตัวอย่างอะไรได้บ้าง

แม่ดอยอยากสอนลูกเรื่องอะไรหรือกังวลเรื่องอะไรอยู่ไหม คือตอนนี้กำลังกังวลว่าเขากำลังอยู่ในวัยอนุบาล แล้วถ้าถูกเพื่อแกล้งมากๆ ปฏิกิริยาที่เขาโต้ตอบไปมันจะไปพร้อมบวกกับคนอื่นไหม จะมีวิธีการป้องกันอย่างไรเพื่อไปเรื่องของการสร้างสรรค์ เพราะเห็นว่าสถานการณ์เดี๋ยวนี้มีเด็กแกล้งกัน ชกกัน บูลลี่กัน เรื่องเหล่านี้มีวิธีคิดเชิงบวกที่พ่อแม่จะให้กับลูกในวิธีการแก้ปัญหาสถานการณ์

ในคำถามครูหม่อมได้ยินอยู่หลายอย่าง เวลาที่ได้ยินคำว่าคิดเชิงบวก การคิดเชิงบวกเป็นผลพลอยได้จากการมีประสบการณ์ที่บวก เพราะฉะนั้นการสร้างวินัยเชิงบวกที่เราได้ยินกันที่บอกว่าเป็นเครื่องมือที่เราสื่อสารกับลูกแล้วทำให้เขามีภาพจำระหว่างเรากับเขาในทางที่ดีถึงจะคิดบวกได้

ที่นี่ถามว่าลูกเราจะรับมืออย่างไรเวลาที่ถูกเพื่อนบูลลี่ ถูกเพื่อนแกล้ง คำถามครูหม่อมคือที่แม่ดอยถามว่าเรามีวิธีป้องกันอย่างไร เราอยากป้องกันอะไร ป้องกันไม่ให้เพื่อนมาแกล้งหรือป้องกันลูกเราให้ก้าวข้ามหรือป้องกันไม่ให้ลูกถูกแกล้งอะไรคือเป้าหมายอันนี้คือคำถามก่อน ถามตัวเองก่อนทะเลาะกับตัวเองให้เสร็จ เรามองเหตุการณ์ไปเด็กอนุบาลบูลลี่กันสำหรับครูหม่อมมองว่าคือเด็กที่ไม่มีทักษะสังคมมาอยู่ด้วยกันมาแย่งความสนใจกันและกัน เพราะฉะนั้นถามว่าวินัยเชิงบวกช่วยป้องกันลูกเราได้อย่างไรบ้าง คือ

ลูกเราจะให้ความสนใจกับคนอื่นได้ถ้าเขาได้รับความสนใจจากเราจนอิ่มแล้ว เหมือนเขามีข้าวผัดอยู่ถุงหนึ่งแล้วเขาอิ่มอยู่มีคนมาขอเราให้ไหม เรานึกถึงตอนจ่ายตลาดตอนอิ่มซื้ออะไรได้เยอะไหม แต่ถ้าเราไปซื้อตอนหิวเราก็จะอยากได้ไปหมด เพราะฉะนั้นป้องกันอย่างไรเวลาที่ลูกเรามีเพื่อนมาขอความสนใจจากครูจากเพื่อนอย่าไปเล่นกับลูกเรานะมาเล่นกับหนูดีกว่าลูกเราอย่างนั้นอย่างนี้ ลูกเราจะรู้สึกว่าอยู่ได้เพราะว่าไปเล่นอย่างอื่นเล่นกับคนอื่นก็ได้

บูลลี่จะเกิดคำว่าเหยื่อหรืออันธพาลได้สำหรับเด็กๆ คือเหมือนมีคนมายั่วโมโหเรา ยั่วโมโหจะสำเร็จเมื่ออีกฝ่ายโมโหแต่ถ้าอีกฝ่ายไม่โมโหมันไม่สำเร็จนะ ถามว่าอันไหนเรียกแกล้งอันไหนเรียกกลั่นแกล้งหรืออันไหนเรียกเล่นกัน บางทีกลั่นแกล้งอาจจะเป็นมุมมองของผู้ใหญ่ว่าไปพูดแบบนี้ไม่ดีแต่ถ้าอีกฝ่ายไม่ได้รู้สึกอะไรมันไม่ได้เรียกว่ากลั่นแกล้ง

เพราะฉะนั้นถ้าลูกเรามีความมั่นคงทางจิตใจคือได้รับความสนใจที่อิ่มถ้ามีใครมาเรียกร้องไม่ให้ใครมาเล่นด้วยเขาก็จะอยู่ของเขาได้ ที่สำคัญป้องกันไม่ให้ลูกเราไปบูลลี่คนอื่น ถ้าลูกเราไม่บูลลี่คนอื่นแสดงว่าลูกเราน่าคบเพราะฉะนั้นลูกเราจะมีเพื่อนแน่นอน ไม่ว่าเพื่อนนั้นอย่าไปเล่นกับคนนั้นอย่าไปเล่นกับคนนี้แต่ลูกเราไม่ต้องทำอะไรมากแต่เพื่อนจะอยากเล่นด้วย เพราะลูกเราจะเป็นคนที่มั่นคงทางอารมณ์ไม่ไปบูลลี่คนอื่น วิธีพูดจาก็จะมีแต่คนอยากเข้าหา

ที่นี่ถามว่าถ้าลูกเราถูกบูลลี่แล้วลูกเราอารมณ์มันไปเราจะทำอย่างไร เราไม่ได้ป้องกันไม่ให้คนมาบูลลี่เพราะทำไม่ได้ อันนี้พ่อแม่ต้องยอมรับก่อนที่จะไม่ไปพร้อมบวกกับคนอื่นมันห้ามสถานการณ์แบบนี้ไม่ได้ ที่นี่ให้เราคิดบวกมองในแง่ดีให้ลูกเราเจอแต่เล็กถ้าเราสอนวิธีการป้องกันเท่ากับลูกเรามีโอกาสที่จะฝึกเรื่องทักษะอารมณ์ก่อนใคร

ทักษะอารมณ์เป็นเรื่องแปลกอย่างหนึ่งคือว่าถ้าลูกเราไม่โกรธก่อนเราสอนไม่ได้นะ ลูกเราต้องโกรธก่อนถึงจะสอนลูกควบคุมอารมณ์ได้ ลูกเราต้องโกรธก่อนถึงจะสอนลูกให้ๆ อภัยคนอื่นได้ นี่คือเรื่องทักษะอารมณ์ สังคมที่แปลกมากแล้วสิ่งหนึ่งเลยเราไม่ Protect มากเกินไปยอมรับไปเลยว่าต้องเกิดขึ้น เกิดขึ้นแต่เด็กยิ่งดีแปลว่า

1.ลูกเรามีโอกาสที่จะฝึกได้ยาวนานขึ้นตั้งแต่แรกเริ่ม

2.เกิดขึ้นตั้งแต่เด็กจะดีคือบูลลี่กันตั้งแต่เด็กอนุบาลไม่ร้ายแรงเท่าบูลลี่ตอนโตถ้าฝึกตอนนี้ลูกเรารับมือตอนโตได้ ป้องกันโตไปลูกเราไม่บูลลี่ใครกับเมื่อถูกบูลลี่รับมือเป็นเพราะฝึกตั้งแต่อนุบาล ซึ่งเป็นการฝึกพ่อแม่ฝึกลูกฝึกวิธีการรับมือสถานการณ์ต่างๆ

วิธีการฝึก ถ้าลูกเราถูกบูลลี่ เหมือนเดิมมันเป็นเรื่องของอารมณ์ เราแสดงความเข้าใจอารมณ์นั้นได้กับลูกเล็กๆ เราบอกเลยว่าพ่อเข้าใจ แม่เข้าใจ ว่าหนูรู้สึกอย่างไรเมื่อเพื่อนมาทำอะไร อันนี้ในกรณีที่เขามาเล่าอะไรให้ฟังและเรามองไปรู้ว่าลูกโกรธ ลูกไม่พอใจ “พ่อรู้ว่าหนูเสียใจที่เพื่อนมากันไม่ให้คนอื่นมาเล่นกับหนู พ่อรู้ว่าหนูไม่พอใจที่เพื่อนมาหยิบของเล่นของหนูไปแล้วไปปาทิ้ง” คือเราใช้การแสดงความเข้าใจทำอย่างไรก็ได้ให้ลูกรู้ว่าเป็นพวก แต่ถ้าเราฮึดฮัดขึ้นมา “ไปทำอีท่าไหนให้เพื่อนปาของไปได้ คราวหลังไม่ต้องเอาไป ก็บอกแล้วว่าอย่าเอาไป” อันนี้เรียกซ้ำเติมและทับถม

คุณพ่อคุณแม่มักไม่รู้ตัวว่าจริงๆ แล้วตัวเองไม่พอใจที่คนอื่นมาทำกับลูกแบบนี้ แล้วแสดงความไม่พอใจนั้นโดยการโทษลูก แต่ลูกไม่เข้าใจทำไมเพื่อนเป็นคนเอาของหนูไปปาทิ้งแล้วหนูยังโดนดุอีก แล้วข้างในของเด็กคืออะไรความคับข้องใจจะเกิด

เพราะฉะนั้นมันจะไม่ตรงกับคำว่าสอนและฝึกฝน Teach and train target behavior คือสอนและฝึกฝนพฤติกรรมเป้าหมาย พฤติกรรมเป้าหมายคือการที่ลูกสามารถที่จะรับรู้อารมณ์ตัวเองและแสดงออกมาอย่างเหมาะสม ซึ่งนี่คือทักษะ EF ด้วย แต่ทักษะ EF หรือสมองจะกำกับไม่ได้เลยถ้าเขาไม่มีคำสอนหรือประสบการณ์เดิมที่จะดึงออกมาแล้วก็ฟังแล้วฝึกตัวเอง เช่น ถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่เคยบอกว่าแบบนี้เรียกว่าโมโห หนูไม่พอใจที่เพื่อนเอาของเล่นหนูไปปา ถ้าเขาไม่มีศัพท์คำนี้ครั้งหน้าเมื่อเกิดขึ้นเขาจะไม่มีคำศัพท์ว่าโมโหในการเข้าใจอารมณ์ตัวเองในการสื่อสารกับตัวเอง

ซึ่งเด็กเล็กไม่มีคำศัพท์เหล่านี้อยู่ในหัว มีแต่ความรู้สึก พอเขาเข้าใจอารมณ์ตัวเองแล้วก็จะนำไปสู่การสอน หนูลองคิดสิถ้าครั้งหน้าเพื่อนมาทำแบบนี้อีก หนูจะทำอย่างไร ให้ลูกคิดลูกเด็กแค่ไหนก็ตามให้ถามแล้วก็วางใจกันและกัน วางใจว่าลูกเราตอบได้

ผู้ประคองมองเชิงบวก

เราผ่าน EP ผู้ประคองมาแล้ว นี่คือหน้าที่ของผู้ประคอง ผู้ประคองไม่ไปบวกเอง ไม่ไปบวกแทน ไม่ไปรบราเอง แต่ไว้ใจฝึกฝนคนของเรา เพราะฉะนั้นถามว่าทำไมถึงอยากให้คุณพ่อคุณแม่วางใจลูก เมื่อไหร่ที่คุณพ่อคุณแม่วางใจลูก ลูกจะได้โอกาสในการฝึก EF ของตัวเองไม่พอผลที่ตามมาจะทำให้เขาเกิดการไว้ใจตัวเองได้ด้วย แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่บอกว่า “ต้องทำแบบนี้”

1 เป็นประโยคคำสั่งไม่เป็นมิตรกับสมอง

2 คำสั่งนี้ไปทำอย่างนี้นะ แต่มันไม่ใช่ตัวเขา ลูกเราเป็นคนที่อยู่หน้างานแล้วเขารู้สึกไม่ Comfortable ที่จะทำวิธีนั้นมันเป็นไปได้ว่าเขาจะไม่ทำหรือเป็นไปได้ว่าเขาทำแต่ไม่เวิร์ค

ถ้ากรณีทั้งสองอย่างมันไม่เวิร์คสำหรับเขา คิดว่าเขาจะโทษใคร ทำตามแม่แล้วมันไม่เวิร์คโทษตัวเองโทษแม่ด้วย ฐานที่มั่นก็ไม่ดีตัวเองก็ไม่ดีไม่เหลืออะไรนะ แต่ถ้าเราเอาใหม่เราถามลูกว่าครั้งหน้าหนูจะทำอย่างไรให้เขาตอบอะไรมาก็ตามให้เขาไปลอง ถ้ามันไม่เวิร์คทำอย่างไร เปลี่ยนวิธีครั้งหน้าหนูทำอย่างไรเราพาเขาเปลี่ยนวิธี เห็นไหมคำว่าร่วมทุกข์ร่วมสุขเกิดขึ้นแล้ว

ขณะเดียวกันเรากำลังโมเดลคำว่าคิดบวก คิดบวกคือไม่คิด Blame ใครแต่คิดไปทางเป้าหมายว่าถ้าแบบนี้ไม่เวิร์คเราเรียนรู้แล้วว่าไม่เวิร์ค ถ้าไม่เวิร์คมีทางเดียวไหม ไม่เวิร์คเปลี่ยนวิธี ไหนลองเปลี่ยนวิธีลองอันนั้นสิ ถ้าเขาบอกอะไรมาให้เขาลองดู ถ้าคิดไม่ออกจริงๆ แม่ลองอาจจะแชร์แต่ขอให้แชร์ประสบการณ์ว่าถ้าเป็นแม่แม่เคยทำแบบนี้

คุณพ่อคุณแม่หลายคนถามว่า Fake ได้ไหมถ้าเป็นพ่อแม่ทำแบบนี้หรือไม่เคยทำแต่อยากเล่าได้ไหม เล่าได้แต่ให้อยู่ในโทนที่ไม่ได้แบบไปทำตามนี้นะลูก คือเราให้เป็นข้อมูลแต่ที่เหลือลูกเราเป็นคนตัดสินใจมันถึงจะอยู่บนฐานของความวางใจไว้ใจ

เพราะฉะนั้นครูหม่อมมองว่าวินัยเชิงบวกจะเป็นแบบนี้ไปตลอดชีวิตไม่ใช่เรื่องนั้นก็เรื่องนี้ หมายความว่าปัญหาที่เข้ามาเพียงแต่ว่าสิ่งที่เรากำลังสื่อสารให้ลูกฟังก็คือเมื่อไหร่ที่ลูกมีปัญหาแม้ในวันที่ไม่มีคุณพ่อคุณแม่อยู่ คุณพ่อคุณแม่กำลังพูดอยู่ซ้ำๆ ว่าครั้งหน้าลองใหม่ ครั้งหน้าทำใหม่วิธีนี้ไม่เวิร์คเหรอ ครั้งหน้าเราเปลี่ยนวิธี

เพราะฉะนั้นหลักคิดตรงนี้มันจะอยู่กับลูกของเรา ลูกเราโตขึ้นไป ง่ายๆ เลยถ้าวันนี้ลูกเรามีเราที่คอยบอกว่าพ่อเข้าใจว่ารู้สึกอย่างไร ลูกเราโตขึ้นไปมีแฟนจะพูดกับแฟนเขาอย่างไร ก็พูดแบบนี้ ไม่เป็นไรเอาใหม่เริ่มใหม่ได้ พรุ่งนี้ยังมีโอกาส คือมันจะเป็นลู่ทางไปแบบนี้เลยแสดงว่าลูกเรากลายเป็นคนที่มีความมั่นคงทางอารมณ์ในตัวเอง ให้ความสำคัญกับคนอื่นเป็นเคารพในความรู้สึกนึกคิดของคนอื่น

ความคาดหวังจะอยู่บนความคาดหวังร่วมกันก็คือเราเดินไปด้วยกัน แต่ไม่ใช่ความคาดหวังที่เป็นคำสั่งว่าเธอต้องทำแบบนี้เธอจะได้เป็นแบบนี้

เลี้ยงลูกเชิงบวกได้เมื่อไหร่

สามารถเริ่มได้เลย เพราะวินัยเชิงบวกมีไว้ให้คุณพ่อคุณแม่เป็นไม่ได้มีไว้ปรับลูก ในความหมายของครูหม่อมก็คือว่าถ้าไม่ได้ใช้วินัยเชิงบวกมันก็คือวินัยเชิงลบ วินัยเชิงลบหมายความว่าคือการเลี้ยงลูกด้วยความรุนแรง การเลี้ยงลูกให้เกิดความอับอาย การเลี้ยงลูกด้วยการประจาน ประชด เลี้ยงลูกด้วยการทำร้ายร่างกายหรือการทำร้ายจิตใจ เป็นการเลี้ยงลูกที่ให้เกิดการตีตราว่าห่วยว่าไม่ดี

ส่วนวินัยเชิงบวกคือการเลี้ยงลูกด้วยการสอนและฝึกฝนพฤติกรรมเป้าหมายบนความไว้วางใจลูก เป็นวิธีการที่ให้คุณพ่อคุณแม่เป็น สมมติเราเป็นคุณพ่อคุณแม่เชิงบวกอาจจะโอ๋ลูกว่า รู้ว่าลูกเสียใจหนูเลยร้องไห้ไม่ได้แปลว่าลูกจะต้องหยุดนะคะ

แต่คำถามคือถ้าลูกไม่หยุดคุณพ่อคุณแม่จะทำอย่างไร ก็ขอให้คุณพ่อคุณแม่เป็นเชิงบวกต่อไป รู้ว่าลูกเสียใจมากหนูเลยยังร้องไห้อยู่ แล้วถ้าไม่หยุดทำอย่างไร ก็ทำต่อไป เพราะฉะนั้นถามว่าเริ่มได้เลยเพราะมันอยู่ที่ตัวเราไม่ได้อยู่ที่ผลของมัน ถ้าเราอยากเป็นคุณพ่อคุณแม่เชิงบวกต่อให้ลูกจะใช้เวลานานแค่ไหนกว่าลูกจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเราก็ยังต้องบวกอยู่ แต่เมื่อไหร่ที่เรา โอ้ย ร้องอยู่ได้ รำคาญ แบบนี้เราหยุดการเป็นเชิงบวกและเป็นเชิงลบทันที

ผลของวินัยเชิงลบ

การสร้างวินัยเชิงลบส่งผลทั้งสมองและจิตใจด้วย เมื่อตอนต้น EP เราบอกว่าการสร้างวินัยเชิงบวกเป็นเครื่องมือทำให้ EF ทำงาน แต่ถ้าเราใช้เชิงลบเมื่อไหร่ เรากำลังกระตุ้นให้สมองส่วนอารมณ์ทำงาน ถ้าสมองส่วนอารมณ์ทำงานจะเกิดอะไรขึ้นเขาเรียกว่าสมองปิด สมองส่วนอารมณ์จะไม่ปล่อยข้อมูลให้ EF ลงมาทำงานร่วมด้วย

เพราะฉะนั้นเราจะหาเด็กที่มีเหตุผลไม่ได้เลยเพราะสมองส่วนอารมณ์จะทำงาน เมื่อเวลาที่สมองส่วนอารมณ์ทำงานอะไรจะเกิดขึ้นเด็กจะใช้ Defence mechanism หรือว่ากลไกปกป้องตัวเอง กลไกปกตัวเองมีอยู่ 3 รูปแบบ

รูปแบบแรก “กลไกปกป้องตัวเองแบบสู้”

ถ้าสู้คือง่ายๆ เลยเวลาลูกเราประทะคารมกันลูกเราก้าวร้าว เถียงไหม นั่นคือลูกเรามีสัญชาตญาณปกป้องตัวเองเป็นแบบสู้ เขาไม่ได้เป็นคนก้าวร้าว กลไกปกป้องตัวเองเป็นเรื่องที่สำคัญของชีวิตมนุษย์ทุกคน มนุษย์ทุกคนไม่สามารถเหตุผลแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้ในยามคับขันเราจำเป็นต้องใช้กลไกปกป้องตัวเองความสำคัญอยู่ที่เราไม่ได้คับขันจนเป็นนิสัยและสันดาน คืออะไรที่มันคับขันเช่น ไฟไหม้ต้องยกตุ่มหนี แบบนี้คับขัน หรือว่าอะไรที่ต้องอาศัยการเอาตัวรอดเฉพาะหน้าไหวพริบอะไรแบบนี้

กลไกลปกป้องตัวเองสำคัญ แต่ถ้าการดำเนินชีวิตแบบมีเป้าหมาย EF สำคัญเพราะฉะนั้นถ้าเราใช้วินัยเชิงลบเราชวนลูกบวกบ่อยๆ ไม่ใช้วินัยเชิงบวกนั่นแปลว่าเราจะเป็นคนที่ไปกระตุ้นสมองส่วนอารมณ์ของลูกเราให้ลูกเราใช้กลไกปกป้องตัวเองจนเป็นนิสัย แบบแรกคือ แบบสู้ลูกเราจะเถียงก้าวร้าวลูกเราจะกลายเป็นคนแบบนั้นไหม จะกลายเป็นถ้าเราให้ลูกเราใช้สมองส่วนอารมณ์ในการเถียงเราบ่อยๆ เพราะฉะนั้นวินัยเชิงบวกจึงจำเป็น

รูปแบบที่สอง “กลไกปกป้องตัวเองแบบถอย” กลไกปกป้องตัวเองแบบถอยเราก็จะเจอลูกดื้อตาใส ดื้อตาใสคือไม่ทะเลาะด้วยแต่ก็ไม่ทำ ดื้อเงียบ แอบทำ โกหก เหมือนจะเรียบร้อย เหมือนคนพูดง่ายแต่ทำไมยาก

รูปแบบที่สาม “กลไกปกป้องตัวเองแบบสมยอม” สมยอมคือทำเพราะกลัวพ่อแม่ไม่รัก ทำเพราะกลัวถูกทำร้ายร่างกายหรือจิตใจก็ตาม ก็คือจะสมยอม บอกให้นั่ง นั่ง บอกให้ยืน ยืน ทำไมถึงทำกลัวไม่รัก กลัวพ่อแม่ตี กลัวประจานหนูต่อหน้าคนอื่น ใช้ชีวิตไปด้วยความกลัวระแวง

เพราะฉะนั้นเวลาที่ลูกของเราใช้กลไกปกป้องตัวเองบ่อยๆ จนเป็นนิสัยก็ลองคิดดูว่าลูกเราจะเป็นอย่างไรส่วนใหญ่เราจะใช้ตอนที่เราเอาตัวรอดจริงๆ แต่ถ้าลูกเราต้องดำเนินชีวิตด้วยการเอาตัวรอดก็แสดงว่าเราเป็นพ่อแม่ที่ไม่มั่นคงไม่ปลอดภัยให้กับลูก เพราะฉะนั้นนี่แหละทำไมถึงอยากให้ใช้วินัยเชิงบวก และมันสำคัญอย่างไร ถ้าไม่ทำแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่คงไม่อยากให้ลูกใช้กลไกปกป้องตัวเองจนเป็นนิสัย ถ้าใช้วินัยเชิงบวกเมื่อไหร่ EF ของลูกก็ได้ทำงานเมื่อนั้นเรียกว่าการเลี้ยงลูกเชิงบวกกับทักษะสมอง EF มันต้องมาคู่กัน

 

ติดตามฟังได้ที่รายการรักลูก The Expert Talk 

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

 

รักลูก The Expert Talk EP.110 (Rerun) : รักลูกเชิงบวก “สร้าง Self ให้ลูก ปลูกฝังตัวตนที่แข็งแกร่ง"

รักลูก The Expert Talk Ep.110 :  รักลูกเชิงบวก "สร้าง Self ให้ลูก ปลูกฝังตัวตนที่แข็งแกร่ง" 

เลี้ยงลูกให้ได้ดี ลูกต้องมี “SELF” เพราะตัวตนที่แข็งแกร่ง จะทำให้ลูกเติบโตและอยู่ในสังคมได้อย่างปลอดภัย มั่นคงและอยู่รอด

 

ชวนสร้าง SELF กับครูหม่อม ผศ. ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร

อาจารย์ประจำสถาบันแห่งชาติ เพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล

 

  

ติดตามรักลูก Podcast ได้ที่

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

รักลูก The Expert Talk EP.111 : ฟินแลนด์โมเดล เราทำได้

 

รักลูก The Expert Talk Ep.111 :  ฟินแลนด์โมเดล เราทำได้

บ้านฟินแลนด์ไม่มีของเล่นเยอะแยะ เพราะกิจกรรมรอบตัวเด็ก สามารถเรียนรู้ได้ ส่วนปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เกิดฟินแลนด์โมเดลได้คือ “พ่อแม่ ผู้ปกครอง” อยากเข้าใกล้การเรียนรู้แบบฟินแลนด์โมเดล ทำได้อย่างไร ฟังครูจุ๊ย กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิคณะก้าวหน้า

  

ติดตามรักลูก Podcast ได้ที่

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

 

รักลูก The Expert Talk EP.112 : “5 ทักษะสำคัญลูกรอดทุกการเปลี่ยนแปลง”

 

รักลูก The Expert Talk Ep.112 :  5 ทักษะสำคัญ ลูกรอดทุกการเปลี่ยนแปลง

ทักษะที่จะทำให้เด็กอยู่รอดและอยู่ดีในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง “5 ทักษะและ 1 คุณลักษณะ” ที่สำคัญ ครูจุ๊ยคอนเฟิร์มว่ามีแล้วรอด และพ่อแม่สามารถช่วยกระตุ้นให้เด็กเกิดขึ้นได้ไม่ยาก ฟังครูจุ๊ย กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิคณะก้าวหน้า

  

ติดตามรักลูก Podcast ได้ที่

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

รักลูก The Expert Talk EP.113 (Rerun) : “ไข้หวัดใหญ่” โรคต้องระวัง เป็นแล้วกระทบสุขภาพระยะยาว

 

รักลูก The Expert Talk Ep.113 (Rerun) :  "ไข้หวัดใหญ่" โรคต้องระวัง เป็นแล้วกระทบสุขภาพระยะยาว

หนึ่งในสี่ของโรคที่เด็กมักเป็นบ่อยโดยเฉพาะช่วงวัยอนุบาล คือโรคไข้หวัดใหญ่ เป็นแล้วมีโอกาสเป็นซ้ำอีก นั้นเพราะตัวเชื้อไข้หวัดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงตลอด การรู้ธรรมชาติของโรค และการดูแลสุขอนามัยเป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะช่วยป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้

 

ฟังวิธีการรับโรคไข้หวัดใหญ่ โดย

The Expert รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์

ฃรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม

  

ติดตามรักลูก Podcast ได้ที่

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

รักลูก The Expert Talk EP.115 : แพ้น้ำประปา ขัดพัฒนาการ พ่อแม่อย่ามองข้าม

 

รักลูก The Expert Talk Ep.115 : แพ้น้ำประปา ขัดพัฒนาการ พ่อแม่อย่ามองข้าม

แพ้น้ำประปาไม่ใช่เรื่องเล็กพ่อแม่ห้ามมองข้าม กระทบพัฒนาการและการเรียนรู้ลูกน้อย!!

เพราะเวลาที่เกิดอาการแพ้เด็กสามารถมี ผื่นขึ้น ผิวแห้งลอก ผื่นคัน ส่งผลให้ไม่สบายตัว หงุดหงิดง่าย อารมณ์ไม่ดี แทนที่จะได้เล่นอย่างมีความสุข ได้พัฒนาทั้งทางร่างกาย และอารมณ์กลับถูกสกัดกั้นพัฒนาการจากเรื่องใกล้ตัวอย่างการแพ้น้ำ

มารู้ถึงสาเหตุการแพ้น้ำประปาจาก “คลอรีน” อีกสาเหตุการแพ้ใกล้ตัวที่คนมักมองข้าม รวมถึงวิธีการรับมือ และการป้องกัน ที่พ่อแม่ทำได้เองไม่ยาก และมารู้จักกับนวัตกรรมกรองคลอรีนส่งตรงจากญี่ปุ่น ฝักบัวที่ช่วยกรองคลอรีน ให้อุ่นใจทุกครั้งเมื่ออาบน้ำให้ลูกน้อย เพราะการแก้ปัญหาต้องแก้ที่ต้นเหตุ และการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือ การป้องกันไม่ให้เกิดปัญหานั่นเอง

 

ฟัง The Expert รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์

รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม

 

มาพูดคุยให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการแพ้ และวิธีการป้องกันกันค่ะ คุณพ่อคุณแม่คนไหนสนใจ

ชี้เป้าฝักบัวกรองคลอรีน KUDOS Purebliss ตามด้านล่างเลยค่า👇

🛒 Lazada: https://s.lazada.co.th/s.l2Ijj

🛒 Shopee: https://shp.ee/yztsyep

🛒 Website: https://kudos.co.th/shop/kudos-purebliss-shower/

 

หรือถ้าสนใจฝักบัวนวัตกรรมเจ๋ง ๆ KUDOS เค้าก็มีให้เลือกอีกหลายรุ่น ตามไปดูได้เลย https://www.facebook.com/KUDOSTHAILAND

  

ติดตามรักลูก Podcast ได้ที่

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

รักลูก The Expert Talk EP.116 : เช็กก่อนเป็น “ภูมิแพ้ผิวหนัง” กระทบพัฒนาการ

 

รักลูก The Expert Talk Ep.116 : เช็กก่อนเป็น "ภูมิแพ้ผิวหนัง" กระทบพัฒนาการ

โรคภูมิแพ้ผิวหนัง ไม่ใช่แค่ผื่นคันแต่กระทบพัฒนาการของลูกระยะยาวหงุดหงิดง่าย ไม่สบายตัว และเมื่อคันบ่อย ๆ ก็จะเกิดเป็นแผลถลอก เป็น ๆ หาย ๆ ยิ่งสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยก็กระตุ้นทำให้เกิดอาการได้ง่าย

 

ฟังวิธีการรับมือเมื่อเป็นภูมิแพ้ผิวหนัง โดย The Expert

ผศ.พิเศษ.พญ.นุชนาฏ รุจิเมธาภาส

กุมารเวชศาสตร์ตจวิทยา โรงพยาบาลวิชัยยุทธ

 

ติดตามรักลูก Podcast ได้ที่https://linktr.ee/rakluke  

รักลูก The Expert Talk EP.117 : เช็กก่อนเป็น “ภูมิแพ้ผิวหนัง” กระทบพัฒนาการ

 

รักลูก The Expert Talk Ep.117 : เทคนิครับมือ 4 ปัญหาโรคผิวหนัง

4 อาการโรคผิวหนัง ลูกไม่สบายตัว กวนใจแม่ เป็นได้ตลอดทั้งปีและเป็นถี่ๆ “ผดร้อน ลมพิษ ผื่นคัน ผื่นผ้าอ้อม”

รับมืออาการที่ลูกเป็นบ่อยๆ นี้ได้อย่างไร

 

ฟังวิธีการจาก โดย The Expert

ผศ.พิเศษ.พญ.นุชนาฏ รุจิเมธาภาส

กุมารเวชศาสตร์ตจวิทยา โรงพยาบาลวิชัยยุทธ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์โรคผิวหนังและศัลยกรรมตกแต่ง โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โทร.02-265-7777 

 

ติดตามรักลูก Podcast ได้ที่https://linktr.ee/rakluke  

รักลูก The Expert Talk EP.118 : Dysfunctional Family ครอบครัวบกพร่องหน้าที่ เลี้ยงลูกแบบขาดๆ เกินๆ

 

รักลูก The Expert Talk Ep.118 : Family Out จอ Gen กับอาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ ตอนที่ 1 Dysfunctional Family ครอบครัวบกพร่องหน้าที่ เลี้ยงลูกแบบขาด ๆ เกิน ๆ

เลี้ยงลูกแบบไหนให้รอด? พ่อแม่ต้องทำอย่างไร

“Dysfunctional Family” ครอบครัวบกพร่องหน้าที่ เลี้ยงลูกแบบขาดๆ เกินๆ

Dysfunctional Family คืออะไร ? เลี้ยงลูกแบบไหนเลี้ยงแบบขาดๆ เกินๆ ?

 

ชวนฟัง รักลูก Podcast กับอาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ

 

ติดตามรักลูก Podcast ได้ที่https://linktr.ee/rakluke  

รักลูก The Expert Talk EP.119 : เด็ก 6 แบบจากครอบครัว Dysfunctional Family

 

รักลูก The Expert Talk Ep.119 : Family Out จอ Gen กับอาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ ตอนที่ 2 เด็ก 6 แบบจากครอบครัว Dysfunctional Family

 

เลี้ยงลูกแบบใด ได้ลูกแบบนั้น

ฟังอาจารย์ธามพูดถึงเด็ก 6 แบบที่เกิดจากบ้านที่ Dysfunctional Family ลูกจะมีบุคลิคลักษณะแบบใดบ้าง? 

 

ชวนฟัง รักลูก Podcast กับอาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ

 

ติดตามรักลูก Podcast ได้ที่https://linktr.ee/rakluke  

รักลูก The Expert Talk EP.12: รักลูกเชิงบวก “สร้าง Self ให้ลูก ปลูกฝังตัวตนที่แข็งแกร่ง" กับครูหม่อม

รักลูก The Expert Talk EP.12: รักลูกเชิงบวก "สร้าง Self ให้ลูก ปลูกฝังตัวตนที่แข็งแกร่ง" กับครูหม่อม

“Self คือตัวตน” ตัวตนที่แข็งแกร่ง เป็นเคล็ดลับให้ลูกอยู่ในสังคมได้อย่างปลอดภัย มั่นคงและอยู่รอด Self สร้างได้ และเริ่มต้นที่พ่อแม่ พบวิธีการสร้าง Self ตัวตนที่แข็งแกร่ง โดยครูหม่อม ผศ. ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร อาจารย์ประจำสถาบันแห่งชาติ เพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล

 

Self คืออะไร

สำหรับครูหม่อมแปลเลยว่าคือความรู้สึกนึกคิดของคนๆ หนึ่ง self ก็คือตัวตนเขาต้องมีความรู้สึกนึกคิดของตัวเขาเอง เป็นความรู้สึกนึกคิดที่แท้จริงของตัวเองไม่ใช่ที่เกิดจากความรู้สึกนึกคิดที่มีใครมาครอบงำให้รู้สึกอย่างนั้นให้เป็นแบบนั้นเพราะฉะนั้นเรื่องของตัวตนเป็นเรื่องที่เราเป็นตัวเรา เรามีความคิดของเรา เรามีความรู้สึกของเรา เรากล้าที่จะรู้สึกแบบนั้น

Self ดีอย่างไร เรื่องนี้เหมือนที่เราคุยกันว่าถ้าเราให้ลูกรู้หมดทุกอย่าง กูเกิ้ลช่วยเราได้ทุกอย่างให้เรารู้ทุกอย่างบนโลกใบนี้แต่ไม่สามารถทำให้เรารู้จักตัวเองได้อันนี้เรื่องสำคัญ ซึ่งเราจำเป็นต้องมี Self เพราะเป็นแก่นของมนุษย์ว่าฉันรู้สึกมีตัวตนนี่เป็นจุดเริ่มต้น ถ้าเรารู้ว่าความรู้สึกนึกคิดของเราถูกได้ยิน ถูกได้ฟัง Self นี้ก็จะมีพัฒนาการขึ้นไปเรื่อยๆ ถามว่า Self ดีอย่างไร เมื่อเรารู้สึกว่าเรามีตัวตน เราจะต้องมีคุณค่าอีก 4 คุณค่า

1.ตัวตนนี้สำคัญกับคนที่รักไหม

คือตัวตนนี้มีคนรักไหม ตัวตนนี้มีคนให้ความสำคัญไหมมีคนรักมีคนให้ความสำคัญ ถ้าอย่างนั้นตัวตนนี้มีอยู่จริง

2.ตัวตนนี้มีความสำคัญกับตัวเองไหม

เราสามารถรักตัวเองได้ไหม เราสามารถภูมิใจในตัวเองได้ไหม เราสามารถชอบตัวเองได้ไหม

3.ตัวตนนี้มีคุณค่ากับคนอื่นไหม

เรียกว่า Self worth การรู้สึกมีคุณค่ากับคนอื่น คือตัวตนนี้ทำประโยชน์อะไรให้กับคนอื่นได้บ้าง เป็นที่ยอมรับของสังคมไหม

4.ตัวตนนี้มีหลักคิดในชีวิตไหม

เรียกว่าคุณค่าในชีวิตหมายความว่าถ้าตัวตนนี้ถูกเลี้ยงมาให้มีความรัก ความผูกพันในครอบครัวเขาก็จะยึดไว้เป็นหลักคิดในชีวิตว่าตัวตนนี้ต่อไปเขาก็จะต้องสร้างครอบครัวที่มีความรักความอบอุ่น สร้างจากสิ่งที่เขาเป็นไม่ใช่ว่าอยากเป็น คือรู้วิธีด้วยแล้วก็ใช้ประสบการณ์เดิมที่มีคุณภาพมาเป็นหลักคิดในชีวิตได้ด้วย ถ้าเกิดคุณพ่อคุณแม่ให้คุณค่าเรื่องของความกตัญญูตัวตนนี้ก็จะมีหลักคิดในชีวิตในเรื่องของการดำเนินชีวิตด้วยความกตัญญู รู้คุณ เป็นต้น

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ตัวตนนี้มันจะเติบโตขึ้นมามีตัวตนแล้วตัวตนจะมีคุณค่ากับคนที่รักอย่างไร มีคุณค่ากับตัวเองอย่างไร มีคุณค่ากับผู้อื่นอย่างไร มีคุณค่าในการดำเนินชีวิตอย่างไร นี่คือหลักในการดำเนินชีวิต ถามว่ามีแล้วดีอย่างไร มีแล้วคือตัวเรามีคุณค่า มันคือคุณค่าของตัวตนเราแต่มันจะแบ่งออกเป็น 4 คุณค่า

เสีย Self

หากว่าเด็กขาดคุณค่าใดคุณค่าหนึ่งไป ลองคิดดูว่าถ้าเราดำเนินชีวิตไปแล้วเรารู้สึกไม่มีคุณค่ากับคนที่เรารักเลยเสียSelf ไหม เสีย Self ดำเนินชีวิตไปสักพักหนึ่งเรารู้แล้วว่าคุณแม่ให้ความสำคัญรู้ว่าเป็นที่รักของคุณพ่อคุณแม่ แต่คุณพ่อคุณแม่ทำทุกอย่างให้หมดเลยมองไปที่ตัวเองฉันไม่เคยทำอะไรเองเลยฉันไม่เคยมีความสามารถเลย พอจะทำอะไรคุณพ่อคุณแม่บอกไม่ต้องทำเดี๋ยวเลอะ เดี๋ยวแม่ทำให้เดี๋ยวพ่อทำให้ อาจจะมีคุณค่าแบบที่ 1 มีคุณค่าต่อคนรัก แต่เขาจะไม่มีคุณค่าต่อตัวเองหรือ Self esteem ความภาคภูมิใจในตัวเองหรือการเคารพตัวเองได้เลย

ดำเนินชีวิตไปสักพักหนึ่งเช่นเดียวกันไม่เคยมีจิตสาธารณะไม่เคยไปร่วมทุกข์ร่วมสุขกับผู้อื่นไม่เคยทำตัวเองให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น Self นี้ก็จะไม่สบายใจอีก รู้สึกภูมิใจในตัวเองแต่ไม่เคยเป็นที่ยอมรับในสังคม ก็ต้องหาการเติบโตของ Self นี้อีกในด้าน Self worth การรู้สึกมีคุณค่าต่อผู้อื่นของชีวิตนี้

ดำเนินชีวิตสักพักหนึ่งมีลูกหลานหรือมีหลักการในการดำเนินชีวิต ดำเนินชีวิตไปเพื่ออะไร เรา Value เรื่องอะไรเราจะหาเจอไม่ได้เลยถ้าเราไม่เคยถูกสืบทอดมาจากวิธีการที่คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงเรา เพราะฉะนั้นถามว่า Self นี้มีประโยชน์อย่างไร สำหรับครูหม่อมคือ Self คือตัวของเราถ้ามีแล้วพัฒนานั่นคือแก่นของการใช้ชีวิต

สร้าง Self ให้ลูก

เวลาที่เราบอกว่าเด็กบางคนมีตัวตนมากไปหรือเปล่าใหญ่คับบ้าน สั่งชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ คือกลับไปอยู่ในตัวตนสี่ด้านที่ครูหม่อมบอก คุณค่าในสี่ด้าน เขาอาจจะมีคุณพ่อคุณแม่รู้แล้วว่าเป็นที่ยอมรับ เป็นที่รักเป็นเลเวลเริ่มต้นของเด็กเล็กๆ ชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้แต่ทำไมยัง Act Out หรือยังสั่งคนทั้งบ้านเรียกร้องความสนใจอยู่ เป็นไปได้ที่เขาอาจยังไม่เกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง ตัวเองเป็นที่รักแต่ตัวเองยังไม่เห็นว่าทำอะไรได้

เพราะฉะนั้นอาจจะต้องแล้วแต่บ้านอาจจะต้องเพิ่มให้เขาหน่อยว่าควรเพิ่มด้านไหนบ้าง หรือเป็นไปได้ว่าสั่งชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้แต่นั่นแปลว่าเฉพาะแต่เวลาที่อยู่กับคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่อาจจะอยู่ด้วย 10 นาทีต่อวันก็ได้นั่นแปลว่าหนูจะรู้สึกมีตัวตนอยู่ 10 นาทีนี้ นอกจากนั้นแล้วคุณพ่อคุณแม่อยู่ไหนก็ไม่รู้ก็เป็นได้

เพราะฉะนั้นการเช็กว่าตัวตนสำคัญไหมเวลาที่เราบอกว่าเราอยากให้ลูกรู้ว่าตัวเองมีตัวตนก็คือการรู้ว่าความรู้สึกนึกคิดของเขาถูกฟัง ถูกฟังเมื่อไหร่ตัวตนที่หนึ่งจะเกิดต่อมาเขาจะเริ่มรู้แล้วว่าเขามีตัวตน ตัวตนนี้เป็นที่รักที่ยอมรับของพ่อแม่กับคนที่รัก หากเขาอยากทำอะไรแล้วคุณพ่อคุณแม่ส่งเสริม เรียนรู้ด้วย และมองเห็นว่าเขาทำอะไรได้บ้าง Value ที่สองของตัวตนเกิดเราค่อยๆ ดูไปทีละ Value

พัฒนาการของ Self

กว่าคนๆ หนึ่งจะมีความรู้สึกนึกคิดเป็นตัวของตัวเองมีพัฒนาการ 3 ขั้นด้วยกัน เริ่มตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึง 6 เดือน เด็กแรกเกิดจะยังไม่รู้ว่าตัวเองมีตัวตนคือยังไม่รู้ว่าตัวเองมีความรู้สึกนึกคิดปฏิกิริยาต่างๆ เกิดจากการทำงานของสมองอัตโนมัติเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอดก่อน รวมถึงการเตรียมพร้อมการทำงานของสมองที่จะให้ออกมารับรู้เรื่องรูปรสกลิ่นเสียงต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลสะสมเอาไว้ก่อนที่จะรับรู้ว่าตัวเองมีตัวตน เพราะฉะนั้นเด็กตั้งแต่แรกเกิดจะยังไม่รู้ว่าตัวเองมีตัวตน ยังไม่รู้ว่าตัวเองมีความรู้สึกนึกคิด

พอถึงประมาณ 6 เดือน จะเป็นขั้นที่หนึ่งของพัฒนาการด้าน Self ก็คือขั้นวัตถุมีอยู่จริงเราก็ต้องอ้างอิงคุณหมอประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์อีกแล้วเพราะคุณหมอใช้คำพูดที่เข้าใจง่าย

ขั้นแรกที่เราเรียกว่าวัตถุมีอยู่จริง

วัตถุแรกที่ควรมีอยู่จริงคือแม่ แม่ต้องมีอยู่จริงและคำว่าแม่ของคุณหมอประเสริฐก็ไม่ได้หมายความว่าแม่ที่เป็นแม่จริงๆ ด้วยก็คือผู้เลี้ยงดูตัวจริงอาจจะเป็นปู่ย่าตายายก็ได้ คุณพ่อก็ได้หรือคุณพ่อมีอยู่จริงได้เหรอ ได้ ก็คือพ่อมีอยู่จริงแม่มีอยู่จริงใครสักคนหนึ่งมีอยู่จริงวัตถุมีอยู่จริง

คำว่าวัตถุมีอยู่จริงหมายความว่าอะไรที่อยู่ในสายตาสำหรับเด็กเล็กคือมีอยู่ อะไรที่ไม่อยู่ในสายตาแปลว่าไม่มี 6 เดือนนี้ที่สิ่งที่เกิดการทำซ้ำคือ ร้องไห้คุณแม่เดินมา มองหน้า โอบอุ้ม สัมผัส ให้กินนมลิ้มรสจากที่หิวเปลี่ยนเป็นอิ่มรู้สึกฟิน

พอคุณแม่เดินไปล้างขวดนมสำหรับลูกคือกำพร้า ไม่มีแม่ แม่หาย เหงาร้องไห้ แม่เดินมาหาใหม่ พอแม่เดินมาหาใหม่มองสบตา โอบอุ้ม ปลอบประโลม จากที่กลัวกลายเป็นไม่กลัว มีแม่มีพ่อ แม่เดินไปล้างจานไม่มีอีกละ อาศัยการร้องไห้ การสื่อสารคุณแม่เดินมาทำให้ลูกเปลี่ยนจากกลัวเป็นไม่กลัว เปลี่ยนจากหิวเป็นอิ่ม ไม่สบายตัวเป็นสบายตัว ไม่ปลอดภัยเป็นปลอดภัย

ผ่านไป 6 เดือน ร้องไห้หิวนมคุณแม่แค่ส่งเสียงมาลูกหยุดร้องไห้ได้ นั่นคือสัญญาณแรกของการที่ลูกรู้ว่าวัตถุมีอยู่จริงหรือว่าแม่มีอยู่จริง คำถามก็คือว่าทำไมเด็ก 6 เดือนถึงหยุดร้องไห้ได้เพราะเขามีภาพอยู่ในหัวว่า 6 เดือนที่ผ่านมาคุณแม่มาตอบสนองความต้องการพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง เกิดเป็นขั้นที่หนึ่งก็คือแม่มีอยู่จริง

ขั้นที่สองเกิดขึ้นประมาณ 8 เดือน

คือการสร้างความผูกพันคือต้องมีวัตถุก่อนถึงจะสร้างความผูกพันได้ ความผูกพันนี้ก็จะมีไปตั้งแต่ 8 เดือนเป็นต้นไป ความผูกพันนี้มีคุณภาพด้วย มีคุณภาพแบบ Secure Attachment คือความผูกพันแบบปลอดภัยคือเกิดจากการเลี้ยงดูที่มีความสม่ำเสมอตอบสนองความต้องการพื้นฐานได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ มีความสม่ำเสมอ ลูกคาดเดาได้ว่าถ้าทำแบบนี้แม่จะทำอย่างไร อันนี้รู้สึกมั่นคงปลอดภัยไว้ใจได้ แต่ก็มีแบบรู้สึกไม่ปลอดภัย ซึ่งมีอยู่สองอย่างเกิดจากการตอบสนองเชิงลบคือไว้ใจได้ว่าแม่ตีหรือแม่ตะวาด ก็คือรู้สึกไม่ปลอดภัยไม่ใช่ไว้ใจว่าเดี๋ยวแม่มาปลอบ

แบบไม่ปลอดภัยก็จะแบ่งออกเป็นแบบนี้ค่ะมาทีไรมาเชิงลบมาชวนลูกบวกตั้งแต่เบบี๋ กับแบบที่สองคือทิ้งขว้าง ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าการเรียกร้องความต้องการอันนี้ที่ร้องไห้ออกไป สื่อสารออกไปจะรับการตอบสนองกลับมาหรือไม่ แต่แบบไม่ปลอดภัยไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด ก็คือรูปแบบรุนแรงหรือรูปแบบๆ คาดเดาไม่ได้ ก็จะเป็นการทำให้เด็กเกิดการพัฒนาเรื่อง Defense Mechanisms อีกเช่นเดียวกัน

เพราะฉะนั้นการตอบสนองแบบไม่ปลอดภัยหรือว่าการคาดเดาไม่ได้ ปล่อยปละละเลยมาบ้างไม่มาบ้างก็แล้วแต่ว่าเมื่อมาปะทะกันแล้วลูกเราจะสู้ ถอย หรือสมยอม ซึ่งอันนี้ไปฟังได้ใน EP เลี้ยงลูกเชิงบวก ไม่ให้พร้อมบวก ทีนี้พอเราสร้างความผูกพันแบบมั่นคงปลอดภัยไว้ใจได้แล้วก็จะไปสู่ขั้นตอนที่สามของพัฒนาการด้าน Self จะเกิดขึ้นประมาณ 2 ขวบไป 3 ขวบ นั่นคือ

ขั้นตอนที่สามหนูมีอยู่จริงเป็นขั้นที่แยกตัวตนออกจากพ่อแม่

ตอนแรกลูกจะคิดว่าตัวเองกับพ่อแม่เป็นคนเดียวกัน แต่มันมีที่มาที่ไปคุณพ่อคุณแม่ลองดูตอนที่ลูกเป็นเบบี๋ถ้าเราจะไปธนาคารเราจะคุยกับลูกไหม เราบอกลูกไหมว่าเดี๋ยวจะไปธนาคาร หรือเราลงจากรถมาปวดฉี่อยากเข้าห้องน้ำเราก็ถือตะกร้าลูกมาเราก็วางตะกร้าลูกไว้แล้วก็วิ่งไปเข้าห้องน้ำ เพราะฉะนั้นการสื่อสารอะไรแบบนี้จะยังไม่รู้

ทีนี้ให้เรานึกถึงตอนเราเป็นลูกอยู่ในตะกร้าเวลาเราจะไปไหนเราจะไปตามพ่อแม่ เพราะฉะนั้นลูกจะรู้ยากมากว่าตัวเองมีความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง หรือถ้าเราเคยบดข้าวให้ลูกกินเวลาที่เราบดผัก บดผลไม้ บดตับ มีไหมที่ลูกไม่ชอบ ลูกเคยแหวะออกมาไหม แล้วทำอย่างไร ก็ป้อนเข้าไปอีก ลองนึกถึงถ้าเราเป็นลูก อะไรมันเข้าปาก ไม่ชอบเลยก็แหวะออกมารู้สึกตัวอีกทีอยู่ในปากอีกแล้ว เพราะฉะนั้นลูกจะแยกออกยากว่าอันไหนคือฉันอันไหนคือเขา

ฉะนั้นตรงนี้มันมีที่มาที่ไป เกิดการสะสมประมาณ 2 ขวบไป 3 ขวบ ที่ลูกเริ่มรู้ว่าตัวเองแยกตัวตนออกจากพ่อแม่ นั่นก็เพราะว่าลูกพูดได้หรือยัง 2 ขวบ วิ่งได้หรือยัง ได้แล้ววิ่งไปไหนต่อไหน พ่อแม่เพิ่งจะเดินตามมา เพราะฉะนั้นฉันอยู่ตรงนี้มองไปพ่อแม่อยู่ตรงนู้น เริ่มรู้แล้วว่าฉันกับพ่อแม่เป็นคนละคน เวลาที่พ่อแม่บอกไปอาบน้ำ หนูไม่อาบ พ่อแม่โมโห หนูกับพ่อแม่เป็นคนละคนความอยากความต้องการคนละอย่างกัน

ฉะนั้นเขาจะเริ่มรู้แล้วว่าตัวเองมีความรู้สึกนึกคิดของตัวเองที่แตกต่างจากพ่อแม่ มีความสามารถที่ทำให้พ่อแม่โมโหได้ เวลาที่ลูก 2 ขวบ 3 ขวบ เป็นช่วงที่เขาเริ่มเดินได้ทำอะไรด้วยตัวเองได้เขากำลังเห่อความสามารถ เพราะฉะนั้นถ้าเขาทำให้พ่อแม่โมโหได้เขาก็เห่อ การเห่อคือการอยากอวดอยากใช้ พ่อแม่ต้องไม่เป็นเหยื่อ ดีใจไปกับลูกอย่าลืมร่วมทุกข์ร่วมสุข ดีใจและภูมิใจในเผ่าพันธุ์ของตัวเองว่าลูกเรามีความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง

วันไหนที่บอกลูกนั่ง ลูกก็นั่ง ลูกยืน ลูกก็ยืน ลูกหันมาถามให้เดินไปตรงไหนอีก แบบนี้ให้กังวลได้เลยเป็นปัญหาอย่างมากด้วย เพราะฉะนั้นถ้าลูกเริ่มมีตัวตนเราเริ่มสอนลูกได้แล้วเราเริ่มใส่ Value ก็คือ Sense of Belonging การรู้สึกว่าเป็นที่รักของคนสำคัญ Self Esteem ความรู้สึกภูมิใจ ภาคภูมิใจในตัวเอง แต่ต้องมี Self ก่อน

เพราะฉะนั้น 3 ขั้นนี้จะเห็นว่าเริ่มตั้งแต่ 6 เดือน ขั้นพ่อแม่มีอยู่จริง วัตถุมีอยู่จริง ขั้นที่สองความผูกพัน และขั้นที่สาม หนูมีอยู่จริง สิ่งที่ครูหม่อมอยากจะพูดคืออันนี้เป็นการพัฒนาเรื่องของตัวตนสำหรับเด็กแรกเกิด

แต่ครูหม่อมอยากให้จำรูปแบบของความสัมพันธ์ หากคุณพ่อคุณแม่มีลูกที่โตแล้วและลูกเราเสีย Self ทำอย่างไร เราไม่ต้องย้อนลูกกลับไปแรกเกิด แต่อยากให้พ่อแม่ทำอย่างไรก็ได้ให้เป็นพ่อแม่ที่มีอยู่จริงให้กับลูกและสร้างความผูกพันมั่นคงปลอดภัยไว้ใจได้ใหม่ แล้วลูกจะรู้สึกว่าตัวเองมีตัวตนเป็นคนสำคัญ

ยิ่งเมื่อลูกเข้าสู่วัยรุ่น ทำไมเรากับลูกถึงมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีจำแพทเทิร์นนี้ไว้เลยค่ะ อย่างไรก็ตามทำได้เริ่มต้นใหม่ได้เสมอ ทำอย่างไรก็ได้ให้เขารู้ว่าตัวเองมีตัวตน ตัวเองมีตัวตนแล้วเพิ่ม Value เข้าไป อยู่กับเราแล้วเขารู้สึกว่าเป็นที่รักของเราไหม เราสื่อสารความรักอย่างไรถ้าเกิดว่าเขารู้สึกว่าเขาเป็นที่รักของพ่อแม่ แล้วพ่อแม่เป็นฐานที่มั่นทางใจ เป็นที่ปลอดภัยของเขา เขาก็จะมีตัวตน ส่งเสริมให้เขามีความสามารถไหม

คำพูดพ่อแม่ที่บอกว่าศักดิ์สิทธิ์เพราะมันไปกระทบกับ Self ของลูก ถ้าเราบอกลูกดื้อ ทำอะไรก็ไม่ดีเขาจะไม่สามารถชอบตัวเองได้เลย เพราะแม้แต่คนที่เขารักยังไม่ชอบเลย เขาจะชอบตัวเองได้อย่างไร แล้วถ้ายิ่งเขาเองไม่รู้ว่าตัวเองมีความสามารถอะไร จะไปช่วยเหลือคนอื่นต้องคิดเยอะอีก ยากเข้าไปอีกชีวิตนี้ ถามว่าแล้วจะมีหลักคิดในการดำเนินชีวิตอย่างไร มองหันหลังกลับมาประสบการณ์เดิม พ่อด่าแม่ตี ไล่ออกจากบ้านแล้วฉันจะต้องเป็นคนอย่างไร ฉันควรจะดำเนินชีวิตอย่างไร

หรือบางคนที่มี Self ปลอมสร้างให้มาเป็นที่รักของคนอื่นแต่ไม่ใช่ตัวเองจริงถือเป็นโรคทางจิต อาจเป็นโรคของคนที่มีบุคลิกภาพเสีย การมีหลายบุคลิกภาพ การสร้างบุคลิกภาพปลอมขึ้นมาเพื่อที่จะสามารถเข้ากับคนอื่นได้ สร้างแต่ว่าไม่ได้เป็นมันก็ต้องใช้ Energy เยอะเหมือนกัน ใช้แรงโกหกเยอะ แรงที่จะต้องสร้างให้เห็นว่าฉันเป็นอย่างนั้น

เพราะฉะนั้นเวลาที่เรามีคำว่า True Self เป็นเรื่องที่ต้องสะสม แล้วสิ่งที่สะสมเหล่านี้ก็คือเกิดจากคำว่าต่อเนื่อง หากว่าเราจะเริ่มสร้าง Self ใหม่กับลูก เพิ่มความมั่นคงปลอดภัยเพิ่มความมั่นใจให้กับลูก สำหรับลูกที่โตแล้วสิ่งที่มันยากขึ้นแค่เวลาเท่านั้นเอง ไม่เหมือนกับเริ่มสร้างแต่ไม่ได้แปลว่ามันจะเป็นแบบนั้นตลอดไป แปลว่าเราสามารถกลับมาแก้ใหม่ได้แต่ต้องใช้ Energy เพิ่มมากขึ้น แต่ครูหม่อมว่าไม่มีพลังอะไรที่จะกล้าแกร่งได้เท่าพลังพ่อแม่อีกแล้ว

 

ติดตามฟังได้ที่รายการรักลูก The Expert Talk 

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

 

 

 

รักลูก The Expert Talk EP.120 : สมองลูกไว พร้อมสำหรับอนาคต

 

รักลูก The Expert Talk Ep.120 : สมองลูกไว พร้อมสำหรับอนาคต

 

AI แย่งงานคน มหาวิทยาลัยยกเลิกการสอนวิชา… เพราะโลกเปลี่ยนทุกวัน เราไม่สามารถคาดเดาถึงการเปลี่ยนแปลงนั้นได้ การเตรียมลูกให้พร้อมสำหรับอนาคตจึงเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญ

ฟัง The Expert อาจารย์ พญ.ลลิต ลีลาทิพย์กุล กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์วัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกวิธีการเตรียมลูกให้พร้อมสำหรับอนาคตในทุกด้าน

พ่อแม่ต้องทำอย่างไรเพื่อให้ลูกสมองไวพร้อมได้ตั้งแต่วันนี้

 

รายการรักลูก The Expert Talk อาจารย์ พญ.ลลิต ลีลาทิพย์กุล

 

ติดตามรักลูก Podcast ได้ที่https://linktr.ee/rakluke  

รักลูก The Expert Talk EP.121 : How to be Functional Family เป็นพ่อแม่ไม่บกพร่องหน้าที่

 

รักลูก The Expert Talk Ep.121 : Family Out จอ Gen กับอาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ ตอนนี้ 3 How to be Functional Family เป็นพ่อแม่ไม่บกพร่องหน้าที่

 

AI แย่งงานคน มหาวิทยาลัยยกเลิกการสอนวิชา… เพราะโลกเปลี่ยนทุกวัน เราไม่สามารถคาดเดาถึงการเปลี่ยนแปลงนั้นได้ การเตรียมลูกให้พร้อมสำหรับอนาคตจึงเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญ

ฟัง The Expert อาจารย์ พญ.ลลิต ลีลาทิพย์กุล กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์วัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกวิธีการเตรียมลูกให้พร้อมสำหรับอนาคตในทุกด้าน

พ่อแม่ต้องทำอย่างไรเพื่อให้ลูกสมองไวพร้อมได้ตั้งแต่วันนี้

 

รายการรักลูก The Expert Talk อาจารย์ พญ.ลลิต ลีลาทิพย์กุล

 

ติดตามรักลูก Podcast ได้ที่https://linktr.ee/rakluke  

รักลูก The Expert Talk EP.123 : “รู้เท่าทันสื่อ Digital Literacy”

 

รักลูก The Expert Talk Ep.123 : Family Out จอ Gen กับอาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ ตอนที่ 4 รู้เท่าทันสื่อ Digital Literacy

 

จากงานวิจัยพบว่า เด็กใช้สื่อหน้าจอดิจิทัลมากขึ้น โดยใช้ในช่วงอายุที่น้อยลง แต่ใช้งานมากขึ้นทั้งในเชิงปริมาณต่อวัน ต่อครั้งการใช้งานและความถี่

และไม่ได้พบเฉพาะปัญหาสุขภาพและพฤติกรรมเท่านั้น แต่พบว่าเด็กถูกล่อลวงหรือว่าไปเจอ Cybercrime อาชญากรรมทางไซเบอร์ พ่อแม่จะรับมือกับปัญหานี้ได้อย่างไร?

 

ฟังอาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ 

 

ติดตามรักลูก Podcast ได้ที่https://linktr.ee/rakluke 

รักลูก The Expert Talk EP.124 : “พ่อแม่ขาดทักษะการใช้สื่อ กระทบสมองลูก”

 

รักลูก The Expert Talk Ep.124 : Family Out จอ Gen กับอาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ ตอนที่ 5 พ่อแม่ขาดทักษะการใช้สื่อกระทบสมองลูก

 

งานวิจัยพบว่าเด็กที่ใช้สื่อเย็นเซลล์สมองจะเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ได้มากกว่า

ขณะที่สื่อร้อนการเชื่อมต่อของเซลล์ที่ชั้นเปลือกสมองจะทําได้น้อย กระทบกับพัฒนาการของสมอง โดยเฉพาะทักษะสมอง EF

 

ไม่อยากให้ลูกติดจอ พ่อแม่ทำได้

ฟัง อาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริบอกแนวทางการฝึกทักษะให้พ่อแม่มี Digital Literacy เพื่อรับมือและรู้เท่าทันก่อนสื่อหน้าจอจะทำลายสมองลูก

 

ติดตามรักลูก Podcast ได้ที่https://linktr.ee/rakluke 

รักลูก The Expert Talk EP.125 : Cybercrime คืออะไร? รู้ไว้ก่อนลูกถูกลวง

 

รักลูก The Expert Talk Ep.125 : Family Out จอ Gen กับอาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ ตอนที่ 6 Cybercrime คืออะไร? รู้ไว้ก่อนลูกถูกลวง

เมื่อพ่อแม่ให้โทรศัพท์ แท็บแล็ตหรือสร้างแอคเคาท์บนโซเชียลมีเดียให้ลูก เราอาจจะคิดว่าอินเทอร์เน็ตมันเป็นโลกของข้อมูลความรู้

แต่ถ้าลองคิดในมุมกลับกัน เมื่อให้ลูกเข้าถึงโลกทั้งใบ โลกทั้งใบก็เข้าถึงลูกของเราได้เหมือนกัน…การเกิดอาชญากรรมออนไลน์จึงเกิดขึ้นได้ง่าย

 

รู้กลลวงของเหล่ามิจฉาชีพบนโลกออนไลน์เพื่อรับมืออย่างเท่าทัน ฟัง อาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ

 

ติดตามรักลูก Podcast ได้ที่https://linktr.ee/rakluke 

รักลูก The Expert Talk EP.126 : Cybercrime รับมือได้ พ่อแม่ต้องเท่าทัน

 

รักลูก The Expert Talk Ep.126 : Family Out จอ Gen กับอาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ ตอนที่ 7 Cybercrime รับมือได้ พ่อแม่ต้องเท่าทัน

 

เมื่อลูกถูมิจฉาชีพหลอกลวง พ่อแม่จะช่วยลูกและรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร ฟัง อาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ

 

 

ติดตามรักลูก Podcast ได้ที่https://linktr.ee/rakluke 

รักลูก The Expert Talk EP.127 : ลูกปวดท้อง ต้องระวังโรคเกี่ยวกับลำไส้

 

รักลูก The Expert Talk Ep.127 : ลูกปวดท้อง ต้องระวังโรคเกี่ยวกับลำไส้

 

โรคลำไส้กลืนกัน ไม่ใช่แค่ลูกปวดท้องหากปล่อยให้รุนแรงอาจจะต้องตัดลำไส้

 

พ่อแม่รับมือและสังเกตก่อนอาการจะรุนแรงได้ รวมถึงฟังโรคและอาการที่ทำให้ลูกปวดท้องได้ จาก The Expert

พญ. สีวลี สีดาฟอง

แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหารและตับในเด็ก โรงพยาบาลวิมุต

 

ติดตามรักลูก Podcast ได้ที่https://linktr.ee/rakluke