facebook  youtube  line

รักลูก The Expert Talk EP.128 : โพรไบโอติกและพรีไบโอติก เลือกอย่างไรเหมาะกับเด็ก

 

รักลูก The Expert Talk Ep.128 : โพรไบโอติกและพรีไบโอติก เลือกอย่างไรเหมาะกับเด็ก


โพรไบโอติกและพรีไบโอติก เลือกแบบไหนเหมาะสำหรับเด็ก สายพันธุ์ไหนดี กินปริมาณเท่าไหร่เพียงพอ

ฟัง The Expert พญ. สีวลี สีดาฟอง

แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหารและตับในเด็ก โรงพยาบาลวิมุต 

 

ติดตามรักลูก Podcast ได้ที่https://linktr.ee/rakluke 

รักลูก The Expert Talk EP.129 : แก้ปัญหาเด็กติดจอเริ่มที่พ่อแม่

 

รักลูก The Expert Talk Ep.129 : โพรไบโอติกและพรีไบโอติก เลือกอย่างไรเหมาะกับเด็ก

ติดจอแล้วลด ละ เลิกอย่างไร

  • กำหนดเวลาในการดูจอ
  • เลือกเนื้อหาที่มีประโยชน์
  • ปิดท้ายด้วยสื่อเย็น

ฟังแนวทางการลดละเลิกจอ และเลือกเนื้อหาที่ดีต่อพัฒนาการ จาก The Expert อาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ

ติดตามรักลูก Podcast ได้ที่ https://linktr.ee/rakluke

รักลูก The Expert Talk EP.13: รักลูกเชิงบวก “เป็นพ่อแม่ไม่ยาก! สร้างทักษะพ่อแม่" กับครูหม่อม

รักลูก The Expert Talk EP.13: รักลูกเชิงบวก "เป็นพ่อแม่ไม่ยาก! สร้างทักษะพ่อแม่" กับครูหม่อม

ว่ากันว่าเลี้ยงเด็กสมัยนี้ยากกว่าเมื่อก่อนหลายเท่า…เป็นเรื่องจริงค่ะ แต่ด้วยความรู้ เทคนิค วิธีการและตัวช่วยต่าง ๆ ที่มีอยู่ ก็ทำให้พ่อแม่อย่างเราก้าวผ่านไปได้อย่างไม่ยากนัก EP นี้ชวนคุณพ่อคุณแม่ มาสร้างทักษะการเป็นพ่อแม่กับครูหม่อมกันค่ะ หนทางที่จะทำให้เราไม่ต้องตั้งคำถามว่า ทำไมเลี้ยงเด็กยุคนี้ยากจัง ฟังครูหม่อม ผศ. ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร อาจารย์ประจำสถาบันแห่งชาติ เพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล

ทักษะพ่อแม่คืออะไร

ทักษะพ่อแม่ คือความสามารถในการเป็นพ่อแม่ ไม่ใช่ทุกคนเกิดมาจะมีความสามารถในการเป็นพ่อแม่คือมันไม่ได้ติดต่อแต่กำเนิด แต่ข้อดีคือมันสามารถติดอยู่ในเนื้อในตัวเราได้จากวิถีที่คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงเรามา นั่นแปลว่าถ้าสมมติในรุ่นของเรา เราสามารถมีวิถีทางที่ไปในทางบวก ลูกของเราไม่ต้องไปหาเพิ่มเลยว่าฉันจะเป็นพ่อแม่ที่ดีได้อย่างไรเพราะเป็นวิถีที่ถูกถ่ายทอดมา แต่ถ้าเราไม่ได้ถูกถ่ายทอดมาด้วยวิถีทางที่เหมาะสม เราก็จำเป็นที่ต้องฝึกฝน

ทักษะพ่อแม่ฝึกฝนได้ต้องยอมรับว่าเราไม่ได้เกิดมาพร้อมทักษะเหล่านี้ แต่เป็นทักษะที่เราอาจจะได้มาจากสิ่งที่พ่อแม่เราสอนเรามา หรือเราอาจจะได้มาจากการที่เราหาวิธีการที่เหมาะสมกับลูกเราเหมาะสมกับตัวเองก็ฝึกทำกันไป

ทักษะที่พ่อแม่ต้องมี

1.Growth Mindset คือการเติบโตภายใน

กรอบแนวคิดของเราที่เติบโตขึ้น ทีนี้เรื่อง Growth Mindset กับ Fixed Mindset เป็นของคู่กัน Fixed Mindset ก็คืออยู่กับกรอบแนวคิดเดิมๆ อยู่กับความเชื่อเดิมๆ ที่เราคิดว่าเราไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ แล้วเราก็ติดมาโดยที่เราไม่รู้ตัว ถ้าเราจะเป็นคุณพ่อคุณแม่ที่มีทักษะในการเป็นคุณพ่อคุณแม่ได้เราต้องมีกรอบแนวคิดเติบโตในการเป็นคุณพ่อคุณแม่ก่อนเช่น พวกเราอาจไม่ทันระวังว่าเรามี Fixed Mindset Parenting อย่างไร

เช่น ถ้าครูหม่อมถามทุกคนตอนนี้ว่า สมมติทุกคนนั่งอยู่กับลูก 5 ขวบ คำถามคือถ้าลูกกินข้าวไป 5 คำ แล้วบอกว่าอิ่ม “คุณพ่อคุณแม่จะบอกลูกว่าอะไร” “อีกคำ” อีกคำ มาจากไหน จากในตำราหรือเปล่า ทีนี้ถามว่าวิธีนี้มันใช่ทักษะพ่อแม่ไหม

ทักษะก็คือความสามารถที่จะพาลูกเราเป็นไปตามที่เราหวังตั้งใจเป็นไปตามเป้าหมาย แต่ถ้าเรายังใช้กรอบแนวคิดเดิมๆ อยู่ ก็คือสิ่งที่ครูหม่อมไว้ตั้งแต่ต้นว่าทักษะไม่ได้เป็นเรื่องที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดมันสามารถฝึกกันได้ หรือว่ามันอาจจะติดมาจากพ่อแม่ของเราได้

การสืบทอดรุ่นต่อรุ่นจะว่าน่ากลัวก็ไม่เชิงถ้าเป็นในทางที่ดีเราก็ไม่ต้องหาทำมากมายมันก็ติดตัวเรา แต่ถ้ามันเป็น Fixed Mindset หรือว่ามันเป็นอะไรที่ไม่เคยได้ผลและเราไม่เคยหยุดและมองดูว่าวิธีการเหล่านี้มันใช่ทักษะของพ่อแม่หรือไม่หรือเป็นการจำเขามา ถ้าจำเขามาไม่ใช่ทักษะ

ครูหม่อมเชื่อเลยว่าถ้าลูกของเรากินข้าวไป 5 คำ แล้วบอกว่าอิ่ม สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่จะทำก็คือ ขออีกคำ หรือบอกว่า กินให้หมด ขออีก 5 คำ สเต็ปต่อไปคือแกล้งนับผิด พอแกล้งนับผิดเสร็จลูกกินครบ 5 คำ สเต็ปต่อไปคือซดน้ำแกงด้วย กินผักด้วย พอทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยหมดแล้วเก็บข้าวที่หกเอาไปเก็บ มันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพิ่มขึ้นไม่พอแต่นึกถึงเด็กกินข้าวมื้อหนึ่งไม่มีอะไรดีเลย

แค่กินข้าวมื้อหนึ่งรู้สึก Self ตัวเองเหลือนิดเดียวคำถามที่สำคัญมากกว่านั้น คิดว่าเด็กไทยกินข้าวเคล้าน้ำตากี่เปอร์เซ็นต์ เด็กไทยถูกเข้มงวดเรื่องการกินข้าวตั้งแต่เด็ก โตขึ้นมาเด็กไทยเป็นโรคอ้วนกี่เปอร์เซ็นต์ โรคขาดสารอาการกี่เปอร์เซ็นต์ คำถามคือเข้มงวดตั้งแต่เด็กโตขึ้นมาควรจะกินเป็นใช่ไหม นี่คือสิ่งที่ครูหม่อมอยากเอามาว่าทำไมเราถึงต้องมีทักษะคุณพ่อคุณแม่

เพราะฉะนั้นถ้าเราทำตามที่เขาบอกหรือทำตามที่เราจำมา หลายครั้งที่เรามีแพทเทิร์นในการสอนที่ไปไม่ถึงเป้าหมาย เราลองดูนะคะนี่ครูหม่อมพูดแค่เรื่องกิน ครูหม่อมถามว่าปัจจุบันที่เราโตมาแล้วถามตัวคุณพ่อคุณแม่เองว่าไม่กินสักมื้อหนึ่งคุณพ่อคุณแม่มาว่าอะไรเราไหม ไม่ว่า กินขนมก่อนกินข้าวได้ไหม ได้โตแล้ว แล้วเด็กกินได้ไหม ไม่ได้ เพราะอะไร นี่คือสิ่งที่เราอยากจะมาพูดกัน

เพราะฉะนั้นที่ถามว่าทักษะอะไรบ้างที่จะต้องมี ทักษะการหยุดคิดแล้วทำกรอบแนวคิดของการเป็นพ่อแม่ให้เติบโตขึ้น ก็คือ Growth Mindset เปิดใจ รู้ว่าตัวเองฝึกฝนและเรียนรู้ไปพร้อมกับลูกได้ อะไรที่ลูกทำแล้วเรารู้สึกว่าพูดไปตามแพทเทิร์นเดิมเลยแต่ไม่ได้สอน เช่น พอลูกบอกแม่อิ่ม กินข้าวอีก 5 คำ กลืนคำนี้ลงไปแค่นี้ทักษะแรกเลย

ถามตัวเองว่าอยากได้อะไรจากลูก ใน EP เรื่องของการสร้างวินัยเชิงบวกสอนเอาไว้ว่าเราต้องมีเป้าหมาย ถ้าเราบอกว่าเราอยากให้ลูกกินข้าวให้หมดเรากำลังมีเป้าหมายสอนให้ลูกรับผิดชอบข้าวของตัวเอง พอเรามีเป้าหมายอย่างนั้นลองคิดวิธีการถ้าลูกต้องกินข้าวให้หมดต้องทำอย่างไร ใครควรเป็นคนตัก

เพราะฉะนั้นหากอยากให้ลูกกินข้าวให้หมด ให้ลูกหัดกะประมาณตนเอง หิว ถ้าลูกหิวกินเยอะแปลกไหม ถ้าลูกอร่อย กินไก่ทอดแล้วอร่อยก็จะกินแต่ไก่ทอดแปลกไหม เอาหลักการก็ไม่แปลก แต่จะกินแต่ไก่ทอดอย่างเดียวเหรอ กินอย่างอื่นบ้าง แต่พ่อแม่บางคน ตะกละไม่เหลือให้คนอื่นเลย พออะไรที่ตัวเองไม่ชอบไม่กินเลยเห็นแก่ตัว คำพูดเหล่านี้ถามว่าคุณพ่อคุณแม่หมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ ไหม หรือคิดว่าตัวเองสอนอยู่จากการที่ตัวเองจำเขามา เพราะฉะนั้นแยกให้ออก ลูกต้องกินข้าวให้หมดขอให้ลูกตักเอง

คำถามอีกถ้าวันนี้ลูกตักเองแล้วลูกกินข้าวไม่หมดทำอย่างไร ลองใหม่ มันใช้เวลาในการเลี้ยงลูกมันต้องมีการฝึกฝน ตักมากินไม่หมดจำไว้นะลูกวันนี้หนูตักเท่านี้ไม่หมดพรุ่งนี้ลองใหม่ เราไม่ได้เลี้ยงลูกแค่วันนี้ถึงวันพรุ่งนี้ ถ้าเราอยู่กับลูกอย่างน้อย 30 ปีที่เราจะอยู่ด้วยกันถ้าไม่มีใครเป็นอะไรไปซะก่อน 30 ปียังฝึกฝนกันได้

เพราะฉะนั้นพรุ่งนี้ลองใหม่ ถ้าเราให้ลูกหัดลองตั้งแต่เล็ก หากวันนี้เขารู้ว่าเขาตักแค่นี้แล้วเขาเหลือเขามีข้อมูลเพียงพอที่จะตักใหม่วันพรุ่งนี้

ครูลองพูดให้ฟังแล้วลองดูว่าแบบไหนที่ลูกอยากจะให้ความร่วมมือ ตักซะเยอะเลยตะกละแล้วก็กินไม่หมดเหลือทิ้งพรุ่งนี้ตักใหม่ กับอันนี้มันเยอะไปใช่ไหมลูก ตอนนี้หนูอิ่มแล้ว ยังดีนะที่ลูกรู้จักอิ่มหนูจำไว้นะลูกอันนี้คือปริมาณที่มันเหลือพรุ่งนี้หนูว่าจะต้องทำอย่างไร มันมีอย่างหนึ่ง ดีนะที่ลูกรู้จักอิ่ม มันคือการเคารพตัวเขา แล้วเราก็ให้คุณค่าเขาว่าหนูอิ่ม แม่เข้าใจว่าหนูอิ่ม เป็นเรื่องของการสร้าง Self ด้วย

คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่ที่จำมาจำวิธีมาก็มักจะเหลือทิ้งไม่ให้คุณค่าสงสารชาวนา ก่อนลูกจะสงสารชาวนาได้ ลูกต้องรู้สึกต้องถูกเห็นอกเห็นใจก่อนจากคุณพ่อคุณแม่ก่อนหนูถึงจะเห็นอกเห็นใจคนอื่นได้

เพราะฉะนั้นหากเรารู้ว่านี่คืออิ่ม พรุ่งนี้ลองใหม่เท่ากับว่าเรายังมีโอกาสให้เขาได้ฝึกอีกมาก พรุ่งนี้พอลองใหม่แล้วสำเร็จ ตรงนี้เป็นคุณค่าเป็นที่รักของคุณพ่อคุณแม่ ตัวเองมีความสามารถ เพราะฉะนั้นเราต้องมีโอกาสให้ลูกพัฒนา

2.ทำใจ

ทักษะนี้สำคัญแต่ไม่ยาก แค่คุณพ่อคุณแม่รู้หลักการคือว่าในโลกปัจจุบันคำว่าพัฒนาการเด็กมีอยู่ทั่วเลย คุณพ่อคุณแม่จะเสพข้อมูลเรื่องพัฒนาการเด็กอย่างไร เพื่อเอาไปเปรียบเทียบว่าลูกฉันทำไม่ได้ แล้วก็ไปเคี่ยวเข็ญ กดดัน ลูก หรือรู้พัฒนาการไปเพื่อเข้าใจลูก

ถ้าจะให้รู้พัฒนาการไปเพื่อเข้าใจลูกคุณพ่อคุณแม่ต้องทำใจยอมรับให้เร็ว เมื่อทำใจยอมรับให้เร็วได้เมื่อไหร่คุณพ่อคุณแม่จะสามารถฝึกทักษะได้เร็ว

ตัวอย่างเช่น คุณพ่อที่มีลูกสาว ลูกต้องมีแฟนตอนนี้ลูกยังเล็กอยู่ พอลูกสัก 9 ขวบ 10 ขวบ ลูกต้องมีเรื่องของเพศตรงข้ามเข้ามา ถามว่าลูกเราผิดปกติไหม ไม่ผิดปกติ แต่นั่นแปลว่าคุณพ่อมีเวลาฝึกตัวเอง 9 ปี ที่จะทำใจสอนลูกให้รับมือกับเรื่องเพศตรงข้ามอย่างไร เรามองแบบนี้แทนที่จะไม่ยอมรับ แล้วก็เลี้ยงไปเสร็จแล้วก็รับความคิดของคนอื่นที่จำเขามา เช่น เดี๋ยวโตมันก็ต้องมีแฟน ไปเป็นแฟนคนอื่นแล้วเราก็หัวเน่า ถ้าความผูกพันเราดี อย่างไรเราก็ไม่หัวเน่า เหมือนเราตอนนี้ที่แต่งงานกันแล้วพ่อแม่เราก็ไม่หัวเน่า

เพราะฉะนั้นเมื่อเราทำใจยอมรับ ทำใจดูเหมือนเป็นเรื่องยากแต่จริงๆ แล้วเป็นขั้นตอนเพื่อให้เรายอมรับว่าเดี๋ยววันหนึ่งพัฒนาการของลูกจะเป็นอย่างไร เมื่อวันนั้นมาถึงเราจะได้มี Growth Mindset ทัน แล้วก็ฝึกฝนทัน

วันหนึ่งลูกอาจจะเดินมาบอกว่าขอค้างบ้านเพื่อนได้ไหม เคยเตรียมคำตอบไหม เราคิดตอนนี้เราก็มักจะปฏิเสธตัวเองตลอด นี่คือเรื่องของธรรมชาติมนุษย์ คุณพ่อคุณแม่ถ้าใช้สัญชาตญาณเลี้ยงลูกจะไม่ค่อยยอมรับเรื่องเหล่านี้เพราะคิดไปถึงเรื่องนี้อีกยาวไกล แต่จริงๆ แล้วถ้าเราคิดเชิงบวกนี่คือช่วงเวลาที่คุณพ่อคุณแม่ทำใจและฝึกฝนไม่ให้หน้าตัวเองกระตุกเมื่อเวลานั้นมาถึง แม่ขาขอไปเที่ยวกลางคืนได้ไหมค่ะ แค่นี้เราก็เวลามันเร็วเวลานี้มาถึงแล้ว ลูกเรา 15 แล้ว กับ ทำอย่างไรดีละ ไป Panic ตอนนู้น ลูกอยู่กับเราตั้ง 15 ปีมีเวลาให้ Panic มานานแล้ว

นี่คือทักษะที่สองที่จำเป็นมากๆ คือ ทำใจยอมรับ วิธีการคือไปดูพัฒนาการเพื่อให้เข้าใจลูกและเตรียมพร้อมตัวเองเอาไว้ว่าเมื่อถึงเวลาเหล่านี้ ครูหม่อมเชื่อว่าตามธรรมชาติสัญชาตญาณของมนุษย์อะไรที่เป็นเรื่องไม่ดีเราจะมองเป็นเรื่องไกลตัวแต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ เช่น ลูกเราไม่ติดยาเสพติดหรอก ลูกเราไม่ท้องวัยใสหรอก ลูกเรายังไม่มีแฟนหรอก ลูกเราไม่สํามะเลเทเมาหรอก ของทุกอย่างมีเหตุและผล ลูกเราไม่เป็น เป็นเพราะเราไม่ได้เป็นเพราะใคร เพราะฉะนั้นในวันนี้เราก็ต้องหัดทำใจยอมรับและฝึกตัวเองให้ได้

หากเป็นพ่อเป็นแม่ที่เข้าใจลูกก็จะรู้ว่าในแต่ละช่วงวัยเราควรจะยืดหยุ่นได้ประมาณไหน หากว่าเราทำใจเตรียมพร้อมยอมรับเตรียมพร้อมตัวเองได้มากเท่าไหร่ ก็เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจได้มากเท่านั้น หากเราตกใจกับคำของลูกก็เท่ากับเราไม่เป็นฐานที่มั่นทางใจให้ลูก เขาก็จะรู้สึกว่าเรื่องใหญ่ พ่อแม่ไม่เข้าใจหนู จากที่เคยเข้าใจกลายเป็นไม่เข้าใจ แต่เมื่อไหร่ที่หนูกลับบ้านตอนกลางคืนได้ไหม หนูไปเที่ยวตอนกลางคืนได้ไหม เพราะฉะนั้นอะไรที่เคยสอนเขาหลักการเหมือนเดิมเลย ถ้าจะไปต้องทำอย่างไร

3.“ได้” แทนคำว่า ห้าม ไม่ อย่า หยุด

เรียกว่าให้หัดพูดคำว่าได้ แล้วคิดเร็วๆ ว่าได้เมื่อไหร่กับได้อย่างไร หนูขอเล่นโทรศัพท์มือถือได้ไหม ได้ เมื่อหนูอายุ 12 ขวบ อันนี้ได้เมื่อไหร่ ได้อย่างไร เช่น ได้ ทำการบ้านเสร็จ กินข้าวเสร็จ อาบน้ำเสร็จ 10 นาที แล้วคืน หัดตัวเองฝึกตัวเองไปเรื่อยๆ มีแฟนได้ไหม ได้ ได้เมื่อไหร่สำหรับครูหม่อมเรื่องของหัวใจครูหม่อมไม่รู้ว่าได้เมื่อไหร่

แต่ครูหม่อมสอนเรื่องได้อย่างไร อย่างหลานครู 5 ขวบ คนนั้นเป็นแฟนหนู คนนี้เป็นแฟนหนู แต่เราบอกไม่ใช่แฟนลูกคือเพื่อนเปิดช่องโหว่อีก เรากำลังชี้โพรงอีกว่าเพื่อนกับแฟนต่างกันโดยที่เรายังไม่รู้เลยว่าเขารู้ไหมว่าอะไรคือแฟนอะไรคือเพื่อน คนนี้คือแฟนหนู แล้วปฏิบัติต่อแฟนอย่างไรลูกจริงๆ เราก็สอนเหมือนปฏิบัติต่อเพื่อนคนอื่น หรือถ้าลูกโตแล้วมีแฟนได้ไหม ได้ แต่ละบ้านไปคิดกันเองว่าได้อย่างไร

อย่างบางบ้านที่ครูหม่อมพูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่ ลูกอายุ 12 มีแฟน นี่คือมีแฟนของจริง ถามว่าได้ไหม คุณพ่อคุณแม่บอกกัดฟันกล้ำกลืนอยู่ว่า ได้ แล้วคุณพ่อคุณแม่ตกลงกันว่าอย่างไร คุยโทรศัพท์ได้วันละเท่าไหร่ ไลน์หากัน เรื่องเพศเปิดเลย เปิดเลยในที่นี้หมายถึงพูดกันเลย 12 แล้ว ห้ามมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องเดียวที่ขอ ไม่กลับบ้านกลางคืนกลับบ้าน 4-5 ทุ่ม อะไรก็ว่าไป พ่อหรือแม่ไปด้วยไม่ทางนั้นก็ทางนี้ คุณพ่อคุณแม่ฉลาดมากเกิดการคุยกัน

ถ้าเป็นเมื่อก่อนพ่อแม่สองฝ่ายเป็นอย่างไรค่ะ ไม่เจอหน้ากัน พ่อแม่ฝ่ายชายก็หวงลูกชายเขา พ่อแม่ฝ่ายหญิงก็หวงลูกสาวเขาเหมือนกัน แต่ครูหม่อมบอกเลยนี่คือความชาญฉลาดของผู้ใหญ่ว่าพอพ่อแม่คุยกันปุ๊บกลายเป็นว่าพ่อแม่ฝั่งนี้ไม่ว่า พ่อแม่ฝั่งนู้นดูไปมาหาสู่กันได้มาบ้านได้ มาบ้านสิดีพอมาในบ้านเขาก็บอกเลยว่าอะไรที่เรากังวลคือพูดความกังวลและความเป็นห่วงออกไป ไปเป็นว่าได้อย่างไรและถ้าลูกไม่ทำตามนั้นก็คือมีผลที่ตามมา หากไม่ทำตามนั้นแสดงว่าไม่พร้อมมีแฟน ถ้าพร้อมมีแฟนแสดงว่าเราดูแลตัวเองได้แบบนี้ มีขอบเขตกันอย่างไรได้

ทั้ง 3 ข้อนี้คือพูดถึงทักษะแต่ถ้าพูดถึงตัวเบสิกเลยครูหม่อมอยากให้คุณพ่อคุณแม่ ปลอบเป็น สอนเป็น ชมเป็น ซึ่งตรงนี้เราเคยพูดคุยกันหลายครั้งว่า

1.ปลอบให้เป็น

แปลว่าคุณพ่อคุณแม่แสดงความเข้าอกเข้าใจในเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกของลูกบอกไปเลยว่าเข้าใจว่าลูกรู้สึกอย่างไร ไม่ว่าลูกเราจะมีพฤติกรรมร้ายแรงอย่างไร กรี๊ด ตีคนอื่น เตะข้าวของ โตขึ้นมาต่อยกำแพง ทุบรถคนอื่น นั่นเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเขาต้องการความช่วยเหลือ เขาไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของเขาได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะช่วยให้คนๆ หนึ่งที่จะแบ่งเบาอารมณ์ของเขาได้คือ การแสดงความเข้าใจอารมณ์ครูหม่อมถือว่าเป็นอะไรที่อยากให้ทำจนเป็นนิสัยของคุณพ่อคุณแม่ มองอารมณ์ลูกปุ๊บคอยแสดงความเข้าใจ นั่นคือการปลอบ

2.สอน

ก็คือการร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเขา พอเขาอารมณ์เย็นลงถามเขา ครั้งหน้าถ้าเกิดแบบนี้จะทำอย่างไร มีเพื่อนมาแกล้งจะทำอย่างไร เขาทำอะไรผิดพลาดไป เช่น บอกว่าเล่นเกม 30 นาที แล้วเอามาคืนปรากฏว่าไปแอบเล่น เราจะไม่พูดถึงคำว่าทำไมแอบ ทำไมขโมยเอาไปเล่น คราวหน้าเราจะถามว่าครั้งหน้าอยากเล่นควรทำอย่างไร

สิ่งหนึ่งที่ครูอยากจะบอกคือว่าที่อย่าเพิ่งดุ เพราะการที่เราบอกเขาว่าทำไมแอบเล่น ทำไมขโมยนี่คือการตัดสินตีตรา จริงๆ แล้วคือคนอยากเล่นแล้วมันควบคุมอารมณ์ไม่ได้เขาขาดทักษะ เพราะฉะนั้นพ่อแม่จะต้องสอนทักษะเหล่านี้เขาถึงจะสามารถควบคุมอารมณ์ได้

การแสดงความเข้าใจก็คือการปลอบมันเป็นช่วงหนึ่ง เช่น รู้เลยว่าอยากเล่นมากหนูเลยเอาไปเล่น แต่สิ่งที่ตามมา คราวหน้าอยากเล่นมากขนาดนี้อีกแทนการหยิบไปเล่นเลยหนูว่าหนูควรทำอย่างไร ก็คือการทวนอยู่อย่างนี้

3.การชม

คือการที่เรามองเห็นคุณค่าในตัวลูกเมื่อเขาทำดี ทำให้ลูกอยากมีส่วนร่วมกับเรา อยากทำความดีให้เห็นขึ้นไปอีก เวลาชม ชมให้ถึงคุณค่าเพื่อที่ตัวตนเขาจะได้พองฟู เช่น ถ้าเขาเอาน้ำมาให้เรา การเอาน้ำมาให้คุณค่ามันคืออะไร มีน้ำใจ ชมไปให้ถึง ขอบคุณมากเลยลูกหนูเอาน้ำมาให้หนูเป็นคนมีน้ำใจ หยอดกระปุกคุณค่าให้กับลูก

เมื่อไหร่ที่เราบอกว่าขอบคุณมากหนูถือน้ำมาให้หนูเป็นคนมีน้ำใจ คุณค่าของตัวตนแรก คุณค่าของคนรักได้ไหม คุณค่าต่อตัวเองได้ไหม คุณค่าต่อผู้อื่นได้ไหม ครบไหม คุณค่าต่อการใช้ชีวิตได้ไหม ครบถ้วน เมื่อเราชมลูกเป็นลูกก็ไปชมคนอื่นเป็น เขาก็จะมีวิธีที่ทำแบบนี้กับคนอื่นได้เหมือนกัน ก็กลับไปที่ต้น EP ที่ครูหม่อมบอกว่าวิธีการสอนมันถ่ายทอดได้จากรุ่นสู่รุ่น

ถ้าเกิดเรามาในทางที่ถูกรุ่นลูกเราจะสบายไม่ต้องไปหาอะไรที่ไหนเลย มันอยู่ในเนื้อในตัวของเขาเลยเพียงแต่ว่าที่ผ่านมาของพวกเรา เราถูกสอนโดยคุณพ่อคุณแม่รุ่นหนึ่งที่ความรู้ยังไม่เยอะขนาดนี้ และสถานการณ์โลกยังไม่สลับซับซ้อนขนาดนี้เราก็อยู่กันอย่างเบสิกได้ แต่เมื่อมันซับซ้อนมากขึ้นคุณพ่อคุณแม่ก็ต้องอัพเลเวล อัพสกิลตัวเองเหมือนกันความรู้ที่มีก็เอามาช่วย Growth Mindset ของตัวเอง ช่วยทำใจตัวเอง

สังเกตอย่างไรลูกเสีย Self

อันนี้คือทักษะการสังเกต ถ้าเกิดว่าลูกเราเป็นคนร่าเริงแล้ววันหนึ่งเงียบไปอันนี้ผิดสังเกตแน่นอนเห็นชัดเจน ถามตัวเองก่อน ตัวเองพูดอะไรหรือช่วงหนึ่งคงไม่ใช่แค่วันเดียวน่าจะเป็นเรื่องอะไรที่เราผิดใจกันทิ้งช่วงไว้นานไม่เคลียร์ใจหรือว่าสะสมเป็นระยะเวลาช่วงหนึ่งที่ทำให้ลูกรู้สึกว่าตัวเองไม่เป็นคนสำคัญจึงทำให้ลูกเงียบไป

หากไม่ใช่ย้ายไปเรื่องที่สองคุณค่าที่สองในตัวตน เขากำลังไม่ชอบใจในตัวเองอยู่หรือเปล่าเขากำลังทำอะไรแล้วรู้สึกตัวเองไม่สำเร็จไหม ไม่มีความสามารถไหมโดนคนอื่นไม่ยอมรับไหม ลองค่อยๆ ย้ายไปว่าที่มันเกิดถ้าไม่ใช่ตัวเราลูกกำลังประสบปัญหากับการไม่เห็นความสามารถของตัวเองหรือคนอื่นจากวงนอก

ส่วนใหญ่แล้วถ้าเป็นเด็กเล็กสองคุณค่าแรกจะสำคัญมากคือคุณค่าต่อคนรักคือคุณพ่อคุณแม่และตัวเองเห็นความสามารถของตัวเอง ถ้าลูกของเราเริ่มโตและเป็นวัยรุ่นคุณพ่อคุณแม่อย่าได้โทษตัวเอง อีกอันที่สำคัญคือถ้าลูกเป็นวัยรุ่นแล้วหรือเริ่มโตแล้วตัวตนเขาจะโหยหาความสำคัญจากคนอื่นด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งคุณพ่อคุณแม่จะช่วยได้ก็เหมือนเดิม ปลอบ สอน ชม สำคัญ

ถ้าคุณพ่อคุณแม่อยู่ข้างเขาและแสดงความเข้าใจแล้วสอนไม่ใช่สั่ง เช่น ทะเลาะกับเพื่อนมา รู้เลยว่าลูกไม่สบายใจเพื่อนสนิทลูก ไปง้อเขาสิ หรือเพื่อนมีตั้งเยอะแยะก็ไปเล่นกับคนอื่นสิไม่เห็นต้องเล่นกับคนนี้เลย อย่าได้ทำ

ถ้าเรารู้แล้วและเราบอกลูกว่าเกิดจากแบบนี้ถ้าลูกมีเพื่อน ก็ต้องให้ทักษะเขาเรื่องนั้น ก็ต้องสอนเขาสอนอย่างไรให้เขามีส่วนร่วม หนูว่าหนูจะทำอย่างไรหนูไปลองถ้าลองไม่ได้เรามาหาวิธีกันใหม่ มั่นใจไปอีกว่ามันไม่ใช่วิธีการเดียว เพราะฉะนั้นลองดูว่าสังเกตลูกแล้วดูตัวเองเช็คตัวเองแล้วก็เช็ค Self ของลูกในแต่ละด้าน คุณค่าตรงไหนลดลงเราก็เพิ่มได้

มีลูกอีกประเภทนะ ถ้าตัวตนของลูกเราเป็นคนเงียบอยู่แล้วหรือเป็นคนขี้อายทำอย่างไรดียากเข้าไปอีก แต่ถ้าเราเป็นพ่อแม่ที่สนิทกับลูกเราก็จะพอรู้หรือคลำแนวทางได้ ทีแรกที่ตอบว่ายากเข้าไปอีกอันนี้เรียกว่าตอบตามสัญชาตญาณ สัญชาตญาณพ่อแม่คือ ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นถ้าเป็นอย่างนั้นจะทำอย่างไร

แต่พอมีทักษะเราจะคิดได้ว่า ถ้าเราสนิทเราจะยอมรับได้ว่านี่คือตัวตนของลูก ลูกเป็นคนขี้อายได้ไหม ได้เพียงแต่ว่าถ้าเขาอายแล้วเขาจะอยู่กับความรู้สึกนั้นอย่างไร ก้าวข้ามอย่างไร อันนี้มากกว่าที่จะเป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่จะอยู่เคียงข้างเขาตลอดไป ไม่ใช่พอลูกอายปุ๊บ ไม่เห็นต้องอายเลยไปยืนข้างหน้าเลยนี่คือการไม่เคารพตัวตนของเขาด้วยนะวิธีการแบบนี้

ทักษะพ่อแม่กับสถานการณ์ปัจจุบัน

ครูหม่อมมองเห็นว่ายุคสมัยมันเปลี่ยนแปลงไป สมัยก่อนพ่อแม่ไม่จำเป็นต้องมีทักษะอะไรมากเพราะว่าพ่อแม่อยู่กับเรา แต่ว่าสมัยนี้พ่อแม่ไม่ได้อยู่กับลูกเราลองมองภาพว่าในวันหนึ่งพ่อแม่อยู่กับลูกได้กี่ชั่วโมง แล้วตอนที่อยู่เราพูดอะไรกัน เมื่อก่อนพ่อแม่ดุเราแต่เราก็ยังอยู่กับพ่อแม่

แต่สมัยนี้ดุกันเสร็จต่างคนต่างแยกย้าย ดุเสร็จลูกไปโรงเรียนตั้งแต่เล็กพ่อแม่ไปทำงานพอกลับมาเข้าบ้านความเดิมที่ทะเลาะกันเมื่อเช้าเก็บกดเอาไว้ไม่ได้เคลียร์ลูกก็เก็บไว้ตอนเย็นมาเก็บเข้าไปอีกแล้วก็รีบนอนพรุ่งนี้ก็มีเรื่องใหม่เติมเข้ามาอีก

สิ่งที่สะสมอยู่ในจิตใจของพ่อแม่และจิตใจของลูกมันเป็นลบ ด้วยความเร่งรีบและยุคสมัยที่เปลี่ยนทำให้เวลาที่เราอยู่ด้วยกันน้อยลงและเทคโนโลยีที่เข้ามา เมื่อก่อนพ่อแม่ตีเรา เราเข้าห้องไปเรารอพ่อแม่มาง้อในหัวเราสมองเราคิดถึงพ่อแม่ พ่อแม่ก็อยู่กับเรา ทำไมพ่อแม่ไม่เข้าใจทำไมไม่มาง้อสักที เพราะพ่อแม่อยู่เรารู้ว่าเดี๋ยวพ่อแม่ต้องมา เด็กสมัยนี้โกรธกับพ่อแม่ปิดประตูเข้าห้องไปที่เทคโนโลยีไปที่โซเชียลมีเดียพ่อแม่ไม่ได้อยู่ในหัว

เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่มีทักษะพ่อแม่ที่จะมี Growth Mindset ที่จะรู้จักพัฒนาการลูกแล้วก็ทำใจฝึกตัวเองรู้จักคำว่า ได้ ไม่รู้จักปลอบ ไม่รู้จักสอน ไม่รู้จักชม ในแต่ละวันที่เราอยู่กับลูกเราก็จะไปที่สั่ง ตัดสิน ตีตรา ควบคุม ลูกเมื่อไหร่ เราก็จะเป็นพ่อแม่ที่ไม่อยู่ในหัวลูกทันที

เพราะลูกเขามีที่ระบายอารมณ์ไปกับสิ่งอื่นที่ไม่ใช่เราใครทำให้เขาสบายเขาก็ไปหาแต่อย่าลืมว่าสิ่งที่น่ากลัวคือ ใครละอยู่ในโซเชียลมีเดีย ถ้าเป็นเพื่อนทักษะสังคมมีเหมือนกันไหม ทักษะอารมณ์ก็คงเท่าๆ กันไหม วุฒิภาวะ หรือไม่ใช่เพื่อนเขาแต่เป็นใครไม่รู้ที่มาหวังผลประโยชน์จากลูกเราตอนที่ลูกเราจิตอ่อนนี่คือความน่ากลัว เพราะฉะนั้นทักษะของพ่อแม่ในยุคนี้จึงต้องมีและต้องแกร่งกว่าพ่อแม่ยุคก่อน

 

ติดตามฟังได้ที่รายการรักลูก The Expert Talk 

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

 

รักลูก The Expert Talk EP.14: “เสียงกรน” เรื่องไม่เล็กรีบเช็กก่อนพัฒนาการลูกล่าช้า

รักลูก The Expert Talk EP.14: “เสียงกรน” เรื่องไม่เล็กรีบเช็กก่อนพัฒนาการลูกล่าช้า

หลังเจ้าตัวเล็กหลับแล้ว ชวนเช็กเสียงกรนกันค่ะ เพราะเสียงกรน อาจจะไม่ใช่แค่เสียงในลำคออีกต่อไป แต่เป็นจุดเริ่มต้นของโรคระบบทางเดินหายใจ โรคอ้วน และอีกหลายโรค หากเรารู้เร็วก็จะสามารถแก้ไข ป้องกันได้เร็ว เพราะเรื่องกรนวันนี้ อาจจะส่งผลต่อพัฒนาการที่ไม่ดีในวันข้างหน้า ฟังวิธีการรับมือ และสังเกตลูกนอนกรน โดย พญ.นันทินี สายหยุดทอง กุมารแพทย์ สาขาโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลวิภาวดี

สาเหตุของการนอนกรน

เสียงนอนกรนจริงๆ คือเสียงของการหายใจที่ผ่านทางเดินหายใจที่ตีบแคบเมื่อทางเดินหายใจตีบแคบแล้วอากาศผ่านมา ก็จะทำให้เกิดเสียงกรนได้ เสียงกรนหลักๆ ของเด็กก็จะแบ่งเป็น 2 อย่าง ก็คือ กรนเป็นครั้งคราว กับกรนเป็นประจำอย่างเด็กน่าจะเป็นกรนเป็นครั้งคราว เวลาที่กรนเป็นครั้งคราวก็คือกรนน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ หรือว่ากรนเฉพาะเมื่อมีอาการไม่สบาย ป่วย หรือมีน้ำมูก กลุ่มนี้จะไม่ค่อยอันตรายเท่าไหร่ เพราะว่าเดี๋ยวเมื่ออาการดีขึ้น มลภาวะหายไป อาการป่วยดีขึ้น ก็จะกรนน้อยลง

กลุ่มที่อันตรายจริงๆ เป็นกลุ่มที่กรนต่อเนื่อง กรนตลอดเวลา กลุ่มนี้จะกรนมากกว่า หรือเท่ากับ 3 คืนต่อสัปดาห์ หรือว่ากรนตลอดไม่ว่าจะช่วงสบายดี ช่วงป่วย กลุ่มนี้อาจจะอันตรายได้ ความอันตรายของมันเนื่องจากว่าอาจจะสามารถเกี่ยวข้องกับโรคๆ หนึ่งที่เราเรียกว่า “โรคหยุดหายใจขณะนอนหลับ” หรือว่า OSA (Obstructive Sleep Apnea: OSA

สาเหตุของการนอนกรนอย่างที่บอกว่ามันเป็นเสียงของทางเดินหายใจที่ตีบแคบ ตีบแคบหลักๆ ของเด็กมีอยู่ 2 อย่าง ก็คือ

สาเหตุแรก ตีบแคบจากการที่มีต่อมทอนซิลกับต่อมอะดีนอยด์โต

ต่อมนี้เป็นต่อมที่อยู่ในคอของเรา เมื่อมันโตขึ้นเราก็จะหายใจลำบากขึ้นโดยเฉพาะตอนนอน จะโตได้จากอะไรบ้าง ส่วนใหญ่ก็จะโตจากการที่เราป่วย ไม่สบายบ่อยๆ หรือในบางคนเช่น เด็กที่เป็นภูมิแพ้ กลุ่มนี้ก็จะกระตุ้นให้ต่อมโตได้มาก

สาเหตุที่สอง เด็กที่มีภาวะอ้วนหรือมีน้ำหนักเกิน

กลุ่มนี้ตัวไขมันที่อยู่รอบคอของเขา ก็จะไปกดเบียดทางเดินหายใจเวลานอนหลับเช่นเดียวกัน ส่วนสาเหตุอื่นๆ จริงๆ ก็พบได้น้อย เช่น ในกลุ่มที่มีโรคระบบประสาทควบคุมกล้ามเนื้อผิดปกติ หรือว่ามีรูปร่างหน้าตาโครงสร้างของใบหน้าผิดปกติ เช่น คางสั้น หรือขากรรไกรผิดปกติ กลุ่มนี้ก็จะกรนได้มากกว่าเด็กทั่วไป

สำหรับสาเหตุแรกโดยเฉพาะเด็กในช่วงอายุ 2-5 ปี ต่อมทอนซิลกับต่อมอะดีนอยด์โตจะโตเป็นปกติอยู่แล้ว พอเขาไปโรงเรียนด้วย ป่วย ติดหวัด มันก็จะยิ่งโตเรื้อรัง ส่วนสาเหตุที่ 2 ก็คือ อ้วน น้ำหนักเกิน มาแรงในช่วงนี้ ด้วยลักษณะการกินอาหาร แล้วก็ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายของเด็กๆ เป็นเทรนด์ใหม่ ส่วนใหญ่สมัยก่อนเราก็จะไปวิ่งเล่นออกกำลังกาย

แล้วเมื่อเด็กอายุประมาณ 5-6 ปี ต่อมทอนซิลกับต่อมอะดีนอยด์โตจะเริ่มยุบแล้ว แต่ในบางรายที่ยังโดนกระตุ้นบ่อยๆ เช่น เป็นภูมิแพ้ หรือเป็นหวัดเรื่อรัง ก็สามารถโตไปได้ถึง 7-8 ปี ก็ยังโตได้อยู่ ทีนี้กรนแบบไหนที่อันตราย ก็คือ

1.กรนเรื้อรัง กรนต่อเนื่อง หนึ่งสัปดาห์กรน 4-5 ครั้ง

2.กรนเสียงดังมาก เสียงดังกว่าคุณพ่อ คือเริ่มไม่ปกติแล้ว

3.ขณะกรนมีลักษณะอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น หยุดหายใจ หายใจเฮือก หรือว่าตื่นบ่อยๆ

นอกจากนั้นก็มีบางราย เนื่องจากตื่นบ่อยก็จะมีปัสสาวะรดที่นอนในเด็กที่โตแล้ว เช่น 5 ปีเขาเคยหยุดปัสสาวะรดที่นอนไปแล้ว กลับมาปัสสาวะรดที่นอนใหม่ กลุ่มนี้ก็เป็นเสียงกรนที่อันตราย แสดงว่าถ้าเขากรน มันไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องกรน มันกระทบต่อพัฒนาการด้านใดบ้างคะคุณหมอ

หากกรนแล้วมีอาการเยอะจนมีอาการภาวะหยุดหายใจ ก็จะมีปัญหาว่าช่วงที่เราหยุดหายใจ ออกซิเจนเข้าไปไม่ถึงสมอง ก็จะมีออกซิเจนตกระหว่างนอนหลับได้ พัฒนาการจะมีปัญหาทั้งทางร่างกาย แล้วก็ทางจิตใจ ทางร่างกายอย่างที่ทราบกันว่าโกรทฮอร์โมนของเราจะหลั่งตอนกลางคืน ตอนที่เรานอนหลับ พอนอนหลับไม่สนิท หลับๆ ตื่นๆ โกรทฮอร์โมนหลั่งไม่เต็มที่

เด็กก็จะมีปัญหาตัวเล็ก น้ำหนักน้อย หรือว่าตัวเล็ก ตัวเตี้ย ส่วนทางจิตใจนึกภาพเหมือนผู้ใหญ่นอนหลับไม่สนิท ไม่ได้นอน นอนไม่พอ ตื่นมาตอนเช้าบางคนง่วง หลับกลางวัน หลับที่โรงเรียนตลอด หรือบางคนหงุดหงิด ก้าวร้าว สมาธิสั้น บางคนคิดว่าลูกสมาธิสั้น จริงๆแล้วปัญหาของเขาคือ เขานอนไม่พอ

ดูแลรักษาโรคนอนกรน

การรักษา ต้องเริ่มจากการหาสาเหตุว่าการกรนของเด็กมีอันตรายหรือเปล่า สาเหตุก็อย่างที่กล่าวไป เวลาที่มาพบหมอ หมอก็จะเริ่มจากการซักประวัติ แล้วก็ตรวจร่างกายดูว่าการกรนของเขาสัมพันธ์แค่ไหน เป็นเยอะแค่ไหน ตรวจร่างกายก็อาจจะดูลักษณะอื่นๆ ลักษณะขากรรไกร ระบบประสาท ดูว่ามีลักษณะของภูมิแพ้หรือเปล่า แล้วก็อ้าปากดูต่อมทอนซิล ส่วนต่อมอะดีนอยด์จะอ้าปากไม่เห็น เราจะต้องทำการเอกซเรย์ดูต่อมทอนซิลและต่อมอะดีนอยด์ เพื่อหาสาเหตุ

จากนั้นก็อาจจะมีการทำการทดสอบอื่นๆ นอกจากการเอกซเรย์ เช่น ถ้าเกิดลูกมีอาการเหมือนภูมิแพ้ ก็อาจจะมีการทดสอบเรื่องภูมิแพ้ดูว่าแพ้อะไรบ้าง และอีกวิธีคือทดสอบการนอนหลับ โดยหลักๆ จะมี 2 ชนิดด้วยกัน คือ

1.การติดออกซิเจนระหว่างที่เขานอนตอนกลางคืน

2.การตรวจแบบ Polysomnogram สามารถตรวจได้หลายๆ ค่าในเวลาเดียวกัน ตรวจทั้งคลื่นสมอง คลื่นไฟฟ้าหัวใจ ค่าออกซิเจน ดูทั้งลมที่ออกมาจากจมูกตอนที่นอน

การทดสอบประเภทนี้ค่อนข้างแน่นอน แล้วก็ตรวจได้ชัดเจนกว่าประเภทแรก แบ่งการนอนกรนออกเป็นตามความรุนแรงของการหยุดหายใจ เป็นน้อย ปานกลาง มาก ถ้าอาการน้อยๆ เราอาจจะเริ่มจากการใช้ยาก่อน ทั้งแบบยากินและยาพ่นจมูก แล้วก็ติดตามอาการไป 2-4 อาทิตย์ แต่ถ้าไม่ตอบสนอง หรือว่าตรวจแล้วมีอาการค่อนข้างเยอะ เป็นรุนแรง ถ้าต่อมทอนซิลโตเราก็จะแนะนำให้ตัดต่อมทอนซิลและต่อมอะดีนอยด์

ซึ่งเวลาที่ตัดไม่ได้ตัดหมดเลย ก็จะเหลือเซลล์ไว้บ้าง เอาไว้สร้างสาร จริงๆ แล้วเวลาตัดก็จะเป็นคุณหมอหู คอ จมูก ตัดไม่มีแผลนะคะ เป็นอ้าปาก แล้วก็ใช้อุปกรณ์เข้าไปตัดข้างในปาก หลังตัดก็จะเจ็บอยู่ประมาณอาทิตย์นึง ตัดแล้วพบว่าประมาณ 80% จะหายจากอาการนอนกรน แต่มันสามารถโตขึ้นมาได้ใหม่ หากยังควบคุมเรื่องภูมิแพ้ หรือว่ายังควบคุมเรื่องเป็นหวัดบ่อยๆ ไม่ได้

Sleep Test ทดสอบการนอน

Sleep Test ของโรงพยาบาลวิภาวดีใช้แบบ Polysomnogram ผลที่ได้ค่อนข้างชัดเจน แล้วสามารถแบ่งความรุนแรงของโรคได้แน่นอน ทดสอบเหมือนผู้ใหญ่ เวลาทดสอบหมอจะนัดมา 1 คืน จองห้องให้ เวลานัดมาอาจจะมาเย็นๆ จากนั้นจะมีเจ้าหน้าที่มาติดอุปกรณ์ต่างๆ ตามร่างกายไม่ว่าจะเป็นที่หน้าผาก จมูก หน้าอก ที่นิ้วเพื่อวัดค่าออกซิเจน แต่ทั้งหมดจะไม่มีการเจาะเลือด หรือไม่มีความเจ็บปวดอะไร หลังจากนั้นก็จะให้นอนธรรมดาเลยค่ะ นอนพักในห้องที่มืด แล้วก็ไม่มีเสียงรบกวน นอนอยู่กับผู้ปกครอง

ตื่นมาตอนเช้าเจ้าหน้าที่ก็มาเก็บอุปกรณ์ออก แล้วก็กลับบ้านไปใช้ชีวิตได้ปกติเลย ผลจะออกหลังจากทำเทสต์ 1 อาทิตย์ คุณหมอก็จะนัดมาฟังผลอีกที ซึ่งก็จะรักษาไปตามสาเหตุที่เกิดขึ้น

รักษานอนกรนของผู้ใหญ่

สำหรับผู้ใหญ่ฃวสาเหตุจะต่างจากเด็กตรงที่ไม่มีสาเหตุจากต่อมทอนซิลกับต่อมอะดีนอยด์โต เพราะว่าต่อมจะยุบไปแล้ว เกิดจากกล้ามเนื้อที่คอค่อนข้างหย่อนไปตามอายุ มันก็เลยเป็นสาเหตุว่า เราไม่ค่อยได้ตัดต่อมในผู้ใหญ่ ถ้าผู้ใหญ่เป็นเยอะจริงๆ จะมีการใส่เครื่องเครื่องนึงที่เรียกว่า CPAP เป็นการอัดลมเข้าไปในจมูกในช่วงที่เรานอนหลับ คิดภาพเหมือนหลอดที่มันตีบ แล้วเราอัดลมเข้าไปเพื่อเปิดหลอดให้มันเปิดช่วงนอนหลับ ก็จะทำให้ทางเดินหายใจเราเปิดช่วงนอนหลับ เครื่องนี้ก็ใช่แค่ช่วงนอน ไม่เจ็บอะไร มีแค่หน้ากากมาครอบที่จมูกนิดนึง

ดูแลช่วงสภาวะฝุ่น PM2.5 ช่วงที่ ฝุ่นเยอะและอากาศเริ่มเปลี่ยนทำให้เด็กป่วยบ่อย นอกจากเรื่องการเป็นหวัด นอนกรน ก็มีเรื่องหอบหืดที่ต้องระวัง หอบหืดบางทีเราคิดว่าจะโดนกระตุ้นโดยการป่วยหรือหลอดลมอักเสบจากเชื้อโรค แต่บางครั้งแค่เจออากาศเปลี่ยน หรือเจอฝุ่นเยอะๆ หอบก็กำเริบขึ้นมาได้

กลุ่มนี้ต้องระวังเพราะบางทีคิดว่าลูกเราเป็นหลอดลมอักเสบ แต่ทำไมเป็นบ่อยมากเลย คือต้องพ่นยาเกิน 3 ครั้ง ในแต่ละเดือน ถ้าเป็นแบบนี้ต้องหาสาเหตุของโรคเพิ่มขึ้นว่ามาจากปัญหาเรื่องหอบ หรือหลอดลมไว

นอนกรนกระทบพัฒนาการ

นอกจากเรื่องภาวะทางร่างกายที่เราบอกว่าเจริญเติบโตไม่ดี ตัวเล็ก ทางจิตใจทำให้เป็นเด็กที่หงุดหงิดง่าย ก้าวร้าว นอกจากนี้มีการศึกษาว่าส่งผลต่อ IQ ของเด็กด้วยในกรณีที่เป็นระยะยาวแล้วเรานอนหลับไม่เพียงพอ IQ เขาอาจจะไปไม่ถึงเท่าที่เขาควรจะเป็น แล้วถ้าเด็กนอนกรนไปนานๆ ก็อาจจะเกิดภาวะความดันสูงในเด็ก หรือว่าหลอดเลือดในปอดมีความดันสูง บางรายถึงขั้นหัวใจวายได้เลยถ้าไม่ได้รับการรักษา

รวมไปถึงคุณภาพชีวิตของเด็ก คิดภาพว่าเรานอนไม่พอทุกวันคุณภาพชีวิตก็จะไม่ดีหรือว่าการเรียนเขาก็จะไม่ดี อย่างอื่นก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับระบบหายใจ เด็กที่ป่วยบ่อยๆ ทอนซิลโตก็จะยิ่งป่วยบ่อยเข้าไปอีก ทอนซิลที่โตแล้วก็จะยิ่งอักเสบเข้าไปอีก มันคือวนลูปพออักเสบบ่อยก็จะยิ่งโต

ดูแลสุขภาพห่างไกลนอนกรน

ดูแลรักษาตัวเองให้แข็งแรง พยายามลดการเจอเชื้อต่างๆ กินอาหารครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงสถานที่ชุมชน หรือที่ที่มีฝุ่นมลภาวะ ส่วนใหญ่หมอจะแนะนำให้ดูค่า PM2.5 ในแอพมือถือ ถ้าเกิดว่าช่วงไหนมันสูง ขึ้นสีแดง สีม่วง พยายามหลีกเลี่ยงการออกไปกลางแจ้ง อยู่ในบ้านก่อนแล้วก็เปิดเครื่องฟอกอากาศ นอกจากนั้นถ้าเกิดเรารู้ว่าลูกเราเป็นภูมิแพ้ แพ้อะไรบ้าง แพ้ฝุ่น แพ้หมา แพ้แมว ก็พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้

นอกจากนั้นที่สำคัญเลยก็คือพยายามรักษาน้ำหนักเราให้อยู่ในเกณฑ์ปกตินะคะ ผอมไป อ้วนไป ส่วผลต่อภูมิคุ้มกันทั้งหมด

 

ติดตามฟังได้ที่รายการรักลูก The Expert Talk 

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

 

รักลูก The Expert Talk EP.15: ชวนพ่อแม่ “รู้” และ “เท่าทัน” สื่อ

รักลูก The Expert Talk EP.15: ชวนพ่อแม่ “รู้” และ “เท่าทัน” สื่อ

หลายบ้านมีกฎกับการใช้จอทุกประเภทแบบที่ทำได้ดีมาตลอด แต่...ทุกอย่างพังลงเมื่อลูกต้องเรียนออนไลน์ ความมั่นใจที่เคยคิดว่าเรารู้จักและใช้สื่อของลูกเป็นอย่างดีนั้น พอมาเจอภาคปฏิบัติ ตกม้าตายไปตามๆ กัน รักลูกThe Expert จึงชวนอาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการด้านสื่อ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล มาพูดคุยกัน เพื่อให้เรารู้เทคนิค วิธีการที่จะรับมือกับทั้งสื่อ จอ และ Content หลากหลายรูปแบบ เพื่อให้เราผ่านช่วงเวลานี้ไปด้วยกันค่ะ

 

สื่อคืออะไร

ถ้านิยามคำว่าสื่อนึกถึงแต่ก่อนย้อนไปสัก 40 ปีที่เรายังไม่มี Facebook สื่อก็คงเป็น เรานึกถึงสื่อประเภทวิทยุ ละคร ลิเก ลำตัด หนังตะลุง อันนั้นเรียกว่าสื่อชุมชน แต่ถ้าเป็นเด็กปฐมวัยเราไม่ได้พาลูกไปดูละคร ไปดูโรงลิเก ไปดูโขนแต่แรกเราก็คงให้อยู่กับพ่อแก่แม่เฒ่า ปูย่า ตายาย

เพราะฉะนั้นเวลาเราบอกว่าอะไรเป็นสื่อ หรือไม่เป็นสื่อ สื่อก็คืออะไรก็ตามที่สื่อสารความหมายข้อความได้ เพราะฉะนั้นบุคคลก็เป็นสื่อถ้าเราโฟกัสไปที่เด็กปฐมวัยตั้งแต่ตั้งครรภ์มารดาจนออกมาเป็นทารกเตาะแตะ แล้วก็เป็นเด็กวัยปีนป่าย แล้วก็วัย Pre School เข้าอนุบาล 0-6 ขวบ หรือจริงๆ ก่อนเกิดตั้งแต่ติดลบ 9 เดือน ตั้งแต่ตั้งครรภ์ อันนี้คือช่วงปฐมวัย

สื่อที่ดีที่สุดก็คือถ้าคุณแม่ฟังเพลงอะไรก็ตามเปิดเพลงที่ทำให้บรรยากาศดีอันนี้ก็เป็นสื่อเด็กๆ ก็ได้ยิน คุณแม่พูดผ่านสายรกลูบคลำ นั่นก็สื่อประเภทหนึ่ง คุณแม่อารมณ์ดีพูดคุยกับคุณพ่อ คุณพ่อดูแลดีอารมณ์ดี กินอาหารดีก็เป็นสื่อเหมือนกัน

สื่อไม่จะเป็นต้องเป็นโทรศัพท์มือถือ สื่อไม่จำเป็นว่าต้องเปิดทีวีหรือเปล่า หรือเปิดการ์ตูนหรือเปล่า สมุดภาพ นิทาน น้ำตก บ่อทราย ชายหาด กิ่งไม้ ก้อนหิน ปีนป่าย เสียงผึ้ง แสงแดด ทุกอย่างเป็นสื่อได้หมด อย่างเช่น เวลาที่เราพาลูกออกไปสนามสีเขียวเด็กก็จะรู้สึกผ่อนคลาย หรือเรานึกถึงผู้ป่วยที่โคม่านอนติดเตียงแล้วก็รู้สึกว่าอยากจะกลับบ้านถ้าเขามองออกไปเห็นนอกหน้าต่างเขารู้สึกว่าผ่อนคลายลง เสียงนกร้อง สายลม แสงแดดก็เป็นสื่อ

ฉะนั้นลองคิดดูว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้สำหรับเด็กปฐมวัยมีค่าและความหมายมากขนาดไหน แต่ด้วยสถานการณ์โควิดทำให้อยู่กับบ้าน กักตัว ไม่ออกไปไหน Stay at Home / Work from Home / Social Distancing หรือ Lockdown ลองคิดดูเราอยู่ในบ้าน ผมจะคิดว่าในบ้านจริงๆ มีสื่อเยอะแต่สำหรับเด็กปฐมวัยสื่อที่สำคัญหรือบุคคลที่มีความสำคัญมากที่สุด คือ พ่อแม่ หรือผู้เลี้ยงดูอาจจะเป็นลุง ป้า น้า อา ปู่ ย่า ตา ยายก็แล้วแต่หรือพี่เลี้ยงที่เรามี

เพราะฉะนั้นเด็กปฐมวัยไม่จำเป็นต้องใช้ดิจิทัลมีเดียเลย สื่อที่เป็นวิทยุ ทีวี เพลงถ้าคุณพ่อคุณแม่ชวนร้องเพลงหรือว่าชวนอ่านนิทาน หรือเล่นสิ่งของต่างๆ ตุ๊กตา เด็กโตขึ้นมาหน่อยเล่นดินน้ำมัน วาดรูประบายสี ทุกอย่างเป็นสื่อได้ขึ้นอยู่กับว่าเจตนาเราจะใช้สิ่งนั้นเพื่อสื่อสารอะไรไปยังลูก แม้กระทั่งเด็กเล็กการโอบกอด Human Touch สัมผัส โอบกอดเอาหน้าลูกเข้ามาแนบอกเราเสียงหัวใจ ลูกสาวผมจะชอบนอนบนหน้าอกทุกคืนตอน 2 ขวบ เขาจะเอาหูแนบก็จะได้ยิน ตึ๊บตึ๊บ ตึ๊บตึ๊บ

ในช่วงขวบถึงขวบครึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเด็กทารกคือ Trust หรือว่าความไว้วางใจต่อโลกใบนี้ พอเขาเริ่มเตาะแตะขาได้ประมาณขวบครึ่งถึง 3 ขวบ เขาจะรู้สึก Autonomy ก็คืออยากทำนู้นทำนี่ได้เอง เพราะฉะนั้นจาน ชาม ช้อน หยิบส้มแล้วก็โยนลงพื้น หยิบลูกปิงปอง ลูกบอลแล้วก็ขว้างปา พวกนี้เป็นสื่อเพราะเขากำลังเรียนรู้บางอย่าง

สื่อไม่ใช่แค่เทคโนโลยี

คุณพ่อคุณแม่ต้องปรับความคิดความเข้าใจใหม่สื่อก็เป็นอะไรได้ทั้งหมดในบ้านตั้งแต่จาน ชาม ช้อน ซ้อม ลูกปิงปอง ตุ๊กตา ต้นไม้ ใบหญ้า เสียงสุนัข เสียงรถวิ่งข้างบ้าน ทุกอย่างเป็นสื่อได้หมดเลย แต่สื่อที่ดีที่สุดคือพ่อแม่

สเต็ปแรกเราต้องทำความใจว่าสื่อไม่ใช่แค่ทีวี คลิปวิดีโอ หรืออะไรต่างๆ ที่นี้เรามาสโคปเข้ามาในความใกล้ชิดของเรานิดหนึ่ง บางทีเราก็อยากใช้สื่อเหล่านั้นแต่บางทีเราที่เป็นพ่อแม่นี่ละไปยื่นโทรศัพท์ I-pad เราไปใช้สื่อที่เป็นเทคโนโลยีให้ลูกแทน อะไรเหล่านี้มองว่าเราทำไมพ่อแม่ต้องคิดว่าเราควรจะใช้สื่อที่ไม่ใช่เทคโนโลยีหรือที่เป็นไฟฟ้ามันมีอันตรายหรือความเสี่ยงอะไรถ้าลูกเราเสพติดในสื่อที่เป็นในส่วนของเทคโนโลยีมากเกินไป

เด็กปฐมวัยยังชอบสื่อที่ไม่ได้ใส่วงจรอัลกอริทึมไฟฟ้าอิเลคโทรนิค สื่อพวกนั้นเกิดจากกระบวนการ Production คือ มีโปรดิวเซอร์ มีแอนนิเมเตอร์วาดการ์ตูน มีคนใส่เสียง มีคนตัดต่อ มีคนทำกราฟฟิกอะไรเยอะแยะมากมาย สื่อพวกนั้นเป็นสื่อที่มนุษย์ประกอบสร้างขึ้นมาผ่านงานโปรดักชั่นเขาก็จะมีเจตนาที่จะทำให้ สมมติว่าเป็นเกมส์ เป็นการ์ตูนมีคลิปคอนเทนต์ ยูทุปเบอร์ สื่อพวกนั้นมีเจตนาหลายอย่างที่มันสลับซับซ้อนจังหวะการเล่าเรื่อง การหวังยอดวิวโฆษณา ดราม่า มีเจตนาแฝง เจตนาเหล่านั้นเป็นเจตนาประกอบสร้าง

แต่ผู้ผลิตตุ๊กตาขึ้นมาตัวหนึ่งเพื่อวางขายแล้วลูกก็บอกว่าอยากได้ตุ๊กตา หรือแม่ซื้อตุ๊กตาให้ลูก ตุ๊กตาเหล่านั้นไม่มีเจตนาอะไรอีก ตุ๊กตาไม่รู้ตัวเองว่าเป็นตุ๊กตามันไม่มีเจตนาของผู้สร้างอีกต่อไป มันก็คือตุ๊กตาผ้ายัดนุ่นยัดเส้นใยอะไรที่ดูนุ่มๆ ดูน่ารัก สมุดภาพเจตนาของผู้สร้างก็เป็นแบบนี้ แต่ผู้สร้างนิทานไม่สามารถไปคอนโทรลอย่างอื่นได้อีก ไม่บอกว่าต้องอ่านกี่โมง ต้องอ่านหน้านี้ก่อน ผู้สร้างแค่วาดภาพ หรือตัวต่อจิ๊กซอว์ บล็อกไม้ ก็คือซื้อไปต่อ

สื่อร้อน สื่อเย็น

ฉะนั้นดิจิทัลเป็นสื่อที่มีลักษณะที่ร้อนหมายถึงว่าค่อนข้างที่จะเปิดปุ๊บติดปั๊บตัวมันร้อนได้เอง ได้ที่แล้วมันก็ร้อนเองกดเพลย์ เสียบปลั๊กปุ๊บมันก็ไหลไปเลย 5 นาที 10 นาที 20 นาที 2 ชั่วโมง แต่ว่ากลอง เปียโน มันวางอยู่เฉยๆ ตัวมันเย็นมันไม่มีปลั๊กให้เสียบ มันไม่มีวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ไม่มีอัลกอริทึม ไม่มีกดเพลย์ กลองเด็กก็ต้องตีถ้าหยุดตีคือเสียงไม่ดัง ดินน้ำมันวางอยู่เฉยๆ ถ้าไม่ปั้นมันก็อยู่ฟอร์มเดิม สมุดนิทานเล่มเล็กๆ 12 หน้า 8 หน้า ไม่เปิดอ่าน ถ้าง่วงนอนอ่านได้ไหม ไม่ได้ ฉะนั้นสื่อพวกนี้เราเรียกว่าสื่อเย็น

เด็กปฐมวัยการใช้สื่อเย็นสำคัญมากเพราะว่าหลังจากที่เขาประมาณ 3 ขวบที่เขามี Autonomy ก็คือทำเอง Autonomy คือความรู้สึกเอกอิสระอยากจะทำนู้นทำนี่ แม่ไม่เอาหนูอยากทำเอง แม่บอกอย่าลูกเดี๋ยวเกิดความเสียหาย ไม่ได้ครับปล่อยไป สื่อพวกนี้ ตุ๊กตาไม่เล่นกับเขาแต่เขาเล่นกับตุ๊กตาเด็กจะได้ใช้จินตนาการขึ้นเองไม่มีใครบอกบท ไม่มีสคริปต์ ไม่มีตัดต่อ ไม่มีใครบอกแอคชั่น เล่นยังไง คือเด็กจะเป็นโปรดิวเซอร์ของการเล่น เด็กเป็นผู้รังสรรค์การเล่นนั้นด้วยตัวเองซึ่งจะดีกับการพัฒนาเซลล์สมองเครือข่ายเส้นใยประสาทจะเชื่อมต่อเซลล์นี้กับเซลล์นี้เด็กต้องคิดริเริ่มขึ้นเองในการเล่น

ถ้าเราหยิบยื่นสื่อที่เป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือเปิดการ์ตูนหนังยาว หรือเปิดคลิปเปิดซีรีย์หรือแม้กระทั่งการเปิดเสียงทีวีที่บ้านทิ้งไว้ เพราะเดี๋ยวนี้โควิดต้องรับข้อมูลข่าวสารเยอะๆ ยอดผู้ติดเชื้อวันนี้เป็นอย่างไร วัคซีนมาแล้วหรือยัง ยอดผู้หายป่วย กลับบ้านเท่าไหร่ เรามนุษย์แม่มนุษย์พ่อ มนุษย์ลุง ป้า น้า อา ในบ้าน ซึ่งไม่ดีลองคิดดูว่าเวลาที่เด็กไปโรงเรียนอนุบาลหรือศูนย์เด็กเล็กหรือ Pre-School โรงเรียนจะเงียบแต่ที่บ้านจะ โช้ง เช้ง ล้งเล้ง ตลอดเวลา เดี๋ยวคนนู้นเดี๋ยวคนนี้เข้า เปิดข่าวเปิดทีวีตลอด พ่อแม่ Work from Home ประชุมออนไลน์

คิดดูสิว่า Noise ตลอดเวลา เหล่านี้เป็นตัวทำลายภาวะความสงบ เด็กจะไม่ได้ยินเสียงตัวเองเด็กจะรู้สึกว่าไม่ได้ยินเสียงที่อยู่ในสมองไม่ได้ยินเสียงของความต้องการของเขาเพราะว่าข้างนอกมันดังไปหมด เพราะฉะนั้นลักษณะของดิจิทัลก็คือว่ามันนำพาเราแต่ถ้าเด็กเล่นของเล่นที่ไม่ได้ใส่ถ่านไม่ได้มีวงจรอิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้มีประจุไฟฟ้าเปิดปิดแบตเตอร์รี่พาวเวอร์

ตัวพาวเวอร์ที่แท้จริงคือตัวเด็กที่จะต้องนำพาสมาธิเหล่านี้เขาเรียกว่าเป็น Active concentration คือเด็กมีสมาธิเชิงรุก เพราะเด็กต้องไม่ง่วงเหงาหาวนอน เด็กต้องนั่งแบบกระตือรือร้น เด็กต้อง Move forward ก็คือ เขาเรียกว่าไม่นั่งพิงเก้าอี้ คือถ้าดูทีวีก็จะนั่งพิงเก้าอี้ นอนบนโซฟา เอื่อยเปื่อยเรื่อยแฉะ แล้วก็ Sedentary คือมีพฤติกรรมนั่งเนื่อยนิ่ง

สื่อเย็นดีกับพัฒนาการ

แต่ถ้าเด็กใช้สื่อเย็น เช่น สนามเด็กเล่น เครื่องปีนป่าย ขี่จักรยาน ตัวต่อเลโก้ บล็อกไม้ ดินน้ำมัน บ่อทราย สระน้ำ อะไรแบบนี้เด็กต้อง Energy เด็กใช้สื่อเย็นแต่ตัวเด็กจะร้อนต้องเคลื่อนไหว ต้องมี Movement มันดีสำหรับเด็กเพราะว่าเขาได้ฝึกกำลังกายกล้ามเนื้อ Autonomy ของเขาจะชัด Autonomy ก็คือมี Will ความตั้งใจจะทำแต่พอเปิดสื่อดิจิทัล Will มันไม่มี เพราะมันเข้าสู่การนั่งเนื่อยนิ่งไม่มีเจตนาที่จะทำอะไร แต่ถ้าเดี๋ยววาดรูป เดี๋ยวไปเล่นตัวต่อ เดี๋ยวไปเล่นของเล่นไม้ เดี๋ยวไปเล่นไซโลโฟน เด็กจะมี Will มีเจตนาที่จะทำ จะออกตลอดเวลา นั่นคือการตอบสนองตามลักษณะพัฒนาการแล้ว

พอเข้าสู่ช่วงวัย 4-6 ขวบ ก็จะลักษณะ Stage ที่ 3 ก็คือความคิดริเริ่มเพราะฉะนั้นคุณดอยลองคิด เรามีลูกสาววัยใกล้เคียงกัน ลูกสาวผมเป็น ช่วงโควิด คุณพ่ออยู่บ้านแล้วไม่มีอะไรทำ มันเบื่อ พ่อแม่ก็พยายามหานู้นนี่ให้ทำ กะละมัง หม้อ ไห ขวดน้ำ เอามาเล่นหมดแล้วทุกอย่าง ของเล่นที่ซื้อมาก็ให้เล่น ของที่ไม่ให้เล่นก็ให้เล่นหรือนอกบ้านถ้าใครมีพื้นที่ก็พยายามที่จะให้พื้นที่

เช่น เตะฟุตบอล ขี่จักรยาน ขุดดิน ขุดทราย นึกๆ เบื่อเขาก็ถามว่าสมัยเด็กๆ พ่อเล่นอะไร ผมก็บอก พ่อก็เล่นแบบนี้ละเห็นต้นไม้ก็ปีน ต้นฝรั่ง ต้นชมพู ต้นมะม่วง พ่อก็ปีนอยู่ทั้งวันละ เพราะฉะนั้นเราคิดว่าธรรมชาติก็คือสื่อ ท่านใดที่บ้านมีพื้นที่ ที่บ้านสามารถเข้าถึงพื้นที่อากาศได้ เหล่านี้คือสื่อทั้งหมด แล้วถ้าเราโฟกัสอยู่ที่สื่อปฐมวัย เด็กปฐมวัยไม่จำเป็นเลยที่ต้องใช้สื่อดิจิทัล

รับมือเท่าทันสื่อ

ผมว่า 8 ใน 10 ของพ่อแม่ส่วนมากเป็นเหมือนคุณดอย บางครั้งผมก็หลุดขนาดเราว่าเราแม่นบางครั้งเราก็หลุดอยากจะใช้สื่อซึ่งจริงๆ ผลดีผลเสียมันมี การดูการ์ตูนการเล่นเกมหรือได้ดูหนังเรื่องยาวดูคลิปดูเพลงมิวสิควีดิโออะไรแบบนี้ พอเรายกมันไปเป็นสถานะของรางวัล เด็กก็จะรู้สึกว่าระบายสีน่าเบื่อ นั่งเรียนออนไลน์น่าเบื่อ ล้างจานน่าเบื่อ รดน้ำต้นไม้น่าเบื่อ ถ้าทำสิ่งนี้ สิ่งนี้เพ่อบอกถ้าทำเสร็จเดี๋ยวจะได้ดูการ์ตูนเด็กจะยก 2 กิจกรรมนี้ให้คุณค่าไม่เท่ากันก็จะกดคุณค่าของงานบ้าน

กิจวัตรประจำวัน ระบายสี ปั้นดินน้ำมัน กินข้าว น่าเบื่อแต่ว่าถ้าได้ดูการ์ตูนก็จะดีขึ้น เขาก็จะมองว่าสิ่งนี้มี Value หรือมีคุณค่ามากกว่าดีกว่า เพราะว่าตั้งเงื่อนไข Before and After แต่ถ้าเราพูดใหม่ว่า การ์ตูนก็ดูได้ แต่วันหนึ่งจะดูได้หลังจากที่ทำเรื่องอื่นเสร็จแล้ว และการ์ตูนก็ไม่ใช่กิจกรรมที่ดีกว่าอย่างอื่น

บางทีผมก็เปลี่ยนแปลงคือวันนี้ถ้าเราทำนู้นทำนี่เสร็จ เรากินข้าวเร็วนะ วันนี้พ่อจะอ่านการ์ตูนนิทานให้ฟัง ผมก็ต้องยกเปรียบเทียบว่ามีกิจกรรมอย่างอื่นที่อยู่ในสถานภาพที่เป็นรางวัลเหมือนกัน เช่น วันนี้จะอ่านนิทานให้เป็นพิเศษคนละ 3 เรื่อง เด็กก็จะดีใจไปหยิบนิทานมาถือ 3 เรื่อง เขาก็จะหยิบเรื่องที่เขาอยากอ่าน

กฎที่คุณพ่อคุณแม่ท่องไว้ก็คือว่า

1.ดิจิทัล Content หรือการ์ตูนจะต้องไม่ถูกยกสถาปนาเป็นรางวัล

มันต้องปฏิบัติเสมือนเป็นเรื่องปกติเหมือนกิจกรรมอื่นๆ จะต้องไม่ตั้งมาเป็นเงื่อนไข

2.พัฒนาการของเด็กที่เรามุ่งเน้นที่จะพัฒนาคือว่ามันไม่มีคำว่าพัฒนาการเร็วไป

พัฒนาการเร็วไปไม่ได้ว่าดี พัฒนาการล่าช้ามีปัญหา พัฒนาการที่ดีคือพัฒนาการสมวัย และในช่วงเด็กปฐมวัยสิ่งสำคัญคือ เล่นและกิจวัตรประจำวันไม่มีการเร่งเรียนรู้ ไม่มีเร่งเรื่องวิชาการ

สมมติถ้าเขาไม่ได้เล่นหมดชั่วโมงของการเล่นแล้ว 45 นาทีนี้ 30 นาทีนี้ คุณแม่ WFH คุณพ่อคุณแม่ควร WFH ประชุมหรือทำงานทีละประมาณ 45 นาทีก็พอพยายามลุกขึ้นมาดูลูกไม่ใช่ว่าแม่ WFH 9.00-12.00 น. ไม่ได้นะ คุณแม่ WFH คุณพ่อแยกกันคนละห้องแล้วลูกอยู่อย่างไร ลูกต้องการเวลาและการสนใจจากเรา เพราะฉะนั้นจัดสมดุลเวลาหน่อย บอกในที่ประชุมเราประชุมกันสั้นดีไหม 45 นาที

เพราะว่าเราไม่ได้เป็นคนทำงานอย่างเดียวนะ เราเป็นมนุษย์พ่อมนุษย์แม่ เรามี 2 บทบาท อย่าง 11.30 น. ผมต้องลงไปเตรียมอาหารแล้วนะ พอเที่ยงภรรยาผม WFH ก็คือกล่อมนอนเราก็ต้องสลับบทบาทกัน นโยบาย WFH ต้องมาด้วยนโยบายที่มีความเป็นมนุษย์ เช่น WFH with humanity เราก็ต้องคำนึงถึงว่าบางคนต้องดูแลพ่อแก่ แม่เฒ่าเป็นผู้ป่วยติดเตียง เราอยู่ในสังคมสูงวัย เราจะมานั่งทำงาน 9.00 – 12.00 น. เป็นไปไม่ได้ 11.30 น. เราก็ต้องไปเตรียมหุงหาอาหารแล้วมื้อเที่ยงจะกินอะไร อาบน้ำตอนเที่ยงกล่อมเข้านอน นอนตอนที่ยงก็สำคัญ WFH ไม่ได้หมายความว่า 9.00-12.00 น. หรือ 13.00-17.00 น. มันเป็นไปไม่ได้ ไม่ได้แค่ดูแลลูก ดูแลตัวเราเองก็ด้วย เพราะฉะนั้นสรุปคือ

เทคโนโลยีใช้ได้แต่ต้อง...

1.อย่าให้มันเป็นรางวัล

2.อย่าให้มันเป็นเงื่อนไข

3.อย่าให้รู้สึกว่ามีความจำเป็นต้องใช้

เช่น เร่งเท่าทันคนอื่น ให้ทันสมัยเดี๋ยวลูกจะคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง บอกเลยว่าไม่จำเป็นพัฒนาการ 0-6ปี ไม่จำเป็นต้องใส่เทคโนโลยีเข้าไปในเด็กก็ยังได้ ไม่ต้องใช้เลยก็ได้ เพราะว่าความลับของทุกๆ เทคโนโลยีคือถูกออกแบบมาให้ใช้ง่าย ใช้วันนี้พรุ่งนี้เป็น

การที่ลูกจิ้ม I-Pad กดปุ่มคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่สาระสำคัญ ไม่ใช่ Skill ไม่ใช่ทั้ง Hard Skill / Soft Skill เลยในเด็กปฐมวัย เด็กปฐมวัยไม่มี Indicator ตัวบ่งชี้เหล่านี้เลย จนกว่าเขาจะไปเรียนชั้นประถมศึกษา คอมพิวเตอร์เปิดอย่างนี้ รู้จัก Digital literacy แต่ถ้าไปโฟกัสเด็กปฐมวัยทิ้งมันไปเพิกเฉยไปเลย หนังสือ สมุดภาพ ผนังบ้าน ประตู ห้องนอน เขียนรูป ทุกอย่างต้องเล่นได้

เทคโนโลยีถูกออกแบบมาเพื่อให้ User อย่างเราๆ ใช้ง่ายที่สุดไม่มีเทคโนโลยีไหนออกแบบมาแล้วมีคัมภีย์ 300 หน้า แล้วคุณต้องไปอ่าน 30 ชั่วโมงก่อนถึงจะมาใช้อุปกรณ์นี้ได้ ลองนึกถึงเราซื้อโทรศัพท์มือถือ ซื้อคอมพิวเตอร์มามีคู่มือมาคุณดอยเคยอ่านก่อนไหม ต้องอ่านจบให้เรียบร้อยแล้วค่อยเอามือถือมาชาร์จไหม ลักษณะของเทคโนโลยีออกแบบมาตาม User Friendly คือ ออกแบบให้เป็นมิตรกับผู้ใช้ เพราะฉะนั้นเด็กๆ จำเป็นต้องเขียนอัลกอริทึ่มในสมองตัวเองก่อนก็คือ หยิบนี่ โยนนู้น ปีนป่าย ดึงตัวเองขึ้นแล้วก็ Falling ลงมาแรงโน้มถ่วง แรงโยก แรงเหวี่ยง แรงหมุน แรงดึง แรงลม พวกนี้ต้องรู้จักก่อน

การเล่นกับแรงทำไมความลับของสนามเด็กเล่นคือการให้เด็กรู้จักแรงของตัวเองเพราะเด็กปีนป่ายแล้วจะเกิดความคิดเชื่อมั่นตรงที่ว่าเขามี Autonomy ได้ในการปีนป่าย เพราะฉะนั้นสนามเด็กเล่นตอนนี้ไม่มี คุณพ่อคุณแม่ทำชั้นขวนเสื้อผ้าราวตากผ้าต้องปีนได้ โหนบาร์ โหนประตู ปีนตู้หนังสือ เปลี่ยนบ้านเป็นสนามเด็กเล่น เพราะไปสนามเด็กเล่นไม่ได้ช่วงนี้ปิดหมดเลย

เพราะฉะนั้นเทคโนโลยีถูกออกแบบมาแล้วโดยมนุษย์ แต่สนามเด็กเล่นธรรมชาติมันยังไม่ได้ถูกออกแบบมาเด็กจะต้องออกแบบการเล่นเอง นี่คือความลับว่าทำไมเราจะต้องชะลอเทคโนโลยีไว้ก่อน

 

ติดตามฟังได้ที่รายการรักลูก The Expert Talk

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

 

รักลูก The Expert Talk EP.16: เลี้ยงลูกยุคโควิด ไม่สร้างรอยร้าวในใจเด็ก สร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัว

รักลูก The Expert Talk EP.16: เลี้ยงลูกยุคโควิด ไม่สร้างรอยร้าวในใจเด็ก สร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัว

ในช่วงวิกฤตโควิดที่เกิดขึ้น เรากำลังจะสูญเสียเวลาทองของเด็กในช่วง 6 ปีแรกไปอย่างไม่สามารถจะย้อนกลับมาได้ แล้วเราจะรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ได้อย่างไร

หนึ่งในทางออกคือ เราต้องรับรู้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เพื่อช่วยเป็นข้อมูลในการประมวล คิด วิเคราะห์เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมให้กับครอบครัว EP นี้จึง The Expert ที่เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนงานสร้างสุขภาวะเด็กและเยาวชนมาพูดคุยกัน "คุณณัฐยา บุญภักดี" ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว สสส.

 

วิกฤตเด็กไทยยุคโควิด

กลุ่มเด็กที่ครอบครัวมีความพร้อมอาจจะไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเด็กไทยที่เป็นกลุ่มเด็กปฐมวัยอันนี้เป็นความจริงที่ต้องยอมรับว่าเด็กวัย 0-6 ปี ของเราจำนวนมหาศาลอยู่ในครอบครัวที่ยังต้องดิ้นรนขลุกขลักอยู่กับการทำมาหากิน จำนวนมากไม่ได้อยู่กับพ่อแม่เนื่องจากพ่อแม่ต้องออกไปทำงานต้องเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ หรือจังหวัดใหญ่ๆ ที่เศรษฐกิจดีๆ แล้วลูกเล็กก็ให้ปู่ย่าตายายช่วยกันเลี้ยงดูอยู่ที่บ้านต่างจังหวัดส่วนใหญ่จะเป็นแบบนั้น อีสานเยอะมากภาคเหนือก็รองลงมา ที่อีสานศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบางแห่งเด็กเกือบจะ 100% เลยเป็นเด็กที่อยู่กับปูย่าตายายไม่ได้มีพ่อแม่อยู่ด้วย อยากให้อันที่หนึ่งรับทราบสถานการณ์ของประเทศภาพใหญ่เป็นแบบนี้ คือ เด็กไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่ อยู่กับปู่ย่าตายาย และศูนย์เด็กเล็กปิดทำการ

ศูนย์เด็กเล็กปิด คือศูนย์เด็กเล็กบ้านเรามีอยู่เป็นจำนวนมากถ้าดูทั้งระบบอาจจะราวๆ 60,000 แห่ง โดยที่ในต่างจังหวัดแต่หลายสังกัดถ้าเป็นศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่รับเด็กตั้งแต่ 2 ขวบจนถึง 3 ขวบ คือเด็ก 2 ขวบ ก็เข้าได้แล้วอยู่ถึง 3 ขวบ จากนั้นก็จะไปโรงเรียนอนุบาล 2 ขวบ เข้าศูนย์เด็กเล็กส่วนใหญ่จะเป็นสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่พอแตะ 3 ขวบ จะต้องไปโรงเรียนอนุบาล โรงเรียนอนุบาลก็มักจะอยู่ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการอันนี้มีจำนวนเยอะเลย

เด็กปฐมวัยทั่วไปประเทศเรามีสัก 4 ล้านคน อยู่กับโรงเรียนอนุบาลสังกัดกระทรวงศึกษาประมาณล้านกว่า ล้านหนึ่งก็จะอยู่กับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อยู่ในตำบลหมู่บ้านต่างๆ ก็ประมาณหนึ่งล้าน แล้วก็มีเอกชนอีกนิดหน่อย นอกนั้นอยู่ในกรุงเทพฯ อีกสักราวๆ แสนคน ซึ่งแน่นอนศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในกรุงเทพฯ ปิดหมดเพราะเราเป็นพื้นที่สีแดงเข้ม สถานการณ์โดยรวมเป็นแบบนี้ ปัญหาด้านพัฒนาการของเด็กไทย

เพราะฉะนั้นตั้งแต่ปีที่แล้วที่เกิดสถานการณ์โควิดมาจนถึงทุกวันนี้ก็ถือว่าค่อนข้างซ้ำเติมปัญหาของเด็กปฐมวัยบ้านเราเหมือนกัน เพราะก่อนหน้าที่จะมีโควิดเดิมเรามีปัญหาอยู่ระดับหนึ่งอยู่แล้วทางกระทรวงมหาดไทยเคยสำรวจเด็กปฐมวัย 4 ล้านกว่าคนพบว่าเฉพาะเจาะไปดูเด็กแรกเกิดจนถึง 2 ปี ก่อนจะเข้าศูนย์เด็กเล็กก็จะพบว่าครอบครัวโดยมากจะไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับพัฒนาการเด็กการเติบโตของสมองการพัฒนาของกล้ามเนื้อมัดต่างๆ

ความรู้เหล่านี้เป็นความรู้สมัยใหม่ทั้งสิ้น ครอบครัวโดยมากไม่มีความรู้เหล่านี้ก็จะเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดเด็กอ่อนก็จะเลี้ยงดูไปตามที่เคยถูกเลี้ยงดูมา ถึงเวลาก็ให้กินอาจจะเล่นด้วยบ้างแต่ไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจว่าในสมองของเด็กกำลังเกิดอะไรขึ้นกลไกต่างๆ ของร่างกายพัฒนาอย่างไรจะกระตุ้นอย่างไรกล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่เหล่านี้ไม่มีความรู้ เกิดปัญหาทั้งจาก 1.ปัญหาการเลี้ยงดู 2.ศูนย์เด็กเล็กไม่มีคุณภาพ 3.ขาดหน่วยงานทำหน้าที่พัฒนาศักยภาพครู

1.อับดับแรกที่เป็นปัญหาของเด็กปฐมวัยบ้านเราคือ เรื่องของการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมสอดคล้องกับพัฒนาการเด็ก

2.เรื่องของสถานพัฒนาเด็กเล็กซึ่งอย่างที่บอกบ้านเรามีอยู่หลายหมื่นแห่งก็จริงแต่ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานมีไม่มากที่ผ่านเกณฑ์ในระดับดีๆ มีไม่มากและแน่นอนกระจุกตัวอยู่ในเขตชุมชนเมือง ส่วนมากที่กระจายอยู่นอกพื้นที่เขตเทศบาล เขตกึ่งเมืองกึ่งชนบทหรือเขตชนบทคุณภาพมาตรฐานก็แตกต่างกันไป

3.ขาดหน่วยงานทำหน้าที่พัฒนาศักยภาพคุณครูที่อยู่ประจำศูนย์

ถ้าเราจำกันได้สมัยก่อนเขาเรียกว่าเป็นศูนย์เด็กเล็กที่อยู่ในวัดต่างๆ เพราะว่าแนวคิดในการเลี้ยงดูเด็กเล็กในตอนนั้นซึ่งตอนนี้ก็ยังติดค้างอยู่นะยังเป็นมรดกตกค้างมาคิดว่าเลี้ยงเด็กอ่อนไม่ได้มีอะไรมากกินอิ่มนอนหลับเด็กเล็กก็ให้เล่นกันพอถึงเวลาก็อาบน้ำปะแป้งเตรียมกลับบ้าน ที่นี่วัดเนื่องจากระบบการศึกษาสมัยใหม่ที่มีโรงเรียน เริ่มต้นก็คือโรงเรียนวัดเพราะฉะนั้นศูนย์เด็กเล็กก็เริ่มต้นจากวัด แต่พอยุคหลังมาที่เริ่มเป็นระบบการศึกษาสมัยใหม่เราก็เริ่มให้ความสำคัญกับการศึกษาของเด็กปฐมวัยก็มีการแยกสังกัดออกมาที่นี่วัดก็ไม่ได้เป็นผู้ดูและศูนย์เด็กเล็กแล้ว

แต่ศูนย์เด็กเล็กจำนวนมากยังอยู่ในวัดถ้าไปต่างจังหวัดจะเห็นชัดเจนมากเอาแค่ปริมณฑลก็ได้ก็ยังเห็นอยู่ แต่ตอนนี้ในแง่ของวิชาการก็ยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยดูแลไม่ใช่สถานที่รับเลี้ยงเด็กอ่อนที่วัดเคยดูแลอีกต่อไปละวัดก็ยังช่วยอุดหนุนอยู่ในแง่ของงบประมาณก็ช่วยกัน แต่ในแง่วิชาการมีหลายหน่วยงานเข้าไปช่วยในแง่ของสุขภาพก็จะมีระบบของสาธารณะสุขที่เข้ามาช่วยดูแลวัดพัฒนาการ จุดต่างๆ เหล่านี้ยังไม่สอดประสานกันดีเท่าไหร่

ในระดับนโยบายก็มีความที่จะพยายามสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่ทำหน้าที่ดูและเด็กเล็กกัน แต่ต่างคนต่างทำกระจัดกระจายตอนนี้ภาพใหญ่จะเป็นแบบนี้

ขาดความรู้ในการเลี้ยงเด็ก

ยกตัวอย่างที่เป็นปัญหาคารังคาซังมาเป็นสิบปีคือในเรื่องของพัฒนาการของเด็กปฐมวัยเนื่องจากพัฒนาการของเด็กปฐมวัยเป็นองค์ความรู้ใหม่อย่างที่บอกไป เพราะฉะนั้นปู่ย่าตายายพ่อแม่ไม่รู้ว่ามันคืออะไรแล้วมันต้องดูกันอย่างไร หนึ่งเดือน สามเดือน สี่เดือน จะต้องทำอะไรได้ แล้วในครอบครัวขยายก็ยังเถียงกันอยู่คนรุ่นปู่ยาตายายก็อาจจะบอกว่าต้องเลี้ยงแบบี้ คนรุ่นพ่อแม่เป็นรุ่นใหม่แล้วอาจจะได้ความรู้สมัยใหม่มาแล้วแต่ว่าก็ยังต้องเถียงกันอยู่

เรามีปัญหาเรื่องพัฒนาการของเด็กซึ่งมีความล่าช้าโดยเฉพาะเรื่องของการพูดรองลงมาก็จะเป็นเรื่องของกล้ามเนื้อการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่มัดเล็กมีปัญหาหมด ทักษะสมอง Executive Function ก็ยังมีปัญหา ประเด็นมันอยู่ตรงการตรวจวัดพัฒนาการเด็กกระทรวงสาธารณสุขก็จะทำโครงการเชิงรุกเขาจะออกหน่วยไปตรวจที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ตรวจเด็กที่อยู่ตามบ้านตรวจแล้วถ้าพบว่ามีพัฒนาการล่าช้าก็ต้องให้ครอบครัวช่วยพาเด็กเข้าสู่กระบวนการกระตุ้น ถ้าเราพลาดพัฒนาการในแต่ละช่วงวัยเหมือนก่อกำแพงบ้านต้องเริ่มต้นจากอิฐแนวฐานแรกต่อแถวสองแถวสามจนเป็นกำแพงสูงถ้ามันโหว่ตรงไหนมันกลับมา Fix ไม่ได้แล้วฐานก็ไม่แน่น

เพราะฉะนั้นกระบวนการที่ตรวจพัฒนาการเชิงรุกอันนี้ดีแต่พอตรวจเจอว่ามีดีเลย์หรือสงสัยว่าจะดีเลย์ในด้านใดด้านหนึ่งกระบวนการที่จะเข้าไปกระตุ้นเด็กคนนั้นให้พัฒนาการกลับมาตามปกติตามวัยของเขาตรงนี้เป็นจุดที่มีปัญหามากเลยทำให้เด็กที่มีพัฒนาการสงสัยว่าล่าช้าหรือว่าล่าช้าไม่ได้รับการแก้ไขในเวลาที่เหมาะสม

เมื่อเข้าอนุบาล 1 ป.1 มันก็จะโผล่อีกอาจจะเป็นเรื่องแอลดีเรียนรู้ช้าหรือมีปัญหาเรื่องสมาธิหรืออะไรต่างๆ ซึ่งสุดท้ายก็กลายเป็นฐานทุนชีวิตของเด็กที่ไม่แข็งแรงพอที่จะส่งให้เขาต่อยอดศักยภาพในชั้นประถม มัธยมหรืออะไรต่อๆ ไปสุดท้ายเราเห็นผลสอบแข่งขันวัดความสามารถวิชาการของเด็กไทยไม่ว่าจะเป็นผลสอบด้านใดก็ตามก็จะออกมาไม่ค่อยดีมันเป็นลูกโซ่แบบนี้ก็

ปัญหาเริ่มต้นที่ครอบครัว

จุดที่หนึ่งที่เป็นปัญหาคือเรื่องครอบครัวซึ่งมีมิติทางเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างเยอะประเทศไทยมีลักษณะพิเศษอยู่อย่างหนึ่งคือมีการย้ายถิ่นภายในประเทศสูงมากเพื่อทำมาหากินเป็นเหตุผลหลัก บางหมู่บ้านวัยหนุ่มสาววัยที่เป็นพ่อแม่ไม่อยู่เลยพอ 18-19 ปี ไปหางานทำแล้วมีลูกก็ส่งกลับมาที่หมู่บ้านก็จะมีผู้สูงอายุแล้วก็มีเด็กเป็นอะไรที่เราเห็นจนชินตา แต่นั้นคือลักษณะของสังคมไทยที่ทำให้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่

เพราะฉะนั้นมันมีผลการศึกษาที่ชัดเจนมากเมื่อเปรียบเทียบกลุ่มเด็กปฐมวัยที่ถูกเลี้ยงโดยพ่อแม่กับที่ถูกเลี้ยงโดยไม่ใช่พ่อแม่อาจจะเป็นปู่ย่าตายายพี่ป้าน้าอา พัฒนาการของเด็กสองกลุ่มแตกต่างกันโดยชัดเจน เราเดาได้กลุ่มที่อยู่กับพ่อแม่จะมีพัฒนาการที่ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่

สำหรับกลุ่มคุณพ่อคุณแม่ที่มีความพร้อมแต่ขาดความรู้ มีความพร้อม มีเวลา มีงบประมาณ แต่ขาดความรู้ว่าจะสร้างการเรียนรู้ที่บ้านอย่างไรดี จะทำกิจกรรมอะไรกับลูกวัยนี้วัยนั้นดี หรือจะไปเสาะหาความรู้เครื่องมืออุปกรณ์ ชุดการเรียนรู้ ชุดกิจกรรม หรือว่าผู้รู้ที่ไหนดีกลุ่มนี้ สสส. ไม่ค่อยห่วง

ทีนี้สำหรับกลุ่มเด็กที่อยู่กับครอบครัวที่ไม่ได้พร้อมขนาดนี้ สสส. ก็สนับสนุนให้มีโครงการในพื้นที่เลยเป็นการเข้าไปสนับสนุนให้ชุมชนมีโครงการที่บุกเข้าไปถึงบ้าน เป็นอาสาสมัครที่จะเข้า Coaching วิธีการเลี้ยงดูเด็กวิธีการกระตุ้นพัฒนาการเด็กหรือการวัดพัฒนาการเด็กไปถึงที่เลย

บางทีก็เป็นคนในพื้นที่อยู่แล้วที่เราเข้าไปสนับสนุนให้เขาทำโครงการสำหรับกระตุ้นพัฒนาการเด็กปฐมวัยในพื้นที่ของเขา เราก็สนับสนุนชุดสื่อชุดอุปกรณ์ทำกิจกรรมต่างๆ หรือกล่องของขวัญหรือหนังสือนิทานอันนี้เราก็จะสนับสนุนในระดับพื้นที่

มีโครงการที่เข้าไปสนับสนุนคุณครูศูนย์เด็กเล็กแม้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กปิดคุณครูก็ยังรันกิจกรรมเหล่านี้ไปกับครอบครัวได้ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ทำอยู่ ในกลุ่มที่ยากลำบากจริงๆ เลยขาดแคลนเงินทอง อาหารการกินอุปกรณ์เพื่อการดูแลสุขภาพช่วงนี้หน้ากาก เจล อันนี้ต้องการกล่องยังชีพ ถุงยังชีพเลย สสส. ก็ร่วมมือกับแพลตฟอร์มลงทุนออนไลน์ เทใจดอทคอม https://taejai.com/th/ เทใจดอทคอม ชุมชนการให้เพื่อคนไทย เท่ากับ สสส. ก็เตรียมไว้สำหรับครอบครัวรูปแบบต่างๆ ที่ลำบากแตกต่างกันไป แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ต้องบอกว่าฝากความหวังไว้ที่ สสส. จะไม่ไหวเอา เพราะเราไม่ใช่หน่วยงานรัฐที่มีงบประมาณเยอะเหมือนกระทรวงหลัก เพราะฉะนั้นทุกสิ่งที่เล่าไปที่เราได้ทำมันจะทำเป็นหย่อมๆ ทำเป็นโครงการในอำเภอนี้ ตำบลนี้ จังหวัดนี้ ไม่ใช่ทั้งประเทศ สิ่งที่เราอยากผลักดันก็คือตัวอย่างของการทำโครงการเล็กๆ ที่เข้าไปในพื้นที่แบบนี้หน่วยงานที่เป็นหน่วยงานเจ้าภาพหน่วยงานหลักสามารถหยิบวิธีการทำงานไปขยายผลได้เลย

Lost Generation การสูญเสียโอกาสทางการศึกษา

เด็กปฐมวัยอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ขวบ ตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปีนี้เขา Lost Generation เราอาจจะเป็นพ่อแม่ที่มีความพร้อมแต่ลูกเราจะอยู่กับ Lost Generation ของเขา อยู่กับสภาพแวดล้อมเพื่อนที่เป็น Lost เหมือนกันแล้วในที่สุดเราก็จะเหน็ดเหนื่อยและจ่ายภาษีเยอะมากแต่คนอีกจำนวนมากไม่ได้มีศักยภาพจ่ายภาษีได้เท่ากับเรา เขาเป็นกลุ่มที่ตกหล่นมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ภาพรวมของประเทศของเด็กรุ่นนี้ที่โตไปจะสภาพสังคมที่ค่อนข้างยากลำบากทีเดียว

จริงๆ ตอนนี้ถ้าให้ตัวเองฟันธงสักเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องที่น่าจะอยู่ในมือทุกคนสามารถที่จะทำได้ด้วยตัวเองโดยที่ไม่ต้องไปหวังให้หน่วยงานไหนมาช่วยเราคือเราต้องมองให้ทะลุไปเลยว่าท่ามกลางความยากลำบากทุกอย่างที่กำลังเผชิญอยู่ตอนนี้หากเราสามารถที่จะสร้างความเข้มแข็งเชิงจิตใจให้กับคนในครอบครัวของเราได้เราก็จะรับมือกับความทุกความยากลำบากได้ในระดับหนึ่ง

สร้างความเข้มแข็งทางจิตใจให้กับครอบครัว

ถ้าเราทำให้บ้านในสถานการณ์เศรษฐกิจ สถานการณ์โรคระบาดกำลังรุมเร้าแต่เราพยุงบรรยากาศภายในบ้านรักษากำลังใจเพื่อที่จะทำให้ภายในบ้านยังคงมีบรรยากาศของความหวังบรรยากาศในเชิงบวกเด็กเล็กๆ ในบ้านไม่ต้องซึมซับความเครียด ความเศร้า ความวิตกกังวล ไม่ต้องอยู่ท่ามกลางผู้ใหญ่ที่ทะเลาะกันเพราะความเครียด เด็กจะยังสามารถมีความเข้มแข็งในจิตใจซึ่งอีกปีสองปีเขาจะค่อยๆ ต่อยอดไปได้ไม่ต้องมีแผลเป็นในใจเราคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญมากๆ แต่เข้าใจว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเป็นเรื่องยากมากๆ

ทั้งหมดนี้เป็นสถานการณ์ที่เด็กรุ่นนี้จะต้องเผชิญคนรุ่นเราต้องเผชิญอีกปีสองปีที่อาจจะค่อยๆ ดีขึ้นผู้ใหญ่จะพอฟื้นตัวได้ แต่เด็กปฐมวัยอย่างที่บอกอิฐแต่ละชั้นที่กำลังก่อกันอยู่มันมีช่องโหว่มันมีความแตกหักถ้าเราไม่แก้ไขตอนนี้เลยหรือป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นโอกาสที่เขาจะไปฟื้นตัวเหมือนผู้ใหญ่จะไม่มีผ่านแล้วจะผ่านเลยในแง่ของพัฒนาการเด็กปฐมวัย

จริงๆ สสส. มีแผนงานจำนวนมากไม่ใช่แค่แผนสุขภาวะเด็กเยาวชนและครอบครัว เช่น แผนงานทางสุขภาพจิตซึ่งก็ได้ทำงานใกล้ชิดกับกรมสุขภาพจิตที่จะพัฒนาระบบต่างๆ ขึ้นมาเพื่ออุดช่องโหว่ช่องว่าง หรือแผนที่เกี่ยวกับความเข้มแข็งของชุมชนซึ่งทำงานร่วมกับชุมชนต่างๆ ซึ่ง สสส. ก็มองว่าเราเป็นส่วนหนึ่งจับมือกับอีกหลายๆ หน่วยงานที่จะไปส่งเสริมให้ชุมชนเข้มแข็งขึ้นให้ระบบองค์กรต่างๆ เข้มแข็งขึ้นและให้จิตอาสาที่มีอยู่ทั่วประเทศทุกคนมีความเป็นจิตอาสาในตัวเองได้มีช่องทางในการแบ่งปันเวลา แบ่งปันความคิด ความรู้ของเราในช่องทางต่างๆ สสส. เข้าไปช่วยเป็นกาวเป็นน้ำยาประสานเชื่อมเป็นสะพานส่งต่อเชื่อมโยงคงเป็นบทบาททำนองนี้ รวมไปถึงอาจจะไปช่วยลงทุนทำต้นแบบหรือโมเดลส่งต่อให้หน่วยหลักกระจายต่อทั่วประเทศ

ฝากถึงคุณพ่อคุณแม่นิดนึงค่ะเราเป็นผู้ใหญ่สะสมประสบการณ์ชีวิต บทเรียนชีวิตมันพอที่จะให้เรารับมือกับปัญหาต่างๆ ได้ในระดับที่ดีพอสมควร เรารู้วิธีจัดการความเครียดหรือว่าเราหาได้ความรู้หาไม่ยากและเมื่อเราลงมือทำเราก็จะช่วยเหลือตัวเองได้ แต่เด็กเล็กลูกเราเล็กๆ เขาต้องการเราที่จะช่วยถ้าเราเต็มไปด้วยความเครียด ความทุกข์ เด็กๆ เหมือนฟองน้ำเขาซึมซับ เขารับรู้เร็วมากๆ แม้เราไม่ได้เอ่ยออกมา แม้เราไม่ได้โวยวายใส่เขา แต่เด็กเล็กจะซึมซับได้ด้วยสัญชาตญาณของเขาด้วยความละเอียดอ่อนของเขาแล้วมันจะสะสม เขาจะแสดงออกไม่เก่งด้วยวัยของเขา ความเครียดของเด็กเล็กดูออกยากมาก ความกังวลใจของเด็กเล็กดูออกอยากมากแล้วเขาจะซึมซับไว้ทั้งหมด เหมือนรอยข่วนที่มันจะลึกขึ้นตามวันเวลาที่ผ่านไปแต่ละอาทิตย์แต่ละเดือนที่ทางบ้านจมอยู่กับความเครียดหรือข่าวร้าย

ไม่สร้างรอยร้าว รอยข่วนในจิตใจเด็ก

อยากจะบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าหันไปมองคนที่เล็กที่สุดของบ้าน คนที่อ่อนแอที่สุดของบ้านเราจะปกป้องเขาได้อย่างไร และแน่นอนเราต้องเริ่มที่ตัวเราเองก่อนแล้วเดี๋ยวมันจะค่อยๆ เข้าไปเติมความเข้มแข็งให้เด็กตัวเล็กๆ ในบ้านเราได้ ก็ขอเป็นกำลังใจให้ว่าช่วงเวลาที่อยากลำบากแบบนี้เราจำเป็นต้องมีความหวัง เราจำเป็นต้องมองทะลุไปให้ถึงวันที่เราจะรอดว่าเรายังจะรักษาความเข้มแข็งไปให้ถึงวันที่เราจะรอดได้อย่างไรแล้วก็ช่วยเหลือคนที่อ่อนแอกว่าได้ย่างไร เป็นกำลังใจและขอให้ช่วยๆ กันนะคะ

 

ติดตามฟังได้ที่รายการรักลูก The Expert Talk 

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

 

รักลูก The Expert Talk EP.17: How To ทิ้ง “จอ” จากคุณพ่อธาม

รักลูก The Expert Talk EP.17: How To ทิ้ง “จอ” จากคุณพ่อธาม

โลกดิจิตอล และโลกแห่งข้อมูลข่าวสาร ที่กำลังถาโถมเข้ามาอย่างทุกวันนี้ อาจจะกำลังทำให้พ่อแม่กำลังหลงทิศผิดทาง พาลูกกระโจนลงไปด้วย…

แต่ในความเป็นจริง เด็กปฐมวัยยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องท่องโลกดิจิตอล เด็กควรได้เรียนรู้โลกใบเล็กๆ ของเขา ได้เติมเต็มความไว้เนื้อเชื้อใจ ให้มีความไว้วางใจในโลกใบเล็กของเขาก่อน.... จะรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร ในโลกที่ทุกวันเด็กต้องเรียน Online!! ฟังวิธีการรับมือจาก อาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการด้านสื่อ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล

สื่อ จอ รอบตัวลูก

ผมก็เป็นมนุษย์คุณพ่อมนุษย์คุณแม่ทั่วไปที่โตมาในยุคที่สื่อเยอะมาก สื่อปัจจุบันที่เป็นเทคโนโลยีมือถือ คุณพ่อคุณแม่บางคนคิดว่าเราอยู่ในยุค 5G ยุค IT แต่ในทางนิเทศศาสตร์เราจะเรียกสื่อยุคนี้ว่า Immersive Media คือ Immersive แปลว่า จุ่มให้เปียก มีแก้วทำปากกา ดินสอหล่นลงไป ดินสอเปียก ลูกชิ้นจุ่มลงไปน้ำจิ้มลูกชิ้นเปียกน้ำจิ้ม ฟังดูไม่รู้เรื่องเลย Immersive Media ยุคนี้ก็คือยุคที่สื่อเต็มไปด้วยประสบการณ์ เต็มรูปแบบ

โทรศัพท์มือถืออยู่ในกระเป๋า ทีวีอยู่ตรงหน้า โน้ตบุ๊กอยู่ตรงนี้ tabletอยู่ตรงนั้น วิทยุก็เปิดฟัง มีสื่อเยอะไปหมดประสบการณ์ผมก็โตมาจาก Generation X ก็อายุผมประมาณ 40 เพราะฉะนั้นผมโตมาในยุคที่คุ้นชินกับการมีสื่อตั้งแต่ดั้งเดิมคือวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ถ้าย้อนกลับไปตอนที่ผมยังไม่เป็นพ่อตอนที่ผมเป็นเด็ก ผมก็จะบอกว่าประสบการณ์ในวัยเด็กของผมคือเล่นอยู่กับธรรมชาติ เล่นอยู่กับเพื่อน ในวัยเด็กการมีเพื่อนเล่นสำคัญกว่าการมีของเล่น

กุศโลบายของการละเล่นไทยก็คือการให้เด็กมีเพื่อนเล่นมากกว่ามีของเล่น ของเล่นก็มาจากธรรมชาติ ม้าก้านกล้วย ทางมะพร้าว ต้นไม้ใบหญ้า ลูกกะลา ลูกหมาก อะไรก็ตาม เล่นหม้อข้าวหม้อแกง วันนี้ผมเดินเข้ามาลูกสาวผมเขาก็มา พ่อๆ ดูนี่สิหนูเอาดอกไม้สีต่างๆ แล้วเขาก็คั้นเป็นน้ำ สีแดงมาจากดอกเข็ม สีเหลืองมากจากทองอุไร ฉะนั้นเราจะค้นพบว่าธรรมชาติของเด็กปฐมวัย ก็เหมือนธรรมชาติประสบการณ์ของผมตอนเล็กๆ ก็คือว่าเด็กปฐมวัยต้องการเรียนรู้ที่จะไว้ใจโลกใบนี้เขาต้องแน่ใจว่าโลกใบนี้อยู่รอดปลอดภัยอาศัยได้ เพราะฉะนั้นถ้าเขาไปเล่นดิจิทัลนั่นคือโรคเสมือนจริงมันเป็น Virtual World มันไม่สามารถทดแทนกับโลกจริงๆ ได้ เพราะฉะนั้นการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยก็คือ แม่มีอยู่จริง พ่อมีอยู่จริง ยายมีอยู่จริง บ้านนี้มีอยู่จริง ร้องแล้วได้กินนมมีอยู่จริง ร้องแล้วได้อกไออุ่นมีอยู่จริง เพื่อนมีอยู่จริง หิวแล้วได้กินไม่อยู่จริง

ที่นี้สำรวจโลกของเขานี่ห้องนอน นี่ห้องน้ำ ไฟมืดกลางคืนหนูไม่กล้าไปห้องน้ำไม่เป็นไรลูกลองไปห้องน้ำดูเปิดไฟห้องน้ำดู ในบ้านไว้ใจได้ หน้าบ้านไว้ใจได้ ข้างบ้านไว้ใจได้ ซอยข้างๆ ซอยนี้เดินปลอดภัย ถ้าเราเลี้ยงลูกมาในช่วงปฐมวัยเราจะเข้าใจว่า Trust ของเขาวิธีการสร้างความรู้สึกว่าเขา Trust ดิจิทัลไม่สามารถทดแทนได้เลยเพราะสิ่งแรกที่เขาต้องไว้ใจได้คือโลกใบนี้ที่เขาอาศัยอยู่ เพื่อน 4-5 คน ที่โรงเรียน คุณครูคนนี้ที่เข้าไปโรงเรียนวันแรกกลัวแต่วันหลังๆ “ครูคะ หนูปวดท้องมากเลยค่ะ” เขาต้องกล้าที่จะมอบความไว้ใจให้กับโลกใบเล็กๆ

โลกดิจิทัล

แต่ดิจิทัลไม่ใช่โลกใบเล็ก ดิจิทัลเป็นโลกใบใหญ่และเป็นโลกเสมือนจริงและเป็นโลกที่เขาไม่จำเป็นต้องไว้ใจ มันเป็นโลกห่างไกลระยะความใกล้ชิดสัมพันธ์มันไม่มี โลกดิจิทัลเราไม่รู้พูดว่ากี่เมตรแต่คุณพ่อคุณแม่คือเดินออกจากห้องนู้นเจอห้องนี้ มันพูดได้ว่าจากชั้น 1 ลงมาชั้น 2 มันมีระยะในเชิงกายภาพ เพราะฉะนั้นดิจิทัลถ้าผมแชร์ประสบการณ์ก็คือว่า

โลกของเด็กช่วงปฐมวัยที่ผมมีลูก 2 คน ต่อไปลูกก็จะออกห่างไปเรื่อยระยะเชิงกายภาพ คือ โลกที่แท้จริงที่เด็กจะต้องเรียนรู้จากประสบการณ์จริงเขาจะต้องมีเพื่อนสนิทที่อยู่ในซอยในโรงเรียนในหมู่บ้านเดียวกันในกิจกรรมเดียวกัน เขาไม่จำเป็นที่จะต้องมีเพื่อนที่อยู่ในดิจิทัล เขาไม่จำเป็นต้องสร้างจินตนาการที่ห่างไกลมากไปกว่า Intimacy ระยะความสัมพันธ์ใกล้ชิดในความเป็นมนุษย์

เพราะฉะนั้นเราถึงพูดว่ามนุษย์ในสถานการณ์โควิดจริงๆ แล้วเราไม่ต้องการ Content หรอกเราต้องการ Context มากขึ้นก็คือว่าเราต้องการบริบทว่าเรายังเป็นมนุษย์อยู่ พ่อแม่ที่คิดว่าจะเองสื่อดิจิทัลมาเพราะเราอยู่ในยุคสังคมสารสนเทศทุกคนต้องมีมือถือ มีความเร็วของอินเตอร์เนท มีความแรง บ้านไหนเข้าไม่ถึงแสดงว่าลูกฉันด้อยโอกาส ให้คุณพ่อคุณแม่ตั้งสติก่อนดิจิทัลเทคโนโลยียังไม่จำเป็นลูกของฉัน 0-6 ขวบ โลกของเขาเป็น Small World สวนสัตว์ไว้ใจได้ แปลงเกษตรชุมชน สวนบ้านท้ายสวน บ้านริม 4 5 บ้านในซอยนี้ไว้ใจได้ฝากฝังได้ ดังนั้นเราลองมองว่าโลกของเด็กยังไม่จำเป็นต้องขยายใหญ่เหมือนกับโลกดิจิทัล

อย่าเพิ่งไปสร้างโลกใหญ่ขนาดนั้น ผมจะพูดประโยคถ้าฟังแล้วคุณพ่อคุณแม่ตั้งสติให้ดี มนุษย์ไม่ได้มีวิวัฒนาการขึ้นมาเพื่อให้เรามีเพื่อน 1 ล้านคน เด็กไม่จำเป็นต้องมีเพื่อน 1 ล้านคน เราไม่จำเป็นต้องมี follower 10,000 คน เราไม่จำเป็นต้องมีผู้ติดตาม 2 แสนคน เด็กปฐมวัยจำเป็นที่จะต้องไว้ใจคนในครอบครัว หรือมีเพื่อนสัก ป. 4-5 มีเพื่อนที่รู้จักสนิทชิดเชื้อนอนคุยบอกความลับเล็กๆ กันได้ตอนกลางวันประมาณ 2-3 คนเท่านั้นเอง อย่าลืมว่าเทคโนโลยีดิจิทัลไม่ใช่เทคโนโลยีเพียงแค่ดูการ์ตูน เทคโนโลยีดิจิทัลคือสื่อสังคมที่สร้างสังคมเสมือนจริงขึ้นมาด้วย

เวลาการใช้สื่อกับลูกแต่ละช่วงวัย

โดยกฎทั่วๆ ไปวัย 0-2 ขวบ ห้ามใช้สื่อดิจิทัลเลย ใช้ได้อย่างเดียวเท่านี้คือ VDO Call จะคุยกับปู่ย่าตายายที่ต่างจังหวัดใช้ได้แค่ VDO Call นั่นคือสิ่งเดียว แต่ว่าถ้าเป็นวัย 2 ขวบเป็นต้นไปพอจะใช้ได้ที่เป็นดิจิทัลที่เป็นการ์ตูนอาจจะจำกัดเวลาระยะต่อครั้งประมาณ 10 นาที แต่ทั้งวันไม่ควรเกิน 45 นาที ถ้าเป็นเด็กเล็ก มากที่สุดที่ให้ได้คือประมาณ 1 ชั่วโมงต่อวันที่เป็นดิจิทัล

เราไม่นับรวมค่าชั่วโมงพ่อแม่ต้องคิดแบบนี้ถ้าเป็นดิจิทัลคุณหมอบอก กุมารแพทย์บอก ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อบอกว่าต้องไม่เกิน 45 นาที หรือ 1 ชั่วโมงต่อวัน ที่นี้กิจกรรมอื่นๆ การเล่นดินน้ำมัน การไปสนามเด็กเล่นไม่นับเป็นชั่วโมงการเล่นใช้สื่อเลย คุณแม่บ้างคนบอกแล้วเรียนออนไลน์นับด้วยไหม ไม่นับ เรียนออนไลน์ไม่นับคุณครูจะเรียกเข้ามาเจอเพื่อนกี่นาทีก็ต้องไม่นับ

เพราะฉะนั้นนับชั่วโมงจะเป็นแบบนี้ 0-2 ขวบ ใช้ไม่ได้ / 2-4 ขวบ วันละประมาณ 35-45 นาที พอไปถึง 6 ขวบ ไม่ควรเกินวันละ 1 ชั่วโมง จำนวนที่ผมพูดเมื่อกี้คือจำนวนที่เป็นดิจิทัลที่เป็น Content ที่เป็นทีวีออนไลน์ ที่เป็นการ์ตูน ที่เป็นคลิป คำแนะนำอื่นๆ เช่น ถ้าพ่อแม่อยากเปิดการ์ตูนให้ลูกดูต้องเป็นเรื่องสั้นๆ หรือมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับกิจวัตรประจำวัน การ์ตูนค่ายใหญ่ๆ ทำการ์ตูนหนังยาวปกติการ์ตูนเหล่านั้นไม่เหมาะกับเด็กต่ำกว่า 7 ขวบ

เพราะว่าวัย 0-6 สิ่งที่เขาจะเรียนรู้มีแค่เรื่องกิจวัตรประจำวันเรื่องของเหตุการณ์ในชีวิตจริง เขายังไม่พร้อมที่จะไปแฟนตาซี ความแฟนตาซีคือจินตนาการเรื่องที่ต้องแฟนตาซีเรื่องที่ surreal เหนือชีวิตมากเกินไปเขาจะไม่คุ้นชิน ซินเดอเรลล่า สโนวไวท์ ทำไมเปิดฉากมามีแม่เลี้ยงแล้วก็ต้องทำงานบ้าน เพราะแม่มีอยู่จริงถึงจะแม่เลี้ยงใจยักษ์แต่ว่างานบ้านก็มีอยู่จริงเหมือนแม่ด้วย

เพราะฉะนั้นเหตุผลที่เราบอกว่าจำนวนชั่วโมงที่เราพูดกันก็คือจำนวนชั่วโมงของการใช้สื่อแต่จำนวนชั่วโมงที่สำคัญกว่าก็คือไม่ใช่ Screen Time แต่เป็น Play Time หรือ Face Time ก็คือจำนวนชั่วโมงที่ตามองตาเราคุยกันโอบกอดกันใกล้ชิดกันอย่างนี้สำคัญ Face Time สำคัญ Screen Time อย่าเกิน 1 ชั่วโมง Play Time สำคัญด้วยคือเวลาที่เล่นด้วยกันจริงๆ แล้ว Play Time ไม่ต้องไปนับเลยกี่ชั่วโมงเล่นลูกเดียว คือมีลูกกี่คนก็เล่นกับลูกอย่างเดียวเลย เพราะฉะนั้นจำนวนชั่วโมงที่จะใช้คำถามของพ่อแม่ก็คือในช่วงนี้ Screen Time อาจจะเสี่ยงมากขึ้นเด็กอยู่บ้านมากขึ้น

ลูกสาวผมก็เป็นผมแชร์ประสบการณ์ก็คือไม่อะไรทำวิธีการที่ผมใช้คือจะให้ทำกิจกรรมคือวาดรูปก่อนวาดนู้นวาดนี่ ผมจะไม่ได้ให้ดูสื่อทุกวันถ้าจะให้ดูจะ Fix คือให้ดูอยู่กับที่การ์ตูนจะไม่ตามเราไปในรถยนต์ การ์ตูนจะไม่ตามเราไปทะเลไม่ตามเราไปน้ำตก ไม่ตามเราไปตลาดไม่ตามเราไปนั่งรอเบื่อๆ การ์ตูนจะอยู่กับที่อยู่ที่จอทีวีจอใหญ่ พอลูกติดกับดักเสร็จแล้วลูกเรียกร้องอยากจะดูจะทำอย่างไร

อยากจะดูบนรถไม่อนุญาตให้ดูบนรถมันคือเมื่อไหร่ก็ได้ยิ่งไปตอบสนองความเมื่อไหร่อย่างไรก็ได้มันก็จะมาบ่อยๆ เหล่านี้เป็นเทคนิคที่ผมใช้ ยอมรับว่าเทคนิคพวกนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละบ้านมีระเบียบวินัยสไตล์การเลี้ยงลูก

0-2 ขวบ ไม่ควรใช้เลย ยกเว้น VDO Call

2-4 ขวบ ไม่เกินวันละ 30 นาที

4-6 ขวบ ไม่ควรเกินวันละ 1 ชั่วโมง

และทั้งหมดที่พูดไปก่อนการนอนครึ่งชั่วโมงห้ามใช้เด็ดขาด วันนี้หนูยังไม่ดูเลยขอดูก่อนนอนได้ไหม แต่หนูกำลังจะนอนแล้วนะลูกใช้ไม่ได้ กิจกรรมก่อนนอนควรเป็นกิจกรรมที่ไม่มีแสงสีฟ้าจากหน้าจอ นาที16.57 จำนวนชั่วโมงสะสมได้ไหม ลูกเจ้าเล่ห์เจรจาต่อรองเมื่อวานไม่มีสักชั่วโมงวันนี้ขอสองชั่วโมงได้ไหม ไม่ได้เรื่องนี้ไม่ใช่คูปองสะสมนะลูก ห้ามใช้ระบบสะสม ระบบคูปองกับลูก บางบ้านก็มีทริคแปลกๆ แต่ไม่ได้บอกว่าดีหรือไม่ดี เช่น

ถ้าทำดีติดดาวแล้วหนูมาขออะไรก็ได้ ถ้าอย่างนั้นขอดูการ์ตูนได้ไหม เห็นไหมเขาให้คุณค่าการดูการ์ตูนกลายเป็นเรื่องดีกว่า ระบบพวกนี้เน้นว่าต้องเพลาๆ หน่อย พอโตไปจะไปสร้างแรกจูงใจที่ผิดจะทำดีสำหรับตัวเองกิจวัตรประจำวันไม่บกพร่องก็ต้องมีเรื่องเทคโนโลยีเข้ามาล่อลวงล่อหลอกคืออย่าไปวางเล่ห์กลกับลูกมาก ลูกก็จะเลียนแบบรู้จักเล่ห์กลภายหลังเราก็จะปวดหัวฉันไม่น่าวางกฎไว้แบบนี้เลยแล้วลูกก็เอามาย้อนรอยเราทีหลังในที่สุด

เพราะฉะนั้น 0-2 ขวบ ไม่ควรใช้เลย ใช้ได้เฉพาะVDO Call โควิดห่างไกลกันแบบนี้โทรติดต่อกันได้กับปู่ย่าตายาย 2-4 ขวบ วันละ 30 นาที 4-6 ขวบ ไม่ควรเกินวันละ 1 ชั่วโมง หลัง 2 ทุ่ม หรือครึ่งชั่วโมงก่อนอนไม่ควรใช้เลย วันเสาร์อาทิตย์ถึงจะบอกว่านอนดึกจริงๆ แล้วกิจกรรมที่ดีที่สุดสำหรับเสาร์อาทิตย์คือกิจกรรม Outdoor Intimacy ใกล้ชิด Interaction ปฏิสัมพันธ์ 2 In นี้สำคัญที่ต้องบ่มเพาะในเด็ก สัมพันธ์ใกล้ชิดและให้ปฏิสัมพันธ์ที่เป็นมนุษย์จะดีกว่า

เลือกสื่อเหมาะกับวัย

รายการทีวีที่ออนแอร์รายการนี้ต่อรายการนี้ผมจะไม่ให้ดูเพราะว่าดูจบแล้วหยุดไม่ได้เพราะลูกจะเห็นว่ามีรายการถัดไปเพราะฉะนั้นการดูแบบออนแอร์บ้านผมจะไม่ไห้ดู ผมจะไม่เปิดทีวีทิ้งไว้เพราะลูกจะรู้สึกว่าทีวีเป็นเรื่องปกติ ทีวีไม่ใช่เรื่องปกติก่อนหน้านี้เราไม่มีทีวี ถ้าจะเปิดให้ดูจริงๆ ผมจะเปิดออนดีมานในยุคนี้เราเปิดออนดีมานได้แต่ทีวีหรือสื่อดิจิทัลจะเป็นเบื้องหลังก่อนเพราะว่าผมจะลงทุนกับหนังสือการ์ตูนหนังสือนิทาน

ถ้าจะต้องเปิดจริงๆ สมมตินิทานอ่านแล้วหรือวันนี้ผมหมดแรงแล้วแม่ก็หมดแรงด้วยต้องใช้ตัวช่วยผมจะเลือกออนดีมานคือการ์ตูนที่สามารถจะเปิดเมื่อไหร่ก็ได้หยุดเมื่อไหร่ก็ได้ และจบก็คือจบ จบเป็นตอนๆ ไป การ์ตูนที่เลือกก็ให้ต่ำกว่าวัย 7 ขวบ ถามว่า 5 ขวบดูต่ำกว่า 7 ขวบได้ไหม ดูได้ การ์ตูนที่ผมมักเลือกมีเนื้อหาไม่แฟนตาซีแบบ Surreal

ผมจะเน้นเรื่อง Child Center คือเกี่ยวกับเด็กเป็นหลัก เช่น เรื่องการผจญภัย DORA หรือ Puffin Rock สำหรับเด็ก 3-4 ขวบ หรือดูการ์ตูนที่เป็นเรื่องสั้นๆ การ์ตูนที่ไม่มีคำพูดและตัดภาพเร็ว บางคนสงสัย คุณพ่อคุณแม่ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องนี้นะ การ์ตูนที่ตัดภาพเร็ว การ์ตูนที่ดี

สำหรับเด็กปฐมวัยคือไม่ตัดฉากเร็วเพราะเด็กยังคงต้องการ Mapping ในสมองว่าตรงนี้เกิดขึ้น ตรงนี้เกิดขึ้นเหมือนเราดูสมุดนิทานภาพ เพราะฉะนั้นถ้าจะต้องดูซินเดอเรลล่าผมจะเลือกนิทานก่อน 36 หน้า เลือกนิทานที่ตัวอักษรน้อยเพราะผมต้องเล่าเองก่อน ถ้าจะต้องดูการ์ตูนจากจอทีวีจริงๆ จะเลือกทีมีความยาวต่ำกว่า 20 นาที เพราะว่าเด็กมี concentration

ดูเป็นตอนๆ สั้นๆ

ในช่วงปฐมวัยในช่วง 3-4 ขวบ ประมาณ 35 นาทีเต็มที่แล้วลากกว่านั้นสมองจะล้า เพราะฉะนั้นเทคนิคก็คือดูเป็นตอนๆ สมมติการ์ตูนยาวมากผมจะให้ดูเป็นพัก แล้วก็จะนั่งดูไปกับลูกเสมอเพื่อบ่งชี้อธิบายฉากบงฉากที่เขาไม่ทันหรือตีความไม่ได้การรับรู้ของเด็กตีความได้ไม่เหมือนกับผู้ใหญ่

เพราะฉะนั้นพ่อแม่นั่งอยู่ข้างๆ โซฟาเป็นสิ่งจำเป็นมากพ่อแม่บางคนบอกเปิดดูการ์ตูนแล้วฉันก็สบายใจฉันจะไปทำงานไม่ต้องมานั่งดูลูก การนั่งทำงานอยู่กับลูกคือสาระสำคัญพ่อแม่บางคนบอกเปิดการ์ตูนไว้แล้วสบายใจ อย่าทิ้งลูกไว้กับทีวี ถ้าเป็นไปได้ปล่อยทีละ 35 นาทีหยุดก่อน

เพราะว่ามันออนดีมานเราสามารถกดหยุดได้ เอาละแม่ว่าน่าจะพอก่อนนะเรื่องมาถึงตรงนี้ทบทวนดูสิว่าเป็นอย่างไรพรุ่งนี้มาดูต่อถ้าเป็นเรื่องยาว แต่อย่างที่บอกเด็กปฐมวัยเขาอยากดูอะไรที่มันสั้นๆ 10 นาทีกำลังดี เลือกสีที่ไม่ฉูดฉาด เลือกสีละมุนละม่อมสีที่มันเป็นธรรมชาติ จังหวะเล่าเรื่องไม่เร็วเกินไปไม่มีแสงตัดวูบวาบไม่มีเสียงดังอึกกะทึกไม่มี Visual Graphic ที่เยอะแยะมากมาย

แต่การ์ตูนที่เล่าเห็นในปัจจุบันมันตัดภาพเร็วเกินไปนั่นคือแรกที่จะสกรีนก่อน เพราะฉะนั้นเทคนิคสำหรับผม ผมจะดูก่อนภาพ เนื้อเรื่องเหมาะสมไหม ปัญหาอย่างมากที่พ่อแม่นึกไม่ถึงนี่เป็นกับดักเลยพ่อแม่คิดว่าการ์ตูนก็คือวาดแอนิเมชั่น เป็นภาพวาดการ์ตูนระบายสี ตัวละครคาแรคเตอร์เป็นการ์ตูนปลอดภัยจริงๆ ไม่ใช่

ในเด็กปฐมวัยพ่อแม่ต้องดูมากกว่านั้นคือจะต้องดูโครงเรื่องเส้นเรื่องพลอตเรื่องคาแรคเตอร์ของการ์ตูนดูสาระสำคัญของการ์ตูนว่ามีเหตุการณ์ สถานการณ์อะไรแล้วเรื่องเหล่านั้นที่กำลังฉายอยู่เป็นเรื่องที่เหมาะกับเด็กปฐมวัยหรือเปล่า เพราะการ์ตูนหลายเรื่องภาพวาดดูเป็นการ์ตูนจริงแต่เรื่องราวเนื้อหามันไม่ใช่สำหรับเด็กปฐมวัย เพราะฉะนั้นต้องสกรีนเอาออกไปยังไม่ใช่เวลาที่จะต้องดู

พ่อแม่ = สื่อที่ดีที่สุด

อันนี้เป็นเทคนิคที่ผมให้เวลาคุยกับลูกซึ่งผมก็จะพูดว่าการ์ตูนเรื่องนี้หนูยังอายุไม่ถึง ตอนนี้หนู 4 ขวบ อันนี้เขาบอกว่า 7 ขวบ แล้วพ่อดูแล้วเนื้อหายังไม่เกี่ยวข้องกับวัยหนู อย่าเพิ่งดูดีกว่าเดี๋ยวเราหาเรื่องอื่นดีไหม สัปดาห์หนึ่งจะไม่ได้ดูทุกวันจะดูวันศุกร์กับวันเสาร์เท่านั้น สไตล์การเลี้ยงลูกของพ่อแม่สำคัญลักษณะงานของพ่อแม่ การมีเวลาหรือไม่มีเวลาของพ่อแม่อันนี้ก็สำคัญมาก

แต่ลักษณะที่สำคัญน้อยและไม่ค่อยเกี่ยวข้องแล้วพ่อแม่อย่าเพิ่งหามาเป็นเหตุข้ออ้างคือความรู้เรื่องนี้ฉันไม่มี จงนึกไว้ก่อนว่าตัวเองคือเทคโนโลยีสิ่งที่สำคัญที่ลูกจะเล่นได้ บางวันผมนึกไม่ออกลูกสาวก็มาเกาะแกะปีนหลังวันนี้คุณพ่อเป็นควายให้หน่อยก็คือผมต้องลงไปนั่งคุกเข่าแล้วให้ลูกสองคนปีนแล้วก็เล่น

เห็นไหมว่าร่างกายของพ่อแม่ก็คือสนามเด็กเล่นของลูก หลังบ่าไหล่คอแขนขาในวันที่สนามเด็กเล่นทำไม่ได้ คุณพ่อคุณแม่ต้องแข็งแรงร่างกายกระดูกทุกอย่างใช้กำลังวังชาจงใช้พื้นที่ร่างกายเพื่อเป็นสนามเด็กเล่นให้ลูกทุกวันนี้ผมก็ทำอยู่แล้วรู้สึกว่าลูกยิ้มได้ อันนี้เราพูดถึงเด็กเล็กนะ 4-5 ขวบ เขายังสนุกกับเราอยู่ ฉะนั้นฉกฉวยเวลาพวกนี้เอาไว้ วันหนึ่งที่ลูกไม่เล่นกับเราจะรู้สึกอย่างไร จริงๆ

แล้วผมใช้ความเป็นพ่อมากกว่านักวิชาการนะสัญชาตญาณความเป็นพ่อจะมากกว่า เวลาเราเลี้ยงลูกเราจะรู้สึกว่าความรู้เอาไว้ก่อนเพราะลูกแต่ละคนคาแรคเตอร์ไม่เหมือนกันจริตจิตวิทยาแต่ละคนไม่เหมือนกันฉะนั้นใช้สัญชาตญาณของความเป็นพ่อเป็นแม่เรียนรู้จากลูกใช้ความรักเยอะๆ ให้เวลาเยอะๆ รับรองไม่มีผิดพลาด

 

ติดตามฟังได้ที่รายการรักลูก The Expert Talk 

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

 

รักลูก The Expert Talk EP.18: “สมอง” สนองสื่อแบบไหน กับ อาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ

รักลูก The Expert Talk EP.18: “สมอง” สนองสื่อแบบไหน กับ อาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ

สมองของเด็กปฐมวัยมีค่าและมีเวลาทองที่ต้องใช้เวลาบ่มเพาะ หากเราพลาด ละเลย หรือไม่เข้าใจการทำงานของสมอง ก็อาจจะทำให้พลาดโอกาสทองไปอย่างน่าเสียดาย มาฟังกันว่าแล้วสมองต้องการสื่อแบบไหน กิจกรรมแบบไหนที่สมอง need มากที่สุด โดย อาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ นักวิชาการด้านสื่อ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล

 

การเรียนรู้ภาษาของเด็ก

ปกติเวลาเราพูดว่าปัญหาออทิสติกที่ไม่ได้มาจากยีนไม่ได้มาจากพันธุกรรมที่พูดถึงปัญหาออทิสติกเทียมที่มาจากสื่อ พัฒนาการล่าช้าที่เราเจอเคสกันในทางการแพทย์ ส่วนใหญ่พัฒนาการล่าช้าทางด้านภาษา ทางด้านสังคม พอพัฒนาการช้าทางภาษาก็จะไม่ได้เรียนรู้กับมนุษย์เพราะพัฒนาการแรกๆ ของเด็กปฐมวัยคือเรียนรู้ทางจากภาษาเป็นหลัก

ภาษาคือเครื่องมือหลักในการที่จะเรียนรู้ทำความรู้จัก ภาษาไม่ใช่เพียงแค่ Verbal คำพูด ภาษายังคงหมายถึงสีหน้า แววตา ท่าทาง อารมณ์ บรรยากาศมาคุ บรรยากาศแฮปปี้ เสียงของพ่อแม่ phonic สัทศาสตร์ สำคัญหมด เพราะฉะนั้นเทคโนโลยีไม่ได้สิ่งเหล่านั้น

เวลาเราบอกว่าพ่อแม่ให้เด็กดูการ์ตูนที่เป็นภาษาอังกฤษแล้วพ่อแม่บอกว่าลูกพูดภาษาอังกฤษเองได้ อันนั้นไม่ใช่การเรียนรู้ภาษาที่ถูกต้อง การเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติของมันคือ Two Way Communication สื่อสารสองทาง ถามไป รอคอย ประมวลผล ตอบกลับ > ตอบกลับ ประมวลผล โต้ตอบ การพูดคุยโต้ตอบสื่อสารระหว่างพ่อแม่ ตั้งแต่เล็กที่พ่อแม่เล่น จ๊ะเอ๋ ก็คือ การมี การหาย เสียงของพ่อจำได้ แล้วก็เด็กเล็กๆ ถ้าคุณพ่อคุณแม่สังเกตดีๆ ลูกจะอ่านปากในวัยตั้งแต่ 0-3 ขวบ ลูกจะอ่านปากก็คือการเห็นริมฝีปาก

เพราะฉะนั้นพูดช้าๆ คอมพิวเตอร์ คลิปวีดิโอในยูทูป มันพูดแล้วพูดเลย กล้อง Wild Screen เด็กจะอ่านปากได้ไหม ยิ่งในแทปเล็ต ในมือถือจอมันก็ยิ่งเล็กลูกไม่มีโอกาสที่จะอ่านปาก นั่นคือเหตุผลว่าทำไมพัฒนาการภาษาล่าช้า พัฒนาการทางภาษาจะทำงานได้ดีก็คือว่า ตามองเห็นปาก หูได้ยินเสียง ตาทำงานกับหูสัมพันธ์กัน แม่บอก ดอกไม่สีแดง ลูกบอล ลูกปิงปอง ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ซาลาเปา

พัฒนาการทางภาษา

วิธีการประกอบสร้างคำภาษา คือ ตามองเห็นสิ่งนั้น หูได้ยินสิ่งนั้น ตามองเห็นปากการอ่านและเห็นรูปสิ่งนั้นอยู่ มันจะไป Mapping กันในหัว แล้วถ้าเด็กทำหน้าไม่เข้าใจ พ่อแม่สามารถ Repeat ซ้ำได้ แต่ในคลิปมัน Repeat ไม่ได้ มัน Replay ได้แต่เด็กจะกดตรงนั้นไหม

การเรียนรู้ของเด็กคือการเรียนรู้โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งหมดเลย แต่สื่อดิจิตอลอิเล็กทรอนิกส์ ทีวี อินเทอร์เน็ต วิทยุ เกม โทรศัพท์มือถือ ไม่ได้ส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ทำงานร่วมกัน เพราะฉะนั้นปัญหาที่มักเกิดเลยในทางมิติของสมอง ก็คือพัฒนาการทางภาษาล่าช้าเพราะการเรียนรู้ภาษาผ่านอิเลคทรอนิคส์ ผ่านคลิปวีดิโอ ผ่านจอทีวี ไม่ใช่การเรียนรู้ทางภาษาแบบปกติ จึงทำให้เด็กขาดความมั่นใจในการที่สื่อความหมาย ออกเสียงได้ตามคำ และการอดทนรอคอยตีความ

ภาษามันคือการใส่รหัส ถอดรหัส แต่ในยูทูปในคลิปวีดิโอ ในสื่อสังคมออนไลน์ ในทีวี รายการโทรทัศน์ การ์ตูน มันเป็นแค่การได้ยินเสียงเฉยๆ แต่มันไม่ได้เห็น Non Verbal คือ อวัจนภาษา นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราไม่ควรให้เด็กปฐมวัยเรียนรู้จากสื่อดิจิตอลมากเกินไป เพราะว่ามันทำให้เขามีระบบการเรียนรู้ทางภาษา

ทำไมพัฒนาการที่สองที่ล่าช้าถึงเป็นทางสังคม เพราะมาจากภาษาล่าช้า มนุษย์เป็นสัตว์สังคมการเรียนรู้ การเข้ากลุ่ม การรู้อารมณ์ กาลเทศะ หมวดอารมณ์ของพ่อแม่ รู้น้ำเสียง รู้โทน วิธีการเรียนรู้เหล่านี้เด็กจะได้เรียนรู้ทั้งภาษาทางตรงและภาษาโดยอ้อม Denotative ความหมายตรง กับ Connotative ในดิจิตอลไม่มี Connotative มีแต่ Denotative ก็คือความหมายตรงๆ ทางเดียวด้วย

ภาษาคือการ Comparative เราไม่สามารถอธิบาย ก ไก่ ได้ถ้าเราไม่มี ข ไข่ แต่ในคลิปวีดิโอ ยูทูป หรือคลิปสื่อสังคมออนไลน์ หรือว่าโซเชียลมีเดียต่างๆ มันไม่ใช่ภาษาแบบ Comparative มันคือการ Communicative เฉยๆ ฉันพูดคุณจะฟังรู้เรื่องหรือไม่รู้เรื่องก็เรื่องของคุณ ภาษาเหล่านั้นมันขาดบริบท ขาด Setting ขาดว่ากำลังพูดอยู่ในที่แห่งใด

ฉะนั้นเมื่อเด็กไม่ได้เอาตัวเองไปสถาปนาในเหตุการณ์ ในกาลเทศะ ในบริบท เหล่านั้น เด็กจะเรียนรู้ภาษาได้แย่มากและเมื่อเรียนรู้ภาษาได้แย่มาก การเรียนรู้ทาง Interactive ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมก็แย่ลงไปด้วย พูดคุยไม่จ้องมองไม่สบตา ในยูทูปเราจะสบตาใคร ในจอ Screen ใน แทปเลต ใน Netflix / Tiktok เราจะดูอะไรเราไม่มี Eye Contact แล้วเรากำลังมองหน้าคนที่ไม่รู้จักอยู่ด้วย

เพราะฉะนั้น Attachment หรือสายใยสัมพันธ์ก็หายไปด้วย Intimacy พวกนี้จะหายไปหมด เด็กเล็กปฐมวัยส่วนใหญ่ที่มีปัญหาก็ตั้งแต่ 0-3 ขวบ เด็กใช้สื่อดิจิทัลเร็วเกินไป แล้วก็ทำให้เวลาที่เขาเรียนรู้ แปลเจตนาความหมายทางภาษามันก็พร่องลงไปด้วย แล้วก็ส่งผลต่อพัฒนาการทางสังคม และแน่นอนเมื่อทั้งอย่างนี้ที่เป็นฐานรากหลักเสียไปก็จะส่งผลต่อ IQ สติปัญญา เพราะวิธีสร้างความฉลาดเกิดจากการเรียนรู้จากสังคมก่อน เรียนรู้ว่าอะไรทำได้ สิ่งไหนเกิดขึ้น มันเป็นเหตุผลซึ่งกันและกันในมิติเชิงสังคม

สื่อกระทบต่อสมองส่วนหน้า EF

สื่อดิจิทัลเขามีเส้นเรื่องของมันเองที่เขาทำมาแล้วคลิป 5 นาที 10 นาที 2 ชั่วโมง สมองต้องการช่วงเวลาพักคิด โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม สมองทำงานคล้ายกัน คือ มันต้องมีเวลาในการเชื่อมโยงเซลล์ประสาทต่างๆ ถ้ามันเร็วเกินไป สมองของเด็กเหมือนคอมพิวเตอร์ที่ยังประมวลผลไม่ทัน ดิจิตอลเส้นเรื่องเส้นเดียวกันไม่ว่าคนจะดู คลิปนี้ วิดีโอนี้ การ์ตูนนี้ กี่ล้านคนเส้นเรื่องคือแบบเดียวกัน

แต่ถ้าคุยกับพ่อแม่ ช้าเร็ว เด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน คุยกับย่าก็จะอะไรนะย่า อะไรนะปู ช้าเร็วไม่เหมือนกัน เราอยากรู้ว่าการ์ตูนเรื่องแค่ไหน กิจกรรมเพลงแบบไหนที่เราจะเปิดให้ลูกได้ วิธีการง่ายนิดเดียวดูจังหวะการก้าวเท้าเดินของลูกแล้วนับ เส้นเรื่องก็ประมาณนั้น ถ้าช้าลูกก็เดินช้าๆ เตาะแตะ ซ้ายขวา

ผมใช้เกณฑ์นี้ในการวินิจฉัย EF ของลูกต้องสัมพันธ์ในการคิดเชิงบริหารของลูกได้ ลูกไม่ใช่รีบิวต์คอมพิวเตอร์แบบนาโนเมตรการคิดคำนวน เพราะฉะนั้นต้องช้าๆ ก่อน เขาถึงพูดว่าในเด็กปฐมวัย Slow it Golden ช้าคือทองคำ เร่งคือทำลายวิธีคือของเด็ก ดิจิตอลเป็นระบบคิดที่อัลกอลิทึมคิดมาเสร็จแล้ว แต่ถ้าเด็กได้คิดเองได้ใช้สื่อเอง ได้ใช้ดินน้ำมันจับโยนวาง เล่นตัวต่อจับผิดจับพลาด tryout and Error การเรียนรู้การผิดพลาด คือสาระสำคัญของการเรียนรู้ของเด็ก

ไม่ใช่ว่าเด็กซึมซับ Absorb รับทุกอย่างดูคลิปแล้วสูบทุกอย่าง ลูกฉันต้องฉลาดแน่เพราะดูทั้งสารคดีสัตว์โลก สัตว์ป่า ลูกไม่ใช่ฟองน้ำ สมองรับได้ประมาณหนึ่งแล้วก็ต้องประมวลผลต้องเก็บนอนเอาไว้ก่อน

เพราะฉะนั้นเวลาที่หลับนอนตอนกลางคืน ความทรงจำระยะยาวถูกเขียน สมองก็จะดึงเอาความทรงจำที่มีประโยชน์ เพราะว่าอะไรละทำไมมันเป็นความทรงจำในระดับลึกละ เพราะว่ากิจกรรมนั้นเป็นกิจรรมที่ Immersive เต็มครบประสาทสัมผัส ตอนนั่งทำกิจกรรมนี้นั่งตักพ่อ พ่อโอบเห็นหน้าแม่ยิ้ม เห็นน้องหัวเราะ เห็นบรรยากาศ เหล่านี้สร้างความทรงจำไว้ทั้งหมด

แต่ถ้าเป็นดิจิทัลบริบทอื่นไม่เกี่ยว ยิ่งเด็กสวมหูฟังเล่นเกมใครเรียกไม่ได้ยิน เข้าสู่ภาวะ Voice Noise ห้องมืดไม่เห็นตัดบริบททั้งปวง เพราะฉะนั้นบริบทการเรียนของเด็กเป็นตัวช่วยประกอบสร้างประสบการณ์ให้เด็กทุกรูปแบบ ฉะนั้นคือเหตุว่าทำไม EF ในการเรียนรู้ในแบบโลกจริง โลกที่เป็น Real Experience จากการทำกิจกรรม EF เรารู้ คือ ทำงานบ้าน วาดรูป ปีนป่าย หรืออ่านนิทาน 4 อย่างนี้คือกิจกรรมที่ส่งเสริม EF ดีมากเพราะว่า 1 คือช้า 2 สร้างประสบการณ์เต็มรูปแบบ 3 Intimacy ที่เด็กได้รับตอนที่อยู่สัมผัสกับพ่อแม่ และที่สำคัญมี Interactive การ Two Way Communication เกิดขึ้นได้

พัฒนาการของสมองเด็ก

ปกติสมองก็เหมือนต้นทุนถัวๆ ไปมันมีระยะเวลาการพัฒนาของมัน เราบอกเราลองปล่อยไปเรื่อยๆ ลองดูสิว่าผล 8 ปี 8 ขวบจะเกิดอะไรขึ้น 10 ขวบจะเกิดอะไรขึ้นแล้วค่อยไปซ่อมตอนนั้น ประเด็นคือมันไม่ใช่ เวลาที่เราง่วงนอน 3 ติด เราขอนอน 3 วันติดชดเชย 3 วันที่แล้วได้ไหม

การนอนเป็นการพักผ่อนวันต่อวัน การกินโภชนาการของเด็กวันนี้พร่อง วันนี้ก็คือพลาด ไปเติมวันพรุ่งนี้ได้ไหม ไม่ได้ โภชนาการเด็กสำคัญมื้อต่อมื้อ การนอนสำคัญวันต่อวัน ขวดนมสำคัญกล่องต่อกล่อง พลาดแล้วคือพลาดเลย เพราะฉะนั้นสมองมีวิธีการเรียนรู้แบบนี้ พลาดแล้ววันนี้คือพลาดแล้ว พรุ่งนี้ซ่อมไม่ได้ เพราะเราเสียโอกาสพลาดแล้วคือพลาดเลย

ฉะนั้นวิธีการคือการพัฒนามิติเชิงสมองหรือคุณภาพของสมองจะต้องทำในตอนที่เป็นเด็กปฐมวัย จะไปทำตอนเด็กโตไม่ทันแล้ว เมื่อกี้คำถามคือ ก็ปล่อยให้ดูไปก่อนได้ไหม ก็ยังไม่เห็นผลกระทบ มันยังไม่เห็นตอนสิ้นวันนี้แต่มันจะค่อยๆ สะสมไป ก็จะทำให้พัฒนาการของสมองล่าช้า คุณพ่อคุณแม่ถึงมามีปัญหาพัฒนาการทางภาษา ทางสังคม ทางสติปัญญา และส่งผลสุดท้ายที่คุณพ่อคุณแม่มักเอามามหาหมอจริงๆ คือ พัฒนาการทางด้านอารมณ์ไม่สมดุล กรีดร้อง โวยวาย ก้าวร้าว รุนแรง อาละวาด แย่แล้วถึงพามาหาหมอซ้ำ อันนี้คือล่าช้าไปมาก เป็นสัญญาณที่ไม่ค่อยดี ของพวกนี้คือของที่สะสม

ธรรมชาติสร้างสมดุลสมอง

อีกเรื่องคือดิจิทัล มีลูกบอกไหมระบายสีติดระบายสี วันนี้ไม่ได้ระบายสีรู้สึกขาดใจ ไม่เคยมีเด็กคนไหน หนูอยากเตะฟุตบอล ไม่มี ผมจะบอกว่ากิจกรรมเหล่าเป็นกิจกรรมที่เด็กใช้พลังงานไปกับมัน แล้วเด็กก็จะรู้สึกผ่อนคลาย วิ่งออกกำลังกายสัก 45 นาที รู้สึกกระปรี้กระเปร่า เอ็นดอร์ฟิน โดมาปีนหลั่ง เวลาเราออกไปแคมปิ้ง เอาท์ดอร์ ปีนน้ำตก ปีนภูเขา ไปทะเล เรารู้สึกว่า เวลา 1 ชั่วโมง หรือ 1 วันที่เราทำกิจกรรมเหล่านี้เรารู้สึกเหมือนได้ชาร์จแบต ธรรมชาติจะมอบพลังเหล่านี้กลับมาให้เรา

จริงๆ คนเราการ Retreat การบำบัดทำให้ตัวเองได้ผ่อนคลาย ธรรมชาติหรือกิจกรรมเหล่านี้ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย แต่ในทางกลับกัน แบบนี้แล้วกันลูกวันนี้ 8 ชั่วโมงแทนที่จะทะเล แม่ขอทดสอบหน่อย 8 ชั่วโมงนี้ให้ลูกเล่นเกมไปเลย เด็กจะรู้สึกอย่างไรหลังจากจบ 8 ชั่วโมงเล่นเกมต่อเนื่อง

การทดลองและข้อเท็จจริงส่วนมากบอกแล้วว่าดิจิตอลฉกฉวยเวลาพลังงานสูบไปจากเรา แต่ถ้าเด็กทำกิจกรรมเอาท์ดอร์เยอะๆ เด็กจะเหมือนกับว่าได้รับพลังงานธรรมชาติ ธรรมชาติมีกลไกเยียวยามนุษย์ให้รู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้มันทำเรารู้สึกเติมเต็ม โอโซน อากาศ ออกซิเจน สีเขียว แสงแดด สายลม สายน้ำ ของพวกนี้คือการ Retreat

ฉะนั้นเด็กๆ ก็จะส่งผลการเรียนรู้ที่สมดุล เพราะธรรมชาติไม่พูดอะไรแต่ดิจิตอลพูดตลอดเวลา ธรรมชาติไม่พูดอะไรเด็กต้องเรียนรู้ Connotative ภาษาความหมายแฝงตลอดเวลา แสงแดดหมายถึงอะไร นกร้องหมายถึงอะไร คลื่นลมพัดหมายถึงอะไร เด็กจะได้เรียนรู้ มันไม่บอกเราโต้งๆ สังเกตดูว่าเด็กกลุ่มสแกนดิเนเวีย กลุ่มประเทศนอร์เวย์ ฟินแลนด์ สวีเดน เขาจะให้เด็กเล่นตอนเช้า ปีนต้นไม้ตอนเช้า ออกกลางแดดกลางแจ้งตอนเช้า

นักเรียนไทยตอนเช้าทำอะไร เข้าแถว เคารพธงชาติ บางโรงเรียนมีออกกำลังกาย สาระของเราคือสวดมนต์ เคารพธงชาติ ธงชาติขึ้นสู่ยอดเสา จริงๆ แล้วสิ่งที่ควรขึ้นสู่ยอดเสา ขึ้นสู่ส่วนสูง คือเด็กควรปีนต้นไม้ เด็กปฐมวัยควรปีนต้นไม้ทุกวันตอนเช้า กระบวนการทางสมองคือแบบนี้

สมมติลูกสาวผมปีนต้นไม้ เธอต้องคิดว่าระยะแขนของเธอ ชัก จับ ดึง ปีนป่าย ได้เท่าไหร่ เธอต้องคาดการณ์กิ่งนั้น ต้องมองกิ่งนี้ ต้นไม้ไม่บอกวิธีใช้ ต้นไม้ไม่บอกอะไร ไม่กระซิบอะไรเด็กต้องคิด ต้องฟังเสียงตัวเอง คาดการณ์กำลังของตัวเอง และเรียนรู้ว่าการคาดการณ์ว่าถ้าจับกิ่งนี้ จะไปกิ่งนี้ ขาแบบนี้จะลงไม่ได้ เด็กจะเรียนรู้ใช้วิธีการใช้การสมองครบทุกมิติ นั่นคือเหตุผลทำไมเด็กปีนต้นไม้ถึงฉลาด เพราะต้นไม้ไม่มีสูตรสำเร็จในการปีน

ต้นไม้ 1 ต้นมีวิธีการปีนแต่ละแบบของเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกันด้วย ปีนแบบเมื่อวาน ปีนแบบวันนี้ก็ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นนี่เป็นสิ่งที่บอกว่าทำไมเราถึงเลือกใช้สื่อ ต้นไม้คือสื่อถ้าเราเลือกใช้เป็น ดิจิตอลพักไว้ก่อน ต้นไม้ของจริง ขี่จักรยานของจริง เพื่อนเล่นมีจริง การมีเพื่อนเล่นสำคัญกว่าการมีของเล่น

ความสัมพันธ์พ่อแม่สร้างสมอง

ช่วงเด็กปฐมวัยสัมพันธภาพสำคัญมาก อีกเรื่องที่สำคัญคือ ความสัมพัทธ์ Relative ความสัมพันธ์คือ Relation ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับแม่ กับลูก กับพี่น้อง กับปู่ยาตายาย พวกนี้สำคัญมาก สำคัญมากกว่าที่เด็กจะไปให้ความสัมพันธ์กับสิ่งที่อยู่ในดิจิตอล

อีกตัวก็คือ ความสัมพัทธ์ Relative คือ รู้ว่าตอนนี้ต้องทำอะไร รู้ว่าตอนนี้พระอาทิตย์ตก รู้ว่าลม รู้ว่าฝน รู้ว่ามีใครอยู่ที่บ้าน รู้ว่าข้างบน ข้างล่างเป็นอย่างไร รู้ว่าข้างหน้า ข้างหลัง รู้ว่ามื้อเช้ามือเย็น รู้ว่าร้อน รู้ว่าเย็น ความรู้สึกเหล่านี้ที่จะทำให้เด็กสนใจ ได้ยินเสียงของตัวเอง

เพราะฉะนั้นของเล่นอะไรก็ตามที่ทำให้เขาได้ยินเสียงของตัวเองได้สัมผัสอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง อันนั้นคือสิ่งที่มีความหมาย เพราะฉะนั้นการที่พ่อแม่เลือกของเล่น ตอนที่นั่งเล่นเราก็ต้องไปมีปฏิสัมพันธ์กับลูก ลูกได้รู้ว่าคนนี้สัมพัทธ์กับเรา ก็คือว่าอยู่ในเวลานี้ตอนนี้ในความทรงจำนี้

เพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่สร้างประสบการณ์และความทรงจำในเวลานี้ตอนนี้คุณจะไปสร้างตอนไหน เพราะฉะนั้นเด็กปฐมวัย พัฒนาการสมวัยไม่ได้บอกเด็กฉลาดอย่างเดียว พัฒนาการสมวัยคือ ภาษา ร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม 5 มิตินี้ต้องมีความสมดุลซึ่งกันและกัน

มิติเชิงสัมพัทธ์ เช่น รู้ว่านกอยู่ข้างบน รู้ว่าไส้เดือนอยู่ข้างล่าง รู้ว่านกบินได้ รู้ว่านกบินเร็ว อันนี้คือการเรียนรู้มิติเชิงสัมพัทธ์ ซึ่งจะส่งผลให้สมองทำงานอย่างสมดุลด้วย แต่ในดิจิตอลโทรศัพท์มือถือ แทบเลต มันทำได้นิ้วสัมผัส ไม่ต้องออกแรง แต่ดินสอสี 1 แท่ง สีแดง จับกำ จับจด ดินน้ำมันจับบิด ของเล่นในชีวิตจริงคือของเล่น 3 มิติ

แต่ของเล่นในดิจิตอลมิติไม่มี เมื่อมันไม่มีมิติ กว้าง x ยาว x สูง x เวลา เพราะฉะนั้นเด็กถึงไม่อยู่กับ Rehourity เพราะว่าในของจริง เช่น ตอนนี้เล่นไม่ได้นะตนไม้ลื่นฝนตกถ้าปีนจะลื่นตก ต้นไม้ที่ปีนไม่ได้ มีเรื่องแห้งเรื่องเปียก เรื่องลื่น เรื่องจับถนัด แต่ดิจิตอลกดกี่ทีก็เรื่องเดิม แต่ในของจริงในชีวิตจริงบริบทมันมีมิติเชิงสัมพัทธ์เยอะมาก แล้วเด็กที่ฉลาดก็จะรู้ว่าไปสนามเด็กเล่นตอนนี้ไม่ได้ฝนเพิ่งตก เดี่ญวรออีกสักชั่วโมงมันแห้งคือเล่นได้ แห้งคือไม่ลื่น ไม่ลื่นคือปลอดภัย เด็กจะมีมิติของการใช้ความเชื่อมโยงสมองในเชิงบูรณาการสูงกว่า เขาถึงบอกว่าการเล่นในโลกจริงมันสร้าง EF ได้ดีกว่าการเล่นในโลกเสมือนจริง

 

ติดตามฟังได้ที่รายการรักลูก The Expert Talk 

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

รักลูก The Expert Talk EP.20: “รับมือวิกฤตในวิกฤต เมื่อลูกต้องเรียนออนไลน์”

รักลูก The Expert Talk EP.20: “รับมือวิกฤตในวิกฤต เมื่อลูกต้องเรียนออนไลน์”

วิกฤตในวิกฤตของเด็กปฐมวัย เมื่อโรงเรียนสอนแบบ On Site ไม่ได้ พัฒนาการด้านสังคมของเด็กจึงเริ่มถดถอย ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมขาดหาย และสูญเสียโอกาสในการเรียนรู้หลายมิติ พ่อแม่รับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไร รับฟังความคิดเห็นนักวิชาการด้านการศึกษา ผศ.ดร.ยศวีร์ สายฟ้า รองคณบดี คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

สาเหตุหลักที่เราไม่สามารถ On site ได้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าเราคำนึงเรื่องความปลอดภัยของเด็กๆ เป็นหลัก ด้วยการแพร่ระบาดของโรคมีอัตราค่อนข้างสูงในแต่ละวัน แล้วโรงเรียนเป็นสถานที่หนึ่งที่รวมบุคคลเข้าด้วยกันอาจจะเป็นคลัสเตอร์ได้เลยหากเกิดอะไรขึ้นมา

เพราะฉะนั้นต้องทำความเข้าใจมันมีความจำเป็นของมันจริงๆ ที่ไม่สามารถ On site ได้ ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาก็จะส่งผลกระทบต่อกันเป็นทอดๆ เลยเป็นที่มาว่าอย่าเพิ่ง On site ก็คงไม่ได้เป็นแบบนี้ตลอดไปอาจจะต้องมีกระบวนการบางอย่างมีแนวคิดในทำนองว่าถ้าตัวเลขลดลงมาถึงในระดับที่น่าจะรับมือกันได้ หรือการกระจายของจำนวนพื้นที่ที่ผู้ติดเชื้อมีการกระจายตัวหรือพื้นที่สถานการณ์ดีแล้ว ก็เชื่อว่าสถานการณ์น่าจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ ท้ายที่สุดการที่อยากให้เด็กกลับเข้าไปเรียนในโรงเรียน เชื่อว่าผู้เกี่ยวข้องไม่ว่าจะผู้บริหารหรือคุณครู คุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครอง ก็ต้องสบายใจที่จะให้ลูกไป ถ้าสมมุติว่าเราที่เป็นคุณพ่อคุณแม่มีความรู้สึกว่าหายห่วง

อีกประเด็นในมุมของคุณครูก็อยากให้มา การสอนทุกวันนี้มันทำให้งานของเขายากด้วยไม่ใช่ทุกคนที่จะเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ภายใต้สถานการณ์ตรงนี้ ซึ่งคุณครูส่วนใหญ่รับทราบข้อมูลประเด็นนี้ถ้าเลือกได้ ถ้าสถานการณ์มันดีกว่านี้มากๆ แล้วเลือกได้ก็อยาก On site

วิกฤตการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย

ต้องเล่าก่อนว่าเป็นเหมือนภาคต่อเรื่อยๆ ของระลอกใหม่ ถ้าเปรียบกับปีการศึกษาปี 2563 ที่เริ่มวิกฤตกันประมาณเมษายนจะเปิดเทอมกันตั้งแต่พฤษภาคมก็เปิดไม่ได้เขยิบไปมิถุนายนแล้วก็ประกาศอีกที เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมปีที่แล้วก็เปิดแบบ On site แต่เปิดแบบมีเงื่อนไขต้องเว้นระยะห่าง ในรอบนั้นลักษณะการเรียนรู้แบบออนไลน์หรือเรียนรู้จากที่บ้านเป็นเหมือนการชิมราง มีเป้าหมายว่าเปิดเทอม 1 กรกฎาคม เปิดเทอมเพราะฉะนั้นการสอนของคุณครูบางโรงเรียนที่มีความพร้อมเยอะหน่อยเขาก็สอนไปตามปกติเพราะเขาก็มีช่องทางที่เข้าถึง

เพียงแต่ในหลายๆ โรงเรียนที่เหมือนพอได้บางเหมือนกับซ้อมรอก่อนเปิดเทอมเป็นการเรียนรู้ค่อยเป็นค่อยไป บางที่ก็จะหาอย่างอื่นมาให้เด็กๆ ทำในช่วงระหว่างรอเปิดเทอมแต่นั่นคือปีที่แล้ว แต่พอมาปีนี้สถานการณ์คือ 1.ตัวเลขแย่ลง ผู้ป่วยมีเยอะขึ้นๆ ก็จะมีการเลื่อนเปิดเทอมไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดทำใจว่าเทอมนี้ต้องอยู่กันยาวๆ เลยเกิดเป็นคำถามว่าสถานการณ์ของปีที่แล้วกับสถานการณ์ของปีนี้มันต่างในแง่ของการเรียนรู้ อย่างปีทีแล้วจะรู้ว่าช่วงสั้นๆ 1 กรกฎาคม ก็จะเปิดเทอมแล้วเดี๋ยวถึงมือคุณครูก็จะสบายใจ

แต่ตอนนี้ประเมินสถานการณ์ไม่ได้ เลยเป็นที่มาของการสำรวจสถานการณ์ว่าคุณครูในระดับปฐมวัยจนถึงระดับประถมศึกษาตอนต้นเขาดำเนินอย่างไรกัน ซึ่งเราก็พยายามสำรวจกับกลุ่มเป้าหมายคือกลุ่มคุณครูเป็นการเฉพาะ

ทำไมถึงต้องเลือกศึกษาเฉพาะกลุ่มเด็กปฐมวัยกับเด็กประถมศึกษาตอนต้นเพราะว่าในแง่ของการเรียนรู้เราจะพบว่าด้วยวุฒิภาวะด้วยสมาธิต่างๆ เด็กกลุ่มนี้ถ้าเวลาที่เขาเรียนอยู่ที่บ้านจำเป็นจะต้องมีผู้ใหญ่มาคอยช่วยเหลือช่วยสนับสนุน พูดง่ายๆ คือต้องมีคนคอยประกบ ไม่อย่างนั้นเขาจะไม่สามารถเรียนรู้ได้

ซึ่งมันจะต่างกับพี่ๆ มัธยมหรือพี่ๆ ประถมปลาย ที่พอมีวุฒิภาวะรู้ว่าเวลานี้จะต้องเรียนเข้าออนไลน์ได้หรือสมมติว่ามีลักษณะกิจกรรมที่เป็น On hand เขาก็จะรู้ได้ว่าต้องทำอะไรอย่างไรแล้วเขาก็จะกำกับตัวเองได้ แต่เด็กปฐมวัยกับเด็กประถมต้นอันนี้ยากเพราะต้องมีคนกำกับเราเลยอยากสำรวจตรงนี้มันก็จะสอดคล้องกับคำแนะนำของทางกระทรวงที่เขาก็จะมีคำแนะนำหรือแนวทางที่จะจัดให้กับคุณครูที่จะจัดในช่วงที่ยังเปิดเรียนแบบ On Site ไม่ได้ก็จะมีเป็น 5 On

1.On site ซึ่งตอนนี้ทำได้น้อยมากเพราะส่วนใหญ่พื้นที่ไม่สีแดงเข้มก็สีแดงไม่ก็สีส้ม ในต่างจังหวัดบางส่วนได้ On site แต่บางส่วนก็ได้ On site ในระยะเวลาสั้นๆ ยกตัวอย่างจังหวัดเชียงใหม่

พอดีทำงานวิจัยงานหนึ่งที่เชียงใหม่ เลยได้ข้อมูลจากโรงเรียนว่าช่วงแรกเปิดเรียนแบบ Onsite แต่เป็นการเปิดแบบมีเงื่อนไข คือโชคดีที่โรงเรียนแห่งนี้จำนวนเด็กต่อห้องไม่เยอะเวลาเรียนก็จะกระจายตัวได้ก็จะมีบางส่วนที่ตอนแรกเปิดเรียนชิมรางไปแล้วช่วงสั้นๆ ขณะนี้ก็ไม่ได้เปิดแล้ว ตอนนี้เกือบทุกพื้นที่แทบจะ On site ไม่ได้


2.On Air ให้นึกถึงภาพโทรทัศน์ดาวเทียม สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมที่จะมี ภาษาคุณครูก็จะเหมือนครูตู้ ครูที่อยู่ในตู้ ซึ่งการเรียน On Air ก็จะเป็นตารางวันหนึ่ง คือช่องหนึ่งก็จะเป็นระดับชั้นหนึ่ง

เช่น ป.1 ช่องนี้ ป. 2 ช่องนี้ จะแยกช่องกัน แล้วในแต่ละวันเขาก็จะมีตารางเรียนว่าชั่วโมงนี้วิชานี้ของชั้นนี้ เขาก็จะมีตารางเรียนไว้ไห้ การเรียนเราต้องเข้าไปตามเวลาของเขา แต่ข้อเสียคือเป็นการปฏิสัมพันธ์ทางเดียวเด็กๆ ดูอย่างเดียวไม่สามารถพูดกับคุณครูได้

3.On Demand จะคล้ายกันมีตารางให้ แต่ไม่จำเป็นต้องเข้าตามเวลาเป็นลักษณะ Login หรือ Access อะไรบางอย่างที่เข้าไปถึงคลิปที่ทางโรงเรียนหรือหน่วยงานจัดระบบไว้ให้ เขาจะแขวนคลิปไว้ให้เราอยากเข้าไปดูคลิปไหนก็ไปคลิกดูคลิปนั้น

ซึ่งเป็นลักษณะของ On demandก็จะสบายหน่อยเป็นลักษณะสะดวกเมื่อไหร่ก็ค่อยเรียนสะดวกเวลาไหนก็ค่อยมา ตอนเช้าคุณพ่อคุณแม่ไม่สะดวกดูแลลูกเขาก็จะให้รอตอนเย็นกลับมาจากทำงานแล้วค่อยให้ลูกดูคลิปแล้วเราก็ช่วยดูไปเป็น On demand แต่หลักการก็จะเป็นหลักการเดียวกันคือผู้รับฝ่ายเดียวไม่ใช่ลักษณะของการสื่อสารสองทาง

4.Online เป็นลักษณะของการสอนเสมือนจริงอาจจะผ่านจอ ผ่านระบบบางอย่างซึ่งสามารถมีปฏิสัมพันธ์สื่อสารสองทางได้คุณครูพูดเด็กโต้ตอบกลับคุณครูได้ เด็กๆ คุยกับเพื่อนได้ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Zoom, Google meet ข้อจำกัดของออนไลน์ไม่ใช่ว่าผู้ปกครองทุกคนจะสามารถสะดวกคุณครูบางคนก็ใช้วิธีเอาสิ่งที่ง่ายที่สุดไม่ต้องไปลงแอปอะไรเพิ่มเติมใช้กรุ๊ปไลน์สอน

ในกรุ๊ปไลน์ก็จะมีฟังก์ชั่นวีดิโอคอล สมมุติคุณครูใช้ไลน์จากเครื่องเดสท็อปหรือโน๊ตบุคก็สามารถแชร์หน้าจอได้เวลาสอนแล้วก็สะดวกเพราะคุณพ่อคุณแม่ทุกคนส่วนใหญ่จะมีไลน์ แต่ก็พบว่าไม่ใช่คนทุกที่จะเข้าถึงตรงนี้ได้

5.On Hand คือลักษณะของการสอนที่คุณครูจะเตรียมชุดกิจกรรม หรือแพ็คเกจสำหรับนักเรียนซึ่งในนั้นก็อาจจะประกอบไปด้วย เด็กอนุบาลก็จะเป็นสื่ออุปกรณ์ทำผลงานศิลปะหรือของเล่น หรือเกมการศึกษาหรือหนังสือนิทานอยู่ในชุดแล้วก็จัดอยู่ในซองซิปล็อคว่าสัปดาห์ที่หนึ่งชุดนี้ สัปดาห์ที่สองชุดนี้

อันนี้กรณีที่เป็นอนุบาล ถ้าเป็นประถมเขาก็จะมีหนังสือแล้วก็มีลิสต์รายการว่าสัปดาห์ที่หนึ่งเรียนเรื่องนี้แบบเรียนหนังสือวิชานี้เรียนหน้านี้วันนี้ทำแบบฝึกหัดถึงหน้านี้ที่เหลือเด็กก็จะโซโล่เอง

On Hand คือทุกคนเข้าถึงได้แน่นอนเพราะว่าแค่มารับอุปกรณ์ที่โรงเรียนหรือบางคนใช้บริการไปรษณีย์ไทยส่งมาให้ที่บ้านเพราะฉะนั้นทุกคนเข้าถึงได้อยู่แล้วถ้าเป็น On Hand แต่ข้อจำกัดคือเรียนรู้ด้วยตัวเองเลย แล้วถามว่าใครสอน พ่อแม่สอนนี่เลยเป็นข้อจำกัด

เราดูตามนโยบายของกระทรวงว่าเขาแนะนำอะไรให้คุณครูปฏิบัติบ้างแล้วก็เกิดความสงสัยอยากรู้ว่าในโรงเรียนเขาสอนแค่ไหนใช้วิธีการแบบไหนเลยเป็นที่มาของงานวิจัยว่าเราก็อยากรู้ว่าเขาสอนกันอย่างไรเราก็จะได้เห็นภาพรวมว่าการสอนสวนใหญ่ของบ้านเราเด็กปฐมวัยเด็กอนุบาลเด็กประถมต้นเป็นแบบนี้จะส่งผลอย่างไรกับเด็กบ้างในระยะยาว

พื้นที่การสำรวจ สำรวจทั่วประเทศ มีคนตอบมา 4 พันกว่าคน มีแต่คนอยากตอบคำถาม เราจะมีคำถามที่เป็นปลายเปิดเพราะฉะนั้น 4 พันกว่าคนตอบมาหมดเรามีข้อความ 4 กว่าข้อความที่ต้องวิเคราะห์ แต่ก็ดีใจที่คุณครูสื่อสารให้เราได้ยิน

ผลที่ได้ออกมาค่อนข้างเซอร์ไพรส์ในหลายๆ เรื่อง แต่ผลสืบเนื่องมากจากครูส่วนใหญ่ 4 พันกว่าคนประมาณร้อยละ 70 เป็นครูในบริบทโรงเรียนรัฐบาลซึ่งก็คือรวมหมดเลยทั้งสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ สังกัดกระทรวงมหาดไทย ที่เหลือก็จะมีคุณครูโรงเรียนเอกชน ครูโรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนสาธิต ข้อมูลที่ได้มาค่อนข้างเซอร์ไพรส์พอสมควร

คือสมมติเปรียบเทียบเป็น On ทั้ง 4 เราตัด On site ไปเพราะเรารู้ว่าส่วนใหญ่ไม่ได้ On Site อยู่แล้วก็จะมี 1.On Air 2.Ondemand 3.Online 4.On Hand ตอนแรกเราคิดว่า Online จะเวิร์คที่สุดปรากฏไม่ใช่

สิ่งที่ถูกใช้มากที่สุดคือ On Hand ใช้ค่อนข้างเยอะซึ่งพอข้อมูลที่เป็น On Hand ค่อนข้างเยอะ ก็เลยคิดต่อว่าถ้าเป็น On Hand แล้วไม่มีกระบวนการอะไรมาสอดรับกันเด็กจะ Lost พอสมควรเลย เป็นโจทย์ที่ทำให้เห็นว่า On Hand ถูกใช้เยอะมารองลงมาเป็น Online ส่วน On Air กับ On demand กลายเป็นว่าไม่เยอะมากนักเป็นเพราะช่วงวัยด้วยอย่างอนุบาลระบบการเรียนรู้ผ่านโทรทัศน์อาจจะไม่ได้เหมาะเลยกลายเป็นข้อค้นพบว่าตอนนี้ส่วนใหญ่ใช้วิธี On Hand ต้องคิดต่อว่าเด็กจะได้รับผลกระทบอะไรบ้าง

มีข้อคำถามอีกข้อหนึ่งที่เราถามคุณครูไปว่า จากสถานการณ์ตอนนี้รูปแบบการสอนที่เขาใช้ไปส่วนใหญ่จะเป็นรูปแบบ On Hand เขาประเมินแล้วว่าเด็กจะได้รับผลกระทบด้านไหนบ้าง ให้เขาประเมินนักเรียนในช่วง 2-3 เดือนที่ต้อง Off โรงเรียนไปต้องเรียนรู้แบบ On Hand เด็กได้รับผลกระทบอะไรบ้างปรากฏว่าคะแนนที่สูงเลย

64% คุณครูบอกว่าเสียโอกาสในการเรียนรู้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ประการต่อมาก็จะมองว่าการพัฒนาเรื่องของทักษะทางสังคมก็จะหายไปเลยเพราะการไม่ได้พบเจอเพื่อนในห้องเรียนหรือทำกิจกรรมร่วมกันกับเพื่อนในห้องเรียนหรือแม้กับคุณครูเองมันหาย

เรียกว่าบริบทแวดล้อมทางสังคมของเด็กก็ค่อนข้างจำกัด คือแคบลงพอล็อคดาวน์ต้องอยู่บ้านไปห้างก็ไม่ได้ไปสถานที่อื่นๆ ก็ไม่ได้เสี่ยงไปหมดต้องอยู่กับบ้านนี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่กระทบแล้ววิเคราะห์ผลที่เกิดขึ้นตามมา

55% มองว่าพัฒนาการถดถ้อยสำหรับคุณครูมองเด็ก ในหลายๆ มิติอย่างเรื่องของภาษาการฟังการพูดการสื่อสารพอเด็กได้อยู่บ้านวิธีการสอนของโรงเรียนเข้าไปไม่ถึงตัวเด็กได้ พัฒนาการหลายๆ มิติเด็กไม่ได้พัฒนาเด็กอยู่แต่บ้านอาจจะสื่อสารมากสื่อสารน้อยขึ้นอยู่กับสมาชิกในครอบครัวถ้าพูดคุยกับเขาเยอะเขาก็มีโอกาสได้ฝึกฝนได้ใช้ภาษาเยอะ

ถ้าบางคนเลี้ยงลูกให้อยู่กับจอลูกก็ฟังอย่างเดียวไม่ได้สื่อสารไม่รู้จักการใช้ภาษาในการพูดคุยก็สูญเสียเสียโอกาสในการที่จะพัฒนาและเป็นที่มาของพัฒนาการถดถ้อยตามมา

หรือเรามองเรื่องของกิจกรรมทางกายการออกกำลังกายหรือการเล่นกลางแจ้ง ถ้าอยู่แต่ในบ้านหรือสถานที่ที่บ้านหรือบางที่อยู่คอนโดแล้วค่อนข้างไม่ปลอดภัยที่จะออกไปเล่นร่วมกันเลยเป็นข้อจำกัดที่พัฒนาการเด็กไม่ได้รับการพัฒนาอย่างที่ควรจะเป็นเลยเป็นผลเสีย

ซึ่งจริงๆ แล้วในบรรดา 4 On ที่เรามองกันนักวิชาการก็จะมองกันว่าในสภาวะที่ลำบากที่สุดแบบนี้ในแง่ของการสอนที่ไม่สามารถสอนแบบ On Site ได้ On ที่เราคิดว่าน่าจะพอช่วยได้คือ Online เพราะอย่างน้อยที่สุดโดยเครื่องมือของมันยังมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ยังมีการกำกับติดตามของคุณครูได้อย่างเป็นปัจจุบัน

วันนี้เราจะชวนกันออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมกายเคลื่อนไหวและจังหวะแล้วก็ทำพร้อมกันผ่านจอ เด็กก็ทำที่บ้านดูคุณครูฟังเสียงสัญญาณจากคุณครูผ่านจอถ้าได้ยินเสียงสัญญาณนี้ให้ทำท่านี้อะไรแบบนี้ยังพอทำได้บ้างแม้ว่าจะเป็นเสมือนจริงก็ตามทีแต่ข้อจำกัดของออนไลน์ตามที่บอกไปตอนต้นก็คือมันไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเข้าถึงได้เลยเป็นข้อจำกัดที่ค่อนข้างยากลำบากในการที่จะจัดการแก้ไขให้มันดีขึ้นได้

สำหรับกระทรวงศึกษาธิการเองเขาก็จะมีมิติช่วยเหลือคุณครูในเรื่องของการสอนอย่างในระดับประถมศึกษาก็จะมีเนื้อหาสาระค่อนข้างเยอะแล้วผู้ปกครองก็จะกังวลเรื่องของการวัดประเมินผลซึ่งที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการก็จะออกแนวทางหรือให้คำแนะนำว่าไม่จำเป็นต้องสอนครบในหลักสูตรก็ได้ภายใต้สถานการณ์แบบนี้

สอนเฉพาะเรื่องที่สำคัญเขาก็จะมีลิสต์รายการเป็นตัวชี้วัดที่ต้องรู้ต้องมีเรื่องอะไรบ้างซึ่งจะหายไปเยอะมากจากตัวหลักสูตรเพราะฉะนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คุณครูค่อนข้างสบายใจว่าไม่ต้องเครียดกับการสอนให้เด็กต้องได้เนื้อหาครบถ้วนตามหลักสูตรกำหนดไว้

ในขณะเดียวกันกระทรวงศึกษาธิการก็ให้พื้นที่คุณครูในการออกแบบการวัดประเมินผลมากขึ้น แน่นอนคงไม่สามารถวัดโดยการใช้ข้อสอบได้ วิธีการสอบเด็กเครียดเลย

อย่างตอนนี้เป็น Viral ว่าจะสอบแล้วคุณพ่อคุณแม่อ่านหนังสือหรือยัง เลยมีคำแนะนำว่าอาจจะเปลี่ยนวิธีการในการวัดประเมินผลคือ

1.เด็กไม่ต้องมีภาวะเครียด 2.ลดภาระพ่อแม่ในการช่วยเหลือ งานวิจัยนี้ก็ถามในหลายมิติ ในแง่ความพร้อมของเด็กในการเรียนรู้แบบต่างๆ ทั้ง 4 On ในความคิดเห็นของคุณครูที่ดูแลเด็กเขาประเมินว่าเด็กของเขามีความพร้อมในการเข้าถึงแต่ละ On มากแค่ไหน

งจริงๆ เขาเลือกวิธีที่ผู้ปกครองพร้อมที่สุดคือ On Hand แต่ความน่าสนใจคือหลายโรงเรียนไม่ได้ใช้แค่วิธีการเดียวเขาก็จะมีการผสมผสานซึ่งอันนี้ถือว่าเป็นแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของคุณครูได้ค่อนข้างดี

ยกตัวอย่างเช่น โรงเรียนรัฐบาลที่อยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัดแน่นอนว่าเด็กไม่พร้อมที่จะมีคอมพิวเตอร์ มี I-Pad จะมาออนไลน์ ก็ทำให้รู้ว่าคุณครูแก้ปัญหาดีเขารู้ว่าโดยนโยบายเขาก็จัดเป็น On Hand ให้ก็ส่งส่งอุปกรณ์ชุดการเรียนรู้ไปให้เด็ก มีกระบวนการกำกับติดตามซึ่งวิธีการกำกับติดตามของเขาถ้าไปหาเด็กที่บ้านเลย

ส่วนใหญ่ก็อยู่ละแวกใกล้ๆ โรงเรียนก็ไปหาที่บ้านได้ กับอีกส่วนคือใช้โทรศัพท์เพราะโทรศัพท์อย่างไรก็ถึงได้ไม่ต้องวีดิโอคอลก็โทรเลยพูดคุย เขาก็จะเซทตารางเลยว่าวันหนึ่งเขาต้องหาใครอาทิตย์หนึ่งต้องโทรคุยกับเด็กทุกคน ซึ่งก็ดีอย่างน้อยที่สุดปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนก็ไม่หายแล้วครูก็รู้ว่าเด็กแต่ละคนใช้ชีวิตหรือเรียนรู้ที่บ้านเป็นอย่างไรบ้าง ก็เป็นกระบวนการที่ช่วยทำให้เห็นความพยายามของคุณครูในการช่วยเอาใจใส่กำกับติดตามเด็ก เคยคุยกับผู้บริหารโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่งตอนนี้เขาจำแนกเด็กออกเป็น 4 กลุ่ม แปลว่าเขาต้องเตรียมการสอน คุณครูห้องเรียนเดียวต้องเตรียมการสอนเด็กแบบ 4 กลุ่ม

กลุ่มที่ 1 ต้องใช้แบบ Online คือพร้อมถึงจำนวนก็ไม่ได้ถึง 20% สมมุติห้องหนึ่งมี 30 คน ก็จะ Online ได้ 7-8 คน

กลุ่มที่ 2 เป็นลักษณะ On hand อย่างเดียว

กลุ่มที่ 3 เป็น Online On Hand และ On Demand เพราะฉะนั้นเอาแค่ 3 แบบครูต้องเตรียมการสอนในวิชาเดียว 3 อย่าง

กลุ่มที่ 4 ติดต่อไม่ได้หายไปจากสาระบบ ซึ่งยังแก้ปัญหาไม่ได้ แต่กลุ่มนี้เราจะพบในโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัด แล้วก็เป็นครอบครัวที่ต้องสัญจรไปตามที่ต่างๆ ย้ายถิ่นฐานตามการทำงานของเขา

เพราะฉะนั้นข้อมูลตรงนี้อยากให้กำลังใจคุณพ่อคุณแม่ว่าท่านไม่ได้หนักหนาสาหัสแต่เพียงลำพัง ฟังคุณครูคือทำงานแทบจะ 7 วัน ภูมิปัญญาอีกอันของเขาคือใช้เป็น Online แต่ Online ของเขาคือเขาก็จะสอนตามตารางสอนจะมีนักเรียนบางคนในห้องที่สะดวกเรียนตามช่วงเวลานั้นพร้อมเรียนคุณพ่อคุณแม่เตรียมให้เพราะฉะนั้นครูก็จะสอนสด

แต่ขณะเดียวกันการสอนสดของคุณครูก็ต้อง Record ไว้เพื่อเอามาทำเป็น On demand ให้กับเด็กที่ดูย้อนหลัง คุณครูรอบคอบเห็นประโยชน์กับเด็กไม่ทิ้งเด็กไว้อยู่เบื้องหลังเลย ซึ่งเบื้องหลังคุณครูต้องทำงานมี Post Production ต้องตัดต่อเพราะเวลาสอนสดจะมีทำแบบฝึกหัดก็จะมีเฉลยเราต้องมาตัดต่อส่วนนั้นออกเพื่อให้เด็กได้ทำจริงเป็นการ Up Skill คุณครู

พ่อแม่ทำอย่างไรเมื่อต้องเรียนออนไลน์

ตอนนี้โรงเรียนส่วนใหญ่เขาทราบอยู่แล้วว่าต้องคลายอะไรบ้างในการเรียนการสอนเพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้ในบริบทแบบนี้ให้ได้มากที่สุดโดยที่ไม่เกิดความเครียดหรือความกดดัน คือเขาต้องหาวิธีการให้เด็กเรียนรู้อะไรบางอย่างพอเท่าที่ได้ แต่ถ้าไม่ได้ทุกคนก็พอเข้าใจว่าไม่ได้เพราะอะไร แต่ในมุมของพ่อแม่ก็อย่างที่บอกโรงเรียนก็ผ่อนมาแล้ว

ทีนี้แต่ละบ้านจะมีข้อจำกัดในการดูแลลูกไม่เหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งถ้ามองในนักวิชาการประเด็นที่ได้จากงานวิจัยเราค่อนข้างเป็นห่วงเด็กรุ่นนี้ในเรื่องของความหยุดนิ่งของการพัฒนาช่วงหนึ่งที่เขาจะ Lost ไปเลยในพัฒนาการในด้านต่างๆ เด็กมีแนวโน้มอ้วนขึ้นเพราะอยู่บ้านทานเยอะมาก แล้วก็ในเรื่องของภาษาพูดพัฒนาการล่าช้าลงเพราะอยู่บ้านไม่ได้สื่อสารคือฟังอย่างเดียวแต่ไม่ได้สื่อสารจากการพูด

เรายังไม่ได้พูดถึงการอ่านการเขียนในระดับอนุบาลแค่ฟังกับพูดเป็นหลักพบว่าถ้าไม่มีโอกาสให้ฝึกฝนก็ไม่ได้รับการพัฒนา ซึ่งรวมกับเรื่องทักษะทางสังคมคือการได้พบปะพูดคุยกับผู้คนมากหน้าหลายตาต่างเพศต่างวัยมันเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เขาได้พัฒนาทักษะทางสังคมได้ สามารถนำพาไปสู่การปรับตัวเข้ากับคน เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ง่ายขึ้น

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เรารู้ว่ามันยากมากกับการสอนเขาช่วงนี้ ส่วนที่พูดทั้งหมดเราจะบอกว่าพัฒนาการพวกนี้มันรอคอยไม่ได้เพราะว่ามันมีช่วงเวลาในการพัฒนาของมัน เพราะฉะนั้นอันนี้อยากจะฝากให้คุณพ่อคุณแม่ อันนี้มุมที่เป็นคุณพ่ออาจารย์จะพยายามดีไซน์ให้กิจกรรมของลูกๆ ในแต่ละวันมีความหลากหลายไม่มุ่งเน้นไปที่เรื่องการพัฒนาเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นการเฉพาะ คือ

1.พ่อแม่ต้องไม่คาดหวังให้ลูกได้เรื่องวิชาการอย่างเดียว

การเรียนรู้เรื่องของวิชาการแฝงไปด้วยความเครียดของการทำได้กับทำไม่ได้แต่ตอนนี้ไม่มีระบบคะแนนเข้ามาแต่ถ้าเมื่อก่อนต้องทำให้ได้ต้องสอบต้องเก็บคะแนนก็จะมีความเครียดตามมา ถ้าไม่คาดหวังเขาในขณะเดียวกันก็เอาเท่าที่เขาทำได้แต่ทำได้ในที่นี้คือเขาต้องรับผิดชอบในหน้าที่อย่างเต็มที่แล้วจริงๆ แต่ได้แค่ไหนคือได้แค่นั้น

นอกจากเรื่องของวิชาการที่ควรจะต้องยืดหยุ่นแล้วก็ไม่ต้องคาดหวังแต่ให้เขาทำอย่างเต็มที่ที่สุดตามความรับผิดชอบหรือตามศักยภาพของเขาที่จะมี

2.พัฒนาการด้านอื่นๆ

การออกกำลังกาย dารเคลื่อนไหวร่างกายทักษะทางสังคมอาจจะต้องให้ความสำคัญกับตรงนี้ด้วยซึ่งจริงๆ การพัฒนาพวกนี้ง่ายนิดเดียว อย่างพัฒนาการด้านสังคมแค่เราพูดคุยกับเขาบ่อยๆ เรื่องที่พูดคุยก็สัพเพเหระดูการ์ตูนชวนพูดชวนคุยให้เขาได้ใช้ภาษาเยอะๆ หรือใช้โทรศัพท์เครื่องมือสื่อสารให้เขาได้คุยกับเพื่อนหรือญาติพี่น้องให้เขาฝึกฝนในเรื่องนี้บ้างไม่ใช่ให้เขาอยู่แต่กับเราที่เป็นพ่อแม่กับตัวเขาเองลำพังในช่วงเวลาหนึ่งนานๆ เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยได้

อย่างเรื่องการเคลื่อนไหวร่างกายอาจต้องแบ่งเวลาบ้าง ทั้งวันไม่ได้ออกข้างนอกร่างกายไม่ได้ใช้เลยประกอบกับรับประทานเยอะก็มีแนวโน้มที่จะน้ำหนักเยอะขึ้นแล้วฮอร์โมนไม่ได้ใช้เต็มที่เด็กมีพลังที่จะต้องปล่อยออก อยู่แต่บ้านอย่างเดียวไม่ได้ทำอะไรก็เป็นการเสียโอกาสในการพัฒนาหลายๆ อย่าง

จริงๆ หลายบ้านถ้าอยากจะให้ความสำคัญเรื่องนี้อาจจะต้องดูแลในเรื่องของการเรียนแต่ต้องไม่คาดหวัง เช่น คุณครูสั่งให้ลูกทำอะไรมาแล้วลูกทำไม่ได้ อย่าไปโกรธ ไปว่าทำไมทำไม่ได้ คือถ้าเขาทำเต็มที่พยายามแล้วทำไม่ได้จริงๆ เราไม่ว่าเขาเลยแต่เราสนับสนุนเขา หนูลองตั้งใจไม่วอกแวก ถ้าไม่ได้พ่อไม่ว่า ถ้าถึงจุดที่เต็มที่แล้วไม่ได้จริงๆ เราจะไม่ว่าเขา

ถ้าถึงจุดที่เขายังพอไปได้อยู่เราจะผลักให้เขาไปเต็มที่แล้วถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ไม่เป็นไร ถ้าได้ก็สบายใจ ต้องช่วยเขาดูแลลูกเรายังอยู่ในวัยที่ในแง่ของการเรียนที่บ้านไม่มีทางที่เขาจะไม่พึ่งพาผู้ใหญ่เขาต้องพึ่งพาเราเสมอแต่การพึ่งพาต้องไม่ไปมีอิทธิพลกับเขาให้เรียนรู้ของเขาเป็นไปตามธรรมชาติการทำหน้าที่ของเราก็คือดูแลเขาอำนวยความสะดวก

ถ้าเป็น On Hand ก็ปล่อยให้เขาทำไปติดขัดตรงไหนมาถามได้ แต่ไม่ใช่ไปนั่งประกบแล้วต้องแบบเอาให้ได้ถ้าเป็นแบบนี้ค่อนข้างกังวลว่าบรรยากาศตรงนั้นจะไม่น่าเรียนรู้สำหรับลูก ที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ก็จะเครียดด้วยเพราะเราคาดหวังแล้วเป็นไม่ได้อย่างที่คาดหวังก็จะเครียด ทุกวันนี้เรามีเรื่องเครียดมากพอแล้ว

 

ติดตามฟังได้ที่รายการรักลูก The Expert Talk 

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

 

รักลูก The Expert Talk EP.21: ฟื้นฟู “ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ ” ให้เด็กยุคโควิด 19

รักลูก The Expert Talk EP.21: ฟื้นฟู “ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ ” ให้เด็กยุคโควิด 19

Learning Loss ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ เป็นผลของการเสียโอกาสในการเรียนรู้มีผลทำให้ทักษะต่าง ๆ ที่เด็กควรจะได้รับการพัฒนาตามช่วงวัยมันสูญเสียตามไปด้วย ภาวะถดถอยการเรียนรู้คืออะไร กระทบกับพัฒนาการด้านใดบ้าง พ่อแม่จะรับมือ ฟื้นฟู ภาวะถดถอยที่เกิดขึ้นนี้ได้อย่างไร ฟังมุมมองจากนักวิชาการด้านการศึกษา ผศ.ดร.ยศวีร์ สายฟ้า รองคณบดี คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

Learning Loss กับ Lost Generation สถานการณ์ ในต่างประเทศเป็นอย่างไร

ต้องอธิบายก่อนว่าในหลายๆ ประเทศที่เป็นประเทศชั้นนำโอกาสของเด็กๆ ค่อนข้างมีความพร้อมในหลายๆ มิติการประสานความร่วมมือของเขามีความพร้อม อย่างอุปกรณ์ในการเข้าถึงการเรียนรู้ออนไลน์เขาก็จะไม่มีปัญหา ปีที่แล้วในช่วงแรกๆ ที่จำเป็นจะต้องหยุดเรียน ยกตัวอย่าง ประเทศสิงคโปร์เขาจะมีนโยบายว่าถ้าเด็กคนไหนไม่มีอุปกรณ์ในการเรียนออนไลน์ที่บ้านคือใช้ยืมโรงเรียนได้เลยให้สัญญาณอินเตอร์เน็ต

ฉะนั้นโอกาสที่เด็กจะไม่ถูก Lost ก็ค่อนข้างน้อยลง ถ้าเปรียบเทียบกับหลายๆ ประเทศที่เขารับมือกับเรื่องนี้ได้ดีก็อาจจะต้องมองในเชิงของความพร้อมตรงนี้เลยเป็นปัจจัยที่ทำให้การ Lost มีสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน แต่ถึงจะเรียนออนไลน์สิ่งที่ได้จากการเรียนออนไลน์ก็ไม่เท่ากับการเรียนในโรงเรียนไม่เท่ากับการเรียนในห้องเรียนแต่อย่างน้อยที่สุดก็ดีกว่าเด็กไม่ได้อะไรเลย

Loss ด้านใดบ้าง

ที่เรามองในเชิงของ Learning Loss เรามีความกังวลใจในการพัฒนาในบางมิติของเด็กที่มันจะมีช่วงเวลาของมันถ้าเลยพ้นช่วงเวลาหรือเลยช่วงอายุช่วงนี้ของเขาไปแล้วมันจะพัฒนาเรื่องนี้ค่อนข้างยากแต่ที่ไม่สบายใจได้อย่างคือเรื่องที่มันมีช่วงเวลาไม่ใช่เรื่องของวิชาการ เพราะอย่างการเรียนรู้ของวิชาการโตขึ้นไปเรียนรู้อย่างไรก็ไม่สาย

คนสมัยก่อนที่เขาไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือตอนเด็กๆ ต้องทำงานพอเขาโตขึ้นมาเขากลับมาเรียนแบบศึกษาผู้ใหญ่การเรียนรู้เชิงวิชาการก็สามารถทันได้ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเราในแง่ Learning Loss เรามองว่าในแง่การเรียนรู้เชิงวิชาการสามารถตามทันกันได้

ขาดทักษะทางสังคม

สิ่งที่เรากังวลใจในเรื่องพัฒนาการคือการพัฒนาเด็กในด้านอื่นๆ ที่เป็นตัวสำคัญที่จะหล่อหลอมตัวตนลักษณะนิสัยบุคลิกภาพของเขา ยกตัวอย่างทักษะทางสังคมใน EP ที่แล้วเห็นตัวอย่างชัดเจนเลยว่าวิธีการเรียนการสอนแบบออนไลน์มันทำให้เด็กขาดโอกาสที่จะมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมแบบตัวต่อตัวหรือในบางรูปแบบเช่น On Air On Hand หรือ On demand ที่ไม่มีเลยเรื่องของปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

เป็นสิ่งที่เห็นภาพได้ชัดเจนเลยว่าเด็กไม่มีการพัฒนา แล้วจะโชคร้ายมากเลยถ้าสมมุติว่าเด็กเรียนจาก On Hand แต่ถ้าไปอยู่ในบ้านที่เป็นครอบครัวใหญ่มีลูกพี่ลูกน้องเล่นด้วยกัน หรือมีพี่ป้าน้าอาที่มีคนหลายเพศหลายวัยอย่างน้อยบริบทที่เขาอยู่ในบ้านแบบนั้นก็จะมีโอกาสได้ฝึกฝนทักษะทางสังคม แต่ถ้าเด็กที่อยู่ในคอนโดคุณแม่ก็ทำงานออนไลน์ทั้งวัน คุณพ่อออกไปทำงานข้างนอก ก็จะสังเกตเห็นว่าเป็นลักษณะของการที่เขาหายไปเลยเด็กจะไม่ได้รับการสูญเสียตรงนี้

เพราะฉะนั้น Learning Loss เป็นผลของการเสียโอกาสในการเรียนรู้มีผลทำให้ทักษะต่างๆ ที่เด็กควรจะได้รับการพัฒนาตามช่วงวัยมันสูญเสียตามไปด้วย อย่างทักษะทางสังคม

ขาดพัฒนาการด้านตัวตน

เรื่องของ Value ทั้งหลายค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม อะไรที่เป็นตัวตนของเด็กที่จะฟอร์มตัวเป็นบุคลิกของเขาว่าเขาจะเป็นคนเฟรนลี่ คนเก็บตัว คนขี้อาย หรือเป็นคนมั่นใจในตัวเอง สิ่งเหล่านี้จะถูกฟอร์มได้สภาพแวดล้อมในโรงเรียนมีผลกับเขาเยอะมากการมีเพื่อน

การทำกิจกรรมร่วมกันกับเพื่อน การมีโอกาสได้ทำอะไรหน้าชั้นเรียนหน้าเสาธงแสดงความเป็นผู้นำสิ่งนี้ที่เรากังวลว่าจะไป Learning Loss สำหรับเด็ก เพราะ Online ไม่สามารถทำให้เด็กได้ฝึกฝนสิ่งเหล่านี้ได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง On Air On Hand หรือ On demand ไม่ต้องพูดถึงลืมไปได้เลย

พร่องพัฒนาการด้านภาษา

นั่นคือสิ่งที่เรามองในแง่ของ Learning Loss แต่สิ่งเหล่านี้ก็มีผล อย่างถ้าเราพูดถึงการเรียนรู้เชิงวิชาการมันมีผลสืบเนื่องกัน สมมติว่าเรามองในแง่ของพัฒนาการในด้านภาษาการเรียนรู้ของเด็กในช่วงนี้ที่เป็น On Site ไม่ได้ สมมุติว่าเด็กไม่ได้รับการพัฒนาในเรื่องของภาษาอยู่บ้านไม่ค่อยได้พูดคุยกับใคร เล่น I Pad ดู YouTube อย่างเดียวหรือเล่นเกมอย่างเดียว

เด็กไม่ได้ฝึกฝนภาษาเลยพอเข้ามาสู่บริบทของการเรียนรู้ข้อจำกัดของภาษาในการสื่อสารทำให้ศักยภาพหรือประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของเขาก็จะลดลงมันก็จะมีผลตามมาเพราะฉะนั้นมันก็จะสัมพันธ์กันไปหมด หรือบางคนเกิดความเคยชินกับการอยู่บ้านถ้าถึงวันหนึ่งโรงเรียนพร้อมแล้วปลอดภัยแล้วปรากฏว่า School Phobia ไม่ไปไม่ชอบ ชอบอยู่บ้าน

ขาดระเบียบวินัย

อีกส่วนหนึ่งคือระเบียบวินัยความรับผิดชอบอันนี้เสียหายแล้วเป็นช่วงวัยเพราะพัฒนาการเด็กโดยเฉพาะเด็กอนุบาลหรือเด็กประถมครูหรือบริบทแวดล้อมยังมีส่วนจูงใจเขาในการทำอะไร อย่างสมมุติว่าอยู่ในห้องก็จะมีกฎกติกาข้อตกลงในห้องเรียน เขารู้ต้องทำแบบนี้ๆ แล้วเพื่อนทำเขาจะไม่ทำเหรอ เพื่อทำแล้วครูชมทำไมเขาจะไม่ทำ มันก็จะมีกลไกในการที่จะหล่อหลอมเขา

อันนี้คือข้อจำกัดที่เราบอกว่ามันหายไปแล้วข้อที่น่ากังวลคือมันมีช่วงเวลาของมัน สมมุติถ้าเราอยู่แบบนี้ไปอีก 1-2 ปี เด็กประมาณ 5-6 ขวบแล้วอยู่แบบนี้ 1-2 ปี แล้วเขาไม่ได้พัฒนาเรื่องนี้เลยมันน่าจะมีผลกับบุคลิกภาพของเด็กกลุ่มนี้อาจจะนำพาไปถึงเข้าสังคมไม่เป็นหรือปรับตัวกับคนอื่นไม่ได้

คือผลจากการ Learning Loss ที่มองว่าควรจะเป็น แต่ส่วนตัวไม่ได้มอง Learning Loss ในแง่ของวิชาการอ่านเขียนไม่ได้ บวกลบเลขไม่ได้ แก้โจทย์ปัญหาเลขสามสี่ชั้นไม่ได้เรามองว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ตามทันได้

สังเกตลูกกำลังพัฒนาการถดถอย

พัฒนาการของเด็กแต่ละด้านไม่เท่าต้องสังเกตอย่างเดียว คือต้องสังเกตและรู้จักเขาด้วย ถ้าเราสังเกตลูกตลอดและเรารู้จักตัวตนของลูกอะไรเปลี่ยนเราจะรู้ทันทีว่าอันนี้ผิดปกติ อย่างจากที่คุยพูดเยอะๆ มาวันหนึ่งถามคำตอบคำเราก็จะงอนอะไรพ่อหรือเปล่าหรือเป็นอะไรบอกพ่อได้ไหมมาคุยกันหน่อยสองคนคือต้องสังเกตถึงจะรู้

อีกส่วนที่สามารถจะรู้ได้คือสถานการณ์ให้เห็นสถานการณ์บางอย่างเกิดขึ้นแล้วเขาแสดงหรือไม่แสดงพฤติกรรมอะไรออกมาบางทีดูจากตรงนั้นได้ เช่น พฤติกรรมด้าน Value ตัวหนึ่งคือการแบ่งปันถ้าสมมุติเขาอยู่แต่บ้านเขาไม่เคยแชร์กับใครเพราะเขาเป็นลูกคนเดียวปรากฏว่าช่วงเวลา On site เขาไม่เคยได้รับการถูก Treatment สอนว่าการแบ่งปันดีอย่างไรเราก็ไม่รู้ว่าลูกหายตรงนี้ไป

พอมีสถานการณ์ที่ลูกต้องแชร์อะไรบางอย่างแล้วเราเห็นว่าลูกทำไม่ได้ เราจึงเกิดการเรียนรู้ว่าเราลูกมีปัญหาตรงนี้จริงๆ บางเรื่องบาง Learning ของเด็กเรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่าหรอก ต้องสังเกตเขาไปเรื่อยๆ รู้จักเขาเพียงพอหรือต้องมีสถานการณ์บางอย่างมาให้เราเห็นว่าเขาทำได้เปล่าหรือเขาไม่มีตัวนี้เราต้องช่วยเขาเรื่องนี้ พ่อแม่รับมือลูกพัฒนาการถดถอย

เอาตำราการเป็นครูมาใช้กับที่บ้าน อย่างลูก 2 คน จะเรียนผสมระหว่าง Online กับ On Hand ในแต่ละวันคุณครูก็จะมีคลิปประมาณ 9.30 น. คุณครูก็ส่งคลิปมาทางไลน์ไม่ได้เป็น Real time เป็นลักษณะ On demand คุณพ่อคุณแม่สะดวกเวลาไหนก็ดู แต่อย่างที่บอกพอเราอยู่กับลูกเราต้องดูแลลูกเรื่องนี้

มีตารางเวลา

เด็กต้องมี routine เหมือนเวลาอยู่โรงเรียน เวลาเราอยู่ที่บ้านเราก็จะมี routine คุณจะตื่นนอนกี่โมงก็ได้แต่แปดโมงเช้าทุกคนต้องทานข้าวแล้ว อาบน้ำแต่งตัวทานข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็จะรู้แล้วว่าเวลาที่เราจะช่วยเขาดูแลในเรื่องของอาบน้ำแต่งตัวเราจะช่วยดูแลเขาได้ก่อนแปดโมง ถามว่าเขาดูนาฬิกาเป็นไหม ไม่เป็น แต่เขาจะใช้วิธีถามว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว เขายังเด็กยังดูนาฬิกาไม่เป็นแต่เราก็จะให้เขารู้ว่าต้องตื่นได้แล้วใกล้ถึงเวลาแล้ว

ไม่เคร่งครัดการเรียนเกินวัย

ช่วงเวลา 8.00 – 9.30 น. โดยประมาณคือช่วงเวลาที่เขาทานอาหารเช้า แล้ว 9.30 น. เป็นช่วงเวลาที่เขาดูคลิปของคุณครู คลิปก็จะมีความยาว 10-15 นาที ก็จะใช้วิธีเปิด I-Pad แล้วเราก็จะนั่งทำงานของเราไปด้วย พ่อจะเริ่มทำงานประมาณ 8.30 น. หรือ 9.00 น. พอถึงเวลาที่เขาทานข้าวเสร็จก็ปล่อยเขาเล่นอิสระของเขาไปก่อนพอถึงเวลา 9.30 น. เราก็จะเรียกเขากลับเพื่อมาดูคลิป พอเรียนเสร็จ 2 คลิป คลิปแรกเหมือนเป็นเสริมประสบการณ์มีเรื่องเราตามธีมตามหัวเรื่องตามหน่วย เสร็จแล้วก็เป็นกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ

คลิปที่ 3 กิจกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งบ้านนี้ไม่เคยทำเลยเพราะกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ใช้เวลามากเคยทำกับลูกแล้วเราก็เครียดไปด้วยเพราะเหมือนลูกไม่ฟังคำสั่งครูเลยครูบอกให้พับเขาก็ขยำ ทำไมหนูไม่พับละครับครูให้ทำอย่างไรเราก็ Replay ให้ดูใหม่กระดาษแผ่นใหม่เขาก็ไม่ได้ เราเลยรู้สึกว่าก่อนหน้ากิจกรรมสร้างสรรค์เขาเรียนผ่านมาแล้ว 2 คลิป คุณครูเขาก็ยืดหยุ่นคุณครูก็ไม่ได้อะไรกับเรามากว่าต้องได้นะคุณพ่อ เราก็จะบอกวันอาทิตย์เช้าเราจะมาเคลียร์

กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ เตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างให้พร้อม เพราะคุณครูเขาจะมีลิสต์มาในแต่ละวันต้องเตรียมอุปกรณ์อะไรบ้าง ช่วงแรกๆ ก็มีเหมือนกันบางวันเปิดคลิปมาพร้อมจะทำละปรากฏว่าต้องมีแกนกระดาษชำระ ก็ต้องไปหาในห้องน้ำแล้วแงะออกมา

เพราะฉะนั้นกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เราจะยกยอดไปวันอาทิตย์เลยทำพร้อมกัน พอเสร็จแล้วก็ปล่อยให้เขาเล่นอิสระทานข้าวบ้านนี้ยังคงให้นอนกลางวันอยู่ routine พวกนี้เราต้องจูนกันพักใหญ่ไม่ใช่จู่ๆ เราเซทขึ้นมาโดยที่ลูกเราโอเคหรือไม่โอเคกับ routine เหล่านี้หรือเปล่าก็ไม่รู้

ชมเชยเมื่อทำได้ดี

แล้วก็มีระบบการชมเชยเขาใช้ระบบเหมือนกับเวลาเขาอยู่ในห้องเรียน ที่ฝาตู้เย็นจะมีกระดาน Reward อย่างวันนี้ถ้าอาบน้ำเดี๋ยวได้หนึ่งดาวแล้วเราจะสะสมแต้มไปเรื่อยๆ แต่ก็จะไม่บอกว่ารางวัลคืออะไรพอให้เป็นสีสันเป็นลูกเล่นให้เขามีอะไรตื่นเต้นว่ามีอะไรท้าทายเขาบ้างในบางเรื่อง

แต่ที่โรงเรียนเขาจะดีอย่างตรงที่จะมี VDO Call ให้สัปดาห์ละครั้งไว้ใช้คุยกับเพื่อนเขาจะมีหัวข้อให้ว่าอาทิตย์นี้จะคุยเรื่องอะไร เพราะฉะนั้นก่อนที่จะคุยกับเพื่อนๆ ในห้องเราต้องคุยกับลูกก่อนเพื่อเตรียมข้อมูลว่าต้องคุยอะไรกับเพื่อน หลังเขาก็จะรู้งานเขาจะเรียนรู้ระบบที่ว่านี้เอง

แต่ช่วงหลังตื่นนอนกลางวันจะเหมือนโรงเรียนเลยก็จะมีอาหารว่างให้เขารีเฟรช แล้วก็ออกกำลังกายแล้วก็จะมีช่วงเวลาทองของเขาให้เรารู้ว่าเด็กกับจอเด็กกับการ์ตูนเป็นของคู่กัน เราจะมีกติกาเราจะมีเช็คลิสต์ให้เขาว่าถ้าวันนี้ตั้งใจเรียนคุณครู 2 คลิป นอนกลางวันครบ กินข้าวหมด เก็บจานที่อ่างล้างจานทำหน้าที่ครบมี 5 ติ๊ก จะได้รางวันดู I-Pad ให้ดู YouTube เขาก็จะมีลิสต์ของเขามาเราก็จะมี Reward ให้ เราก็จะคุมให้ดูในช่วงเวลาคือตอนหนึ่งก็ประมาณ 20 นาที จะบอกว่ากว่าจะได้มาถึงตรงนี้ต้องปรับต้องจูน

ซึ่งช่วงแรกๆ ก็ผ่านความเครียดกันมาพอสมควร เพราะว่าลูกก็ยังปรับตัวไม่ได้กับการที่อยู่ๆ วันหนึ่งพ่อแม่ต้องมาดูเขาในเรื่องที่ต้องเรียนกับคุณครู ในมุมลูกเขาจะมีความรู้สึกว่าในเรื่องของการเรียนคุณครูต้องเป็นคนดูแลเขาสิทำไมวันนี้เป็นพ่อเป็นแม่แล้วเขาต้องฟังไหม พอถึงจุดหนึ่งสรุปเราต้องฟังพ่อแม่หรือฟังครูก็เป็นจุดนั้นที่เป็นจุดเปลี่ยนผ่านจนกระทั่งเขาเกิดการเรียนรู้ว่าต้องฟังพ่อแม่แล้วเพราะพ่อแม่ช่วยเราดูแลเรื่องที่เราเรียน

อาจารย์เคยคุยกับเพื่อน เพื่อนก็มีลูกเหมือนกันก็มาปรึกษาว่าต้องทำอย่างไรลูกทำนี่ทำนั่นไม่ได้เลย ผมเลยถามเพื่อนว่าตอนเด็กๆ พ่อแม่เคยดูเราไหม เขาบอกดูสิ แล้วเรารู้สึกชอบไหม เขาก็บอกไม่ชอบ นั่นละลูกเราก็รู้สึกเหมือนกัน

ไม่เรียนอนุบาลข้ามชั้นไปเลย? คนที่กำลังจะส่งลูกเข้าเรียนอนุบาล 1 ก็จะมีคำถามว่าไม่ต้องส่งลูกเข้าเรียนไหมดรอปเลยได้ไหม เพราะลูกเรียนออนไลน์ที่บ้านเราก็ต้องเรียนกับลูกดูแลลูกอยู่ดี แบบนี้ทำให้ลูกเสียโอกาสไหม

ต้องอธิบายอย่างนี้ในอนุบาลการศึกษาปฐมวัยยังไม่นับว่าเป็นการศึกษาภาคบังคับพอยังไม่เป็นการศึกษาภาคบังคับการดรอปไม่ค่อยซีเรียสเท่าไหร่อันนี้มองในแง่ตัวบทกฎหมายก่อนดรอปได้ถ้าอยากดรอปไม่ใช่การศึกษาภาคบังคับ มองในมุมของคุณพ่อคุณแม่ประเด็นข้อคำถามข้อนี้มักได้ยินในบริบทโรงเรียนที่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เช่น โรงเรียนนานาชาติ ที่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เข้าใจในข้อจำกัดของทุกฝ่ายว่าตอนนี้ทุกคนได้รับผลกระทบในทางใดทางหนึ่งเหมือนกันหมด

ในมุมมองนักวิชาการอย่างที่บอกไปตอนต้นพัฒนาการบางด้านมันรอคอยไม่ได้หรือพัฒนาการเรียนรู้บางอย่างมันจำเป็นต้องอาศัยความต่อเนื่องในการพัฒนาในส่วนๆ นั้นมันถึงจะทำให้ฐานการเรียนรู้ของเขามีความแม่นยำ คงทน หนักแน่น พอจะใช้เป็นฐานในการเรียนรู้ในระดับที่มันสูงขึ้นต่อไปได้

เพราะฉะนั้นถ้าถามในมุมของนักวิชาการถ้าการดรอปของคุณพ่อคุณแม่อยู่บนเงื่อนไขและความจำเป็นของข้อจำกัดเรื่องของค่าใช้จ่าย เรื่องของอะไรต่างๆ นานา แล้วเรามีความมั่นใจว่าเรามีความสามารถที่จะดูแลลูกได้อย่างเต็มที่ในขณะที่เขาอยู่ที่บ้านในช่วงระหว่างที่เขาดรอปอันนี้ก็ค่อนข้างคลายความกังวลใจไปได้เยอะ

ถ้าเป็นรูปการแบบนี้ดีไม่ดีอาจจะดีกว่าด้วยถ้าคุณพ่อคุณแม่เป็น Full Time ที่อยู่กับลูกทั้งวันได้สามารถ Educate หากิจกรรมทำกับลูกก็เข้ากับ In person การพัฒนาที่เป็นแบบ In person อาจจะดีกว่า Online แต่ต้องมีความพร้อมจริงๆ ถึงจะสามารถทำได้

แต่ถ้าในบริบทที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้มีเวลาให้กับลูกเต็มที่ขนาดนั้นหรือลักษณะของการให้ลูกอยู่กับคุณย่าคุณยายหรือคุณปู่คุณตาพี่ป้าน้าอาช่วยดูแล้วทุกท่านก็มีภาระกิจส่วนตัวของท่านหมด อันนี้ค่อนข้างกังวลใจการดรอปเป็นการทำให้เด็กสูญเสียโอกาสไปโดยปริยาย มันพูดยากว่าควรหรือไม่ควรเพราะแต่ละบริบทมีความพร้อมมีข้อจำกัดแต่ละบ้านจะมีเหตุมีผลเชิงปัจจัยที่ไม่เหมือนกัน

แต่ท้ายที่สุดสิ่งที่จะคิดเป็นเหตุผลหลักในการตัดสินใจเรื่องนี้คือต้องดูที่ประโยชน์ของตัวลูกเป็นหลักถ้าดรอปแล้วลูกไม่เสียประโยชน์ก็สามารถทำได้ แต่ถ้าสมมุติว่าดรอปแล้วจากเดิมที่ลูกเรียนปกติได้เต็มร้อยพอเรียนออนไลน์อาจจะลงมาเหลือ 50 หรือ 60 แต่ถ้าเราดรอปแล้วเราไม่มีความพร้อม 50-60 เราก็จะไปไม่ถึง

เพราะฉะนั้นมันคือได้นิดได้หน่อยก็ถือว่ายังได้ ที่น่ากลัวคือถ้ามันผ่านไปแล้วมันจะกลับมาแก้ไม่ได้ โอกาสที่จะพัฒนาเรื่องนี้มันผ่านไปแล้วมันจะกลับมาพัฒนาได้แต่โอกาสที่ได้จะไม่เต็มที่ไม่เต็ม 100

พ่อแม่รับมือก่อนลูกพัฒนาการถดถอย

ต้องจัดการตัวเองที่เป็นพ่อแม่ก่อน ถ้าเรายังจัดการตัวเองไม่ได้เราจะไม่มีความพร้อมที่จะไปช่วยลูกได้ ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการเรียนรู้ของลูกที่เรียนรู้จากที่บ้านขณะนี้ลูกเราอยู่ในวัยพึ่งพิงผู้ใหญ่

จัดระบบเวลาที่เอื้อกับลูก

ลูกยังไม่มีวุฒิภาวะที่จะพึ่งพาตัวเองได้ในทุกๆ เรื่องยังต้องการพึ่งพาเราอยู่ เพราะฉะนั้นในแง่ของการดูแลลูกเพื่อที่จะไม่ให้สูญเสียอะไรไปมากกว่านี้เราก็ต้องพร้อมก่อน ความพร้อมของเราหลักๆ ที่ลูกต้องการคืออะไร คือเวลา เราอาจจำเป็นจะต้องปรับเวลาชีวิตของเราใหม่

อย่างอาจารย์เองช่วงเวลาที่จะสามารถตรวจการบ้านนิสิตหรือทำงานคือช่วงเวลา 5.70-7.30 น. คือตื่นแต่เช้ามืดแล้วมาทำก่อนเขาตื่น ถ้าเขาตื่นขึ้นคืองานของเราต้องพักก่อนแล้วก็มีภาคบ่ายต่อ เราทำงานถึง 7.30 น. ก็ไปดูเขาอาบน้ำ ทานข้าวเสร็จ เราก็ทำงานต่อประมาณ 8.30 น. พอ 9.30 น. ก็ช่วยเขาดูเรื่องเรียนในขณะที่เราเรียนด้วยความที่เขาเรียนจากคลิปเราก็ทำงานของเราไปด้วย อีกช่วงเวลาทองคือช่วงเขานอนกลางวัน

พอมันจัดระบบตัวเองได้ จัดระบบชีวิตได้แล้วเราเอาตัวเองไปอยู่ในระบบชีวิตนั้นได้แล้วแล้วลูกก็เรียนรู้กับระบบเราก็สามารถปรับตัวเขามาได้ มันก็ทำให้การใช้ชีวิตมันไปได้

ปกติบ้านอาจารย์ต้องออกบ้านตลอดทุกเดือนต้องไปเที่ยวสักที่หนึ่งมาถึงตอนนี้ที่เราอยู่ในสภาวะล็อคดาวน์บ้านเราจะอยู่ได้หรือเปล่า เราไม่เคยอยู่กันนิ่งๆ เลย ช่วงแรกคิดว่าเราจะมีปัญหากับเรื่องนี้เหมือนกัน

ปรากฏว่าพอเราปรับ Routine การใช้ชีวิตของเราทั้งตัวเราเองแล้วก็ลูกด้วย บางช่วงเราคิดว่าลูกอยู่แต่ในบ้านเราควรต้องพาไปเปิดหูเปิดตา เช่น วันอาทิตย์เราก็จะไปนั่งรถเล่นไม่ต้องไปแวะไหน ไม่ต้องไปลงตรงไหน นั่งรถเล่น พาไปได้ 2 ครั้งๆ 3 เขาก็ไม่ไปแล้วเพราะเวลาที่ไปคือเวลาหลังจากที่เขาตื่นนอนกลางวันมันจะเป็นช่วงเวลาพักผ่อนของเขา เช่น ทานอาหารว่าง เล่น การที่ออกไปนั่งรถเล่นเขาไม่สนุก เราก็ฟังเขาหลังจากนั้นก็บอกถ้าหนูอยากออกเมื่อไหร่ให้บอก แต่ถ้าหนูไม่อยากออกก็ไม่เป็นไรเราก็อยู่บ้าน คือ 1.ให้เวลาเขา 2. ต้องสังเกตดูความต้องการเขาว่าต้องการความช่วยเหลืออะไรจากเราแล้วก็ให้ในสิ่งที่เขาต้องการความช่วยเหลือ

 

ติดตามฟังได้ที่รายการรักลูก The Expert Talk 

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

 

รักลูก The Expert Talk EP.22: อยากให้ลูกสูง ต้องรู้ก่อนเสริม

รักลูก The Expert Talk EP.22: อยากให้ลูกสูง ต้องรู้ก่อนเสริม

หนึ่งในปัญหาที่พ่อแม่กังวลเรื่องการเจริญเติบโตของลูก คือเรื่องของความสูง กลัวสูงไม่ถึงเกณฑ์ กังวลว่าจะสูงน้อยกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน และก็มองหาวิธีการทำให้ลูกสูงขึ้น ซึ่งบางครั้งวิธีการก็ไม่ได้ผล และอาจจะกระทบกับการเจริญเติบโตของลูก รักลูก The Expert Talk จึงเชิญ พญ.นลินี เชื้อวณิชชากร กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม โรงพยาบาล พญาไท 1 มาพูดคุยเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจพัฒนาการความสูงของเด็ก พร้อมวิธีการกระตุ้นให้ลูกสูงอย่างถูกต้อง

 

หนึ่งในปัญหาที่พ่อแม่มักกังวลกันมากโดยเฉพาะในเรื่องการเจริญเติบโตของลูกก็คือเรื่องของความสูง กังวลกันตั้งแต่เรื่องความสูงไม่ถึงเกณฑ์ สูงน้อยกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน เชื่อว่าพ่อแม่จะหาวิธีการต่างๆ ที่จะทำให้ลูกสูงขึ้น วันนี้เราเชิญ The Expert เพื่อมาพูดคุยกันเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่รู้เรื่องของการกระตุ้นความสูงได้อย่างถูกต้อง

เกณฑ์เฉลี่ยความสูงของเด็กแต่ละวัย

ในเด็กเล็กจะไม่เรียกว่าสูงเราจะเรียกว่ายาว ก็คือเด็กจะยาวประมาณ 50 เซนติเมตร ที่เป็นเกณฑ์เฉลี่ยหลังจากนั้นช่วง 1 ปีแรกเด็กจะยาวโดยประมาณ 75 เซนติเมตร หลังจากนั้นเราจะเริ่มเรียกเป็นความสูงหลัง 2 ขวบ อยู่ที่ประมาณ 87 เซนติเมตร คือเด็กจาก 1 ขวบ มา 2 ขวบ ความสูงของเด็กจะเพิ่มปีหนึ่งประมาณ 12 เซนติเมตร

แต่เด็กบางคนอาจจะสูงกว่านี้หรือเตี้ยกว่านี้หน่อย ก็ต้องไปดูที่ Growth Chart ที่เป็นตารางบอกเรื่องของการเติบโต แต่ถ้าเป็นเฉลี่ยเราก็จำตัวเลขนี้เอาไว้ สำหรับเด็ก 3 ขวบ เราก็จำไว้ที่ประมาณ 95 เซนติเมตร 4 ขวบ 1 เมตร (100 เซนติเมตร) และหลังจากนั้นก็จำไว้ว่าเด็กจะสูงขึ้นเฉลี่ยปีละ 5 เซนติเมตร จนกว่าเขาจะเข้าสู่วัยรุ่นซึ่งวันรุ่นของแต่ละคนก็อาจจะมาไม่เท่ากันบางคนเร็วหน่อยก็ประมาณ 9 ขวบ บางคนอาจจะ 12-13 ขวบ

แต่เมื่อไหร่ที่เขาเข้าสู่วัยรุ่นความสูงเขาจะสูงขึ้นเร็วถ้าเราจำตอนที่เรายังวัยรุ่นได้เด็กผู้หญิงก็จะสูงเร็วปีหนึ่งก็อาจจะ 10 เซนติเมตรได้เลย เด็กผู้ชายก็อาจจะขึ้นได้ 12-15 เซนติเมตรได้ อันนี้เป็นตัวเลขที่ให้คุณพ่อคุณแม่จำได้ง่ายๆ เลยเบื้องต้น

โดยส่วนตัวของลูกเราเองจะมีสมุดสุขภาพของลูกที่จะมีบันทึกการฉีดวัคซีน มีการบันทึกความสูงของเด็ก แนะนำให้คอยพล็อทกราฟไว้อย่างสม่ำเสมอ เพราะว่าความสูงที่คุณหมอบอกไว้แค่จำง่ายๆ แต่เด็กแต่ละคนเขามีความสูงเป็นของตัวเองและต้องพยายาม Keep Track ของตัวเองไม่ให้ตกจากกราฟจนดูแล้วผิดปกติเวลาไปหาคุณหมอ คุณหมอจะดูกราฟอันนี้ถ้ากราฟเบ้ไป หรือตกมาเร็วกว่า Percent time ที่ควรเป็นคุณหมอก็จะเริ่มสงสัยว่ามีอะไรหรือเปล่า

ความสูงสัมพันธ์กับพัฒนาการเด็ก

โดยปกติในเชิงการแพทย์ความสูงเราถือว่าสิ่งที่มีปัจจัยต่อความสูงของเด็กหลักๆ เลยพันธุกรรม 80% อีก 20% เป็นเรื่องของโภชนาการหรือเป็นเรื่องฮอร์โมน หรือเรื่องการขยับ เคลื่อนไหว หรือบางคนก็เป็นเรื่องของการเล่นกีฬาร่วมด้วย หรืออีกอันที่สำคัญเรียกว่าภาวะทางการแพทย์ เช่น เด็กบางคนอาจจะมีโรคอะไรบางอย่างที่ทำให้ความสูงมีการชะงักงัน หรืออาจจะไม่ใช่โรคแต่เขาขาดอาหารมากจนไม่ได้กระทบแค่น้ำหนักตัวแต่กระทบถึงความสูงด้วย

ส่วนใหญ่แล้วถ้าเวลาที่เราดูเด็กเราจะไม่ได้ดูแค่จุดเดียวเราจะดูต่อเนื่องเป็นการเฝ้าระวังต่อเนื่องเป็นระยะยาว เพราะฉะนั้นการที่เราได้มีโอกาสพบคุณหมอหรือพบสถานพยาบาลอย่างต่อเนื่องหรืออย่างน้อยช่วงนี้เราอาจจะต้องย้าย เช่น พ่อแม่อาจจะไม่อยากอยู่กรุงเทพอยากย้ายไปอยู่ที่คนไม่พลุกพล่านโรคไม่เยอะสิ่งที่จะช่วยให้โรคพยาบาลปลายทางทราบคือสมุดสีชมพูแล้วก็ต้องขยันพล็อทกราฟ ทุกครั้งที่ไปแนะนำให้ Plot Graph เอาไว้ เราก็ดูตามอายุตามนั้น แล้วความสูงเราก็ พล็อทไว้ ก็จะช่วยให้เราคอยเฝ้าระวัง ซึ่งทำได้ปีละครั้งไปจนถึงลูกเข้าสู่วัยรุ่นเขาจะโตจนถึงอายุ 18

โดยประมาณ 18 ปี แต่จะมีเรื่องของการมีประจำเดือนการที่เข้าสู่วัยรุ่นเร็วก็อาจจะทำให้เขาหยุดสูงได้เร็วเหมือนกัน หรือความเจ็บป่วยบางอย่างก็ทำให้หยุดสูงได้เร็วเพราะฉะนั้นเราจำเป็นต้องคอยติดตามดูว่าความสูงปีนี้เป็นอย่างไรโดยส่วนใหญ่เท่าที่คุณหมอเห็นพอลูกเข้าสู่โรงเรียนคุณครูเขาก็จะมีการชั่งน้ำหนักวัดส่วนสูงเราก็ใช้ตรงนั้นมา Plot Graph กับอีกเทคนิคหนึ่งที่คุณหมอมักจะแนะนำพ่อแม่ก็เห็นหลายบ้านทำก็คือที่กำแพงบ้านขีดเลยว่าส่วนสูงเท่าไหร่ วัดลูกในวันที่เท่าไหร่

โรคหรืออาการอะไรที่ส่งผลกระทบต่อความสูง

เขาเรียกว่าโรคที่เข้าสู่ภาวะวัยหนุ่มสาวเร็ว ก็คือลักษณะที่เด็กมีภาวะมีเตานมเร็วกว่าปกติบางคนก็อาจจะมาปรึกษากุมารแพทย์ต่อมไร้ท่อด้วยปัญหาลูกอายุเท่านี้เองเริ่มมีเต้า นมเริ่มตั้งเต้าแล้ว หรือภาวะเด็กประสบอุบัติเหตุกระทบกระเทือนกับขาหรืออะไรเหล่านี้เราก็ต้องระมัดระวังว่าจะกระทบต่อการเจริญเติบโตไหม

ที่คุณหมอเคยเจอเด็กคนหนึ่งที่เขามีการกระทบกระเทือนที่กระดูกต้นขามีการรักษาพยาบาล มีการดามเหล็ก โชคร้ายที่เขาไม่ได้อยู่กับคุณพ่อคุณแม่เลยทำให้เขาขาดช่วงเหล็กอยู่กับขาเขาตั้งนานแล้วไม่ได้เอาออก แล้วคุณหมอไปพบว่าเขามีภาวะขาสั้นยาวไม่เท่ากัน แบบนี้เราต้องคอยระวังถ้าลูกเกิดอุบัติเหตุมีความจำเป็นต้องผ่าตัด เราต้องปรึกษาคุณหมอว่าเหล็กดามเราต้องเอาออกไหม

หรือเวลาที่ลูกเขาวัยหนุ่มสาวเร็วก็ต้องรีบไปดู ไปหาสาเหตุด้วยว่าทำไมลูกถึงเป็นหนุ่มเป็นสาวเร็วเกินไป ฮอร์โมนเพศทำไมออกมาไว นอกจากหาสาเหตุแล้วเป้าหมายที่สำคัญคือความสูงของเด็ก เด็กที่เป็นวัยหนุ่มสาวเร็วมักจะพบว่าช่วงเล็กๆ เขาจะดูสูงกว่าเพื่อนแต่ตอนหลังกลายเป็นว่าความสูงเขาจะชะลอเร็ว ก็จะถูกเพื่อนแซงแล้วเขาก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ตัวเตี้ย

พ่อแม่สูง ลูกก็สูง

ความสูงของเด็กเวลาที่เราคำนวณโดยอ้างอิงความสูงของคุณพ่อคุณแม่ เพศมีปัจจัยถ้าเรามีลูกสาวเอาความสูงคุณพ่อบวกความสูงคุณแม่แล้วลบ 13 แล้วหาร 2 จะได้ความสูงแต่เราจะ บวก ลบ อีก 5 เซนติเมตร

เราลองเอาความสูงของสามีและภรรยามารวมกัน

ความสูง พ่อ+แม่ – 13/2 = เด็กหญิง บวก ลบ 5 เซนติเมตร

ความสูง พ่อ+แม่ +13/2 = เด็กชาย บวก ลบ 5 เซนติเมตร

เช่น ได้ลูกสาวคำนวณแล้วได้ 160 เซนติเมตร เพราะฉะนั้นเขามีโอกาสสูงได้ 155 – 165 เซนติเมตร หมอก็มักจะบอกเด็กๆ ว่าหนูก็มีทางเลือกพ่อแม่ให้มาประมาณนี้หนูอาจจะสูง 155 เซนติเมตร หรืออาจจะสูง 165 เซนติเมตรก็ได้แต่ขึ้นอยู่กับหนูพอสมควร แต่จริงๆ ในทางทฤษฎีเขาบอกว่าโภชนาการตั้งแต่ในท้องแม่สำคัญ เพราะมนุษย์เราสูงเร็วที่สุดตอนอยู่ในท้องแม่

โภชนาการเพิ่มความสูง

ก็ต้องบาลานซ์ จริงๆ แล้วเขาจะบอกว่าต้องเป็นบาลานซ์ไดเอท คำว่า บาลานซ์ ก็คือต้องรอบด้านและสมดุล บาลานซ์ไดเอทกินผักผลไม้ตามเหมาะสม แต่ถ้าเป็นอาหารที่เฉพาะเจาะจงกับการเจริญเติบโตเลยเราก็จะพูดถึงโปรตีนและแคลเซียมแต่ก็ต้องบาลานซ์ ไม่ใช่รู้ว่าแคลเซียมทำให้ลูกสูงเลยอัดแคลเซียมเม็ดฟู่ 10 เม็ดต่อวันก็ไม่ใช่ก็ต้องอย่างเหมาะสมด้วย

สำหรับบางบ้าน ก็มีความเป็นไปได้เพราะว่าถ้าเป็นลูกชายอย่างที่เราบอกว่าเราให้บวกเข้าไปได้อีกแล้วก็ภาวะโภชนาการ พยายามให้ลูกมีการนอนที่เพียงพอ เพื่อกระตุ้นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต และเรื่องของการออกกำลังกายที่ต้องมีการกระแทกข้อนิดๆ เช่น เล่นบาส หรือกระโดดหนังยาง กระโดดเชือก เพราะช่วงปลายกระดูกเป็นจุดที่สามารถยืดออก

ในช่วงของวัยเด็กกระดูกตรงนี้ยังไม่ปิดและจะถูกกระตุ้นให้เจริญเติบโตได้ต้องมีแรงกระแทกนิดๆ แต่ไม่กระแทกจนรุนแรง เพราะหากออกกำลังกายหนักเกินไปก็มีปัญหาเรื่องเตี้ยได้เหมือนกัน

ออกกำลังกายเพิ่มความสูง

ออกกำลังกายที่กระดูกมีการกระทบกันนิดๆ ช่วง 1-12 ปี สามารถทำได้ เช่น เล่นกระโดดหนังยาง เล่นสนาม ปีนป่าย ส่วน แทมโพลีน ถ้าในมิติด้านพัฒนาการเราจะรู้ว่าเด็กมีความตื่นตัว พบว่าเด็กบางคนมีความตื่นตัวสูงมาก พบว่าไปกระโดดแทมโพลีนวันละ 200 ครั้ง ซึ่งมันเร้ามากเกินไปหมอก็จะบอกว่าเยอะไปให้ทำอย่างอื่นบ้างเราไม่จำเป็นต้องเล่นแบบเดียว การเล่นมีหลายรูปแบบ

ความสูงเกี่ยวกับร่างกายหรือเฉพาะแค่ข้อต่อ

มันเกี่ยวข้องกับบริเวณที่เป็นกระดูกยาว กระดูกยาวก็คือ กระดูกท่อนขา ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับกระดูกสันหลัง แต่กระดูกสันหลังไม่ค่อยมีใครพูดถึง เน้นการออกกำลังกายที่เน้นกระดูกช่วงยาวให้มีการกระทบกันนิดหน่อยต้องไม่หักโหมมาก หักโหมมากจะกลายเป็นบาดเจ็บกลายเป็นว่ากระดูกที่จะต้องยืดออกก็ไม่ยืด

นม แคลเซียม ฮอร์โมน กระตุ้นความสูงได้

นมเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง แคลเซียมสูง สามารถใช้ได้ ใช้คำง่ายๆ เนื้อ นม ไข่ เวลาที่เราแนะนำพ่อแม่กินเนื้อ นม ไข่ ควบคู่กับการนอนให้พอและการออกกำลังกาย อาหารก็ต้องบาลานส์สมดุล ถ้ากินมากเกินไปก็อาจเป็นปัญหาได้ เช่น เด็กอ้วนเพราะนม เพราะในนมเองมีโปรตีน มีแคลเซียมแต่ก็มีไขมัน

วิตามินเร่งความสูง มันสูงได้จริงไหม มีผลกระทบอย่างไรบ้าง

หมอไม่แน่ใจว่าวิตามินที่ใช้เพิ่มความสูงหมายถึงวิตามินตัวไหน แต่หมอมักได้ยินพ่อแม่มาถามก็จะแนะนำแคลเซียมให้ทานพอสมควรเอาจากอาหารก็ได้ แต่ถ้าเป็นฮอร์โมนที่มีคนพูดถึงในทางการแพทย์เขามีการใช้ในรายที่จำเป็นต้องใช้

วิตามินบางอย่างกินมากไปก็ไม่ดี ในเชิงโภชนาการ การกินเยอะไม่ใช่ร่างกายจะนำไปใช้ได้เยอะ ร่างกายจะดูดซึมสารอาหารไปใช้ได้ตามความเหมาะสม บางอย่างกินมากเกินไปก็อาจจะกระทบ เช่น บางคนเสริมแคลเซียม บางคนอัดโปรตีน กินโปรตีนเยอะบางทีอาจจะมีผลต่อการขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะก็ต้องมาเสริมแคลเซียม เพราะฉะนั้นเวลากินเราเลยต้องบาลานซ์ไดเอท โดยที่เราจะดูว่าบาลานซ์ได้อย่างไรให้ไปดูธงโภชนาการของกระทรวงสาธารณสุขแล้วเราก็ดูว่าลูกควรจะกินแบบไหน

ดูแลเด็กที่มีปัญหาเรื่องความสูงไม่ได้ตามเกณฑ์

เราต้องทราบก่อนว่าฮอร์โมนที่มีผลกับความสูงของเด็กมี 3 ชนิด

1.Growth Hormone

ฮอร์โมนการเจริญเติบโต เด็กจะมาด้วยตัวเตี้ยสมส่วน หน้าตาน่ารักเหมือนตุ๊กตา อันนั้นขาด Growth Hormone ที่เป็นโรค ไทรอยด์ฮอร์โมน จะมีผลต่อการเรียนรู้เรื่องสติปัญญา ในเมื่อก่อนจะใช้คำว่าเด็กเอ๋อ ในยุคก่อนเรายังไม่มีการรณรงค์ให้ตรวจไทรอยด์ฮอร์โมนตั้งแต่แรกเกิด หรือแม้แต่ยุคก่อนที่เราจะมีการเสริมไอโอดีนในอาหารทั่วประเทศ เราเคยมีเด็กที่ขาดไทรอยด์ฮอร์โมน แล้วก็มีเด็กที่น้องจากเตี้ยแล้วก็ยังมีปัญหาเรื่อง สมองทึบด้วย ในปัจจุบันน่าจะน้อยลงมาก

2.ฮอร์โมนเพศ

เอสโตรเจน คือ ฮอร์โมนเพศหญิง เทสโทสเตอร์โรน คือ เพศชาย เด็กที่มาด้วยเป็นหนุ่มเป็นสาวเร็วกระตุ้นให้สูงเร็วแต่ก็กระตุ้นให้ปลายกระดูกปิดเร็ว อย่างที่หมอบอกไปตอนต้นถ้าเขามาด้วยเป็นหนุ่มเป็นสาวเร็วเราต้องหาสาเหตุเพื่อหาสาเหตุและป้องกันไม่ให้เขาเป็นผู้ใหญ่ตัวเตี้ย

ปัจจัยที่ทำให้เด็กไม่สูงตามเกณฑ์

ต้องออกตัวก่อนว่าหมอไม่ใช่หมอต่อมไร้ท่อก็อาจจะเจอเด็กที่ตัวเตี้ยเยอะหน่อย แต่หมอเป็นมิติของหมอพัฒนาการ งานของหมอมี 2 มิติ หมอก็จะทำทั้งในมิติ Practice ในโรงพยาบาล แต่หมอก็มีมิติที่ลงไปดูเคสที่สืบเนื่องมาจากเคสเมื่อ 2-3 ปีก่อนที่มีเด็กเสียชีวิตจากด้วยโรคหัดเยอะมากใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แล้วเราพบว่าเด็กที่นั่นไม่ได้ฉีดวัคซีนด้วยความเชื่อต่างๆ รวมถึงมีภาวะทุพโภชนาการ ใน Practice ส่วนตัวที่โรงพยาบาลพญาไท ด้วยเคสคนไข้มักอยู่ในกลุ่มเศรษฐานะดีพ่อแม่มีความรู้ เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่เคสที่เจอแล้วตัวเตี้ยมีไม่ค่อยเยอะ มีบ้าง หมอพยายามให้เขาออกกำลังกายเพิ่มเสริมฮอร์โมนแต่ดูแล้วอาจจะเป็นพันธุกรรมเพราะคุณแม่ตัวไม่สูงมาก

แต่ถ้าเป็นเคสที่คุณหมออยู่ในพื้นที่พบว่าภาวะทุพโภชนาการเป็นสาเหตุที่แรกที่ทำให้เด็กน้ำหนักน้อยและตัวเตี้ยด้วย เรื่องของการเข้าถึงของอาหารไม่ได้เป็นปัญหามากถึงแม้ว่าจะเป็น 3 จังหวัดชายแดนแต่ความเข้าใจเรื่องของการกินอาหารจะมีปัญหาเราต้องปรับวิธีการใช้ชีวิตในระดับหนึ่งคือเราพยายามไม่รบกวนวิถีชีวิตของเขามากแต่ก็ต้องปรับบางอย่าง

สรุปจากที่คุณหมอพูดเรื่องของความสูงมากจากพันธุกรรมและปัจจัยอื่นๆ ไม่ว่าจะโภชนาการ เป็นฮอร์โมน การออกกำลังกาย ทุกอย่างกลับไปที่บาลานซ์ กินก็ต้องบาลานซ์ ออกกำลังกายก็ต้องบาลานซ์ บาลานซ์กับมอนิเตอร์ความสูงและน้ำหนักของลูกให้สมดุลกัน

การนอนช่วยทำให้สูง

อย่างน้อยเด็กในช่วงวัยรุ่นก็ควรสัก 8 ชั่วโมง และนอนก่อน 4 ทุ่ม เพื่อให้เขาได้หลับยาวเพื่อให้มีช่วงของการหลับลึก การหลับลึกจะทำให้ Growth Hormone หลั่งออกมา ถ้าเขาหลับไม่ลึกอาจจะด้วยอะไรก็ตาม เช่น ก่อนนอนอาจจะเล่นเหนื่อยมากเกินไป หรือเล่นหน้าจอมากเกินไป ตอนนี้ที่คุณหมอห่วงเด็กที่เรียนออนไลน์ก็คือเรื่องนี้การดูหน้าจอก็อาจจะกระทบเรื่องของการนอนอาจทำให้เด็กหลับไม่ลึก หลับไม่สนิทก็อาจจะส่งผลได้ในอนาคต

ถ้าคุณพ่อคุณแม่กังวลเรื่องความสูงลูก คุณหมออยากจะเน้นย้ำคือ

1.เด็กจำเป็นต้องมีการเล่น

หมอพบว่าเด็กขาดการเล่นค่อนข้างเยอะ ควรเล่นเยอะขนาดไหน วันละ 3 ชั่วโมงต่อวัน ในยุคนี้เด็กเรียนหนักเกินไปหรือเปล่า ที่เรียนหนักก็ควรเรียนแล้วได้ประโยชน์ เช่น ในวัย 10 ขวบ เขาควรต้องได้เล่นและเรียนรู้

2.การนอน

โดยเฉพาะบางที่เด็กขาดการนอนกลางวัน ไม่ใช่แค่กลางคืนอย่างเดียวเด็กบางคนขาดการนอนกลางวัน นอนกลางวันก็สำคัญ และดูหน้าจอเยอะ เป็นไปได้พยายามให้ลูกอยู่ในที่มืดบ้าง

เพราะการที่อยู่หน้าจอเพราะเด็กต้องเรียนออนไลน์ มันจะไปกระตุ้นทำให้เมลาโทนินที่อยู่ในสมองเราหลั่งน้อยลงก็จะกระทบการนอนของเด็กได้อีก เป็นเรื่องที่ห่วงอยู่แต่หมอก็ไม่แน่ใจว่าจะมีการทำวิจัยหรือตามดูการเจริญเติบโตของเด็กอนาคตหรือเปล่าแต่คิดว่ามีอาจจะเห็นอะไรบางอย่างออกมาว่าเด็กที่อยู่หน้าจอตัวเตี้ยลงหรือเปล่า

 

ติดตามฟังได้ที่รายการรักลูก The Expert Talk 

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

 

Jos valitset https://www.porno-videot.com/, valitse sitten paras.

รักลูก The Expert Talk EP.23: นั่ง ๆ นอน ๆ จนเป็นเรื่อง! ต้นตอพัฒนาการถดถอย

รักลูก The Expert Talk EP.23: นั่ง ๆ นอน ๆ จนเป็นเรื่อง! ต้นตอพัฒนาการถดถอย

“พฤติกรรมเนือยนิ่ง” นั่งๆ นอนๆ อยู่นิ่งๆ ไม่ออกกำลังกาย ไม่ค่อยได้เล่น เคลื่อนไหวร่างกายน้อย ปรากฎการณ์ที่เห็นได้คือ เด็กอ้วนขึ้น ซึม ง่วงเหงาหาวนอน แต่ที่ส่งผลกระทบมากกว่าที่ตาเห็นคือ หากเด็กอยู่ในภาวะเนือยนิ่งนานๆ รู้ไหมว่าส่งผลต่ออารมณ์และจิตใจ ทำให้เด็กเกิดความเครียดได้ง่าย

ฟังผลกระทบ พฤติกรรมเนือยนิ่ง นั่งๆ นอนๆ ส่งผลเสียกับลูกมากกว่าที่คิด โดย The Expert พญ.นลินี เชื้อวณิชชากร กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม โรงพยาบาล พญาไท 1

กระทบพัฒนาการด้านใดบ้าง

ก่อนหน้านี้เราคุยกันเรื่องความสูงว่ามีผลกระทบต่อพัฒนาการอย่างไร พ่อแม่จะทำอย่างไรให้ลูกสูงขึ้นได้อย่างถูกต้อง วันนี้อย่างที่บอกค่ะเจ้าตัวเล็กนั่งเรียนออนไลน์อยู่ที่บ้านบางคนเรียนตั้งแต่ 9.00-11.30 น. บ่ายสามเรียนต่อเรียนกันทั้งวัน กลายเป็นว่าบางบ้านไม่ได้ออกกำลังกายเพราะออกไปไหนไม่ได้ พฤติกรรมเหล่านี้ถ้าเรายังปล่อยให้ลูกเป็นแบบนี้ส่งผลต่อพัฒนาการระยะยาวของลูกบ้าง

ก็ต้องดูเรื่องพัฒนาการด้านการเจริญเติบโต ด้านร่างกายและ การเคลื่อนไหว ด้านการเรียนรู้สติปัญญา สังคม อารมณ์ เพราะเด็กที่เขานั่งๆ นอนๆ ส่วนใหญ่ที่เจอก็จะนั่งไปกินไปอาจจะกินอย่างเดียวไม่ได้เผาพลาญไม่ได้ออกแรงไม่ได้ใช้แรงก็อาจจะเจอเด็กที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวเยอะ อาจจะเจอเด็กที่ควรจะสูงแต่สูงไม่ได้เท่าที่ควรด้วยการที่ขาดการออกกำลังกายอย่างที่เราบอกไปใน EP ที่แล้ว

สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือพัฒนาการเรื่องการเคลื่อนไหว การที่เด็กได้มีการเคลื่อนไหว เวลาที่เด็กเล่นได้เคลื่อนไหวได้ใช้ร่างกายสิ่งหนึ่งที่เราจะได้รับคือการที่เด็กได้ระบายพลังงาน ได้ฝึกเรื่องของความตื่นตัว เด็กหลายๆ คนที่มาปรึกษาคุณหมอเรื่องซน สมาธิสั้นอยู่ไม่นิ่งหลายๆ ครั้งหมอให้ฝึกออกกำลัง ออกแรง

ก่อนที่จะทำงานที่มีสมาธิ เด็กบางคนพอเขาอยู่นิ่งๆ มากเกินไปดีไม่ดีก็อาจจะอยู่ไม่นิ่งอยู่ไม่สุขหรือสมาธิในการเรียนรู้ถูกกระทบไหมอันนี้เป็นคำถามที่หมอสงสัยแล้วก็ได้ยินจากเด็กว่าตอนที่หนูอยู่หน้าจอแต่ว่าตามองไปทางอื่น หรือไปแชทคุยกับเพื่อน เพราะฉะนั้นเด็กที่นั่งๆ นอนๆ อย่างเดียวเขาก็อาจจะมีประเด็นเรื่องของความตื่นตัว ความพร้อมที่จะเรียนรู้ถ้าเป็นเด็กเล็ก

เราพบว่าสมองของเด็กเวลาที่เรียนรู้เวลาที่เราจะอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ มันจะต้องมีการเชื่อมโยงกันของสมอง 2 ส่วน เพราะฉะนั้นการออกกำลังกาย การใช้ร่างกาย การได้เคลื่อนไหว การได้เล่น การใช้ร่างกาย 2 ซีกประสานกัน ก็จะช่วยให้การเรียนของเขาประสานกันได้ดีขึ้น

เด็กที่ขาดการเคลื่อนไหวเด็กที่นั่งๆ นอนๆ จริงๆ เราเจอมาก่อนโควิดคือเด็กจะนั่งๆ นอนๆ เล่นเกมกับดูทีวี เราก็พยายามจะบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าเป็นไปได้ควรจะฝึกสมอง 2 ซีกให้ลูก

กิจกรรมหลายๆ อย่าง เทคนิคหลายๆ อย่างที่นักวิชาชีพฝึกให้เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนก็คือการเคลื่อนไหวร่างกาย การฝึกร่างกายเพื่อฝึกสมอง 2 ซีก หมอยังเป็นห่วงอยู่ว่าเด็กยุคนี้การเชื่อมโยงข้อมูลในสมองเขาจะมีประโยชน์ไหม

นอกจากนี้การที่เด็กได้เคลื่อนที่เคลื่อนไหวมันเป็นการระบายพลังงาน การระบายความคับข้องใจ อึดอัดใจ หมอจะได้ยินเด็กบางคนก็บอกว่าเบื่อ บางคนก็บอกว่าไม่ไหวแล้ว บางคนก็มาหาด้วยปัญหาพฤติกรรม เพราะเขาไม่มีโอกาสได้เคลื่อนไหว ได้ปลดปล่อยความคับข้องใจซึ่งมีอยู่เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ทุกคน

โรคเรื้อรังกระทบพัฒนาการ

สมาธิสั้น

หมอเจอเด็กบางคนมาปรึกษาด้วยอาการซนสมาธิสั้นอยู่ไม่นิ่ง ครูบอกเดินไปเดินมาในห้องเรียน อันนี้หมอพูดในเคสที่พบเกิดก่อนโควิด เด็กบางคนพอหมอประเมินแล้วหมอขอแก้ไขร่างกาย เพราะว่าลักษณะเหมือนออฟฟิศซินโดรมเลย เช่น หมอยกตัวอย่างเคสที่เดินไปเดินมาในห้องเรียน

ปรากฏว่าเวลามาประเมินกับหมอบางทีเขาก็ยืนบางทีก็นั่งกับเก้าอี้ บางทีก็นั่งกับพื้น หมอก็จะเห็นอิริยาบถของเขาอย่างเคสที่คุณหมอแนะนำคุณพ่อคุณแม่ไปหมอก็จะบอกคุณพ่อเคยสังเกตไหมว่าลูกไม่เคยยืนลงน้ำหนักที่เท้าทั้ง 2 ข้างในเวลาเดียวกัน หมอก็เลยให้เด็กยืนแล้วเด็กยืนไม่ได้ต้องยืนสลับขาซึ่งหมอสงสัยว่าอาจจะเป็นการตึงของกล้ามเนื้อบางส่วนที่อาจจะใช้อิริยาบถที่ผิดๆ ก็ต้องไปแก้ไขร่างกายไปฝึกหมอแนะนำท่าโยคะ ไปนวด

หรือเด็กบางคนมาหาหมอเพราะนั่งไม่ได้พอหมดตรวจร่างกายไม่มีก้น ไม่มีกล้ามเนื้อก้นแล้วนั่งผิดท่ามาตลอดเขาจะนั่งเลื้อย ปรากฏว่ากล้ามเนื้อก้นลีบไปหมดแทบไม่มีกล้ามเนื้อก้นกลายเป็นว่านั่งผิดตั้งแต่เล็กๆ

หมอบอกคุณพ่อคุณแม่ว่าลูกอาจจะซนแต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขเขาจะได้ไม่ยุกยิก ถ้าผู้ใหญ่เรียกว่าออฟฟิศซินโดรม แต่เป็นเด็กหมอเรียกตามสถานการณ์คนที่ก้นหายแต่ในที่สุดก็มาได้พอเราแก้ กล้ามเนื้อก้นก็ฟูขึ้น

พัฒนาการด้านร่างกาย

นอกจากพัฒนาการทางด้านร่างกายที่คุณหมอให้แนวทางคือร่างกายหายไปก็ต้องฟื้นฟูร่างกายขึ้นมา เช่นการใช้โยคะ การออกกำลังกาย จะช่วยได้ แล้วในส่วนของจิตใจหรือความเครียด เราเทียบว่าเคียงเด็กเป็นออฟฟิศซินโดรมเหมือนผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ที่อยู่หน้าจอนานๆ มีเบิร์นเอ้าท์ เด็กมีภาวะแบบนี้ไหมที่เขาเนือยนิ่งไม่มีกะจิตกะใจอยากจะทำอะไร เขามีภาวะแบบนี้ไหมแล้วพ่อแม่จะรับมืออย่างไร

ที่คุณหมอเจอหลักสูตรเรียนออนไลน์ของประเทศไทยก็แตกต่างกัน หมอเจอทั้งแบบ การบ้านเยอะกว่าไม่เรียนออนไลน์ บางโรงเรียนก็ไม่มีการบ้าน ถ้าถามเด็กมีความเครียดไหม จริงๆ แล้วมนุษย์เป็นสัตว์สังคมและมนุษย์ในช่วงวัย 6 ขวบขึ้นไปโดยประมาณเป็นเรื่องที่เด็กๆ เขาต้องมีโอกาสคล้ายๆ กับเจอประสบการณ์ตรง เช่น เราเรียนเรื่องต้นถั่วเด็กก็ควรจะเรียนจากต้นถั่วจากเมล็ดถั่วปลูกขึ้นมาไม่ใช่เรียนจากจอคอมพิวเตอร์แล้วเห็นถั่วงอก

ด้วยความเป็นเด็กเขาต้องเจอของจริงได้ลงมือปฏิบัติจริงได้เห็นภาพที่แท้จริง คาบการเรียนออนไลน์หมอไม่ใจว่าบางโรงเรียนเขาอาจจะจัดไหม คือสมมติเป็นชั่วโมงวิทยาศาสตร์ถ้าไปโรงเรียนครูอาจจะให้ทำให้ทดลองแต่อยู่ที่บ้านจะได้ทดลองไหม เด็กจะขาด

เรื่องพวกนี้ที่หมอเป็นห่วงหมอพยายามบอกพ่อแม่ว่าอยู่ที่บ้านมีเวลาอย่าไปโฟกัสแต่เรื่องเรียนออนไลน์ลองคิดกิจกรรมสนุกๆ ได้ผ่อนคลายได้ให้ลูกได้มีโอกาสเจอของจริงเพื่อที่เขาจะได้ไม่ขาดตกบกพร่องงานพัฒนาการของเขาให้เขามีโอกาสลงมือทำลงมือปฏิบัติมากกว่าการเรียนออนไลน์

เครียดสะสมหรือเครียดระยะยาวกระทบกับฮอร์โมน

แน่นอน มนุษย์เราจะมีฮอร์โมนความเครียด ซึ่งจริงๆ แล้วเราควรจะมีฮอร์โมนความเครียดบ้าง มีบ้างนิดๆ ให้ชีวิตมีอะไรท้าทายเพื่อที่จะสร้างเป้าหมาย แต่ถ้าความเครียดนั้นรุนแรงเกินไปเราก็พบว่าฮอร์โมนความความเครียดหลั่งมากเกินไปมีผลต่อการงอกของเซลประสาท

แต่พอเด็กค่อนข้างโตเซลล์ประสาทไม่แบ่งตัวแล้วแต่จะเป็นเรื่องของการเชื่อมโยงเครือข่ายสายใยประสาทอาจจะมีประเด็นปัญหาเรื่องพวกนี้ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้หาโอกาสหากิจกรรมที่เด็กจะได้มีโอกาสคลายเครียดอาจจะถามจากเขาว่าอะไรที่ทำให้เขาผ่อนคลายอาจจะเน้นจากธรรมชาติเพราะหน้าจะก็ไม่ธรรมชาติอยู่แล้ว ช่วงนี้ฝนตกไปสัมผัสฝน ไปดมกลิ่นดินบ้าง ได้สัมผัสใบไม้ใบหญ้าทั้งหมดนี้มันช่วยผ่อนคลาย

คุณพ่อคุณแม่สังเกตลูกเมื่อเริ่มเครียด

สังเกตเรื่องการกินการนอนและพัฒนาการเขา ถ้าดูว่าลูกกินน้อยไปกินมากไป นอนน้อยไปนอนมากไป อะไรมากไปน้อยไปต้องเริ่มสังเกตแล้ว หรือแม้แต่เรื่องของพัฒนาการเด็กบางคนกลายเป็นพัฒนาการดูถดถอยเคยทำได้กลายเป็นทำไมได้ เราอย่าเพิ่งรีบไปดุลูกว่าทำไมทำไม่ได้ อาจจะค่อยดูว่าลูกกำลังสื่อสัญญาณอะไรหรือเปล่าว่าตอนนี้หนูจะไม่ไหวแล้วนะ

พ่อแม่แบบนี้ทำให้ลูกเครียดสะสม

ที่หมอเจอเยอะคือเด็กที่รับมือกับความเครียดไม่เป็น แต่เหตุผลที่เขารับมือกับความเครียด หมอใช้คำว่า ความทุกข์ คือจัดการกับมันไม่ได้ ปัจจัยเด็กยุคนี้ที่หมอเจอแล้วเขารับมือกับความทุกข์ไม่ไหวเป็นเพราะอะไร

1.พ่อแม่ไม่เข้าใจเรื่องของการเป็นโค้ชทางอารมณ์ให้ลูก

คือ พ่อแม่หลายคนไม่อยากเห็นลูกเสียใจ ไม่อยากเห็นลูกผิดหวัง เวลาที่ลูกแสดงแบบนั้นหรือแสดงอารมณ์โกรธอะไรก็ตามก็มักจะใช้คำว่า หนูอย่าเสียใจซิ แค่นี้ไม่เห็นต้องโกรธเลย ไม่เห็นต้องผิดหวังเลยไม่ได้ก็ไปซื้อเอา ความทุกข์เล็กที่เขาฝึกเจอตั้งแต่เด็กมันจะเป็นภูมิคุ้มกัน พ่อแม่ต้องยอมกับก่อนว่ามนุษย์มีความทุกข์ได้ มีอารมณ์เชิงลบได้ 17.20

2.ไม่รับฟังความรู้สึกของลูก

แสดงให้ลูกรู้สึกว่าอันนี้เป็นเรื่องปกติ ถ้าพ่อแม่ยอมรับลูกก็จะยอมรับความรู้สึกนี้ และเราค่อยๆ ปรับให้เขาแสดงออกอย่างเหมาะสมกับความรู้สึกนั้น เช่น เขารู้สึกโกรธหมอก็บอกเขาว่าโกรธได้เป็นเรื่องปกติเด็กๆ ใครมาทำแบบนี้กับคุณหมอ คุณหมอก็โกรธ เด็กก็จะทำหน้าว่าโกรธได้หรอ คุณหมอก็จะบอกว่าโกรธได้สิแต่ไม่มีสิทธิ์ไปทำร้ายใคร หรือโกรธได้แต่ทำร้ายตัวเองไม่ได้ มีอะไรที่อยากให้ผู้ใหญ่ช่วยบอกซิ

อันนี้คือการรับฟังไม่ได้ตามใจเขาแค่ให้เขาได้พูด ถ้าเรื่องที่เขาพูดเราไม่สามารถทำได้เราก็ปฏิเสธลูกได้ แม่รู้ว่าลูกโกรธเพื่อนมากจนอยากจะเอามีดไปฟัน อันนี้เรารับฟังแต่เราไม่ได้ให้เขาทำแล้วหมอก็จะก็บอกเขาว่าอันนี้แม่คงปล่อยให้ลูกทำไม่ได้หรอกมันมีวิธีอื่นไหมที่จะทำให้หนูรู้สึกดีขึ้น

คือถ้าพ่อแม่ฝึกฝนลูกในเรื่องนี้ความเครียดของยุคนี้ที่เด็กๆ รับมือกันได้ไม่ดีลูกจะค่อยรับมือได้ดีขึ้น โดยฝึกจากคนที่เขารู้สึกว่าไม่ว่าเขาจะเป็นเด็กดีหรือว่าตัวร้ายกำลังออกผู้ใหญ่คนนี้ก็ยอมรับ แต่ไม่ได้ยอมรับพฤติกรรม ยอมรับที่เราจะโกรธเราจะเด็กร้าย

หมอเจอปัญหานี้เยอะมากตั้งแต่เด็กโตไปถึงวัยรุ่นตอนปลาย ผู้ใหญ่ตอนต้นไปถึงผู้ใหญ่ตอนกลางก็จะพบว่าทุกข์แต่ไม่รู้จะรับมือกับความทุกข์อย่างไร บางคนซึมเศร้าบางคนก็เครียด บางคนรับมือกับชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้

สอนรับมือกับอารมณ์

เรามีสิทธิ์เครียดแต่ไม่จำเป็นต้องเป็นโรคเครียด ความเครียดใครๆ ก็มีหมอก็เคยมีทุกวันนี้ก็อาจจะมีอยู่ เด็กเล็กๆ ก็เครียดได้ เด็กเบบี๋แค่เขาส่งเสียงเรียกแล้วแม่ทำหน้าบึ้งตึงไม่ยิ้มกับเขาๆ ก็เครียดแล้ว เบบี๋วัยแรกเกิดจนถึงหนึ่งปีครึ่ง เป็นที่เขาต้องสร้างความรักใคร่ผูกพันที่มั่นคงปลอดภัยกับผู้เลี้ยงดูเพราะฉะนั้นการเลี้ยงดู มีร้องบ้างแต่ต้องไม่ปล่อยจนหยุดร้องด้วยตัวเองอันนั้นจะเครียดไปต้องตอบสนองเขาทันที

ช่วงวัย 1-3 ปี วัย Terrible กรี๊ดๆ คือเขาเครียดหรือยังค่ะ ไม่เครียด ถ้าในมิติของพัฒนาการทางสมอง 1 ขวบ เด็กจะเริ่มรับรู้ว่าฉันเกิดความรู้สึกแต่เด็กไม่รู้ว่าอันนี้เรียกว่าอะไรรู้แค่ว่าตัวมันร้อนหน้ามันแดงหัวใจเต้นเร็วแล้วก็อยากจะกรี๊ดๆ ซึ่งเวลาเจอแบบนี้หมอก็มักจะบอกเด็กว่าหนูโกรธเหรอ หนูหงุดหงิด บางคนเขาเป็นเพราะคับข้องใจ เขาอยากทำอย่างนี้แต่เขาทำได้ไม่เหมือนผู้ใหญ่

ในช่วง 1-3 ปีสมองส่วนอารมณ์กำลังพัฒนา เด็กเริ่มทำอะไรด้วยตัวเองได้มากขึ้น ถ้าเขาสามารถได้ทำอะไรด้วยตัวเองได้เราพยายามส่งเสริมให้เขาได้ทำ แต่ถ้าเขาทำไม่ได้เขาอาจจะเกิดความคับข้องใจ เช่น อยากได้อันนี้แต่แม่ไม่ให้แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องให้เพราะบางอย่างให้ไม่ได้จริงๆ ถ้าเขาจะร้องก็จำเป็น เราไม่เรียกว่าความเครียดแต่เขากำลังฝึกรับมือกำกับความรู้สึกขับข้องใจโดยมีเราเข้าใจเขา ไม่ดุซ้ำ หรือตัดใจซ้ำ

วัย 3-6 ปี เช่นเดียวกัน ถ้าใครมีลูก 3-4 ขวบ เรียกว่าพ่อแม่ต้องแกร่งเพราะว่าลูกเราช่วง 3-4 ขวบกำลังพยายามเปลี่ยนสถานะจากลูกของเรามากลายเป็นเจ้านายเราพยายามควบคุมพ่อควบคุมแม่ซึ่งหมอจะบอกพ่อแม่ว่ามันเป็นพัฒนาการตามวัยแต่ไม่ได้แปลว่าเราต้องให้เขาทำ ก็คือให้เขาทำก็ได้แต่เราไม่ได้ตามใจเขา

ยกตัวอย่าง เด็กบางคนพ่อพามาบอกว่านอนไม่ได้ทั้งคืน อุ้มลูกแล้วก็ชี้ขึ้นบนบันไดพ่ออุ้มขึ้นชั้นสอง ถึงชั้นสองลูกชี้ลงข้างล่างไม่ได้ชี้ธรรมดาชี้ไปร้องไปพ่อเลยเดินทั้งคืน หมอบอกว่าจริงๆ พ่อต้องหยุดลูกแค่ลองเฉยๆ ว่าฉันทำอย่างนี้ได้ไหม ฉันกับพ่อใครคือ authority

เราพบว่าเด็กหลายคนที่พ่อแม่ไม่เข้าใจประเด็นนี้แล้วไปตามใจลูกกลายเป็นเด็กยิ่งร้องยิ่งสับสนในตัวเอง เพราะเขาไม่ได้ต้องการให้พ่อแม่ตามใจเขาขนาดนั้นเขาต้องการให้พ่อแม่ Set boundary ที่เหมาะสมให้เขา

วัย 6-9 ปี ในมุมมองที่หมอมองบางทีก็ปล่อยผ่านในเรื่องวิชาการ หมอเข้าใจว่าพ่อแม่ซีเรียสเรื่องนี้แต่หมอก็พบหลายคนที่ต้องมาหาหมอตอนโตด้วยปัญหาทางอารมณ์ทางจิตใจ อยากให้พ่อแม่ปล่อยผ่านบ้างอย่าเอาจริงเอาจัง

แต่ก็เข้าใจคุณพ่อคุณแม่เช่นเดียวกันบางทีหลักสูตรก็ค่อนข้างเกินตัวเด็ก เราเรียนกันเยอะเกินไปหรือเปล่าหมายถึงว่าบางเรื่องมันก็ไม่จำเป็น บางเรื่องจำเป็นแต่อาจไม่ได้ถูกฝึก เช่น จากที่หมอเห็นลูกเพื่อน เห็นเด็กๆ เห็นทั้งเด็กที่เรียนเร่งๆ จนสามารถสอบได้ทุนไปเรียนต่างประเทศแต่ไม่สามารถรับมือกับความเครียดได้ แบกรับความคาดหวังจากพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก ต้องผ่อนคลายบ้าง

หมอว่าเด็กอาจจะผู้ใหญ่ด้วยขาดเรื่องการคิด หมอเคยอ่านบทความที่บอกว่า “จะให้ลูกคิดเป็น หรือจำเก่ง” ถ้าคิดเป็นไม่ต้องจำก็ได้พอเขาคิดปุ๊บว่าเจอปัญหานี้เขาจะไปค้นได้ที่ไหน

ครอบครัวสร้างพลังในการเรียนรู้

จริงสภาพความเป็นอยู่ก่อนเราจะมา WFH ทุกคนมีพื้นที่ส่วนตัว มีเวลาส่วนตัว ถึงแม้เวลานี้จะเป็นเวลาทำงานของแม่แต่แม่ก็อยู่ออฟฟิศแม่ในพื้นที่ส่วนตัวของแม่ ตอนนี้ความเครียดที่มันเกิดคือพื้นที่ส่วนตัวของเราหายเราจำเป็นต้องเอา Space ของเรามาอยู่ที่บ้าน

ลูกจำเป็นต้องเอา Space ของเขามาอยู่ที่บ้าน ทุกคนมาอยู่ด้วยกันหมด เพื่อให้ผ่อนคลายบ้างเราจำเป็นต้องหาเวลาเพื่ออยู่ตามลำพัง ต้องจัดตารางที่เด็กๆ รู้ว่าเวลานี้รบกวนแม่ได้ ตอนนี้แม่ขอเวลา ตอนนี้หนูมีเวลาส่วนตัว ถ้ามีลูกคนเดียวให้นึกถึงวงกลม 3 วง มันจะสวยถ้ามีช่วงที่เชื่อมโยงกันแต่ก็มีช่วงที่ไม่มาทับซ้อนกันแต่วงกลม 3 วงมันจะไม่สวยถ้ามาทับซ้อนกันหมดเพราะมันจะกลายเป็นวงกลมวงเดียว

หมอว่า WFH ข้อดีก็คือลองหากิจกรรมที่ในอดีตเราเลี้ยงลูกอยู่บ้านลองหากิจกรรมร่วมกัน ทำอาหาร ปลูกต้นไม้ เลี้ยงหนอนไหม

 

ติดตามฟังได้ที่รายการรักลูก The Expert Talk 

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

 

รักลูก The Expert Talk EP.24: จอเรียน จอเล่น ไม่มีพัก วิกฤตตาเสื่อมช่วงเรียนออนไลน์

djembed

รักลูก The Expert Talk EP.24: จอเรียน จอเล่น ไม่มีพัก วิกฤตตาเสื่อมช่วงเรียนออนไลน์

ช่วงเวลาที่เด็กต้องเรียนออนไลน์เกือบทั้งวัน และผ่อนคลายความเครียดด้วยการเล่นเกม!! ส่งกระทบต่อสายตาลูกระยะยาวแน่นอน พ่อแม่จะรับมืออย่างไร ฟังคำแนะนำจากจักษุแพทย์เด็ก นพ.จรินทร์ ศักดิ์ธนะเศรษฐ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาโรคตาเด็กตาเหล่ มะเร็งลูกตา โรงพยาบาล BNH

 

เพราะช่วงนี้เด็กยังเรียนออนไลน์ วันนี้เราคุยกันเรื่องการใช้สายตาที่เด็กต้องจ้องจอตลอดทั้งวันยังไม่นับเวลารวมที่ลูกเล่นเกมหรือดูทีวีมันส่งผลกระทบอย่างไรต่อสายตาลูกบ้าง

อันตรายจากการใช้จอของเด็ก

ในฐานะของจักษุแพทย์ต้องบอกก่อนว่าจริงๆ แล้วแสงจากจอคอมพิวเตอร์ไม่ได้เป็นอันตรายต่อตาเด็กมากนักเพราะความเข้มของแสงที่ออกจากจอคอมพิวเตอร์ไม่ได้สว่างถ้าเทียบกับแสงแดดหรือแสงอาทิตย์จากภายนอก เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีจอในปัจจุบันปริมาณของรังสียูวีออกมาน้อยมากๆ

แต่ปัญหาที่เกิดจากการที่เด็กคนหนึ่งได้ดูจอที่เกิดกับตาคือการที่เขาสามารถใช้เวลากับจอได้เป็นระยะเวลานานเพราะว่าเขาต้องเรียนออนไลน์ด้วย อาจมีเกมหรือการ์ตูนที่เด็กสนใจ

ตาของเด็กที่เวลามองจอหรืออุปกรณ์พวกนี้สังเกตดูว่าจะไม่เหมือนเวลาที่เขาอ่านหนังสือ การที่เด็กอ่านหนังสือตาจะไล่ไปตามตัวหนังสือไล่ไปตามบรรทัดแล้วขึ้นบรรทัดใหม่ตาจะมีการขยับตลอดเวลามีเหลือบมองนอกหนังสือบ้าง แต่เวลาตาของเด็กเวลาจ้องอยู่กับจอคอมพิวเตอร์ตาเขาจะจ้องนิ่งอยู่กลางจอเพราะสิ่งที่เขาสนใจอยู่ตรงนั้น

ระยะของอุปกรณ์พวกนี้ในปัจจุบันเวลาเด็กดูจอคอมพิวเตอร์หรือแทปเล็ตหรือมือถือหรือ I-pad ระยะก็จะอยู่ประมาณ 30-50 เซนติเมตร ซึ่งถือว่าเป็นระยะค่อนข้างใกล้ การที่เด็กดูจอในระยะใกล้ขนาดนี้โดยธรรมชาติของตาเด็กๆ ก็จะมีสายตายาวอยู่แล้วอันนี้เป็นธรรมชาติของเด็กทุกคน

พอเด็กมองใกล้ก็จะเกิดการเพ่งเพื่อให้เกิดความคมชัดของภาพ การเพ่งต่อเนื่องระยะเวลานานๆ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในลูกตาที่เกิดขึ้นได้คือเกิดการยืดออกตัวของตาขาวของลูกตาซึ่งเป็นกลไกให้เกิดสายตาสั้นได้

ส่วนเรื่องอื่นๆ การที่เด็กจ้องจอเป็นเวลานานสังเกตดูถ้าลูกจ้องจอเป็นเวลานานๆ โดยเฉพาะ Content ที่มีความน่าสนใจแล้วเขาสนใจตาของเขาในช่วงแรกที่จ้องจออัตราการกระพริบตาของเด็กจะลดลง บางครั้งก็อาจจะเกิดการระคายเคืองตาหรือตาแห้งตามมาได้ เราจะพบเห็นกันได้บ่อยๆ ว่าลูกหลานเราบางคนพอจ้องจอนานๆ สักพักจะมีการกระพริบตาถี่ขึ้น เกิดจากการที่เด็กก่อนหน้านั้นมีการเพ่งนาน

อาการระคายเคืองตา

การระคายเคืองตา การกระพริบตาเป็นการปั้มน้ำตาเพื่อมาช่วงหล่อเลี้ยงผิวหน้าดวงตาทำให้ตาชุ่มชื้นขึ้นทำให้เขาสบายตา ถ้าเราปล่อยให้ถึงขั้นกระพริบตาถี่ขึ้นแปลว่าแห้งไปแล้ว เพราะฉะนั้นก็จะมีวิธีที่จะจัดการหรือว่าจัดการเวลาให้เขาดูน้อยลง มีแบ่งช่วงเวลาให้เขาดูสั้นลง หรือว่าให้เขาดูห่างขึ้นก็อาจจะช่วยให้เขาสบายตาขึ้นได้

ผลกระทบจากแสงสีฟ้า

แว่นกรองแสงสีฟ้าแรกเริ่มเดิมทีมีจุดกำเนิดมาอย่างไร ในสมัยก่อนที่มนุษย์เรายังไม่มีการผลิตไฟฟ้าใช้เป็นมนุษย์ถ้ำมนุษย์ป่า สมองของคนเราเวลามองออกไปข้างนอกถ้าเห็นแสงสว่าง มองท้องฟ้าเห็นเป็นแสงสีฟ้าสมองเราจะรับรู้ว่าอันนี้เป็นเวลากลางวัน แล้วก็สมองของเราจะใช้แสงสีฟ้าเป็นตัวบอกว่านี่เป็นเวลากลางวันเราต้องออกไปทำมาหากิน เราต้องออกไปใช้ชีวิต หรือออกไปล่าสัตว์

แต่ถ้าเราออกไปมองท้องฟ้าไม่แล้วเห็นสีฟ้าเห็นเป็นสีดำกลางคืนอันนั้นเป็นเวลานอน จริงแล้วแสงสีฟ้าความสำคัญคือเป็นแสงที่เอาไว้คุมกลไกการหลับการตื่นของคนเรา ถ้ามีแสงสีฟ้ามันจะไม่บล็อคสารสื่อประสาทในฮอร์โมนชื่อว่าเมลาโทนิน พอมีแสงสีฟ้าเมลาโทนินจะไม่หลั่งแล้วก็ตื่น แต่ถ้าไม่มีแสงฟ้าเมลาโทนินก็จะออกมาเราก็จะง่วงนอนแล้วก็หลับได้

ในยุคต่อมาเราผลิตหลอดไฟได้เรามีอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์หลายคนที่ต้องทำงานหน้าจอเวลากลางคืนทำเสร็จแล้วนอนไม่หลับเพราะว่าแสงเข้าตาเยอะก็เลยมีการผลิตแว่นกรองแสงสีฟ้าขึ้นมา หลักๆ เดิมทีวัตถุประสงค์เพื่อให้เราใส่เวลาทำงานกลางคืนเวลาปิดจอแล้วสามารถนอนหลับได้

หลายๆ คนอาจจะติดซีรีย์กลางคืนดูหนังดูเสร็จแล้วนอนไม่หลับเพราะแสงจากจอทีวีหรือในมือถือบางคนต้องปิดไฟดูมืดๆ แสงยิ่งเข้าเยอะ แสงพวกนี้อาจทำให้ไปบล็อคเมลาโทนินทำให้เราตื่นอันนี้เป็นที่มาของการผลิตแว่นกรองแสงสีฟ้าครั้งแรก

จริงๆ แสงสีฟ้าเป็นแสงในสเปคตรัมที่ตาเรามองเห็นได้เรียกว่า Visible light แสงถ้าเราแบ่งเป็น 2 กลุ่มง่ายๆ คือ แสงที่ตามองเห็นได้ กับแสงที่ตามองเห็นไม่ได้ แสงในกลุ่มที่ตาเรามองเห็นได้แบ่งเป็น 7 สี ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง (สีรุ้ง) แสงที่อยู่ใต้แดงเรียกแสงอินฟาเรดที่นอกเขตสีแดงฝั่งซ้ายสุดอินฟาเรดเป็นแสงกลุ่มพลังงานต่ำอันนี้ก็จะปลอดภัยเราเอามาประดิษฐ์รีโมทคอนโทรงใช้ในบ้าน

ส่วนแสงกลุ่มพลังงานสูงคือแสงที่อยู่เหนือม่วงขึ้นไปเรียกว่าอุลตร้าไวโอเลต แบ่งเป็น ยูวีเอ ยูวีบี แสงกลุ่มนี้เป็นแสงพลังงานสูงเราเอาไว้ฆ่าเชื้อโรคอบฆ่าเชื้อโควิด หรือถ้าโดนผิดเราอย่างเวลาเราไปทะเลโดนแสงยูวีเยอะ จะให้ผิวเราร้อนไหม้บางคนลอกหรือว่าดำขึ้น

แสงที่เป็นอันตรายต่อตาเราคือแสงยูวี กลุ่มยูวีทั้งหมดแสงตั้งแต่สีม่วงลงมาเป็นแสงที่ตามองเห็นได้กับอินฟาเรดเป็นแสงที่ค่อนข้างปลอดภัยกับตา แสงกลุ่มสีฟ้า สีคราม สีม่วง

ถ้าสังเกตดูมันจะอยู่ติดกับกลุ่มยูวีซึ่งจัดเป็นแสงที่มองเห็นได้ในกลุ่มที่มีพลังงานสูงถ้าเทียบกันในกลุ่มของแสงที่ตามองเห็นได้แสงสีฟ้า สีคราม สีม่วงก็จัดว่าเป็นแสงที่เวลาที่เรามองเข้าไปมันคลายพลังงานความร้อนในจอประสาทตามากกว่าสีเหลือง สีแดง สีเขียว

เพราะฉะนั้นถ้าเอาแสงสีฟ้าออกไปด้วยนอกจากยูวี ก็น่าจะปลอดภัยกับจอตามากขึ้น มีการทดลองงานวิจัยระดับโลกว่าถ้าเทียบกันในแสงที่มองเห็นด้วยกัน ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง แสงสีน้ำเงิน สี ฟ้า สีม่วง เป็นแสงที่ส่งผลต่อจอประสาทตามากกว่าสีเหลือง สีแดง สีเขียว เพราะฉะนั้นการที่เราใส่แวนกรองแสงสีฟ้าเขาก็เชื่อว่ามันทำให้ถนอมจอประสาทตา ช่วยเรื่องของการนอนหลับที่พูดถึงไปก่อนหน้านี้

ผลกระทบจากการจ้องจอนาน

ปริมาณแสงจากจอคอมพิวเตอร์ไม่ได้เข้ม และไม่ได้อันตรายมาก หลักการง่ายๆ เลยถ้าแสงจากจอคอมพิวเตอร์เป็นแสงที่อันตรายและทำลายดวงตาเราโอกาสที่มันจะขายให้เราซื้อมาใช้ตามบ้านจะน้อย มันไม่ได้เป็นอันตรายที่เราส่องเข้าไปแล้วเป็นต้อหิน ต้อกระจก จอประสาทตาเสื่อม แสงที่ทำให้จอประสาทตาเสื่อมต้องเป็นแสงที่ค่อนข้างเข้มมีรังสียูวี เช่น แสงที่เกิดจากการอ๊อกเหล็กแสงจ้า แสงจากดวงอาทิตย์ แสงไฟสปอทไลท์ที่มีความสว่างมากๆ พอเราไปจ้องมากๆ ปริมาณแสงเข้มๆ จะไปทำลายจอประสาทตา แต่

แสงจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นแสงที่ค่อนข้างไม่มีความอันตรายอย่างที่กลัวกัน ที่มีปัญหาคือเด็กจ้องใกล้และจ้องนาน อันนี้เป็นตัวปัญหาทำให้เกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของลูกตาเด็กทำให้เกิดสายตาสั้นได้

การใส่แว่นกรองแสงสีฟ้า หลายคนคิดว่าแว่นกรองแสงสีฟ้าพอให้ลูกเราใส่มันจะกันได้ทุกอย่างกันสายตาสั้นก็ได้ กันตาแห้งก็ได้ จริงๆ แล้วแว่นกรองแสงสีฟ้าไม่ได้ช่วยเรื่องสายตาสั้นเลย เพราะว่าสายตาสั้นเกิดจากการที่เด็กมองที่ใกล้เป็นระยะเวลานานๆ เกิดการเพ่ง เราจะใส่แว่นหรือไม่ใส่แว่นระยะมันเท่าเดิม เด็กจ้องใกล้

ต้องทำความเข้าใจนิดหนึ่งเพราะว่าพ่อแม่หลายคนบอกลูกใส่แว่นเราซื้อแว่นมาให้ลูกเราแล้วเราจะอนุญาตให้ลูกดูนานกว่าเดิมอันนี้เป็นความเข้าใจที่ผิด เราใส่ให้ปลอดภัยขึ้นแต่ไม่ได้ใส่แล้วอนุญาตให้ลูกดูได้นานขึ้น เพราะการที่ดูใกล้ดูนานทำให้เป็นสายตาสั้น ใส่แว่นแต่ยังดูใกล้อยู่ดูนานอยู่หรือนานกว่าเดิมอันนั้นเพิ่มโอกาสสายตาสั้นมากกว่าเดิม

แว่นกรองแสงสีฟ้าส่วนมากจะกรองแสงยูวีด้วย การที่เรากรองแสงยูวีออกกรองแสงสีฟ้าออกใส่แล้วจะทำให้สบายตาขึ้น จริงๆ แสงพอเวลาที่เข้ามาปริมาณมันก็จะมีพลังงานที่คลายให้กับลูกตาเราด้วยถ้าแสงเข้มมากก็จะมีอาการล้าตามมาได้ แต่แสงที่โดนตัดพลังงานออกไปบ้างจากแว่นกรองแสงสีฟ้าส่วนใหญ่ก็กรองแสงยูวีได้ด้วยก็จะทำให้อาการสบายตามีมากขึ้น เพราะฉะนั้นประโยชน์หลักๆ ของแว่นกรองแสงสีฟ้าคือ 1.ใส่แล้วสบายตา ลดพลังงานเข้าตา 2.ช่วยเรื่องนอนหลับ

ให้ลูกห่างจอบ้าง

จริงๆ อยากให้คุยกับลูกเลยว่าเวลาใช้งานคอมพิวเตอร์ สมมติถ้าไม่ใช่เรื่องเรียน ถ้าเขาใช้เรียนออนไลน์อยู่ก็คงต้องเรียนไปตามคาบตามชั่วโมงที่ครูสอน แต่ถ้าเป็นเรื่องอื่น เช่น ดูการ์ตูน หรือสื่อบันเทิงอาจจะต้องคุยกันว่าเราต้องพักทุก 15 หรือทุก 20 นาทีไหม

การที่เราวางจอห่างจากตาเด็กเท่าไหร่เราก็ได้ประโยชน์มากเท่านั้นการที่เด็กยิ่งดูใกล้และยิ่งดูนานเพิ่มความเสี่ยงสายตาสั้น ถ้ายิ่งดูไกลมากขึ้นแบ่งเวลาพักบ่อยๆ มีการใช้สายตาในที่ไกลบ้างอันนี้จะลดโอกาสสายตาสั้น การที่เด็กได้พักเด็กก็จะมีเวลากระพริบตามากขึ้นเรื่องตาแห้งก็จะลดลง เช่น 15 นาทีแล้วเดี๋ยวเรามองอย่างอื่นบ้างพ่อแม่อาจจะต้องเบรกให้มองนอกหน้าต่าง การมองนอกหน้าต่างไกลๆ ทำให้กล้ามเนื้อตาคลายตัว เด็กได้มีการกระพริบตาปั้มน้ำตาออกมาช่วยเรื่องตาแห้งได้ด้วย

ระยะห่างจอ

ยิ่งห่างยิ่งดี ยิ่งห่างยิ่งเพ่งน้อยลง ที่นี้ขนาดจอก็จะเริ่มมีผลแล้วเพราะว่าบางคนถ้าเรียนจอเล็กก็ต้องดูใกล้ เพราะดูไกลก็ไม่เห็น แต่ถ้าขนาดจอใหญ่หน่อยเด็กก็ถอยห่างได้ การเรียนบางที่บางโรงเรียนต้องมีการ Interactive หน้าจอด้วยอาจจะต้องใช้ Touch Screen ด้วยถ้าไกลมากเด็กจิ้มก็ไม่ถึง

ส่วนใหญ่หมอแนะนำว่าให้เด็กลองยกมือขึ้นมาแล้วยื่นออกไปสุดถ้าแต่จอได้คือใกล้ไปก็จะแนะนำให้ถอยออกมา เด็กส่วนใหญ่ถ้ามีจอเด็กก็จะค่อยๆ ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ยิ่งดูก็ยิ่งใกล้เข้าไปเรื่อยๆ เวลาเด็กเขาสนใจอะไรเขาก็อยากเข้าไปดูใกล้ๆ ดูชัด ไม่เหมือนผู้ใหญ่ถ้าเรายิ่งดูใกล้ยิ่งไม่ชัดอยากดูชัดเราต้องถอย

แต่เด็กจะมีความสามารถในการเพ่งสูงมากเลนส์ตาเขานิ่มมากเขามองระยะใกล้ 5 – 10 เซนติเมตร ชัดมาก เพราะฉะนั้นสบายเขาไม่ต้องออกแรงเยอะเวลาเขาดูหน้าก็จะใกล้เข้าไปเรื่อยๆ เวลาเราจะเตือนเขาอาจจะสอนเขาว่า หนูลองยื่นมือออกไปสิแตะจอได้คือใกล้ไปแล้วหนูต้องถอยออกมาแล้วเป็นข้อปฏิบัติง่ายๆ จริงๆ ถ้าให้ตอบเป็นเซนติเมตรก็อยากให้ห่างมากกว่า 40 เซนติเมตรขึ้นไป

หรือบางบ้านเขาเอาไม้บรรทัดมาวางไว้ถ้าหนูเข้าใกล้กว่านี้อันนี้คือใกล้ไปแล้วหนูต้องถอยออกมาเกินไม้บรรทัดนะคะ ถ้าเรียนออนไลน์เรียนผ่านจอทีวี สมาร์ททีวี ได้ก็จะยิ่งดี ยิ่งไกลยิ่งดี ถ้าเราต่อเม้าส์ที่เป็นไวเลสไกลๆ ได้จะยิ่งดีมาก

ภายในห้องมีแสงสว่างที่เพียงพอ เพราะถ้าแสงไม่สว่างม่านตาจะขยายแสงจะเข้าได้ในปริมาณมากมันมีแสงบางประเภทที่ไม่ได้เข้าแล้วโฟกัสบนจอตามันเข้าไปแล้วมันจะโฟกัสบริเวณขอบตาแสงประเภทนี้มันจะกระตุ้นให้เกิดสายตาสั้นได้

การจัดห้องเรียนออนไลน์ สภาพแวดล้อมแบบไหนเหมาะกับตาของเด็ก

อาจจะเป็นเรื่องโต๊ะกับเก้าอี้ เลือกโต๊ะเก้าอี้ที่มีความสูงพอเหมาะกับเด็กเวลาวางอุปกรณ์แล้วมันไม่สูงเกินตัวเขาไม่ทำให้หน้าเขาใกล้กับจอมากเกินไป แสงสว่างก็ควรมีแสงสว่างที่พอเพียงเด็กไม่ต้องจ้อง

ถ้ามีสิ่งที่เด็กพักสายตา อย่างเช่น มีหน้าต่างให้เขามองออกไปข้างนอกได้บ้างก็จะได้ประโยชน์ดีกว่าอยู่ในห้องที่แคบและมืด ก็แล้วแต่บ้านบางคนอยู่คอนโดก็ลำบากเรื่องของสถานที่ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องโต๊ะ เรื่องของแสงสว่างที่ต้องเพียงพอและระยะถ้าไกลได้ยิ่งดีอย่าใกล้มาก แบ่งเวลาพักบ่อยๆ สัก 15-20 นาทีก็พักสายตาสักครั้ง

เด็กมีปัญหาสายตามากขึ้น

จากการที่เรียนออนไลน์ เด็กมีปัญหาเรื่องสายตาเพิ่มขึ้น คือเด็กที่ก่อนหน้านี้เคยไปโรงเรียน การไปโรงเรียนเด็กก็นั่งอยู่และมองกระดานซึ่งค่อนข้างไกล ระยะเด็กถึงกระดานส่วนมากก็ 3-4 เมตรขึ้นไป แล้วแต่ว่าเด็กนั่งหน้า กลาง หรือหลังห้อง พอเรียนออนไลน์แทบจะทั้งวันเลยเด็กอยู่หน้าจอในระยะ 30-50 เซนติเมตร

การมองเพ่งใกล้ระยะไกลอย่างที่บอกแต่ต้นเพิ่มความเสี่ยงสายตาสั้น โดยปกติเด็กคนหนึ่งเวลาสายตาสั้นแล้วจะสั้นเพิ่มประมาณปีละ 50 – 100 สมมุติเด็กคนหนึ่งปีนี้สั้น 200 ปีหน้าเราคำนวณได้เลยเขาจะสั้นอยู่ประมาณ 250-300 แต่หลังๆ เราพบว่าสั้นเกินปีละ 100 เช่น ปีนี้ 200 ปีหน้า 350 แล้ว ซึ่งสั้นขึ้นค่อนข้างเร็ว อัตราเร่งจะสูงมากในเด็กอายุ 4-13 ขวบ แต่หลังจาก 13 ปี ยิ่งบ้านไหนมีกรรมพันธุ์พ่อแม่สายตาสั้นมาก เด็กใช้เวลาอยู่กับหน้าจอมือถือมากอันนี้จะขึ้นเกียร์สูงไปเร็วมาก ตัวการที่จะช่วยลด คือกรรมพันธุ์เราเปลี่ยนไม่ได้เราไม่พูดถึง

ถ้ามีความเสี่ยงแบบนั้นหมอก็จะแนะนำว่าหากิจกรรมในหนึ่งวันให้เด็กทำ เด็กเลิกเรียนออนไลน์เสร็จแล้วตอนเย็นหรือตอนเช้าอาจจะต้องมีการใช้สายตาในที่ๆ ไกล เช่น ไปวิ่งนอกบ้าน ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ ไปใช้สายตาข้างนอก ไปช่วยลด Progression ความชัดให้เพิ่มขึ้นให้มันช้าลง เจอขึ้นเยอะเด็กบางคนไม่เคยสั้นเลยพอมาเข้าช่วงเรียนออนไลน์ก็เริ่มสั้นแล้ว 50-100 คนไหนสั้นขึ้นเร็วเราก็ต้องมีมาตรการนอกจากให้ปรับพฤติกรรมแล้วก็ต้องให้เขาใช้ยาบางตัวหรือยาหยอดช่วยชะลอสายตาสั้นร่วมด้วย

ดูแลเมื่อลูกสายตาสั้น

เริ่มต้นถ้าเราสงสัยว่าลูกเราสายตาสั้นหรือต้องการจะเทสสงสัยว่าจะสั้นหรือยังไม่สั้นหมอแนะนำให้เทสจากที่ไกล ถ้าเรารอให้ลูกเราเอาหน้าเข้าไปจ่อทีวีอันนั้นคือสั้นแล้ว ถ้าจะเทส เช่น เวลาเราอยู่หน้าบ้านอาจจะมองไปที่ท้ายซอยหรือมองไปนอกหน้าต่างเห็นป้ายไหม ป้ายที่เรายังอ่านได้ถ้าเด็กอ่านไม่ได้หรือว่าเห็นเครื่องบิน นกบิน เห็นต้นไม้ไกล

หรือว่าขับรถออกไปนอกบ้านดูป้ายว่าอ่านได้ไหมในที่ไกลคนที่สายตาสั้นจะมองที่ไกลไม่ชัดก่อนแล้วระยะที่เขามองชัดจะถบสั้นมาเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นถ้ารอว่าดูทีวีที่บ้านแล้วไม่ชัดส่วนใหญ่จะมากแล้ว

ถ้าเราสงสัยเด็กคนหนึ่งสายตาสั้นไหมตอนนี้แนะนำให้พาไปตรวจกับหมอจักษุแพทย์ เพราะในเด็กไม่สามารถที่จะพาไปร้านแว่นแล้วเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์เพราะส่วนใหญ่อาจจะโดนเด็กหลอกได้

เขาจะมีความสามารถหนึ่งในการเพ่งมากๆ สมมุติเข้าอยู่หน้าเครื่องวัดสายตาด้วยคอมพิวเตอร์ในเครื่องวัดสายตาด้วยคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่เป็นลูกบอลลูนให้เด็กมอง ถ้าเด็กสามารถเพ่งได้มากอาจจะโดนเด็กหลอกจริงๆ เด็กอาจจะไม่สั้นแต่การที่เด็กเพ่งหน้าเครื่องพวกนี้ทำให้เครื่องอ่านออกมาว่าเด็กคนนี้สั้น 200 -300 ได้

หมอเคยมีเคสหนึ่ง เป็นลูกของร้านขายมือถือ พ่อแม่พาไปนั่งในร้านทั้งวันเด็กก็ดูมือถือทั้งวัน อย่างที่บอกว่าเด็กมีความสามารถในการเพ่งสูงมากกล้ามเนื้อตาเกรงตลอดเวลาวันหนึ่งเด็กเพ่งนานๆ หลายชั่วโมงติดกัน พอเงยหน้าขึ้นมาปรากฏว่าเขาบอกพ่อว่ามองไม่ชัดเพราะกล้ามเนื้อตามันเกร็งข้างอยู่

วัดสายตากับจักษุแพทย์

เมื่อพ่อพาไปวัดสายตาที่ร้านแว่นก็จับเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์เด็กก็เพ่งค้างวัดครั้งแรกได้ -3 300 ก็ตัดแว่น 300 มาใส่ แล้วเด็กก็ใส่เล่นเกมต่อ ผ่านไปอีก 1 เดือน เด็กบอกไม่ชัดอีกแล้วพ่อก็พาไปร้านแว่นอีกรอบร้านบอกตอนนี้สั้น 500 แล้วภายใน 1 เดือน แล้วก็ตัดแว่น 500 มาใส่ แล้วก็เล่นเกมอีกผ่านไป 2 เดือน เด็กเงยหน้าบอกไม่ชัดแล้วรอบหลังเด็กตาเหล่มาเพราะเด็กเพ่งมากจนตาเข้า การที่ให้แว่นที่สูงกว่าความเป็นจริงของสายตาเด็กจะทำให้เด็กเพ่งมากขึ้นแล้วทำให้สายตาสั้นลงไปเรื่อยๆ

เพราะฉะนั้นโดยมากถ้าเราสงสัยว่าเด็กคนไหนสายตาสั้นหมอแนะนำให้ไปที่โรงพยาบาลคุณหมอจะมีวิธีการตรวจทำให้ทราบค่าสายตาที่แท้จริงบางคนอาจจะต้องหยอดยาบ้างเพื่อให้กล้ามเนื้อตาคลายตัวแล้วเราจะทราบค่าสายตาที่แท้จริงไม่ได้แว่นที่ผิดไป

พอได้สายตาสั้นก็เอาแว่นมาใส่เด็กก็จะมองไกลชัด พ่อแม่หลายคนก็อาจจะกังวลว่าพอใส่แว่นแล้วสายตาสั้นจะแย่ลงไหม อันนี้เป็นธรรมชาติพอเด็กคนหนึ่งสายตาสั้นแล้วสายตาสั้นจะเพิ่มอยู่แล้วไม่ว่าเด็กคนนั้นจะใส่แว่นหรือไม่ใส่แว่น การใส่แว่นช่วยให้คุณภาพชีวิตของเด็กดีขึ้น พอเด็กใส่แล้วสามารถมองไกลชัด สามารถเดินลงบันไดได้แบบชัด ข้ามถนนได้แล้วชัดไม่โดนรถเฉี่ยวชน

หมอมีเด็กหลายคนที่มองไม่ชัดพอตัดแว่นแล้วกลับไปเรียนได้ที่หนึ่งคือก่อนหน้านี้เขาไม่เคยรู้ว่าเขาสายตาสั้น สมมุติดูเลข 8 เขาก็ดูเป็นเลข 6 แล้วก็จดมาแบบนี้ เขาไม่รู้ว่าสายตาสั้นเขารู้ว่าตัวเองมองไม่ชัดเขาไม่เข้าใจว่าอันนี้เป็นปัญหาด้วย ธรรมชาติของเด็กไม่เข้าใจว่าอันนี้เป็นปัญหาแล้วเขามองไม่ชัดเขาไม่รู้ว่าอันนี้เรียกสายตาสั้นกลับบ้านมาก็ไม่บอกแม่

อย่างลูกของเพื่อนที่เป็นหมอจดงานมาผิด ผิดมาเกือบทุกวัน จนวันหนึ่งคุณแม่ก็คอยไปสังเกตลูกที่ห้องเรียนปรากฏว่าลูกต้องเดินไปหน้ากระดานเดินกลับมาจดปรากฏว่าสายตาสั้น 400 อายุ 6 ขวบ สายตาสั้น 400 ซึ่งเด็กไม่เคยกลับมาบอกแม่ว่าตัวเองมองกระดานไม่ชัดด้วยความที่เขาเป็นเด็กเลยไม่รู้ว่านี้คือปัญหา

วัดสายตาทุกปี

นอกจากสายตาสั้นมันมีเรื่องอื่นด้วยเวลาเด็กมองไม่ชัด บางคนมีสายตาเอียงแต่กำเนิด หรือบางคนมีสายตายาวมากแต่กำเนิดหรือบางคนมีตาเหล่ ตาเขซ้อนเร้น หรือมีโรคต้อกระจกอยู่ในตาแต่กำเนิดซึ่งหลายโรคทำให้เขามองไม่ชัดมาตั้งแต่กำเนิดอยู่แล้วเนื่องจากเห็นอย่างนี้มาตั้งแต่เกิดเขาเลยไม่ทราบว่าอันนี้เรียกว่าไม่ชัดเพราะไม่เคยเห็นชัดมาก่อน พ่อแม่จะไม่ทราบเพราะไม่มีอาการ

จริงๆ ตอนนี้หมอแนะนำเขามีการณรงค์ว่าเด็กในช่วงอายุ 4-6 ขวบ ควรได้รับการตรวจตาโดยจักษุแพทย์อย่างน้อย 1 ครั้ง เพราะตาเรามองแทนกันไม่ได้ลูกเห็นอย่างไรแม่ไม่รู้ แต่เรารู้ว่าลูกวิ่งเล่นไปมาได้ดูเหมือนปกติเด็กบางคนดูภายนอกไม่มีทางออกว่าเด็กคนนี้มองเห็นผิดปกติ หลายคนเล่นกีฬาเก่งมาก เล่นเทนนิสเก่งมาก เล่นหรือเรียนหนังสือเก่งมาก มาวัดสายตาปรากฏว่ามีสายตาเอียงอยู่ 400-500

ในช่วง 12-13 ปีแรกของชีวิตระบบต่างๆ รวมทั้งระบบสมองก็มีการพัฒนาขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ตาก็เป็นอวัยวะหนึ่ง ตาเป็นอวัยวะรับแสงแล้วตาก็จะส่งสัญญาณไปที่สมองที่อยู่ด้านหลัง สมองตัวนี้จะเป็นส่วนที่แปลภาพสัญญาณที่ประสาทตารับมาเป็นภาพให้เราเห็น

สมมติถ้าตาเราเห็นไม่ชัดมัวลงคุณภาพของภาพที่เห็นอยู่สักประมาณ 70% ของ 100% ที่ควรจะเป็นสมองที่ไม่เกี่ยว IQ สมองที่รับภาพจากตาสมองนี้ก็จะพัฒนาไปได้ 70% เท่ากับที่ตาเห็น เพราะมันจะได้เท่ากับสิ่งที่ได้รับการกระตุ้นอันนี้มีการทดลองแบบชัดเจนเมื่อก่อนทดลองกับลิงไม่ได้ทดลองกับคน ลูกลิงเกิดใหม่เขาจะเอาไหมเย็บตาไว้ไม่ให้ลืมตาได้ข้างหนึ่ง ผ่านไปหนึ่งปีตัดไหมออกตาข้างนั้นกลายเป็นตาบอด

Vietnam football matchbongdatructiepat any time

ถ้าเทียบง่ายคือ สมมติเราอยากให้ลูกพูดภาษาอังกฤษชัดแบบฝรั่งพูดเราต้องฝึกตั้งแต่เด็กก่อน 10 ขวบ เด็กก็จะพูดเหมือนพอโตโอกาสที่จะพูดสำเนียงเหมือนฝรั่งเปะๆ ยากมากเพราะว่าสกิลในการพัฒนาสมองที่จะปรับให้เหมือน 100% มันพัฒนาในช่วงของเด็กเท่านั้น พอหลังจาก 12-13 ปี อย่างไรก็ไม่เปะ ภาวะที่ลูกตาพัฒนาได้ไม่เต็ม 100 ในช่วงก่อน 12-13 ปี อันนี้เรียกว่าตาขี้เกียจที่สมองส่วนที่ดูแลเรื่องลูกตายังพัฒนาไม่พอ

สมองส่วนนี้ถ้าการมองเห็นไม่ได้รับการแก้ไขก่อนอายุ 10-12 ปี การมองเห็นที่ไม่ชัดจะอยู่ไปตลอดชีวิตมันแก้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจำเป็นมากที่เราต้องตรวจช่วง 4-6 ขวบ เพราะถ้าตรวจเจอความผิดปกติช่วงนั้นเรายังมีเวลา 5-6 ปี ในการที่จะค่อยปรับสายตาเขาให้การมองเห็นเป็น 100%

 

ติดตามฟังได้ที่รายการรักลูก The Expert Talk 

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

 

รักลูก The Expert Talk EP.25: 7 โรคตาเด็ก รู้เร็ว รักษาเร็ว ลดผลกระทบการเรียนรู้

รักลูก The Expert Talk EP.25: 7 โรคตาเด็ก รู้เร็ว รักษาเร็ว ลดผลกระทบการเรียนรู้

สัญญาณของ 7 โรคตาที่พบได้บ่อยในเด็กวัยเรียนรู้ บางอาการส่งผลกระทบกับการมองเห็นโดยตรง บางอาการสัมพันธ์กับเรื่องสมอง พ่อแม่ต้องรู้และสังเกตอาการ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการด้านอื่น ๆ โดย นพ.จรินทร์ ศักดิ์ธนะเศรษฐ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาโรคตาเด็กตาเหล่ มะเร็งลูกตา โรงพยาบาล BNH

 

1.กะพริบตาบ่อยเป็นสัญญาณของโรคหรืออาการอะไรบ้าง

 

ตอนนี้หมอมีคนไข้ที่คุณพ่อคุณแม่พามาตรวจตาด้วยเรื่องกะพริบตาบ่อยค่อนข้างเยอะ การกะพริบตาเกิดได้จากหลายสาเหตุ อาจจะเกิดจากการที่เด็กเคืองตาก็ได้ เกิดจากตาแห้งก็ได้ ไม่สบายตาก็ได้ ส่วนใหญ่พ่อแม่กังวลว่าการกะพริบตาแบบนี้เด็กจะเสียบุคลิกแล้วก็จะติดไปจนถึงเป็นผู้ใหญ่ แต่อย่างไรก็ดีส่วนใหญ่มักมีสาเหตุ การตรวจหาสาเหตุของกะพริบตาเป็นเรื่องที่สำคัญ

สาเหตุของการกะพริบตาส่วนใหญ่เพื่อให้ตาสบายขึ้น กะพริบตาเป็นการบีบเอาน้ำตาธรรมชาติให้ออกมาในผิวตา เพราะฉะนั้นก็จะสัมพันธ์กับอาการตาแห้งได้ เด็กหลายๆ คนพอดูจอไปนานก็จะกะพริบตาน้อยลง เด็กจ้องนานกะพริบตาน้อยลงตาแห้ง เขาก็ใช้วิธีการกะพริบตาเป็นการปั้มน้ำตาออกมาให้ตาชุ่มชื้นขึ้นสบายตามากขึ้นพอทำไปสักพักก็จะเริ่มติดแล้วเด็กก็จะทำแบบนี้มากขึ้น

หรือโรคบางอย่าง เช่น ภูมิแพ้ขึ้นตา เช่น ฝุ่นเข้าตา เหมือนเวลาที่มีฝุ่นเข้าตาเราเองเราก็จะมีการกะพริบตาให้เยอะขึ้น หลังจากกะพริบตาสักพักหนึ่งก็จะมีอาการเคืองตาก็จะมีน้ำตาไหลออกมาเป็นการล้างฝุ่นนั้นออก เด็กที่เป็นภูมิแพ้ตาก็มีมาด้วยอาการกะพริบตาได้ กลุ่มถัดมา เช่น อาจจะมีขนตาทิ่มตาเขาอยู่ มีเศษฝุ่นอยู่ในตาเด็กก็กะพริบตาได้

โรคสายตาผิดปกติ เช่น สายตาสั้น เด็กบางคนก็จะใช้วิธีการกะพริบตา โรคตาเข เด็กที่ตาเขออกบางรายก็จะใช้วิธีการกะพริบตาแบบนี้เป็นการควบคุมตาให้ตาเขากลับมาตรง เพราะฉะนั้นถ้าเด็กมีการกะพริบตาที่ผิดปกติ หมอก็แนะนำว่าไปตรวจก่อนว่าเกิดจากสาเหตุใดเพราะเกิดได้จากหลายสาเหตุ พอเราหาสาเหตุได้คุณหมอก็จะทำการรักษาตามสาเหตุต่อไป เช่น ถ้ามีขนตาก็เอาขนตาออกให้แนะนำอาจจะป้ายเจลเพื่อให้ตาสบายขึ้น ปรับเวลาการดูจอให้น้อยลง หรือจะสวมแว่นกรองแสง หรือว่าต้องหยอดยาเพื่อป้องกันโรคภูมิแพ้ เป็นต้น

กะพริบตาเป็นคนละอาการกับติกส์ไหม

คนละอาการ ถ้าติกส์จะเป็นอาการเคลื่อนไหวลักษณะผิดปกติมักมีอาการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใบหน้าส่วนอื่นๆ ด้วย แล้วมันจะคอนโทรลไม่ได้ ติกส์จะมีอาการขยับปากเอียงคอแล้วก็มีอะไรหลายอย่างร่วมกันไม่ใช่แค่กะพริบตา เด็กกะพริบตาถ้าในบางคนที่ช่วงเขาเพลินๆ เช่น พาไปวิ่งเล่นออกนอนบ้านจะหายไม่กระพริบ ติกส์จะไม่กระพริบจะขยับตลอดเวลาไม่ว่าเด็กจะทำอะไร

บางทีการกะพริบตาอาจเกิดจากการที่เริ่มจากบางอย่าง เช่น เด็กดูจอนานแล้วเขากะพริบตาแล้วเขาสบาย เขาก็จะติดการกะพริบตานั้นได้ติดแต่ไม่ติดรุนแรง เขาอาจจะติดกะพริบตาหลังจากดูจอต่อเนื่องมาได้ กลุ่มนั้นก็อาจจะกะพริบตาแต่ถ้าเพลินๆ ก็อาจจะหาย อาจจะหยอดน้ำตาเทียมช่วยให้หายได้ แต่ถ้าเป็นติกส์จะมีอาการขยับเยอะมากแล้วก็คอนโทรลไม่ได้บอกให้หยุดก็ไม่หยุด

2.ตาเหล่กระทบกับการเรียนรู้ของเขาอย่างไร

ตาเหล่มีแบ่งได้ทั้งตาเหล่เข้าและตาเหล่ออก และก็อาจจะมีตาเหล่ขึ้นตาเหล่ลงได้ด้วย ตาเหล่เป็นกรรมพันธุ์บ้านไหนหรือครอบครัวไหนมีพ่อแม่หรือปู่ยาตายายพี่น้องที่เป็นตาเขหรือตาเหล่ก็สามารถถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้หรือเป็นเองก็ได้แบบไม่มีสาเหตุ ตาเหล่เข้าในมีแบบชนิดที่เป็นแต่กำเกิดและชนิดที่เกิดจากสายตายาว

ฉะนั้นถ้าเราสงสัยว่าเป็นตาเหล่อาจจะต้องมาตรวจโรงพยาบาลเพราะว่าการรักษาไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นตาเหล่เข้าในแต่กำเนิดก็อาจจะต้องผ่าตัด ถ้าเกิดจากสายตาก็ใส่แว่นก็อาจจะหาย ตาเขออกจะพบบ่อยในช่วงเด็ก 2-4 ขวบ ตาจะเขออกไปข้างหนึ่ง

ตาเหล่กับตาเขผลกระทบต่อการมองเห็น

ธรรมชาติให้ตาเรามา 2 ข้าง ตา 2 ข้างทำงานพร้อมกันเวลาเราจ้องมองวัตถุ สมมติเราให้เด็กมองเลขหนึ่งที่กระดานตาซ้ายก็จะมองเห็นเลขหนึ่งตาขวาก็จะมองเห็นเลขหนึ่งทั้งคู่ ถ้า 2 ตามองจุดเดียวกันเรียกว่าตาตรง แต่ถ้าตาทางซ้ายมองเลขหนึ่งตาขวามองทางอื่นอันนี้เรียกว่าตาเหล่ไม่ว่ามองไปทางซ้ายหรือทางขวาสิ่งที่เกิดขึ้น

คือเด็กจะมองเห็นเป็น 2 ภาพเพราะตาซ้ายมองเลขหนึ่งตาขวาไปมองอย่างอื่นมองอะไรไม่รู้ เพราะแล้วแต่มุมองศาที่ตาเขไป สมองจะทำการเลือกภาพที่สนใจอยู่สมองสมมติสนใจเลขหนึ่งอยู่ก็ดูที่เลขหนึ่งแล้วก็จะตัดภาพทางขวานั้นไปเพื่อไม่ให้สับสนว่าเป็น 2 ภาพ

ฉะนั้นพอเกิดเหตุการณ์นี้ซ้ำไปเรื่อยๆ สมมติเด็กคนนี้ตาเหล่ใช้ตาซ้ายจ้อง พอเกิดเหตุการณ์นี้เรื่อยๆ ความสามารถของตาขวาจะลดลงเพราะสมองทำการตัดสัญญาณทิ้งไปเรื่อยๆ เพราะมันไม่มีการกระตุ้นจากแสงเขาเรียกตาขี้เกียจพอไม่มีการกระตุ้นต่อเนื่องสักพักพัฒนาการของสมองข้างนี้จะถดถอย ข้างที่ใช้อยู่ต่อเนื่องคือข้างซ้ายที่มองเลขหนึ่งแสงจะเข้าข้างนี้แสงจะไปกระตุ้นสมองข้างเดียวกันของที่รับต่างๆ ข้างซ้าย ตาซ้ายกับตาขวาสมองแยกกัน

เพราะฉะนั้นแสงที่เข้าจากตาซ้ายมันก็จะได้รับการกระตุ้น สมองที่ได้รับสัญญาณจากตาขวามันก็ไม่ได้รับการกระตุ้นตัดถูกสัญญาณทิ้งไปเรื่อยๆ เรียกว่าตาขี้เกียจ พอเด็กมองด้วยตาข้างเดียวสิ่งที่เกิดขึ้นคือ

1.มุมมองการมองเห็นก็จะแคบลงเพราะมองเห็นด้วยตาข้างเดียวสังเกตว่าเรามองด้วยสองตามุมจะกว้างแต่ถ้ามองด้วยตาข้างเดียวมันจะแคบกว่า

2.ความคมชัดจะลดลงเหมือนเวลาเรามองวัตถุมองด้วยตาเดียวก็ชัดในระดับหนึ่งแต่ถ้าเรามองด้วยสองตาก็ชัดดับเบิ้ลขึ้นไปอีก

3.การมองภาพ 3 มิติ หายการกะระยะชัดลึกหายซึ่งมีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น โตขึ้นต้องขับรถถ้ามองด้วยตาข้างเดียวจะกะระยะเบรกลำบาก หรือง่ายๆ เล่นกีฬาจะชู้ดบาสลงห่วงกะระยะความลึกพวกนี้จะสูญเสียไป

ในคนที่มองด้วยตาข้างเดียวหรือชัดในตาข้างเดียวและอีกอย่างคือตาที่เหล่การมองเห็นจะถดถอยไปตาจะมัวลงมองไม่ชัด สมมติว่าวันหนึ่งเด็กคนนี้อายุเลย 13 ปี อย่างที่เราคุยกันไปตอนที่แล้วสมองจะหยุดพัฒนาการไปแล้วตาที่เป็นตาเหล่ข้างนั้นจะมัวไปตลอด วันดีคืนดีตาข้างที่ชัดเกิดมีปัญหามองไม่เห็นตาข้างนี้ก็จะมัวไปด้วย

วิธีการรักษา

ต้องพาไปตรวจก่อนสาเหตุเกิดจากอะไรหมอจะทำการตรวจตาละเอียดขยายม่านตา วัดสายตา ดูการกรอกตาว่ามีความผิดปกติของกล้ามเนื้อ ความผิดปกติที่สายตาหรือผิดปกติที่ตำแหน่งไหนจะได้รักษาเบื้องต้นตามสาเหตุ เช่น ผิดปกติที่สายตาก็มีแว่นให้ใส่

ในบางคนที่มีตาขี้เกียจจะเห็นเด็กบางคนก็จะโดนปิดตาเพื่อเป็นการกระตุ้น สมมติตาข้างขวาเป็นตาขี้เกียจข้างซ้ายเป็นตาดีเขาก็จะให้ปิดตาข้างซ้ายที่เป็นตาดีและให้ใช้ตาขวาที่เป็นตาขี้เกียจให้เต็มที่

สมมติทั้งวันตาขวาเหล่ตาซ้ายตรงอยู่เราก็ปิดตาซ้ายใช้ตาขวาบ้างจะได้มีสัญญาณไปกระตุ้นสมองส่วนที่เลี้ยงด้วยตาข้างนั้นบ้าง ก็จะมีการสลับกันใช้ จนถึงวันหนึ่งถ้าตายังไม่ตรงหมอก็จะทำการผ่าตัดเพื่อทำให้กล้ามเนื้อตาทำให้ตามองที่เดียวกันใช้สองข้างได้พร้อมกันก็คือตาตรงจำเป็นมาก

เพราะตาเหล่บางอย่างอันตรายโรคบางโรคที่อยู่หลังลูกตาเราไม่รู้เช่น เด็กมีจอประสาทตาลอกอยู่ เด็กมีเนื้องอกหรือมะเร็งในลูกตา เด็กบางคนจะมาด้วยโรคตาเหล่ได้ ตาเหล่ไม่ใช่เรื่องที่รอได้ถ้าเจอเด็กคนหนึ่งตาเหล่ขึ้นมาต้องรีบหาสาเหตุ เพราะบางสาเหตุอันตรายถึงชีวิตได้

ตาเหล่ ตาเข สังเกตได้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่

จริงๆ ในช่วง 4 เดือนแรกเป็นช่วงที่พัฒนาการมองเห็นอยู่ ถ้ามีการตาเหล่เข้าในหรือตาเหล่ออกนอกในช่วง 2-4 เดือนแรก อันนี้คุณแม่ยังไม่ต้องซีเรียสเด็กบางคนอาจจะตาออกเด็กบางคนอาจจะตาเข้าได้ โดยส่วนใหญ่พอถึงอายุ 6 เดือน ก็มักจะดีขึ้นแล้วหายไป

ถ้าหลัง 6 เดือนแล้วเด็กยังมีตาเหล่ตาเขอยู่ค้างอยูหรือเราเห็นเด็กตาเหล่ทั้งวันเลยให้พาไปหาหมอก่อนได้เลย โดยๆ ส่วนมากในเด็กเล็กๆ 2-4 เดือน ตาเหล่เขาจะไม่ได้เหล่ทั้งวัน ช่วงไหนเพ่งก็อาจจะเข้าช่วงไหนเหมอก็อาจจะไหลออกได้เป็นตาเขออกได้ จะเข้าๆ ออกๆ ได้อยู่ในช่วง 2-4 เดือนแรก ถ้าหลัง 6 เดือนไปแล้วยังมีตาเหล่อยู่อันนั้นผิดปกติไม่ว่าเหล่เข้าหรือเหร่ออกต้องพาไปตรวจ

วิธีการสังเกตง่ายๆ เดี๋ยวนี้พ่อแม่ทุกคนมีโทรศัพท์มือถือส่วนใหญ่ผมจะแนะนำว่า

1.ให้ลูกหน้าตรง ห่างสัก 1 เมตร

2.เอามือถือเปิดแฟลชและถ่ายรูปแล้วให้ดูแสงสะท้อนของแฟลชว่าอยู่ที่กึ่งกลางตาดำไหม

ถ้าอยู่กึ่งกลางของทั้ง 2 ตาเรียกว่าตาตรง แต่ถ้าข้างหนึ่งตรงอีกข้างหนึ่งแสงแฟลชที่เป็นสีขาวๆ อยู่ตรงขอบตาข้างใดข้างหนึ่งไม่อยู่ตรงกลางเรียกว่าตาเหล่ เบื้องหลังของตาเหล่ตาเขไม่ใช่แค่ตาขี้เกียจอย่างเดียวแต่อาจเป็นเรื่องของพัฒนาการทางสมองที่กระทบกับลูกได้ รักษาด้วยวิธีการของโรคเบื้องหลังตาเหล่ตาเข ถ้าเป็นเนื้องอกก็รักษาตามโรค ถ้ามีต้อกระจกก็ต้องผ่าต้อกระจกถ้าเป็นจากสายตาก็ตัดแว่นสายตา ตาเหล่ตาเขรักษาได้หายได้ทำให้เกิดตาตรงได้

3.ตาขี้เกียจ

ตาขี้เกียจไม่ใช่ตาเหล่ตาเขเป็นคนละเรื่องกัน ตาขี้เกียจเป็นเรื่องของสมองที่เกี่ยวกับการมองเห็นพัฒนาได้ไม่เต็มร้อยไม่เต็มที่ อาจจะเกิดจากตาเหล่ตาเขก็ได้ อาจจะเกิดจากสายตาผิดปกติมากก็ได้ เกิดจากโรคในตาก็ได้

พอเราพบว่าเด็กคนหนึ่งมีตาขี้เกียจพัฒนาไม่เต็มร้อยเราก็หาสาเหตุ สาเหตุเกิดจากอะไร เช่น สาเหตุเกิดจากต้อกระจกบังเราก็ทำการผ่าตัดต้อกระจกเปลี่ยนเลนส์ตาให้ ถ้าเกิดจากสายตาผิดปกติเราก็ตัดแว่นให้ แก้ที่สาเหตุเบื้องต้นเป็นอันดับหนึ่ง อันดับที่สองเรากระตุ้นการมองเห็นของเด็ก ในสมัยก่อนเราปิดตา ปิดข้างนี้เพื่อให้ใช้ข้างนี้เพิ่ม

ปัจจุบันก็จะมีวิธีการกระตุ้นมีเครื่องสำหรับรักษาบางโรงพยาบาล มีเครื่องกระตุ้นให้ตาข้างที่ขี้เกียจกลับมาใช้งานเยอะขึ้น สมัยใหม่อาจจะมี I-pad หรือแผ่นสกรีนบางอย่างให้เด็กใส่แว่นแล้วก็เล่นเกมเพื่อเป็นการกระตุ้นตาข้างที่มองเห็นถ้าใช้ตาข้างเดียวจะเล่นเกมนี้ไม่ได้มีการกระตุ้นให้เด็กใช้ 2 ตาพร้อมกันถึงจะเห็นตัวตุ่น ถึงจะทุบหัวตุ๊กตาตัวนี้ได้จะมีเกมที่กระตุ้นตาขี้เกียจขายอยู่ในท้องตลาดอยู่บ้าง

4.ภูมิแพ้ขึ้นตา

จริงๆ ภูมิแพ้ขึ้นตาก็จะสัมพันธ์กับภูมิแพ้ฝุ่น ภูมิแพ้อากาศ ภูมิแพ้ที่ทำให้เด็กน้ำมูกไหล เด็กที่มีภูมิแพ้อากาศอยู่ เช่น มีน้ำมูก มีหอบหืด เราก็พบว่ามีเรื่องของภูมิแพ้ขึ้นตาได้สูงกว่าเด็กทั่วไป

เพราะจริงๆ แล้วเยื่อบุในตากับเยื่อบุในจมูกจะมีส่วนที่เชื่อมถึงกันอยู่ทางท่อน้ำตา ฝุ่นที่เด็กแพ้พอเข้าจมูกแล้วมีน้ำมูกพอเข้าตาก็จะคันได้ มีคนเคยจัดอันดับอยู่ในเมืองไทยว่าแพ้อะไรอันดับหนึ่งส่วนใหญ่จะแพ้ไรฝุ่นในที่นอน หมอน ผ้าห่ม ตุ๊กตา หลายๆ บ้านชอบมีตุ๊กตาบนเตียงนอนของเด็ก

อาการแพ้ไรฝุ่นที่พบบ่อยเลยคือตื่นมาเช้าเด็กจะมีขี้ตาเยอะคันตา ตาบวมๆ ฉ่ำๆ เพราะเขานอนกับไรฝุ่นที่แพ้มาทั้งคืน อันดับสองฝุ่นแมลงสาป แมลงสาปเวลาตายตามท่อตามถนนจะเป็นผงเล็กๆ ปลิวไปกับอากาศ

มีคนเคยทำวิจัยเก็บตัวอย่างฝุ่นในบ้านที่กรุงเทพจะเจอแทบทุกบ้านเพราะมันฟุ้งกระจายไปทั่ว ฝุ่นก่อสร้างถ้ามีการก่อสร้างถนนข้างบ้านมีการก่อสร้างตึกเด็กก็จะแพ้ฝุ่นได้ง่าย ขนสุนัขขนแมวก็จะเจอบ่อย PM2.5 ก็จะเจอช่วงที่มี PM2.5 ก็จะมีการระคายเคืองตา ตาแดง PM2.5 ก็จะมีฝุ่นหลายชนิดที่มาด้วยกัน

อีกอันที่เจอก็คือพวกละอองเกสรดอกไม้ใบไม้ใบหญ้าพวกนี้บางทีอาจจะมาเป็นรอบปี เช่น เกสรของดอกไม้บางอย่างจะมาช่วงฤดูฝน เขาจะเรียก Seasonal allergy คือจะมาช่วงบางฤดู บางคนแพ้เกสรของดอกไม้ชนิดนี้

บางคนไปสวนลุมไม่ได้เลยเพราะว่าสวนลุมปลูกต้นไม้แบบนี้แล้วเป็นต้นไม้ที่เขาแพ้พอเข้าไปก็จะเกิดอาการคันมาก เราจะต้องรู้เป็นความจำเป็นที่เราต้องรู้ว่าแพ้อะไรเพราะการรักษาภูมิแพ้ที่ดีที่สุดคือหลักเลี่ยงสิ่งที่แพ้พอมีอาการภูมิแพ้แล้วค่อยมารักษาต่อด้วยการหยอดน้ำตาเทียมจะให้ยาแก้แพ้แบบหยอดหรือชนิดกินถ้าคนที่แพ้มากอาจต้องให้ยาสเตียรอยด์เพื่อลดอาการอักเสบภูมิแพ้

อาการภูมิแพ้ขึ้นตากระทบการมองเห็นของเด็ก

ภูมิแพ้มีหลายระดับ ถ้าภูมิแพ้ไม่เยอะมากคันๆ ตาเด็กอาจจะกะพริบตาหรือว่าขยี้ตา แต่พอเด็กขยี้ตาเยอะขึ้นเรื่อยๆ บางคนจะมีการอักเสบมากมีกระจกตาถลอก การอักเสบที่เกิดขึ้นจากภูมิแพ้สามารถทำให้กระจกตาถลอกการมองเห็นลดลงได้มากเพราะกระจกตาจะขุ่นถลอกการมองเห็นลดลงไป 2-3 เท่าได้เลย

นอกจากนี้การขยี้ตามากๆ ก็อาจทำให้เกิดการติดเชื้อของเยื่อบุตาทำให้เด็กเป็นตากุ้งยิงได้ บางทีเด็กมือไม่สะอาดพอคันมากก็ขยี้ตาก็มีตากุ้งยิงตามมาอีกการมองเห็นก็ลดลงเจ็บตาลืมตาไม่ขึ้นน้ำตาไหลทั้งวันก็ค่อนข้างกระทบกับคุณภาพชีวิตของเด็กพอสมควร

เพราะฉะนั้นเด็กคนหนึ่งเป็นภูมิแพ้เราก็ต้องรีบหาสาเหตุพยายามหลักเลี่ยงสาเหตุนั้นและรักษาอาการและคอนโทรลไม่ให้เขาเข้าใกล้สิ่งที่เขาแพ้

หากแพ้ไม่เยอะมากเมื่อโตขึ้นส่วนใหญ่มักจะดีขึ้นได้ เพราะว่าในวัยเด็กอายุยังไม่มากฝุ่นบางอย่างเขาอาจจะไม่เคยเจอพอได้รับมาก็อาจจะมี Reaction พอโตขึ้นไป Reaction ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับภูมิแพ้ที่เป็นในวัยเด็กอาจจะค่อยๆ ลดลงไปได้กับฝุ่นบางอย่าง แต่บางอย่างก็ไม่หายทุกครั้งที่โดนก็จะเป็นหนักบางคนมี Reaction ที่ดีขึ้นบางคนเป็นหนักเลยก็มี

5.โรคตาแดง

เป็นการอักเสบของเยื่อบุตาขาวและเยื้อบุของหนังตาด้านใน ส่วนตากุ้งยิงเป็นการอักเสบของต่อมไขมันที่เปลือกตาเป็นการอักเสบเหมือนกันแต่เป็นการอักเสบคนละส่วนของตา

โรคตาแดง เป็นการอักเสบอาจเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสก็ได้ ในเด็กส่วนใหญ่เราจะเจอว่าติดเชื้อไวรัส โรคตาแดงอาการก็จะแดงทั้ง 2 ข้าง มีขี้ตาเยอะๆ เด็กก็จะแพ้แสงแล้วก็มีน้ำตาตื่นเช้ามาก็มีขี้ตามาก การติดเชื้อที่เป็นการอักเสบจากแบคทีเรียอาจจะเกิดจากการที่น้ำสกปรกเข้าตาเด็กไปเล่นน้ำที่สกปรกหรือมีอะไรสกปรกเข้าตาก็จะติดเชื้อพวกนั้นมาหรือมือไม่สะอาดแล้วมาขยี้ตา

โรคตาแดงสามารถติดต่อได้ถ้าเด็กเป็นอาจจะต้องระวังพี่น้องในบ้านอาจจะมีการติดต่อกันได้ แนะนำว่าให้พามาตรวจดูว่าเป็นแบคทีเรียหรือไวรัสถ้าแบคทีเรียจำเป็นว่าต้องได้รับยาฆ่าเชื้อและต้องมีการดูแล เช่น ต้องเช็ดตา คอยดูว่ามีกระจกตาถลอกไหม

เพราะการอักเสบติดเชื้อพวกนี้จะทำให้กระจกตาถลอกเป็นแผลเป็นได้ โรคตาแดงบางอย่างมีอาการค่อนข้างรุนแรง และเราต้องดูว่าเด็กต้องล้างมือบ่อยให้ใช้สำลีหรือทิชชูที่สะอาดเช็ดตาแล้วทิ้งและล้างมือบ่อยๆ ความสะอาดเป็นเรื่องที่สำคัญในโรคตาแดง เราต้องป้องกันไม่ให้กระจายต่อไม่อย่างนั้นคนในบ้านก็จะเป็นต่อ

6.โรคตากุ้งยิง

เป็นการอักเสบของต่อมไขมันที่เปลือกตา ต่อมไขมันชนิดนี้มีหน้าที่สร้างน้ำมันเพื่อป้องกันไม่ให้เราตาแห้ง บางครั้งผลิตไขมันที่ไม่ดีออกมามันอุดตันมันจะคล้ายกับสิวคือต่อมไขมันบนผิวหน้าอุดตันแล้วมีแบคทีเรียเข้าไป

แบคทีเรียก็โตและเป็นหนองอยู่ข้างใน ตากุ้งยิงก็คล้ายๆ กันก็มักเกิดกับเด็กที่ชอบขยี้ตาบ่อยบางคนอาจจะมีภูมิแพ้ด้วยเลยขยี้ตาบ่อยแล้วเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในมือก็เข้าไปเติบโตเพราะเป็นต่อมไขมันก็จะมีอาหารให้แบคทีเรียได้ใช้ได้กิน ได้แพร่พันธุ์ได้ก็จะมีหนองอยู่ข้างใน

อาการเบื้องต้นของตากุ้งยิงคือ เจ็บ ถ้าเด็กบอกว่าเจ็บที่เปลือกตาดูแล้วบวมแดงๆ นิดหน่อยเบื้องต้นให้คุณแม่ประคบอุ่นก่อน ความอุ่นที่เหมาะสมคือ อุ่นสบาย รู้สึกว่าประคบไปแล้วไม่รู้สึกร้อนจนต้องทนอุณหภูมิอยู่ประมาณ 37-39 องศาเซลเซียส

การประคบอุ่นจะทำให้ไขมันที่มันอุดตันต่อมไขมันนิ่มลง ทำให้แรงดันที่อยู่ในก้อนของกุ้งยิงหนองมันมีแรงดันสูงมันก็จะดันไขมันที่อุดตันให้หลุดออกจากการประคบอุ่น ถ้ามีตาบวมแดงไม่ประคบเย็นจะทำให้ยิ่งอุดตันถ้าประคบอุ่นมีโอกาสที่กุ้งยิงจะระบายออก พอหนองได้ระบายออกจะยุบลง

หากประคบอุ่นถ้ายังไม่ดีอาจต้องได้รับยาปฏิชีวนะชนิดหยอดหรือป้ายช่วยเสริมทำให้กุ้งยิงดีขึ้น ถ้าไม่ดีขึ้นก็มาหาหมอเพราะอาจต้องมีการกดระบายหนองออกเพื่อให้หาย เพราะทิ้งไว้การติดเชื้อจะลามเข้าไปที่ตาหรือเบ้าตาได้ในเด็กเล็ก

7.หนังตาตก

ส่วนใหญ่จะเป็นชนิดเป็นตั้งแต่กำเนิด ส่วนใหญ่เราเห็นอาการตั้งแต่เด็กยังเล็กๆ อยู่ อาการหนังตาตกเกิดจากกล้ามเนื้อที่มีหน้าที่ดึงตาอ่อนแรงเลยทำให้ตก เวลาเจอเด็กหนังตาตกก็จำเป็นต้องพามาตรวจเพื่อประเมินว่าหนังตาที่ตกมีผลกับการมองเห็นของเด็กไหมถ้าหนังตาที่ตกลงมาบังรูม่านตาคือบังแสงที่จะเข้าตาอันนั้นถือว่ามีผลต่อการมองเห็นอันนั้นหมอก็จะต้องทำการรักษาด้วยการผ่าตัดเพื่อเปิดตาให้มันกว้างขึ้นเพื่อให้เด็กใช้ได้

เพราะถ้าหนังตาตกบังตาก็จะทำให้ตาข้างนั้นเป็นตาขี้เกียจหรือหนังตาที่ตกลงมากดกระจกตาก็อาจทำให้เด็กคนนั้นเป็นสายตาเอียงได้ หนังตาตกทำให้เกิดการมองเห็นผิดปกติได้ทั้งบังตาทั้งทำให้เป็นสายตาเอียงก็ได้

หากเจอหนังตาตกให้พาไปตรวจเราจะดูว่าปริมาณการตกมากน้อยแค่ไหนเด็กลืมตาได้มากน้อยแค่ไหน หรือว่าเลิกคิ้วได้ไหมเลิกคิ้วช่วยเพื่อให้ตาโต หมอก็จะประเมินดูว่าเมื่อไหร่ควรผ่าตัดถ้าบังมากแล้วมีผลต่อการมองเห็นก็จะต้องรีบหน่อย แต่ถ้าดูแล้วยังไม่บังก็อาจจะรอสักพักเพื่อให้เด็กได้ฝึกกล้ามเนื้อ

เวลาผ่าตัดหมอต้องเลือกวิธีการผ่าตัดเพราะวิธีการผ่าตัดหนังตาตกมีหลายแบบบางทีดูในตอนเด็กประเมินยากอาจจะต้องรอโตขึ้นหน่อยว่าฟังก์ชั่นการเปิดของตาได้มากน้อยแค่ไหนอาจจะผ่ามากผ่าน้อย

ท่อน้ำตาตัน

อีกอาการที่พบได้บ่อยคือ น้ำตาไหลบ่อยๆ ไหลเยอะ คือ อาการท่อน้ำตาตันแต่กำเนิดก็จะเจอบ่อยมักเป็นกับตาข้างใดข้างหนึ่งบางทีจะมีขี้ตาออกมามาก ซึ่งโดยมากท่อน้ำตาตันที่เรากังวลมากคือพอมันตันแล้วเกิดการติดเชื้อทำให้เกิดเป็นหนองหรือฝีที่บริเวณท่อน้ำตาบริเวณหัวตาเพราะน้ำตาจะอยู่บริเวณดั้งใต้จมูกตรงหัวตาทั้ง 2 ข้าง

น้ำตาคนเรามันจะไหลตรงหัวตาแล้วจะไหลลงจมูกถ้ามีการตันของท่อน้ำตาทำให้เกิดการขังของน้ำตาในท่อน้ำตาแล้วตัวแบคทีเรียจะโตทำให้เป็นหนองซึ่งอันตราย บางที่หนองแตกออกมาบริเวณข้างๆ ตาได้บางทีอาจทำให้เป็นรูถาวรรักษาไม่ดีพอมีน้ำตาไหลทำให้มีน้ำตาออกมาข้างๆ ได้

เพราะฉะนั้นถ้ามีท่อน้ำตาตันน้ำตาไหลตั้งแต่เด็กแรกเกิดคุณหมอจะแนะนำสอนวิธีการดูแลนวดหัวตาอย่างไรหยอดยาอย่างไรเพื่อทำให้มันดีขึ้น โดยปกติเด็กกว่า 90% ภายในอายุ 1 ปี ถ้านวดตาได้ดีท่อน้ำตาตันมักจะดีขึ้นและหายไป แต่ถ้าหลัง 1 ขวบ หรือขวบครึ่งยังไม่หายอาจต้องทำการแยงท่อน้ำตาเพื่อเปิดท่อน้ำตาให้

ส่วนโรคอื่นๆ ในเด็กส่วนใหญ่ก็จะเป็นอุบัติเหตุต่างๆ ที่เด็กอาจจะเกิดขึ้นได้เป็นประจำ เช่น ของเล่นชนตามีกระจกตาถลอก หรือเล่นกันแล้วนิ้วโดน บางคนอ่านหนังสือแล้วกระดาษบาดตาก็พบได้เรื่อยๆ ส่วนใหญ่เวลากระดาษบาดตาก็จะโดนกระจกตาดำก็จะเป็นรอยข่วน อาการเด็กก็จะแสบตาแพ้แสงน้ำตาไหลแต่ไม่มีขี้ตาแล้วเด็กก็จะพยายามปิดตาตลอดเวลาและเจ็บเป็นอาการที่บอกว่าน่าจะมีแผลที่กระจกตา

 

ติดตามฟังได้ที่รายการรักลูก The Expert Talk

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

 

รักลูก The Expert Talk EP.26: แก้ปัญหาพฤติกรรมลูก "ฉบับนักจิตวิทยา" แค่พ่อแม่ปรับ ลูกก็เปลี่ยน

ด้วยเจนเนอเรชั่นที่ห่างกันระหว่างพ่อแม่และลูก ขณะที่ความรู้ที่มีอยู่ก็ไม่สามารถนำมาใช้งานได้จริง มีสิ่งที่ต้องโฟกัสเยอะทั้งเรื่องงาน ครอบครัวและลูก บวกกับการเลี้ยงลูกด้วยความไม่เข้าใจและกลัว ทำให้เรามองว่าการเลี้ยงลูกเป็นเรื่องยาก และลูกมีปัญหาพฤติกรรมครบทุกด้าน

ฟังวิธีการรับมือกับปัญหาพฤติกรรมต่างๆ โดยนักจิตวิทยา อาจารย์อลิสา รัญเสวะ นักจิตวิทยาคลินิก ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น ศูนย์กุมารเวชกรรม โรงพยาบาลพระรามเก้า

 

การเลี้ยงลูกเดี๋ยวนี้ยากมาก ถามในมุมมองของนักจิตวิทยา

ด้วย Generation ที่เปลี่ยนไป เรากับลูก Generation ก็เริ่มห่างกันเยอะด้วยความที่เราเองอาจจะขาดความรู้ทั้งๆ ที่ความรู้มันเยอะแทบจะท่วมหัวเลยแต่ความรู้เหล่านั้นไม่มาประกอบกันได้ แล้วเราควรต้องทำแบบคนนี้คนนั้น หรือคนนู้นดี เลยเป็นเหตุให้เรารู้สึกว่าความรู้ที่เรามีอยู่มันเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่จริง

ทั้งหมดมันดีแต่พอมาประกอบกันเราไม่สามารถเป็นอย่างนั้นได้เลยมันยากเพราะเรามีโฟกัสเยอะ เรามีเรื่องงานหนัก ไหนจะเรื่องชีวิตคู่เราอีก พ่อแม่ที่เราต้องรับผิดชอบอีก ไหนจะลูกอีกทุกอย่างเข้ามาพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะในช่วงโควิด 2 ปีนี้หนักหนาสาหัสมาก เพราะทุกอย่างอยู่กับเราหมดเลยไม่ว่าจะเรื่องงานที่ยากขึ้น เรื่องของลูกที่ความเข้าใจของเราก็เหมือนจะไม่ค่อยเข้าใจเขาเท่าไหร่

จริงๆ โดยธรรมชาติเด็กไม่ได้เปลี่ยนไปเยอะก็คือเหมือนเดิม เหมือนเด็กเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เหมือนพวกเรา เพียงแต่ว่าพอเรามาเป็นพ่อแม่เองเรากลับรู้สึกว่ามันยากที่จะเข้าใจเหลือเกิน แล้วด้วยเหตุที่เราไม่เข้าใจเราก็กลัว พอเรากลัวบางครั้งเราก็เอาปมของเรามาแล้วเราก็จะไม่ทำอย่างที่เรามีปม เช่น ถ้าพ่อแม่เข้มงวดกับเรา เราก็ไม่อยากเข้มงวดกับลูก

แล้วเราก็ให้ทุกอย่างเพราะเราไม่เคยได้ อันนี้เราก็ถมปมตัวเองอีก แล้วเราก็ตามใจลูกเพราะรู้สึกว่าตอนเล็กๆ เราโดนพ่อแม่ขัดใจเราอยากจะถูกตามใจ เราเอาปมของเรามาเลี้ยงลูกยุคใหม่ ที่นี้ไปกันใหญ่เลยความเข้าใจก็ไม่ค่อยมี ความรู้ก็เอามารวมกันไม่ได้ สิ่งที่กลัวก็เยอะ เพราะฉะนั้นผลที่ออกมาเราจะเห็นว่า เด็กสมัยใหม่ทำให้เรารู้สึกว่าเราเลี้ยงเขายาก แต่จริงๆ เรารู้เทคนิคเด็กไม่ได้เลี้ยงยาก คนที่ยากทำให้เขายากคือเราเท่านั้นเอง

ปัญหาพฤติกรรมที่พบได้บ่อย

เยอะมาก สิ่งแรกก็คือการเรียนออนไลน์การเรียนรู้ของเด็กโดนฟรีสไป 2 ปี เรียนออนไลน์ไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่กับเด็ก

สอง เรื่องพัฒนาการเริ่มเกิดเด็กพัฒนาการช้ามากขึ้นเพราะถูกขังไว้ในพื้นที่แคบมันเลยไม่เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่ดีกับเขา

สาม ปัญหาที่ตามมาจากโควิดอีกคือ การติดจอ ด้วยเทคโนโลยีที่เข้ามาอย่างรวดเร็วเด็กติดต่อสิ่งที่เกิดขึ้นคือเขาหมกมุ่นมากที่จะรอเวลาที่จะเล่น พอได้เล่นสิ่งนั้น Passion ในการใช้ชีวิตในการเรียนหนังสือในการทำสิ่งต่างๆ ก็หายไป

ปัญหาที่เข้ามาในโรงพยาบาลตอนนี้เยอะมากคือปัญหาพฤติกรรม ปัญหาทางด้านอารมณ์ ปัญหาทางด้านสมาธิ ปัญหาทางด้านการเรียนรู้ มาครบเลย เมื่อก่อนจะมาแค่ 1 ด้าน แต่ตอนนี้เด็ก 1 คนครบมากแล้วพอเป็นแบบนี้ก็ขาด Social Skill ปัญหาใหญ่เหมือนกันเพราะฉะนั้นตอนนี้คนที่มาถึงมือมีเรียงลำดับอายุ 3 ขวบ 6 ขวบ 10 ขวบ 13 ขวบ เจอโดนผลกระทบกันหมดเป็นเรื่องยากเหมือนกันของพ่อแม่ที่จะรับมือกับสิ่งนี้ที่จะช่วยลูก เลยทำให้สิ่งนี้ทำให้พ่อแม่เครียดมากไม่รู้จะจัดการอย่างไร

พ่อแม่ต้องปรับเรื่องไหนก่อน

1.พ่อแม่ต้องปรับทัศนคติตัวเองใหม่ก่อน

ตั้งสติดีๆ ก่อน เวลาที่ปัญหามันเข้ามาหาเราเยอะเราจะรู้สึกแพนิคและวิตกกังวลมันเยอะไปหมดไม่รู้จะจัดการอย่างไร จริงเริ่มที่เรา เราตั้งสติให้ดีแล้วเราเปลี่ยน Mindset ว่าเราจะไม่ทำเหมือนเดิมแล้วนะ

ถ้าเราทำเหมือนเดิมผลก็คือเหมือนเดิมเราต้องเปลี่ยนกระบวนการเลี้ยง เมื่อก่อนเราอาจจะเลี้ยงเขาแบบหนึ่ง ตอนนี้สิ่งที่เราเน้นเสมอเลยว่าตอนนี้ถ้าเราจะแก้มาจดจ่ออยู่กับลูกอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมงอย่างมี Quality Time อยู่กับเขาสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเขา ตอนนี้เราเครียดเราก็เอากลับมาให้เขาแล้วเราก็รู้สึกกดดันเขา คาดหวังเขา เราคาดหวังในการเรียนออนไลน์ของเขาอย่างหนัก คำว่า คาดหวังอย่างหนัก พอเราเห็นเขานั่งไม่อยากเรียนเราก็รู้สึกหงุดหงิด พอเขาเปิดจอ 2 จอ 3 จอ 4 เราก็รู้สึกเครียด

เราต้องปรับ Mindset ใหม่ว่าเด็กคือมนุษย์คนหนึ่ง คิดถึงตัวเองเมื่อตอนเราเป็นเด็กมันก็ควบคุมทุกอย่างยาก 1. คือการเรียนออนไลน์เราต้องยอมรับแล้วว่าไม่เวิร์คมันได้ 50% ตั้งใจเกือบตายก็ได้แค่นี้ เพราะฉะนั้นเลิกกดดันลูก เลิกคาดหวังจากลูกเสียที

2.ตั้งสติ

แล้วดูปัญหาของลูกว่าตอนนี้เขากินอยู่หลับนอนเขาช่วยเหลือตัวเองได้หรือเปล่า ช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวันเป็นการกระตุ้นพัฒนาการที่ดีมากๆ กระตุ้นพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ อย่างใส่เสื้อตัวต้องตั้งขึ้นมากล้ามเนื้อทั้งแท่งของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ได้ใช้ แขนได้ใช้ ขาได้ใช้ กล้ามเนื้อมัดเล็กได้ใช้ นิ้วได้ใช้จับเสื้อติดกระดุม เรื่องของภาษาได้ใช้เพราะเวลาเราบอกลูกหยิบอันนั้น หยิบอันนี้ เขาต้องฟังต้องเข้าใจมีการสื่อสาร

ในเรื่องของการแก้ปัญหาก็เกิดเพราะฉะนั้นเราต้องกลับไปดูใหม่แล้วว่าการกินอยู่หลับนอนที่เราเคยทำให้ ที่เราเคยให้พี่เลี้ยงทำให้เราต้องเปลี่ยนทัศนคติแล้วโลกโหดร้ายกว่าที่เราคิดถ้าเขาช่วยตัวเองไม่ได้แค่เรื่องง่ายๆ แค่นี้เขาจะผ่านไปสู่เรื่องยากได้อย่างไร

เพราะฉะนั้นในชีวิตประจำวันถ้าเขาสามารถดูแลตัวเองได้เขาก็จะภูมิใจในตัวเองและเราเองก็จะเบาลง พอเราเบาลงเขาทำทุกอย่างได้ด้วยตัวเองกินได้ด้วยตัวเองได้ สามารถอยู่กับตัวเองเป็น สามารถนอนได้โดยไม่ไปรบกวนคนอื่น พวกนี้กิจวัตรประจำวันทำได้เองเพิ่มเรื่องของการช่วยเหลือคนอื่นหน้าที่งานบ้านมันคือความรับผิดชอบต่อสังคมต่อคนอื่นต้องปลูกฝัง เพราะถ้าเราตามตอนนี้สังคมโหดร้ายมากดูข่าวเด็ก

เอาแต่ตัวเองโฟกัสแต่ตัวเองแล้วเราก็ให้ลูกไปโฟกัสแต่ตัวเองทุกวันนี้เป็นแบบนี้ มันเปลี่ยนไปมากเมื่อก่อนเราจะเป็นห่วงเป็นใยความรู้สึกของคนอื่นเราจะโพสต์เชียลเราจะแคร์ว่าเมนท์ไปแล้วเดี๋ยวเขาเสียใจเดี๋ยวนี้เราไม่มีความแคร์อันนี้เลยเราอยากจะพูดอะไร พิมพ์อะไร เมนท์อะไรเราก็ตรงๆ แรงๆ เราใส่อารมณ์ใส่ความรู้สึกเข้าไปโดยไม่แคร์คนอื่น

เพราะฉะนั้นแปลว่าตอนนี้เราเคารพแต่ตัวเองเราไม่เคารพความรู้สึกของคนอื่น อันนี้ Self Esteem คือการที่เรารู้จักตัวเองรักตัวเองเป็นแล้วต้องรักคนอื่นได้ด้วยเราต้องมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เราต้องมีความเมตตากับคนอื่น

ตอนนี้แทบไม่มีเลยคอมเมนท์ไม่มีความเมตตาเลยแล้วตามด้วย Cyber Bullying อีกปัญหายาวมาก คุณพ่อคุณแม่ตั้งสติก่อนเริ่มที่บ้านและตอนนี้เราพึ่งโรงเรียนไม่ได้เราต้องพึ่งตัวเองเราต้องเป็นครูของลูก เราต้องหากระบวนการเรียนรู้ที่มันใช้ได้จริงวิชาการหรืออินเตอร์เนทไปอ่านมาคนหนึ่งก็ไปทิศหนึ่งอีกคนก็ไปทิศหนึ่ง

บางคนบอกเราว่าต้องทุ่มเทเวลาทั้งหมด แล้วกินอะไรคำถามง่ายๆ แล้วกินอะไร แล้วพอลูกเรียนจบจะอยู่อย่างไรละ ความภาคภูมิใจของเราละ ชีวิตของเราละ พอลูกอายุ 15 ลูกก็ไม่เอาเราแล้วลูกก็ไปอยู่กับแฟน ลูกก็สนใจเพื่อน แล้วเราจะอยู่อย่างไรเราจะเหงาไหมเราจะขาดสังคมหรือเปล่า

ความจริงคือมันต้องไปด้วยกันเราคือมนุษย์หนึ่งคน ลูกคือมนุษย์หนึ่งคนอยู่กันอย่างไรให้เป็นความจริงที่สุดว่าเราอยู่ร่วมกันเรารับผิดชอบเขา เขารับผิดชอบตัวเองและมีปัญหาให้น้อยที่สุด การจะมีปัญหาให้น้อยที่สุดมันต้องเริ่มตั้งแต่ขวบปีแรกได้ปัญหาทุกอย่างมันจะเบาและน้อยที่สุดถ้าเริ่มด้วยความเข้าใจและความรู้ที่แท้จริงในการเลี้ยง

เราตั้ง Mindset ว่า เราฝากลูกไว้กับครูยากแล้วสิ่งที่สำคัญคือพ่อแม่เองเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกด้วยในเรื่องของอารมณ์ในเรื่องของวุฒิภาวะเวลาปกติเราเครียดเราวี๊ดเราก็ลงไปทีเขาเลย เพราะฉะนั้นเราอยากให้เขาโตขึ้นมีเหตุผลเราต้องทำสิ่งนั้นให้เขาเห็นด้วยว่าพ่อแม่ก็เป็นแบบนั้นลูกก็จะได้มีโมเดลที่ดี

ส่วนปัญหาที่มันมามากมายค่อยๆ โฟกัส จริงๆ ลูกไม่ได้แย่หลายๆ คนนั่งมาร์คจุดด้อยของลูกมีเป็นร้อยแต่ตัวเองก็จะมองกลับไปลองดูสิ่งที่เขาทำได้สิ จริงๆ แล้วเขาไม่ได้แย่ขนาดนั้น แต่เราลองมาดูว่าเขาทำอะไรไม่ได้เราก็สอนเขาให้เขาทำได้อะไรที่เป็นปัญหาหนักมือเราทำไม่ได้แล้วต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญก็หาความช่วยเหลือ

หาข้อมูลที่สามารถทำได้จริงเป็นไปได้เราเข้ากับข้อมูลอันนั้นเป็นข้อมูลที่คลิ๊กกับเรา เราจะรู้เลยว่าข้อมูลนี่เป็นไปได้เราทำได้ เพราะนั้นตั้งสติเปลี่ยน Mindset ว่าอย่าพึ่งคนอื่นพึ่งตัวเอง

สร้างบ้านให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของลูก

เพราะจริงๆ เมื่อก่อนเราส่งลูกไปที่โรงเรียนแล้วลูกก็อยู่ที่โรงเรียนถึงเย็น เราก็คาดหวังว่าคุณครูจะให้ลูกกลับมา 1 2 3 4 ลูกต้องเพอร์เฟคสำหรับฉันแต่ตอนนี้หน้าที่อยู่ที่พ่อแม่หมดเลย แล้วโรงเรียนก็น่าสงสารในตอนนั้นอย่าลืมว่าในห้องคุณครูต้องสอนวิชาการแล้วคุณครูก็ต้องสอนกติกา

คุณครูก็ต้องสอนมารยาท ต้องให้ Social Skill ลูก เพราะเด็กในห้องเรียนหนึ่ง 30 คน หมอทำกรุ๊ปเด็กเพื่อทำพัฒนา Social Skill รับไม่เกิน 5 คน เพราะเราดูละเอียด เด็กในเรื่องของ Social Skill ไม่ใช่ 30 คนแล้วเราสามารถพัฒนาได้ อยู่ที่บ้านเราทำกับลูกที่บ้านได้เลยเราสามารถพัฒนาเขาได้ทุกๆ ด้าน พัฒนาการกล้ามเนื้อมัดใหญ่เราทำได้ที่บ้าน กระโดดโลดเต้นหากิจกรรมเคลื่อนที่ในที่แคบให้ลูกทำ

พัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็กใช้ศิลปะได้ ใช้การเล่นของเล่นได้ พัฒนาการทางด้านภาษาพูดเป็นเพื่อนกับลูกก่อนได้ในช่วงนี้ เราจะเน้นมากช่วงนี้เด็กเวลาคุยไม่ค่อยมองหน้าไม่ค่อยสบตาเพราะเวลาเราคุยกับลูกเราเล่นมือถือ ลูกก็ไม่รู้ว่าต้องมองหน้า

ซึ่งความสัมพันธ์ที่แท้จริงของมนุษย์ที่มันต่างกับอย่างอื่นคือมองหน้า สบตา พูดคุย อันนี้ต้องให้เกิดทักษะสังคม เบสิกอันนี้ต้องเกิดก่อนรู้จักมองหน้าคน รู้จักมองตา สบตา พูดคุย อันนี้เริ่มที่บ้านได้ทำเลยมีเวลา 1 ชั่วโมง สร้างปฏิสัมพันธ์กับลูกเล่นกับลูกเราก็ต้องรู้ด้วยว่าจะเล่นอะไร บางครั้งการเล่นเราก็เป็นแม่เกินไป เราก็เป็นครูเกินไปหรือบางทีเราก็เป็นเพื่อเกินไป มันพอดี

สร้างหลักความพอดี สร้างจุดสมดุล

เข้าใจก่อนว่าการเป็นเพื่อนเล่นของลูกกับการเลี้ยงลูกเหมือนเพื่อนไม่เหมือนกัน ในช่วงแรกของชีวิตตั้งแต่แรกเกิดจนถึงก่อนเข้าวัยรุ่นเลี้ยงลูกให้เป็นลูกได้ ไม่ต้องเป็นเพื่อน

เลี้ยงดูอย่างเข้าใจธรรมชาติของวัย

เพราะเราต้องสอน ต้องสั่ง ต้องออกคำสั่ง เราต้องให้เขาเชื่อฟังเรา แต่หลังจากวัยรุ่นไปแล้ว 10 ขวบไปแล้วเราต้องเลี้ยงเขาแบบเพื่อนเราจะหยุดการสอน

เราจะพูดคุยเราจะใช้เหตุผล เราจะแสดงความเห็นที่ต่างกันได้เราจะรับฟังกันมากขึ้น เพราะฉะนั้น 10 ปีนี้ เวลาที่เล่นคือเล่น เวลาที่เลี้ยงคือเลี้ยง เวลาที่สอนคือสอน แต่เวลาสอนก็ไม่ใช่พูดเรื่องเดิม เราต้องรู้แล้วว่าเราสอนเขามา 5 ปี ในเรื่องนี้เราพูดเหมือนเดิมประโยคเดิมอารมณ์เดิมเขารู้แล้วที่เขาไม่ทำเพราะยังพูดเหมือนเดิมอารมณ์เดิมประโยคเดิมเราไม่เรียนรู้แต่ลูกเรียนรู้

คนฉลาดคือคนที่ต้องเรียนรู้ว่าสิ่งไหนไม่เวิร์คต้องหยุด เพราะฉะนั้นเราพูดจ้ำจี้จ้ำไชมาไม่เกิดผลเราต้องหาวิธีใหม่ วิธีจ้ำจี้จ้ำไชก็ไม่น่าใช่วิธีที่เหมาะกับลูกเรา เราก็ต้องตั้งสติดีๆ ว่าอะไรถึงจะพอดีออกคำสั่งชัดๆ เด็ดขาดแต่ไม่ได้ใช้อารมณ์ อย่างเช่น ไปอาบน้ำ ธรรมดา ลูกบอกว่าเดี๋ยว ก็ค่อยๆอารมณ์เพดาน ขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเป็นตัวเองก็จะให้แค่ 3 ครั้ง ที่จะไปอาบน้ำ รอบที่สอง ไปอาบน้ำ ให้เสียงต่ำลง สูงขึ้นคือใช้อารมณ์

เวลาเราจะกดดันใครให้เราใช้เสียงต่ำ เวลาเราโกหกเราจะใช้เสียงสูงเราจะใช้อารมณ์ ครั้งที่ 3 ไม่พูดลากไปเลยค่ะ คือการกระทำที่ชัดเจนเด็ดขาดว่าแม่ให้แค่นี้ แค่นี้คือแค่นี้ทำไปสัก 2-3 ครั้งเกิดการเรียนรู้ คือลูกเกิดการเรียนรู้ดีกว่าผู้ใหญ่

เรียนรู้ลูก

สังเกตไหมบางคนมีลูกมา 10 แล้วมาเรียนรู้เลยยังใช้วิธีเดิมแต่ลูกเรียนรู้ตลอดเวลา ปรับเพื่อจะสู้กับเราตลอดเวลา แล้วการต่อลองเป็นการดึงที่เขาต้องการ เช่น การบอกว่าเดี๋ยว อีกแป๊บหนึ่ง อีกหน่อยหนึ่ง อีก 10 นาที อีก 5 นาที เหมือนได้ตลอดเลยไม่เคยเดี๋ยว

เพราะฉะนั้นเขาเรียนรู้และรู้จักใช้วิธีแต่เราไม่ได้เรียนรู้เราใช้วิธีเดิม พอรอบที่ 1 ไม่ได้เราก็ใช้ประโยคเดิมซ้ำเดิมแล้วเราก็วี้ด เสียงก็สูงขึ้นๆ อารมณ์ก็สูงขึ้นด้วย ถามว่าแล้วใครได้ประโยชน์ ลูกได้สิ่งที่ลูกต้องการไม่ใช่เรา กลับมาใหม่ว่า

พอดี

พอดี คืออะไร พอดี คือพูดน้อยๆ ชัดๆ เด็ดขาด ให้เขารู้ว่าทำคือต้องทำการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันคือเรื่องซีเรียส แต่เวลาเล่นกับลูก เล่นแบบเพื่อนไม่ใช่เล่นแบบออกคำสั่ง ไม่ใช่เป็นครูไม่ใช่เป็นพ่อแม่ เล่นแบบเพื่อนหมายความว่าอย่างไรเราเป็นคนหนึ่งที่ให้เขาเรียนรู้กติกามีการสลับพลัดเปลี่ยนกันถึงตาลูก ถึงตาแม่มีความสนุก

มีการทำให้ลูกเห็นว่าเราไม่ได้เก่งไปทุกอย่าง ไม่ได้ชนะลูกทุกครั้ง สลับกันแพ้สลับกันชนะ แกล้งแพ้บ้าง แกล้งชนะบ้าง แกล้งเสมอบ้าง เพื่อให้เขาปรับตัวว่าจริงๆ ไม่เป็นไร เราเป็นตัวอย่างให้ดูว่าแพ้ไม่เป็นไร ชนะอย่าเยาะเย้ยลูก ชนะอย่าโห่ฮิ้วมากแล้วเขาจะรู้สึกเยอะ

เพราะฉะนั้นเราก็เล่นให้เขาเรียนรู้กติกา ว่าการเล่นมีกติกาอยู่ เขาสนุกกับเราได้เวลาที่เขาเล่น อย่างของหมอก็จะมีชั่วโมงเรียกว่า Happy Time คือการอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ไม่ต้องมีอะไรไม่ต้องสอนไม่ต้องมีกติกา เป็นยังไง วันนี้ไปเจออะไรมาบ้าง แต่ไม่ได้หมายความว่าชั่วโมงนั้นเราจะเอาความทุกข์ไปไว้ที่ลูกไปเราว่าวันนี้แม่เจอความเครียด ไม่ใช่

หรือพ่อแม่บางคนชอบจะเอาความทุกข์ไปใส่ไว้ที่ลูก เช่น ทะเลาะกับพ่อของเขาไปว่าพ่อให้ลูกฟัง ไปบอกลูกว่าพ่อนิสัยไม่ดียังไง หรือพ่อเองก็มาว่าแม่ให้ลูกฟังสิ่งนี้ไม่ควรทำ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ ความทุกข์เรื่องงาน ความทุกข์เรื่องเงิน

เด็กไม่ควรต้องมารับผิดชอบเรื่องนี้ในเวลาที่เขาเป็นเด็ก คุณกำลังจะดับฝันเขาเหมือนคุณกำลังจะบอกเขาว่าชีวิตไม่ได้มีความสุขเลยจริงๆ แล้วมีความทุกข์หนักมาก แล้วเราก็เอาความทุกข์เราไปไว้ในใจเขา เวลาเด็กที่เขาซับเอาความทุกข์ไปเขาไม่เหมือนเรา เขาไม่รู้ว่าความทุกข์สามารถหยุดได้หมดได้ แต่เขาจะเก็บเอาไว้แล้วก็ซึมซับความทุกข์นั้นไว้จนเป็นอารมณ์ตัวเองแล้วก็ไม่อนุญาตให้ตัวเองมีความสุข

เช่น คุณแม่บอกว่าวันนี้แม่ทุกข์ทรมานต่างๆ นาๆ ลูกก็จะรู้สึกว่าฉันมีความสุขไม่ได้ ฉันอยู่หลังแม่ฉันเด็กจะไม่ยอมให้ตัวเองมีความสุข มันก็ส่งผลกระทบไปที่เขาเพราะฉะนั้น Happy Time คือการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน พูดคุยกัน ผ่อนคลาย พยายามรับฟังเขา

จริงๆ เป็นช่วงติดตามว่าเทรนด์ของเขา เขาสนใจอะไรกำลังโฟกัสอะไร เขาสามารถเล่าเรื่องทุกอย่างให้เราฟังได้นะ เราเป็นคนที่เขาไว้ใจได้แล้วก็ยังไม่ต้องสอนอะไรเก็บเอาไว้ เวลาเขาเล่าอะไรหรือไปทำอะไรมาก็แล้วแต่คุณพ่อคุณแม่มักใจร้อนเผลอสอน

พอดี หมายความว่า รอเวลาที่พอดีที่จะสอน แล้วการรับฟังไม่ใช่ว่า แม่หนูไปทำอันนี้มา ลูกไม่ควรทำแบบนั้นนะแล้วก็สอนไปยาว แล้วใครจะเล่าให้คุณฟังเพราะมันก็จะมีตำหนิตามมา

พอดี คือ คิดถึงใจตัวเองไว้ว่าถ้าเราเป็นเขาเราอยากได้อะไรคิดถึงใจเราถ้าไม่ใช่เวลาสอนก็อย่าสอนตลอดเวลา สอนให้เป็นเวลาแล้วพูดให้น้อย เพราะเวลาที่เราพูดเยอะๆ เด็กจะเข้าใจว่าเราบ่น เขาจะรู้สึกว่านี่คือบ่นแล้วไม่มีสาระแล้วโทนเสียงระดับเกินมาตรฐานของแม่คือการที่แม่พร่ำเพ้อแล้วลูกก็จะดับหูก็จะไม่อยากฟังเลี้ยงลูกจริงๆ ต้องมีจิตวิทยาเยอะมาก มีดีเทลเยอะ

เป็นแบบอย่างให้ลูก

เป็นแบบอย่างให้ลูก แต่พอช่วงวัยรุ่นมันเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงหมดเลย หยุดสอน ฟังให้เยอะ พูดให้น้อย คอนเซปต์ของการเลี้ยงวัยรุ่น

ซ่อมแซม Learning Loss ในมุมมองของนักจิตวิทยา

ตอนนี้ปัญหาเข้ามารอบด้าน กรูเข้ามาทุกทางสมัยก่อนปัญหาก็เยอะแต่ทำไมไม่กรูหาเด็กขนาดนี้ ไม่มาหาเราขนาดนี้ ที่มาเยอะเพราะโซเชียลมีเดีย เพราะการรับข้อมูลเยอะแล้วช่องรับมันเร็ว กว้างและเร็ว มันอิมแพคเร็วมากในการที่มี Respond ของสังคม

การที่ใครทำอะไรที่ไหนอย่างไรรู้หมด เพราะฉะนั้นตอนนี้เรากลับรู้สึกว่าอยู่ยากขึ้นหนักขึ้น ตัวเด็กเองก็ยากขึ้นหนักขึ้นเช่นกัน แต่ว่าคนที่เป็นผู้ใหญ่ต้องตั้งสติก่อนว่าบางครั้งตัวเราเองเมื่อความรู้ไม่มากพอความกลัวที่เยอะเราก็จะมองมันใหญ่เกินที่จะเป็นจริง

เวลาที่ Learning Loss เกิดขึ้น เวลาจะ Loss อะไรมันมักจะ Loss เป็นชุดใหญ่ๆ มันไม่มีการ Loss ที่มันค่อยๆ แต่พอมัน Impact แล้วมันก็ Impact ในหลายๆ ระบบเหมือนพัฒนาการที่พอมันช้า 1 ก็โดนกระทบไปหมด เด็ดดอกไม้ก็สะเทือนไปถึงดวงดาว

ให้กระบวนการคิดที่ดี

ตั้งสติว่าสิ่งที่เราต้องให้ลูกในเบสิกของชุดกระบวนความคิดของสมองของลูกมันไม่ใช่ว่าจะต้องให้ข้อมูลที่เยอะแต่เราต้องให้กระบวนการคิดที่ดี ถ้าเด็กมีกระบวนการคิดที่ดีเขาจะดีทุกเรื่อง

ถ้ามีกระบวนการคิด มี Process ในการคิดว่าต้องทำสิ่งนั้นต้องทำสิ่งนี้มีกระบวนการคิดที่ดีจะแก้ปัญหาทุกปัญหาได้หมด อย่างเช่น เขาเรียนแล้วเขาไม่ตั้งใจ ถ้าเขามีกระบวนการคิดที่ดีเรื่องนี้จะเป็นปัญหาน้อยมากเพราะเขารู้ว่าเขาจะตั้งใจยังไง จะมีกระบวนการเรียนรู้ยังไง ในชีวิตประจำวันกระบวนการคิดถ้าได้เกิด ได้สร้างจะทำเขาสามารถแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันของเขาได้

ในการเรียนหนังสือแก้ปัญหาโจทย์ใช้กระบวนการความคิดหมดเลย รวมไปถึงการโตเป็นผู้ใหญ่อย่างเรากระบวนการคิดสำคัญมากถ้าเราไม่เคยถูกใช้พวกนี้มันจะไม่พัฒนา แล้วใครทำให้กระบวนความคิดอันนี้เกิด เกิดน้อย หรือไม่เกิดก็คือพ่อแม่

ปัญหาสังคมตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเพศ ยาเสพติด อาชญากร โซเชียลมีเดียที่ส่งผลต่ออารมณ์เด็กพวกนี้กระบวนความคิดของเด็กคนนั้นไม่พอที่จะหยุดคิดว่าสิ่งนั้นควรทำหรือไม่ควรทำ สิ่งนั้นดีหรือไม่ดี อย่างยาเสพติดเรารู้เราเรียนแต่ทำไมยังมีกลุ่มที่ติดยาเสพติด เพราะกลุ่มพวกนั้นมีกระบวนความคิดอีกแบบหนึ่ง กลุ่มพวกนั้นไปโฟกัสสิ่งที่ได้จากยาเสพติด

เห็นไหมว่าเด็กมีกระบวนความคิดที่ไม่เหมือนกัน ทำไมเราถึงไม่ยุ่งเพราะเรามีกระบวนการคิดว่ามันไม่เป็นประโยชน์กับเรามันเป็นโทษมากกว่าประโยชน์เราเลือกจะไม่ทำสิ่งที่เป็นโทษมากกว่าประโยชน์ อันนี้เป็นกระบวนความคิดทั้งหมดเลย

ถ้าเราใส่กระบวนการเรียนรู้ กระบวนความคิดที่ถูก จะแก้ปัญหาทุกอย่างได้ลูกจะเลือกเพื่อนเป็น ลูกจะเลือกสื่อเป็น ลูกจะเลือกทำในสิ่งที่จำเป็นจะต้องทำก่อน ลูกจะเลือกสิ่งต่างๆ เข้ามาในชีวิตเป็นสิ่งที่ดีไม่ใช่สิ่งที่แย่

สร้างกระบวนการคิดต้องหยุดคิดแทน

ถามว่าแล้วพ่อแม่จะสนับสนุนให้เกิดกระบวนความคิดนี้ได้อย่างไร คุณต้องหยุดคิดแทนทำแทน ต้องหยุดตอบสนองเกินความจำเป็น สอนให้ลูกคิดเป็น วิธีการง่ายๆ สอนให้ลูกคิดเป็น คุณคิดอย่างไรคุณก็พูดให้ลูกฟัง

เช่น เราเลือกของเล่นให้ลูกมีของเล่นอยู่ 2 ชิ้น แล้วเราเลือกชิ้นนี้มาเราก็บอกเขาว่าชิ้นนี้มันดีกว่ามันคุ้มกว่าอย่างไร ของเล่นเช่นนี้มันทำให้หนูได้เรียนรู้เรื่องของกล้ามเนื้อมัดเล็กได้สร้างสมอง มีเสียงด้วย ราคาเท่านี้ มันเล่นได้สามปี กับของเล่นชิ้นที่แพงมากแล้วสวยมากแต่เล่นได้ฟังก์ชั่นเดียวแล้วก็พังง่าย

สองอย่างนี้พอเทียบกันแล้วแม่เลยเลือกชิ้นนี้ให้ลูก คุณสามารถทำแบบนี้ได้กับทุกๆ อย่าง เช่น คุณเลือกซื้อนมให้เขา นมมีหลายยี่ห้อทำไมแม่เลือกนมอันนี้ กระเป๋ามีหลายยี่ห้อทำไม่แม่เลือกใบนี้ มือถือมีหลายยี่ห้อทำไมแม่เลือกอันนี้ ความคุ้มค่าของมันที่เราต้องสอนลูกว่าเหตุผลวิธีการคิดของเราที่วางแผนในหัวเราพูดมันออกมา

แค่ชีวิตประจำวันทำไมต้องแปรงฟันก่อนล้างหน้า ทำไมต้องล้างหน้าก่อนแปรงฟัน แต่ละบ้านทำไม่เหมือนกัน แต่เราก็ให้ลูกทำเหมือนที่เราทำ เพราะบางทีเราก็ไม่ได้คิด แต่ทุกอย่างเราต้องใส่กระบวนความคิด เขาจะตั้งคำถามขึ้นมาทันทีถ้าเราให้เหตุผลกับทุกอย่างที่เขาทำ เขาจะถามว่าทำไมไม่ทำอย่างนั้น เพราะอะไรต้องทำอย่างนี้

ถ้าคุณถูกฝึกจนชินคุณจะอธิบายเหตุผลได้จนลูกยอมรับ ซึ่งการฟังเหตุผลมันก็วางแผนไปยิ่งวัยรุ่นด้วยว่าถ้ามีสิ่งที่เราต้องคุยกับเขา สังคมการเมือง รุนแรงมากขึ้น วันหนึ่งลูกเราอาจไปอยู่สถานการณ์คับขันที่เราก็พูดไม่ได้ไม่รู้จะสอนอย่างไรไม่รู้จะให้ข้อมูลอย่างไร เพราะอัลกอลิทึ่มของเราไม่เหมือนกัน นอกจากว่าถ้าเราปลูกฝังเหตุผลแล้วเราบอกเขาว่าในมุมของแม่แม่คิดอย่างนี้เราก็สามารถให้เหตุผลกับสิ่งที่เราต้องการได้แล้วลูกเองก็ให้เหตุผลกลับมาในสิ่งที่เขาต้องการได้เช่นกัน

เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่จะทำให้มนุษย์อยู่รอดตอนนี้คือการสร้างกระบวนการคิดให้เกิดขึ้นก่อนโดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่สร้างได้ที่บ้านเลยว่าทำไมคุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกอาบน้ำแล้ว ทำไมอยากให้อาบเดี๋ยวนี้พูดไปเลยสอนกระบวนการคิดไปเลย

ปกติเราใช้อารมณ์ อาบน้ำได้แล้วลูก แล้วไม่เคยบอกลูกเลยว่าทำไมต้องอาบตอนนี้ ทำไมลูกถึงใช้คำว่าเดี๋ยวเพราะเขาไม่คิดว่าต้องเป็นตอนนี้ การจะทำให้ลูกเชื่อเรา เราต้องมีเหตุผล ทำไมหมอเองเวลามีคนไข้แล้วคนไข้จะชอบมาเจอมาคุยเพราะเรามีวิธีการคิดแล้วเราคิดให้ฟัง

เราไม่ได้บอกว่าสิ่งนี้ดีเพราะสิ่งนี้ดีเราจะบอกเหตุผลว่าทำไมเราคิดว่าสิ่งนี้ดีทุกคนต้องการเหตุผล ไม่ใช่ดีเพราะพ่อแม่บอก พ่อแม่ก็อยากรู้ว่าในความคิดของเรามุมมองของเราเหตุผลคืออะไร ไม่ใช่เราบอกว่าต้องทำสิ่งนี้นะต้องทำสิ่งนั้นนะ เราไม่เคยทำอย่างนั้นเลยแต่เราจะบอกว่าทำไมเหตุผลคืออะไรทำไมต้องทำ ไม่ต้องทำ ทำแล้วได้อะไร ทำแล้วไม่ได้อะไร เลือกเลยข้อมูลคุณมีแล้วเราอยากให้มีกระบวนความคิดเหมือนกัน เพราะฉะนั้นถ้าคุณมีกระบวนการคิดที่ดี Product ของคุณก็จะดีด้วย

Learning Loss แก้ได้ด้วยกระบวนการคิด

ใช่ คือพื้นฐานเลย Learning Loss หรืออะไร ก็แก้ได้หมด จริงๆ เริ่มได้ตั้งแต่ 3 ขวบเลยการสร้างกระบวนความคิด 3 ขวบสมัยนี้ กับเรา 3 ขวบ ไม่เหมือนกันเลยนะ ชิพสมอง 3 ขวบสังเกตเรา ฟังเรา ฟังว่าเราพูดอะไร สังเกตว่าเราทำอะไร เก็บมาแล้วมาใช้กับเรา ในขณะที่เราตอนเด็กๆ รู้สึกว่าชิพของเรามันช้า

กว่าจะฟังว่าพ่อแม่คิดอะไร 7 ขวบ กว่าที่เราจะพยายามฟังว่าเขาต้องการอะไร คิดอะไร ทำอะไร แล้วเราอยากเลียนแบบหรือเราอยากจะสู้ ต่อต้าน สมัยนี้ 3 ขวบหูผึ่งเลยเวลาเราคุยกับสามีเขาก็ฟังว่าวิธีการคิดของเราคืออะไร เรากำลังทำอะไรกับเขาอยู่ เวลาเอาเด็กมาที่ห้องบำบัด เวลาเราอยู่ด้วยกันเราจะสังเกตเลยว่าลูกมักจะแอบฟังอย่างตั้งใจ แต่เราก็รู้สึกว่าเขาฟังได้แล้วเขาควรจะได้ฟังเพราะเรามีเหตุผล ซึ่งถ้าฝึกการใช้เหตุผลมาตั้งแต่เด็กๆ โตขึ้นก็ไม่มีปัญหาที่จะใช้เหตุผล พ่อแม่วางแผนเลี้ยงลูกตั้งแต่ยังเด็ก

การเลี้ยงเด็กมันยากและเยอะ อยากให้ตั้งสติดูเขาปีต่อปีเพราะเด็ก 1 ขวบปีก็เปลี่ยน อัตราการเปลี่ยนเขาสูงกว่าผู้ใหญ่ เราผู้ใหญ่ 29 กับ 30 ไม่ต่างกัน แต่เด็ก 1 ขวบ กับ 2 ขวบ ต่างกัน เราไม่จำเป็นต้องไปเสพข้อมูลที่เยอะมาก เวลาใครเข้ามาเราจะบอกว่า สมมติลูก 9 เดือน เราจะมองไปที่ 12 เราจะมองไปแค่ 1 ปีนี้

เพราะฉะนั้นเวลาที่เราเสพข้อมูล เราก็ดูว่า 1 ปีนี้มันนาน 1 ปี คือ 12 เดือน ทำให้มันนี้ในหนึ่งปีนี้วางแผนหาข้อมูลใน 1 ขวบปี 2 ขวบปี ต่อยอดไปเรื่อยๆ อย่าไปมองว่าต้องรู้ทั้งหมด คุณไม่มีทางรู้ทั้งหมดได้เพราะ 1 ปีนี้ในปีนี้ กับ 1 ปีนี้ในปีหน้า

ปัญหาเปลี่ยน สถานการณ์แวดล้อมอย่างโรคระบาดก็เปลี่ยนเขาเปลี่ยนเรา โฟกัสช่วงสั้นๆ มองว่าสิ่งที่เราต้องการวางเป้าให้ชัดว่าเราเลี้ยงลูกต้องการอะไรอยากได้อะไรเพื่อให้เขารอด ไม่ใช่อยากได้อะไรเพื่อให้เรามีความสุข

เราต้องมองว่าอะไรจะเป็นเครื่องมือให้เขาอยู่ได้ถ้าไม่มีเรานี่คือเป้าหมาย หากระบวนการเรียนรู้ที่ถูกต้องถ้าไม่รู้ก็หาผู้เชี่ยวชาญ ถ้าให้แนะนำก็เป็นนักจิตวิทยาคลินิกเด็กและจิตแพทย์ 2 อาชีพนี้ทำงานไม่เหมือนกัน

นักจิตวิทยามีหลายๆ สาขา แต่ในเรื่องของการตรวจวินิจฉัยและบำบัดจะต้องเป็นนักจิตวิทยาคลินิก คำว่า คลินิก คือโรงพยาบาลที่มี License มีใบประกอบวิชาชีพในการตรวจวินิจฉัย ต่างกันกับจิตแพทย์อย่างไร ต่างกันกับคุณหมอพัฒนาการอย่างไร

นักจิตวิทยาคลินิกจะมีเครื่องมือที่สามารถตรวจ เครื่องมือคือแบบทดสอบทางจิตวิทยาสามารถตรวจพัฒนาการได้ สามารถตรวจการทำงานของสมองได้ สามารถตรวจเรื่องของอารมณ์ได้ สามารถตรวจ EQ ได้ นี่ก็คือการตรวจ ที่มีเครื่องมือซึ่งมีความแม่นยำสูงมากผลออกมาเหมือนตรวจเลือดออกมาเป็นตัวเลข

มีรายละเอียดให้เห็นว่า Picture ข้างในของลูกมันคืออะไร เรารักษาด้วยการไม่ใช้ยา แต่จิตแพทย์หรือคุณหมอพัฒนาการรักษาด้วยการใช้ยา ซึ่งนักจิตวิทยาคลินิกก็จะมีเครื่องมือโดยไม่ต้องใช้ยาเลย เช่น ลูกสมาธิสั้นเราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแก้ไขปัญหาสมาธิสั้นได้

ลูกมีปัญหาการเรียนรู้ก็สามารถแก้ไขปัญหาการเรียนรู้ได้ คือ ซ่อม สร้างได้โดยไม่ใช้ยา เพราะก็คงไม่มียาที่กินเข้าไปแล้วเด็กฉลาด มันใจในตัวเอง Self Esteem ดี ไม่มีพวกนี้ต้องสร้างเอง นักจิตวิทยาคลินิกเขาจะมีวิธีการบำบัดรักษาการใส้ทรีทเม้นท์เขาไปให้สิ่งนี้เกิด เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากใช้ยาก็มาที่นักจิตวิทยาคลินิกเด็ก

แต่ถ้าอยากใช้ยาก็ไปตรวจกับจิตแพทย์ ทำงานไม่เหมือนกันแต่คล้ายกัน แต่ถ้าสมมติว่าลำบากก็สามารถหาช่องทางที่ใกล้บ้าน หาคนที่คลิกกับเราไม่บังคับว่าต้องมาหาเราเอาคนที่เราคุยแล้วรู้สึกว่ามันเป็นไปได้สำหรับเรา คุยแล้วมีแนวโน้มว่าเราจะทำมันได้ตามที่เขาแนะนำเรา

 

ติดตามฟังได้ที่รายการรักลูก The Expert Talk

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

 

 

รักลูก The Expert Talk EP.27: "รักลูก" เลี้ยงลูกแบบนักจิตวิทยา

วิธีคิด วิธีการเลี้ยงลูกแบบนักจิตวิทยา จะทำให้เราก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากของการเลี้ยงลูกในแต่ละช่วงวัยไปได้ เลี้ยงแบบไหนที่นักจิตวิทยาแนะนำ ฟังวิธีการเลี้ยงลูกโดยนักจิตวิทยา อาจารย์อลิสา รัญเสวะ นักจิตวิทยาคลินิก ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น ศูนย์กุมารเวชกรรม โรงพยาบาลพระรามเก้า

 

วิธีคิดหรือการเลี้ยงลูกแบบนักจิตวิทยาแบบไหนที่จะทำให้เราก้าวผ่านสถานการณ์แบบนี้ได้

จริงๆ ถ้าคุณพ่อคุณแม่สังเกตลูกตัวเอง ถ้าตอนนี้เรามีลูก 4 ขวบแล้วจะเห็นว่า 1 ขวบแบบหนึ่ง 2 ขวบแบบหนึ่ง 3 ขวบแบบหนึ่ง 4 ขวบแบบหนึ่งอัพเลเวลความยากขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นความรู้พื้นฐานเลย

1.พ่อแม่ต้องรู้ก่อนว่าโดยธรรมชาติของเด็กนั้นเป็นอย่างไร

ถ้าเราไม่รู้เหมือนเราปลูกต้นไม้ถ้าเราไม่รู้ว่าต้นไม้ต้นนี้ชอบน้ำ ต้นไม้ต้นนี้ต้องให้ปุ๋ยอย่างไร ต้นไม้นี้จะไม่เติบโต เพราะฉะนั้นเราต้องรู้ว่าธรรมชาติของเด็กคือมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเคลื่อนที่จิตใจ นิสัย และร่างกายอยู่ตลอดเวลา

เพราะฉะนั้น 1 ขวบไป 2 ขวบ มีการเปลี่ยนตลอด ต้องยอมรับข้อนี้ถ้าลูกเปลี่ยนวิธีการก็ต้องเปลี่ยน ถ้าวิธีการยังเหมือนเดิมยัน 15 ไม่เวิร์คแล้ว เหมือนอากาศเปลี่ยน ร้อน หนาว เย็น ต้องหาเครื่องมือที่จะมารับสิ่งนี้ให้ได้

2.ความต้องการของลูกสิ่งนี้ไม่เคยเปลี่ยน

ความต้องการของลูกที่ไม่เคยเปลี่ยนคือเขาต้องการความรักต้องการความอบอุ่น ต้องการการยอมรับจากเราซึ่งไม่เคยเปลี่ยน 15 ปีก็ไม่เคยเปลี่ยน ยกเว้นเราทำให้รู้สึกว่าเขาถูกเราปฏิเสธ เขาจะเปลี่ยนเลย เขาจะหันมาปฏิเสธเราเพราะเขาเจ็บปวด

สมมติเราสนใจเขาไม่มากพอ หรือเลือกที่จะสนใจอย่างอื่นเขาจะจำเอาไว้พอถึงช่วงเวลาหนึ่งที่เขามีทางออก เช่น เมื่อเราเริ่มให้จอ ให้มือถือเขา เขาจะเลือกปฏิเสธเราทันทีแล้วเขาก็จะไปยึดติดกับสิ่งนั้น เราเด็กสมัยนี้ก็เรียกมันว่าเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจแทนที่จะเป็นพ่อแม่ เพราะปล่อยให้เขาอยู่กับอะไรเขาก็จะเป็นอย่างนั้น

เพราะฉะนั้นข้อที่ 2 ลูกไม่เคยเปลี่ยนความต้องการเลยไม่ว่าจะ 1 ขวบ จนถึง 15 ขวบ สิ่งที่เขาต้องการคือความรักความสนใจการยอมรับจากเรา ถ้าเราสังเกตจะเห็นว่าเขายอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้คำชม ให้เรารู้สึกพอใจ หมุนวนรอบเราตรงนี้คือโอกาสในการที่เราจะสอนจะพัฒนาเขา

แต่เรามักจะไม่ใช้โอกาสคือคนส่วนใหญ่จะชอบใช่ชีวิตให้จบไปวัน 1 วันจบก็แฮปปี้แล้วเราขาดการวางแผนในอนาคต ถ้าเรารู้ว่าเขาต้องการความรักความสนใจเพราะฉะนั้นเราใช้จุดนี้พัฒนาเขาได้เราคือศูนย์กลางของความรู้สึกของเขา เราสามารถให้คุณให้โทษกับความรู้สึกเขาได้เราไปสร้างสิ่งที่ดีในตัวเขาด้วยข้อ Condition อันนี้เราก็จะสามารถทำให้เขาจากปิศาจร้ายมาเป็นนางฟ้า

เป็นโอกาสที่ดีเราเป็นเหมือน Reward ของเขา จริงๆ ลูกเขารักเรามากนะ รักพ่อแม่มากที่สุดหัวใจ กลับมามองตัวเอง จริงๆ เราบอกว่าเรารักลูกสุดหัวใจแต่พองานมาเราก็เอางานก่อน ธุระมาเอาธุระก่อน มันสุดหัวใจตรงไหน มันไม่สุดหัวใจขนาดเขาในขณะที่เขารู้สึกว่าเราสุดหัวใจมาก เพราะฉะนั้นเรามี Condition เยอะแยะเลยรอบตัวเรา เราทำแบบที่เขารักเราแบบนั้นไม่ได้ ในเมื่อเขามองแต่เราเหมือนสายตาเขาหัวใจเขามันปักอยู่ที่เรา เราก็ใช้มันให้เป็นประโยชน์

3.พ่อแม่ต้องรู้พัฒนาการ

ที่บอกว่าเด็กเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเราต้องรู้การเปลี่ยนแปลงอันนั้นเพื่อทำความเข้าใจและใช้มันให้ถูก ในช่วงเวลาขวบปีแรกคุณพ่อคุณแม่ต้องรู้อะไรบ้างในเชิงจิตวิทยา ใครที่กำลังจะมี ใครที่กำลังจะตั้งท้อง หรือใครกำลังมีลูก 6 เดือน มีประโยชน์มาก

ขวบปีแรก ตอบสนองทันที

ขวบปีแรกสิ่งที่เด็กต้องการคือการตอบสนองในเรื่องของกินอยู่หลับนอนให้ดี ดีหมายความว่าต้องการแล้วต้องได้และต้องได้เดี่ยวนั้นทันทีอย่ารออย่าปล่อยให้ร้อง คุณปล่อยให้เขารอปล่อยให้เขาร้องเขาจะยิ่งไม่มั่นใจในตัวคุณ

เขาจะรู้สึกว่าเราพึ่งพาได้เหรอเราร้องตั้งนานเขายังไม่ถึงตัวเราเลย ไม่มั่นคงปลอดภัย 1 ขวบปีแรกตอบสนองให้ดีร้องปุ๊บพยายามทำความเข้าใจอย่างน้อยตัวเราไปถึงเขาก่อนพูดคุยกับเขาสัมผัสเขาให้เขารู้สึกมาแล้วนะลูก แต่แม่ก็พยายามคาดเดาแม่ก็ไม่รู้แต่ความพยายามอันนี้ลูกจะรู้

เพราะฉะนั้นอย่าพึ่งตกใจ บางคนพึ่งท้องแรกก็ไม่เข้าใจว่าร้องต้องการอะไรก็เดาไปเรื่อยแต่จริงๆ เสียงของเด็กก็มีเลเวลของเขาอยู่เราเลี้ยงกันมาเราจะรู้ว่านี่คือเปียก นี่คือหิว นี่คือหนาว อันนี้อยากให้กอดอยากให้อุ้มช่วงขวบปีแรกคือช่วงสปอยทำเลยโอบอุ้มอยากจะสปอยอยากจะเป็นทาสทำเลยทำเต็มที่

2-3ขวบ ให้ลูกเรียนรู้การปรับตัว

ทีนี้หลังจากขวบปีแรกแบ่งเป็น 2 ขวบไปถึง 3 ขวบ ช่วงนี้เด็กจะใช้ตัวเองเป็นศูนย์กลาง แต่การเป็นศูนย์กลางอันนี้ไม่ใช่เรื่องที่เขาพยายามเป็นแต่มันเป็นโดยธรรมชาติ ธรรมชาติบอกว่าเขาต้องเสพทุกอย่างเพื่อเขาจะได้เติบโตและอยู่รอด ถ้าลูกเอาแต่ใจอย่าไปรู้สึกว่าทำไมลูกเอาแต่ใจ

ทำไม tantrum ทำไมไม่มีเหตุผล มันไม่มีคือมันไม่มีอย่าพยายามไปสร้างเหตุผลตอนนี้เพราะตอนนี้จะเป็นช่วงที่จะเสพทุกอย่างเข้ามาให้ฉันมั่นใจว่าฉันจะรอด ในขวบปีนี้ 2 ขวบไปจนถึง 3 ขวบ

การร้องตอนนี้เป็นการพยายามจัดการเราแล้วเกิดการควบคุมเรา ตอนนี้ปล่อยให้ร้องได้เราต้องปล่อยให้เขาปรับตัว เวลาที่เขาร้องในช่วงนี้ถ้าเราตอบสนองทันทีเขาจะเรียนรู้ว่าเขาร้ายกับเราได้ เอาแต่ใจได้ใช้อารมณ์ได้เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ก็จะอยู่ต่อ แต่ถ้าเรารู้สึกว่าจริงๆ เราทำมาดีแล้วใน 1 ขวบปีแรกช่วง 2 ขวบ 3 ขวบ ตอนนี้เราต้องให้เขาปรับตัวเข้ามาสู่การพูดการสื่อสารการรอคอยการบอกความต้องการเพราะฉะนั้นต้องปล่อยให้ร้องนี่คือเทคนิค

พ่อแม่บางคนทำสลับหมดเลยตอนเล็กๆ ปล่อยให้ร้องพอตอนนี้ประคบประหงมเอาใจ แล้วก็ต้องปล่อยให้เขาเรียนรู้บางครั้ง 2-3 ขวบ เรารู้สึกว่าเดินก็ยังไม่แข็งแรง วิ่งก็ยังไม่ดีเราไม่ค่อยจะปล่อยแต่อยากให้ปล่อย

ธรรมชาติสร้างกล้ามเนื้อมัดใหญ่มาเพื่อเคลื่อนที่เข้าไปหาสิ่งที่เรียนรู้ สร้างนิ้วมาเพื่อไปหยิบสิ่งของต่างๆ เข้ามาหาเราเพื่อเราจะต้องเรียนรู้มัน เพราะฉะนั้นต้องปล่อยให้ลูกได้ใช้ฟังก์ชั่นนี้ ปล่อยให้ลูกปรับตัว ปล่อยให้ลูกเรียนรู้ ปล่อยให้ลูกรอคอยทำให้ลูกเข้าใจอารมณ์ของตัวเองมากขึ้น

โดยการที่เขาอารมณ์ไม่ดีร้องให้ก็อยู่กับเขาตรงนั้นเป็นแบบอย่างให้เห็นว่าร้องก็ไม่ได้ช่วยอะไร ร้องพ่อแม่ก็จะรออย่างสงบ วิธีการคือรออย่างสงบไม่ต้องตอบสนองอะไรทั้งสิ้นจนเขาหยุดเราก็จะออกประโยคคำสั่งสักประโยคหนึ่ง เช่น ขอมือหน่อย Hi5 หน่อย แล้วก็ชมเขาก็จะเรียนรู้ว่าถ้าเขาทำตามคำสั่งพ่อแม่เขาจะได้รับการยอมรับนี่คือความต้องการของเขาเลย

5-7ขวบ พูดคุยด้วยเหตุผล

ทีนี้หลังจาก 3 ขวบไปจนถึง 5 ขวบ 7 ขวบ ช่วงนี้เริ่มเติบโตขึ้นสื่อสารได้เป็นประโยค มีเหตุผล เริ่มใช้ตัวเองเป็นศูนย์กลางน้อยลงแต่สิ่งที่ต้องการคือความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่เหมือนเดิม ปัญหาคือ พ่อแม่ชอบคาดหวังกับเขาเพราะรู้สึกว่าโตแล้ว ลูกพูดมาเยอะตอบมาเยอะประเด็นคือเราพูดเยอะสอนเยอะผิดเวลา เราไปพูดเยอะสอนเยอะตั้งแต่ขวบปีแรก 2 ขวบ 3 ขวบ ไม่พูดในขณะที่เขายังฟังไม่เป็นประโยค 2 ขวบ 3 ขวบ ฟังได้เป็นประโยคสั้นๆ 3 ขวบ เริ่มเข้าใจเหตุผลนิดหน่อย

จะเข้าใจเหตุผลจริงๆ ประมาณ 5 ขวบ 4 ขวบ ยังเป็นเหตุผลของตัวเองอยู่เลย เพราะฉะนั้นการพูดด้วยเหตุผลกับเขาเราต้องรู้ด้วยว่าข้อจำกัดของเขาคืออะไรแต่เราพยายามใช้แต่เราอย่าไปถามหาเหตุผลจากเขา เราทำให้เขาเห็นทำให้เขาเรียนแบบเพื่อให้เขาชินกับการใช้เหตุผล แต่อย่าไปคาดคั้น ไหนบอกเหตุผลแม่มาสิ เขายังไม่เข้าใจ

เรียนรู้เรื่องอารมณ์

เพราะฉะนั้นในช่วงนี้สอนด้วยเหตุผลได้ แล้วก็เรียนรู้เรื่องอารมณ์มากขึ้น เช่น การรู้จักอารมณ์ของเขาว่าตอนนี้เขากำลังรู้สึกอะไรอยู่ บางครั้งเขาร้องไห้เราก็ต้องบอกเขาว่าหนูร้องไห้เพราะอะไร เพราะหนูเสียใจ รู้สึกน้อยใจ มันมีความละเอียดของอารมณ์อีก

ถ้าสมมติว่าเรารู้เราก็บอกเขาไปว่าหนูน้อยใจ หนูเสียใจ หนูรู้สึกอย่างไรเราบอกเขา หรือเราจะให้ช้อยส์เขาเลือกก็ได้เราต้องรู้ก่อนว่า

1.อารมณ์นั้นคืออะไร 2. อะไรทำให้เกิดอารมณ์นั้น เช่น หนูน้อยใจคุณพ่อไม่เล่นด้วย หลังจากนั้นเมื่อเกิดอารมณ์นั้นแล้วหนูจะควบคุมอารมณ์นั้นไว้กับตัว ควบคุมอารมณ์นั้นได้อย่างไรเป็นสิ่งที่ต้องสอน เพราะเอาจริงๆ ผู้ใหญ่บางครั้งก็ไม่มีเวลาเราขับรถใครปาดหน้าเราก็โกรธแล้วเราก็ไม่ทันว่าเราโกรธขับรถจี้เลย บีบแตรเลย

เพราะฉะนั้นเราอย่าไปคาดหวังกับลูกว่าเราอยากให้ลูกโตแบบเรา มันไม่ได้เพราะเราเอาตัวเราไปเทียบเราลืมไปว่าถ้าจริงเรา 4 ขวบไปเทียบกับเขาเราก็ห่างไกลกับเขา เขาเก่งกว่าเราเยอะ ชิพสมองก็ดีกว่าเราทุกอย่างสังคมพร้อมกว่าเราเยอะ

สอนให้จัดการอารมณ์

เราก็บอกเขาเลยโกรธ น้อยใจ พ่อไม่เล่นด้วยก็เลยน้อยใจมาค่ะเรามาจัดการอยู่กับมันกัน เราก็นับ 1-10 ลูกรู้สึกอย่างไรบ้างดีขึ้นหรือยัง ถ้ายังไม่ได้แม่นับต่อนะ คือไม่ต้องไปสนใจไม่ต้องไปหมกมุ่นไปกับอารมณ์ เปลี่ยนโฟกัสตั้งสติ

เหมือนเอาอารมณ์มาวางบนมือ ทุกข์ ไม่มีความสุข อยู่กับมันซิแล้วพออยู่กับมัน ทุกข์ ไม่มีความสุข วางไหม วาง หยุดไหม หยุด ถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็จะพาไปถึงการจัดการกับอารมณ์แต่สำหรับเด็กก็คงจัดการกับอารมณ์ยากเพราะผู้ใหญ่เองบางคนก็จัดการยากมาก

ถ้าเป็นเด็กแล้วเราอยากให้เขาจัดการ จัดการได้ระดับหนึ่ง เช่น หนูน้อยใจที่คุณพ่อไม่เล่นด้วย หนูรู้สึกแย่หนูอยู่กับมันพออารมณ์แล้ว ทำอย่างไรคุณพ่อจะเล่นด้วยนี่คือการแก้ปัญหา ไปที่ปัญหานั้นแล้วจัดการที่ปัญหานั้นแล้วให้เขาบอกว่าเขาจะทำอะไรได้บ้างก็แชร์กับลูก เช่น ถ้าเป็นแม่แม่จะ…. แล้วก็เลือกเวลาส่งให้ลูกเลือกถ้าลูกเลือกไปทางสิ่งที่เราไม่อยากได้เราก็ต้องมีวิธีการ

คุณพ่อคุณแม่หลายท่านไปไม่ถูกเลือกสิ่งที่ไม่ดีเลย สมมติเพื่อนตี ตีเพื่อนกลับ ถ้าแบบนี้ให้สอนต่อว่าผลที่ได้คืออะไรบ้าง ผลดี ผลเสีย และถ้าทำวิธีที่คุณแม่แนะนำผลที่ได้คืออะไร ผลเสียคืออะไร

เพราะฉะนั้นทำอะไรดี ถ้าสมมติเขาบอกว่าไม่เขาจะเลือกวิธีที่หนูทำ หนูพูด หนูคิด ก็ปล่อยแล้วหนูรับมือกับมันได้นะ ถ้าเพื่อนโกรธหนูไม่คบกับหนู ถ้าเพื่อนเกลียดหนูกลับหนูทนได้นะ คุณครูดุหนูๆ โอเคนะหนูต้องรับผิดชอบกับมันนะ นี่คือการสอนถ้าสอนอย่างนี้ได้ก็ปล่อยบินเลย กลับมากระเซอะกระเซิงเพื่อนจิกตบกลับมาก็ค่อยมาบอกที่เราคุยกัน กับนี่ไงที่แม่บอกแล้ว ไม่เหมือนกันนะ นี่ไงแม่บอกแล้ว คือการซ้ำเติม ที่เราคุยกันคือสิ่งที่เราได้ Discuss กันแล้ว ได้คุยกันแล้วเรารู้แล้ว นี่คือการจัดการในอายุ 3-7 ขวบ

คาดหวังตามวัย

ความคาดหวังจะสูงมากในช่วงอายุนี้ ตัวเขายืดขึ้นเขาไม่ใช่เด็กเบบี๋เดินกระเซาะกระแซะแล้วเราจะคาดหวังเขาในช่วงนี้สูง เราอยากให้เขารับผิดชอบตัวเอง เราอยากให้เขาทำสิ่งที่ดี เราอยากให้เขาเรียนดีๆ เราอยากให้เขาตั้งใจ แต่เราไม่เคยสอน How To เวลาเราสอนลูกเราเอาความหวังไปไว้กับอะไรไม่รู้ที่เขาไม่มี Way

เราต้องให้ Way กับลูก เราอยากให้เขารับผิดชอบอะไรที่เป็นไปได้บ้างไม่ใช่เกินตัวเขา อาจจะเริ่มง่ายๆ ก่อนในตัวเองที่ต้องรับผิดชอบแล้วพ่อแม่หลายๆ คนชอบให้รางวัลลูก เวลาที่ลูกต้องรับผิดชอบตัวเองนี่ก็ตลกอีกเหมือนจ้างให้คนหายใจ อะไรที่เป็นพื้นฐานชีวิตคุณต้องทำคือต้องทำ

พ่อแม่ก็ไม่เคยจ้างเราให้มีชีวิตอยู่เพราะจ้างอย่างนั้นก็กลายเป็นว่าคุณทำให้เด็กไม่มี Passion ในการมีชีวิตอยู่ แต่มี Passion ในการหาเงิน วันๆ หนึ่งคุณแม่อาบน้ำแล้วขอเงินหน่อย มี Passion ในการหาเงินไม่ได้มี Passion ในการมีชีวิตอยู่ แล้วต่อไปใครจะจ้างเขาให้อาบน้ำกินข้าว ซักผ้า ที่จะต้องดูแลตัวเอง

ฉะนั้นอย่าจ้างลูกให้มีชีวิตอยู่แต่จงสอนลูกว่าการมีชีวิตอยู่ต้องมีเครื่องมืออะไรบ้าง อย่างน้อยเขาต้องช่วยตัวเองได้ การที่จะสอนลูกให้มีความรับผิดชอบเริ่มจากรับผิดชอบตัวเอง สิ่งง่ายๆ ที่ตัวเองต้องทำ อาบน้ำกินข้าว แปรงฟัน

ส่วนการรับผิดในเรื่องการเก็บที่นอน เสื้อผ้าก็ทำตามลำดับค่อยๆ สอนไป เริ่มจากเก็บเสื้อผ้าใส่ตะกร้าก่อน เมื่อได้สมบูรณ์แล้วก็ย้ายจากตะกร้าไปสอนซักผ้าด้วยเครื่องซักผ้า ซักผ้าเสร็จเอาผ้าออกมาต้องทำอะไรต่อสอนได้เลย เด็กบางคนชอบด้วย จริงๆ เด็ก 3 ขวบ ชอบมากพอ 4 ขวบจะขี้เกียจสุดเมื่อทำได้แล้วก็จะเลิก แต่ก็ต้องสร้างแรงจูงใจให้อยู่ต่อได้ไม่ต้องจ้าง

สร้างแรงจูงใจ

แรงจูงใจที่ดีที่สุดก็คือข้อที่ 2 พูดไปตั้งแต่ต้น คือ การถูกรัก ถูกยอมรับจากพ่อแม่ ถูกสนใจจากพ่อแม่ ถ้าเขาทำแล้วเราเฉยๆ เหมือนเขาไม่ได้รางวัล ถ้าเขาทำแล้วเราชมเขาจะรู้สึกชื่นใจมีกำลังใจที่จะทำมันให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

อย่าคิดว่าเป็นกิจวัตรของเขา มันง่ายมากแค่ชมแค่กอดเวลาลูกทำสิ่งดีๆ เพื่อให้เขามีกำลังใจจะทำสิ่งนั้นได้ต่อ เพราะฉะนั้นจากรับผิดชอบตัวเองจาก 3-7 ขวบ เริ่มโตแล้วต้องรับผิดชอบคนอื่นด้วย

งานบ้านต้องมี 4 ขวบ อาจจะเอาเสื้อผ้าของคุณพ่อมาไว้ที่เครื่องซักผ้า เอาน้ำมาให้คุณพ่อคุณแม่เวลากลับจากที่ทำงาน ต้องสอนนะบางบ้านบอกว่าสิ่งนี้ไม่ต้องมันจะเกิดขึ้นเอง มันจะเกิดได้อย่างไรเมื่อไม่เคยเห็น มันจะเกิดได้ถ้าเคยเห็น เช่น เวลาพ่อกลับบ้านแม่เอาน้ำให้พ่อกิน เพราะฉะนั้นเราจะสอน เราจะทำให้ลูกดู ทำให้ลูกเห็นทำเป็นตัวอย่างให้ดู พ่อกลับบ้านเอารองเท้าไปเก็บใส่ตู้ให้พ่อ

ปลูกฝังคุณธรรมเบื้องต้น

การมีน้ำใจแบบนี้เป็นการปลูกฝังความรับผิดชอบ ความเอื้อเฟื้อ เขาเรียกว่าต่อยอดสายสัมพันธ์ คนที่บอกอยากให้ลูกกตัญญู คุณไม่เคยทำให้ลูกรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบคนในบ้านความกตัญญูไม่เกิด

คุณทำให้เขารู้สึกว่าคุณเป็นสิ่งที่ต้องเลี้ยงเขาไปจนโตแล้วเขาจะกตัญญูกับอะไร เขาไม่รู้สึกเป็นบุญคุณด้วย เขาจะรู้สึกว่าก็อยากมีก็รับผิดชอบไปสิ เพราะฉะนั้นต้องปรับวิธีการแต่ไม่ใช่การทวงบุญคุณกับลูก แต่ถ้าราสอนลูกเหมือนพวกเรา เราต้องดูแลพ่อแม่ด้วยสิ่งที่พ่อแม่ทำให้เราต้องดูแล เราต้องแคร์พ่อแม่ด้วยสิ่งที่พ่อแม่ทำให้เห็นว่าเขาเหนื่อยเราอยากถูกยอมรับเหมือนกันแต่เราเลือกทำอีกแบบหนึ่งเราเลือกทำตัวเองให้ดีเรียนหนังสือให้ได้ประสบความสำเร็จเพื่อให้เขาชื่นใจ

หาจุดโฟกัสที่ดีให้ลูก

แต่เด็กสมัยนี้คุณต้องยอมรับว่าจุดที่จะเบี่ยงเบนความสนใจของลูกมีเยอะโดยเฉพาะโซเชียลมีเดีย แทนที่ลูกจะโฟกัส พวกเราโฟกัสง่ายตอนสมัยเราเด็กๆ เราไม่ค่อยมีอะไรให้ทำมากเราก็เรียนหนังสือกลับบ้านเพื่อนก็อยู่ที่โรงเรียน หรือเพื่อนข้างบ้าน แต่เด็กสมัยนี้อยู่มือถือแผ่นเดียวมีทุกอย่างจะไปอเมริกา อิตาลี สวิสเซอร์แลนด์ หรือจะเล่นเกม เขาไม่เคยโฟกัสคือโฟกัสเขาเสีย

เรากำลังยื่นสิ่งที่ทำให้เขาหลุดโฟกัสไปได้ง่าย เพราะจริงๆ มนุษย์สามารถโฟกัสสิ่งสำคัญได้ครั้งละ 1 โฟกัสเท่านั้น เช่น ถ้าเรามีกล้องอยู่สัก 2 ตัว เรามองกล้อง 2 ตัวพร้อมกันไม่ได้ เราจำเป็นจะต้องมองกล้อง 1 ตัว ในเมื่อลูกสามารถหลุดโฟกัสได้ง่ายด้วยเทคโนโลยีต่างๆ คุณพ่อคุณแม่เองก็ต้องเป็นผู้ช่วยที่จะลดโฟกัสที่มากมายให้เขามีโฟกัสแค่โฟกัสเดียวก่อน

ล่าสุดมีเด็กเข้ามาแล้วเขาเล่นเกม เล่นมาแค่ 3 เดือน คุณพ่อคุณแม่ให้เล่นวันละ 1 ชั่วโมง แต่ผลกระทบคือเด็กเริ่มไม่สนใจการเรียนเลยไม่โฟกัสการเรียน ข้อสอบมาครูกำลังให้ทำข้อสอบยังไม่โพสต์ขึ้นมาเขาทำครบ 10 ข้อไปแล้วตอบคำถามตั้งแต่ยังไม่มีคำถาม

เขาทำทุกอย่างให้มันผ่านพ้นชีวิตเขาไปเพื่อให้เขามี 1 ชั่วโมงที่เขามีความสุขและรอคอยนั่นคือการเล่นเกม นั่นคือเขาไม่มีโฟกัสอยู่กับชีวิต 23 ชั่วโมง เขาไปโฟกัส 1 ชั่วโมงนั้น เขาก็หลุดโฟกัสจากสิ่งที่เขาต้องทำ

เด็กน่ารักมากเขาเดินเข้ามาในห้อง คือคุณพ่อคุณแม่คงคุยกับเขาว่าให้คุยกับคุณหมอสิว่าคุณหมอว่าอย่างไรเรื่องเล่นเกม เขาเข้ามาเขาก็ถามว่าหนูจะสามารถเล่นเกมได้วันละกี่ชั่วโมงคะ เราเลยถามเขากลับไปว่าทำไมหนูต้องเรียนหนังสือคะ เขาก็บอกหนูจะได้มีงานดีๆ ทำแล้วหนูก็จะได้มีชีวิตที่ดีๆ

เลยบอกว่าหนูก็ไปเล่นเกมตอนนั้นไง จะเล่น 24 ชั่วโมงก็ได้ เขาก็บอกว่าถ้าหนูทำงานแล้วหนูก็ไม่ควรเล่นเกมไงคะ หนูก็ต้องทำงานสิคะ เลยบอกว่า ใช่ค่ะ ตอนนี้หนูเป็นนักเรียนหนูก็ต้องเรียนสิคะ ไม่ใช่เล่นเกมเพราะฉะนั้นเล่นเกมไม่ได้เลยค่ะ

เคสนี้เราทำ IQ Test เราเจอว่า 1. สมาธิไม่ดี เหมอลอยง่าย 30 นาที ไม่มี Consent แล้วก็ทำอะไรชุ่ยๆ อยากเสร็จเร็วๆ อยากให้มันผ่านๆ ไป จริงเป็นคนฉลาดเป็นคนที่เก่งมาก่อน เป็นคนตั้งใจเรียน พูดเก่ง แต่ตอนนี้ลักษณะลอย ทำไมต้องถามหนูละคะ ไม่รู้หรอคะถึงมาถามหนู หนูก็ไม่รู้เหมือนกัน ให้มันผ่านๆ ไปทำอะไรให้มันพ้นไปเพื่อจะมี 1 ชั่วโมงดีๆ เท่านั้นเอง ฉะนั้นเวลานี้คุณพ่อต้องรู้แล้วว่าเรากำลังอยู่กับอะไร

เด็กในช่วงนี้ต้องการการควบคุมเยอะ เพราะเขายังขาดการยับยั้งชั่งใจคอนโทรลตัวเองได้ไม่ดี เราอาจจะยังต้องพูดเรื่องเดิม สอนเรื่องเดิมแต่ไม่ได้บ่น การบ่น การสอน ไม่เหมือนกันถ้าตามหลักจิตวิทยาเราอยากให้สอนด้วยการใช้เหตุผล

เวลาเราใช้เหตุผลแล้วใครที่ไม่ฟัง คนที่ไม่ฟังเขาจะรู้ตัวเองว่าเป็นคนไม่มีเหตุผล แต่เวลาที่เราบ่นแล้วใครไม่ฟังไม่เหมือนกันเวลาที่เราพูดบ่นๆ ไปเรื่อยๆ ไม่มีเหตุผลเลย เขาจะรู้สึกว่าเราผิดเพราะเราไม่มีเหตุผลมันต่างกัน

ช่วงที่ต้องควบคุมดูแลใกล้ชิด คุณพ่อคุณแม่หลายๆ ท่านบอกว่าไว้ใจให้เลยมือถือ รู้อีกทีลูกมีแฟน 7 คน เครียดเลย เกิดเหตุนี้ อย่าคิดว่ามันไม่เกิด อย่าคิดว่าไม่เป็นไร ลูกเราไม่เป็นแบบนั้นหรอก แต่ทุกอย่างเข้ามาเร็ว บอกแล้วว่ามันกว้างและเร็วและ Impact มาก และสิ่งที่เรารู้สึกกังวลก็คือเมื่อมือถือมันเข้ามาเร็วใน

ช่วงนี้ 3-7 ขวบ เป็นช่วงที่ยังไม่มีเหตุผลแล้วก็ยังเป็นช่วงที่ยังไม่แข็งแรงเป็นช่วงที่รับกับ Negative Emotional ยาก โพสต์ไปไม่มีใครกดไลค์รู้สึกแย่ โพสต์ไปมีคอมเม้นท์ไม่ดีแคร์ สิ่งที่จะตามมาคือปัญหาเรื่องของอารมณ์ รู้สึกเศร้าทำไมเราไม่ถูกยอมรับ ทำไมเขาไม่ชอบเรา ซึ่งเราเป็นผู้ใหญ่เรารู้ว่าเขาไม่ยอมรับเราก็ไม่แปลก เขาไม่ชอบเราก็ไม่แปลก แต่เด็กไม่ได้เพราะความรู้สึกเขาคือต้องการการยอมรับอย่างมาก ปกป้องลูกให้ผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้

สร้าง Self สร้างเกราะป้องกัน

ถ้าเราพูดถึง Self Esteem ก็จะต่างกับ Self Confident ไม่เหมือนกันเลย Self Confident เป็นแค่จุดเล็กๆ ของ Self Esteem เพราะ Self Esteem มันหมายความว่าเขามีความเข็มแข็งทางจิตใจ รักตัวเองเป็น รู้จักตัวเองทั้งข้อดีข้อเสียรับกับข้อเสียของตัวเองได้แล้วรู้จักขายข้อดีของตัวเอง

ถึงฉันจะเตี้ยแต่ฉันก็ฉลาด รู้จักที่จะ Defend ให้ตัวเอง เวลาใครว่าอะไรรับมือกับสิ่งที่ว่าได้คอมเม้นท์ได้ แล้วรู้จักรักษาขอบเขตของตัวเองไม่ไปล้ำเส้นคนอื่น และไม่ปล่อยให้คนอื่นมาล้ำเส้นตัวเองปกป้องตัวเองได้ ซึ่งสิ่งนี้ผู้ใหญ่บางคนก็ไม่ดี ถ้าพูดถึง Self Esteem ก็จะยาวมากมีลักษณะของ Self เล็ก คือ ใครว่าอะไรก็รู้สึก Sensitive ไม่มั่นใจรู้สึกว่าเราไม่มีคุณค่า เรามันบังเอิญ ที่อยู่ได้ ประสบความสำเร็จทุกวันนี้เพราะบังเอิญ

ส่วนคน Self บวม คือ Over มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นแต่รู้สึกอย่างนั้น เช่น ฉันสวย ฉันเก่ง แต่จริงๆ ไมได้เก่งขนาดนั้นแต่รู้สึก Proud to Present / Proud to be แล้วทำให้ตัวเองลืมไปว่าจริงลึกๆ เรา Self เล็กกว่าคน Self เล็กอีก เพราะฉะนั้น Self ที่ดีคือ Self ที่พอดีตัวรู้จุดอ่อน จุดแข็ง จุดไม่ดี ยอมรับจุดไม่ดีได้ ไม่ใช่ไม่เห็นจุดไม่ดีของตัวเอง คน Self บวม

คือคนที่ไม่เห็นจุดไม่ดีของตัวเองแล้วพยายามหลอกตัวเองว่าฉันดีพอ ส่องกระจกแล้วบอกว่าฉันดี ฉันเก่ง ฉันสวย ฉันทำได้ ความจริงมันไม่เป็นอย่างนั้น ความจริงเป็นเรื่องที่เรารับไม่ได้

ฉะนั้นพ่อแม่ต้องมีสิ่งนี้ก่อน ถึงจะพัฒนา Self Esteem ให้ลูกได้ ต้องเช็กตัวเองก่อนเราเซไหม เราโดนคอมเม้นท์ เราเซไหมเราไม่มีใครกดไลค์ เราเซไหมเวลาใครบอกว่าเราเป็นแบบนู้น แบบนี้ ทั้งที่เราเป็นหรือไม่เป็น

ถ้าคุณไม่เซแล้วเคารพตัวเองเป็น รักตัวเองเป็น รักคนอื่นได้แบบที่ดี ไม่ไปหมุนวนรอบคนอื่น ไม่แคร์การตอบสนองคนอื่น แปลว่าคุณแข็งแรงมากพอที่จะสอนลูก ช่วงนี้ก็เป็นช่วงดีที่จะสอน ตั้งแต่ 3 ขวบขึ้นไปเขาเริ่มมีภาษาที่ดีขึ้นและบางครั้งเองเราก็เป็นตัวถ่วง Self Esteem ของลูกด้วยคำติ คำชม คำแซว การหยอก การว่า ก็เหมือนเราบูลลี่ลูกเราทุกวัน พ่อแม่ยังรังแกเขา แล้วเขาจะปกป้องตัวเองได้อย่างไรเพราะเราเป็นพ่อแม่เขาก็ไม่กล้าจะปกป้องตัวเอง นั่นเป็นสิ่งที่พ่อแม่ต้องรู้ด้วยว่าเรามีส่วนสำคัญมากที่จะทำให้ลูกมีความเข้มแข็งในตัวเอง

ความสัมพันธ์ที่ดีพื้นฐานต่อยอดทุกเรื่องดี

ฉะนั้นในช่วงนี้เน้นไปเลยว่าทำอะไรทำได้ทำให้เต็มที่ เป็นช่วงทองของการเรียนรู้ เพราะถ้าเมื่อไหร่ก็ตามไป 8- 10 ปี เข้าสู่กระบวนการวัยรุ่นตอนนั้นถ้าความสัมพันธ์ของคุณไม่ดีคุณอย่าหวังว่าจะจัดการลูกได้ เพราะลูกจะเริ่มรู้แล้วว่าการยอมรับหรือความรักของคุณที่มีให้เขามันโอเคไหม

ถ้าเขารู้สึกว่าคุณไม่ได้รักเขาเลยเขาจะเริ่มปฏิเสธคุณทันทีในวันนี้เขาจะเริ่มมีโลกของตัวเองเพื่อนของตัวเองเริ่มอยู่กับตัวเองแข็งแรงขึ้นที่จะอยู่กับตัวเองเพราะฉะนั้นช่วงวัยต้นที่พูดมาต้องแน่นๆ เลยแล้วสร้างความสัมพันธ์ดีๆ เวลาคนเรามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมันจะง่าย

อย่างเช่นเราสองคนจะพูดอะไรก็ง่ายไปหมดเพราะเรามีความสัมพันธ์ที่ดีรู้จักกันแล้ว แต่คนที่ไม่รู้จักกันคนแปลกหน้าขับรถชนกันยากทุกเรื่องเลย ยากตั้งแต่อารมณ์ ลงมาปุ๊บอารมณ์มาเต็ม แต่ถ้าเราสองคนเห็นหน้ากันแล้วขับรถชนกันเราก็จะทักกันแล้วเราก็จะไม่เป็นไรมันจะเล็กทันที

เพราะฉะนั้นความสัมพันธ์ที่ดีเป็นเครื่องมือในการจัดการปัญหาของคนกับคนไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม ที่ทำงาน ที่บ้าน ในสังคม

เริ่มสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกในช่วงวัยรุ่นเป็นสิ่งสำคัญมากวัยรุ่นเป็นวัยที่ไม่ต้องการการสอนแล้ว เพราะเขารู้สึกว่าเขารู้แล้ว เก่งแล้วโตแล้ว ปีกกล้าขาแข็งแล้วต้องยอมรับมองกลับไปที่ตัวเองเราก็เคยรู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน เราสอนลูกมาเพื่อสิ่งนั้นไม่ใช่หรอ เราเรียนมาเพื่อสิ่งนั้นไม่ใช่หรอ

พอวันหนึ่งเขาปลีกกล้าขาแข็งเราก็ว่าเขา มาย้อนดูจริงๆ เราก็อยากให้เขาขาแข็งไม่ใช่หรอ ต้องเข้าใจแล้วว่าสอนมาเยอะแล้วเป็น 10 ปี ถ้าคนทำงานมา 10 ปีถือว่าเก่งแล้วนะ

เพราะฉะนั้นเปลี่ยนวิธีเราจะไม่คุยแบบเดิมแล้ว เราต้องทำตัวเป็นเพื่อนมากขึ้นใช้เหตุผลเหมือนเดิมรับฟังมากขึ้นรับฟังด้วยใจ ให้รู้ก่อนว่าเขากำลังรู้สึกอะไรมองออกมาจากมุมของลูกมันอาจจะไม่ถูกต้อง เขาไปบูลลี่เพื่อนมันอาจจะไม่ถูกต้องมองในมุมของเขาๆ อาจจะไม่รู้ว่านั่นคือบูลลี่

เขาอาจจะไม่รู้ว่าเพื่อนกำลังเสียใจ เขาอาจจะไม่รู้ว่าสังคมไม่ยอมรับสิ่งนี้ หน้าที่เราทำให้เขาแคร์คนอื่นมากขึ้นคนอื่นได้รับผลกระทบอะไร ซึ่งถ้าเราสอนเขาด้วยเหตุผลมาตั้งแต่ต้น ถึงจุดนี้จะง่ายมาก ฉะนั้นช่วงวัยรุ่นเป็นช่วงที่พ่อแม่บอกว่าเป็นช่วงเลี้ยงยากที่สุดนั่นจริง เพราะพูดกันไม่ได้เลย เริ่มพูดไม่เข้าหู

มีเคสวัยรุ่นที่เข้ามาสู่กระบวนการบำบัดด้วยตัวเอง เขามาเพราะเขาบอกว่าเวลาที่เขาอยู่กับแม่ แม่เป็นคนที่เขารักมากแต่เขารู้สึกหายใจไม่ออกเขาเลยอยากจะมาเปลี่ยนตัวเองมันอึดอัดน้ำตาจะไหลอยู่ตลอดเวลา เพราะเขารู้สึกว่าอยู่ด้วยไม่ได้

จริงถ้าเราย้อนกลับไปดูพ่อแม่เราพ่อแม่เราก็ทำให้รู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน เวลาที่เราเหนื่อยเราต้องการคนที่บอกเราว่ามานี่มานั่งลงแล้วก็กอดเรา เราไม่ต้องการถามว่าทำไมกลับมาป่านนี้ ทำไมเพิ่งกลับ เพราะฉะนั้นเราต้องหยุดแล้วพอลูกเริ่มเป็นวัยรุ่น เดี๋ยวนี้เข้าเร็ว 8 ขวบแววมาแล้ว แต่ทำไม 8 ขวบถึงเริ่มเข้าเร็วเพราะช่วงต้นทำไมดี ช่วงต้นไม่ได้ให้เวลาไม่ได้อยู่กับเขาปล่อยเขาอยู่กับโซเชียล มีเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจอันอื่นเพราะเราปฏิเสธเขา เพราะเราอาจจะไม่ได้โฟกัสที่เขามากพอ

ให้ความรักให้เวลา

วิธีการที่จะโฟกัสมากพอทำให้เห็นจริงๆ ว่าอยากเจออยากคุยทุกครั้งที่เขาเดินเข้ามา เช่น เขามาปุ๊บทำงานอยู่กับมือถือเงยหน้าขึ้นพูดไม่ได้ก็ลูบหัว หอม กอด ทำให้เห็นจริงๆ เขาเป็นสุดที่รักของเราเขาก็จะรู้สึกได้ ช่วงวัยรุ่นเขาก็จะเบาลง

ปัญหาวัยรุ่นมีอีกเยอะมาก ช่วงวัยรุ่นเป็นเคสที่ใครๆ ก็ไม่ค่อยอยากทำจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น จิตวิทยาคลินิกเองก็รู้สึกว่าปัญหาถูกสะสมมาเป็น 10 ปี เวลาเราจะมารื้อใช้เวลาเปลี่ยนแปลงแล้ววัยรุ่นมีความคิดเป็นของตัวเอง แต่เป็นความคิดที่เจลลี่กึ่งเด็กกึ่งผู้ใหญ่

ซึ่งเปลี่ยนยากในขณะที่เราเปลี่ยนเด็กเลยตั้งแต่ 0-7 ขวบ เปลี่ยนง่ายมากพร้อมเปลี่ยนทุกอย่างใส่ทรีทเม้นท์เข้าไปดี เปลี่ยนวัยรุ่นวันนี้ได้พรุ่งนี้ไม่ได้มะรืนนี้ได้มันไม่มั่นคงไม่อยู่กับที่เลยไม่ Stable แล้วแต่เขาไปเจออะไรมาบ้างที่สำคัญพอเวลาทำงานกับวัยรุ่นเราจะเจอปัญหาว่าพอทำงานกับวัยรุ่นไม่ใช่วัยรุ่ยที่เป็นปัญหาอย่างเดียวพ่อแม่เองก็เป็นปัญหาด้วย Mindset ของพ่อแม่ก็มีปัญหาด้วย

เปลี่ยน mindset “ปัญหาไม่ใช่ปัญหา”

เพราะฉะนั้นอยากให้คุณพ่อคุณแม่เปิดใจว่าทุกคนถ้ามองว่าคนอื่นเป็นปัญหามันไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงง่ายๆ เลยถ้าเรามองว่าเราอยากแก้ปัญหานี้แล้วเรายอมรับว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาแล้วเปลี่ยนเราก่อนปัญหาทุกอย่างจะเล็กทันที

เพราะฉะนั้นเปลี่ยน Mindset ควรจะเปลี่ยน ถ้ามันมีปัญหาสักอย่าง สมมติคุณปลูกต้นแอปเปิ้ลพอออกลูกมามันกินไม่ได้ คุณต้องยอมรับระบบของคุณมันไม่ดีไม่ใช่ตัวคุณไม่ดี ไม่ใช่ต้นแอปเปิ้ลมันไม่ดีแต่ระบบมันไม่ดี ระบบน้ำ ระบบปุ๋ย ระบบธรรมชาติ ระบบสิ่งแวดล้อม มันไม่ดีถึงได้ออกมาเป็นผลผลิตที่ไม่ดี

เราไม่ต้องบอกว่าฉันไม่ดีไม่ต้องโทษตัวเอง การโทษตัวเองไม่ได้ทำให้คุณหลุดออกจากปัญหาได้ แต่การยอมรับปัญหาว่ามันมีโอกาสที่จะเกิดแล้วเราไม่รู้มันก็เลยเกิด สิ่งที่จะต้องทำเมื่อมีปัญหาคือต้องยอมรับก่อนว่าเกิดปัญหา เราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเราปรับเราก่อนเพราะคุณบอกว่าจะเอาลูกวัยรุ่นมาหาคุณหมอมันเป็นเรื่องยากมาก เพราะวัยรุ่นจะรู้สึกว่าหนูมีปัญหาหรอ

พบนักจิตวิทยาไม่ใช่คนป่วย

จริงๆ ต้องเปลี่ยน Mindset ก่อน เพราะเดี๋ยวนี้คนตั้งแต่คลอดก็เอามาเจอนักจิตวิทยาคลินิกเลย เขาอยากรู้ว่าเขาจะต้องเลี้ยงอย่างไร เขาอยากรู้ว่าจะต้องจัดการอย่างไร เขาอยากรู้ว่าทำอย่างไรลูกจะฉลาด

เพราะฉะนั้นเราเปลี่ยน Mindset เราต้องยืนยันก่อนว่าเราต้องการสิ่งนี้เรารู้ตัวเองเราต้องการผู้เชี่ยวชาญช่วยเราตรงนี้ การสร้างดีกว่าการแก้ถ้าราเอาตั้งแต่เล็กๆ ก็ค่อยๆ สร้างเหมือนสร้างตึกเขาบอกเราว่าอันนั้นอย่าทำเพราะอะไร แต่ถ้าอยากลองอยากทำก็ลองทำดู แต่ถ้าทำแล้วผิดจะแก้อย่างไรก็มาคุยกัน แล้วเวลาที่จะพาลูกมามันก็จะมีสายตาคนอื่น บางคนโพสต์ในเฟสบุ๊คว่ามา

รพ.พระรามเก้าอยู่แผนกกระตุ้นพัฒนาการ มากระตุ้นพัฒนาการคนมาคอมเม้นท์เลยไม่เห็นต้องรีบเลย ลูกเธอไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรเลย ไม่ต้องสนใจ เพราะโดยส่วนตัวแล้วไม่เคยรีบแต่เวลาไหนต้องทำคือทำ เวลาไหนยังไม่ทำไปทำมันจะเสียต้องรอทำให้มันพอดี

เราต้องรู้คอมเม้นท์ของเพื่อนเพราะเพื่อนไม่รู้เพื่อนก็เลยกังวลก็อธิบายตัวเองก่อน ถ้าเพื่อนสนิทก็อธิบาย ถ้าเพื่อนไม่สนิทเราก็ต้องมี Self Esteem ที่แข็งแรงพอที่บอกว่าฉันรู้ว่าฉันทำไปเพื่ออะไร ในส่วนของลูกที่โตขึ้นมาหน่อยอยากพาลูกมาหานักจิตวิทยาคลีนิคจะพูดกับลูกว่าอย่างไร

คุณพ่อคุณแม่กังวลมากจะพูดอย่างไร เด็กเดี๋ยวนี้ฉลาดเข้ามาเด็กก็ถามเลย เด็กที่มาเทรนเพื่อต้องการฉลาดขึ้นเพราะต้องการพัฒนาตนเองเขาจะถามเลยว่าอันนี้ทำแล้วได้อะไร อันนี้คุณหมอกำลังทำอะไรอยู่ เขาจะถามกลับไปที่บ้านเขาต้องทำอะไรบ้าง คุณอย่าไปรู้สึกว่าต้องกลัวแน่เลย

เปิดใจครั้งแรกก่อนบอกว่าเราจะมาหาคนที่สามารถทำให้หนูมีความสุขได้ ทำให้หนูเรียนรู้ได้ดีขึ้น ทำให้พ่อแม่เข้าใจหนูมากขึ้น พ่อแม่อยากเข้าใจหนูมากเลยแต่บางครั้งพ่อแม่ก็ไม่เข้าใจ มันจะมีคนที่เข้าใจหนูๆ ลองมาคุยดู

เพราะจริงๆ แล้วตัวเองนั่งอยู่ที่คลินิกเด็กทุกคนที่เข้ามาก็อยากจะกลับมาอีกรอบหนึ่ง เขาจะมา Report เลยว่าพ่อแม่หนูยังไม่เปลี่ยนเลย พ่อยังชอบเล่นมือถืออยู่เลยคะ ส่วนในตัวของวัยรุ่นเองตอนนี้ Process ของเราในการรับมือกับเด็กแก้ปัญหาเด็กเป็นในเชิงรุกกับเชิงรับ

พ่อแม่บางคนอยากให้มีโค้ชชิ่งสำหรับลูก พอเริ่มเขาวัยรุ่นเขาก็มาเลยเขาก็แค่บอกลูกว่าอยากให้มีใครสักคนอยู่กับลูกแล้วไว้ใจได้ที่ไม่ใช่แม่ เพราะบางอย่างลูกก็ไม่อยากคุยกับแม่ แต่คนๆ นี้แม่ไว้ใจเขาได้ เขาสามารถบอกในสิ่งที่ลูกควรต้องทำและสามารถให้เหตุผลกับลูกได้ด้วย หรือในเชิงรับที่มันเกิดปัญหาแล้วให้พ่อแม่บอกลูกว่าปัญหาอยู่ที่พ่อแม่

แม่รู้สึกว่าแม่ไม่เข้าใจหนูแล้วทำให้หนูรู้สึกไม่สบายใจ หนูช่วยมาคุยกับคุณหมอได้ไหมว่าอะไรบ้างที่แม่ทำให้หนูไม่สบายใจแม่อยากเปลี่ยนตัวเองแม่อยากปรับตัวเองให้ดีขึ้น ยอมรับว่าเราเป็นปัญหาลูกจะสบายใจที่จะมาหาผู้ที่จะมาฟ้องว่าถูกทำอะไรมาบ้าง ผู้เชี่ยวชาญช้วยเหลือชี้แนะ

ในฐานะนักจิตวิทยาคลินิกเรามองว่าปัญหาของการเลี้ยงลูกเยอะและละเอียดมาก ให้คุณพ่อคุณแม่ดูแค่ช่วงๆ หนึ่งของลูก ช่วงนี้ควรต้องทำอะไร แล้วก็ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่คุณสะดวกจะได้มีโค้ชที่จะบอกว่าทำได้ ทำไม่ได้เหตุผลอะไร เราเลี้ยงตามกระแสจะทำให้ไปไหนก็ไม่รู้ กระแสมี Base Basic อยู่ไม่กี่ทฤษฎีแต่จะแตกไปตามจุดขาย อย่างเช่น เราพูดกันถึงเรื่อง EQ ก็ออกมา EF AQ เต็มเลยเราหมุนตามกระแสไม่ทัน

เพราะฉะนั้นไปเจอผู้เชี่ยวชาญเขาจะรู้ว่าอะไรที่เป็น Point จริงๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องโฟกัส อะไรจริงๆ ที่เราจะต้องรู้ เราจะได้ไม่ต้องตื่นตูมกับความมากมายของข้อมูลเราจะได้ใช้ข้อมูลที่มีเอาพอดีๆ

เพราะตัวเองจะบอกพ่อแม่เสมอเอาเท่านี้ก่อน อย่าเยอะเพราะเยอะคุณก็จำไม่ได้คุณก็ทำไม่ไหว ผิดที่ผิดเวลาผิดเทคนิคไปหมด เพราะฉะนั้นเลี้ยงลูกอย่างไรแบบมีจิตวิทยาก็ต้องเข้าใจความต้องการของลูก ต้องเข้าใจธรรมชาติของลูก เราจะเลี้ยงต้นไม้ต้นนี้ให้ออกดอกออกผลเขามีธรรมชาติของเขาไม่ใช่สุ่มสี่สุ่มห้าเขารดน้ำเรารดบ้าง เขาใส่ปุ๋ยเราใส่บ้าง เราใส่ปุ๋ยต้องมีเทคนิคไม่ใช่ใส่จนท่วมโคนต้นก็ตาย ให้เยอะก็ตายให้น้อยก็ขาดให้พอดีๆ เดินทางสายกลาง

วันนี้คงได้กันแล้วว่าเอาพอดีๆ แล้วก็อย่าแตกตื่นเอาตามจังหวะชีวิตของลูกตั้งสติดีๆ ช่วงนี้อยู่ในช่วง 4-7 ขวบ ต้องเลี้ยงแน่นๆ ด้วยเหตุผลไม่ใช่ด้วยอารมณ์ เป็นตัวอย่างให้ลูก คอยช่วยเหลือเขาต้องเข้มงวดเรื่องของระเบียบวินัยและการช่วยเหลือตัวเองอย่างนี้ก็ทำเลย

ช่วยให้ลูกง่ายขึ้นด้วยการเอาสิ่งล่อลวงของลูกให้ออกไปไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ อันนี้เป็นอุปสรรคของการเจริญเติบโตของลูกมาก พ่อแม่ก็ตลกบางครั้งอยากให้ลูกเป็นตัวของตัวเองมีความคิดพอลูกเถียงก็ว่าลูก อยากให้ลูกมีความคิดของตัวเอง อยากให้ลูกฉลาด อยากให้ลูกเป็นคนเก่ง แต่อย่าเถียงเรา ก็ไม่ได้

ต้องโฟกัสดีๆ เลี้ยงลูกต้องการอะไร ประเด็นของเป้าหมายสำคัญมากถ้าคุณพ่อคุณแม่บอกว่าเลี้ยงเพื่อ 1 2 3 แล้วคุณก็จะรู้ว่าคุณจะไปทางไหน แต่อย่าบอกว่าเลี้ยงให้เขามีความสุขกว้างไป อยากให้ลูกมีความสุขไม่ใช่ทำทุกอย่างให้ลูกมีความสุข การมีความสุขไม่ใช่ใครมาทำแล้วเรามีความสุข แล้วถ้าคนที่ทำให้เรามีความสุขหายไปจากชีวิตเขาจะอยู่ต่ออย่างไร

ตอนี้คุณอยู่คุณทำได้ คุณซื้อรถ ซื้อบ้านให้เขาได้ คุณให้เงินให้อาหารให้สิ่งดีๆ ได้ แล้ววันหนึ่งเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าใครจะมาให้ต่อ อย่างนั้นความสุขก็คงต้องเปลี่ยนละ อยากให้ลูกมีความสุขก็ต้องเพิ่มว่ามีความสุขได้ด้วยตนเองมีจิตใจที่เข้มแข็ง สามารถทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ยอมรับในจุดบกพร่องของตัวเองได้มี Self Esteem ที่ดีอันนี้เป็นเครื่องมือที่จะทำให้ลูกอยู่รอด

 

 ติดตามฟังได้ที่รายการรักลูก The Expert Talk

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

 

รักลูก The Expert Talk EP.28: รับมือโรคติดเชื้อเจ้าถิ่นและวิธีการดูแลตัวเองจากโรคอุบัติใหม่

รักลูก The Expert Talk EP.28: รับมือโรคติดเชื้อเจ้าถิ่นและวิธีการดูแลตัวเองจากโรคอุบัติใหม่

โรคเจ้าถิ่นก็ต้องระวังตัว โรคอุบัติใหม่ก็ต้องรับมือ ฟังสาเหตุ อาการ และการดูแลสุขภาพเบื้องต้นเพื่อรับมือกับโรคติดเชื้อที่มักจะเกิดขึ้นกับเจ้าตัวเล็ก โดย พญ. กฤตพร พรไพศาลสกุล แพทย์เฉพาะทางด้านกุมารเวชศาสตร์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลนวเวช

โรคที่ต้องระวังช่วงฤดูหนาว

ในช่วงฤดูหนาวจะมีโรคที่พบได้บ่อยอยู่ 4-5 โรค แบ่งเป็นระบบต่างๆ ระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหารและอีกอย่างคือไข้ออกผื่น ในระบบทางเดินหายใจก็จะมีทั้งไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ และที่ยังมีอยู่ในทุกวันนี้ก็คือ โควิด ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยทั้ง 3 โรคนี้เป็นโรคที่ติดต่อกันทางเดินหายใจผ่านสารคัดหลั่งของผู้ป่วย ทั้งน้ำมูก เวลาไอจามใส่กัน

ไข้หวัด

เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เป็นกันอยู่บ่อยๆ ที่รู้จักกันดีเป็นการติดเชื้อไวรัส ซึ่งไวรัสไข้หวัดมีหลายชนิดบางคนเป็นแล้วเป็นอีกได้ การติดต่อกันคือติดต่อกันผ่านทางการไอ จามใส่กันหรือสัมผัสสารคัดหลั่งโดยตรงหรือโดยอ้อมสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งของผู้ป่วยก็ทำให้มีอาการได้

ซึ่งในเด็กอาการก็จะเหมือนไข้หวัดที่เรารู้จักทั่วไปที่เวลาคุณหมอถามว่าเป็นอะไร เป็นหวัด คือมีไข้อาจจะไข้สูงหรือไข้ต่ำก็ได้ มีน้ำมูก มีไอ มีเสมหะหรือไอแห้งๆ ก็ได้ บางคนถ้ามีไข้สูงมากก็จะมีอาการปวดศีรษะตามมาได้ ส่วนการรักษาไม่ได้มีการรักษาเฉพาะรักษาตามอาการเพราะว่าเป็นเชื้อไวรัสหายได้เองแต่ต้องใช้เวลา 3-5 วัน อาการมักไม่ได้รุนแรงมากหายได้เอง

ไข้หวัดใหญ่

อาการจะคล้ายไข้หวัดแต่จะรุนแรงกว่า อาจจะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัวได้ หรือในบางคนอาจจะมีอาการทางระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย เช่น ท้องเสีย อาเจียน ร่วมด้วย ซึ่งการรักษาโดยทั่วไปส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องให้ยารักษาอะไร

แต่ในคนกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นรุนแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้คือเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 2 ขวบ ผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีหรือหญิงตั้งครรภ์ คนอ้วน คนที่มีโรคเรื้อรัง โรคปอด โรคตับ โรคไต โรคหัวใจ ก็จะถือเป็นกลุ่มเสี่ยงเราก็จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัสยาโอเซลทามิเวียร์เพื่อรักษาไข้หวัดใหญ่

โควิด

จริงๆ อาการแยกค่อนข้างยากเพราะอย่างที่บอกว่าเป็นอาการทางเดินระบบทางเดินหายใจเหมือนกันส่วนใหญ่จะมาคล้ายๆ กัน ไข้สูง ไอ มีน้ำมูก มีเจ็บคอ เสียงแหบร่วมด้วยได้ แต่โควิดก็จะมีอาการเฉพาะเพิ่มเติมอย่างเช่น ไม่รู้รส ไม่ได้กลิ่น หรือได้ประวัติเพิ่มเติมว่าไปสัมผัสผู้ที่ติดเชื้อหรือไปพื้นที่ที่มีความเสี่ยง

แล้วก็ทำให้สงสัยว่าเป็นโควิดมากขึ้นอย่างที่บอกว่าแยกโดยอาการค่อนข้างยากจะต้องใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อช่วยแยกจากโรคไข้หวัดหรือโรคไข้หวัดใหญ่

โรคโควิดในเด็กอาการมักจะไม่ค่อยรุนแรง อาการมีได้ตั้งแต่ไม่มีอาการเลยจนถึงรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ส่วนใหญ่ถ้าอาการที่จะพัฒนาถ้าจะรุนแรงก็จะสังเกตเห็นได้ภายใน 3-5 วัน ดูจากอาการเขาเป็นหลักส่วนใหญ่จะเป็นเหมือนไข้หวัดมีไอ น้ำมูก หรือเจ็บคอคัดจมูก

หรือบางคนที่บ่งบอกว่ามีอาการปอดติดเชื้อก็อาจจะมีหายใจหอบเหนื่อย ถ้าเด็กที่เคยร่าเริงเล่นดีๆ ก็อาจจะซึมลง ไม่ค่อยเล่น กินได้น้อยลง สังเกตได้จากอาการเขา เด็กบางคนก็จะลงปอดกับไม่ลงปอด ถ้าไม่ลงปอดอาการก็จะอยู่ในช่วง 10-14 วัน ก็จะดีขึ้นใช่ไหม จริงๆ โควิดอาการอาจจะเป็นไม่นานประมาณ 3-5 วัน 10-14 วัน เป็นระยะที่ต้องแยกตัวจากคนอื่น

ผลกระทบกับปอด

จริงปอดอักเสบจากเชื้อโควิดก็เหมือนกับปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสทั่วๆ ไปก็คือต้องใช้เวลา อาการจะดีขึ้นก่อนภาพเอ็กซ์เรย์ปอดส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นภายใน 1-2 อาทิตย์ ส่วนเอ็กซ์เรย์ปอดต้องใช้ระยะเวลาเป็นเดือนกว่าภาพจะดีขึ้น ส่วนใหญ่ไม่ถึงขั้นเป็นโรคไม่ส่งผลตามมาว่าเป็นปอดเรื้อรัง ประมาณ 1-2 อาทิตย์อาการก็จะค่อยๆ ดีขึ้น รอเวลาให้ปอดรักษาตัวให้ตัวโรคดีขึ้นส่วนใหญ่ก็จะหายเป็นปกติไม่ค่อยทิ้งรอยโรคไว้

อาการหลังจากโควิด (Long Covid) เด็กเป็นไหม

ส่วนใหญ่ก่อนหน้านี้ถ้าเป็นเด็กแข็งดีไม่ได้มีโรคประจำตัว ไม่ได้มีโรคปอดเรื้อรังอยู่เดิมส่วนใหญ่ไม่ได้ทิ้งรอยโรคไว้

โรคโรต้าไวรัส

โรคท้องเสียจากโรต้าไวรัส โรคท้องร่วงในเด็กเกิดได้จากเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรียแต่ที่เป็นปัญหาเยอะๆ ในประเทศไทยก็คือจากเชื้อโรต้าไวรัสส่วนใหญ่มักจะรุนแรงโดยเฉพาะในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี ตามชื่อโรคเลยติดจากเชื้อไวรัสโรต้าจะทำให้มีอาการไข้สูง ในเด็กเล็กบางคนอาจจะมีไข้สูงและชักได้ และมีอาเจียนนำมาก่อน มีท้องเสียถ่ายเหลวเป็นน้ำตามมา ถ้าอาการรุนแรงมากๆ ถ่ายเหลวเยอะๆ ก็จะทำให้มีภาวะขาดน้ำถึงขั้นช็อคได้อาจจะต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล

สำหรับการรักษาคือเหมือนกันติดจากเชื้อไวรัสไม่มียารักษาเฉพาะเป็นการรักษาตามอาการดูตามอาการเป็นหลักคือถ้ามีอาการขาดน้ำไม่มากก็อาจจะให้เป็นเกลือแร่แล้วก็กลับไปสังเกตอาการที่บ้าน หรือถ้าถ่ายเหลวเยอะๆ ไข้สูงมากๆ ก็อาจจะรับไว้ในโรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือทดแทนจากที่ถ่ายเหลวออกไป

แต่โรต้าไวรัสในปัจจุบันเราสามารถป้องกันได้คือการฉีดวัคซีน และนมแม่ช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ สำหรับวัคซีนโรต้าเริ่มให้ได้ตั้งแต่เด็กอายุ 2 เดือน ถ้าให้ครบ 2-3 เข็มแล้วแต่ยี่ห้อก็จะช่วยให้เด็กมีภูมิคุ้มกันลดโอกาสการเกิดโรคและลดความรุนแรงของโรคได้ วัคซีนไม่ได้ป้องกันไม่ให้เกิดโรคไม่ใช่หยอดวัคซีนไปแล้วจะไม่ติดเลยแต่จะช่วยลดความรุนแรงของโรค

โรต้าไวรัสอยู่ตามสิ่งแวดล้อมเลยจะติดผ่านทางการกินอาหาร การป้องกันคือดูแลรักษาความสะอาดมือ สิ่งของ เช็ดของเล่นทำความสะอาด งดใช้ของเล่นหรือสิ่งของร่วมกับผู้อื่นในช่วงที่มีอาการระบาดก็ช่วยป้องกันได้ เน้นว่าต้องล้างมือ hand hygiene และสุขลักษณะที่ดี

ปีนี้ที่ผ่านมาปกติแล้วตัวไข้หวัดใหญ่กับไข้หวัดมักจะมีเยอะในหน้าฝนกับหน้าหนาว ซึ่งฤดูฝนที่ผ่านมาแทบไม่ค่อยเจอไข้หวัดใหญ่เลย อาจเป็นเพราะทุกคนตระหนักว่าการใส่แมส ใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือ เว้นระยะห่าง อีกอย่างที่สำคัญคือไข้หวัดใหญ่เรามีวัคซีนสามารถฉีดป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้ ถ้าทุกคนทำตามนี้โอกาสที่จะเกิดโรคหรือแพร่กระจายโรคก็จะลดลงได้เยอะ

โรคสุกใส

โรคสุกใสหรืออีสุกอีใสจากเชื้อไวรัสชื่อว่า Varicella ติดต่อผ่านทางอาการหายใจรดกัน ไอจามใส่กันหรือสัมผัสถูกตัวผู้ป่วยก็จะทำให้ติดต่อโรคกันได้ ซึ่งลักษณะอาการก็คือเด็กจะมีไข้สูงในช่วง 1-2 วันแรก พอมีไข้สัก 2 วัน ก็จะมีตุ่มขึ้นในช่วงแรกจะเป็นเม็ดแดงๆ เล็กเป็นผดก่อน หลังจากนั้นลักษณะเด่นของไข้สุกใสก็คือมีมีตุ่มน้ำใสขึ้นตามตัว ผื่นจะขึ้นที่บริเวณลำตัวก่อนแล้วก็จะไปที่หน้าที่แขนขาตามลำดับ

วัคซีนโรคสุกใส

มีวัคซีนที่สามารถป้องกันได้เริ่มฉีดตั้งแต่เด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป ฉีดทั้งหมด 2 เข็ม เข็มแรกฉีดตอน 1 ขวบขึ้นไป เข็มที่สองฉีดกระตุ้นช่วง 2-4 ขวบ แต่ว่าถ้าเด็กที่อายุน้อยกว่า 13 ปี สามารถฉีด 2 เข็มห่างกัน 3 เดือนได้ แต่ถ้าเกิน 13 ปีไปแล้วให้ฉีด 2 เข็มห่างกัน 1 เดือน

เป็นแล้วจะไม่เป็นอีกความเชื่อนี้จริงไหม

สุกใสเป็นแล้วถือว่ามีภูมิคุ้มกันแต่ว่าเชื้อมันจะไม่ได้หายไป เชื้อจะไปหลบซ้อนตามปมประสาทของร่างกาย ถ้าวันไหนที่ร่างกายอ่อนแอ หรือภูมิคุ้มกันตกลงอาจจะเป็นซ้ำได้ ถ้าในคนภูมิคุ้มกันบกพร่องมีโรคประจำตัวอาจจะกลับมาเป็นซ้ำได้ถ้าในคนที่แข็งแรงเกิดอ่อนเพลียพักผ่อนไม่เพียงพอจะกลับมาเป็นซ้ำได้แต่มาในรูปแบบของงูสวัสเป็นเชื้อตัวเดียวกัน

สุกใสสามารถติดกันได้ง่ายแค่หายใจใส่กันก็สามารถติดได้แล้ว ซึ่งช่วงนี้โรงเรียนทยอยเปิดเด็กไปอยู่รวมกันถ้ามีเด็กคนหนึ่งเป็นไปเล่นด้วยกันเล่นของเล่นน้ำลายหรือถูกตัวกันโอกาสแพร่กระจายในกลุ่มเพื่อนหรือกลุ่มเด็กด้วยกันก็จะง่ายมาก

ภาวะแทรกซ้อนของสุกใสจะไม่ค่อยรุนแรงมาก ถ้าเป็นตุ่มน้ำใสตามตัวบางคนไปแกะหรือเกาก็อาจจะติดเชื้อแบคทีเรียตามตุ่มแผลตามมาได้ ถ้ารุนแรงหน่อยก็อาจติดเชื้อเข้ากระแสเลือด หรือบางคนอาจจะมีปอดอักเสบหรือสมองอักเสบได้ถ้ารุนแรงขนาดนั้นก็มีโอกาสเสียชีวิตได้

แต่ว่าเจอน้อยมากๆ ช่วงนี้สุขอนามัยดีจะไม่ค่อยเจอ เน้นย้ำเรื่องการล้างมือถ้าช่วงไหนมีการแพร่ระบาดหรือถ้าพ่อแม่ทราบว่าบุตรหลานของตัวเองเป็นสุกใสก็ให้หยุดเรียนแยกตัวจากคนอื่นก็จะช่วยลดโอกาสการแพร่เชื้อ

โรคหัดหรือไข้ออกผื่น

โรคหัดเป็นไข้ออกผื่นชนิดหนึ่งจากเชื้อไวรัสตัวหนึ่ง อาการช่วงแรกจะมีไข้ 3-4 วัน อาการจะเหมือนไข้หวัดนำมาก่อน มีไข้ มีน้ำมูก มีตาแดง ไข้สูงสัก 3-4 วันก็จะเริ่มมีผื่นขึ้น ซึ่งลักษณะผื่นจะขึ้นบริเวณไรผมหลังใบหูก่อนค่อยลามมาที่คอลำตัวแขนขาพอผื่นลงถึงขาไข้ก็จะลดลง ผื่นก็จะค่อยๆ หายไปแต่ว่ามันจะทิ้งรอยคล้ำไว้ใช้เวลาเป็นปีกว่าจะค่อยๆ จางลงไป

ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กอายุ 2- 14 ปี เจอบ่อยในช่วงหน้าหนาวมกราคม-มีนาคม แต่จะไม่ค่อยเจอในเด็กเล็กๆ ช่วง 6-8 เดือน เพราะว่าเรายังมีภูมิคุ้มกันที่ได้จากคุณแม่อยู่ก็จะไม่เจอในเด็กเล็กมากๆ จะเจอในช่วงเด็กโตเช่นเดียวกันโรคนี้สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน ซึ่งในปัจจุบันวัคซีนหัดเยอรมัน คางทูม อยู่ในวัคซีนพื้นฐานของเด็กไทยทุกคนต้องได้อยู่แล้วตั้งแต่ 9 เดือน ถึง 1 ปีในเข็มแรกช่วยลดโอกาสการเกิดโรคและช่วยลดการแพร่ระบาดและการกระจายของเชื้อได้ ปัจจุบันกระตุ้นเข็ม 2 อีกทีหนึ่งประมาณขวบครึ่ง

ที่คุณหมอพูดมาโรต้าไวรัส สุกใส หัดหรือหัดเยอรมันมีวัคซีน ถ้าให้วัคซีนพื้นฐานอย่างต่อเนื่องอาการพวกนี้ก็จะพบน้อยลง

ดูแลตัวเองอย่างไรให้ปลอดภัยจากภาวะโรคติดเชื้อ

จริงๆ ทุกวันนี้ทุกคนทำอยู่ถือว่าเป็นมาตรการที่ดีมากๆ แล้วทั้งการใส่หน้ากากอนามัย การล้างมือพกเจลแอลกอฮอล์ ล้างด้วยเจลแอลกอฮอล์หรือน้ำสบู่ รวมถึงการเว้นระยะห่างจากคนสู่คนเว้นระยะห่าง 1-2 เมตร ก็จะช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อได้

นอกจากนี้คือการทำร่างกายให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำเยอะๆ ก็จะช่วยทำให้ร่างกายเราแข็งแรงและช่วยให้ปลอดจากสภาวะอื่นๆ ได้ ติดตามข่าวสารอัพเดทตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นโรคโควิดหรือโรคอื่นๆ ที่อาจตามมาในอนาคต

วิตามินซี หรือวิตามินใดที่ช่วยป้องกันเสริมสร้างภูมิคุ้มกันมีส่วนช่วยอย่างไรบ้าง

วิตามินเสริมอาจไม่จำเป็นเลยถ้าเด็กคนนั้นสามารถรับประทานอาหารได้ครบ 5 หมู่ เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย การทานอาหารครบ 5 หมู่ก็ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่เพียงพอที่จะต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ เพราะฉะนั้นพวกวิตามินอื่นๆ รวมถึงวิตามินซีก็อาจไม่ได้จำเป็น

ถ้าลูกไม่กินผักผลไม้เลย สามารถกินวิตามินทดแทนได้ไหม

จริงๆ มันเทียบไม่ได้ ถ้ากินอาหารมันดีกว่าเน้นย้ำว่ากินครบ 5 หมู่ ถ้ามันจำเป็นจริงๆ กินไม่ได้การกินวิตามินซีช่วยด้วย ถ้าเป็นไปได้กินผักผลไม้ตามธรรมชาติในชีวิตประจำวันให้ครบ 5 หมู่จะดีกว่า

เช็กลิสต์อาการเบื้องต้น ไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่

โรคไข้หวัดหรือโรคติดเชื้อไวรัสอาการจะดีขึ้นใน 3-5 วัน ถ้าสมมติว่าอาการเบื้องต้นเช่น ไข้ ไอ น้ำมูก หากมียาสามัญประจำบ้านให้กินยาเบื้องต้นได้ก่อน

มีไข้ก็ใช้การเช็ดตัว เช็ดตัวสามารถได้ตลอดไม่ต้องทุก 4 ชั่วโมงเหมือนยาลดไข้ หรือว่าเช็ดตัวแล้วไข้ยังไม่ลงก็ใช้ยาลดไข้ช่วย หรือถ้ามีน้ำมูกมีเสมหะการดื่มน้ำอุ่นเยอะๆ คือยาที่ดีที่สุดคือช่วยลดเสมหะ

ถ้า 3-5 วันไปแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น เริ่มมีน้ำมูกหรือเสมหะเปลี่ยนสีเป็นสีเขียวหรือข้นมากขึ้น เริ่มสังเกตว่าน้องมีอาการหายใจหอบเหนื่อยมากขึ้น ไม่ร่าเริงเหมือนเดิม ซึม ไม่ค่อยเล่น กินข้าวไม่ค่อยได้อันนี้อาจเป็นอาการที่จะต้องพามาตรวจที่โรงพยาบาลว่ามีอะไรแทรกซ้อนนอกจากเชื้อไวรัสหรือเปล่า

โดยส่วนใหญ่เชื้อไวรัสประมาณ 3-5 วัน ก็จะดีขึ้นถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อนอย่างเช่นติดเชื้อแบคทีเรียตามมาก็จะเป็นประมาณที่ 3 วันขึ้นไป

เน้นย้ำการไปเที่ยวหรือออกนอกบ้าน ต้องใส่หน้ากากอนามัยล้างมือและการเว้นระยะห่างจากครอบครัวอื่นๆ เน้นสุขอนามัยที่ดี รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำอุ่นเยอะๆ ก็จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ไม่เอาเชื้อจากนอกบ้านเข้ามาหรือไม่เอาเชื้อจากเราไปสู่คนอื่น

 

ติดตามฟังได้ที่รายการรักลูก The Expert Talk

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

 

 

รักลูก The Expert Talk EP.29: ลูกแค่ซึม หรือเข้าขั้นซึมเศร้า

รักลูก The Expert Talk EP.29: ลูกแค่ซึม หรือเข้าขั้นซึมเศร้า

ลูกเครียดหรือกำลังอยู่ในภาวะซึมเศร้า พ่อแม่ต้องสังเกต เพราะผลกระทบมากกว่าที่ตาเห็น ทั้งพัฒนาการทางสมองและพฤติกรรมในอนาคต ฟังวิธีการสังเกตและรับมือโดยนพ.รัตนภูมิ วัฒนปัญญาสกุล แพทย์เฉพาะทางด้านจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลนวเวช

 

สถานการณ์เด็กที่มีอาการความเครียดหรือนำไปสู่ภาวะซึมเศร้ามีเพิ่มขึ้น

จากตัวเลขที่ทดสอบมา ทำวิจัยมาทั้งในประเทศทั้งในต่างประเทศภาวะซึมเศร้ามากขึ้นทุกวัยไม่ว่าจะทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่บางรายงานมีมากกว่าเดิม 3 เท่า บางรายงานมีมากกว่าเดิม 2 เท่า เอาเป็นว่ามากขึ้นทุกที่ทุกเพศทุกวัย

ก่อนหน้านี้มีสถิติเพิ่มขึ้นทุกปีอยู่แล้ว แต่พอมาเป็นช่วงนี้สถานการณ์โควิดตั้งแต่ปี 63 ทั้งปี ขึ้นแบบก้าวกระโดดเลยอย่างที่หมอบอกไป 2-3 เท่าเลยทีเดียว โดยปัจจัยของโควิด คือด้วยตัวโควิดเองก็เครียดอยู่แล้ว เป็นเรื่องที่เราไม่สามารถควบคุมได้ คาดการณ์ก็ไม่ได้ โควิดมันแรงขึ้นมันจะกลายพันธุ์หรือเปล่า เดี๋ยวเปิดประเทศจะกลับมาอีกไหม ซึ่งมันคาดการณ์อะไรไม่ได้

เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่มันควบคุมไม่ได้มันจะส่งผลต่อจิตใจมนุษย์อย่างมาก มนุษย์จะเกิดความกังวลไปซะทุกเรื่อง เครียดไปซะทุกเรื่องมากกว่าปกติทั่วๆ ไป

ความเครียดของเจ้าตัวเล็ก

เด็กเล็กๆ จะดูยาก เพราะเขายังไม่ได้เป็นวัยที่จะพูดอารมณ์อะไรออกมาได้ดีไม่สามารถที่จะเล่าเรื่องอะไรออกมาได้เต็มที่เหมือนเรา หมออยากให้ผู้ปกครองสังเกตดูว่าลูกเปลี่ยนแปลงไปหรือเปล่า มีอารมณ์เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมต่อเนื่องหรือเปล่า

จากเดิมเป็นเด็กร่าเริงกลายเป็นเด็กซึม ทำอะไรก็ไม่มีความสุข จากเดิมไปเล่นอะไรกับพ่อแม่ก็ดูสนุกสนานดี ตอนบ่ายนั่งซึมนั่งจ๋อยๆ ถ้าเป็นต่อเนื่องให้ระวัง หรือเด็กบางคนนอนไม่ค่อยหลับจากเดิมหลับดี ธรรมชาติเด็กเขาไม่เครียดอยู่แล้ว

โดยทั่วไปเขาจะเครียดเรื่องอะไร เขาไม่ต้องมาทำงานเหมือนเราไม่ได้มีเรื่องเครียดเหมือนผู้ใหญ่ แต่ถ้าเด็กนอนไม่หลับให้ระวังว่ามีอะไรหรือเปล่าเพราะโดยธรรมชาติเด็กจะไม่เครียดไม่คิดอะไรเขาจะหลับได้ดี

แต่ถ้านอนไม่หลับต่อเนื่องเป็นเวลาหลายคืน ที่หมอเจอบ่อยในช่วงนี้ พ่อแม่พามาด้วยเรื่องของลูกนอนไม่หลับ เราจะรู้ว่าลูกนอนไม่หลับคือเขาตื่นมาแล้วจะง่วง ตื่นมาไม่สดชื่น สะลึมสะลือ กลางวันก็ง่วงแต่พอกลางคืนก็ไม่หลับ เด็กเขาก็อยากนอนเขาก็ง่วงแต่ทำไมเขานอนไม่หลับ เขาก็กลิ้งไปกลิ้งมาเด็กบางคนกลิ้งทั้งคืนก็ยังไม่หลับ อารมณ์อะไรก็ตามที่เปลี่ยนไป

การนอนอะไรก็ตามที่เปลี่ยนไปต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานอันนี้ต้องระวังเป็นสัญญาณอย่างหนึ่งว่าเด็กกำลังมีภาวะทางอารมณ์เกิดขึ้น

คุณหมอยังไม่ใช้คำว่าเครียดแต่เขาเริ่มมีภาวะบางอย่างที่คุณพ่อคุณแม่ จริงๆ 2 ข้อก็สังเกตได้แล้ว 1. ลูกเหวี่ยงงอแงง่าย 2. กระสับกระส่ายนอนไม่หลับก็สังเกตได้ หากปล่อย 2 อาการนี้ไปในระยะยาว ทำให้กระทบพัฒนาการหรือไปถึงซึมเศร้า

ต้องบอกข้อมูลก่อนว่าเด็กหรือไม่เด็กก็ได้คนทั่วไปที่มีภาวะซึมเศร้า ความเครียดนานๆ ค้นพบว่าเลือดที่ไปเลี้ยงสมองส่วนหน้าลดลง เลือดที่ไปเลี้ยงสมองส่วนความจำก็ลดลง เราก็ต้องมาดูว่าสมองส่วนหน้ามีหน้าที่อะไร

สมองส่วนหน้ามีหน้าที่จัดการชีวิตวางแผนชีวิต จัดระเบียบจัดความสำคัญ มีหน้าที่ในการควบคุมอารมณ์ มีหน้าที่สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ เมื่อสมองส่วนหน้าเลือดไปเลี้ยงลดลงแน่นอนว่าส่งผลต่อเด็กในระยะยาวแน่นอนเด็กไม่สามารถคิดวางแผนอะไรในอนาคตได้

เด็กไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของเขาได้ ฉะนั้นมันส่งผลต่อการควบคุมอารมณ์ ส่งผลต่อการวางแผนชีวิตในอนาคต วางแผนอะไรในการคิดเด็กไม่สามารถจัดลำดับความสำคัญอะไรได้ถูก เด็กกลุ่มนี้พอเวลาไปเรียนหนังสือก็จะไม่มีสมาธิตาวอกแวกนั่งเหม่อไปเรื่อยๆ ใจไม่มีแล้วใจไม่อยู่เพราะเลือดไปเลี้ยงสมองส่วนนั้นลดลง

นอกจากสมองส่วนหน้าแล้วยังมีสมองส่วนความจำอีก เด็กก็จะความจำไม่ดีไม่สามารถที่จะเรียนรู้ จำอะไรใหม่ๆ ได้ ส่งผลอย่างมาก ถ้าเป็นต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆ พบว่าสมองของส่วนดังกล่าวฝ่อล

ไม่ใช่เรื่องของอารมณ์แล้วมันลามไปสมองพอเด็กกลุ่มนี้โตไป เขาจะรู้สึกว่าไม่มีอะไรที่จะคิดวางแผนอะไรได้ทำให้เขาไม่มั่นใจตัวเอง รู้สึกไม่ดีกับตัวเอง รู้สึกแย่กับตัวเอง ทัศนคติต่อคนอื่นก็แย่ลง ถ้าปล่อยต่อไปเรื่อยๆ ไวทำงานถึงวัยแต่งงานเขาก็จะส่งต่อทัศนคติตรงนี้ให้ลูกๆ ให้กับครอบครัว ต้องระวัง ฉะนั้นการสังเกตตั้งแต่เริ่มถือเป็นจุดสำคัญอย่างมาก

เครียดสาเหตุนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า

สาเหตุตรงนี้ส่งผลต่อซึมเศร้าแน่นอน นอกเหนือจากซึมเศร้าก็จะมีเรื่องวิตกกังวลต่างๆ เช่น โรควิตกกลัวทุกเรื่อง ด้วยอาการของโรคซึมเศร้าอย่างที่หมอบอก

1.เรื่องของอารมณ์ อารมณ์เศร้าต่อเนื่อง เบื่อไม่อยากทำอะไรเลย กิจกรรมที่เคยทำแล้วมีความสุขจากเดิม อาจจะดูซีรีย์ ดูการ์ตูนเรื่องนั้นแล้วมีความสุขพอกลับไปดูอีกรอบกลับไม่มีความสุข สิ่งที่เคยทำแล้วมีความสุข ไม่สุขเหมือนเดิมอีกแล้ว อันนี้คือภาวะซึมเศร้าถ้าเป็นต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ให้ระวัง

2.การนอน นอนไม่หลับต่อเนื่อง 2 อาทิตย์ก็ให้ระวัง

พ่อแม่จะรับมืออาการอย่างนี้ได้อย่างไร

1.เข้าใจภาวะซึมเศร้า

ต้องเข้าใจว่าภาวะซึมเศร้าไม่ใช่เรื่องของดราม่า ไม่ใช่เรื่องของภาวะทั่วๆ ไป แต่มันเกี่ยวข้องกับสมองมันเป็นโรค สมองมีการเปลี่ยนแปลงสารสื่อประสาทมีการเปลี่ยนแปลง เลือดเลี้ยงสมองลดลงจริงๆ คุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจว่าเป็นเรื่องของโรคเรื่องของข้อจำกัด เท่าที่หมอคุยกับเด็กๆ ไม่อยากทุกข์อยากมีความสุข เด็กอยากคิดดีกว่านี้อยากเล่นแต่เขาไปแล้วไม่ได้จริงๆ

อยากให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจก่อนว่ามันคือตัวโรคมันคือข้อจำกัดไม่ใช่ความดราม่า ไม่ใช่ความอ่อนแอ มันเป็นข้อจำกัดทางสมอง ในช่วงนี้พ่อแม่อยู่กับลูกตลอดช่วงโควิด ช่วงนี้เจอบ่อยมากเจอเยอะขึ้นการที่อยู่ด้วยกันตลอดกลายเป็นเรื่องของความพัวพันมากขึ้น เหมือนเด็กไม่มีโลกส่วนตัว

2.มีพื้นที่ส่วนตัว

เด็กวัยรุ่นหมอเจอบ่อยมากอยู่กับพ่อแม่ทั้งวันไม่มีพื้นที่ส่วนตัวเหมือนแม่เข้ามายุ่งกับการเรียนตลอดเข้าห้องมาตลอด มนุษย์ต้องมีพื้นที่ส่วนตัวของฉัน ของเธอ ของพ่อแม่และของเรา เหมือนวงกลมฉันกับเธอที่ไม่ควรเหลื่อมกันเกินไป ไม่ควรก้าวก่ายกันเกินไป การที่วงกลมฉันกับเธอมันก้าวก่ายกันมากเกินไปทำให้เด็กขาดพื้นที่ส่วนตัว เด็กขาดความเป็นตัวเอง

สถานการณ์โควิดทำให้เราอยู่กันมากขึ้นมากเกินไป พื้นที่ส่วนตัวนี้เลยก้าวล่วงกันมากนิดหนึ่งทำให้เด็กอึดอัดพออึดอัดไม่ได้ระบายไปไหนก็ไม่ได้ หมอเคยคุยกับเด็กที่เขาอยู่คอนโดน่าสงสารมากอยู่กับพ่อแม่เป็นลูกคนเดียวเขาอึดอัด จะลงมาว่ายน้ำก็ไม่ได้ จะลงมาเล่นลู่วิ่งก็ไม่ได้

เขาก็นั่งอยู่ในห้องเขาไม่ไหวก็ทุบหัวตัวเองเขาอยากออกเหงื่อออกแรงแต่ทำไม่ได้ หมอเลยแนะนำในหลายๆ บ้านที่พอมีพื้นที่ บางคนหมอแนะนำให้เอากระสอบทรายที่ใส่น้ำไว้ตรงฐานให้เด็กต่อยเล่น

3.หากิจกรรมให้ลูกทำ

พ่อแม่ต้องสรรหากิจกรรมให้เด็กได้ระบายได้ออกแรงบ้าง อย่าให้เขาหมกตัวอยู่กับมือถืออย่างเดียว สรรหาพื้นที่สรรหากิจกรรมให้เด็กได้ระบายได้ออกแรงทำกิจกรรม ต้องเข้าใจธรรมชาติของเด็กๆ ต้องได้ขยับตัวไม่ให้กล้ามเนื้อฝ่อ ต้องขยับตัวให้มีกล้ามเนื้อบ้าง พอเด็กไม่ได้ขยับตัวไม่ได้ออกไปไหนไม่ได้ระบายเลย แล้วมนุษย์เป็นสัตว์สังคมเล่นกับเพื่อนก็ไม่ได้

การออกแรงออกกำลังของลูกมี Effect กับสมองอย่างไรบ้าง

Effect มากงานวิจัยเขาบอกว่าการออกกำลังกายมีผลเท่ากับยาบางรายงานดีกว่ายาเพราะการออกกำลังกายช่วยเพิ่มเลือดไปเลี้ยงสมองอันนี้เป็นข้อเท็จจริงให้เราเห็นว่าการออกกำลังกายมันเพิ่มเลือดเลี้ยงสมองเพราะเวลาเราขยับตัวมันต้องสั่งการจากสมองเวลาเราขยับตัวเลือดต้องไปที่สมองเพื่อจะสั่งการให้ขยับตัว

การออกกำลังกายต้องถึงมีผลอย่างมากช่วยภาวะซึมเศร้าอย่างมากโดยทั่วไปการออกกำลังกายไม่ใช่แป๊บๆ ต้องเกิน 30 นาที 5-10 นาทีไม่ช่วยต้อง 30 นาทีขึ้นไป อาทิตย์หนึ่งให้ได้มากที่สุดเท่าทำได้ขั้นต่ำประมาณ 3 วัน

วิธีช่วยผ่อนคลายความเครียดหรือซึมเศร้าของเด็ก

การอยู่ด้วยกันช่วงโควิดอย่างที่หมอเกริ่นไป การอยู่ด้วยกันนานๆ มากเกินไปจากผูกพันกลายเป็นพัวพัน ต้องมีพื้นที่แม่ต้องมีพื้นที่ของแม่ ลูกต้องมีพื้นที่ความคิดของลูกอย่าก้าวก่ายซึ่งกันและกันมากเกินไปให้เขามีอารมณ์เป็นของตัวเองมีความคิดเป็นของตัวเอง

เพราะการอยู่ด้วยกันแน่นอนมันส่งเสริมให้เกิดการพัวพันเว้นพื้นที่เว้นช่องว่างให้กันและกันบ้าง เพราะเรื่องนี้มีปัญหามากเลยเด็กเล็กอาจจะไม่เท่าไหร่แต่วัยรุ่นมีปัญหามากเลย อยู่ด้วยกันทุกวันพัวพันซึ่งกันและกันระบายก็ไม่ได้ เว้นพื้นที่ซึ่งกันและกัน เว้นช่องว่างซึ่งกันและกัน เคารพสิทธิการเป็นตัวของตัวเองซึ่งกันและกันช่วยได้

1.เข้าใจธรรมชาติของเด็ก

มนุษย์แต่ละคนไม่เหมือนกัน มีความคิดมีอารมณ์เป็นของตัวเอง เด็กไม่ใช่ผ้าขาวเด็กมีสีของเขาอยู่แล้วเขามีโทนสีตั้งแต่เกิดอยู่แล้วถ้าเราอยากให้เขาเป็นอย่างที่เราอยากให้เป็นมันก็ไมได้เราต้องเข้าใจธรรมชาติของเด็กและเคารพธรรมชาติของเด็ก เด็กแต่ละคนมีความคิดความอ่านมีสีของเขาตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว

2.มีกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว

มีกิจกรรมร่วมกันระหว่างครอบครัว ในยุคโควิดจากเดิมติดโซเชียลอยู่แล้วพอมีโควิดยิ่งติดโซเชียลมากขึ้นการที่เด็กเล่นโซเชียลมากเกินไปเป็นข้อเสียเหมือนกัน เพราะโซเชียลส่งเสริมการเปรียบเทียบซึ่งกันและกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างสมัยก่อนถ้าเราจะเห็นใครไปเที่ยวต่างประเทศ หรือใครมีชีวิตดีๆ เขาต้องมาเล่าให้เราฟังหรือเอารูปให้เราดูต้องพูดอวดในห้อง แต่ยุคนี้ไม่ใช่เปิดคลิกเข้าไปเราก็เห็นแล้วชีวิตเขาดีจังเลยดูชีวิตเรา คือมันส่งเสริมให้เปรียบเทียบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้นการติดโซเชียลทำให้เรารู้สึกว่าทำไมฉัน มันเกิดการเปรียบเทียบ

สิ่งหนึ่งที่จะดึงเด็กออกจากโลกโซเชียลได้คือกิจกรรมของครอบครัวให้มีกิจกรรมร่วมกันดึงเขาออกจากโลกเสมือนจริงมาอยู่โลกแห่งความเป็นจริงบ้างจะช่วยลดการเปรียบเทียบ เพราะฉะนั้นให้มีกิจกรรมครอบครัวมีพื้นที่ซึ่งกันและกัน

แนวทางรักษาโรคซึมเศร้า

หลักๆ เรื่องของซึมเศร้ามีวิธีการรักษาอยู่ 2 หลักใหญ่ๆ คือ

1.การใช้ยา

ยุคนี้สมัยนี้มียาแล้ว การรักษาซึมเศร้าไม่ได้ยากเหมือนสมัยก่อน สมัยก่อนต้องมานั่งคุยเป็นเดือนๆ ปีๆ สมัยนี้มียาซึ่งช่วยภาวะซึมเศร้าได้เร็วแนะนำว่าอย่ารอบางคนรอๆ แล้วรออีก อย่างที่บอกไปสมองฝ่อไปแล้วถ้ามัวแต่รอเลือดไปเลี้ยงสมองส่วนหน้าลดลงเรื่อยๆ เลือดไปเลี้ยงสมองส่วนความจำลดลงๆ สมองฝ่อพอดีโอกาสที่จะกลับมารักษาก็จะอยากขึ้น ฉะนั้นถ้ามีภาวะโรคซึมเศร้าเกิดขึ้นแล้วแนะนำให้พบจิตแพทย์แนะนำให้รักษาโดยการใช้ยามันช่วยจริงๆ

การใช้ยาพบว่าสมองส่วนที่ฝ่อไปแล้วมันเติบโตขึ้นได้อีก ช่วยให้สมองมีการาแตกแขนงเกิดขึ้นจากเดิมที่ฝ่อเล็กไปแล้ว ยาในเรื่องของรูปพรรณทำให้เซลสมองพัฒนาเจริญเติบโตมันช่วยได้เร็วทำให้ผลกระทบระยะยาวลดลง

เพราะถ้าเราปล่อยให้สมองฝ่อไปแล้วทัศนคติด้านลบจะเกิดในใจเขาๆ ก็เชื่อไปอย่างนั้นแล้วว่าฉันไม่ดี โลกนี้สิ้นหวังเหลือเกินฝังอยู่ในสมองส่วนหน้า ฝังเป็นทัศนคติต่อให้รักษาทัศนคติตัวนี้ก็จะส่งต่อไปเมื่อเขาโตขึ้น พอเขามีครอบครัวก็จะส่งต่อไปยังลูก รีบรักษาดีกว่า

2.จิตบำบัด

คือเป็นการพูดคุยอาจจะนำครอบครัวมาพูดคุยด้วย เอาครอบครัวมารวมในการทำจิตบำบัดด้วย ดูว่าความคิดที่ฉันไม่ดี หนูไม่ดีหนูมันแย่จริงหรือเปล่าหรือความคิดเฉยๆ หรือเป็นความจริง เราจะพูดคุยกับเด็กให้เด็กตระหนัก ให้เด็กมีสติว่ามันไม่ใช่ฉันมโนไปเอง

เคสเด็กมีความเครียด

หมอเจอเรื่อยๆ เจอประจำ มีเด็กคนหนึ่งค่อนข้างวัยรุ่นแล้วครอบครัวมีปัญหาอย่างมาก ปะทะกันรุนแรง ด่ากันรุนแรง เด็กก็เลยมีอาการอารมณ์ซึมเศร้าเกิดขึ้น ตอนแรกมาหาหมอด้วยเรื่องของไม่กินไม่นอนข้าวไม่กินนั่งเฉยๆ หมอเลยรับปรึกษาที่โรงพยาบาลให้หมอเขาไปดูเด็กนั่งเงียบนั่งนอนเป็นผักเลย

ขนาดขับถ่ายยังไม่ไปเลยใส่ผ้าอ้อมเด็กโตแล้วด้วย ไม่ทำอะไรเลยเขาเบื่อชีวิตเซ็งชีวิตมาก หมอขึ้นไปเจอครอบครัวเขาพ่อแม่ทะเลาะกันรุนแรงมากจริงๆ ในโรงพยาบาลเลยต่อหน้าหมอเลย ปัญหาทุกอย่างมาหมด

หมอพยายามคุยกับเด็กว่าเกิดอะไรเพราะอะไร เพราะว่าการที่หนูเป็นแบบนี้การที่หนูไม่ขยับตัวแบบนี้ส่วนหนึ่งหนูจะได้ไม่ต้องไปเจอเรื่องไม่ดี พ่อแม่ได้ไม่ทะเลาะกันอย่างนี้ใช่หรือเปล่า เด็กพยักหน้า

ทางออกต้องให้หยุดจากเดิมที่ทะเลาะกันรุนแรงด่ากันรุนแรงถ้าเขามีอาการอะไรบางอย่างเกิดขึ้นมันทำให้ครอบครัวหยุดความรุนแรง แล้วเขาเจออย่างนี้ทุกวันจนเขาสิ้นหวังเขาเลยไม่รู้จะพูดอะไร

เคสนั้นมีปัญหามากกว่าหมอจะจับพ่อแม่มานั่งคุยกันเรื่องความรุนแรง ช่วงแรกหมอให้เด็กไปอยู่กับปู่ย่าก่อนเลยเพราะพ่อแม่มีปัญหากันเยอะมากจริงๆ ไปอยู่กับปู่ย่าเขาอาการดีขึ้นกินข้าวได้เหมือนเดิมมีแรงขับถ่ายตามปกติเลย

ครอบครัวนี้เป็นตัวอย่างเลยที่ครอบครัวอยู่ด้วยกันในช่วงโควิดแล้วมีปัญหากันรุนแรงส่งผลกับเด็กจริงๆ ต้องรีบแก้บริบทครอบครัวต้องรีบแก้ที่ผู้ปกครอง ครอบครัวสำคัญจริงบริบท บรรยากาศครอบครัวมีความสำคัญกับเด็กจริงๆ

พ่อแม่รับมือในสถานการณ์ความเครียด

วิธีการสอนเด็กที่ดีที่สุดคือการเป็นตัวอย่างให้ดู ถ้าเราไม่อยากให้ลูกติดหน้าจอเราก็อย่าติดหน้าจอ ถ้าเราอยากให้ลูกเอาตัวออกมาจากหน้าจอเราก็ต้องเอาตัวออกมามีกิจกรรมร่วมกันกับเด็กและเมื่ออยู่ด้วยกันแล้วเว้นช่องว่างซึ่งกันและกันเคารพสิทธิ เคารพความคิด เคารพอารมณ์ของแต่ละคนซึ่งกันและกัน เท่านี้บรรยากาศครอบครัวก็จะดีขึ้นแล้ว อึดอัดพัวพันก็จะกลายเป็นความผูกพัน

 

ติดตามฟังได้ที่รายการรักลูก The Expert Talk

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

 

รักลูก The Expert Talk EP.30: แม่ท้องต้องรู้ เรื่องสำคัญใน 3 ไตรมาส

รักลูก The Expert Talk EP.30: แม่ท้องต้องรู้ เรื่องสำคัญใน 3 ไตรมาส

ช่วงเวลาทองของการตั้งครรภ์ทั้ง 3 ไตรมาส มีเรื่องอะไรบ้างที่คุณแม่ต้องโฟกัสและห้ามพลาด เพราะทุกการกระทำของแม่ท้องส่งผลกับการพัฒนาการและการเจริญเติบโตของลูกน้อยในครรภ์ ฟังการดูแลสุขภาพของคุณแม่ตั้งครรภ์ทั้ง 3 ไตรมาสโดย The Expert นพ.ภูมิพร อัจฉรารัตนโสภณ สูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ โรงพยาบาลเวชธานี

 

แม่ท้องต้องรู้ เรื่องสำคัญใน 3 ไตรมาส

การดูแลตัวเองของคุณแม่ในแต่ละไตรมาส คุณแม่ท้องแต่ละคนดูแลตัวเองดีอยู่แล้ว 3 ไตรมาสเขารู้อยู่แล้วว่าต้องดูแลตัวเองอย่างไร อยากให้คุณหมอบอกถึงพัฒนาการแต่ละไตรมาสที่สำคัญที่คุณแม่จะต้องรู้ก่อน 3 ไตรมาสนี้มีอะไรที่คุณแม่ห้ามพลาดบ้าง

ร่างกายแม่ไตรมาสที่1

พอเราตั้งครรภ์ไม่ว่าจะคุณแม่มือใหม่หรือมือเก่าแต่ละท้องจะมีความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อย ๆ หรือรายละเอียดเล็กน้อยที่ที่ไม่เหมือนกัน ในส่วนของไตรมาสแรกที่หมอจะพูดถึงจะเป็นช่วงที่ละเอียดอ่อน

ไตรมาสแรกคือช่วงที่เขามีชีวิต เขาเริ่มฝังตัวกับมดลูก ฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในสภาพแวดล้อมต่างๆ คุณแม่เองอาจมีทั้งบางคนที่สุขภาพดีมาตลอดหรือบางคนที่มีโรคประจำตัว เบื้องต้นถ้าโดยส่วนตัวถ้าพูดถึงการพัฒนาในไตรมาสแรกเป็นช่วงที่เราต้องระวังเกือบทุกอย่างเลย

ส่วนที่ 1 ถ้าคุณแม่ได้ตรวจปัสสาวะและพบว่ามีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นหมอแนะนำอย่างหนึ่งเลยรีบไปพบคุณหมอ การที่เราจะตรวจเบื้องต้นในไตรมาสแรกคุณหมอมีตรวจหลายรูปแบบไม่ว่าจะดูประวัติคุณแม่ ประวัติครอบครัว การแพ้ยา ประวัติโรคประจำตัว การใช้ชีวิต การเข้าสังคมต่างๆ ซึ่งแต่ละส่วนก็จะมีเอฟเฟกต์ที่มีผลต่อทารกในท้องและตัวคุณแม่เอง

อย่างเบื้องต้นถ้าคุณแม่มีการตรวจปัสสาวะแล้วพบว่ามีการตั้งครรภ์ ให้ไปตรวจกับคุณหมอก่อนว่าการตั้งครรภ์เป็นผลตรวจปัสสาวะให้ผลลวงไหม หรือตรวจแล้วปัสสาวะให้ 2 ขีดแล้วตั้งครรภ์จริงไหม เพราะมีหลายเคสที่เราตรวจปัสสาวะขึ้น 2 ขีด บอกว่าตั้งครรภ์แต่เราไปตรวจจริงๆ แล้วมีการตั้งครรภ์จริงหรือไม่

เพราะการตรวจปัสสาวะเป็นการบอกการตั้งครรภ์อย่างหนึ่งซึ่งการตั้งครรภ์ที่เพี้ยนกว่าปกติ เช่น การตั้งครรภ์ที่เป็นท้องลม หรือการตั้งครรภ์ที่เป็นท้องนอกมดลูกเขาก็ให้ผลที่เป็น 2 ขีดเหมือนกันเมื่อเจอคุณหมอ

คุณหมอจะมีการตรวจอัลตร้าซาวด์ซึ่งตัวนี้เป็นการยืนยันที่แน่นอนว่าคุณแม่ตั้งครรภ์และการฝังตัวที่เหมาะสม พอมีการตั้งครรภ์ที่เหมาะสมคุณหมอตรวจอัลตร้าซาวด์คุณหมอสามารถตรวจโพรงมดลูกให้คุณแม่ได้ด้วยว่าลักษณะมดลูกมีความผิดปกติหรือการเปลี่ยนแปลงอย่างไร

หมอจะบอกคร่าวๆ ว่าเวลาที่คุณหมอตรวจอัลตราซาวด์ถ้าคุณแม่ไปพบคุณหมอๆ ตรวจอะไรบ้าง เบื้องต้นคุณหมอก็จะมีการตรวจว่าเขาฝังตัวดีไหม การฝังตัวของตัวอ่อนก็มีผลก่อนที่เขาจะพัฒนาเป็นตัวการฝังตัวที่ไม่เหมาะสมมันก็มีเอฟเฟกต์ เช่น การฝังตัวที่นอกมดลูก หรือการฝังตัวที่ตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม มันก็อาจจะมีการหลุดหรือมีภาวะแทรกซ้อนได้

ส่วนที่ 2 คุณหมอจะมีการดูโครงสร้างมดลูกที่สำคัญนอกจากตัวมดลูกเอง ปีกมดลูกคุณแม่มีก้อนมีซีสต์มีอะไรที่ผิดปกติไหมถึงแม้เราจะตรวจสุขภาพทุกปี เราพบว่าบางคนที่เราตรวจสุขภาพประจำปีทุกปีในแต่ละเดือนที่ผ่านไปบางทีมันอาจจะมีก้อนซีสต์ก้อนเล็กๆ หรือเนื้องอกก้อนเล็กๆ เกิดขึ้นมาซึ่งพวกนี้ก็มีเอฟเฟกต์เหมือนกันต่อทารก

ส่วนสำคัญอีกส่วนคือการฝังตัวของตัวอ่อนตำแหน่งที่ฝังตัวที่เหมาะสมจะเป็นยอดมดลูก คุณหมอสามารถวัดตั้งแต่ที่เขาเป็นถุงตั้งครรภ์เล็กๆ ว่าเยื้อบุมีความหนาเหมาะสมไหมของการฝังตัว ในบางเคสที่เยื่อบุไม่เหมาะสมมีความบางเราอาจจะต้องระวังและเทคแคร์ตัวเองมากกว่าปกติเพราะในเยื่อบุมดลูกที่บาง ก็เหมือนหน้าดินที่บางเวลาเราปลูกต้นไม้พื้นดินที่ไม่ค่อยเหมาะสมเมล็ดพืชที่มันเกิดขึ้นมาเป็นต้นมันก็จะไม่เหมาะสม ฉะนั้นการฝังตัวเราดูเยื่อบุได้และทำนายได้ว่ามันจะดีหรือไม่ดี

ส่วนถัดไปน้องเองพัฒนาจากเซลล์เล็กๆ ที่เราเห็นเป็นแค่ถุงน้ำคร่ำที่ฝังตัวจากนั้นเขาก็จะค่อยๆ เป็นตัวและมีการเชื่อมสายใยกันโดยมีการสร้างเป็นทั้งรกสายสะดือและมีการส่งเลือด Pass ระหว่างแม่กับลูกผ่านทางรกและสายสะดือ อวัยวะสำคัญที่เขาเริ่มพัฒนาเลยตั้งแต่ช่วงแรกก็จะเป็นโครงสร้างลำตัวสมอง หัวใจ และระบบประสาทต่างๆ จะเป็นตัวเริ่มแรกที่มีการพัฒนา ที่นี้เราต้องระวังอะไรบ้างเราดูแลตัวเองดีแล้ว ผลที่มันมีเอฟเฟกต์หลายอย่างที่หมอกล่าวไปมีตั้งแต่

1.โรคประจำตัวแฝงอยู่โดยที่เราไม่รู้

ตรวจสุขภาพแต่บางโรคที่เราตรวจสุขภาพประจำปีอาจไม่ได้โฟกัสเรื่องการตั้งครรภ์ เช่น เป็นภาวะเลือดจาง เป็นมีพาหะเป็นเลือดจางธารัสซีเมียซึ่งมีเอฟเฟกต์กับตัวอ่อนหรือทารกในครรภ์

2.พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน

บางอย่างที่คุณแม่เคยใช้ชีวิตประจำวัน เช่น เราอาจมีการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา ถ้ามีการตั้งครรภ์บางอย่างเราก็ต้องควรเลี่ยง หรือแม้แต่บางทีคุณแม่ไม่ได้สูบบุหรี่แต่ว่าที่ทำงานเพื่อนๆ หรือคนแวดล้อมมีการสูบบุหรี่ ซึ่งเราพบว่าการที่เราได้รับควันเข้ามาก็มีเอฟเฟกต์ต่อเด็กในท้องเหมือนกัน ส่วนการเตรียมตัวอย่างอื่น ภาวะ Nutrition ที่เหมาะสม

รับมือแม่แพ้ท้อง

คุณแม่บางคนพอตั้งครรภ์ขึ้นมาบางทีเราพบว่าจะมีอาการของคนแพ้ท้อง เช่น อาการคลื่นไส้อาเจียน เวียนหัว หน้ามืด บ้านหมุน ซึ่งภาวะแบบนี้จริงๆ แล้วบางส่วนเราสามารถดูแลรักษาเพื่อบรรเทาไม่ให้คุณแม่ทุกข์ทรมานมาก

โดยคุณแม่ก็ต้องไปปรึกษาคุณหมอเล่าถึงอาการต่างๆ ว่า มีอะไรที่มันเปลี่ยนแปลงแล้วรู้สึกไม่ปกติรู้สึกลำบากในการใช้ชีวิต เช่น เวียนศรีษะบ้านหมุนเป็นภาวะที่รุนแรงมากผิดปกติไหม หรือบางคนคลื่นไส้อาเจียนมาก

เราก็จะมีทั้งตัวยาที่บรรเทารักษาตามอาการ การรักษาอาการเวียนศรีษะบ้านหมุน ตัวยาที่ช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียน ตลอดจนถึงวิตามินบางตัวสามารถลดอาการอาเจียนได้อย่างวิตามิน B6 ก็พบว่าสามารถช่วยเรื่องอาการคลื่นไส้อาเจียนแพ้ท้องได้ดีเหมือนกัน ซึ่งคุณหมอเวลาจัดให้คุณแม่อาการต่างๆ พอดีขึ้นเราก็ดำเนินชีวิตได้ปกติมากขึ้น

พัฒนาการลูกในครรภ์ไตรมาสที่1

จริงๆ แล้วก่อนที่จะถึงปลายไตรมาสแรกพอคุณหมอตรวจพบ น้องเริ่มพัฒนามากขึ้นในปลายไตรมาสแรกน้องเริ่มมีการพัฒนาแขนขามือเท้าที่สมบูรณ์ ในช่วงนั้นคุณหมอด้านเวชศาสตร์มารดาหรือคุณหมอสูก็จะมีการตรวจโดยวัดต้นคอเด็ก

ข้อดีขอการวัดอัลตราซาวนด์ดูต้นคอเด็กสามารถทำนายได้ทั้งดาวซินโดรม หรือกลุ่มโคโมโซมที่ผิดปกติหรือกลุ่มโรคต่างๆ ที่ผิดปกติได้ซึ่งจริงๆ ในส่วนที่เราดูต้นคอยังมีตัวชี้แนะอีกหลายตัว อย่างเช่น เราพบภาวะหินปูนที่ห้องหัวใจน้อง หรือเราตรวจอัลตราซาวด์เราพบว่า ส่วนกระดูกดั้งจมูกของน้องไม่มีหรือสั้นกว่าปกติ

อันนี้ก็จะเป็นตัวทำนายเหมือนกัน จริงๆ ในยุคปัจจุบันเรามีการอัลตราซาวด์เชิงลึกเพื่อคัดกรองโรคต่างๆ ในไตรมาสแรกของน้องด้วย ในไตรมาสแรกเราพบว่ากระเพาะอาหารน้องจะเริ่มทำงานก็คือน้องจะเริ่มมีการกลืนน้ำคร่ำเข้ามา

ฉะนั้นในปลายสัปดาห์ที่ 11-12 เราควรอัลตร้าซาวด์แล้วก็เห็นกระเพาะของน้องทำงาน ซึ่งตัวนี้ก็เป็นตัวหนึ่งที่บอกสุขภาพบางอย่างหรือการทำงานของอวัยวะบางอย่างของเขาได้ ในไตรมาสแรกเราสามารถตรวจลิ้นหัวใจการรั่วได้ด้วย

ซึ่งข้อดีของการตรวจลิ้นหัวใจรั่วก็คือ มันบ่งชี้ถึงความผิดปกติของสุขภาพน้อง เป็นทั้งตัวหนึ่งที่บ่งชี้ได้ว่าน้องอาจจะมีความผิดปกติ เพราะว่าเด็กดาวซินโดรมเราพบว่าอาจจะพบมีภาวะลิ้นหัวใจด้านขวารั่วได้บ่อยกว่าเด็กอื่น รวมทั้งลำไส้บางคนมีลำไส้ที่เข้มกว่าปกติก็จะมีกลุ่มโรคบางอย่างที่ทำให้ลำไส้เข้มกว่าปกติ

ในเคสที่คุณแม่น้ำหนักไม่สูง หน้าท้องไม่ใหญ่มากในบางเคสก็สามารถเห็นได้ในระดับแขนขามือเท้า ซึ่งน้องบางคนน่ารักร่วมมือดีก็แบนิ้วให้เรานับด้วยตั้งแต่ไตรมาสแรกเลย

ไตรมาส 2 คุณแม่มีอะไรที่ต้องรู้และต้องระวังบ้าง

ปลายไตรมาสแรกเราจะมีการเจาะเลือดต่างๆ พอไตรมาสที่ 2 จะเป็นช่วงที่คุณแม่มา Follow up เราก็จะมีการแนะนำถึงผลเลือดต่างๆ ที่คุณแม่ได้เจาะว่ามีความผิดปกติผิดเพี้ยนอะไรไหมในช่วงประมาณ 15-16 สัปดาห์

พัฒนาการลูกในครรภ์ไตรมาสที่2

จากนั้นโครงสร้างของเขาพัฒนาอีกเราสามารถดูโครงสร้างที่ละเอียดอ่อนได้ อย่างเช่นการทำงานของไตหรือการพัฒนาของเนื้อไตเราก็จะเริ่มเห็นชัดขึ้นเลยตั้งแต่เริ่มไตรมาสที่ 2 พอกลางไตรมาสประมาณ 18-22 สัปดาห์ จะเป็นช่วงที่เช็กโครงสร้างโดยละเอียดของเด็ก

จะมีการตรวจโครงสร้างหลายๆ ส่วนของเด็กที่มีการพัฒนา เรารู้ว่าปกติเราตั้งครรภ์อยู่ที่ 9 เดือน สำหรับ 5 เดือนเรียกได้ว่าเกินครึ่งทางแล้วเรามาโฟกัสแล้วว่าการพัฒนาของน้องในท้องมีมากขึ้นมีอะไรที่มันผิดเพี้ยนไหม

ต้องบอกว่าตลอด 9 เดือนน้องเขาพัฒนาตลอดแล้วก็ไม่เพียง 9 เดือนที่เขาพัฒนาตลอดหลังจากคลอดเขาก็มีการพัฒนาอีกจะเหมือนกับที่อาจารย์หมอด้านพัฒนาการเด็กได้บอกไป เขาก็จะมีการพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ แต่ในแต่ละเดือนจะมีจุดโฟกัสที่เขามีการพัฒนาไปเรื่อยๆ

อย่างเดือนที่ 4 15-16 สัปดาห์ อวัยวะภายนอกของเด็กจะพอเห็นเพศแล้วว่าเป็นชายหรือหญิง ก็สามารถดูเรื่องเพศได้ ส่วนอื่นที่การทำงานเห็นชัดมากขึ้นในประมาณหลังไตรมาสแรกเข้าสู่ไตรมาส2 ก็อาจจะเห็นน้องมีการทำงานของไตเราอาจจะเห็นปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะของน้องก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่เราเห็นชัดมากขึ้น ในทางการแพทย์เราก็จะมีการตรวจอัลตร้าซาวด์เรียกว่ามาร์คเกอร์ต่างๆ ของเด็ก

ในไตรมาส 2 เช่น ต้นคอในไตรมาสแรก ต้นคอในไตรมาส 2 เราก็จะมีตัววัดเช่นกัน และส่วนอื่นๆ อีกที่เรามีการวัด ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างต่างๆ อวัยวะต่างๆ รวมถึงเราจะมีการวัดน้ำหนักน้องด้วยว่าขึ้นอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมไหม คุณแม่บางคนอาจจะกังวลในไตรมาสแรกแพ้มากน้ำหนักลดลง

น้ำหนักคุณแม่ไตรมาสที่2

แต่พอไตรมาส 2 โดยปกติแล้วก็จะแพ้ลดลง ทีนี้อาการแพ้ลดลงคุณแม่เริ่มทานได้ เราก็มาโฟกัสว่าน้ำหนักคุณแม่ที่ขึ้นมาเหมาะสมไหม ส่วนที่ 2 การขึ้นน้ำหนักของคุณแม่ที่เหมาะสมไปถึงน้องไหมบางคนคุณแม่ขึ้นดีมากแต่น้องยังตัวเล็ก ซึ่งถ้าน้องเล็กมากนอกจากภาวะที่คุณแม่กินผิดวิธีหรือกินอาหารผิดประเภททำให้น้องไม่โตและไปลงคุณแม่อย่างเดียว

มันก็จะมีอีกอย่างส่วนที่เราพบน้องตัวเล็กก็อาจมีภาวะผิดปกติเกิดขึ้น เช่น ภาวะติดเชื้อซ้อนแสงบางอย่าง หรือการทำงานของรกที่ไม่ค่อยดีส่งอาหารไม่ดีตั้งแต่ไตรมาสแรก ตั้งแต่ปลายไตรมาสแรกเข้าไตรมาส 2 น้องก็ตัวเล็กผิดปกติ

ความผิดปกติที่พบบ่อยไตรมาสที่2

ไตรมาสที่ 2 เราดูเรื่องความผิดปกติของน้องความสมบูรณ์ของน้องและการเจริญเติบโตของน้องว่าเหมาะสมไหม ส่วนอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ คุณหมอก็จะมีการโฟกัสดูทั้งรก การไหลเวียนของเลือดที่สายสะดือหรือที่สามารถทำนายการทำงานของรกได้บางส่วน และสุขภาพคุณแม่ก็จะเริ่มเปลี่ยนไปถึงแม้จะแพ้น้อยลงแต่ว่าพอหลังจาก 4-6 เดือน

เบาหวาน

น้ำหนักคุณแม่จะเริ่มเพิ่มขึ้นซึ่งตรงนี้จุดหนึ่งคุณหมอก็จะดูน้ำหนักการเพิ่มแต่ละช่วงของเดือนที่มาฝากครรภ์เหมาะสมไหมหรือเป็นภาวะเกินภาวะที่น้ำหนักขึ้นมากเกินไปจากการกินอาหารผิดประเภท มีภาวะเบาหวานเกิดขึ้นไหม หน้าท้องที่เล็กเกินไปน้ำคร่ำน้อยไปไหม หรือหน้าท้องที่ใหญ่เกินไปน้องก็โตปกติแต่น้ำคร่ำเยอะจนทำให้หน้าท้องคุณแม่ขยายก็จะเป็นภาวะที่ไตรมาส 2 ที่เราดูได้

แท้ง

ส่วนอีกอันที่ปัจจุบันเราตรวจกันมากขึ้นคือการวัดความยาวปากมดลูกในการคัดกรองจริงๆ แล้วเราจะคัดกรองเฉพาะกลุ่มคุณแม่ที่มีความเสี่ยง อย่างเช่น เคยมีประวัติคลอดก่อน เคยมีประวัติแท้งน้องในช่วงไตรมาสที่ 2 ความยาวปากมดลูกเป็นตัวหนึ่งที่เราพบว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติทำให้เกิดภาวะแท้งน้องได้ แล้วก็เกิดภาวะคลอดก่อนกำหนดได้ด้วย

ครรภ์เป็นพิษ

ทีนี้การที่เราเกิดภาวะแบบนี้เราต้องบอกว่าบางที่การตรวจที่ดูระยะการเปลี่ยนแปลงของปากมดลูกมันทำนายได้ดีพอสมควรเลย จริงในปัจจุบันถ้าไตรมาสนี้ถ้าในต่างประเทศหรือในโรงพยาบาลใหญ่ๆ หลายๆ ที่เราจะมีการเจาะเลือดทำนายค่าการเกิดความผิดปกติที่จะเป็นภาวะครรภ์เป็นพิษ

เราจะมีการตรวจเอนไซน์บางตัวหรือสารเคมีในเลือดบางตัวที่ทำนายได้ว่าปกติเรารู้ว่าการเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษจะเกิดหลัง 20 สัปดาห์ แต่จะมีสารเคมีบางตัวที่เจาะตัวนี้แล้วเราพบว่าอีกประมาณ 6-8 สัปดาห์ก็จะเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษได้ ซึ่งค่าทำนายก็ดีพอสมควรประมาณ 70 กว่าเปอร์เซ็นต์ ถ้าคุณแม่ที่มีความเสี่ยงหมอแนะนำเลยว่าอาจจะตรวจตัวนี้เพิ่ม ส่วนคุณแม่ที่ไม่มีความเสี่ยงคุณแม่จะตรวจเพิ่มก็ต้องคุยกับคุณหมอก่อน

เข้าสู่ไตรมาส 3

อย่างสรีระที่เปลี่ยนแปลงไป ที่พูดถึงเรื่องปวดหลังบางคนก็จะเริ่มเกิดตั้งแต่ภาวะช่วงปลายไตรมาสที่ 2 เข้าสู่ไตรมาสที่ 3 เพราะสรีระที่เรามีขนาดมดลูกที่โตมากขึ้นนอกจากทำให้เราอึดอัดแน่นมากขึ้น

บางส่วนของคนไข้ที่ช่วงโครงร่างรูปร่างค่อนข้างเล็กมันจะมีการเบียดถึงระดับซี่โครงทั้ง 2 ข้าง บางคนคุณแม่มีการเจ็บซี่โครงด้วย บางส่วนก็มีการเจ็บไปที่หลัง ที่นี้เมื่อมีการเบียดแบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากเกิดภาวะที่เจ็บ ทั้งปวดหลัง ทั้งปวดชายโครง บางคนก็เป็นกรดไหลย้อนเพิ่มขึ้นอันนี้ก็เกิดขึ้นได้ตั้งแต่ปลายไตรมาส 2 เข้าสู่ไตรมาส 3

ทีนี้ในส่วนไตรมาสที่ 3 จริงๆ ตั้งแต่ต้นไตรมาสที่ 3 เราจะมีการ Repeat การตรวจเป็นการตรวจคัดกรองเบาหวาน การตรวจเลือดการติดเชื้อในไตรมาสที่ 3 เพี่อดูว่ามีการติดเชื้ออะไรเพิ่มเติมไหมแล้วคุณหมอก็จะมีการ Follow ทั้งการโตของหน้าท้องคุณแม่ การเพิ่มขึ้นของน้ำหนักของคุณแม่แล้วก็มีการเช็กอัลตราซาวด์น้องโตเหมาะสมกับส่วนที่ควรจะเป็นไหม

พัฒนาการลูกในครรภ์ไตรมาสที่3 เราพบว่าตั้งแต่ 7 เดือน คนไข้กว่า 70-80% ทารกบางคนจะเริ่มกลับหัวแล้ว ซึ่งถ้าบางคนกลับคุณแม่ก็จะมีอาการปวดหลัง ปวดเหนือหัวเหน่า แล้วก็อาจจะมีการปวดขาหนีบ ในบางเคสที่มีอาการเรียกว่ามดลูกมีการเกร็งตัวบ่อยคุณแม่นกจากมีการปวดหลังสิ่งที่ต้องระวังก็คือพอมีการแข็งตัวของมดลูกบ่อยเราต้องระวังเรื่องการเจ็บท้องก่อนกำหนด

ซึ่งภาวะนี้เป็นภาวะที่ต้องบอกว่าถึงแม้เราจะมีการตรวจการทำนายแต่เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด ฉะนั้นอาการต่างๆ ที่ไม่แน่ใจคุณแม่ต้องไปปรึกษาคุณหมอที่ฝากครรภ์ คุณหมอที่ฝากครรภ์ก็จะเป็นเหมือนนักสืบค้นว่าคุณแม่มีความเสี่ยงตรงไหนมีอาการอะไรที่ผิดสังเกต

ปัจจุบันมีเครื่องที่ตรวจวัดสุขภาพเด็กโดยเราเอาไปวัดที่หัวใจน้องวัดเสร็จเราก็จะมีเครื่องวัดการบีบตัวของมดลูกซึ่งตรงนี้ถ้าเรามีการบีบตัวมดลูกที่มากกว่าปกติ ถี่มากกว่าปกติและผิดปกติเราก็สามารถดูได้ว่าความถี่ที่มากขึ้นส่งผลให้ปากมดลูกมีการเลี่ยนแปลงเปิดหรืออ้าออกก่อนกำหนดไหม ส่วนสุขภาพหัวใจหมอก็จะตรวจได้ในไตรมาส 3 ถ้าน้องที่สุขภาพดีนอกจากโตดี การดรอปของหัวใจที่น้องเต้นก็เป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่อาจจะบ่งชี้เด็กที่สุขภาพไม่ดี

ความเสี่ยงนี้ที่ห้ามทำ

ช่วงฝังตัวระยะแรก

เป็นการฝังตัวที่เหมือนเราปลูกต้นไม้เป็นช่วงที่ละเอียดอ่อน ฉะนั้นการสะเทือนที่รุนแรง การเกาะของเขายังเป็นระดับถุงน้ำคร่ำมาเกาะรกก็ยังบางอยู่การฝังตัวของรกเข้าสู่ผนังมดลูกก็ยังไม่เหมาะสม ฉะนั้นกิจกรรมใดๆ ที่คุณแม่ทำแล้วเสี่ยงต่อการสะเทือน

เช่น คุณแม่บางคนเป็นนักแบท ไปตีแบทหรือบางคนชอบกระโดดเชือก กีฬาที่สะเทือนมากๆ กีฬาที่มีความเสี่ยงที่จะมีการกระทบกระแทกกระเทือน เป็นสิ่งที่ไตรมาสแรกต้องเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง ส่วนที่ 2 ในไตรมาสแรกน้องจะเป็นช่วงที่ละเดียดอ่อนและ Sensitive ต่อสารเคมีและยาต่างๆ

บางคนอาจมีการใช้ยาประจำคุณแม่สามารถไปปรึกษาคุณหมอได้ครับว่ายาตัวนี้เราต้องเปลี่ยนไหม หรือยาตัวนี้เราสามารถทานต่อได้ไหมเพื่อควบคุมโรคที่เรามีอยู่หรือคุณแม่บางคนอาจมีการทานวิตามินหลากหลายเยอะมาก ซึ่งวิตามินบางตัวถ้ามากเกินความจำเป็นที่ควรจะมีก็จะมีเอฟเฟกต์กับเด็ก

ข้อห้ามช่วงตั้งครรภ์ไตรมาสที่2

ป็นช่วงที่แฮปปี้ที่สุดอาการแพ้หายไป ในเคสที่คุณแม่ชอบออกกำลังกาย ในไตรมาสที่ 2 เป็นช่วงที่เริ่มได้ จะสามารถออกกำลังกายเบาๆ บางประเภทได้ เช่น การว่ายน้ำ การเดินจ๊อกกิ้ง แต่ก็ยังแนะนำว่ากีฬาที่มีการกระแทกกระเทือนหรือเสี่ยงต่อการล้ม เช่น คุณแม่ชอบปั่นจักรยานขึ้นลงภูเขา

พวกนี้จะเสี่ยงต่อการหกล้มซึ่งคนท้องหกล้มไม่ดีอยู่แล้ว นอกจากเราช้ำเราก็ไม่สามารถประเมินได้ว่าลูกเราจะเป็นอย่างไรลูกเราจะอันตรายไหมก็กลายเป็นความกังวลเราก็ต้องมาพบคุณหมออีก

ข้อห้ามช่วงตั้งครรภ์ไตรมาสที่3

สรีระเราเปลี่ยนไปเยอะน้ำหนักเราขึ้น การออกกำลังกายก็ค่อนข้างลำบาก ในไตรมาส 2 กับ 3 ในส่วนที่ออกกำลังกายหรือส่วนที่ปรับชีวิตที่เหมาะสม อย่างเช่น การออกกำลังกายโดยการเล่นโยคะ การยืดกล้ามเนื้อหลังในท่าที่สะดวก ใช้ชีวิตการทำงานในท่าที่ไม่ Fix เกินไป

เช่น บางคนอาจจะต้องทำงานหน้าจอต้องนั่งหน้าคอมประมาณวันละ 6-8 ชั่วโมง จะแนะนำว่านั่งทำได้แต่เราอาจจะมีการพักสายตา เราอาจจะต้องเปลี่ยนสรีระ อย่างเช่น นั่งสักพักหนึ่งเราก็อาจจะเปลี่ยนท่าเพื่อรีแลกซ์ ทั้งความเครียด ทั้งการพักสายตา ก็มีส่วนทำให้คุณแม่ไม่อึดอัด มีส่วนการพักกล้ามเนื้อการปวดหลังก็จะดีขึ้น

ส่วนคุณแม่ที่ขับรถเองหมอแนะนำว่าการใช้หมอนรองการใช้เบาะที่นุ่มมากขึ้นหรือแม้แต่บางทีคุณแม่ที่น้ำหนักตัวเพิ่มเร็วจะแนะนำเปลี่ยนรองเท้าที่นุ่มขึ้นเพราะบางคนน้ำหนักขึ้นมากๆ ก็เป็นรองช้ำพบว่าส้นเท้าหรือเอ็นข้อเท้าต่างๆ อักเสบและปวดได้

ก็เป็นการปรับตัวเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิตแต่ละไตรมาส ทีนี้โควิดเข้ามาชีวิตเราเปลี่ยนแปลงหมด เราก็พบว่าบางอย่างเราอยากทำก็ทำไม่ได้ การออกกำลังกายก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไป เราต้องบาลานซ์ระหว่างอันตรายที่เกิดขึ้นกับสุขภาพที่เรามี

ฉะนั้นหมอคิดว่าคนท้องก็ยังออกกำลังกายได้เราอาจจะเลือกสถานที่ อย่างเช่น แทนที่จะเดินนอกบ้านก็อาจจะเป็น Exercise ในบ้าน การที่จะไปสถานออกกำลังกายเราอาจจะต้องเลือกที่ๆ ไม่แออัด ตลอดจนการว่ายน้ำระหว่างตั้งครรภ์จริงๆ เหมาะสมแต่เราอาจจะเลือกบริเวณสระที่ผู้คนไม่พลุกพล่าน

อาจจะมีความเป็นส่วนตัวเพื่อลดการแพร่เชื้อ จริงๆ การว่ายน้ำต้องบอกว่าคนท้องถึงไม่ได้ว่ายน้ำเขาก็มีโอกาสจะเป็นตะคริวได้ง่ายขึ้น ฉะนั้นถ้าคุณแม่ไปว่ายน้ำหมอแน่นำอย่างหนึ่งคุณแม่ต้องมีบัดดี้ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อหรือเพื่อนไปด้วยพอเกิดอะไรขึ้นมาอย่างน้อยช่วยเราได้

ความเครียดกระทบลูกในครรภ์

ความเครียดเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้ตั้งแต่เราตั้งท้องแรกๆ เพราะบางเคสอาจมีการตั้งครรภ์ที่ยังไม่พร้อมมันก็เกิดความเครียดแล้ว หรือพอตั้งครรภ์ขึ้นมามีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนของร่างกาย ซึ่งคุณแม่ก็จะเกิดความเครียดตลอดจนถึงภายนอกสมมุติในช่วงนี้คุณแม่ตั้งครรภ์ขึ้นมาเชื้อโรคต่างๆ สภาวะแวดล้อมต่างๆ ไม่ว่าจะฝุ่น PM2.5 โควิด ต่างๆ เข้ามาทีนี้การต้องอาศัยทั้งตัวคุณแม่เองการรีแลกซ์เป็นส่วนหนึ่งซึ่งบางทีเราบอกอยาก

คนรอบข้างช่วยคลายความเครียด

ส่วนที่ช่วยได้มากๆ คือคนข้างตัวคุณพ่อคุณตาคุณยายที่อยู่รอบข้างต้องคอยเฝ้าสังเกตเพราะว่าคนท้องบางคนจะมีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนและเกิดภาวะซึมเศร้าได้ ฉะนั้นคนรอบข้างอาจจะมีส่วนช่วยที่คนรอบข้างเองอาจจะไม่ได้อุ้มท้องเขาอาจจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนและเขาก็สามารถเฝ้าสังเกตคนท้องได้ว่าภาวะเป็นอย่างไร

คุณพ่อก็อาจจะมีหน้าที่หลักคุณแม่อยากทานอะไรที่สามารถเซอร์วิสคุณแม่ได้คุณพ่อช่วย คนท้องจะมีอารมณ์ที่เหวี่ยงอาจจะดีหรือเลวหรืออารมณ์เปลี่ยนแปลงเร็วคุณพ่อมีส่วนช่วยในการรับมือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนคุณพ่อก็ดูแลคุณแม่ได้ คุณแม่ก็จะมีความรีแลกซ์

พักผ่อนให้เพียงพอ

ต้องบอกว่าเวลาเราท้องการได้ยิน การรับรสการรับกลิ่นเราจะเปลี่ยนไปทำให้การหลับนอนที่ไม่สนิทก็เกิดความเครียด การรับมือกับความเครียดก็ทำได้เหมือนกับเรื่องทั่วๆ ไปก็คือบางทีเราก็อาจจะไปเที่ยวชายทะเลบ้าง

เพลงช่วยผ่อนคลาย

การเปิดเพลงได้ประโยชน์นอกจากคุณแม่ฟังเพลงแล้วเราพบว่าเพลงดนตรีบางประเภท เช่น เพลงโมสาร์ท เพลงดนตรีบางประเภทช่วยเสริมทักษะด้าน EQ ของน้องด้วย ซึ่งตรงนี้เป็นประโยชน์คุณแม่ได้รีแลกซ์ การผ่อนคลายจะมีการหลั่งสารบางอย่างที่ช่วยให้กล้ามเนื้อเราคลายตัวและเกิดการผ่อนคลาย

ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่แนะนำสำหรับคุณแม่มือใหม่หรือคุณแม่มือเก่าท้องที่ 2 ท้องแรกเราไม่ได้ทำอะไรเลยท้องที่ 2 เราอาจมีการเปิดเพลงกระตุ้นแล้วเราก็ได้พักผ่อนคุณพ่อคอยดูคอยสังเกตอาการคุณแม่แล้วก็พาไปเที่ยว การทำกิจกรรมบางอย่างร่วมกันก็สามารถช่วยได้คนในครอบครัวช่วยกันคุณแม่เหนื่อยมามากแล้วอุ้มท้องมาตลอด 9 เดือน เขาต้องการคนดูแลร่วมด้วยที่ดี

ซึ่งถ้าทั้งครอบครัวคนรอบข้างช่วยกันดูแลดี คุณแม่เองบางครั้งอาจจะรับมือไม่ไหวคนเดียว แต่ว่ามีคุณพ่อ คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย ช่วยกันดูแลคุณแม่เป็นตัวสำคัญเลยทุกๆ คนเป็นปัจจัยที่มีส่วนให้คุณแม่ดำเนินการท้องตลอด 9 เดือน คุณแม่คลอดหลานหรือลูกที่น่ารักออกมาเป็นความสุขของทุกๆ ท่าน

หมั่นสังเกตตัวเอง

คุณแม่พอจับจุดได้ว่าเราเริ่มเครียด ถ้ารับมือกับปัญหาไม่ไหวสิ่งที่ช่วยได้ก็คือการพูดคุยไม่ว่าจะพูดคุยกับเพื่อนสนิท การพูดคุยกับแฟน การพูดคุยกับคนในครอบครัว ต้องบอกว่าเหมือนหลักจิตวิทยาคุณหมอที่มีการรักษาคนไข้ที่มีความเครียด

คุณหมอจะให้เขาพูดคุยระบายออกมาในส่วนที่เขามีความกังวลส่วนที่เขาไม่สบายใจคนที่อยู่รอบข้างจะเป็นคนที่มีการเสริมไม่ว่าจะเป็นการรับฟังเฝ้าดูเขา ภาวะที่มีเหล่านี้ในเคสบางเคสถ้ารับมือด้วยตัวเองได้คุณแม่เยี่ยมมาก แต่ถ้าเราไม่ไหวจริงๆ คุณแม่สามารถปรึกษาคุณหมอได้ คุณหมอจะมีการประเมินสกอร์ความเครียดอยู่ระดับไหนแล้วก็ส่งปรึกษาอาจารย์ที่เป็น Special list ด้านเกี่ยวกับความเครียดแล้วก็มีกิจกรรมให้ทำ

เราพบว่าโควิดตอนนี้มีลักษณะที่เข้าแล้วออกไปแล้วคงอยู่กับเราโดยที่เราสามารถใช้ชีวิตอยู่โดยไม่เป็นอันตรายกับชีวิตมากนักเราอาจมีการจัดกิจกรรมเพื่อคุณแม่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยในการผ่อนคลาย บางคนท้องแรก 9 เดือนจะคลอดอย่างไรคุณแม่สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญแล้วก็ฟังรายการรักลูก

คุณแม่ก็จะมีประสบการณ์ในส่วนที่ได้ยิน Expert แต่ละท่านมาพูดตลอดจนเราได้ข้อมูลข่าวสารบางอย่างที่เราสงสัยเราอาจจะเก็บความสงสัยแล้วไปถามข้อมูลกับคุณหมอที่ฝากท้องไม่จำเป็นต้องเก็บไว้คนเดียว หลายอย่างเราคิดได้กังวลได้แต่ถ้าเรามีการพูดคุยเราอาจจะรู้ว่าจริงๆ แล้วสิ่งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เป็นอันตรายหรือการเปลี่ยนแปลงนี้เราสามารถรับมือได้เมื่อเราไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

 

ติดตามฟังได้ที่รายการรักลูก The Expert Talk

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

 

รักลูก The Expert Talk EP.31: เลี้ยงลูกให้ฉลาดได้ตั้งแต่ในครรภ์

พันธุกรรมเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ทำให้ลูกฉลาด แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่การส่งเสริม กระตุ้นและดูแลลูกในครรภ์อย่างเหมาะสม ฟังเคล็ดลับส่งเสริมให้ลูกฉลาดตั้งแต่ในครรภ์ โดยนพ.ภูมิพร อัจฉรารัตนโสภณ สูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ โรงพยาบาลเวชธานี

การดูแลตัวเองของคุณแม่ในแต่ละไตรมาส

คุณแม่ท้องแต่ละคนดูแลตัวเองดีอยู่แล้ว 3 ไตรมาสเขารู้อยู่แล้วว่าต้องดูแลตัวเองอย่างไร อยากให้คุณหมอบอกถึงพัฒนาการแต่ละไตรมาสที่สำคัญที่คุณแม่จะต้องรู้ก่อน 3 ไตรมาสนี้มีอะไรที่คุณแม่ห้ามพลาดบ้าง

ร่างกายแม่ไตรมาสที่1

พอเราตั้งครรภ์ไม่ว่าจะคุณแม่มือใหม่หรือมือเก่าแต่ละท้องจะมีความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อย ๆ หรือรายละเอียดเล็กน้อยที่ที่ไม่เหมือนกัน ในส่วนของไตรมาสแรกที่หมอจะพูดถึงจะเป็นช่วงที่ละเอียดอ่อน

ไตรมาสแรกคือช่วงที่เขามีชีวิต เขาเริ่มฝังตัวกับมดลูก ฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในสภาพแวดล้อมต่างๆ คุณแม่เองอาจมีทั้งบางคนที่สุขภาพดีมาตลอดหรือบางคนที่มีโรคประจำตัว เบื้องต้นถ้าโดยส่วนตัวถ้าพูดถึงการพัฒนาในไตรมาสแรกเป็นช่วงที่เราต้องระวังเกือบทุกอย่างเลย

ส่วนที่ 1 ถ้าคุณแม่ได้ตรวจปัสสาวะและพบว่ามีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นหมอแนะนำอย่างหนึ่งเลยรีบไปพบคุณหมอ การที่เราจะตรวจเบื้องต้นในไตรมาสแรกคุณหมอมีตรวจหลายรูปแบบไม่ว่าจะดูประวัติคุณแม่ ประวัติครอบครัว การแพ้ยา ประวัติโรคประจำตัว การใช้ชีวิต การเข้าสังคมต่างๆ ซึ่งแต่ละส่วนก็จะมีเอฟเฟกต์ที่มีผลต่อทารกในท้องและตัวคุณแม่เอง

อย่างเบื้องต้นถ้าคุณแม่มีการตรวจปัสสาวะแล้วพบว่ามีการตั้งครรภ์ ให้ไปตรวจกับคุณหมอก่อนว่าการตั้งครรภ์เป็นผลตรวจปัสสาวะให้ผลลวงไหม หรือตรวจแล้วปัสสาวะให้ 2 ขีดแล้วตั้งครรภ์จริงไหม เพราะมีหลายเคสที่เราตรวจปัสสาวะขึ้น 2 ขีด บอกว่าตั้งครรภ์แต่เราไปตรวจจริงๆ แล้วมีการตั้งครรภ์จริงหรือไม่

เพราะการตรวจปัสสาวะเป็นการบอกการตั้งครรภ์อย่างหนึ่งซึ่งการตั้งครรภ์ที่เพี้ยนกว่าปกติ เช่น การตั้งครรภ์ที่เป็นท้องลม หรือการตั้งครรภ์ที่เป็นท้องนอกมดลูกเขาก็ให้ผลที่เป็น 2 ขีดเหมือนกันเมื่อเจอคุณหมอ

คุณหมอจะมีการตรวจอัลตร้าซาวด์ซึ่งตัวนี้เป็นการยืนยันที่แน่นอนว่าคุณแม่ตั้งครรภ์และการฝังตัวที่เหมาะสม พอมีการตั้งครรภ์ที่เหมาะสมคุณหมอตรวจอัลตร้าซาวด์คุณหมอสามารถตรวจโพรงมดลูกให้คุณแม่ได้ด้วยว่าลักษณะมดลูกมีความผิดปกติหรือการเปลี่ยนแปลงอย่างไร

หมอจะบอกคร่าวๆ ว่าเวลาที่คุณหมอตรวจอัลตราซาวด์ถ้าคุณแม่ไปพบคุณหมอๆ ตรวจอะไรบ้าง เบื้องต้นคุณหมอก็จะมีการตรวจว่าเขาฝังตัวดีไหม การฝังตัวของตัวอ่อนก็มีผลก่อนที่เขาจะพัฒนาเป็นตัวการฝังตัวที่ไม่เหมาะสมมันก็มีเอฟเฟกต์ เช่น การฝังตัวที่นอกมดลูก หรือการฝังตัวที่ตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม มันก็อาจจะมีการหลุดหรือมีภาวะแทรกซ้อนได้

ส่วนที่ 2 คุณหมอจะมีการดูโครงสร้างมดลูกที่สำคัญนอกจากตัวมดลูกเอง ปีกมดลูกคุณแม่มีก้อนมีซีสต์มีอะไรที่ผิดปกติไหมถึงแม้เราจะตรวจสุขภาพทุกปี เราพบว่าบางคนที่เราตรวจสุขภาพประจำปีทุกปีในแต่ละเดือนที่ผ่านไปบางทีมันอาจจะมีก้อนซีสต์ก้อนเล็กๆ หรือเนื้องอกก้อนเล็กๆ เกิดขึ้นมาซึ่งพวกนี้ก็มีเอฟเฟกต์เหมือนกันต่อทารก

ส่วนสำคัญอีกส่วนคือการฝังตัวของตัวอ่อนตำแหน่งที่ฝังตัวที่เหมาะสมจะเป็นยอดมดลูก คุณหมอสามารถวัดตั้งแต่ที่เขาเป็นถุงตั้งครรภ์เล็กๆ ว่าเยื้อบุมีความหนาเหมาะสมไหมของการฝังตัว ในบางเคสที่เยื่อบุไม่เหมาะสมมีความบางเราอาจจะต้องระวังและเทคแคร์ตัวเองมากกว่าปกติเพราะในเยื่อบุมดลูกที่บาง ก็เหมือนหน้าดินที่บางเวลาเราปลูกต้นไม้พื้นดินที่ไม่ค่อยเหมาะสมเมล็ดพืชที่มันเกิดขึ้นมาเป็นต้นมันก็จะไม่เหมาะสม ฉะนั้นการฝังตัวเราดูเยื่อบุได้และทำนายได้ว่ามันจะดีหรือไม่ดี

ส่วนถัดไปน้องเองพัฒนาจากเซลล์เล็กๆ ที่เราเห็นเป็นแค่ถุงน้ำคร่ำที่ฝังตัวจากนั้นเขาก็จะค่อยๆ เป็นตัวและมีการเชื่อมสายใยกันโดยมีการสร้างเป็นทั้งรกสายสะดือและมีการส่งเลือด Pass ระหว่างแม่กับลูกผ่านทางรกและสายสะดือ อวัยวะสำคัญที่เขาเริ่มพัฒนาเลยตั้งแต่ช่วงแรกก็จะเป็นโครงสร้างลำตัวสมอง หัวใจ และระบบประสาทต่างๆ จะเป็นตัวเริ่มแรกที่มีการพัฒนา ที่นี้เราต้องระวังอะไรบ้างเราดูแลตัวเองดีแล้ว ผลที่มันมีเอฟเฟกต์หลายอย่างที่หมอกล่าวไปมีตั้งแต่

1.โรคประจำตัวแฝงอยู่โดยที่เราไม่รู้

ตรวจสุขภาพแต่บางโรคที่เราตรวจสุขภาพประจำปีอาจไม่ได้โฟกัสเรื่องการตั้งครรภ์ เช่น เป็นภาวะเลือดจาง เป็นมีพาหะเป็นเลือดจางธารัสซีเมียซึ่งมีเอฟเฟกต์กับตัวอ่อนหรือทารกในครรภ์

2.พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน

บางอย่างที่คุณแม่เคยใช้ชีวิตประจำวัน เช่น เราอาจมีการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา ถ้ามีการตั้งครรภ์บางอย่างเราก็ต้องควรเลี่ยง หรือแม้แต่บางทีคุณแม่ไม่ได้สูบบุหรี่แต่ว่าที่ทำงานเพื่อนๆ หรือคนแวดล้อมมีการสูบบุหรี่ ซึ่งเราพบว่าการที่เราได้รับควันเข้ามาก็มีเอฟเฟกต์ต่อเด็กในท้องเหมือนกัน ส่วนการเตรียมตัวอย่างอื่น ภาวะ Nutrition ที่เหมาะสม

รับมือแม่แพ้ท้อง

คุณแม่บางคนพอตั้งครรภ์ขึ้นมาบางทีเราพบว่าจะมีอาการของคนแพ้ท้อง เช่น อาการคลื่นไส้อาเจียน เวียนหัว หน้ามืด บ้านหมุน ซึ่งภาวะแบบนี้จริงๆ แล้วบางส่วนเราสามารถดูแลรักษาเพื่อบรรเทาไม่ให้คุณแม่ทุกข์ทรมานมาก

โดยคุณแม่ก็ต้องไปปรึกษาคุณหมอเล่าถึงอาการต่างๆ ว่า มีอะไรที่มันเปลี่ยนแปลงแล้วรู้สึกไม่ปกติรู้สึกลำบากในการใช้ชีวิต เช่น เวียนศรีษะบ้านหมุนเป็นภาวะที่รุนแรงมากผิดปกติไหม หรือบางคนคลื่นไส้อาเจียนมาก

เราก็จะมีทั้งตัวยาที่บรรเทารักษาตามอาการ การรักษาอาการเวียนศรีษะบ้านหมุน ตัวยาที่ช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียน ตลอดจนถึงวิตามินบางตัวสามารถลดอาการอาเจียนได้อย่างวิตามิน B6 ก็พบว่าสามารถช่วยเรื่องอาการคลื่นไส้อาเจียนแพ้ท้องได้ดีเหมือนกัน ซึ่งคุณหมอเวลาจัดให้คุณแม่อาการต่างๆ พอดีขึ้นเราก็ดำเนินชีวิตได้ปกติมากขึ้น

พัฒนาการลูกในครรภ์ไตรมาสที่1

จริงๆ แล้วก่อนที่จะถึงปลายไตรมาสแรกพอคุณหมอตรวจพบ น้องเริ่มพัฒนามากขึ้นในปลายไตรมาสแรกน้องเริ่มมีการพัฒนาแขนขามือเท้าที่สมบูรณ์ ในช่วงนั้นคุณหมอด้านเวชศาสตร์มารดาหรือคุณหมอสูก็จะมีการตรวจโดยวัดต้นคอเด็ก

ข้อดีขอการวัดอัลตราซาวด์ดูต้นคอเด็กสามารถทำนายได้ทั้งดาวซินโดรม หรือกลุ่มโคโมโซมที่ผิดปกติหรือกลุ่มโรคต่างๆ ที่ผิดปกติได้ซึ่งจริงๆ ในส่วนที่เราดูต้นคอยังมีตัวชี้แนะอีกหลายตัว อย่างเช่น เราพบภาวะหินปูนที่ห้องหัวใจน้อง หรือเราตรวจอัลตราซาวด์เราพบว่า ส่วนกระดูกดั้งจมูกของน้องไม่มีหรือสั้นกว่าปกติ

อันนี้ก็จะเป็นตัวทำนายเหมือนกัน จริงๆ ในยุคปัจจุบันเรามีการอัลตราซาวด์เชิงลึกเพื่อคัดกรองโรคต่างๆ ในไตรมาสแรกของน้องด้วย ในไตรมาสแรกเราพบว่ากระเพาะอาหารน้องจะเริ่มทำงานก็คือน้องจะเริ่มมีการกลืนน้ำคร่ำเข้ามา

ฉะนั้นในปลายสัปดาห์ที่ 11-12 เราควรอัลตร้าซาวด์แล้วก็เห็นกระเพาะของน้องทำงาน ซึ่งตัวนี้ก็เป็นตัวหนึ่งที่บอกสุขภาพบางอย่างหรือการทำงานของอวัยวะบางอย่างของเขาได้ ในไตรมาสแรกเราสามารถตรวจลิ้นหัวใจการรั่วได้ด้วย

ซึ่งข้อดีของการตรวจลิ้นหัวใจรั่วก็คือ มันบ่งชี้ถึงความผิดปกติของสุขภาพน้อง เป็นทั้งตัวหนึ่งที่บ่งชี้ได้ว่าน้องอาจจะมีความผิดปกติ เพราะว่าเด็กดาวซินโดรมเราพบว่าอาจจะพบมีภาวะลิ้นหัวใจด้านขวารั่วได้บ่อยกว่าเด็กอื่น รวมทั้งลำไส้บางคนมีลำไส้ที่เข้มกว่าปกติก็จะมีกลุ่มโรคบางอย่างที่ทำให้ลำไส้เข้มกว่าปกติ

ในเคสที่คุณแม่น้ำหนักไม่สูง หน้าท้องไม่ใหญ่มากในบางเคสก็สามารถเห็นได้ในระดับแขนขามือเท้า ซึ่งน้องบางคนน่ารักร่วมมือดีก็แบนิ้วให้เรานับด้วยตั้งแต่ไตรมาสแรกเลย

ไตรมาส 2 คุณแม่มีอะไรที่ต้องรู้และต้องระวังบ้าง

ปลายไตรมาสแรกเราจะมีการเจาะเลือดต่างๆ พอไตรมาสที่ 2 จะเป็นช่วงที่คุณแม่มา Follow up เราก็จะมีการแนะนำถึงผลเลือดต่างๆ ที่คุณแม่ได้เจาะว่ามีความผิดปกติผิดเพี้ยนอะไรไหมในช่วงประมาณ 15-16 สัปดาห์

พัฒนาการลูกในครรภ์ไตรมาสที่2

จากนั้นโครงสร้างของเขาพัฒนาอีกเราสามารถดูโครงสร้างที่ละเอียดอ่อนได้ อย่างเช่นการทำงานของไตหรือการพัฒนาของเนื้อไตเราก็จะเริ่มเห็นชัดขึ้นเลยตั้งแต่เริ่มไตรมาสที่ 2 พอกลางไตรมาสประมาณ 18-22 สัปดาห์ จะเป็นช่วงที่เช็กโครงสร้างโดยละเอียดของเด็ก

จะมีการตรวจโครงสร้างหลายๆ ส่วนของเด็กที่มีการพัฒนา เรารู้ว่าปกติเราตั้งครรภ์อยู่ที่ 9 เดือน สำหรับ 5 เดือนเรียกได้ว่าเกินครึ่งทางแล้วเรามาโฟกัสแล้วว่าการพัฒนาของน้องในท้องมีมากขึ้นมีอะไรที่มันผิดเพี้ยนไหม

ต้องบอกว่าตลอด 9 เดือนน้องเขาพัฒนาตลอดแล้วก็ไม่เพียง 9 เดือนที่เขาพัฒนาตลอดหลังจากคลอดเขาก็มีการพัฒนาอีกจะเหมือนกับที่อาจารย์หมอด้านพัฒนาการเด็กได้บอกไป เขาก็จะมีการพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ แต่ในแต่ละเดือนจะมีจุดโฟกัสที่เขามีการพัฒนาไปเรื่อยๆ

อย่างเดือนที่ 4 15-16 สัปดาห์ อวัยวะภายนอกของเด็กจะพอเห็นเพศแล้วว่าเป็นชายหรือหญิง ก็สามารถดูเรื่องเพศได้ ส่วนอื่นที่การทำงานเห็นชัดมากขึ้นในประมาณหลังไตรมาสแรกเข้าสู่ไตรมาส2 ก็อาจจะเห็นน้องมีการทำงานของไตเราอาจจะเห็นปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะของน้องก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่เราเห็นชัดมากขึ้น ในทางการแพทย์เราก็จะมีการตรวจอัลตร้าซาวด์เรียกว่ามาร์คเกอร์ต่างๆ ของเด็ก

ในไตรมาส 2 เช่น ต้นคอในไตรมาสแรก ต้นคอในไตรมาส 2 เราก็จะมีตัววัดเช่นกัน และส่วนอื่นๆ อีกที่เรามีการวัด ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างต่างๆ อวัยวะต่างๆ รวมถึงเราจะมีการวัดน้ำหนักน้องด้วยว่าขึ้นอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมไหม คุณแม่บางคนอาจจะกังวลในไตรมาสแรกแพ้มากน้ำหนักลดลง

น้ำหนักคุณแม่ไตรมาสที่2

แต่พอไตรมาส 2 โดยปกติแล้วก็จะแพ้ลดลง ทีนี้อาการแพ้ลดลงคุณแม่เริ่มทานได้ เราก็มาโฟกัสว่าน้ำหนักคุณแม่ที่ขึ้นมาเหมาะสมไหม ส่วนที่ 2 การขึ้นน้ำหนักของคุณแม่ที่เหมาะสมไปถึงน้องไหมบางคนคุณแม่ขึ้นดีมากแต่น้องยังตัวเล็ก ซึ่งถ้าน้องเล็กมากนอกจากภาวะที่คุณแม่กินผิดวิธีหรือกินอาหารผิดประเภททำให้น้องไม่โตและไปลงคุณแม่อย่างเดียว

มันก็จะมีอีกอย่างส่วนที่เราพบน้องตัวเล็กก็อาจมีภาวะผิดปกติเกิดขึ้น เช่น ภาวะติดเชื้อซ้อนแสงบางอย่าง หรือการทำงานของรกที่ไม่ค่อยดีส่งอาหารไม่ดีตั้งแต่ไตรมาสแรก ตั้งแต่ปลายไตรมาสแรกเข้าไตรมาส 2 น้องก็ตัวเล็กผิดปกติ

ความผิดปกติที่พบบ่อยไตรมาสที่2

ไตรมาสที่ 2 เราดูเรื่องความผิดปกติของน้องความสมบูรณ์ของน้องและการเจริญเติบโตของน้องว่าเหมาะสมไหม ส่วนอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ คุณหมอก็จะมีการโฟกัสดูทั้งรก การไหลเวียนของเลือดที่สายสะดือหรือที่สามารถทำนายการทำงานของรกได้บางส่วน และสุขภาพคุณแม่ก็จะเริ่มเปลี่ยนไปถึงแม้จะแพ้น้อยลงแต่ว่าพอหลังจาก 4-6 เดือน

ภาวะเบาหวาน

น้ำหนักคุณแม่จะเริ่มเพิ่มขึ้นซึ่งตรงนี้จุดหนึ่งคุณหมอก็จะดูน้ำหนักการเพิ่มแต่ละช่วงของเดือนที่มาฝากครรภ์เหมาะสมไหมหรือเป็นภาวะเกินภาวะที่น้ำหนักขึ้นมากเกินไปจากการกินอาหารผิดประเภท มีภาวะเบาหวานเกิดขึ้นไหม หน้าท้องที่เล็กเกินไปน้ำคร่ำน้อยไปไหม หรือหน้าท้องที่ใหญ่เกินไปน้องก็โตปกติแต่น้ำคร่ำเยอะจนทำให้หน้าท้องคุณแม่ขยายก็จะเป็นภาวะที่ไตรมาส 2 ที่เราดูได้

ภาวะแท้ง

ส่วนอีกอันที่ปัจจุบันเราตรวจกันมากขึ้นคือการวัดความยาวปากมดลูกในการคัดกรองจริงๆ แล้วเราจะคัดกรองเฉพาะกลุ่มคุณแม่ที่มีความเสี่ยง อย่างเช่น เคยมีประวัติคลอดก่อน เคยมีประวัติแท้งน้องในช่วงไตรมาสที่ 2 ความยาวปากมดลูกเป็นตัวหนึ่งที่เราพบว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติทำให้เกิดภาวะแท้งน้องได้ แล้วก็เกิดภาวะคลอดก่อนกำหนดได้ด้วย

ภาวะครรภ์เป็นพิษ

ทีนี้การที่เราเกิดภาวะแบบนี้เราต้องบอกว่าบางที่การตรวจที่ดูระยะการเปลี่ยนแปลงของปากมดลูกมันทำนายได้ดีพอสมควรเลย จริงในปัจจุบันถ้าไตรมาสนี้ถ้าในต่างประเทศหรือในโรงพยาบาลใหญ่ๆ หลายๆ ที่เราจะมีการเจาะเลือดทำนายค่าการเกิดความผิดปกติที่จะเป็นภาวะครรภ์เป็นพิษ

เราจะมีการตรวจเอนไซน์บางตัวหรือสารเคมีในเลือดบางตัวที่ทำนายได้ว่าปกติเรารู้ว่าการเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษจะเกิดหลัง 20 สัปดาห์ แต่จะมีสารเคมีบางตัวที่เจาะตัวนี้แล้วเราพบว่าอีกประมาณ 6-8 สัปดาห์ก็จะเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษได้ ซึ่งค่าทำนายก็ดีพอสมควรประมาณ 70 กว่าเปอร์เซ็นต์ ถ้าคุณแม่ที่มีความเสี่ยงหมอแนะนำเลยว่าอาจจะตรวจตัวนี้เพิ่ม ส่วนคุณแม่ที่ไม่มีความเสี่ยงคุณแม่จะตรวจเพิ่มก็ต้องคุยกับคุณหมอก่อน

เข้าสู่ไตรมาส 3

อย่างสรีระที่เปลี่ยนแปลงไป ที่พูดถึงเรื่องปวดหลังบางคนก็จะเริ่มเกิดตั้งแต่ภาวะช่วงปลายไตรมาสที่ 2 เข้าสู่ไตรมาสที่ 3 เพราะสรีระที่เรามีขนาดมดลูกที่โตมากขึ้นนอกจากทำให้เราอึดอัดแน่นมากขึ้น

บางส่วนของคนไข้ที่ช่วงโครงร่างรูปร่างค่อนข้างเล็กมันจะมีการเบียดถึงระดับซี่โครงทั้ง 2 ข้าง บางคนคุณแม่มีการเจ็บซี่โครงด้วย บางส่วนก็มีการเจ็บไปที่หลัง ที่นี้เมื่อมีการเบียดแบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากเกิดภาวะที่เจ็บ ทั้งปวดหลัง ทั้งปวดชายโครง บางคนก็เป็นกรดไหลย้อนเพิ่มขึ้นอันนี้ก็เกิดขึ้นได้ตั้งแต่ปลายไตรมาส 2 เข้าสู่ไตรมาส 3

ทีนี้ในส่วนไตรมาสที่ 3 จริงๆ ตั้งแต่ต้นไตรมาสที่ 3 เราจะมีการ Repeat การตรวจเป็นการตรวจคัดกรองเบาหวาน การตรวจเลือดการติดเชื้อในไตรมาสที่ 3 เพี่อดูว่ามีการติดเชื้ออะไรเพิ่มเติมไหมแล้วคุณหมอก็จะมีการ Follow ทั้งการโตของหน้าท้องคุณแม่ การเพิ่มขึ้นของน้ำหนักของคุณแม่แล้วก็มีการเช็กอัลตราซาวด์น้องโตเหมาะสมกับส่วนที่ควรจะเป็นไหม

พัฒนาการลูกในครรภ์ไตรมาสที่3 เราพบว่าตั้งแต่ 7 เดือน คนไข้กว่า 70-80% ทารกบางคนจะเริ่มกลับหัวแล้ว ซึ่งถ้าบางคนกลับคุณแม่ก็จะมีอาการปวดหลัง ปวดเหนือหัวเหน่า แล้วก็อาจจะมีการปวดขาหนีบ ในบางเคสที่มีอาการเรียกว่ามดลูกมีการเกร็งตัวบ่อยคุณแม่นกจากมีการปวดหลังสิ่งที่ต้องระวังก็คือพอมีการแข็งตัวของมดลูกบ่อยเราต้องระวังเรื่องการเจ็บท้องก่อนกำหนด

ซึ่งภาวะนี้เป็นภาวะที่ต้องบอกว่าถึงแม้เราจะมีการตรวจการทำนายแต่เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด ฉะนั้นอาการต่างๆ ที่ไม่แน่ใจคุณแม่ต้องไปปรึกษาคุณหมอที่ฝากครรภ์ คุณหมอที่ฝากครรภ์ก็จะเป็นเหมือนนักสืบค้นว่าคุณแม่มีความเสี่ยงตรงไหนมีอาการอะไรที่ผิดสังเกต

ปัจจุบันมีเครื่องที่ตรวจวัดสุขภาพเด็กโดยเราเอาไปวัดที่หัวใจน้องวัดเสร็จเราก็จะมีเครื่องวัดการบีบตัวของมดลูกซึ่งตรงนี้ถ้าเรามีการบีบตัวมดลูกที่มากกว่าปกติ ถี่มากกว่าปกติและผิดปกติเราก็สามารถดูได้ว่าความถี่ที่มากขึ้นส่งผลให้ปากมดลูกมีการเลี่ยนแปลงเปิดหรืออ้าออกก่อนกำหนดไหม ส่วนสุขภาพหัวใจหมอก็จะตรวจได้ในไตรมาส 3 ถ้าน้องที่สุขภาพดีนอกจากโตดี การดรอปของหัวใจที่น้องเต้นก็เป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่อาจจะบ่งชี้เด็กที่สุขภาพไม่ดี

ความเสี่ยงนี้ที่ห้ามทำ

ช่วงฝังตัวระยะแรก

เป็นการฝังตัวที่เหมือนเราปลูกต้นไม้เป็นช่วงที่ละเอียดอ่อน ฉะนั้นการสะเทือนที่รุนแรง การเกาะของเขายังเป็นระดับถุงน้ำคร่ำมาเกาะรกก็ยังบางอยู่การฝังตัวของรกเข้าสู่ผนังมดลูกก็ยังไม่เหมาะสม ฉะนั้นกิจกรรมใดๆ ที่คุณแม่ทำแล้วเสี่ยงต่อการสะเทือน

เช่น คุณแม่บางคนเป็นนักแบท ไปตีแบทหรือบางคนชอบกระโดดเชือก กีฬาที่สะเทือนมากๆ กีฬาที่มีความเสี่ยงที่จะมีการกระทบกระแทกกระเทือน เป็นสิ่งที่ไตรมาสแรกต้องเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง ส่วนที่ 2 ในไตรมาสแรกน้องจะเป็นช่วงที่ละเดียดอ่อนและ Sensitive ต่อสารเคมีและยาต่างๆ

บางคนอาจมีการใช้ยาประจำคุณแม่สามารถไปปรึกษาคุณหมอได้ครับว่ายาตัวนี้เราต้องเปลี่ยนไหม หรือยาตัวนี้เราสามารถทานต่อได้ไหมเพื่อควบคุมโรคที่เรามีอยู่หรือคุณแม่บางคนอาจมีการทานวิตามินหลากหลายเยอะมาก ซึ่งวิตามินบางตัวถ้ามากเกินความจำเป็นที่ควรจะมีก็จะมีเอฟเฟกต์กับเด็ก

ข้อห้ามช่วงตั้งครรภ์ไตรมาสที่2

ป็นช่วงที่แฮปปี้ที่สุดอาการแพ้หายไป ในเคสที่คุณแม่ชอบออกกำลังกาย ในไตรมาสที่ 2 เป็นช่วงที่เริ่มได้ จะสามารถออกกำลังกายเบาๆ บางประเภทได้ เช่น การว่ายน้ำ การเดินจ๊อกกิ้ง แต่ก็ยังแนะนำว่ากีฬาที่มีการกระแทกกระเทือนหรือเสี่ยงต่อการล้ม เช่น คุณแม่ชอบปั่นจักรยานขึ้นลงภูเขา

พวกนี้จะเสี่ยงต่อการหกล้มซึ่งคนท้องหกล้มไม่ดีอยู่แล้ว นอกจากเราช้ำเราก็ไม่สามารถประเมินได้ว่าลูกเราจะเป็นอย่างไรลูกเราจะอันตรายไหมก็กลายเป็นความกังวลเราก็ต้องมาพบคุณหมออีก

ข้อห้ามช่วงตั้งครรภ์ไตรมาสที่3

สรีระเราเปลี่ยนไปเยอะน้ำหนักเราขึ้น การออกกำลังกายก็ค่อนข้างลำบาก ในไตรมาส 2 กับ 3 ในส่วนที่ออกกำลังกายหรือส่วนที่ปรับชีวิตที่เหมาะสม อย่างเช่น การออกกำลังกายโดยการเล่นโยคะ การยืดกล้ามเนื้อหลังในท่าที่สะดวก ใช้ชีวิตการทำงานในท่าที่ไม่ Fix เกินไป

เช่น บางคนอาจจะต้องทำงานหน้าจอต้องนั่งหน้าคอมประมาณวันละ 6-8 ชั่วโมง จะแนะนำว่านั่งทำได้แต่เราอาจจะมีการพักสายตา เราอาจจะต้องเปลี่ยนสรีระ อย่างเช่น นั่งสักพักหนึ่งเราก็อาจจะเปลี่ยนท่าเพื่อรีแลกซ์ ทั้งความเครียด ทั้งการพักสายตา ก็มีส่วนทำให้คุณแม่ไม่อึดอัด มีส่วนการพักกล้ามเนื้อการปวดหลังก็จะดีขึ้น

ส่วนคุณแม่ที่ขับรถเองหมอแนะนำว่าการใช้หมอนรองการใช้เบาะที่นุ่มมากขึ้นหรือแม้แต่บางทีคุณแม่ที่น้ำหนักตัวเพิ่มเร็วจะแนะนำเปลี่ยนรองเท้าที่นุ่มขึ้นเพราะบางคนน้ำหนักขึ้นมากๆ ก็เป็นรองช้ำพบว่าส้นเท้าหรือเอ็นข้อเท้าต่างๆ อักเสบและปวดได้

ก็เป็นการปรับตัวเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิตแต่ละไตรมาส ทีนี้โควิดเข้ามาชีวิตเราเปลี่ยนแปลงหมด เราก็พบว่าบางอย่างเราอยากทำก็ทำไม่ได้ การออกกำลังกายก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไป เราต้องบาลานซ์ระหว่างอันตรายที่เกิดขึ้นกับสุขภาพที่เรามี

ฉะนั้นหมอคิดว่าคนท้องก็ยังออกกำลังกายได้เราอาจจะเลือกสถานที่ อย่างเช่น แทนที่จะเดินนอกบ้านก็อาจจะเป็น Exercise ในบ้าน การที่จะไปสถานออกกำลังกายเราอาจจะต้องเลือกที่ๆ ไม่แออัด ตลอดจนการว่ายน้ำระหว่างตั้งครรภ์จริงๆ เหมาะสมแต่เราอาจจะเลือกบริเวณสระที่ผู้คนไม่พลุกพล่าน

อาจจะมีความเป็นส่วนตัวเพื่อลดการแพร่เชื้อ จริงๆ การว่ายน้ำต้องบอกว่าคนท้องถึงไม่ได้ว่ายน้ำเขาก็มีโอกาสจะเป็นตะคริวได้ง่ายขึ้น ฉะนั้นถ้าคุณแม่ไปว่ายน้ำหมอแน่นำอย่างหนึ่งคุณแม่ต้องมีบัดดี้ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อหรือเพื่อนไปด้วยพอเกิดอะไรขึ้นมาอย่างน้อยช่วยเราได้

ความเครียดกระทบอะไรกับลูกในท้อง

ความเครียดเป็นภาวะที่เกิดขึ้นได้ตั้งแต่เราตั้งท้องแรกๆ เพราะบางเคสอาจมีการตั้งครรภ์ที่ยังไม่พร้อมมันก็เกิดความเครียดแล้ว หรือพอตั้งครรภ์ขึ้นมามีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนของร่างกาย ซึ่งคุณแม่ก็จะเกิดความเครียดตลอดจนถึงภายนอกสมมุติในช่วงนี้คุณแม่ตั้งครรภ์ขึ้นมาเชื้อโรคต่างๆ สภาวะแวดล้อมต่างๆ ไม่ว่าจะฝุ่น PM2.5 โควิด ต่างๆ เข้ามาทีนี้การต้องอาศัยทั้งตัวคุณแม่เองการรีแลกซ์เป็นส่วนหนึ่งซึ่งบางทีเราบอกอยาก

คนรอบข้างช่วยคลายความเครียด

ส่วนที่ช่วยได้มากๆ คือคนข้างตัวคุณพ่อคุณตาคุณยายที่อยู่รอบข้างต้องคอยเฝ้าสังเกตเพราะว่าคนท้องบางคนจะมีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนและเกิดภาวะซึมเศร้าได้ ฉะนั้นคนรอบข้างอาจจะมีส่วนช่วยที่คนรอบข้างเองอาจจะไม่ได้อุ้มท้องเขาอาจจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนและเขาก็สามารถเฝ้าสังเกตคนท้องได้ว่าภาวะเป็นอย่างไร

คุณพ่อก็อาจจะมีหน้าที่หลักคุณแม่อยากทานอะไรที่สามารถเซอร์วิสคุณแม่ได้คุณพ่อช่วย คนท้องจะมีอารมณ์ที่เหวี่ยงอาจจะดีหรือเลวหรืออารมณ์เปลี่ยนแปลงเร็วคุณพ่อมีส่วนช่วยในการรับมือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนคุณพ่อก็ดูแลคุณแม่ได้ คุณแม่ก็จะมีความรีแลกซ์

พักผ่อนที่เพียงพอ

ต้องบอกว่าเวลาเราท้องการได้ยิน การรับรสการรับกลิ่นเราจะเปลี่ยนไปทำให้การหลับนอนที่ไม่สนิทก็เกิดความเครียด การรับมือกับความเครียดก็ทำได้เหมือนกับเรื่องทั่วๆ ไปก็คือบางทีเราก็อาจจะไปเที่ยวชายทะเลบ้าง

เพลงช่วยผ่อนคลาย

การเปิดเพลงได้ประโยชน์นอกจากคุณแม่ฟังเพลงแล้วเราพบว่าเพลงดนตรีบางประเภท เช่น เพลงโมสาร์ท เพลงดนตรีบางประเภทช่วยเสริมทักษะด้าน EQ ของน้องด้วย ซึ่งตรงนี้เป็นประโยชน์คุณแม่ได้รีแลกซ์ การผ่อนคลายจะมีการหลั่งสารบางอย่างที่ช่วยให้กล้ามเนื้อเราคลายตัวและเกิดการผ่อนคลาย

ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่แนะนำสำหรับคุณแม่มือใหม่หรือคุณแม่มือเก่าท้องที่ 2 ท้องแรกเราไม่ได้ทำอะไรเลยท้องที่ 2 เราอาจมีการเปิดเพลงกระตุ้นแล้วเราก็ได้พักผ่อนคุณพ่อคอยดูคอยสังเกตอาการคุณแม่แล้วก็พาไปเที่ยว การทำกิจกรรมบางอย่างร่วมกันก็สามารถช่วยได้คนในครอบครัวช่วยกันคุณแม่เหนื่อยมามากแล้วอุ้มท้องมาตลอด 9 เดือน เขาต้องการคนดูแลร่วมด้วยที่ดี

ซึ่งถ้าทั้งครอบครัวคนรอบข้างช่วยกันดูแลดี คุณแม่เองบางครั้งอาจจะรับมือไม่ไหวคนเดียว แต่ว่ามีคุณพ่อ คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย ช่วยกันดูแลคุณแม่เป็นตัวสำคัญเลยทุกๆ คนเป็นปัจจัยที่มีส่วนให้คุณแม่ดำเนินการท้องตลอด 9 เดือน คุณแม่คลอดหลานหรือลูกที่น่ารักออกมาเป็นความสุขของทุกๆ ท่าน

หมั่นสังเกตตัวเอง

คุณแม่พอจับจุดได้ว่าเราเริ่มเครียด ถ้ารับมือกับปัญหาไม่ไหวสิ่งที่ช่วยได้ก็คือการพูดคุยไม่ว่าจะพูดคุยกับเพื่อนสนิท การพูดคุยกับแฟน การพูดคุยกับคนในครอบครัว ต้องบอกว่าเหมือนหลักจิตวิทยาคุณหมอที่มีการรักษาคนไข้ที่มีความเครียด

คุณหมอจะให้เขาพูดคุยระบายออกมาในส่วนที่เขามีความกังวลส่วนที่เขาไม่สบายใจคนที่อยู่รอบข้างจะเป็นคนที่มีการเสริมไม่ว่าจะเป็นการรับฟังเฝ้าดูเขา ภาวะที่มีเหล่านี้ในเคสบางเคสถ้ารับมือด้วยตัวเองได้คุณแม่เยี่ยมมาก แต่ถ้าเราไม่ไหวจริงๆ คุณแม่สามารถปรึกษาคุณหมอได้ คุณหมอจะมีการประเมินสกอร์ความเครียดอยู่ระดับไหนแล้วก็ส่งปรึกษาอาจารย์ที่เป็น Special list ด้านเกี่ยวกับความเครียดแล้วก็มีกิจกรรมให้ทำ

เราพบว่าโควิดตอนนี้มีลักษณะที่เข้าแล้วออกไปแล้วคงอยู่กับเราโดยที่เราสามารถใช้ชีวิตอยู่โดยไม่เป็นอันตรายกับชีวิตมากนักเราอาจมีการจัดกิจกรรมเพื่อคุณแม่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยในการผ่อนคลาย บางคนท้องแรก 9 เดือนจะคลอดอย่างไรคุณแม่สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญแล้วก็ฟังรายการรักลูก

คุณแม่ก็จะมีประสบการณ์ในส่วนที่ได้ยิน Expert แต่ละท่านมาพูดตลอดจนเราได้ข้อมูลข่าวสารบางอย่างที่เราสงสัยเราอาจจะเก็บความสงสัยแล้วไปถามข้อมูลกับคุณหมอที่ฝากท้องไม่จำเป็นต้องเก็บไว้คนเดียว หลายอย่างเราคิดได้กังวลได้แต่ถ้าเรามีการพูดคุยเราอาจจะรู้ว่าจริงๆ แล้วสิ่งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เป็นอันตรายหรือการเปลี่ยนแปลงนี้เราสามารถรับมือได้เมื่อเราไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

 

ติดตามฟังได้ที่รายการรักลูก The Expert Talk

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u