“ไข้เลือดออก” โรคประจำหน้าฝน เป็นแล้วถึงตายหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงที ทางที่ดีที่สุดคือการป้องกันไว้ก่อน
รู้จักโรคไข้เลือดออก วิธีรับมือและการป้องกัน โดย The Expert รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์
รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม
ไวรัสไข้เลือดออก
ไข้เลือดออกเป็นการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งส่วนมากจะเกิดช่วงหน้าฝนเพราะว่ามียุงเยอะ แต่ปัจจุบันไม่ใช่แค่ช่วงหน้าฝนจะมีประปรายตลอดปี ซึ่งการติดเชื้อไข้เลือดออกก็มักจะมียุงลายเป็นพาหะ ไข้เลือดออกมี 4ชนิดด้วยกัน และหากเป็นการติดเชื้อครั้งที่สองอาการจะรุนแรงมากกว่าครั้งแรก
วิธีสังเกตุอาการเมื่อเป็นไข้เลือดออก ได้แก่
1.เป็นช่วงฤดูฝน
2.มีไข้สูงประมาณ 3-5วัน และมักจะไม่มีน้ํามูกหรือไอเพราะว่าโรคไข้เลือดออกเป็นการติดเชื้อไวรัสที่มันไม่ได้ผ่านมาทางระบบทางเดินหายใจ
3.ปวดท้องหรือมีอาการทางระบบทางเดินอาหารเล็กเล็กน้อยน้อย และหากเป็นรุนแรงอาจจะเสียชีวิตได้
แต่จริงๆ แล้วไข้เลือดออกไม่ได้รุนแรงจนเสียชีวิตทุกราย ซึ่งอาการของไข้เลือดออกในช่วง 3-5วันแรก ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีไข้สูงมักจะเป็นช่วงที่ไม่อันตราย แต่จะอันตรายหลังจากที่ไข้ลง แต่หากไข้ลงแล้วอาการดีขึ้น สดชื่นมากขึ้น กินได้ดีขึ้น มีแรงมากขึ้น แสดงว่าหายจากโรคแล้ว เพราะไข้เลือดออกจะเป็นเองและหายได้เอง
อาการรุนแรงที่ต้องระวัง
หากไข้ลงแล้วอาการรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นได้
1.เด็กมักจะช็อกซึ่งจะทำให้เสียชีวิตได้ ช็อกเพราะพยาธิสภาพของไข้เลือดออกเวลาที่มีการติดเชื้อจะมีการสูญเสียน้ําออกไปจากเส้นเลือด เส้นเลือดไม่สามารถเก็บน้ําไว้ได้เปรียบเหมือนเรากำลังเสียเลือด และน้ําที่ออกไปก็อาจจะไปอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย อาจจะมีอาการบวม
2.เมื่อเป็นไข้เลือดออกจะมีการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ เพราะฉะนั้นคนที่เสียชีวิตมักจะมีอาการช็อกร่วมกับมีอาการของการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ พอมันมีเลือด มีน้ําออกนอกเส้นเลือดแล้ว เวลาที่มีการกระแทกถ้าแรงๆ อาจจะมีรอยช้ําเล็กๆ แต่ถ้าเป็นไข้เลือดออกจะมีความบกพร่องของการแข็งตัวของเลือด เช่น เวลาแปรงฟันแรงๆเลือดจะออก พอเลือดออกด้วยความที่น้ําในเส้นเลือดก็มีน้อยอยู่แล้ว โอกาสจะที่จะช็อกและเสียเลือดก็มีมากขึ้น
ดังนั้นความรุนแรงก็จะเป็นในช่วงที่ไข้ลงเวลาที่พาลูกไปหาหมอแล้วคุณหมอสงสัยจะเป็นไข้เลือดออก ช่วงที่เป็นไข้คุณหมอบอกให้กลับบ้านได้ ก็ไม่ต้องกังวล แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เห็นไข้ลงให้คุณพ่อคุณแม่ดู 2อาการต่อไปนี้
1.ไข้ลงแล้วอาการดีขึ้น กินข้าว กินน้ําได้มากขึ้น สดชื่นขึ้น แสดงว่าหายแล้ว
2. ไข้ลงแต่มีอาการเช่นกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น จับชีพจรแล้วชีพจรเบาเร็ว ปัสสาวะออกน้อยลงให้รีบพาไปพบคุณหมอ อาจจะเข้าขั้นรุนแรงและมีอาการช็อกได้
3. ระหว่างที่เป็นไข้เลือดออกไม่ว่าจะเป็นช่วงไหนก็ตาม ถ้ามีอาการเลือดออกให้พาลูกไปพบคุณหมอ เพราะว่าการป่วยเป็นไข้เลือดออกคือการแข็งตัวของเลือดทํางานผิดปกติ
โดยปกติไข้เลือดออกเมื่อเป็นแล้วก็หาย แต่ว่าต้องใช้เวลาฟักฟื้นร่างกาย ซึ่งการป้องกันไม่ให้เป็นดีที่สุดครับ ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกซึ่งจะได้ผลดีสําหรับคนที่เคยติดเชื้อมาแล้วหนึ่งครั้งเพื่อป้องกันอาการรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อเป็นครั้งที่สอง
ส่วนการนอนโรงพยาบาลเมื่อเป็นไข้เลือดออกใช้เวลาประมาณหนึ่งสัปดาห์ แต่หากมีอาการรุนแรง เช่น ช็อกบางคนต้องเข้าICU จำเป็นต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งการช็อกเมื่อเป็นไข้เลือดออกรักษายาก เพราะว่ามีความบกพร่องของผนังเส้นเลือดทําให้น้ําในเส้นเลือดไหลออกไปจากเส้นเลือดจึงเกิดอาการช็อก เมื่อเติมน้ําเข้าไปก็จะไหลออก ซึ่งก็ต้องเติมไปเรื่อยๆ จนกว่าเส้นเลือดจะดีและดูดกลับเข้ามาได้เหมือนเดิม
ดังนั้นการระมัดระวังไม่ให้ป่วยและระวังเรื่องยุงจะเป็นการช่วยป้องกันที่ดีที่สุด
Apple Podcast:https://apple.co/3m15ytB
Spotify:https://spoti.fi/3cvAVcX
Youtube:https://bit.ly/3cxn31u
#รักลูกPodcast
#รักลูกTheExpertTalk
#Moms_Issues
มือเท้าปาก โรคระบาดในกลุ่มเด็กเล็กโดยเฉพาะช่วงฤดูฝน แม้อาการจะไม่รุนแรง แต่เป็นแล้วกระทบกับพัฒนาการเจ้าตัวเล็ก
ฟังวิธีการดูแล รับมือและป้องกัน
โดย The Expert รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์
รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม
รู้จักโรคมือ เท้า ปาก
โรคมือ เท้า ปากเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งเป็นกลุ่มไวรัสที่เราใช้คําว่า Enteroviruses เป็นไวรัสที่ติดต่อทางระบบทางเดินอาหาร ซึ่งในกลุ่มนี้เชื้อที่พบได้บ่อยๆ ก็จะมีเชื้อที่เราเรียกว่า Coxsackieviruses และ Enteroviruses71 เพราะฉะนั้นจะเห็นว่ามันมีเชื้อมากกว่าหนึ่งตัว ที่ทําให้เกิดอาการ สาเหตุที่เด็กป่วยแล้วป่วยอีกเพราะว่าอาจจะติดเชื้อคนละตัว
อาการและวิธีสังเกต
โรคมือ เท้า ปากจะมีตุ่มขึ้นที่มือ เท้าและปากเป็นแผล รวมถึงมีอาการทั่วๆไปจากการติดเชื้อไวรัส เช่น มีไข้ น้ำมูก ไอ ซึ่งเป็นโรคติดต่อผ่านทางเดินหายใจและทางเดินอาหารร่วมด้วย การไอ จามรดกันหรือติดต่อผ่านการปนเปื้อนของอุจจาระ ปัสสาวะ น้ําคัดหลั่งต่างๆ เวลาที่เด็กหยิบจับของต่างๆ แล้วเอาเข้าปาก ก็ทําให้มีโอกาสติดกันได้ ยิ่งเด็กมีภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำ ร่างกายอ่อนแอหรือเด็กกลุ่มที่เป็นโรคเรื้อรังก็มีโอกาสที่จะติดเชื้อได้ง่ายกว่าเด็กทั่วๆไป
แต่หากเด็กมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง อาการก็อาจจะมีไม่ครบ สำหรับความความรุนแรงของโรคจะเห็นว่าช่วงที่มีแผลในปากดูจะรุนแรงมาก เพราะเด็กกินอะไรไม่ค่อยได้ ทำให้ขาดน้ําและมีไข้ กินยาและเช็ดตัวแล้วไข้ก็กลับมาใหม่ หากมีอาการแบบนี้อาจจะต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อให้สารน้ําทางเส้นเลือด ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องคอยสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดว่าลูกอยู่ในระยะไหน เพื่อจะได้ไปพบคุณหมอและรักษาได้อย่างรวดเร็ว
โรคแทรกซ้อน
โรคแทรกซ้อนจากการติดเชื้อไวรัสก็จะเหมือนกับโรคแทรกซ้อนของการติดเชื้อไวรัสอื่นๆ หากติดเชื้อขึ้นข้างบน อาจจะทำให้หูชั้นกลางอักเสบ ไซนัสอักเสบ ไปจนถึงสมองอักเสบ และเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้ แต่หากลงข้างล่างก็ทำให้เกิดเป็นโรคปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ หรืออาจจะมีกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบซึ่งตรงนี้สําคัญ เพราะว่าทําให้หัวใจเต้นผิดจังหวะและมีโอกาสอาจจะเสียชีวิตได้
โดยปกติหากมีการระบาดในโรงเรียนคุณครูมักจะต้องหยุด ปิดห้องเพื่อทำความสะอาดและฝึกให้เด็กดูแลเรื่องสุขอนามัยพื้นฐานให้ดี ออกกำลังกาย กินอาหารครบ5หมู่ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะหากเด็กป่วยบ่อยก็กระทบพัฒนาการ ทำให้กลายเป็นเด็กที่ไม่อยากเรียนรู้ ไม่สนุกในการเรียนรู้ และทำให้พัฒนาการสะดุด
Apple Podcast:https://apple.co/3m15ytB
Spotify:https://spoti.fi/3cvAVcX
Youtube:https://bit.ly/3cxn31u
#รักลูกPodcast
#รักลูกTheExpertTalk
#Moms_Issues
โรคอุบัติใหม่คืออะไร รับมืออย่างไรดี พร้อมวิธีการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อรับทุกโรคอุบัติใหม่
โดยThe Expert รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์
รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม
รู้จักโรคอุบัติใหม่
โรคอุบัติใหม่ คือ โรคที่เราไม่เคยเจอมาก่อนไม่เคยรู้จักมาก่อนวันดีคืนดีก็มีโรคนี้เข้ามาให้เราได้รู้จักและที่สําคัญมันกระทบกับการใช้ชีวิตของเรา โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็ก ด้วยวิถีชีวิตของคนปัจจุบันจะเห็นว่าการใช้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปมีผลต่อการเกิดโรค เรามีชีวิตแบบคนเมืองมากขึ้น ทำให้เป็นโรคไม่ติดต่อและตัวโรคก็มีความรุนแรงมากขึ้น เช่น มะเร็ง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ที่เกิดขึ้นมาเพราะว่าวิถีชีวิตของเราที่เปลี่ยนแปลงไป
ส่วนโรคติดเชื้อ เช่น โควิดในอดีตเป็นเชื้อที่มาจากสัตว์ แต่ตอนนี้ติดต่อจากสัตว์มาสู่คนก็แสดงว่าวิถีชีวิตของเราเปลี่ยนแปลง สิ่งที่มันไม่เคยเกิดก็จะมีโอกาสเกิดขึ้น หากถามว่าเราจะคาดการณ์ได้จากอะไรก็คาดการณ์จากการใช้ชีวิตของเรา การที่จะมีโรคจากสัตว์มาสู่คนได้มากขึ้น ก็หมายความว่าเราไปคลุกคลีกับสัตว์ชนิดต่างๆมากขึ้นและสัตว์นั้นก็มีเชื้อโรคที่นํามาสู่คน ส่วนกลุ่มที่ไม่ใช่โรคติดต่อก็เป็นผลมาจากการใช้ชีวิต พฤติกรรมไลฟ์สไตล์
โรคอุบัติใหม่ระบาดเร็ว
หากโรคอุบัติใหม่เป็นโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจจะมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย แต่หากเป็นโรคที่ติดเชื้อทางอื่น เช่น ติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ถ้าไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงโอกาสติดเชื้อก็จะน้อยลง อย่างในระยะหนึ่งเราจะเห็นว่าโรคเอดส์เป็นโรคติดต่อ ซึ่งก็มีทั้งกลุ่มเสี่ยงและไม่เสี่ยง แต่หากเป็นโรคทางเดินหายใจก็จะติดต่อกันง่ายจึงทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้มากขึ้นและระบาดได้ง่าย เช่น โรค RSV มือเท้าปาก ไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก กลุ่มโรคเหล่านี้ก็จะระบาดในช่วงฤดูกาลของมัน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้กับทุกคนเพราะว่าติดต่อผ่านทางระบบหายใจ
เฝ้าระวังรับมือโรคอุบัติใหม่
- ตั้งรับให้ดี การตั้งรับเป็นเรื่องที่ดีแต่เราจะต้องไม่วิตกกังวลจนเกินไปเพราะว่าในชีวิตเราต้องพบเจอแน่นอน เป็นสิ่งที่มาทดสอบความสามารถของพวกเรากันอยู่เสมอเพราะฉะนั้นเราก็ต้องตั้งสติให้ดี เวลาที่มันมีความเจ็บป่วยใหม่ๆ มีโรคใหม่ๆ เกิดขึ้น
- หาสาเหตุ ที่มาของโรคติดต่อดูว่าโรคนี้มันติดต่อได้อย่างไร เช่น ช่วงที่มีโรคไข้หวัดนกระบาดติดต่อจากไก่มาถึงคน เราก็งดกินไก่ไปช่วงหนึ่งและรักษาไก่ไม่ให้ไก่ป่วยเพื่อที่พอเราไปกินก็จะได้ไม่มีโอกาสติดเชื้อ
- หาวิธีป้องกันเช่น โควิด-19 ติดต่อผ่านทางระบบทางเดินหายใจ และสารคัดหลั่ง เราก็หาทางป้องกันได้ เช่น ใส่หน้ากาก ล้างมือเพื่อที่จะไม่ให้สารคัดหลั่งต่างๆ ที่มีเชื้อปนเปื้อน ทําความสะอาดพื้นที่ที่ใช้ร่วมกัน เพราะลดโอกาสการติดเชื้อให้น้อยลง
- รักษาร่างกายให้แข็งแรง เพราะเมื่อร่างกายแข็งแรงเชื้อที่รับไปปริมาณเล็กน้อยทําอะไรเราไม่ได้ หมั่นให้เด็กออกกําลังกาย เคลื่อนไหวร่างกายอย่างน้อยวันละ1ชั่วโมง ถ้าเป็นเด็กเล็กก็ประมาณวันละ 30นาทีขึ้นไป เพื่อช่วยเสริมการทํางานของภูมิคุ้มกันในร่างกาย กินอาหารที่มีประโยชน์และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคอื่นๆ ได้
วิตามินเสริมจำเป็นต่อร่างกาย?
หากว่าร่างกายไม่ขาดวิตามินโดยทั่วไปตามทฤษฎีคือไม่จําเป็นต้องเสริม ซึ่งการที่ร่างกายไม่ขาดวิตามิน คือ กินอาหารให้ครบ 5หมู่และกินนมเสริมเพื่อให้ได้รับแคลเซียมและโปรตีน การกินวิตามินเสริมหากกินชนิดที่ละลายในน้ำได้ เช่น วิตามินซีก็จะไม่อันตรายเพราะละลายออกทางปัสสาวะได้ แต่วิตามินที่ละลายในไขมันถ้าร่างกายได้รับเพียงพออยู่แล้ว เมื่อรับไปจะสะสมไปเรื่อยๆ และทําให้เกิดอาการของวิตามินเกิน
เพราะฉะนั้นโดยทั่วไปเวลาที่ไปพบคุณหมอทำไมหมอไม่ให้วิตามินเลย เพราะมันไม่จําเป็นถ้าเด็กแข็งแรง สุขภาพดี กินอาหารครบถ้วน วิธีที่คุณหมอเด็กจะดูว่ามีโภชนาการที่ดีไหมก็ดูได้จากการเจริญเติบโตและน้ําหนักตัวว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือไม่ก็พอจะบอกได้ว่าเขาน่าจะได้รับสารอาหารที่เพียงพอ
Apple Podcast:https://apple.co/3m15ytB
Spotify:https://spoti.fi/3cvAVcX
Youtube:https://bit.ly/3cxn31u
#รักลูกPodcast
#รักลูกTheExpertTalk
#Moms_Issues
เล่นให้เป็นเล่น ไม่เอามาปนกับเรื่องเรียน
EP ที่สองของ Seriesเข้าใจ “วัยทอง” ลูกอนุบาลกับครูก้า กรองทอง บุญประคอง ว่าด้วย เรื่อง "เล่น" เรื่องใหญ่ของวัยอนุบาล เล่นแบบไหนให้สนุกและได้ประโยชน์
ฟังวิธีการเล่นกับลูก การเลือกของเล่นที่ไม่ต้องแพง ไม่ต้องเยอะแต่คุ้มค่า รอพบกับอีกสอง EP ต่อเนื่องในสัปดาห์ถัดไปกับ EP3 เปลี่ยน “วัยทอง” เจ้าปัญหา เป็น “วัยทอง” แห่งการเรียนรู้แและ EP4 ไม่ใช่แค่ "เรียน" แต่วัยอนุบาลต้อง “เรียนรู้” และสามารถย้อนกลับไปฟัง EP แรก เรื่อง "กล้าพอไหมเปลี่ยนวิถีใหม่ในบ้าน แก้ปัญหาหนักใจวัยอนุบาล" ได้ในช่องทางของรักลูก Podcast เพราะเด็กจะเป็นอย่างไรเริ่มต้นที่วัยนี้ ไม่อยากให้พลาดฟังเพื่อจะได้วิธีการเลี้ยงลูกวัยตั้งต้นของชีวิตได้อย่างเหมาะสมตามพัฒนาการของวัย
Apple Podcast:https://apple.co/3m15ytB
Spotify:https://spoti.fi/3cvAVcX
Youtube:https://bit.ly/3cxn31u
#รักลูกPodcast
#รักลูกTheExpertTalk
#Moms_Issues
ช่วงวัยทองของเด็ก คือช่วงเวลาทองของชีวิตเด็ก
เขาจะเติบโตมาเป็นคนอย่างไร ก็อยู่ที่ช่วงเวลานี้ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่พ่อแม่ต้องรับมือและมองวัยทองในมุมมองใหม่ เพื่อให้เป็นช่วงเริ่มต้นของชีวิตที่ดีของลูก
ฟังมุมมองการรับมือวัยทองแต่ละช่วงวัยจากครูก้าได้ใน EP นี้ รอพบกับอีกหนึ่ง EP สุดท้ายในสัปดาห์ถัดไปกับ ไม่ใช่แค่ "เรียน" แต่วัยอนุบาลต้อง “เรียนรู้” และสามารถย้อนกลับไปฟัง EP ใน Series เข้าใจ “วัยทอง” ลูกอนุบาลกับครูก้า กรองทอง บุญประคอง ได้ในช่องทางของรักลูก Podcast เพราะเด็กจะเป็นอย่างไรเริ่มต้นที่วัยนี้ ไม่อยากให้พลาดฟังเพื่อจะได้วิธีการเลี้ยงลูกวัยตั้งต้นของชีวิตได้อย่างเหมาะสมตามพัฒนาการของวัย
Apple Podcast:https://apple.co/3m15ytB
Spotify:https://spoti.fi/3cvAVcX
Youtube:https://bit.ly/3cxn31u
#รักลูกPodcast
#รักลูกTheExpertTalk
#Moms_Issues
ขอบคุณ
exness trading คุณสามารถบรรลุผลลัพธ์ที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วในการซื้อขายและทำงานกับสกุลเงินดิจิทัลโดยทั่วไป!
ช่วงวัยทองของเด็ก คือช่วงเวลาทองของชีวิตเด็ก เขาจะเติบโตมาเป็นคนอย่างไร ก็อยู่ที่ช่วงเวลานี้ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่พ่อแม่ต้องรับมือและมองวัยทองในมุมมองใหม่ เพื่อให้เป็นช่วงเริ่มต้นของชีวิตที่ดีของลูก
ฟังมุมมองการรับมือวัยทองแต่ละช่วงวัยจากครูก้าได้ใน EP นี้ รอพบกับอีกหนึ่ง EP สุดท้ายในสัปดาห์ถัดไปกับ ไม่ใช่แค่ "เรียน" แต่วัยอนุบาลต้อง “เรียนรู้” และสามารถย้อนกลับไปฟัง EP ใน Series เข้าใจ “วัยทอง” ลูกอนุบาลกับครูก้า กรองทอง บุญประคอง ได้ในช่องทางของรักลูก Podcast
เพราะเด็กจะเป็นอย่างไรเริ่มต้นที่วัยนี้ ไม่อยากให้พลาดฟังเพื่อจะได้วิธีการเลี้ยงลูกวัยตั้งต้นของชีวิตได้อย่างเหมาะสมตามพัฒนาการของวัย
Apple Podcast:https://apple.co/3m15ytB
Spotify:https://spoti.fi/3cvAVcX
Youtube:https://bit.ly/3cxn31u
#รักลูกPodcast
#รักลูกTheExpertTalk
#Moms_Issues
พ่อแม่มักจะเหมารวมการเรียน เข้ากับการเรียนรู้ ฟังดูอาจจะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาแตกต่างกัน
สำหรับเด็กปฐมวัยช่วงวัยอนุบาล ควรเน้นที่การเรียนรู้ แล้วการเรียนรู้รูปแบบใดที่เหมาะสมฟัง The Expert บอกความหมายและคุณค่าของการเรียนรู้เพื่อให้เป็นรากฐานที่แข็งแรงให้กับเด็กไปตลอดชีวิต
ฟังย้อนหลัง Series เข้าใจ “วัยทอง” ลูกอนุบาลกับครูก้า กรองทอง บุญประคอง เพื่อให้พ่อแม่เลี้ยงลูกช่วงทองน้องอนุบาลได้อย่างเข้าใจ และไม่ทำให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ได้ ในช่องทางของรักลูก Podcast เพราะเด็กจะเป็นอย่างไรเริ่มต้นที่วัยนี้ ไม่อยากให้พลาดฟังเพื่อจะได้วิธีการเลี้ยงลูกวัยตั้งต้นของชีวิตได้อย่างเหมาะสมตามพัฒนาการของวัย
Apple Podcast:https://apple.co/3m15ytB
Spotify:https://spoti.fi/3cvAVcX
Youtube:https://bit.ly/3cxn31u
#รักลูกPodcast
#รักลูกTheExpertTalk
#Moms_Issues
ด้วย
Longex , ชีวิตเพศที่มีความอุ่นใจและเต็มไปด้วยความสุขไม่เพียงแค่ความฝัน - มันกลายเป็นความเป็นจริงทุกวัน!
พ่อแม่มักจะเหมารวมการเรียน เข้ากับการเรียนรู้ ฟังดูอาจจะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาแตกต่างกัน
สำหรับเด็กปฐมวัยช่วงวัยอนุบาล ควรเน้นที่การเรียนรู้ แล้วการเรียนรู้รูปแบบใดที่เหมาะสม
ฟัง The Expert บอกความหมายและคุณค่าของการเรียนรู้เพื่อให้เป็นรากฐานที่แข็งแรงให้กับเด็กไปตลอดชีวิต ฟังย้อนหลัง Series เข้าใจ “วัยทอง” ลูกอนุบาลกับครูก้า กรองทอง บุญประคอง เพื่อให้พ่อแม่เลี้ยงลูกช่วงทองน้องอนุบาลได้อย่างเข้าใจ และไม่ทำให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ได้ ในช่องทางของรักลูก Podcast เพราะเด็กจะเป็นอย่างไรเริ่มต้นที่วัยนี้ ไม่อยากให้พลาดฟังเพื่อจะได้วิธีการเลี้ยงลูกวัยตั้งต้นของชีวิตได้อย่างเหมาะสมตามพัฒนาการของวัย
Apple Podcast:https://apple.co/3m15ytB
Spotify:https://spoti.fi/3cvAVcX
Youtube:https://bit.ly/3cxn31u
#รักลูกPodcast
#รักลูกTheExpertTalk
#Moms_Issues
เลี้ยงลูกแบบหมอเดว พบกัน 4 EP ต่อเนื่อง เริ่มต้น EP67 คุณหมอเดวชวนมองภาพกว้างครอบครัวไทยในปัจจุบัน โครงสร้างที่เปลี่ยนไปส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง
ครอบครัว 3 แบบที่คุณหมอชี้ให้เห็นภาพ : ครอบครัวใช้อำนาจในการเลี้ยงลูก ครอบครัวปล่อยปละละเลย และครอบครัวหัวใจประชาธิปไตย พร้อมวิธีการเป็นครอบครัวที่ไร้ปัญหาอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขทำได้อย่างไร และใน EP ถัดไปฟัง 9 รูปแบบในการเลี้ยงลูกที่ทำให้เกิดปัญหา
ฟัง The Expert รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม
ปัญหาสภาพครอบครัวไทย
ครอบครัวไทยตอนนี้มี20ล้านครอบครัว ในจำนวนนี้มีประเด็นใหม่ๆเกิดขึ้น 2หมวดใหญ่ๆ คือ
โครงสร้างครอบครัวมีขนาดเล็กลง TFR (Total Fatality Rate) อัตราการมีลูกของเด็กในประเทศไทยตอนนี้ค่าเฉลี่ยที่ 1.4 เดิม 1.6 คือส่วนใหญ่มีลูก 1คน ซึ่งประเทศเสียเปรียบเพราะปิรามิดของประชากรเปลี่ยนแต่เดิมผู้สูงวัยน้อยฐานวัยแรงงานเยอะ คือ 10:1 (ทำงาน 10คน ผู้สูงอายุ 1คน) เมื่อ20ปีที่แล้วลดลงมาเหลือ 5:1 ปัจจุบันเหลือ 2:1 ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านั้นหมายถึงว่าประชากรวัยแรงงานจะต้องดูผู้สูงอายุ 1:1 ต้องทำงานและดูแลผู้สูงอายุด้วย ซึ่งถ้าเป็นสภาพนี้ผู้สูงอายุจะเยอะมากคือ ประชากร 10คนจะมีอย่างน้อย 3 คนที่อายุเกิน 60ปีและหนึ่งในสามนั้นมีหนึ่งคนที่อายุเกิน 65ปี และเริ่มมีคำใหม่คือ ชมรม DINK (Double Income No Kids)แต่งงานแต่ไม่มีลูก นี่คือโครงสร้างที่มีปัญหา ดังนั้นโครงสร้างใหม่คือSmall Family คือครอบครัวพ่อแม่ลูกชุมชนก็ไม่รู้จัก ไซซ์เล็ก ครอบครัวหย่าร้างซึ่งอัตราอยู่ระหว่าง 5-10% ก็จะมีพ่อเลี้ยงเดี่ยวแม่เลี้ยงเดี่ยว มีครอบครัวแหว่งกลาง บางภาคตามหัวเมืองจะเห็นภาพที่ปู่ย่าตายายเลี้ยงหลาน พ่อแม่ทำงานในเมือง
Unicef รายงานข้อมูลว่าเด็กที่อายุน้อยกว่า 18ปี สามล้านคนที่พ่อแม่มีชีวิตแต่ไม่ได้เลี้ยง ในจำนวนนี้ 500,000คนเป็นเด็กปฐมวัย ซึ่งเรารับรู้ว่าเด็กวัยนี้พ่อแม่ต้องเลี้ยงดู นี่คือโครงสร้างของครอบครัวที่มีปัญหา ซึ่งต้องยอมรับว่ามีปัญหาเดิมและมีปัญหามากขึ้น
และอีกประเด็นคือ Dysfunction คือการทำหน้าที่ของครอบครัวบกพร่องทั้งลบและบวกมีปัญหาทั้งนั้น หน้าที่ของครอบครัวคือให้ทุกคนอยู่เย็นเป็นสุข การมีความสุขคือการมีข้าวกินมีบ้านอยู่ เพราะฉะนั้นบทบาทของครอบครัวต้องดูแลร่วมกันเพื่อให้ได้ปัจจัยสี่ ขั้นพื้นฐาน และอีกปัจจัยคือ Psychological ทางด้านจิตใจ อารมณ์ เช่น สมาชิกเมื่ออยู่ในบ้านแล้วมีปฏิสัมพันธ์ มีความรู้สึกที่อบอุ่น ปลอดภัย Sense of security ถ้าเข้าบ้านแล้วมีทารุณกรรม แสดงว่าบ้านมีปัญหาหรือเข้ามาในบ้านไม่คุยกันเลย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างสังคมไม่เกี่ยวกับเรื่องหย่าร้าง แต่ฟังก์ชั่นมีปัญหานี่คือระดับทางจิตใจ
ส่วนด้านสังคมสมาชิกในครอบครัวต้องดูแลให้มีปฏิสัมพันธ์ทั้งในบ้าน นอกบ้าน ในชุมชนต้องรู้จักกัน เยี่ยมญาติพี่น้อง พบเพื่อนฝูง รู้จักการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันในสังคม นี่คือลักษณะ Socialogical ถ้าดูง่ายเลยๆ Physical ปัจจัยขั้นพื้นฐาน Psychological ปัจจัยทางด้านจิตใจและอารมณ์และปัจจัยทางด้านสังคม ซึ่งถ้าบกพร่อง บ้านไม่มีให้อยู่ก็เดือดร้อนข้าวไม่มีกินนี่คือบกพร่อง แต่อีกฟากหนึ่งคือมีหลายบ้านหรืออีกบ้าน Ovefeed คือกินทิ้งกินขว้างทั้งลบและบวกจึงมีปัญหาเลยสุขภาพไม่ได้รับการดูแลก็มีปัญหา แต่ถ้าดู Over เกินไปก็มีปัญหาเหมือนกัน
Dysfunctional Family
ครอบครัวที่พ่อแม่รักลูก แต่เลี้ยงลูกแบบใช้อำนาจ
มีทั้งหมด 9ประเภทแต่ก่อนที่จะไปตรงนั้นมีประเด็นที่เกี่ยวกับการเลี้ยงดูคือ ครอบครัวในประเทศไทยมีการเลี้ยงลูกคือ ใช้อำนาจในการเลี้ยงลูกพ่อแม่เป็นใหญ่เป็นกันเยอะ ไม่ได้เจตนาแต่ตัดสินใจแทนลูกทั้งหมด ทำบนฐานของความรักซึ่งมีเกิน50% ไม่ได้ทำสำรวจแต่ด้วยประสบการณ์เวลาที่เอาลูกมาปรึกษาหมอจับทางได้ว่าใช้อำนาจ คือจับทางจากประสบการณ์และความรู้ที่หมอมีมาร้อยเคสครึ่งหนึ่ง คือรักษาคนที่พามาและอีก 25% ตามไปซ่อมคนส่งมา บริวารของเด็กมีปัญหามากกว่าตัวเด็ก บางคนที่พามาได้ยาแทนคือพ่อแม่อาการหนักเกินเด็ก อำนาจมีไว้ให้กับพ่อแม่นั้นถูกต้องแต่มีไว้ให้ผ่อนลงเรื่อยๆ
ก่อนที่จะลงไปการเลี้ยงดูผิดประเภทหมออยากให้เข้าใจก่อนว่า ด้วยอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กพ่อแม่จะต้องช่วยทำให้ลูกทุกคนอยู่รอดและปลอดภัย ได้รับการเลี้ยงดู ปกป้องคุ้มครองและได้การรับการพัฒนาและสร้างการมีส่วนร่วม
เมื่อลูกเป็นทารกอำนาจจึงอยู่เต็มที่พ่อแม่ในการทำให้ลูกอยู่รอดปลอดภัย ต่อเมื่อพัฒนาการเติบโตและสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ตรงนี้อำนาจของพ่อแม่ต้องถอย คืออายุ 2ปีแรกพ่อแม่มีอำนาจเต็ม100% แต่พอหลัง2ขวบเริ่มเดินเองได้ นั่งเล่นกับเพื่อนแม้ไม่แบ่งปันแต่ก็นั่งเล่น ช่วยเหลือตัวเองได้อำนาจของพ่อแม่ต้องค่อยๆถอยลงมา เหลือประมาณ 80% แต่พอเข้าสามขวบพ่อแม่เอาลูกไปฝากที่อนุบาลระบบนิเวศน์เปลี่ยน อำนาจของพ่อแม่จะถอยลงมาเหลือ 60 -40% พออยู่ชั้นประถม เพื่อนครู รร. เป็นบ้านหลังที่สองอำนาจของพ่อแม่จะถอยลงไปเรื่อยๆแล้วจะเหลือแค่30%ตอนเข้าสู่วัยรุ่น
ถ้าเป็นวัยรุ่นตอนกลางและเป็นเด็กโตด้วยอำนาจพ่อแม่เหลืออยู่10% แล้วพอเข้ามหาวิทยาลัยพ่อแม่เป็นติ่งห้อยอยู่อยากมาปรึกษาก็มา ไม่อยากก็อย่าเข้าไปยุ่ง แต่ปัญหาของการใช้อำนาจครอบครัวบ้านเรากลับหัวหมดเลย ตอนเด็กใช้ทีวีเลี้ยงลูกใช้พี่เลี้ยงimportมาดูแลลูกเราไม่ได้ใช้อำนาจเต็มตรงนั้น แต่พอโตกลับลาออกแล้วมานั่งเฝ้าลูกแล้วไปรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวจึงทำให้เกิดปัญหาแล้วยิ่งไม่ผ่อนด้วย พ่อแม่มีปัญหากับลูกเร่งรัดกับลูกแล้วก็ไม่ดึงลูกเข้ามาแก้ปัญหาร่วมกัน ถามตัวเองว่าคุยกับลูกกับลูกวัยรุ่นรู้เรื่องไหม
ครอบครัวที่อยากได้ลูกเป็นคนดี จะเห็นว่าสังคมสมัยนี้พ่อแม่เริ่มมีฐานะก็กลายเป็นว่าอยากให้ลูกเป็นคนดีแต่ช่วยเลี้ยงลูกฉันให้เป็นคนดีนะคือการซื้อระบบนิเวศน์ลงทุนเต็มที่ รร.อินเตอร์จะแพงแค่ไหนก็ยอมจ่าย และความคาดหวังก็ตามมา ได้รร.ดีแล้วช่วยเลี้ยงลูกให้เป็นคนดีหน่อยแต่ไม่ได้กลับมาดูว่าตัวเองกำลังทุ่มอะไรอยู่
ครอบครัวปล่อยปละละเลย บางบ้านไม่ได้ทำหน้าที่บทบาทพ่อแม่ซึ่งคาดหวังสูงมากแต่ใช้เงินซื้อหรือให้คนอื่นทุ่มเทซึ่งเริ่มมีเยอะขึ้นมาจากครอบครัวที่ปล่อยปละละเลย
ครอบครัวหัวใจประชาธิปไตย สร้างการมีส่วนร่วมตั้งแต่อนุบาล ลูกทุกคนมีความหมาย ลูกมีศักดิ์และศรี ไม่เปรียบเทียบเวลาจะตั้งกฏเกณฑ์ก็มีการพูดคุยแบบนี้อยากให้มีเยอะขึ้น ซึ่งมีเยอะก็จะเป็นประโยชน์กับการเลี้ยงลูกสร้างครอบครัวหัวใจประชาธิปไตย
Functional Family คุณลักษณะที่ดีของพ่อแม่
1.รักอบอุ่นและไว้วางใจ ต้องไม่สำลักความรักหรือเยอะเกินไป รักแบบร่วมทุกข์ร่วมสุขพ่อแม่ที่รักกันอยู่ได้ต้องมองว่าตอนที่รักกันไม่ได้มีแต่เรื่องดีแต่เป็นการฝ่าฟันมาด้วยกัน รักต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขไม่ใช่เจอแต่ความสุขทุกข์ไม่ได้
2.สื่อสารที่ดีต่อกัน สื่อสารพลังบวก สื่อสารดีบ้านป็นสุข
3.การจัดการควบคุมอารมณ์ตัวเอง เริ่มคุมอารมณ์ตัวพ่อแม่คุมสถานการณ์ได้ แต่การจะให้ลูกเรียนรู้การควบคุมอารมณ์ลูกดูเราเป็นตัวอย่างที่ดีจะเรียนรู้วิธีการจากเรา ถ้าทำเป็นและมีศิลปะในการควบคุมอารมณ์เอาอยู่ในทุกสถานการณ์
4.มีวินัย วินัยเกิดขึ้นจากส่วนร่วมไม่ใช่พ่อแม่เป็นคนกำหนดกติกาและมีผลบังคับใช้ทุกคนยกเว้นตัวเอง
5.เด็กไม่ใช่ผ้าขาวอย่าเข้าใจผิด เด็กทุกคนเกิดมาล้วนมีความหมายหมอต้องการให้ปรับจูนทัศนคติในการเลี้ยงลูก พ่อแม่ต้องล้างทัศนคติไม่ได้เรียนเก่งแต่ชอบวาดรูป พ่อแม่ก็ต้องเข้าใจและอย่าเอาลูกไปวัดกับระบบการศึกษาแบบแพ้คัดออก อย่าเลี้ยงลูกแบบเปรียบเทียบ จะไม่มีปัญหาในการเลี้ยงลูก
Apple Podcast:https://apple.co/3m15ytB
Spotify:https://spoti.fi/3cvAVcX
Youtube:https://bit.ly/3cxn31u
#รักลูกPodcast
#รักลูกTheExpertTalk
#Moms_Issues
ในขณะที่เกมสำหรับเด็กมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และการเรียนรู้ คาสิโนออนไลน์เช่น sa88 ให้ความสำคัญกับผู้ใหญ่ที่แสวงหาความบันเทิงและความตื่นเต้นของการพนัน
หาทางออก คลี่คลายตัวเองจากการการเป็นพ่อแม่เป็นพิษ
เข้าใจความต้องการ สื่อสารความคาดหวังและรับมือจัดการด้วยวิธีการเชิงบวก เพื่อลดความเป็นพิษในตัวพ่อแม่ลง
ฟังวิธีการโดย The Expert ผศ. ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร อาจารย์ประจำสถาบันแห่งชาติ เพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล
Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB
Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX
Youtube: https://bit.ly/3cxn31u
#รักลูกPodcast
#รักลูกTheExpertTalk
#Moms_Issues
เด็กปฐมวัยทั่วประเทศมีพัฒนาการล่าช้า 25% หลังสถานการณ์โควิดยิ่งทำให้พัฒนาการของเด็กล่าช้า และถดถอยไปมากกว่าเดิม
ความรักความหวังดีจากพ่อแม่ และครูที่ไม่เข้าใจพัฒนาการและปัญหาที่แท้จริง ยิ่งซ้ำเติมปัญหาพัฒนาการของเด็กให้มากยิ่งขึ้น แล้วเราจะทำกันอย่างไร เพื่อฟื้นฟูวิกฤตซ้อนวิกฤตนี้
ชวนคุยกับ The Expert ครูหวาน ธิดา พิทักษ์สินสุข นายกสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยฯ และผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กปฐมวัย
รู้วิกฤต รู้ปัญหาและเห็นทางออกเพื่อฟื้นฟูพัฒนาการให้เด็ก
Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB
Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX
Youtube: https://bit.ly/3cxn31u
#รักลูกPodcast
#รักลูกTheExpertTalk
#Moms_Issues
ติดจอใสทำลายพัฒนาการมากกว่าที่พ่อแม่คิด ตั้งแต่ออทิสติกและอาการสมาธิสั้นที่น่ากังวล ซ้ำยังส่งผลไปถึงพัฒนาการด้านอารมณ์ ซึ่งหากพ่อแม่ไม่รู้เท่าทัน อาจจะทำให้เป็นโรคซึมเศร้า และนำไปสู่การฆ่าตัวตายในอนาคต
โดย The Expert ศ.นพ.วีรศักดิ์ ชลไชยะ หัวหน้าสาขาพัฒนาการและการเจริญเติบโต ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
"จอใส" กระทบพัฒนาการ
เริ่มจากการวิจัยที่ผมเองก็มีการติดตามเด็กในระยะยาวตั้งแต่เด็กอายุ 6เดือน ติดตามไปเรื่อยๆ จนตอนนี้เด็กที่อยู่ในโครงการอายุ10ขวบแล้ว ผลพบว่าเด็กอายุตั้งแต่6เดือน-18เดือน แนวโน้มถ้าเขาอยู่บริเวณสื่อหน้าจอซึ่งในยุคนั้นเป็นแค่ทีวี พบว่าเด็กจํานวนหนึ่งมีพฤติกรรมไปทางเด็กออทิสติก มากขึ้น แล้วเรื่องของเด็กออทิสติกก็มีข้อมูลงานวิจัยของต่างประเทศพบมากขึ้นว่า ยิ่งให้มากให้เร็วตั้งแต่ตอนเล็กๆ จะทําให้เด็กเนี่ยมีความเสี่ยงไปทางเด็กออทิสติก คืออยู่ในโลกส่วนตัวมากขึ้น ขาดโอกาสในการพัฒนาทักษะด้านสังคมและอารมณ์ ในงานวิจัยนั้นยังพบอีกว่า เด็กที่ดูหรือว่าได้รับสื่อประเภทพวกทีวีค่อนข้างมาก มีโอกาสที่เขาจะมีปัญหาพฤจิกรรมก้าวร้าวเพิ่มขึ้น มีปัญหาทางด้านปฏิกิริยาทางด้านอารมณ์เพิ่มขึ้น หมายความว่าเวลาหงุดหงิดไม่พอใจก็จะวีนเหวี่ยง ใช้อารมณ์
ซึ่งก็สอดคล้องเลยว่าหลังจากช่วงที่โควิดเคสคต่างๆ เริ่มกลับม คุณพ่อคุณแม่ก็จะเล่าว่าจากที่เคยดีมาโดยตลอด แล้วพอเราเริ่มให้ใช้จอก็จะรู้สึกเหมือนว่าหงุดหงิด ไม่พอใจอะไรต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะเวลาที่คุณพ่อคุณแม่ขอจอคืน ถึงเวลาต้องไปทํากิจวัตรประจําวันก็ม่ได้ทํา แล้วในงานศึกษายังเจออีกว่าสัมพันธ์กับเรื่องของพฤติกรรม และสมาธิสั้นมากขึ้นด้วย
ต้องเรียนว่าการใช้สื่อจอใสแบบไม่ค่อยเหมาะสม ปัจจุบันมันไม่ใช่แค่ทีวีก็มีสื่ออื่นๆมากมาย มือถือหรือว่าโซเชียลมีเดียต่างๆ ในการศึกษาทั้งในเด็กเริ่มโตขึ้นมาวัยก่อนเรียน วัยอนุบาลหรือว่าในช่วงวัยเรียน รวมถึงวัยรุ่นพบว่ามีความสัมพันธ์กับปัญหาทางด้านอารมณ์เยอะขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอารมณ์ซึมเศร้า วิตกกังวล หรือเด็กบางคนปถึงขั้นมีความคิดหรือความพยายามอยากฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น หรือมีปัญหาโรคทางด้านจิตเวชต่างๆ เพิ่มขึ้น พบเด็กมีปัญหาเรื่องของการรับประทานอาหารผิดปกติเพิ่มสูงขึ้น เช่น ถ้าเรียกทางการแพทย์เรียกEating Disorder เช่น ทําไมบางคนเรียกเป็นโรคคลั่งผอมเพราะว่าเราก็คือเข้าไปเสพสื่อประเภทนี้ แต่ก็ไม่อยากให้มองว่าสื่อมันไม่ดีอย่างเดียว จริงๆ เราสามารถนํามาใช้ประโยชน์ได้
เด็กที่เล่นสื่อเยอะๆ ถ้ามองอีกมุมหนึ่งคืออยู่กับความเบื่อไม่เป็น ความเบื่อเป็นอารมณ์อย่างหนึ่งของเราเหมือนกันหรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่เหมือนกันบางทีเราก็ไม่รู้จะทําอะไร ทุกวันนี้ทุกคนก็เล่นมือถือตลอดเวลา เพราะว่าเรารู้สึกว่าเราดึงเอาใจไปอยู่ทางอื่นเพราะว่าเราอยู่กับความเบื่อไม่ได้ ซึ่งพออยู่กับความเบื่อไม่ได้เนี่ย ลูกๆก็ไม่รู้จะทํายังไง ซึ่งถ้าจะเป็นสมัยก่อนที่เราไม่มีสื่อเหล่านี้ พอเบื่อเราก็ต้องชวนกันมาเล่น มาคุยกัน ร้องเพลง อ่านหนังสือ แต่เด็กไม่รู้จะทําอะไรดี ก็เลยเข้าไปอยู่กับสื่อหน้าจอมากขึ้น แล้วพอลไม่ได้ดูก็โวยวาย หัวร้อนง่าย
ใช้สื่อกับลูกอย่างไร
-
Background Media คีย์เวิร์ดสําคัญเลยเด็กถ้าอายุเกินสองปีเล่นได้ แต่ถ้าอายุน้อยกว่าสองปีมีข้อมูลพบว่ากระทบกับพัฒนาการ มีงานวิจัยจากสิงคโปร์รายงานว่าแค่เสียงทีวีที่เปิดทิ้งไว้ สามารถเปลี่ยนคลื่นสมองเด็กได้สัมพันธ์กับการเป็นสมาธิสั้นเพิ่มขึ้น เพราะว่าสื่อต่างๆ เวลาเปิดมันจะเข้าไปเร้าระบบประสาทรับความรู้สึกต่างๆ เพราะสื่อมันมีทั้งภาพและเสียง เมื่อเข้าไปกระตุ้นมากทำให้สมาธิสั้นเพิ่มขึ้นแม้จะไม่ได้ดู และส่วนใหญ่เป็นรายการสําหรับผู้ใหญ่ ซึ่งที่เราศึกษาวิจัยก็พบว่ามีผลต่อพัฒนาการด้านสติปัญญาของเด็ก ถ้าเปรียบเทียบกับบ้านที่เปิดBackground Mediaน้อย สติปัญญาของเด็กที่เปิดน้อยกว่ามีแนวโน้มสติปัญญาดีกว่าและพัฒนาการดีเกือบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษา ด้านกล้ามเนื้อมัดเล็ก
-
เลือกโปรแกรมที่เหมาะสมตามวัยและต้องลองเข้าไปดูเนื้อหาก่อน ปัจจุบันมีเว็บไซต์ต่างประเทศที่สามารถเข้าไปเช็กได้ที่ www.commonsense.org/education (Common Sense Media) นอกจากนี้ต้องกําหนดกฎกติกา ถ้าจะให้ลูกใช้หน้าจอก็ต้องหลังจากที่เขารับผิดชอบงานที่ควรจะทำก่อน เช่น กิจวัตรประจําวันเสร็จแล้ว การบ้านเสร็จ รับผิดชอบงานบ้านแล้ว นอกจากเรื่องกฎกติกาแล้ว เด็กต้องเรียนรู้ผลที่ตามมาว่าถ้าไม่ทําตามกฎกติกาจะเกิดอะไรขึ้นบ้างด้วย
-
ทำข้อตกลงก่อนให้ลูกใช้งาน บ้านที่กำลังจะซื้อจอให้ลูก ต้องมีการทําสัญญากับลูกตั้งแต่เริ่มแรกเลย เช่น มือถือเครื่องนี้เป็นมือถือของแม่ซื้อมาให้ลูก ลูกจะสามารถเล่นได้ตอนไหนบ้าง ถ้าลูกไม่สามารถทําตามกฎอันนี้ได้มือถือเครื่องนี้แม่สามารถริบคืนได้ พ่อแม่มีสิทธิ์เด็ดขาดและให้ลูกเซ็นชื่อกํากับด้วย ซึ่งเด็กบางคนก็ยอมเซ็นไปก่อน แต่ต้องอย่าลืมที่จะบอกถึงผลที่ตามมาและต้องทำตามข้อตกลงร่วมกัน หรือบอกถึงผลกระทบถ้าใช้งานนานเกินไป เช่น หาวบ่อย ปวดต้นคอ ปวดมือ
-
ดูไปพร้อมกับลูก อยากให้คุณพ่อคุณแม่มีโอกาสเข้าไปดูสื่อกับลูกด้วย เพราะเดี๋ยวนี้จะมี pop up ขึ้นมาระหว่างที่ลูกดูคลิปต่างๆ ซึ่งมันจะทำให้เข้าสู่คอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสมกับวัย อีกเรื่องหนึ่งกฎกติกาที่ว่า หมอคิดว่าเราอาจจะต้องมองกันที่สถานที่ภายในบ้านด้วยว่าตรงที่ไหนที่เราไม่ควรจะใช้สื่อหน้าจอ รวมไปถึงเวลาช่วงไหนที่เราไม่ควรจะใช้ เช่น ห้ามใช้บนโต๊ะอาหาร ซึ่งพ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างด้วย และในห้องนอนก็ไม่ควรจะใช้สื่อหน้าจอ
นอกจากนี้หน้าจอจะมีแสงสีน้ำเงินออกมาที่เรียกว่า Bluelight ซึ่งแสงเหล่านี้จะไปรบกวนการหลั่งฮอร์โมนการนอนหลับที่ชื่อว่า "ฮอร์โมนเมลาโทนิน" ทําให้เด็กจะนอนหลับยากขึ้น รวมถึงต้องงดเล่นเกม ดูคอนเทนต์ที่เร้าอารมณ์ความสนุก เพราะถ้าเด็กนอนหลับไม่ดีก็ส่งผลต่อเรื่องของการคุมอารมณ์ระหว่างวันด้วย สิ่งที่พ่อแม่ควรทําก็คือ อย่าให้มาก อย่าให้เร็ว
Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB
Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX
Youtube: https://bit.ly/3cxn31u
ภาวะโรคอ้วนในเด็ก ส่งผลกระทบต่อสุขภาพลูกอย่างไร?
และรู้หรือไม่ เด็กไทยมีภาวะอ้วนมากถึง 15 - 20% และหากปล่อยให้เจ้าตัวเล็กมีน้ำหนักเกินเกณฑ์ต่อไป จะยิ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพและพัฒนาการของลูกรัก
EP.นี้ พญ. ปิยธิดา วิจารณ์ กุมารแพทย์ผู้ชำนาญการด้านโรคต่อมไร้ท่อในเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลเมดพาร์ค จะมาให้ความรู้เกี่ยวกับภาวะโรคอ้วนในเด็กและผลกระทบต่อสุขภาพที่คุณแม่ต้องรู้ค่ะ
สถานการณ์ภาวะเด็กอ้วน
ตอนนี้ปัญหาเรื่องโรคอ้วนทั้งในเด็กแล้วก็ผู้ใหญ่ เป็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อทั่วโลกมาก ในเด็กมีข้อมูลจากทั้งโลกประมาณ10% แต่ที่น่ากลัวคือในประเทศไทยมีประมาณ15-20% คือเป็นเปอร์เซนต์ที่เกินของทั่วโลกไปแล้ว
ภาวะอ้วนหรือว่าภาวะน้ําหนักเกินเกณฑ์ ดูจากดัชนีมวลกายหรือที่เรียกว่า BMI คํานวณจากน้ําหนักเป็นกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกําลังสอง ซึ่งสามารถเสิรจ์หาข้อมูลได้หรือว่าดูในคู่มือพัฒนาการที่ได้ตั้งแต่แรกเกิดก็ได้
โดยเด็กที่อายุ5-19ปี ภาวะอ้วนตัดที่BMIมากกว่าหรือเท่ากับตัวสองสแตนดาร์ดดีวีเอชั่นหรือว่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หรือค่าBMIมากกว่ายี่สิบห้า โดยดูกราฟได้ตามเพศและอายุได้ สามารถหาดูเพิ่มเติมได้จากเว็บของสมาคมต่อมไร้ท่อเด็ก และวัยรุ่น ซึ่งเป็นกราฟเป็นของประเทศไทย
ทำแบบนี้แหล่ะเข้าสู่อ้วน
ภาวะอ้วนเป็นปัญหาเรื้อรังแล้วก็ประกอบด้วยหลายหลายปัจจัย ปัจจัยหลักคือ สิ่งแวดล้อม เพราะว่าในยุคปัจจุบันถูกล้อมไปด้วยอาหาร และอาหารฟาสต์ฟู้ดก็ราคาถูกกว่าสลัดอีก คือเด็กสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่า และไม่ทำกิจกรรม ไม่ออกกำลังกายอยู่นิ่ง ติดจอ ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหว ซึ่งก็มาจากสภาพแวดล้อม
ส่วนปัจจัยอื่นก็จากเรื่องของกรรมพันธุ์หรือว่าโรคแต่ส่วนน้อยที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคที่ทําให้อ้วนจริงๆ เช่น โรคทางฮอร์โมน เช่น มีปัญหาภาวะขาดไทรอยด์ หรือว่ามีต่อมหมวกไตทํางานผิดปกติก็ทําให้มีภาวะอ้วน มีการศึกษาพบว่าเด็กที่มีภาวะอ้วนหรือน้ําหนักเกินเกิดขึ้นมาจากครอบครัวด้วย
และอีกปัจจัยหนึ่งที่เริ่มเจอมากขึ้นแล้วคือคุณแม่ตั้งครรภ์ที่เป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ก็จะมีความเสี่ยงที่ทําให้ลูกมีภาวะอ้วนได้มากกว่า คุณแม่ที่สามารถคุมน้ําหนักได้
อ้วนกระทบพัฒนาการ ส่งผลกระทบต่อระบบต่างต่างๆ ของร่างกาย อย่างแรก คือระบบต่อมไร้ท่อ บางคนมีภาวะเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัยก็พบได้มากขึ้นหรือว่ามีเรื่องของถุงน้ํารัง หรือว่าโรคพีซีโอเอส ทำให้เด็กโตหรือเด็กผู้หญิงวัยรุ่นอาจจะมีประจําเดือนมาไม่สม่ําเสมอ
ส่วนระบบที่ 2 ก็คือระบบหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูงได้ มีไขมันในเลือดสูง ระบบที่ 3 ก็คือเรื่องเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ บางคนนอนกรนทำให้หยุดหายใจตอนกลางคืน
เรียกว่าเป็น 3 กลุ่มหลัก แต่ก็มีโรคอื่นๆ เช่น ในเรื่องทางเดินอาหารก็มีไขมันพอกตับ อย่าคิดว่ามีแต่ในผู้ใหญ่อย่างเดียว คือเด็กก็มีตรงนี้ด้วย รวมถึงการเคลื่อนไหวและระบบข้อต่อต่างๆ จะปวดเข่า มีโอกาสข้อสะโพกเคลื่อนได้ง่ายกว่าในเด็กที่น้ําหนักปกติ
รักษาภาวะโรคอ้วน
หมอจะเริ่มจากประเมินน้ําหนักส่วนสูงว่าเข้าเกณฑ์หรือยัง โดยดูจากกราฟน้ําหนักส่วนสูงย้อนหลังเพื่อดูว่าน้ําหนักมากมาตั้งแต่เด็กหรือว่าเพิ่งมาเกิน เพราะบางครั้งอาจจะมีโรคที่เหมือนน้ําหนักขึ้นเยอะแต่ส่วนสูงไม่ขึ้น ซึ่งก็ต้องหาสาเหตุ เช่น โรคเกี่ยวกับไทรอยด์ หรือมาจากต่อมหมวกไตทํางานเกินหรือเปล่า ขาดฮอร์โมนการเติบโตหรือเปล่า ซึ่งก็ต้องรักษาโรคเหล่านี้ควบคู่ไปด้วย
แต่ถ้าตัวใหญ่แบบภาวะอ้วนจากไลฟ์สไตล์เป็นหลักเลยก็ประเมินเรื่องของภาวะแทรกซ้อน หมอก็จะเช็กไขมัน เบาหวานและดูเรื่องโรคตับ และถ้าเช็กแล้วไม่มีโรคแทรกซ้อนก็จะดูวิธีการควบคุมน้ำหนัก
ภาวะอ้วนที่เกิดขึ้นกับเด็กตอนนี้มีความมันสัมพันธ์กับเรื่องของเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง บางครั้งเราจะเห็นเขาตัวโตกว่าเพื่อนแต่ถ้ามีภาวะเป็นสาวก่อนวัย สุดท้ายจะหยุดสูงก่อนเพื่อน นอกจากนี้ก็มีการศึกษามากขึ้นว่าภาวะอ้วนอาจจะมีผลต่อเรื่องความจํา หรือว่าอนาคตจะเสี่ยงเรื่องของอัลไซเมอร์ในผู้ใหญ่ รวมถึงเด็กที่มีภาวะอ้วนโดยเฉพาะกลุ่มเด็กวัยรุ่นหรือบางครั้งวัยเรียนประถม บางคนขาดความมั่นใจในตัวเอง โดนเพื่อนล้อก็ทำให้หงุดหงิด ขาดความมั่นใจ บางคนมีภาวะซึมเศร้า ซึ่งพอต้องกินยารักษา ยานั้นก็ทำให้อ้วนขึ้นด้วย ก็เรียกว่ามันกระทบซึ่งกันและกัน
ปรับพฤติกรรมลดความอ้วน ใช้วิธีการลดน้ำหนักโดยต้องมีเป้าหมายเดียวกันทั้งหมอ เด็ก และผู้ปกครองเพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งหมอไม่อยากให้อดอาหาร ต้องกินอาหารให้ครบ 5หมู่ 3มื้อเหมือนเดิม แต่งลดอาหารที่มันมีแคลอรีสูง ลดอาหารฟาสต์ฟู้ด ของมัน ของทอด หรือน้ําหวานต่างๆ รวมถึงโพรเซสฟู้ดเบเกอรี่ เน้นกินอาหารที่มีไขมันดี หรือว่าเป็นโปรตีนที่ดี กินอาหารที่มีกากใยเยอะขึ้น เพื่อเพิ่มเรื่องของความอยู่ท้องให้มากขึ้นด้วย รวมไปถึงต้องออกกําลังกายเคลื่อนไหวให้มากขึ้น ประมาณ 60นาทีทุกวัน ซึ่งก็ต้องพยายามหากิจกรรมเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง
นอกจากนี้กลุ่มที่ปรับพฤติกรรมแล้วยังลดน้ําหนักไม่ได้ถึงเกณฑ์หรือว่ายังมีภาวะแทรกซ้อนอยู่ เด็กโตที่อายุมากกว่า 12 ปี และมีBMI มากกว่า 30 ในประเทศไทยก็มีอนุมัติให้ใช้เรื่องของตัวยาฉีดลดน้ําหนัก ก็จะช่วยลดความอยากอาหาร ทำให้อิ่มเร็วขึ้น ส่วนยาลดความอ้วนไม่ควรใช้เลย รวมถึงเครื่องดื่มต่างๆ ที่บอกว่าช่วยควบคุมความหิว วิตามินเสริม ลดความอ้วน หมอไม่แนะนํา เพราะเราไม่รู้ส่วนประกอบและจะส่งผลกระทบอะไรยังไงกับเด็กบ้างก็ไม่ควร เน้นใช้แนวทางธรรมชาติบําบัด พฤติกรรมบําบัดดีกว่า
ตรวจวินิจฉัยโรคอ้วนในเด็ก สุขภาพและพัฒนาการลูกรัก ได้ที่
ศูนย์สุขภาพและโรคเฉพาะทางเด็ก โรงพยาบาลเมดพาร์ค
โทร. 02-090-3138
www.medparkhospital.com/center/pediatric-center
Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB
Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX
Youtube: https://bit.ly/3cxn31u