
Homeschool โฮมสคูล รูปแบบการเรียนที่ค้นหาความถนัดและสร้างประสบการณ์การเรียนรู้
Homeschool โฮมสคูล คืออะไร
Homeschool โฮมสคูล คือ รูปแบบการศึกษาอีกรูปแบบหนึ่งที่ผู้เรียนเลือกใช้บ้านเป็นฐานการเรียนรู้แทนการไปเรียนที่โรงเรียนแบบปกติ โดยมีพ่อแม่เป็นคนออกแบบจัดการเรียนการสอนที่เน้นความสนใจของเด็กเป็นหลัก
โฮมสคูลถูกจัดว่าเป็นประเภทหนึ่งของการจัดการศึกษาให้เด็กในวัยเรียน โดยอิงตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ซึ่งครอบครัว พ่อแม่ สามารถจัดการการศึกษาพื้นฐานให้แก่เด็กเอง โดยที่ไม่ต้องเข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐ หรือเอกชน เพราะเน้นที่ความสนใจของเด็ก เพื่อนำไปสู่การค้นพบความถนัดที่แท้จริง ให้เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงในการใช้บ้านเป็นฐานความรู้ที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิต สิ่งแวดล้อม และสังคมรอบตัว เปิดโอกาสให้เด็กได้ค้นหาตัวเองแล้วพัฒนาไปเรื่อย ๆ ด้วยตัวเอง ไม่ได้เรียนจากการตั้งกรอบ แต่เป็นการเรียนที่ให้เด็กค้นพบศักยภาพของตัวเอง โดยส่วนใหญ่จะมีผู้ปกครองเป็นผู้สอนเอง หรือ จ้างครูมาสอน
เรียน Homeschool ได้ตั้งแต่อายุเท่าไหร่
การทำ Homeschool ในประเทศไทย ทางครอบครัวสามารถเริ่มจัดการศึกษาให้ลูกเองได้ตั้งแต่ระดับอนุบาลอายุ 4 ปีขึ้นไปจนถึงชั้นมัธยมศึกษาที่ 6 ขึ้นอยู่กับความพร้อมของผู้ปกครองเป็นหลัก
การเรียนโฮมสคูลในประเทศไทยต้องยื่นขออนุญาตกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โดยครอบครัวต้องจัดทำแผนการเรียนเพื่อขออนุมัติ เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว จะได้รับเงินอุดหนุนการศึกษาจากรัฐ ซึ่งจัดสรรเป็นรอบตามภาคเรียน (โดยทั่วไปปีละ 2 ครั้ง) โดยเงินอุดหนุนการศึกษาจะแบ่งออกเป็น 5 หมวดดังต่อไปนี้
- ค่าจัดการเรียนการสอน
- ค่าหนังสือเรียน
- ค่าอุปกรณ์การเรียน
- ค่าเครื่องแบบนักเรียน
- ค่ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน
โดยที่นักเรียนในแต่ละระดับชั้นเรียนก็จะได้รับเงินอุดหนุนจำนวนไม่เท่ากัน สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
รูปแบบของการเรียน Homeschool
- การจัดการศึกษาแบบครอบครัวเดี่ยว ซึ่งพ่อแม่จะเป็นผู้ประเมินผลการเรียนของลูก ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
- การจัดการศึกษาแบบกลุ่ม ซึ่งจะเป็นการรวมกลุ่มของครอบครัวที่จัดการศึกษาแบบโฮมสคูล โดยจะมีการจัดการศึกษาแยกจากกันอย่างอิสระของแต่ละบ้าน และมีการนัดรวมกลุ่มกันเพื่อทำกิจกรรมร่วมกันในบางโอกาส
- การจัดการศึกษาแบบรวมศูนย์ คือการรวมตัวกันของครอบครัวโฮมสคูล จัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนครอบครัวเดี่ยว หรือศูนย์การเรียนกลุ่มครอบครัว โดยที่มีคณะครอบครัวทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการดูแลบริหารจัดการ “ในรูปแบบไม่แสวงหาผลกำไร”
- การจัดการศึกษาโดยมีข้อตกลงร่วมกับทางโรงเรียน โดยที่การจัดหลักสูตรการสอน จะเป็นหน้าที่ของผู้ปกครอง ในส่วนของการประเมินผลนั้น ผู้ปกครองจะร่วมประเมินกับทางโรงเรียน ทางโรงเรียนจะมีการออกใบรับรอง สนับสนุนสื่อการเรียน การใช้สถานที่ในการทำกิจกรรม หรือให้เด็กโฮมสคูลเข้าร่วมกิจกรรมกับนักเรียนในโรงเรียนในบางกิจกรรม เช่น ทัศนศึกษา เป็นต้น
- การเรียนออนไลน์ โดยใช้หลักสูตรโฮมสคูลของต่างประเทศ
Homeschool เรียนอะไรบ้าง
การศึกษาแบบโฮมสคูลจะต้องมีการสร้างหลักสูตรของครอบครัว โดยตกลงและเตรียมการร่วมกันระหว่างพ่อแม่และลูก และผสมผสานขององค์ความรู้ กระบวนการเรียนรู้ วิธีการค้นคว้าหาความรู้ ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่จะช่วยให้เด็กสามารถเสริมสร้างความรู้ไปได้ตลอดชีวิต
- องค์ความรู้ ขอบเขตเนื้อหาทางวิชาการ ไม่แตกต่างจากหลักสูตรในโรงเรียนทั่วไป
- กระบวนการ วิธีการเรียนรู้ จะยืดยุ่นแตกต่างกันไปในแต่ละครอบครัว
- มีการสร้างเสริมประสบการณ์จากกิจกรรมนอกห้องเรียน
- มีการเข้าร่วมกลุ่ม Home School หรือค่ายกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้ลูกได้พัฒนาสกิลเข้าสังคม
การเรียนแบบโฮมสคูลมักจะยึดตามความสนใจของเด็กเป็นหลัก ผ่านกระบวนการและกิจกรรมที่ต่างกันออกไป เช่น การเรียนฟิสิกส์ + เคมี ผ่านการต้มไข่ ได้เรียนรู้ ความร้อนทำให้โปรตีนเปลี่ยนสภาพ เวลา vs ผลลัพธ์ การทดลองแบบเปรียบเทียบ เป็นต้น
การประเมินผลการเรียนรู้ของ Homeschool
การประเมินผลการเรียนรู้แบบ Homeschool เน้น 3 เรื่องหลัก
- พัฒนาการของเด็ก (Development)
- ทักษะจริง (Skill-based)
- กระบวนการเรียนรู้ (Learning process)
ในกระบวนการเรียนรู้ พ่อแม่ต้องทำการบันทึกผลลัพท์ รวมไปถึงการจัดเก็บแฟ้มผลงานของลูกในระหว่างการเรียนในแต่ละเทอม (Portfolio) เพื่อส่งมอบให้ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทำการประเมินในแต่ละครั้ง
การประเมินผลของการทำโฮมสคูลแตกต่างกันไปในแต่ละรูปแบบของการจัดการเรียน เช่น หากเป็นการจัดโฮมสคูลแบบครอบครัวเดี่ยว หน้าที่การประเมินก็จะเป็นของพ่อแม่ และ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่ได้จดทะเบียนไว้ โดยที่วิธีการประเมินก็อาจแตกต่างกันไปในแต่ละเขต เช่น การดูแฟ้มผลงาน การทำแบบประเมิน และการสัมภาษณ์สอบถามเด็ก เป็นต้น โดยมีการประเมินจากเขตอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
การเรียน Homeschool เทียบวุฒิการศึกษาอย่างไร
- ถ้าทำ Homeschool แบบถูกกฎหมายในไทย ไม่ต้องไปเทียบวุฒิ เพราะได้รับวุฒิการศึกษาเหมือนเด็กในระบบอยู่แล้ว ได้วุฒิการศึกษาตามระดับ ประถม (ป.6) มัธยมต้น (ม.3) มัธยมปลาย (ม.6) ที่ออกโดยกระทรวงศึกษาธิการ
-
กรณีที่ไม่ได้จด Homeschool ต้องสอบเทียบวุฒิ เช่น ผ่านสำนักงานกศน. ได้วุฒิ ม.3 หรือ ม.6 สอบ GED (สายอินเตอร์) เป็นต้น

เรียน Homeschool สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้หรือไม่?
การเรียนโฮมสคูลสามารถได้รับวุฒิการศึกษาเพื่อนำไปสอบเข้าโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัยในระบบได้ ซึ่งมีหลายวิธีช่น
- การจดลงทะเบียนกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
- การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.)
- จดทะเบียนกับโรงเรียนที่เปิดรับเด็ก Home School
- ลงเรียนหรือสอบเทียบวุฒิม.ปลายหลักสูตรของต่างประเทศ เช่น การสอบ GED (ระบบอเมริกัน) หรือ การสอบ IGCSE & A-Level (ระบบอังกฤษ)
ข้อดีของ Homeschool
- เป็นการศึกษาโดยเลือกปรับหลักสูตรตามความต้องการและความถนัดของเด็กได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องใช้เวลาไปกับการเรียนในหลักสูตรกลาง
- มีความยืดหยุ่นในเรื่องวันเวลาเรียน และสามารถเรียนจบได้เร็วกว่าหลักสูตรปกติ
- พ่อแม่จะได้มีเวลาอยู่กับลูกให้ได้มากที่สุด และได้ดูพัฒนาการของลูกอย่างเต็มความสามารถ
- พ่อแม่สามารถจัดสรรงบประมาณการศึกษาได้ตามโครงสร้างของครอบครัวที่มีได้
ข้ออ่อนของ Homeschool
- พ่อแม่ต้องวางหลักสูตรการเรียนการสอนเป็นอย่างดี ปรับความรู้ที่มีให้ทันต่อเหตุการณ์
- พ่อแม่ต้องมีเวลาอยู่กับลูกเกือบตลอดทั้งวัน Homeschool จึงไม่ค่อยเหมาะกับพ่อแม่ที่ทำงานทั้งคู่
- มีโอกาสเข้าสังคมน้อย จึงอาจเสี่ยงต่อการขาดทักษะการเข้าสังคมได้ง่าย ครอบครัวต้องให้ลูกได้ฝึกการเข้าสังคม หรือไปทำกิจกรรมรวมกลุ่มกับบ้านอื่น
- ลูกมีอิสระจนควบคุมไม่ได้ เพราะพ่อแม่เข้าใจว่าการเรียนแบบโฮมสคูลคือการปล่อยให้ลูกมีอิสระ ซึ่งบางครั้งอาจจะมากเกินไป จนเราทำอะไรไม่ถูก
พ่อแม่แบบ Homeschool โฮมสคูล
- พ่อแม่ต้องมีความตั้งใจ ชัดเจนหนักแน่นและเห็นพ้องต้องกันอย่างแท้จริง จำเป็นต้องศึกษาทำความเข้าใจถึงการศึกษาทางเลือกนี้ให้ดีก่อน
- พร้อมจะให้เวลาคุณภาพกับลูก ในการอบรมบ่มนิสัยลูก สอดแทรกผ่านกิจกรรมการเรียนรู้หรือการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น งานบ้านอย่างการล้างจาน ก็ช่วยฝึกเด็กให้รู้จักหน้าที่ รู้รับผิดชอบต่อตัวเอง ต่อส่วนรวมคือคนในบ้านนั่นเอง เด็กจำเป็นต้องได้พัฒนาตัวเองในทุกแง่มุมไม่ใช่แค่เรื่องวิชาการ แต่รวมถึงเรื่องของทักษะชีวิต จริยธรรม ต้องฝึกลูกให้มีความมั่นคงทางความคิด ทางอารมณ์ และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า พร้อมปรับตัวเข้าสังคมได้ เป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องใช้ไปตลอดชีวิต
- เข้าใจพัฒนาการตามวัยของลูก เพื่อจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องตามช่วงวัย เช่น ในวัยแรกเกิดถึงวัยอนุบาลเป็น ช่วงเวลาของการสร้างเสริมพัฒนาการทุก ๆ ด้าน เพื่อเป็นรากฐานที่ถูกต้องมั่นคงของชีวิต ในระดับประถมศึกษาเป็นเวลาแห่งการเรียนรู้พื้นฐาน ทุกวิชาและพัฒนาจริยธรรม พอถึงช่วงมัธยมศึกษาก็เป็นช่วงเวลาแห่งการสำรวจ ค้นหาความสนใจ และความถนัด เป็นต้น
- ต้องรักษาวินัยทั้งกับตนเองและลูก จริงจังในการเรียน มิฉะนั้นการเรียนรู้ก็อาจจะล้มเหลวได้
- ต้องเป็นนักจัดการที่ดี ทั้งการวางแผนการเรียนรู้ของลูก การจัดสภาพสิ่งแวดล้อมของบ้านให้เอื้อต่อการเรียนรู้ การจัดโอกาสให้ลูกได้มีปฏิสัมพันธ์กับเด็กด้วยกันเพื่อมีทักษะทางสังคม การค้นคว้าหาแหล่งเรียนรู้ทั้งสถานที่และตัวบุคคล การติดต่อประสานงานกับกลุ่มโฮมสคูล กลุ่มสนับสนุน โรงเรียนที่ลูกจะขึ้นทะเบียนเพื่อการเทียบโอนกับระบบโรงเรียน
- ต้องสำรวจความพร้อมของตนเองด้วยว่ามีจิตใจมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ครูของลูก ให้เวลากับการเรียนรู้ของลูกอย่างเต็มที่ มีความพร้อมที่จะเรียนรู้ร่วมไปกับลูก ใฝ่รู้และตั้งใจที่จะศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับวิธีการสอนตลอดเวลา