
5 ช่วงเวลาสำคัญที่คนท้องต้องดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ได้แก่
รศ.นพ. นพดล สโรบล แพทย์ผู้ชำนาญการด้านสูติศาสตร์นรีเวชวิทยา เวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ มีคำแนะนำมาฝากค่ะ

เมื่อตั้งใจจะมีลูกและวางแผนการตั้งครรภ์แล้ว ให้คุณแม่เริ่มทานกรดโฟลิกได้เลยค่ะ ทานวันละ 1 เม็ด เม็ดละ 5 มิลลิกรัม โดยกรดโฟลิกนี้มีส่วนสำคัญในกระบวนการสร้างระบบประสาทของทารก ทั้งยังมีส่วนสำคัญในการสังเคราะห์โปรตีนป้องกันภาวะโลหิตจางของคุณแม่ด้วยค่ะ
สิ่งที่คุณแม่ต้องระวังช่วงเตรียมตัวตั้งครรภ์คือการใช้ยารักษาสิวค่ะ โดยเฉพาะยาโรแอคคิวเทนนั้นอาจส่งผลให้ลูกพิการได้เลย เพราะถึงจะหยุดทานยาไปแล้ว 2-3 เดือนก็ยังเสี่ยงอันตรายได้ เพราะฉะนั้นควรหยุดทานยารักษาสิวประมาณ 9-12 เดือน ก่อนตั้งครรภ์จะดีที่สุด เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดกับลูกในท้องค่ะ
นอกจากนี้คุณแม่ควรทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ และเมื่ออายุครรภ์ได้ 6-8 สัปดาห์ก็ควรไปฝากครรภ์ค่ะ เพื่อให้คุณหมอดูแลสุขภาพครรภ์และเช็กพัฒนาการทารก
เมื่อถึงเวลาที่ไปฝากครรภ์ ครั้งแรกคุณหมอจะถามคุณแม่ว่าประจำเดือนมาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ให้คุณแม่พยายามจดจำประจำเดือนที่มาครั้งสุดท้ายเอาไว้นะคะ เพราะคุณหมอจะใช้ประเมินอายุครรภ์ โดยควรไปพบแพทย์ทันทีที่รู้สึกตัวว่าท้อง หรือใช้ชุดตรวจครรภ์แล้วขึ้น 2 ขีด ยิ่งฝากท้องเร็ว ยิ่งได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง หรือในบางกรณีหากพบว่าการตั้งครรภ์มีปัญหา ก็จะได้รับการรักษาได้ทันก่อนเกิดอัยตรายทั้งกับแม่ท้องและทารกในครรภ์
ช่วงเริ่มตั้งครรภ์ (หรือตลอดการตั้งครรภ์) คุณหมอจะให้เริ่มทานกรดโฟลิกทุกวัน เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการของทารกในครรภ์ รวมไปถึงดีต่อช่วงให้นมลูก รวมทั้งระหว่างตั้งครรภ์ควรไปหาคุณหมอตามนัด เพื่อให้คุณหมอตรวจเช็กว่าคุณแม่มีโรคภัยไข้เจ็บอะไรต้องดูแลหรือไม่ เพราะโรคบางโรคก็ผลกระทบกับการตั้งครรภ์ เพราะฉะนั้นการไปพบคุณหมอแต่เนิ่นๆ ช่วยคัดกรองภาวะดาวน์ซินโดรม และโรคอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับแม่และลูกได้ค่ะ

ช่วงที่แม่ท้องอาจมีอาการเจ็บป่วย มีอาการแทรกซ้อน หรือในช่วงที่มีโรคระบาดอย่างโควิด 19 แม่ท้องต้องรีบพบคุณหมอเพื่อตรวจวินิจฉัยโรค เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง ซึ่งนั่นรวมไปถึงการกินยา ฉีดยา ที่แม่ท้องต้องระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากยาบางชนิดอาจอันตรายกับแม่ท้องและทารกในครรภ์ นอกจากนั้นคุณหมอจะติดตามอาการและการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ โดยเฉพาะช่วงตั้งครรภ์ 5 เดือน ที่ต้องมีการอัลตร้าซาวนด์วินิจฉัยความผิดปกติของลูก ไม่ควรเลื่อนนัดเด็ดขาด
ช่วงที่ไม่สบายหรือมีโรคระบาด แม่ท้องควรทำสิ่งต่อไปนี้
โดยทั่วไปแล้วคุณแม่ที่เลือกการคลอดธรรมชาตินั้นจะฟื้นตัวหลังคลอดเร็วกว่าคุณแม่ที่ผ่าคลอด ไม่มีภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าคลอด ขณะที่ลูกเองก็จะได้รับจุลินทรีย์สุขภาพจากช่องคลอดที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคให้ลูกไม่เจ็บป่วยง่าย นอกจากนี้การคลอดเองตามธรรมชาติยังมีค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงมากอีกด้วย
ส่วนการผ่าตัดคลอดนั้นเป็นหัตถการที่สูติแพทย์ทำบ่อยเช่นกัน ซึ่งสมัยนี้ถือว่ามีความปลอดภัยสูง เหมาะสำหรับคุณแม่ที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ สามารถกำหนดเวลาคลอดได้ และการฟื้นตัวไม่นานเกินไปนัก
สำหรับการเตรียมตัวก่อนคลอด ถ้าคุณแม่ที่วางแผนคลอดเองจะรอให้เจ็บท้องจึงค่อยไปโรงพยาบาลก็ได้ ส่วนคุณแม่ที่เลือกทำการผ่าคลอดนั้นสามารถเตรียมตัวล่วงหน้าได้ค่ะ
คำแนะนำสำหรับคุณแม่ที่เลือกการผ่าคลอดคือ
หลังคลอดสิ่งที่ต้องระวังคือภาวะตกเลือดที่อาจเกิดขึ้นกับคุณแม่ได้ แต่ไม่ต้องกังวลไปค่ะ ระหว่างที่อยู่โรงพยาบาลคุณหมอและคุณพยาบาลจะเป็นคนดูแลคุณแม่เอง แต่เมื่อกลับบ้านไปแล้วสิ่งที่ต้องระวังคือเรื่องแผล ไม่ว่าจะแผลผ่าตัดหรือเรื่องแผลฝีเย็บที่ช่องคลอด ถ้ามีอาการปวดมาก ๆ มีไข้สูง หรือมีเลือดไหลเยอะ ต้องรีบไปโรงพยาบาลให้คุณหมอเช็ดอาการทันที
การตั้งครรภ์ไม่ใช่โรค เป็นภาวะธรรมชาติที่คุณแม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติค่ะ แม้ว่าเวลา 9 เดือนจะเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างยาวนาน แต่ถ้าเราเครียดมากจนเกินไป ระวังทุกสิ่งอย่างจนไม่มีความสุข ก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อยได้ เพราะฉะนั้นคุณแม่ควรมีความสุขกับการตั้งครรภ์ ให้คุณหมอเป็นผู้ดูแลสุขภาพร่างกาย จะดีที่สุดค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจาก รศ.นพ. นพดล สโรบล แพทย์ผู้ชำนาญการด้านสูติศาสตร์นรีเวชวิทยา เวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
คุณแม่ที่สนใจแพ็กเกจคลอดสามารถสอบถามได้ที่ ศูนย์สูตินริเวช โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โทร. 1378
หรือการอ่านวิธีดูแลสุขภาพครรภ์เพิ่มเติมที่ https://www.bumrungrad.com/th/health-blog/july-2021/reassurance-during-labor-birth
พื้นที่โฆษณาและประชาสัมพันธ์