facebook  youtube  line

ลูกฉันเป็นคนดี เพราะมี EF

EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF


คงจะเคยได้ยินกันบ่อยๆ กับคำพูดที่ว่า "ลูกฉันเป็นคนดี" เวลามีข่าวเด็กหรือเยาวชนก่อคดีความ แล้วพ่อแม่มักจะบอกว่าลูกฉันเป็นคนดี ซึ่งในความจริงแล้ว ลูกเขาอาจจะเป็นคนดีจริง เพียงแต่ช่วงเวลาที่เกิดเรื่องนั้นมีเหตุและปัจจัยที่ส่งเสริมให้เขาทำเรื่องไม่ดีได้ เช่น ขาดสติ อารมณ์พาไป ถูกยั่วยุ เพื่อนชวน ฯลฯ 

เด็กที่มี EF ดี มีโอกาสจะไม่ก่อเรื่องราวให้เป็นผลเสียกับตัวเองและใคร เพราะ EF จะทำให้เด็กๆ...
 

  • มี Inhibitory Control  รู้จักยับยั้งชั่งใจ ไม่ทำสิ่งที่ไม่ดี หรือก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้อื่นและตนเอง 
  • รู้จักยืดหยุ่นหรือปรับเปลี่ยนความคิด มี Shift หรือ Cognitive Flexibility เมื่ออยู่ในสถานการณ์คับขันลูกจะหาทางออกจากจุดนั้นได้
  • ไม่วอกแวกในทางที่ไม่ถูกไม่ควร ทำอะไรมีสติระลึกรู้ เพราะมี Focus/Attention 
  • มี Emotional Control  รู้จักควบคุมอารมณ์ ไม่ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องแม้จะมีสิ่งยั่วยุ หรือเพื่อนพาไป
  • มี Goal-Directed Persistence การมีเป้าหมายและใฝ่ดี จะเป็นเกาะป้องกันให้ลูกไม่กระทำผิดคิดร้ายต่อผู้อื่น 
วิธีสร้างลูกให้เป็นคนดี

กิน : ให้ลูกกินนมแม่ตั้งแต่แรกเกิด เพราะสายสัมพันธ์ของแม่กับลูกจะสร้างความรักความห่วงใยระหว่างกัน และเมื่อลูกกินข้าวได้เองควรฝึกวินัยการกินให้กับลูก เช่น กินเอง กินเป็นที่ กินเป็นเวลา กินหลากหลาย  กินแต่พอดี รู้จักเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ อดใจไม่กินอาหารที่ให้โทษ ฝึกให้กินเองเก็บเอง และฝึกมารยาทบนโต๊ะอาหาร เช่น รู้จักรอคนอื่น ไม่ทำเสียงดัง นอกจากนี้การกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ช่วยเสริมสร้างร่างกายให้เติบโตแข็งแรง

นอน : ให้ลูกได้นอนอย่างเพียงพอในแต่ละช่วงวัย จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับการนอน และฝึกวินัยในการเข้านอนและตื่นนอนเป็นเวลา

กอด : กอดลูกทุกวัน เพื่อสร้างสายสัมพันธ์ในครอบครัว ให้ลูกรู้สึกปลอดภัย และมั่นใจในความรักของพ่อแม่ เป็นภูมิคุ้มกันใจให้กับเขา

เล่น : พ่อแม่เป็นของเล่นชิ้นแรกของลูก และเป็นเพื่อนเล่นที่ดีที่สุด 

เล่า : เล่านิทานอ่านหนังสือให้ลูกฟัง นอกจากจินตนาการแล้ว ลูกยังได้เรียนรู้วิธีแก้ปัญหาจากนิทาน ได้รับการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม และเป็นการส่งเสริมการอ่านให้เขาตั้งแต่เล็กๆ ด้วย 

 


 

"รักวัวให้ผูก รักลูกให้เลี้ยงด้วย EF"
ขอบคุณความรู้ EF โดย สถาบัน RLG


ลูกไม่มีความอดทน, ลูกไม่รู้จัก, ฝึกให้ลูกรู้จักรอคอย, สอนลูกให้รู้จักรอคอย, ลูกรอเป็น, สอนลูกเข้าคิว, สอนลูกต่อคิว, EF, Executive Functions, ทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ, การทำงานของสมองส่วนหน้า, ทักษะสมอง EF, พัฒนา EF, ฝึก EF, EF คืออะไร, อีเอฟคืออะไร, ปรับพฤติกรรมลูก, ลูกก้าวร้าว, ลูกเอาแต่ใจ, ลูกดื้อ, ลูกไม่มีความอดทน, ลูกขี้เกียจ, ลูกความจำไม่ดี, ลูกชอบเถียง, ลูกอาละวาด, ลูกอารมณ์ร้าย, ลูกอ่อนไหว, ลูกปรับตัวไม่เป็น, ลูกปรับตัวไม่เก่ง, ลูกขี้อาย, ลูกไม่มีความยับยั้งชั่งใจ, ลูกไม่มีระเบียบ, ลูกไม่มีวินัย, Working memory, ความจำเพื่อใช้งาน, Inhibitory Control, การยั้งคิด ไตร่ตรอง, Shift, Cognitive Flexibility, การยืดหยุ่นความคิด,Focus, Attention, จดจ่อใส่ใจ, Emotional Control, การควบคุมอารมณ์, Planning,Organizing, การวางแผน, การจัดระบบดำเนินการ, Self-Monitoring, การรู้จักประเมินตนเอง,Initiating, การริเริ่มและลงมือทำ, Goal-Directed Persistence, ความพากเพียร, มุ่งสู่เป้าหมาย, เลี้ยงลูกให้เก่ง, เลี้ยงลูกให้เอาตัวรอด, เลี้ยงลูกให้ดี, เลี้ยงลูกให้ฉลาด, เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี, เลี้ยงลูกให้ดูแลตัวเองได้, เลี้ยงลูกให้มีความสุข

ลูกรักประสบความสำเร็จได้ เพราะรู้จักจดจ่อและใส่ใจ

EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF  

Focus / Attention หรือ การจดจ่อใส่ใจ  คือทักษะ 1 ใน 9 ด้านของ Executive Functions (EF) หรือ ทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ 


เวลาที่คนเราจะจดจ่ออะไรสักอย่าง เราจะต้องมีการจดจำว่าเราจดจ่อเพื่ออะไร จำได้ว่าทำไมเราต้องจดจ่อ เช่นเวลาที่คุณครูบอกเด็กๆ ว่า “นั่งทำงานเงียบๆ นะเด็กๆ ทำเสร็จเดี๋ยวครูมาตรวจ” คำว่า ทำงานเงียบๆ ทำให้เสร็จ จะกลายเป็นความจำที่อยู่ในสมอง เด็กจะจำคำสั่ง และรู้ว่าทำไมตัวเองถึงต้องจดจ่อทำงานให้เสร็จ

นอกจากนั้นต้องมีความยั้งใจ เมื่อเด็กรู้ว่าเราต้องทำงานนี้ให้เสร็จ เดี๋ยวคุณครูจะกลับมาตรวจ เด็กก็จะต้องจดจ่อกับคำสั่งนี้ และยั้งใจของตัวเองว่าจะไม่ไปทำในสิ่งอื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือคำสั่งนี้  เช่น  เพื่อนชวนไปวิ่งเล่น เด็กก็จะบอกเพื่อนว่า คุณครูบอกว่าให้ทำงานให้เสร็จ เขาก็จะไม่ไปวิ่งเล่น 

แรงจูงใจที่ทำให้เด็กเกิด Attention

1. การรู้คำสั่ง รู้ความหมายของการที่จะต้องจดจ่อ เช่น เด็กรู้ว่าครูสั่งให้ทำงานให้เสร็จ ครูจะกลับมาตรวจ เด็กก็จะจดจ่อทำสิ่งนั้น

2. เป็นเรื่องที่ชอบเวลาที่เด็กทำอะไรด้วยความชอบ เช่น ชอบต่อบล็อก วาดรูป เล่นเกม เขาก็จะมีความสุขกับสิ่งที่ทำ มีไอเดียที่จะทำ อยากทำ สนุกกับการต่อโน่นต่อนี่ หรือทดลองรื้อใหม่ ถ้าเขามีความสุข ก็จะมี Attention กับสิ่งนั้นได้ดี 

3. การมีเป้าหมาย เช่น ถ้าเด็กรู้ว่าเขาวาดรูปนี้สำเร็จ เอาไปให้แม่ ก็จะตั้งใจวาดตั้งใจทำ ดังนั้นเป้าหมายของเขาคือ "จะให้" รูปที่วาดกับแม่ ไม่ใช่เป็นการวาดรูปเพียงอย่างเดียว มีความหมายที่มากกว่า เช่น อยากทำดีให้แม่ชื่นใจ 
 
4. มีความสงสัยใคร่รู้ ความอยากรู้ของเด็กจะทำให้เด็ก มีใจจดจ่อ พ่อแม่ต้องค่อยๆ เติม ค่อยๆ กระตุ้นความอยากรู้ เด็กจะได้ทั้งฝึก  Attention และตอบโจทย์ความอยากรู้อยากเห็น ซึ่งเป็นทักษะหนึ่งของมนุษย์เหมือนกัน ที่จะทำให้มีความช่างคิดวิเคราะห์  ช่างสังเกตเกิดขึ้น

ฝึกลูกให้มีสมาธิ จดจ่อ ใส่ใจ ไม่ยาก

ให้เด็กได้ใช้เวลากับตัวเองเงียบๆ เช่น ต่อบล็อก  เล่นทราย วาดรูป ระบายสี ตัดกระดาษ ฉีกกระดาษ เป็นต้น

สร้างเสริมประสบการณ์ในบ้าน เช่น  พาลูกไปเดินเล่นดูต้นไม้ดูรอบๆ บ้าน ดอกไม้ ต้นไม้ ก้อนหิน ทำนู่นทำนี่ที่จะชวนให้เขาจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งในระยะที่นาน  การจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งในระยะที่นานนั้นต้องตื่นตัว สำหรับเด็กคือต้องให้เขาเคลื่อนไหวอย่างจดจ่อ  หยิบ  จับ  เล่น แต่เป็นการเคลื่อนไหวบนความจดจ่ออยู่ในเรื่องเหล่านั้น 

มีตัวช่วยในการเรียนรู้ ไม่ต้องเป็นของเล่นสำเร็จ แต่เป็นของใกล้ตัวก็ได้ เช่น เก็บใบไม้มารูปร่างแปลกๆ มาเรียง ชวนลูกทำกับข้าว เล่นหม้อข้าวแกง เป็นต้น

อย่าไปคาดหวังว่าต้องได้ชิ้นผลงานแต่ควรปล่อยลูกเล่นอิสระในพื้นที่ที่ปลอดภัย วัสดุอุปกรณ์ที่ไม่อันตราย เช่น กระดาษหนึ่งแผ่นสองแผ่น   ช้อน จาน ชาม แก้วน้ำ ฯลฯ เด็กก็เล่นได้ ไม่จำเป็นต้องวาดรูปออกมาหนึ่งชิ้น หรือต้องประดิษฐ์สิ่งของได้หนึ่งอย่าง 
 

เมื่อเด็กมี Attention

การที่เด็กจดจ่อหมายความว่ามีเรื่องราวอะไรที่เขาสนใจ เด็กกำลังเรียนรู้อะไรบางอย่าง  กำลังเก็บรับประสบการณ์ ทำความรู้จักกับสิ่งๆ นั้น  กำลังพัฒนาคอนเซ็ปต์เกี่ยวสิ่งเหล่านั้นในสมอง

เมื่อเด็กมี  Attention เขาจะมีระยะเวลาของการคิดที่เป็นกระบวนการ พูดง่ายๆ คือคอนเซ็ปต์ของสิ่งเหล่านั้นกำลังเกิดขึ้นในสมอง เกิดการเรียนรู้  ทำให้ได้พัฒนาความอยากรู้อยากเห็น ทำให้เขารู้จักการแก้ปัญหา ถ้าเขาตั้งใจและใส่ใจกับมัน เขาก็จะทำงานสำเร็จได้ เด็กจะแก้ปัญหาได้ จะเข้าใจและเห็นกระบวนการ ที่สำคัญเขาจะมีความสุข  เพราะเขาจัดการสิ่งที่เขาทำได้ หรือได้ผลงานออกมา และได้คำชมจากพ่อแม่นั่นเอง 


ลูกเป็น Perfectionism โรคสมบูรณ์แบบ หรือไม่ อาการที่พ่อแม่ควรเข้าใจ

การเลี้ยงลูก-พัฒนาการ-สอนลูก

เช็ก! ลูกเป็นโรคชอบความสมบูรณ์แบบหรือไม่

Perfectionism โรคสมบูรณ์แบบเป็นโรคที่พ่อแม่ทุกคนควรรู้จักไว้นะคะ เพราะเด็กทุกคนมีโอกาสเป็นได้ ลักษณะของโรคคือมีความเป๊ะเกินไป ในหลาย ๆ เรื่อง ทำอะไรต้องอยู่ในกรอบ ผิดพลาดไม่ได้ หรือหากผิดพลาดจะส่งผลต่ออารมณ์ เศร้าเสียใจหนักมาก โกรธ โมโหรุนแรง หากปล่อยเอาไว้ลูกอาจกดดันตนเองจนสะสมเป็นความเครียด และส่งผลต่อสุขภาพจิตได้ 

มารู้จักลักษณะเด็ก Perfectionist กันเลยค่ะ

1. คาดหวังสูงกับตัวเอง

 

2. คิดแต่ว่าคนอื่นจะมองยังไง รู้สึกแย่ถึงแย่ที่สุด ถ้าทำอะไรผิดพลาดต่อหน้าคนอื่น

 

3. หวั่นไหวง่ายมาก เมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์

 

4. ถ้าต้องทำอะไรที่คิดแล้วว่าทำได้ไม่ดี จะพยายามหลีกเลี่ยงสุดฤทธิ์

 

5. พยายามปกปิดว่าตัวเองรู้สึกยังไง และไม่ค่อยอยากสุงสิงกับคนอื่นเท่าไหร่

 

6. จัดลำดับความสำคัญไม่ค่อยเป็น ลังเลไปมา ตัดสินใจไม่ได้เสียที ไม่เลือกทางไหนไปสักทาง

 

7. ถ้าทำอะไรแล้วผลลัพธ์ออกมาแย่กว่าที่คาด อาจมีอาการ ทางกาย เช่น ปวดหัว ปวดท้อง บ่อย ๆ

 

3090 2

 

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เด็ก perfectionist มาจากสองอย่างหลัก คือ ติดสมองเด็กมาตั้งแต่เกิด และ จากการเลี้ยงดู

1. ได้รับคำชม “เยอะเกิน” จากคนรอบตัว ซึ่งก็เป็นได้ว่าตัวเด็กเองก็มีบางอย่างให้น่าชมเชยจริงๆ เช่น สองขวบก็อ่านหนังสืออกแล้ว หรือมีทักษะดนตรี กีฬาบางอย่างที่โดดเด่น ใครเห็นเป็นต้องชม 

 

2. พ่อแม่ “เรียกร้อง” จากลูก “เยอะมาก” คาดหวังสูงจากลูก ในลักษณะตึงเครียด ตัวเด็กเองต้องพยายาม “ตะเกียกตะกาย” ไปให้ถึงจุดที่พ่อแม่คาดหวังเอาไว้ จึงจะอยู่ในครอบครัวนี้ได้

 

3. พ่อแม่คนใดคนหนึ่งมีลักษณะ perfectionist ต้นแบบอย่างนี้ทำให้เด็กเลียนแบบโดยไม่รู้ตัว

 

4. พ่อแม่สร้างเงื่อนไขให้ลูกเข้าใจว่า ลูกจะได้รับความรักจากพ่อแม่ ต่อเมื่อลูกประสบความสำเร็จอย่างที่พ่อแม่หวังไว้เท่านั้น ข้อสุดท้ายนี้ พ่อแม่มักไม่รู้ตัวว่าเราเองพูด หรือแสดงท่าทีอะไรออกไปบ้าง แต่ลูกเข้าใจไปเรียบร้อยแล้วว่าคนไหนไม่เก่งพอ ไม่แจ๋วพอ ไม่ดีพอ พ่อแม่จะรักน้อยกว่าลูกคนอื่น ๆ

การปล่อยให้เด็ก perfectionist โตไปเป็นผู้ใหญ่ perfectionist โดยไม่ช่วยเหลือลูกให้เต็มที่ก่อน ถือเป็นการทำร้ายเด็ก (โดยไม่เจตนา) ใครที่มีลักษณะ perfectionist คงเข้าใจถึงความทุกข์ จากความตึงเครียดเกินไปของตัวเองเป็นอย่างดีแล้ว

 

พ่อแม่สามารถช่วยปรับลด เพื่อไม่ให้ลูกเป็น perfectionist  ได้ดังนี้

1. พ่อและแม่ต้องปรับทัศนคติตัวเองก่อน

ชีวิตลูกเป็นของเขา พ่อแม่ ผู้ปกครองมีหน้าที่ในการเลี้ยงดูอย่างเหมาะสม ส่งเสริมพัฒนาการอย่างรอบด้าน ให้เขาได้เติบโตสมวัยและรู้จักตัวเอง รู้ว่าตัวเองถนัดอะไร ทำสิ่งใดได้ดี และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขในแบบของเขา อย่าพยายามคิดว่าลูกเป็นของเราหรือยัดเยียดให้ต้องทำตามที่พ่อแม่ต้องการเท่านั้น การทำความเข้าใจและยอมรับในตัวลูกมีความสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างภูมิต้านทานในตัวลูก

2. ฝึกให้ลูกชนะได้ก็แพ้ได้

พ่อแม่ควรสอนให้ลูกเรียนรู้ว่าในทุกเรื่องมีทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ การชนะในวันนี้ไม่ได้หมายว่าความจะชนะตลอดไป เพราะเมื่อมีคนชนะก็ย่อมต้องมีคนแพ้เสมอ เพราะฉะนั้น ทุกคนก็มีโอกาสชนะและแพ้ได้เท่าๆ กัน ผู้ชนะก็ควรชื่นชมผู้แพ้ ในขณะเดียวกัน เมื่อแพ้ก็ควรยินดีกับผู้ชนะ ลูกต้องรู้จักการเป็นทั้ง “ผู้ชนะ” และ “ผู้แพ้” แล้วลูกจะเข้าใจความรู้สึกและไม่ยึดติดกับการต้องเป็นผู้ชนะเท่านั้น และเมื่อแพ้ ก็ต้องไม่สิ้นหวัง ต้องมีพลังและทัศนคติที่จะผลักดันให้มีความพยายามในครั้งต่อไป

3. มองลูกด้วยสายตาความเป็นจริง

ต้องประเมินศักยภาพลูกของเราด้วยสายตาที่เป็นจริง ไม่ใช่สายตาที่พ่อแม่อยากให้เป็น เพราะมันจะมีความแตกต่างกันมาก ถ้าลูกของเราไม่ใช่เด็กหัวดีประเภทหน้าห้อง ก็ควรส่งเสริมให้ลูกตั้งใจเรียนให้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ และมีความสุขกับการเรียน อย่าพยายามกดดันเปลี่ยนตัวตนของลูกด้วยการให้ลูกเรียนพิเศษเพื่อจะได้เรียนเก่งเหมือนคนอื่น เปลี่ยนเป็นส่งเสริมให้ลูกเรียนหนังสืออย่างมีความสุข ไม่กดดัน โดยพ่อแม่เข้าไปมีส่วนช่วยในการกระตุ้นให้เขารับผิดชอบต่อการเรียนของตัวเอง ทำให้เต็มที่ และให้ความมั่นใจกับลูกว่า ไม่ว่าผลการเรียนออกมาจะเป็นอย่างไรถ้าลูกทำเต็มที่แล้ว พ่อแม่ก็ภูมิใจในตัวลูก

4. ลดความคาดหวังลง

กรณีที่ลูกเรียนเก่งอยู่แล้ว ก็มักเป็นที่คาดหวังของพ่อแม่ อยากให้ได้เรียนที่ดีๆ ได้เกรดดีๆ แต่สำหรับคนที่เรียนไม่ดี พ่อแม่ก็ควรลดความคาดหวังลง ไม่ต้องถึงขนาดเคี่ยวเข็ญมาก เพราะจะทำให้ลูกไม่ต้องกดดันมากจนเกินไป เขายังสามารถเดินตามความฝันของเขาได้เต็มที่แบบไม่ต้องเครียด

5. อย่าเปรียบเทียบ

กรณีครอบครัวที่มีลูกมากกว่าหนึ่งคน พ่อแม่ต้องระมัดระวังความรู้สึกของลูกอีกคนด้วย ถ้าจะชื่นชมลูกคนโตก็ควรสอนให้ลูกอีกคนชื่นชมยินดีและให้กำลังใจพี่คนโตด้วย และพยายามทำให้อยู่บนความพอดีพอเหมาะ ไม่ใช่ออกนอกหน้า โดยไม่ได้สนใจความรู้สึกของลูกอีกคนที่อยู่ในสถานการณ์นั้น ๆ ด้วยหรือแม้แต่นำไปเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นๆ ก็ไม่ควรทำ เพราะเด็กแต่ละคนก็มีความสามารถเฉพาะตัว และมีพื้นนิสัยที่แตกต่างกันอยู่แล้ว

6. เรียนรู้แบบมีเป้าหมาย

สิ่งสำคัญที่พ่อแม่สามารถปลูกฝังและสอดแทรกไปกับการเรียนรู้เรื่องแพ้-ชนะ คือ ความมุ่งมั่นที่จะไปสู่เป้าหมาย โดยใส่ใจในรายละเอียดระหว่างทางด้วย ให้เขาได้เห็นความสำคัญของทักษะชีวิตในด้านอื่น ๆ ด้วย เช่น ความอดทน ความพยายาม การเรียนรู้ความผิดพลาด ฯลฯ รวมไปถึงการฝึกให้เขามีเป้าหมายในการดำเนินชีวิตอย่างมีแบบแผน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : กรมสุขภาพจิต 

วิธีจัดการลูกอารมณ์รุนแรง ชอบทำร้ายตัวเองและคนอื่น

ลูกทำร้ายตัวเอง- ลูกดื้อ- ลูกก้าวร้าว- ลูกงอแง- ลูกโมโห- ลูกเครียด- ปัญหาพฤติกรรม- พัฒนาการทางร่างกาย- พัฒนาการทางอารมณ์- พัฒนาการเด็ก- อารมณ์รุนแรง

วิธีจัดการลูกอารมณ์รุนแรง ชอบทำร้ายตัวเองและคนอื่น

พฤติกรรมเด็กชอบเอามือตีหัวตัวเอง เอาหัวชนฝาผนัง และชอบกัดคนอื่นเวลาไม่ได้ดั่งใจ พ่อแม่ควรทำอย่างไร เรามีคำแนะนำมาฝากค่ะ

การที่เด็กในวัย 1-3 ปี แสดงพฤติกรรมที่ค่อนข้างรุนแรงเมื่อไม่ได้ดั่งใจนั้น มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยค่ะ

ปัจจัยที่สำคัญได้แก่

1.เด็กยังระบายความโกรธไม่เป็น

เพราะการระบายความรู้สึกโกรธที่ดีที่สุด คือการพูด ดังนั้นในเด็กที่อายุยังไม่ถึง 2 ขวบซึ่งภาษาก็ยังไม่ได้พัฒนามากพอที่จะพูดระบายความอัดอั้นตันใจทั้งหมดทั้งมวลออกมาได้ ก็จะระบายความโกรธออกมาด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น ร้องไห้ ลงไปนอนดิ้นกับพื้น หรืออาจหนักถึงขนาดที่ทำร้ายตัวเองหรือคนอื่นได้เช่นกันค่ะ

 

2.เด็กใช้พฤติกรรมเหล่านี้เป็นเครื่องต่อรอง

หากเด็ก ๆ ของเราเรียนรู้ว่าเมื่อเขาแสดงพฤติกรรมเหล่านี้แล้ว ผู้ใหญ่มีท่าทีตระหนกตกใจ หรือกลายมาเป็นยอมตามใจเขา ไม่ว่าจะเพราะกลัวเด็กจะเครียดหรือเพื่อตัดรำคาญก็ตาม เด็กๆ ก็จะเรียนรู้ว่าหากอยากที่จะเอาชนะเราแล้วละก็ มีเพียงวิธีเหล่าเท่านั้นที่ได้ผล และแน่นอนค่ะว่ายิ่งทำแล้วได้ผลมากเท่าไหร่ เด็กๆ ก็จะยิ่งเกิดความชำนาญ และสุดท้ายเขาอาจกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเอาหัวโขกกำแพง หรือการกัดคนอื่นในที่สุด

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ก็ไม่ได้รุนแรงถึงขนาดที่จะเป็นโรคอะไรนะคะ นั่นหมายความว่า การดูแลอย่างถูกวิธีสามารถทำให้พฤติกรรมเหล่านี้หายไปได้ค่ะ โดยสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำในตอนนี้ได้แก่

-ควรห้ามลูกทุกครั้งเมื่อเขาทำรุนแรง : การห้ามในที่นี้คงไม่ใช่แต่เพียงพูดกับลูกว่า "อย่ากัดแม่นะลูก มันเจ็บ" หรือ "อย่าตีตัวเองสิคะ" เท่านั้นนะคะ แต่เราต้องเข้าไปจับมือเขาไว้เมื่อเขาตีตัวเอง จับหัวเขาไว้ไม่ให้โขกกำแพง และดันตัวเขาออกไปทุกครั้งเมื่อเขากัดเรา เพราะหากเราเพียงแค่พูดเฉยๆ เด็กๆ จะเข้าใจว่าเราไม่ได้เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ และรับรองค่ะว่าเขาจะทำอีกแน่นอน

-สอนวิธีระบายความโกรธที่ดีกว่านี้ : ดีที่สุดคือสอนให้เด็กรู้จักพูดเมื่อตัวเองโกรธ แม้เด็กจะไม่สาธยายความโกรธเกรี้ยวฉุนเฉียวของตัวเองออกมาได้ทั้งหมด แต่การพูดว่า "ไม่เอา" หรือ "โกรธ" ออกมาได้ ก็อาจจะช่วยให้เขาลดการทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่นลงได้

 

แต่หากในกรณีที่เขายังไม่สามารถพูดคำเหล่านี้ออกมาได้ คุณแม่อาจต้องยอมปล่อยให้เขาร้องไห้ หรือลงไปดิ้นกับพื้นแทน ต้องจำให้ขึ้นใจเลยนะคะว่าเด็กสามารถที่จะโกรธได้ เพียงแต่ต้องระบายออกมาในวิธีที่เหมาะสม และไม่ควรบอกเขาว่า อย่าร้อง ห้ามโกรธ หรืออย่างอแง เพราะว่านั่นคือการฝืนธรรมชาติของมนุษย์ จะทำให้เขากลายเป็นเด็กเก็บกดในที่สุด

และที่สำคัญห้ามตามใจเด็ดขาด เรื่องนี้เป็นเรื่องที่หมอย้ำบ่อยมาก เพราะเด็กจะใช้พฤติกรรมเหล่านี้เพื่อมาต่อรองกับเรา

 

ดังนั้นไม่ว่าเขาจะทำสิ่งที่รุนแรงแค่ไหน คุณแม่ก็เพียงแต่จับเขาไว้และก็ต้องยืนยันว่ายังไงเขาก็จะไม่ได้ของที่เขาต้องการ ในกรณีที่น้องอายุไม่มาก เราอาจใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจให้เขาสนใจสิ่งของหรือกิจกรรมอื่นแทนได้ค่ะ

สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้การปรับพฤติกรรมลูกสำเร็จหรือไม่ ก็คือผู้ปกครองต้องมีความสม่ำเสมอและห้ามใจอ่อนเด็ดขาด (รวมถึงคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายที่อยู่ที่บ้านด้วยนะคะ) หรือหากคุณแม่ลองทำดูแล้วไม่ประสบผลสำเร็จอาจพาน้องไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อลองมองหาสาเหตุอื่นหรือการรักษาเพิ่มเติมได้ค่ะ

 



สกัดอารมณ์ร้าย ๆ ของลูก ด้วย 5 วิธีง่าย ๆ

EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF

สกัดอารมณ์ร้าย ๆ ของลูก ด้วย 5 วิธีง่าย ๆ

ลูกวัย 1-3 ปี จะสามารถทำอะไรด้วยตัวเองได้มากขึ้น โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวร่างกาย แต่สิ่งที่เด็กวัยนี้ยังทำได้ไม่สมบูรณ์คือพัฒนาการทางภาษา การควบคุมอารมณ์ การอดทนรอคอย คือยังไม่มีความสามารถในการควบคุมตัวเอง (self control) ด้วยสาเหตุนี้เองลูกมักแสดงความรุนแรงออกมา ซึ่งพ่อแม่มีส่วนสำคัญที่จะเป็นผู้ช่วยให้ลูกเรียนรู้และแสดงออกอย่างเหมาะสมค่ะ

นอกจากนี้ ถ้าขณะที่ลูกกำลังโกธรและต้องการระบายอารมณ์ด้วยการตีหรือขว้างปาสิ่งของ พ่อแม่ไม่ควรปล่อยให้ลูกทำแบบนั้น เพราะการปล่อยให้ลูกระบายอารมณ์ด้วยวิธีที่ไม่เหมาะสม ลูกจะคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และจะติดเป็นนิสัยเมื่อเติบโตขึ้นได้

มาช่วยให้ลูก สกัดอารมณ์ร้ายและรู้จักการระบายอารมณ์ของลูก ด้วย 5 วิธีต่อไปนี้กันค่ะ     

1. สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้ลูก เริ่มจากพ่อแม่ไม่ใช้ความรุนแรงต่อกัน รู้จักการระงับอารมณ์ของตัวเอง

2. ถ้าลูกแสดงอารมณ์รุนแรง ต้องหยุดลูกโดยไม่ใช้ความรุนแรงตอบ เช่น การตี แต่ควรเข้าไปจับตัวลูกให้หยุดการกระทำเพราะเด็กจะยังควบคุมตัวเองไม่ได้ สามารถหยุดด้วยการกอดไว้แน่นๆ และโยกตัวลูกเบาๆ 

3. เมื่อเด็กๆ เริ่มเรียนรู้การระงับอารมณ์มากขึ้น พ่อแม่ควรเปลี่ยนจากการจับให้ลูกหยุดมาเป็น การหยุดด้วยคำพูด เช่น พูดว่า ทำไม่ได้ ไม่อนุญาต ฯลฯ ควรเป็นคำที่สั้นกระชับ ชัดเจน

4. ตั้งชื่อทางอารมณ์ให้ลูกรู้เช่น บอกลูกว่าตอนนี้ลูกกำลังโกธร ลูกกำลังเสียใจ เพราะเด็กจะยังไม่รู้ว่าอารมณ์ที่ตัวเองรู้สึกคืออะไร เด็กจะรับรู้แค่ความรู้สึกทางร่างกายว่าหัวใจเต้นแรง น้ำตาไหล หน้าแดง เป็นต้น 

5. หากลูกใช้ความรุนแรง ควรมองว่าเป็นโอกาสในการที่จะสอนสิ่งที่ถูกต้องให้กับลูก เพราะเด็กบางคนที่ไม่เคยใช้ความรุนแรงเลย อาจเพราะไม่เคยเจอกับสถานการณ์ที่ถูกขัดใจ จะทำให้ลูกไม่รู้จักอารมณ์ตัวเอง เมื่อโตขึ้นเขาจะแสดงอารมณ์รุนแรงออกมา ซึ่งก็ยากในการปรับตัวค่ะ

หากปล่อยให้ลูกใช้ความรุนแรงตั้งแต่วัยซน ลูกจะถูกบ่มเพาะและติดตั้งการใช้ความรุนแรงในสมอง ทำให้เมื่อเติบโตขึ้นจะกลายเป็นคนที่เห็นว่าความรุนแรงเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ส่งผลเสียต่อตัวลูกเองในทุกด้าน ดังนั้นมาเริ่มหยุดความรุนแรงให้ลูกกันตั้งแต่วันนี้เลยค่ะ

 




 



สร้างกองทัพพลังบวกให้ลูกได้ทุกวัน ด้วยการไม่พูด 4 คำนี้

 คำพูดสร้างพลังบวก-พูดกับลูก-คำพูดที่ห้ามพูดกับลูก-ไม่-อย่า-ห้าม-หยุด-Positive energy-ทักษะพ่อแม่-พ่อแม่มีอยู่จริง

สร้างกองทัพพลังบวกให้ลูกได้ทุกวัน ด้วยการไม่พูด 'ไม่' 'อย่า' 'ห้าม' 'หยุด'

คุณพ่อคุณแม่เคยสังเกตตัวเองกันไหมคะ? ว่าในแต่ละวัน เราพูดคำว่า ไม่ อย่า ห้าม หยุด กับลูกบ่อยแค่ไหน เรามาลองเปลี่ยน 4 คำพูดพลังลบนี้ด้วยคำพูดกองทัพพลังบวกให้ลูกด้วยคำพูดดี ๆ กันดีกว่าค่ะ

 

ตัวอย่างประโยคพลังลบ!

“อย่าเทน้ำบนพื้น”

“อย่าฉีกกระดาษเล่นซิลูก”

“อย่าเอาดินสอเขียนผนัง ทำไมดื้ออย่างนี้ ถ้าทำอีก แม่จะไม่รักแล้ว !!!”

ไม่ได้หมายความว่าการที่ลูกเล่นเลอะเทอะ ทำบ้านสกปรก หรือเล่นอันตราย แล้วเราสอนเค้าจะเป็นสิ่งผิด ตรงกันข้ามกลับสนับสนุนให้พ่อแม้ได้บอกได้สอน แต่ควรทำในวิธีที่เหมาะสมกับการรับรู้ของเด็กและจิตวิทยาในการเลี้ยงดูลูก หรือแม้กระทั่งการจัดสภาพแวดล้อม สถานที่ และอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับการเล่นแบบเลอะๆ ได้ 

 

ตัวอย่างประโยคพลังบวก!

“แม่รู้ว่า หนูอยากเทน้ำบนพื้นใช่ไหมจ๊ะ แต่เทในบ้านมันจะหกเลอะเทอะ แม่จะเสียเวลาที่จะเล่นกับหนู เพราะต้องมาเช็ดทำความสะอาด เราออกไปเทน้ำข้างนอกบ้านแทนดีไหม”

สังเกตว่า จะมีการสะท้อน ว่าเราเข้าใจความต้องการการอยากเทน้ำเล่นของเขา แต่บอกผลเสียที่ตามมา พร้อมยื่นข้อเสนอใหม่ให้ และสุดท้ายให้เข้าเป็นคนตัดสินเลือกเอง หรือ

“โอ้โห้ ลูกเขียนรูปบนผนังบ้านสวยมาก ๆ เลย แม่ชื่นชมที่หนูวาดรูปได้เก่งมาก แต่ถ้าเราเอากระดาษไปติดที่ผนัง แล้วเขียน พอเขียนครบ เราก็เอากระดาษแผ่นใหม่มาติดแทน ก็จะวาดได้ตลอดไป แบบนี้ดีกว่าไหมลูก”

วิธีการพูดเชิงบวก และให้ได้ผลทางจิตวิทยานั้น มันต้องพูดยาวมากกกกกก… แต่ถ้าเรายอมปรับครั้งเดียว ให้เขาเข้าใจ แล้วต่อไปเขาไม่ทำอีก มันจะประหยัดเวลา ลดอารมณ์หงุดหงิด เซฟพลังงาน ซึ่งจะได้ผลที่ดีกว่าในระยะยาวมากกว่าการบ่นด่าว่าเขาซ้ำ ๆ ซึ่งพฤติกรรมเข้าก็ไม่เปลี่ยนอยู่ดี

ทุกครั้งที่พูดคำว่า “ ไม่” “อย่า” “ห้าม” “หยุด” ก็คือการเด็ดยอดอ่อนแห่งจินตนาการ แห่งพัฒนาการ แห่งความคิดสร้างสรรค์ แห่งพรสวรค์ของลูกทิ้งไป ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องเปลี่ยนคำพูดกันใหม่แล้วค่ะ มาลองเปลี่ยนเพื่อพัฒนาการที่ดีของลูกกันนะคะ

 

ที่มา : กรมอนามัย

สอนลูกปลูกต้นไม้ แต่ได้ต้น EF

 
 EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF
 
ต้นไม้หนึ่งต้น กว่าจะโตต้องใช้เวลาเนิ่นนาน แต่การเติบโตของต้นไม้ ก็ให้อะไรกับลูกได้เยอะแยะเช่นกัน 
ลูกได้อะไรจากการปลูกต้นไม้
1. ฝึกการจดจ่อใส่ใจ ด้วยการพยายามเตรียมดิน ปลูกผัก รดน้ำผัก

2. ทำให้มือและตาทำงานให้สัมพันธ์กัน ฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก

4. มีความตั้งใจ ได้ลงมือทำตามที่คิดไว้

5. ได้ฝึกความอดทน ความเพียรพยายาม ในการทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จตามเป้าหมาย

6. ฝึกการควบคุมอารมณ์ และอดทนต่อสิ่งที่สงสัยได้

7. มีความภาคภูมิใจในตนเอง ที่ได้ปลูกต้นไม้ และได้ผลผลิตตามเป้าหมาย ถ้าต้นไม้ที่ลูกปลูกเป็นผักผลไม้ที่เก็บดอกผลได้ ลูกจะได้รับอาหารรู้จักวางแผนจัดการ ว่าจะแบ่งให้ใคร เอาไปทำอะไรต่อ กินหรือขาย เป็นต้น 





 

"รักวัวให้ผูก รักลูกให้เลี้ยงด้วย EF"
ขอบคุณความรู้ EF โดย สถาบัน RLG


ลูกไม่มีความอดทน, ลูกไม่รู้จัก, ฝึกให้ลูกรู้จักรอคอย, สอนลูกให้รู้จักรอคอย, ลูกรอเป็น, สอนลูกเข้าคิว, สอนลูกต่อคิว, EF, Executive Functions, ทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ, การทำงานของสมองส่วนหน้า, ทักษะสมอง EF, พัฒนา EF, ฝึก EF, EF คืออะไร, อีเอฟคืออะไร, ปรับพฤติกรรมลูก, ลูกก้าวร้าว, ลูกเอาแต่ใจ, ลูกดื้อ, ลูกไม่มีความอดทน, ลูกขี้เกียจ, ลูกความจำไม่ดี, ลูกชอบเถียง, ลูกอาละวาด, ลูกอารมณ์ร้าย, ลูกอ่อนไหว, ลูกปรับตัวไม่เป็น, ลูกปรับตัวไม่เก่ง, ลูกขี้อาย, ลูกไม่มีความยับยั้งชั่งใจ, ลูกไม่มีระเบียบ, ลูกไม่มีวินัย, Working memory, ความจำเพื่อใช้งาน, Inhibitory Control, การยั้งคิด ไตร่ตรอง, Shift, Cognitive Flexibility, การยืดหยุ่นความคิด,Focus, Attention, จดจ่อใส่ใจ, Emotional Control, การควบคุมอารมณ์, Planning,Organizing, การวางแผน, การจัดระบบดำเนินการ, Self-Monitoring, การรู้จักประเมินตนเอง,Initiating, การริเริ่มและลงมือทำ, Goal-Directed Persistence, ความพากเพียร, มุ่งสู่เป้าหมาย, เลี้ยงลูกให้เก่ง, เลี้ยงลูกให้เอาตัวรอด, เลี้ยงลูกให้ดี, เลี้ยงลูกให้ฉลาด, เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี, เลี้ยงลูกให้ดูแลตัวเองได้, เลี้ยงลูกให้มีความสุข

สอนลูกให้ "รู้จักและประเมินตัวเอง" ตามวัย

EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF  
Self - Monitoring คือการติดตามประเมินตัวเองซึ่งเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญของ EF (Executive Functions) ที่จะนำไปสู่การรู้จักตัวเอง การที่เราสะท้อนผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำหรือสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งที่เราเข้าไปเกี่ยวข้อง
การประเมินตัวเองจะทำให้เรา รู้จักตัวเอง และ เข้าใจตัวเอง

ถ้าเด็กๆ ได้รับการฝึกฝนเรื่อง Self - Monitoring ก็จะมี Self หรือตัวตนในทางบวก เด็กจะรู้ว่าสิ่งที่เขาทำดีหรือไม่ดี ถูกใจหรือไม่ถูกใจ ได้ผลตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ เป็นไปตามแผนงานหรือเปล่า ในขณะที่คนที่มี Self มากเกินไป ก็จะมี ego สูง จะยอมรับคนอื่นไม่ได้ ใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นยาก ไม่พัฒนา เพราะว่าไม่ยอมรับสิ่งที่เป็นความบกพร่องของตนเองได้ และจะรับได้เฉพาะคำชมหรือความสำเร็จเท่านั้นเอง

เมื่อเด็กมี Self-Monitoring
  • เด็กจะรับรู้ตัวเองได้ทั้งด้านบวกและด้านลบ ที่สำคัญคือการรับรู้ด้านลบของตัวเอง รู้จักประเมินตัวเอง รู้ว่าจุดอ่อนของตัวเองอยู่ตรงไหน เพื่อที่จะได้ปรับปรุงตัวเอง
  • เด็กรู้จักสัมพันธ์กับคนอื่น ระมัดระวังด้านที่เราเป็นลบให้พอเหมาะพอดี ไม่ไปกระทบหรือทำร้ายคนอื่น หรือทำให้ความเป็นทีมเสียหาย
  • เด็กมีความสุขเป็น เพราะการที่เด็กๆ ค้นพบตัวเอง เด็กก็จะมีความสุข มีความพอใจ ชื่นชมกับมัน หรือมองไปในทางบวก 
พ่อแม่สร้าง Self-Monitoring ให้ลูกได้

ตั้งคำถามและคอยกระตุ้น เหมือนเป็นการช่วยให้เขา Monitor ตัวเอง เช่น รู้สึกอย่างไร คิดอย่างไร

บอกเขาในสิ่งที่เขากำลังทำได้ดี เช่น ชม ปรบมือเมื่อเขาทำบางอย่างเองได้ จะทำให้เขาค่อยๆ รู้จักตัวเอง

เข้าใจและยอมรับสภาวะของเด็ก เช่น เด็กไปดึงหางแมว เรารู้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่จะไม่ไปว่าเด็กว่าก้าวร้าว เป็นเด็กไม่ดี รังแกสัตว์ แต่อาจจะพูดว่า ลูกอยากรู้ใช่ไหมว่าแมวรู้สึกอย่างไร ลูกไม่ได้อยากจะรังแกมันใช่ไหมคะ แต่ถึงลูกอยากรู้ เราก็จะไม่ทำแบบนี้นะคะ เพราะแมวมันเจ็บ
การยอมรับสภาวะ ความคิด ความรู้สึก การกระทำของเด็ก จะเป็นตัวที่ช่วยให้เข้าใจเด็ก

อธิบายว่าสิ่งนั้นควรหรือไม่ควรอย่างไร ถ้าอยู่ๆ มีคนมาดึงขาลูก ลูกจะรู้สึกอย่างไร ลูกก็ตกใจใช่ไหม แมวก็เหมือนกัน มันตกใจ มันอาจจะกัดได้นะลูก เด็กจะรับรู้ได้ว่าเราเข้าใจเขา และก็ค่อยๆ ทำให้เขาเห็นพฤติกรรมของตัวเอง ให้เขารู้ว่าเรายอมรับ แต่ไม่ใด้แปลว่าเห็นดีเห็นงามด้วย ยอมรับก่อนว่ามันเกิดขึ้นแล้ว มันมีอยู่จริงแล้ว ค่อยๆ ชี้ให้เห็น โดยการสะท้อนกลับมาที่ตัวเขาเอง ว่าถ้าเป็นลูก ลูกจะรู้สึกอย่างไร
 

Self Monitoring เริ่มสร้างได้ตั้งแต่วัยเด็ก โดยต้องเริ่มจากการให้เด็กรู้จักก่อนว่า "ตัวเขา" เป็นอย่างไร

เด็กเล็ก : เริ่มแรกพ่อแม่ต้องช่วยบอกเขาก่อน เช่น การที่เขากินข้าวเองได้ แล้วพ่อแม่ชมปรบมือให้ เป็นการบอกเขาว่า ตัวเขามีความสามารถ หรือถ้าเขาจะขึ้นมาขับรถ ก็ต้องบอกเขาว่า ลูกยังเล็กอยู่ ยังทำไม่ได้ ต้องบอกเขาไป จนเขาโต ว่ายังขับรถไม่ได้นะลูก กฎหมายไม่อนุญาต
พ่อแม่ต้องช่วยบอกเขาก่อน ช่วย Monitor ว่าเขาทำอะไรได้ ทำอะไรได้ดี แต่พ่อแม่จะคอยบอกฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องให้เด็กฝึกการที่จะบอกตัวเองด้วย

เด็กวัย 2-3 ขวบ : การตั้งคำถามกับเด็ก ถามความรู้สึกของเด็ก ถามความคิดเด็ก เช่น เด็กเล่นของเล่นแล้วแย่งของกัน เราต้องถามเขาว่า ลูกชอบไหมที่เขามาแย่งของของลูก หรือลูกรู้สึกอย่างไรที่ไปแย่งของของเขา ทำไมลูกทำอย่างนั้นล่ะคะ ลูกอยากทำอะไร ทำไมลูกทำอย่างนี้ ลองบอกแม่หน่อยซิ ที่ลูกชอบมันจะเป็นอย่างไร แล้วแบบไหนที่ออกมาแล้วลูกไม่ชอบ
การคุยในลักษณะแบบนี้จะทำให้เขาได้กลับไปทวนความคิด ความรู้สึก การกระทำของตัวเอง เด็กก็จะเริ่มเรียนรู้ว่า คนเราต้องคอยถามตัวเอง คอยดูตัวเอง คอยสะท้อนตัวเอง

เด็กวัยอนุบาล :การพูดคุยจะทำให้เข้าใจและรู้ว่าเด็กต้องการความช่วยเหลือตรงไหน เช่น เรื่องการบ้าน ชวนลูกคุยว่ารู้สึกอย่างไรกับการบ้าน การบ้านวันนี้เป็นไงบ้างลูก ถ้าลูกตอบว่า เยอะ ไม่ชอบเลย  ไม่อยากการบ้านเลข เราก็ได้รู้ว่า ณ จุดนี้ลูกต้องการความช่วยเหลือ  จะได้บอกว่าทำไมเขาต้องทำการบ้านเลข ถ้ามันยาก เรามาลองทำอย่างนี้ดีไหมลูก เราก็ช่วยสอน ช่วยเหลือเขาได้ เมื่อเขาโตขึ้นเรื่อยๆ เด็กก็จะรู้จักช่วยตัวเอง ต่อให้เขาไม่ชอบ เขาก็จะต้องรู้วิธีแก้ปัญหาว่ามันคืออะไร
 

ในแต่ละวัยกระบวนการ Self-Monitoring ก็จะแตกต่างกันไป และเด็กแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน การให้เด็กรู้จัก Monitor ตัวเอง เพื่อนำไปสู่อะไรบางอย่าง ไม่ใช่แค่ Monitor ตรวจสอบว่าวันนี้หนูไม่ยิ้มนะ ใครอย่ามายุ่งกับหนู แต่ต้องให้เด็กมีกระบวนการ เช่น เพื่อนๆ ช่วยทำให้เพื่อนร่าเริงหน่อย ทุกคนไปกอดซิ วันนี้เพื่อนไม่สบายใจ แมวที่เลี้ยงตาย เพื่อนๆ ไปกอดให้กำลังใจหน่อย แบบนี้ก็จะนำไปสู่การรู้จักตัวเองที่มีความหมาย

ถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองเข้าใจ และทำให้เด็กมีกระบวนการอย่างนี้สม่ำเสมอ เด็กก็โตขึ้นแบบรู้จักตัวเอง ได้เห็นปัญหา ไม่กลัวปัญหา และรู้จักแก้ปัญหา ทำให้รู้สึกดีกับตัวเอง เห็นคุณค่าของตัวเองได้ทั้งด้านบวกและด้านลบ และรู้ว่าตัวเองจะต้องแก้อะไรบ้าง ถ้าเป็นลบก็จะระมัดระวัง รักษาสมดุล เพราะบางเรื่องเราแก้ไม่ได้ทั้งหมด แต่เราคอยจัดการกับสถานการณ์นั้นได้ คนที่จะประสบความสำเร็จได้ดีต้องมีสิ่งเหล่านี้ค่ะ




 

หยุด! 5 พฤติกรรมของพ่อแม่ที่ทำให้ลูกเป็นเด็กก้าวร้าว

423 1 

หยุด! 5 พฤติกรรมของพ่อแม่ที่ทำให้ลูกเป็นเด็กก้าวร้าว

พฤติกรรมที่เกิดจากคุณพ่อหรือคุณแม่นั้นเป็นแบบอย่างให้แก่ลูกทั้งในทางที่ดีและในทางที่ไม่ดี แต่ก็มีพฤติกรรมที่คุณพ่อคุณแม่ไม่อาจรู้ว่าส่งผลกระทบแก่ลูกยังไง ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรหยุดพฤติกรรมเหล่านี้เมื่ออยู่ต่อหน้าลูกของคุณ

1.พ่อแม่ทะเลาะกัน  คุณพ่อคุณแม่อาจจะไม่รู้เลยว่าการทะเลาะกันนั้นเป็นพฤติกรรมที่ไม่ดีแก่เด็กแล้วยังเป็นแบบอย่างให้เด็กเกิดความก้าวร้าวและปลูกฝังความรุนแรง  อีกทั้งยังเป็นการทำลายความคิดในเรื่อวของครอบครัวเช่นกัน เพราะ เด็กมักจะคิดว่า พ่อและแม่รักกันเป็นครอบครัวที่อบอุ่น

2.ลูกเป็นที่ระบายอารมณ์  พฤติกรรมนี้คุณพ่อคุณแม่ควรเลี่ยงเป็นอย่างยิ่ง เพราะการที่คุณพ่อคุณแม่มาระบายอารมณ์ไม่ว่าจะเป็นการทุบตี หรือ การต่อว่าลูก จะทำให้ลูกนั้นเป็นเด็กที่เก็บกด และเลือกใช้ชีวิตในทางที่ผิด

3.ดื่มสุราหรือของมึนเมา เป็นที่แน่นอนว่าการดื่มสุรานั้นย่อมมาคู่กับการทะเลาะวิวาท ถ้าลูกของคุณเห็นว่าคุณทะเลาะวิวาทอยู่นั้นยิ่งเป็นการปลูกฝังในตัวเด็กในเรื่องความรุนแรงในทางอ้อมโดยไม่รู้ตัวอีกด้วย

4.โทษความผิดเป็นของลูก  เมื่อลูกทำผิดสิ่งที่อยากได้ยินคือคำปลอบโยนจากครอบครัว แต่ถ้าหากครอบครัวไปซ้ำเติมความผิดนั้นขึ้น ก็เปรียบเสมือนการตอกย้ำความผิดที่ลูกได้ทำ พฤติกรรมนี้อาจจะทำให้เด็กเป็นคนไม่กล้าเผชิญหน้าความผิด หรืออาจทำให้ลูกใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา

5.ตามใจลูกเกินไป คุณพ่อคุณแม่อาจจะนึกไม่ถึงเลยใช่ไหมว่า พฤติกรรมนี้ส่งผลให้ลูกนั้นก้าวร้าวได้ เพราะ การเลี้ยงลูกแบบตามใจมากเกินไป ทำให้เด็กขาดระเบียบวินัย ทำให้เด็กเอาแต่ใจ และมีนิสัยก้าวร้าว

อย่ากลัวถ้าลูกขู่จะไม่รัก

EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF

อย่ากลัวถ้าลูกขู่จะไม่รัก

พ่อแม่หลายคนอาจเคยเผชิญกับคำขู่ของลูกแบบนี้ แรก ๆ อาจจะตกใจ น้อยใจหรือเสียใจ แต่เชื่อเถอะค่ะลูกไม่ได้จะไม่รักเราจริงๆ

ที่ลูกพูดไปแบบนั้นเพราะเขายังไม่เข้าใจอารมณ์ของตนเอง ยังไม่รู้จักการควบคุมอารมณ์ โดยเฉพาะเด็กวัย 3-6 ปี ที่ยังไม่รู้จักการยับยั้งชั่งใจไม่มี ความคิดยืดหยุ่น และ working memoryยังทำงานได้ไม่ดี ซึ่งนี้ก็ไม่ใช่ความผิดของลูกค่ะ คุณพ่อคุณแม่ต้องค่อยๆ บอกและสอนเขา 

​ทำอย่างไรเมื่อถูกลูกขู่

1. ลูกไม่รัก ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ตอนได้ยินแม่อาจจะตกใจ แต่ไม่ควรแสดงออกว่าแม่รู้สึกหรือมีอารมณ์ แค่บอกลูกไปว่า "ไม่เป็นไร ถึงลูกจะไม่รักแม่ แต่แม่ก็รักลูกเสมอจ้ะ" แล้วลูกจะเรียนรู้ว่าคำขู่นี้เขาใช้ไม่ได้ผลเสียแล้ว

2. อธิบายความรู้สึกให้ลูกเข้าใจแม่รู้ว่าหนูโกรธแม่ หนูจะไม่รักแม่ก็ไม่เป็นไร แม่ก็ยังรักหนูเหมือนเดิมค่ะ 

3. อย่าโกรธลูกตอบ เพราะไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะดึงดันให้ลูกขอโทษหรือบอกรัก อย่างไรลูกก็รักเราค่ะ แต่อาจจะเปลี่ยนคำตำหนิเป็นชวนลูกคุยอย่างอื่น เช่น ถ้ากำลังบอกให้ลูกเก็บของ แล้วเขาไม่ทำตาม พร้อมขู่ว่าจะไม่รัก พ่อแม่อาจบอกว่า "ลูกจะไม่รักพ่อแม่ก็ได้ แต่ต้องเก็บของก่อนจ้ะ" 

4. กอด หอมลูกทุกวัน ไม่ทำให้ความรักคลาย บ่อยครั้งที่ลูกอาจไม่ชอบพ่อแม่ตัวเองเพราะชอบบังคับให้ตื่นแต่เช้า ชอบให้ลูกกินผัก ชอบบังคับให้ลูกอาบน้ำ ฯลฯ แต่ลูกก็แค่ไม่ชอบ ไม่ถึงกับเกลียด 

เพราะการเลี้ยงลูกให้ได้ดี นอกจากความรักความเอาใจใส่ ลูกยังต้องฝึกวินัย ความอดทน ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น การควบคุมอารมณ์ การยืดหยุ่นความคิดฯลฯ ซึ่งลูกจะเรียนรู้ทุกอย่างจากพ่อแม่นั่นเอง ดังนั้นไม่ว่าลูกจะบอกไม่รักเรากี่ครั้งแล้วก็ตาม อย่างไรเสียความรักของพ่อแม่ก็ไม่เปลี่ยนค่ะ 
 

 

 

 




อยากให้ลูกคิดดี คิดเป็น คิดได้ ต้องตอบสนองลูกตั้งแต่เป็นทารก

 EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF


แม้จะเป็นเด็กทารก แต่ขวบปีแรกก็เริ่มมีพัฒนาการด้านความคิดและความจำแล้วค่ะ ซึ่งพ่อแม่สังเกตได้จากพฤติกรรม การมองเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น ฯลฯ

งานวิจัยและหลักฐานทางการแพทย์ ที่บ่งบอกถึงความสามารถของทารก ในการจำใบหน้าของแม่หรือบุคคลที่ใกล้ชิดผูกพันเลี้ยงดูอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอได้ รวมทั้งเสียง กลิ่นและรสของน้ำนมแม่ งานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นว่าทารกจะนิ่งสงบและหลับง่ายขึ้น หากได้ยินเสียงที่คุ้นเคยตั้งแต่ตอนอยู่ในท้องของแม่ ไม่ว่าจะเป็นเสียงนิทานที่เปิดซ้ำๆ หรือเสียงเพลง เสียงดนตรีที่คุ้นเคย
 
สิ่งที่เด็กทารกจะแสดงออกในช่วงขวบปีแรกนั้น แม้จะยังไม่ใช่คำพูดที่มีความหมาย แต่พ่อแม่ก็สังเกตได้ ทั้งจากอากัปกิริยา ท่าทาง การขยับตัว การโผเข้าหา การขยับตัวออก แววตา สีหน้าที่แสดงอารมณ์ของความพอใจหรือไม่พอใจ รวมทั้งเสียงอือๆ อาๆ ในลำคอของเขาด้วย
 
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นแนวทางของพัฒนาการด้านการสื่อสาร ที่เป็นการแสดงออกทางอารมณ์และภาษาพูดของเด็กทารก และจะพัฒนามากขึ้นในขวบปีต่อๆ ไป

ตอบสนองดี ความจำลูกก็ดี

พ่อแม่ต้องคอยกระตุ้นหรือช่วยให้ลูกตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทสัมผัสทั้งห้า ไม่ว่าจะเป็นรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส ควรให้ลูกสัมผัสกับพ่อแม่และคนในครอบครัวให้มากที่สุด 

นอกจากนี้การใช้เสียงต่างๆ ประกอบการเลี้ยงดู ทำกิจวัตรประจำวัน เช่น การตื่น การนอน ความหิว ความร้อน ความเย็น คุยกับลูกถึงอาการหรือความรู้สึกต่างๆ ก็ช่วยสร้างความจำที่ดีได้ 

การตอบสนองลูกหรือการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ ต้องเป็นการเรียนรู้ทั้งสองฝ่าย คือทั้งตัวลูกและพ่อแม่ เพราะเมื่อเวลาผ่านไป การสื่อสารระหว่างพ่อ แม่ ลูก จะชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ 
 
เพราะการกระตุ้นสัมผัสต่างๆ ของลูกเป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง “ทักษะการคิดเพื่อชีวิตที่สำเร็จ” (Executive Functions : EF) ด้าน Working memory หรือความจำที่นำมาใช้งานโดยต้องฝึกอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดทักษะ ซึ่งเด็กๆ จะสามารถนำข้อมูลหรือความจำเหล่านั้นมาใช้กับสถานการณ์ในปัจจุบัน หรือคาดการณ์ต่อไปในอนาคต

 

"รักวัวให้ผูก รักลูกให้เลี้ยงด้วย EF"
ขอบคุณความรู้ EF โดย สถาบัน RLG


ลูกไม่มีความอดทน, ลูกไม่รู้จัก, ฝึกให้ลูกรู้จักรอคอย, สอนลูกให้รู้จักรอคอย, ลูกรอเป็น, สอนลูกเข้าคิว, สอนลูกต่อคิว, EF, Executive Functions, ทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ, การทำงานของสมองส่วนหน้า, ทักษะสมอง EF, พัฒนา EF, ฝึก EF, EF คืออะไร, อีเอฟคืออะไร, ปรับพฤติกรรมลูก, ลูกก้าวร้าว, ลูกเอาแต่ใจ, ลูกดื้อ, ลูกไม่มีความอดทน, ลูกขี้เกียจ, ลูกความจำไม่ดี, ลูกชอบเถียง, ลูกอาละวาด, ลูกอารมณ์ร้าย, ลูกอ่อนไหว, ลูกปรับตัวไม่เป็น, ลูกปรับตัวไม่เก่ง, ลูกขี้อาย, ลูกไม่มีความยับยั้งชั่งใจ, ลูกไม่มีระเบียบ, ลูกไม่มีวินัย, Working memory, ความจำเพื่อใช้งาน, Inhibitory Control, การยั้งคิด ไตร่ตรอง, Shift, Cognitive Flexibility, การยืดหยุ่นความคิด,Focus, Attention, จดจ่อใส่ใจ, Emotional Control, การควบคุมอารมณ์, Planning,Organizing, การวางแผน, การจัดระบบดำเนินการ, Self-Monitoring, การรู้จักประเมินตนเอง,Initiating, การริเริ่มและลงมือทำ, Goal-Directed Persistence, ความพากเพียร, มุ่งสู่เป้าหมาย, เลี้ยงลูกให้เก่ง, เลี้ยงลูกให้เอาตัวรอด, เลี้ยงลูกให้ดี, เลี้ยงลูกให้ฉลาด, เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี, เลี้ยงลูกให้ดูแลตัวเองได้, เลี้ยงลูกให้มีความสุข

อยากให้ลูกใจเย็น ให้ฝึกลูกทำงานบ้าน


  EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF


งานบ้านอาจเป็นกิจกรรมที่พ่อแม่กำหนดให้ลูกได้ฝึกความรับผิดชอบ รู้จักช่วยเหลือตนเอง รู้หน้าที่ และฝึกลูกให้มีจิตอาสา ช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อกับแม่แล้ว อีกคุณประโยชน์หนึ่งของงานบ้านคือสอนให้ลูกเป็นเด็กใจเย็น มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่ทำ หรือจะกล่าวง่ายๆ ว่า งานบ้านที่ลูกทำเป็นกิจวัตรประจำวันนั้นช่วยสอน EF ให้เขาได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

งานบ้านช่วยให้ลูกเป็นเด็กใจเย็น

งานบ้านหลายๆ งานฝึกลูกให้จดจ่อใส่ใจ เช่น การกวาดบ้าน ถูบ้าน พับผ้า ล้างถ้วย ล้างรถ รดน้ำต้นไม้ ฯลฯ เพราะทุกงานลูกจะต้องมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่ทำ ลูกจะทำส่งๆ ให้เสร็จไม่ เพราะไม่เช่นนั้น พื้นบ้านที่ลูกกวาดถูก็จะไม่สะอาด ถ้วยที่ล้างอาจลื่นหลุดออกจากมือ เป็นต้น 

นอกจากนี้งานบ้านยังฝึกให้ลูกรู้จักอดทนรอคอย เช่น การปลูกผักปลูกต้นไม้ รดน้ำพรวนดิน ลูกจะรอคอยว่าต้นไม้จะเติบโตออกดอกผลเมื่อไหร่ หรือแม้แต่กรตากผ้า ลูกจะรอคอยว่าผ้าจะแห้งเมื่อไหร่ ต้องเก็บเมื่อไหร่

เพราะทุกภารกิจที่ลูกได้รับมอบหมายคือความตั้งใจของเขา เด็กได้ลงมือตามที่คิดไว้ ได้ฝึกความอดทน เกิดความเพียรพยายาม ในการทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จตามเป้าหมาย

ที่สำคัญได้ฝึกการควบคุมอารมณ์ และอดทนต่อภาระหน้าที่ และสุดท้ายก็เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง ที่ได้ทำงานบ้านเสร็จ ได้แบ่งเบาภาระหน้าที่ให้กับพ่อแม่ ที่สำคัญ อย่าลืมชมลูกด้วยค่ะ เพื่อให้เขาเกิดความภาคภูมิใจและมีพลังบวกในการทำสิ่งที่ดี 



 

"รักวัวให้ผูก รักลูกให้เลี้ยงด้วย EF"
ขอบคุณความรู้ EF โดย สถาบัน RLG


ลูกไม่มีความอดทน, ลูกไม่รู้จัก, ฝึกให้ลูกรู้จักรอคอย, สอนลูกให้รู้จักรอคอย, ลูกรอเป็น, สอนลูกเข้าคิว, สอนลูกต่อคิว, EF, Executive Functions, ทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ, การทำงานของสมองส่วนหน้า, ทักษะสมอง EF, พัฒนา EF, ฝึก EF, EF คืออะไร, อีเอฟคืออะไร, ปรับพฤติกรรมลูก, ลูกก้าวร้าว, ลูกเอาแต่ใจ, ลูกดื้อ, ลูกไม่มีความอดทน, ลูกขี้เกียจ, ลูกความจำไม่ดี, ลูกชอบเถียง, ลูกอาละวาด, ลูกอารมณ์ร้าย, ลูกอ่อนไหว, ลูกปรับตัวไม่เป็น, ลูกปรับตัวไม่เก่ง, ลูกขี้อาย, ลูกไม่มีความยับยั้งชั่งใจ, ลูกไม่มีระเบียบ, ลูกไม่มีวินัย, Working memory, ความจำเพื่อใช้งาน, Inhibitory Control, การยั้งคิด ไตร่ตรอง, Shift, Cognitive Flexibility, การยืดหยุ่นความคิด,Focus, Attention, จดจ่อใส่ใจ, Emotional Control, การควบคุมอารมณ์, Planning,Organizing, การวางแผน, การจัดระบบดำเนินการ, Self-Monitoring, การรู้จักประเมินตนเอง,Initiating, การริเริ่มและลงมือทำ, Goal-Directed Persistence, ความพากเพียร, มุ่งสู่เป้าหมาย, เลี้ยงลูกให้เก่ง, เลี้ยงลูกให้เอาตัวรอด, เลี้ยงลูกให้ดี, เลี้ยงลูกให้ฉลาด, เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี, เลี้ยงลูกให้ดูแลตัวเองได้, เลี้ยงลูกให้มีความสุข

เด็กเล็กติดเกม ต้องโทษพ่อแม่อย่างเดียว นี่คือ 4 วิธีแก้ไข เริ่มที่ตัวพ่อแม่ก่อน

การเลี้ยงลูก-พัฒนาการ-สอนลูก-เด็กติดเกม-ลูกติดเกม-ลูกติดมือถือ-ลูกติดโทรศัพท์

เด็กติดเกมเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากนะคะ ล่าสุดองค์การอนามัยโลก ได้บรรจุอาการผิดปกติในการเล่นเกม หรือการติดเกม เป็นโรคชนิดหนึ่งแล้ว เพื่อให้ผู้ปกครองตระหนักถึงปัญหา หากลูกเป็นโรคติดเกมขึ้นมาอย่าเอาแต่โทษลูกอย่างเดียว ให้ตั้งคำถามกับตัวเองก่อน ว่าลูกยังเล็กอยู่ใครยื่นเทคโนโลยีให้ลูก ใครยื่นสมาร์ทโฟนให้ลูก ใครกันไม่ควบคุมลูก และอีกหลายคำถามที่พ่อแม่ต้องถามตัวเองก่อน เพื่อที่จะได้แก้ไขให้ถูกจุด

  1. พ่อแม่ต้องปรับทัศนคติ

พ่อแม่ต้องปรับทัศนคติตัวเองก่อน ว่าโทรศัพท์มือถือ ไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 9 ขวบ ให้คิดว่าสมาร์ทโฟน แทบเล็ต ก็เป็นอุปกรณ์ที่ยังไม่ปลอดภัย ยังไม่ควรให้ลูกใช้จนกว่าจะถึงวัยที่เหมาะสม

  1. อย่าให้มือถือเป็นพี่เลี้ยงลูก

การให้ลูกเล่นสมาร์ทโฟน ลูกจะอยู่เงียบๆ ไม่กวน การปล่อยให้มือถือเป็นพี่เลี้ยงลูกแบบนี้ คุณกำลังเป็นพ่อแม่ที่ทำร้ายลูกอยู่นะคะ และกำลังส่งเสริมให้ลูกติดมือถือแบบทางตรงเลย หากลูกเล็กๆ ติดเกม ติดมือถือ นั่นไม่ใช่ความผิดลูกเลย

  1. เป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูก

ไม่ให้ลูกเล่น แต่พ่อแม่จะเล่นเกมอย่างสนุกสนานต่อหน้าลูกไม่ได้นะคะ พ่อแม่เป็นอย่างไร ลูกก็จะเป็นแบบนั้น การเป็นแบบอย่างที่ดี จะช่วยสร้างรากฐานระเบียบวินัยให้กับเด็กๆ ได้ด้วย อย่าเป็นสังคมก้มหน้าในครอบครัวเลยนะคะ

  1. หากิจกรรมทำกับลูกเสมอ

การสร้างรากฐานที่ดีให้กับลูกช่วงปฐมวัยสำคัญที่สุด การส่งเสริมให้ลูกทำกิจกรรมที่หลากหลาย และฝึกทักษะที่จำเป็น ต้องเริ่มจากพ่อแม่ ที่ต้องทำกิจกรรมร่วมกับลูก จะเป็นกิจกรรมในบ้าน หรือนอกบ้านที่มีความเคลื่อนไหวก็ได้ ลูกจะสนุกและมีความสุขกับพ่อแม่มากกว่ามือถือแน่

หากปล่อยให้ลูกเล่นมือถือไปแล้ว นี่คือวิธีสังเกตลูกว่าติดเกมหรือไม่
  1. มีความต้องการที่จะเล่นมากขึ้น ชอบต่อรองการเล่น และเพิ่มเวลาในการเล่นมากขึ้น

  2. ขอเล่นเกมที่ยากขึ้น มีความซับซ้อนมากขึ้น ขอใช้เครื่องที่มีความเร็วและแรงขึ้น 

  3. เด็กเริ่มตัดขาดจากโลกภายนอก ไม่คุยกับพ่อแม่ ไม่เล่นกับเพื่อนฝูง ไม่เข้าสังคม หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่เด็กในวัยนี้ควรทำเลย

  4. เคยกินนอนเป็นเวลา ก็จะไม่ยอมกิน ห่วงเล่นเกม ไม่นอนก็ได้ กระสับกระส่าย อยากเล่นเกม

  5. โกรธ เมื่อจำกัดเวลาในการเล่นหรือห้ามเล่น มีพฤติกรรมที่ไม่เคยทำมาก่อน เช่น ขว้างข้าวของ อารมณ์เปลี่ยนแปลง ภาวะจิตใจเปลี่ยน

เด็กเล็กติดเกมหรือมือถือ ต้องโทษพ่อแม่ผู้ปกครองอย่างเดียวเลยค่ะ เพราะพ่อแม่เป็นคนหยิบยื่นให้ลูกเอง และเด็กติดเกมตั้งแต่เล็ก ๆ มีแนวโน้มจะติดเกมระดับรุนแรงเมื่อโตขึ้นด้วย สิ่งที่เด็กจะขาดคือ “โอกาส” และ “ทักษะ” ที่จำเป็นอีกหลายด้าน อย่าให้ลูกเล่นมือถือเลยนะคะ

 

ข้อมูลจาก : ดร.สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน


 

เปรียบเทียบลูก ส่งผลพัฒนาการช้า

การเลี้ยงลูก, ทัศนคติลูก, พ่อแม่รังแกฉัน, เปรียบเทียบลูก

เปรียบเทียบลูก ส่งผลพัฒนาการช้า

คุณพ่อคุณแม่เคยพูดประโยคเหล่านี้กับลูกของคุณหรือไม่ ?

“ดูซิ เด็กบ้านโน้นเค้ายังทำแบบนี้ได้เลยนะ ทำไมหนูทำไม่ได้” 

“ดูพี่คนนั้นซิ เค้าเก่งนะ ทำนี่ก็ได้ ทำโน้นก็ดี หนูต้องทำให้ได้แบบเค้านะลูกนะ”

เคยไหมคะ ที่ลูกวัย 3-6 ปีของเราทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ เผลอเปรียบเทียบลูกกับเด็กคนอื่นโดยไม่เจตนา โดยลืมนึกไปว่าลูกเข้าใจคำพูดของผู้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี โดยการเปรียบเทียบส่งผลให้พัฒนาการหยุดชะงัก การช่วยเหลือตนเองในด้านต่าง ๆ จากที่ลูกเคยทำได้แล้วก็อาจจะกลายเป็นทำช้าลง หรือทำไม่ได้อีกเลย ที่สำคัญลูกก็ไม่ชอบให้ตัวเองถูกเปรียบเทียบด้วย 

ขอแนะนำ หากเกิดขึ้นแล้วแก้ไขได้ด้วย 3 ข้อนี้ค่ะ
  1. คุณพ่อคุณแม่ลองเปลี่ยนความคิดใหม่นะคะ  อย่ามัวแต่คิดว่า ลูกเราด้อยยังไง ทำอะไรได้น้อยกว่าลูกคนอื่นแค่ไหน หรือลูกเราเสียเปรียบลูกคนอื่นเรื่องอะไร 

  2. ช่วยกันเสริมสร้างความรู้สึกภูมิใจในสิ่งที่ลูกเรามี  ช่วยกันดึงข้อดีที่มีออกมาสนับสนุน และช่วยกันพัฒนาจุดอ่อนที่ยังต้องฝึกฝนไปด้วยกัน สอนให้ลูกมีจุดพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี 

  3. สร้างแรงบันดาลใจ พูดคุยกับลูกถึงสิ่งที่อยากทำและอยากสิ่งที่อยากจะเป็น การเรียน อาชีพ ความฝัน สิ่งที่ชอบและถนัด สนใจอยากจะทำ หากลูกไม่มีสิ่งเหล่านี้ คนเป็นพ่อแม่ต้องสร้างแรงบันดาลใจให้ลูก เล่าเรื่องคนที่ประสบความสำเร็จ อันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกนะคะ 

คุณพ่อคุณแม่ต้องเชื่อมั่นในคุณค่าของตัวเขาเอง เชื่อมั่นในความดีของเขา สนับสนุนและยอมรับในสิ่งที่ลูกทำ ปัญหาด้านพัฒนาการต่าง ๆ ก็จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ รักลูกหยุดเปรียบเทียบให้ลูกเสียใจนะคะ

เมื่อจะเป็นแม่ ทักษะอะไรบ้างที่ต้องมี

3131

 

คุณหมอคะ อยากเป็นแม่แล้ว แม่ต้องมีอะไรก่อนคะ?

ไม่อยากจะพูดเลยว่าต้องมีเงิน อย่าลืมว่างบประมาณด้านการศึกษาในบ้านเราสูงมาก ไม่มีอะไรฟรี ลำพังค่ากวดวิชามากกว่าหนึ่งแสนหลายเท่าโดยไม่รู้ตัว

ดีแล้วที่ถาม พ่อแม่ที่พร้อมจะรักกันและแต่งงานกันแล้วคิดว่าการเลี้ยงลูกเป็นของง่ายจะได้คิดใหม่ เพราะการเลี้ยงลูกมิใช่ของง่าย มีแล้วทิ้งขว้างด้วยความมักง่ายนั้นง่าย แต่ถ้าจะสละชีวิตส่วนตัวเพื่อเลี้ยงเขาอย่างดีที่สุดเป็นเวลา 10 ปีมิใช่ของง่าย ทำให้มีความสุขนั้นได้แต่ไม่ง่ายอยู่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่มีอะไรเลยในมือ ไม่มีแม้กระทั่งความอดทน

ทักษะที่หนึ่ง คือความอดทน

การเลี้ยงลูกไม่มีคำว่าสบายตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่เพราะเรารู้แล้วว่าการเลี้ยงลูกอย่างดีที่สุดด้วยการให้เวลามากที่สุดใน 3 ขวบปีแรกเป็นเรื่องสำคัญแล้วจะได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า กล่าวคือลูกจะเป็นเด็กเลี้ยงง่าย(กว่าลูกชาวบ้าน)ไปอีกนาน ดังนั้นเราจะอดทน

ความอดทนมิได้มากจากพลังใจอย่างเดียว แต่มาจากการออกกำลังกายทุกวันๆละอย่างน้อย 30 นาทีด้วย ซึ่งพ่อแม่ส่วนใหญ่จะพูดว่าไม่มีเวลา ดังนั้นไปหาเวลามา ภายใต้ข้อเท็จจริงที่ว่าหลังจากออกกำลังกายแล้วเราเหลือเวลาตั้งวันละ 23 ชั่วโมงครึ่ง มันเยอะมาก

ทักษะที่สอง คือบริหารเวลา
เรารู้แล้วว่าเวลามากที่สุดที่ให้แก่ลูกคือดีที่สุด แต่ทุกคนต้องไปทำงานตั้งแต่เช้ามืด หากเป็นเมืองใหญ่ต้องฝ่าจราจรกลับบ้านมืดค่ำ วันเสาร์อาทิตย์อาจจะต้องทำล่วงเวลาหรือแบตเตอรี่หมด จะเห็นว่าเราเหลือเวลาไม่มากนักที่จะอยู่กับลูกและเล่นกับลูก

พ่อแม่ที่เก่งกว่าคือพ่อแม่ที่บริหารเวลาได้ดีกว่า เงินต้องหา คู่สมรสต้องดูแล ลูกต้องเลี้ยง และส่วนตัวต้องการการพักผ่อน ไม่นับการออกกำลังกาย การบริหารเวลาเป็นทักษะของแต่ละบุคคล หลักการคือระลึกไว้เสมอว่าเวลาไหนไม่ควรทำอะไร และทวนสอบเสมอว่างานอะไรที่ไม่มีประโยชน์ ก็อย่าไปทำ

ก็จะรู้เองว่าเวลาไหนควรทำอะไร และงานอะไรที่ควรทำ เช่น เอาเวลาที่ไปนั่งฟังเจ้านายแล้วคอยพยักหน้า  มานั่งฟังลูกเล่านี่นั่นเสียงเจื้อยแจ้วมีประโยชน์กว่ามาก เป็นต้น

ทักษะที่สาม คือทักษะการฟัง
ทักษะการฟังใช้ได้กับทั้งคู่สมรสซึ่งเหนื่อยสาหัสพอๆ กับเรา และใช้ได้กับลูกซึ่งยิ่งพัฒนายิ่งซนเป็นลิง รวมทั้งยิ่งฉลาดยิ่งมีเหตุผลประหลาดๆสารพัด ฟังเก่งๆ ฝ่ายตรงข้ามมักสงบไปเอง

การฟังที่ดีคือการฟังด้วยตา หู กาย และใจ จมูกและลิ้นอาจจะไม่ต้องใช้ นั่งฟังคู่สมรสหรือลูกพูดให้เก่งๆ ฟังและยอมรับโดยไม่มีเงื่อนไขก่อนในตอนแรกๆ อย่ารีบร้อนซักถามเพราะจะถูกกล่าวหาว่าซักฟอก

อย่ารีบร้อนโต้เถียงเพราะจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามหมดอารมณ์พูด ไม่แม้กระทั่งอย่ารีบร้อนเสนอแนะเพราะไม่มีใครฟังข้อเสนอแนะของคนที่ไม่ฟังก่อนอยู่แล้ว

 

นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
จิตแพทย์และนักเขียน ขวัญใจพ่อแม่ชาวโซเชียล


 

เมื่อลูกช่างถาม ทำอย่างไรให้เป็นเด็กช่างคิด

EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF
 
เพราะการตั้งคำถามของลูกไม่ใช่แค่ความสงสัยใคร่รู้ตามวัย หากแต่เป็นความความช่างสังเกต ช่างคิด ช่างสงสัย ซึ่งเป็นลักษณะนิสัยของคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ค่ะ เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งเบื่อที่ลูกตั้งคำถาม แต่ควรชวนลูกหาคำตอบเพื่อสร้างนักคิดแทนค่ะ  
How to ปั้นลูกช่างถามให้เป็นเด็กช่างคิด 

1. ตอบคำถามลูกด้วยคำถาม ไม่ใช่การปัดความรับผิดชอบค่ะ หากแต่เป็นการกระตุ้นให้ลูกคิดหาคำตอบด้วยตัวเอง เช่น เมื่อลูกถามว่าทำไมน้ำทะเลถึงเค็ม พ่อแม่อาจตอบลูกว่า แล้วลูกคิดว่าทำไมล่ะ จากนั้นอาจจะต่อยอดด้วยการชวนลูกหาข้อมูลจากที่ต่างๆ เช่น สถานที่จริง พิพิธภัณฑ์ หนังสือ อินเตอร์เน็ต เป็นต้น

2. ชวนลูกหาคำตอบด้วยกิจกรรมที่เข้าใจง่ายบางคำถามพ่อแม่ไม่จำเป็นต้องตอบก็ได้ แต่ให้ลูกได้หาคำตอบเอง เช่น ทำไมรถถึงเคลื่อนไปข้างหน้า แทนที่จะตอบว่าเพราะมีคนขับ หรือเพราะเราเติมน้ำมัน แต่ถ้าหากิจกรรมวิทยาศาสตร์สนุกๆ เกี่ยวกับเรื่องแรงและการเคลื่อนที่มาทดลองเล่นกับลูก นอกจากจะได้คำตอบสนุกๆ ที่สร้างสรรค์แล้ว ยังกระตุ้นให้ลูกสนใจวิทยาศาสตร์ด้วย

3.ตั้งคำถามกับลูกจากเรื่องใกล้ตัว “อะไร ทำไม ยังไง” เช่น ทำไมหมาต้องเห่าด้วย ลูกอาจจะตอบว่าเพราะหมาเห็นคนแปลกหน้า หมากำลังดีใจ หรือมีคนร้าย ตามแต่ประสบการณ์ของเขา แล้วพ่อแม่อาจจะถามต่อว่าต้องทำอย่างไรให้หมาหยุดเห่า ลูกก็จะคิดหาคำตอบและวิธีแก้ปัญหา

4. ชวนทำกิจกรรมสร้างสรรค์ เช่น ทำอาหาร ทำของใช้ DIY ในระหว่างขั้นตอนการทำจะได้พูดคุยกัน อย่างการทำอาหาร ให้ลูกลองชิม แล้วถามว่าอร่อยหรือยัง อยากใส่อะไรเพิ่มอีก หรือคุณแม่แนะนำส่วนประกอบต่างๆ ทำให้ลูกได้เรียนรู้คำศัพท์ และกระตุ้นให้เกิดการถามตอบ เป็นการพัฒนาทักษะการพูดได้ดี

5. ตั้งคำถามสร้างจินตนาการ เพราะการใช้จินตนาการก็เหมือนการบริหารสมองอย่างหนึ่ง ลองถามคำถามที่ดูเกินจริงหรืออยู่ในโลกสมมติบ้างเช่น ถ้าเหาะได้ หนูจะเหาะไปที่ไหน ถ้ามีพลังแบบเจ้าหญิงเอลซ่าหนูจะทำยังไง ถ้าโดราเอม่อนมีจริง อยากได้ของวิเศษอะไรที่สุด          


เจ้าหนูจำไมอาจน่าเบื่อบ้าง แต่เพราะนั่นคือพัฒนาการตามวัยของเขา บางครั้งหากตอบคำถามลูกไม่ได้ก็ไม่ใช่เรื่องผิดหรือต้องหงุดหงิดค่ะ เพราะสิ่งที่สำคัญมากกว่าคำตอบก็คือกระบวนการให้ได้มาซึ่งคำตอบ นั่นคือการเรียนรู้ระหว่างทาง

 

"รักวัวให้ผูก รักลูกให้เลี้ยงด้วย EF"
ขอบคุณความรู้ EF โดย สถาบัน RLG


ลูกไม่มีความอดทน, ลูกไม่รู้จัก, ฝึกให้ลูกรู้จักรอคอย, สอนลูกให้รู้จักรอคอย, ลูกรอเป็น, สอนลูกเข้าคิว, สอนลูกต่อคิว, EF, Executive Functions, ทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ, การทำงานของสมองส่วนหน้า, ทักษะสมอง EF, พัฒนา EF, ฝึก EF, EF คืออะไร, อีเอฟคืออะไร, ปรับพฤติกรรมลูก, ลูกก้าวร้าว, ลูกเอาแต่ใจ, ลูกดื้อ, ลูกไม่มีความอดทน, ลูกขี้เกียจ, ลูกความจำไม่ดี, ลูกชอบเถียง, ลูกอาละวาด, ลูกอารมณ์ร้าย, ลูกอ่อนไหว, ลูกปรับตัวไม่เป็น, ลูกปรับตัวไม่เก่ง, ลูกขี้อาย, ลูกไม่มีความยับยั้งชั่งใจ, ลูกไม่มีระเบียบ, ลูกไม่มีวินัย, Working memory, ความจำเพื่อใช้งาน, Inhibitory Control, การยั้งคิด ไตร่ตรอง, Shift, Cognitive Flexibility, การยืดหยุ่นความคิด,Focus, Attention, จดจ่อใส่ใจ, Emotional Control, การควบคุมอารมณ์, Planning,Organizing, การวางแผน, การจัดระบบดำเนินการ, Self-Monitoring, การรู้จักประเมินตนเอง,Initiating, การริเริ่มและลงมือทำ, Goal-Directed Persistence, ความพากเพียร, มุ่งสู่เป้าหมาย, เลี้ยงลูกให้เก่ง, เลี้ยงลูกให้เอาตัวรอด, เลี้ยงลูกให้ดี, เลี้ยงลูกให้ฉลาด, เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี, เลี้ยงลูกให้ดูแลตัวเองได้, เลี้ยงลูกให้มีความสุข

เรื่องสำคัญที่ต้องเตรียมพร้อมก่อนลูกวัยรุ่น

2864

ขอปรึกษาเรื่องลูกวัยรุ่นค่ะ ตอนนี้เขาอยู่ ม.2 แล้ว เราทะเลาะกันทุกวัน พูดอะไรเขาไม่ฟังเอาเลย เรียกทำอะไรก็ไม่ทำ ทั้งการบ้านหรือช่วยงานที่บ้าน กลุ้มใจมากเลย

คำถามของรักลูกมักเกี่ยวข้องกับเด็กเล็ก อย่างไรก็ตามหากเราทำไม่เรียบร้อยวันนี้ เรื่องเช่นนี้จะเกิดขึ้นตอนที่เขาเข้าสู่วัยรุ่นเสมอ เราจึงแนะนำให้เลี้ยงลูกโดยมีเป้าหมายว่าช่วยให้เขามีความสามารถดูแลและควบคุมตัวเองให้ได้ก่อนที่จะกลายเป็นวัยรุ่น ที่ซึ่งเขาจะไม่ฟังเราอีกเลย ทำได้อย่างไร สั้นที่สุดคืออ่านนิทานก่อนนอนทุกคืนตั้งแต่เกิด สละเวลาลงไปเล่นกับเขามากที่สุดตั้งแต่แรก และสอนเขาทำงานบ้านเมื่อเขาอายุประมาณ 4 ขวบ

ระหว่างนั้นมีเรื่องที่ควรทำคือสอนเขาดูแลร่างกายของตัวเองให้ได้ก่อนอายุ 3 ขวบ ได้แก่ นั่งกินข้าวด้วยตัวเองให้เรียบร้อยใน 30 นาที อาบน้ำและแปรงฟันด้วยตัวเอง 

เมื่อถึง 4 ขวบกินข้าวเสร็จแล้วเอาจานไปล้าง แล้วแปรงฟันให้เรียบร้อย ตื่นเช้าให้เก็บที่นอนด้วยตัวเอง เล่นของเล่นแล้วเก็บให้เรียบร้อยทุกครั้ง และเมื่อถึง 6 ขวบ ให้สอนทำงานบ้านพื้นฐาน ได้แก่ กวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างจาน เก็บจาน ซักผ้า ตากผ้า และเทขยะ

เรื่องจะง่ายมากยิ่งขึ้นหากเราฝึกให้เขาทำงานก่อนเล่น นั่นคือเมื่อเข้าบ้านให้ทำงานบ้าน เสร็จแล้วไปทำการบ้าน เก็บการเล่นไว้สุดท้าย ด้วยวิธีนี้เขาจะได้ฝึกความสามารถที่จะควบคุมตัวเองทำงานยากและลำบากให้เสร็จก่อนที่จะหาความสนุก ลักษณะนิสัยนี้จะก่อตัวเป็นวงจรประสาทรองรับ Executive Function หรือ EF เพื่อใช้ต่อไปในอนาคตเมื่อการเรียนยากขึ้น การบ้านมากขึ้น โครงงานมากขึ้น กิจกรรมพิเศษมากขึ้น  เขาจึงจะทำได้

เมื่อเด็กกลายเป็นวัยรุ่น เขาเปรียบเสมือนหนอนที่กลายเป็นผีเสื้อ เขาจะไม่ฟังอะไรเราอีก มีแต่จะหมกมุ่นกับตัวเอง ไม่เชื่อฟัง และพร้อมจะบินไปจากเรา เราจึงไม่ควรใช้คำสั่งในการเลี้ยงเขาเพราะมีแต่จะบาดหมางกัน เรายิ่งสั่งมากสอนมากเขาจะดื้อ ไม่ฟัง เถียงคำไม่ตกฟาก และต่อต้านด้วยพฤติกรรมไม่น่ารักต่างๆ นานา

ก่อนที่จะถึงเวลานั้น เราควรรู้ทันก่อนแล้วลดบทบาทตนเองลงมาเป็นเพื่อนผู้รับฟัง นั่งเป็นเพื่อน ทำให้เขารับรู้ว่าเราไว้ใจได้และรับฟังเสมอ เขาจึงเข้าหาเราเพราะที่แท้แล้วเขามีเรื่องหนักใจจากทางโรงเรียนมากมาย ทั้งเรื่องตัวเอง แฟน เพื่อน ครู การเรียน การสอบ กิจกรรม มากมายเต็มไปหมด เขาต้องการคนฟัง

เมื่อเขามาหาเรา เราฟัง อย่าขัดคอ อย่าซักถาม อย่าซักฟอก อย่าแนะนำ อย่าดุด่า เรามีหน้าที่ฟังเท่านั้น ฟังจนกระทั่งเขารู้ว่าเราฟังเขาจึงจะอ่อนลง เสียงเบาลง อารมณ์พลุ่งพล่านน้อยลง แล้วเขามักสงบเอง ไตร่ตรองได้เองว่าควรจะทำอะไรต่อไป

เขาอาจจะถามความเห็นเราด้วย เราแสดงความคิดเห็นได้ เสนอแนะได้แต่ด้วยใจเป็นกลาง ทำให้เขารู้ว่าเราเพียงแค่บอกกล่าวแต่เราจะเคารพการตัดสินใจของเขาและพร้อมรับฟัง พ่อแม่ที่ไว้ใจลูกจะพบว่าเขามักตัดสินใจได้ดีเสมอ

นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
จิตแพทย์และนักเขียน ขวัญใจพ่อแม่ชาวโซเชียล

 

เล่นจ๊ะเอ๋กับลูก สร้าง EF ได้ทุกที่ทุกเวลา

EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF

ดูเหมือนเป็นกิจกรรมธรรมดา แต่รู้มั้ยคะว่า การเล่นจ๊ะเอ๋มีความสําคัญกับการสร้าง EF อย่างมาก เพราะการรับรู้ของเด็กวัยทารก แค่พ่อแม่ปิดหน้าลูกจะเข้าใจทันทีว่าพ่อแม่หายไปแล้ว พอเปิดหน้ามาเขาจะสงสัยว่าพ่อแม่มาได้อย่างไร ตรงนี้เป็นพื้นฐานเป็นบันไดขั้นแรก ในการเรียนรู้ สมองจะทํางานประสานกันหมด

 
สมมติคุณแม่เอาผ้าบังหน้าไว้ เขาก็จะเรียนรู้ที่จะเอาผ้าออกก็ จะเจอหน้าแม่ สิ่งเหล่านี้ช่วยฝึกทักษะการแก้ปัญหา... เรียนรู้ที่จะบังคับร่างกายให้สามารถหยิบจับสิ่งต่างๆ กล้ามเนื้อมือและสมองทํางานประสานกัน การเล่นง่ายๆ อย่างจ๊ะเอ๋หรือเอาของไปซ่อนใต้ผ้า ช่วยปลูกฝังให้ลูกเราได้รู้จักคิด แก้ปัญหา และมี EFที่ดี
 
กระบวนการสร้างEF จำเป็นต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่เด็กยังเล็กซึ่งในช่วงแรกบทบาทของพ่อแม่สำคัญที่สุดที่จะดูแลให้ลูกรู้สึกปลอดภัย ไว้วางใจ และมั่นคงทางจิตใจ รวมถึงได้รับโภชนาการที่ดี ได้นอนอย่างเพียงพอและได้เล่นสนุกตามวัย เมื่อลูกโตขึ้นจากวัยเบบี้เป็นวัยเตาะแตะหรือวัยอนุบาล
 
อีก 2 กุญแจสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่สามารถให้ลูกทำได้ที่บ้าน คือการช่วยเหลือตัวเอง และการช่วยทำงานบ้าน เป็นการเปิดโอกาสให้ลูกได้เจอกับ ประสบการณ์หลากหลาย ที่ท้าทายมากขึ้น ให้ลูก ได้ลองผิดลองถูก ช่วยให้ลูกได้พัฒนาทักษะ EF เมื่อ ลูกได้ฝึกฝนประสบการณ์อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ก็จะเกิดเป็นทักษะ EF ที่แข็งแรงติดตัวลูกไปจนโต
 

เลี้ยงผิดชีวิตลูกเปลี่ยน! 4 ปัญหาที่ลูกเจอแน่ ถ้าคนหนึ่งเข้มงวด คนหนึ่งสปอยล์

การเลี้ยงลูก, เลี้ยงลูกคนละทาง, พ่อดุ แม่ใจดี, พ่อดุ แม่ใจดี ลูกมีปัญหา, ปัญหาการเลี้ยงลูก, ลูกเอาแต่ใจ, ลูกรักพ่อมากกว่า, ลูกรักแม่มากกว่า, ลูกไม่ฟัง

กำลังเข้มงวดสอนลูก อยู่ ๆ มีคนในบ้านพูดว่า "ไม่เป็นไรลูก ไม่ต้องทำก็ได้" รู้ไหมว่าถ้ายังไม่ปรับวิธีเลี้ยงลูกให้ถูกทาง ลูกเจอปัญหาแน่นอน

เลี้ยงผิดชีวิตลูกเปลี่ยน! 4 ปัญหาที่ลูกเป็นแน่ ถ้าคนหนึ่งข้มงวด คนหนึ่งสปอยล์

เชื่อว่าหลายบ้านกำลังเจอเรื่องนี้ค่ะ

  • แม่เข้มงวดมาก พอพ่อเห็นก็บอกว่า ไม่เป็นไร ไม่ต้องทำได้
  • พ่อกำลังสอนอยู่ดี ๆ แม่เข้ามากอด มาสปอยล์ลูก ทำให้ลูกไม่ได้ฟังที่พ่อสอนซะดื้อ ๆ 
  • พ่อแม่อยากให้ลูกรู้จักดูแลตัวเอง คนหนึ่งเข้มงวดมีตารางเวลาชัดเจน อีกคนสอนแบบทำไปด้วยกัน ลูกกำลังทำได้ดีอยู่แล้วเชียว ไปค้างบ้านคุณย่าไม่กี่วัน คุณย่าตามใจหนักมากว่าไม่ต้องทำก็ได้เพราะกลัวหลานไม่รัก

เอาล่ะสิคะ การเลี้ยงลูกแบบที่เป้าหมายเดียวกัน แต่วิธีการเข้าหาและสอนลูกต่างกันมันอาจทำให้ลูกสับสนได้นะว่า ตกลงต้องทำหรือไม่ต้องทำกันแน่ และถ้าทุกคนในบ้านยังไม่จับเข่าคุยกันเพื่อหาแนวทางการเลี้ยงลูกที่ Balance ทุกด้าน ลูกอาจเจอ 4 ปัญหานี้

1. ทำให้ลูกสับสน

หากครอบครัวไหนคุณแม่เป็นคนเข้มงวด ไม่ตามใจ ส่วนคุณพ่อตามใจลูกทุกอย่าง ลูกจะเกิดความสับสนว่าควรทำตัวอย่างไร ต้องอดทนหรือควรงอแงเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการมาค่ะ

วิธีแก้ไข: พ่อแม่ควรพูดคุยและตกลงกันให้เป็นเสียงเดียวก่อนว่าจะฝึกสอนลูกแบบไหน หากยังคิดเห็นไม่ตรงกันให้บอกกับลูกว่า “พ่อแม่ขอปรึกษากันก่อน แล้วจะให้คำตอบทีหลัง” ดีกว่ามาทะเลาะหรือเถียงกันต่อหน้าลูกนะคะ

 

2. ทำให้ลูกเลือกข้างคนที่ตามใจ

เมื่อเกิดปัญหาขึ้นลูกจะเลือกเข้าหาคนที่ตามใจ ทำให้ลูกเลือกที่จะไม่ฟังคนเข้มงวด ยิ่งสอนลูกยากค่ะ

วิธีแก้ไข: พ่อแม่ต้องใช้วิธีการคุยเพื่อขอให้อีกฝ่ายไม่เข้ามาแทรกแซงระหว่างที่สอนลูก ยกตัวอย่างเช่น “ในช่วงที่แม่สอนลูก แม่ขอให้พ่อไม่เข้ามาแทรกแซงต่อหน้าลูก ถ้าพ่อไม่ชอบใจตรงไหน ขอให้เก็บมาคุยกันตอนหลัง” แต่หลีกเลี่ยงการพูดในลักษณะออกคำสั่งนะคะ

 

3. ทำให้ลูกควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้

หากลูกร้องไห้แล้วคุณพ่อตามใจ แต่คุณแม่ไม่ให้ ไม่ตามใจ ความรู้สึกของลูกเดี๋ยวได้เดี๋ยวไม่ได้ ส่งผลกับอารมณ์โดยตรง พอไม่ได้ดั่งใจลูกก็จะหงุดหงิด และอารมณ์แปรปรวนง่าย

วิธีแก้ไข: เลือกเวลาสบายๆ ของคุณพ่อคุณแม่พูดคุยเกี่ยวกับแนวทางการเลี้ยงลูกและตั้งเป้าหมายไปที่ ‘การแก้ปัญหา’ ยกตัวอย่างเช่น คุณแม่ควรพูดว่า “วันนี้แม่อยากคุยเรื่องวิธีควบคุมการใช้หน้าจอของลูก” แทนการพูดตำหนิอีกฝ่ายว่า “พ่อให้ลูกดูการ์ตูนมากเกินไป ลูกจะสายตาเสีย และเรียกมากินข้าวยากมาก ๆ เพราะพ่อตามใจ”

 

4. ทำให้ลูกดื้อและต่อต้าน

ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างคุณพ่อคุณแม่และลูก ทำให้ลูกไม่เชื่อฟัง ดื้อ และต่อต้าน เพราะคุณพ่อคุณแม่สอนคนละแบบ

วิธีแก้ไข: คุณพ่อคุณแม่ควรหาบทสรุปการเลี้ยงลูก ก่อนที่ลูกจะไม่เชื่อฟังและต่อต้าน อาจใช้วิธีเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายเสนอแนวคิด และรับฟังด้วยท่าทางเปิดรับ

คุณพ่อคุณแม่ลองนำไปปรับใช้ดูนะคะ หาเวลาคุยกันทั้งสองฝ่ายว่าเราจะเลี้ยงลูกแบบไหนกันดี เพราะการเลี้ยงลูกคนละทางนอกจากจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคุณพ่อคุณแม่และลูกเปลี่ยนไป ยังส่งผลต่อลูกเราโดยตรง เปลี่ยนเพื่อลูก พ่อแม่ทำได้อยู่แล้วค่ะ

 

    เลี้ยงลูกให้ได้ดี ด้วยบันได 7 ขั้นสู่ EF

    บันได 7 ขั้น  ขั้นสู่ EF, ลูกดื้อ, ลูกดื้อทำยังไงดี, เลี้ยงลูกให้ได้ดี, เลี้ยงลูกด้วย EF, เป็นพ่อแม่ที่ดีได้อย่างไร, นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์,พัฒนาสายสัมพันธ์ที่มองไม่เห็นด้วยตา,พัฒนาการเด็ก,เลี้ยงลูกแบบหมอประเสริฐ, สร้างตัวตน ,วัยแห่งการเล่น, เล่น, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, รักลูก ครอบครัว EF

    การส่งเสริมและพัฒนา EF ให้กับลูกนั้น เริ่มได้ตั้งแต่แรกเกิดเลยค่ะ สิ่งสําคัญคือการส่งเสริมและพัฒนาที่สอดคล้องไปกับพัฒนาการตามวัยของเด็ก ซึ่งสอดคล้องกับ “บันได 7 ขั้นสู่ EE”ของ นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ที่กล่าวถึงการเลี้ยงลูกให้ได้ดีมี EF นั้น เด็กที่ได้รับการดูแลจากพ่อแม่และผู้ปกครองตามบันได 7 ขั้น และทําบันไดในแต่ละขั้นให้สมบูรณ์ ย่อมมี โอกาสจะประสบความสําเร็จในชีวิตได้มากกว่า
    บันได 7 ขั้นสู่ EE

    มี 2 ขั้นแรกที่สําคัญที่ต้อง เริ่มสร้างตั้งแต่เด็กวัยทารก คือ

    บันไดขั้นที่ 1 :แม่มีจริง (Object Constancy) แม่เป็นเสาหลักของพัฒนาการ ทารกจะรู้ว่าแม่มีอยู่จริงเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน ในช่วงขวบปีแรกของชีวิต หากแม่มอบความรัก อุ้มลูกมากพอ ดูแลลูกมากพอ แม่ก็จะมีจริง ประทับลงลึกถึงจิตใต้สํานึกของเด็ก แม้เมื่อเด็ก โตขึ้น และแม่ไม่อยู่ด้วยกัน แต่แม่ก็ยังมีจริง ในใจเสมอ สร้างความมั่นคงในจิตใจลูก

    บันไดขั้นที่ 2 : สร้างสายสัมพันธ์ (Attachment) ใน 1-3 ปีแรกของชีวิต ลูกจะยัง ไม่แยกตัวออกจากแม่โดยสมบูรณ์ เป็นช่วงเวลา ที่จะพัฒนาสายสัมพันธ์ที่มองไม่เห็นด้วยตา แต่สื่อด้วยใจ ผ่านการเลี้ยงดู ให้เวลาดูแล กอด หอม คุ้ม เล่น มากพอ เด็กก็พร้อมที่จะสร้างตัว ตนของตัวเองขึ้นมา เมื่อลูกอายุ 2 1/2 - 3 ขวบ จะเกิดกระบวนการแยกตัวเป็นบุคคลอิสระจากแม่

    ดังนั้นการได้อยู่กับแม่ในช่วงเวลานี้เป็นสิ่งสําคัญ (การแยกกับแม่ก่อนอายุ 3 ขวบ อาจทําให้ลูก เกิดแผลทางใจ)
    เมื่อแม่ได้สร้างบันไดพื้นฐาน 2 ขั้นนี้ให้กับ ลูกแล้ว จะนําไปสู่การสร้างบันไดในขั้นอื่น ๆ ตามมา

    บันไดขั้นที่ 3 : “สร้างตัวตน” (Self) วัยแห่งการเล่น “เล่น” คือโอกาสทองที่นอกจากจะ ทําให้เด็กแข็งแรงแล้ว ยังทําให้เด็กได้รู้จักร่างกาย ตนเอง ได้เรียนรู้การใช้ร่างกายตนเอง และที่สําคัญ ได้สมองที่ดี

    บันไดขั้นที่ 4 : “การนับถือตนเอง” (SelfEsteem) เป็นแรงผลักดันในการพัฒนาตนเอง ความรู้สึกที่ว่าหนูทําได้ เป็นความนับถือตัวเอง เป็นพลังที่จะทําให้เด็กพุ่งไปข้างหน้า

    บันไดขั้นที่ 5 :“ควบคุมตัวเอง” (SelfControl) เป็นรากฐานสําคัญของ EF

    บันไดขั้นที่ 6 : “EF” (Executive Functions) คือความสามารถของสมอง ในการควบคุมความ คิด อารมณ์ และการกระทํา เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย

    บันไดขั้นที่ 7 : “ทักษะศตวรรษที่ 21” เราไม่ได้ต้องการเด็กที่มีความรู้เยอะหรือเด็กที่ ท่องเก่ง เราต้องการเด็กที่รู้ว่าเป้าหมายตัวเอง คืออะไร แล้วจะไปถึงเป้าหมายนั้นได้ด้วยอะไร

    บันไดทุกขั้นเหล่านี้สามารถสร้างและเป็น ไปได้ในบ้านทุกบ้าน ทุกครอบครัวที่เข้าใจและ ลงมือทํา อย่างมีเป้าหมายเพื่อสร้าง EF ให้กับลูก นั้นเอง