facebook  youtube  line

แค่ให้ลูกล้างจานก็ได้ฝึก EF แล้วนะ

EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF

งานบ้านง่ายๆ หลายอย่าง นอกจากฝึกทักษะให้เป็นเด็กมีความรับผิดชอบ รู้จักช่วยตนเอง ช่วยเหลือผู้อื่น การฝึกให้ลูกทำงานบ้านต่างๆ ยังช่วยให้เขาได้ฝึกพัฒนาทักษะ EF ด้วยค่ะ อย่างเช่น การล้างจานหลังจากกินข้าวเสร็จ ลูกจะได้ทักษะดังต่อไปนี้ 


1. Initiating = ถ้าให้ลูกทำทุกครั้งหลังจากกินข้าวเสร็จ ลูกจะรู้ว่าเป็นหน้าที่ที่ตนเองต้องทำ สามารถทำได้เองโดยที่พ่อแม่ไม่ต้องบอก 

2. Working Memory =รู้จักขั้นตอนการล้างจาน ลำดับก่อนหลังว่าควรล้างอะไรก่อน เช่น ล้างแก้วก่อนจานชาม

3. Shift หรือ Cognitive Flexibility รู้จักยืดหยุ่นหรือปรับเปลี่ยนความคิด เช่น เมื่อเจอเศษอาหารขณะล้าง จะต้องทำอย่างไร จะเขี่ยลงอ่างล้างจาน หรือแยกออกมาทิ้งในถังขยะ 

4. Focus/Attention ตั้งใจและจดจ่อกับงานตรงหน้า เพราะถ้าลูกไม่จดจ่ออาจทำจานชามหลุดมือหรือทำตกแตกได้ 
        
5. Planning and Organizing รู้จักวางแผนการล้าง เริ่มจากการเก็บจากโต๊ะอาหาร ต้องเก็บอย่างไร ต้องแยกเศษอาหารไปทิ้งต่างหาก จานชามเท่านี้ต้องใช้น้ำยาล้างจาน ใช้น้ำล้างทำความสะอากแค่ไหน ทำอย่างไรจึงจะประหยัดน้ำ เป็นต้น  

6. Self -Monitoring = รู้จักประเมินตนเอง เช่น การเช็กดูว่าตนเองล้างจานสะอาดหรือไม่ ถ้ารีบไปเล่นทำให้ล้างจานแบบลวกๆ คราบอาหารก็ยังคงติดจานอยู่ 


ซึ่งนอกจากการล้่างจานแล้ว การให้ลูกทำงานอื่นๆ เช่น กวาดบ้าน ถูบ้าน รดน้ำต้นไม้ ซักผ้า จัดของ ฯลฯ ก็ช่วยฝึก EF ได้เช่นกันค่ะ 

แค่ให้ลูกสวมถุงเท้ารองเท้าเอง ก็ได้ฝึก EF

 EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF

การให้ลูกใส่รองเท้าและผูกเชือกรองเท้าช่วยฝึก EF 
อาจเป็นสิ่งที่เด็กๆ ต้องทำ เป็นเรื่องปกติที่เด็กๆ ต้องเรียนรู้ แต่นอกเหนือจากหน้าที่และความรับผิดชอบแล้ว การที่ลูกผูกเชือกรองเท้าเอง ยังสอนอะไรเขาได้อีกเยอะเลยค่ะ 


ฝึกความอดทน กว่าลูกจะสวมถุงเท้าและรองเท้าได้ต้องอาศัยการเรียนรู้ ฝึกฝน ใช้ความพยายามในการสวมใส่ให้ถูกต้อง โดยเฉพาะรองเท้าที่ต้องผูกเชือก ลูกต้องใช้ความอดทนในการฝึก ผูกอย่างไร แกะอย่างไร  

ฝึกความรับผิดชอบ ลูกต้องรู้จักช่วยเหลือตัวเอง รับผิดชอบหน้าที่ของตัวเอง เพราะการสวมรองเท้าเองก็เหมือนกับการที่เด็กๆ ต้องอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน แต่งตัวได้ด้วยตัวเอง   

มีการวางแผนที่ดีจะสวมรองเท้าต้องสวมถุงเท้าก่อน เวลาร้อยเชือก ต้องดึงเชือกให้ยาวเท่ากันทั้งสองข้าง สอดเชือกซ้ายขวาสลับไปมา สอดแล้วดึง เสร็จแล้วผูกเชือกรองเท้าให้เป็นโบ ผูกแน่นเกินไปไม่ได้ หลวมเกินไปรองเท้าก็จะหลุด ผูกไว้ตอนเย็นก่อนนอนดีกว่า เพราะถ้าผูกตอนเช้าก่อนไปโรงเรียนอาจใช้เวลานาน ทำให้ไปโรงเรียนสาย เป็นต้น 

เสริมสร้างความั่นใจเมื่อลูกทำได้ เช่น ใส่รองเท้าถูกข้าง ผูกเชือกรองเท้าได้เอง ผูกโบสวย คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมชมเขาด้วยนะคะ เพราะคำชมจะทำให้ลูกรู้สึกภาคภูมิใจ และมีความชื่อมั่นในตนเอง 

รู้จักการพลิกแพลง ใช้ความคิดสร้างสรรค์การผูกเชือกรองเท้าไม่ได้มีแค่การผูกเงื่อนซ้ายทับขวาขวาทับซ้าย แต่ยังมีวิธีพลิกแพลง และร้อยเชือกอีกหลากหลายวิธี ถ้าเด็กๆ เรียนรู้หลักการผูกเชือกได้ การผูกรองเท้าก็เป็นเรื่องสนุกค่ะ

 
 

"รักวัวให้ผูก รักลูกให้เลี้ยงด้วย EF"
ขอบคุณความรู้ EF โดย สถาบัน RLG


ลูกไม่มีความอดทน, ลูกไม่รู้จัก, ฝึกให้ลูกรู้จักรอคอย, สอนลูกให้รู้จักรอคอย, ลูกรอเป็น, สอนลูกเข้าคิว, สอนลูกต่อคิว, EF, Executive Functions, ทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ, การทำงานของสมองส่วนหน้า, ทักษะสมอง EF, พัฒนา EF, ฝึก EF, EF คืออะไร, อีเอฟคืออะไร, ปรับพฤติกรรมลูก, ลูกก้าวร้าว, ลูกเอาแต่ใจ, ลูกดื้อ, ลูกไม่มีความอดทน, ลูกขี้เกียจ, ลูกความจำไม่ดี, ลูกชอบเถียง, ลูกอาละวาด, ลูกอารมณ์ร้าย, ลูกอ่อนไหว, ลูกปรับตัวไม่เป็น, ลูกปรับตัวไม่เก่ง, ลูกขี้อาย, ลูกไม่มีความยับยั้งชั่งใจ, ลูกไม่มีระเบียบ, ลูกไม่มีวินัย, Working memory, ความจำเพื่อใช้งาน, Inhibitory Control, การยั้งคิด ไตร่ตรอง, Shift, Cognitive Flexibility, การยืดหยุ่นความคิด,Focus, Attention, จดจ่อใส่ใจ, Emotional Control, การควบคุมอารมณ์, Planning,Organizing, การวางแผน, การจัดระบบดำเนินการ, Self-Monitoring, การรู้จักประเมินตนเอง,Initiating, การริเริ่มและลงมือทำ, Goal-Directed Persistence, ความพากเพียร, มุ่งสู่เป้าหมาย, เลี้ยงลูกให้เก่ง, เลี้ยงลูกให้เอาตัวรอด, เลี้ยงลูกให้ดี, เลี้ยงลูกให้ฉลาด, เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี, เลี้ยงลูกให้ดูแลตัวเองได้, เลี้ยงลูกให้มีความสุข


 

แพ้บ้างก็ไม่เป็นไรลูก

EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF

ชีวิตคนเรามีทั้งสมหวังและผิดหวัง ความผิดหวังอาจเป็นความพ่ายแพ้อย่างหนึ่งที่ทำให้คนเรารู้สึกเสียใจ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าทั้งชีวิตของเราจะล้มเหลวและต้องแพ้ตลอดไป เด็กหลายคนรู้จักการแพ้ชนะผ่านการเล่นเกม กีฬา บางคนดีใจเมื่อได้ชัยชนะ และยอมรับความพ่ายแพ้ได้ ขณะที่เด็กบางคนประสบการณ์การใช้ชีวิตอาจยังไม่มากพอ เมื่อเล่นเกมกีฬาแพ้ก็ย่อมรู้สึกเสียใจมากเป็นธรรมดา

ทั้งที่จริงแล้วชีวิตเขายังต้องเผชิญกับความสมหวังและผิดหวังอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การงาน สังคม หรือแม้แต่เรื่องความรัก ลูกยังต้องเรียนรู้ที่จะผิดหวัง และเผชิญหน้ากับความพ่ายแพ้อีกมาก ซึ่งลูกจะรับมือกับความพ่ายแพ้ได้มากน้อยแค่ไหน พ่อแม่ต้องเป็นคนฝึกฝนทักษะนี้ให้เขา

พ่อแม่ไม่ควรยอมลูกเสมอไป 
แม้ลูกจะดีใจที่สามารถเล่นเกมชนะพ่อแม่ แต่บางครั้งก็ต้องหัดให้ลูกแพ้บ้าง ให้เขายอมรับความจริงว่าการแข่งขันมีแพ้ชนะ และความพ่ายแพ้ไม่ใช่เรื่องน่าอาย ที่สำคัญพ่อแม่ต้องไม่ทำให้ลูกรู้สึกว่าแพ้ไม่ได้ เช่น เมื่อลูกเล่นเกมแพ้แล้วใช้คำพูดเยาะเย้ยถากถาง หรือแซวลูก เพราะนั่น จะทำให้ลูกรู้สึกอาย โกรธ และแพ้ไม่เป็น
 
 
ชื่นชมผู้ชนะด้วยใจจริง 
การสอนให้ลูกมีน้ำใจนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย อาจเป็นนามธรรมที่สอนยาก แต่ถ้าทำให้ลูกเห็นจนเป็นกิจวัตร ลูกจะซึมซับได้เอง เช่น การกล่าวชื่นชมผู้อื่นด้วยความจริงใจ ไม่เปรียบเทียบ หรือประชดประชัน เช่น คนที่ได้ที่หนึ่งเขาเก่งมากเลยนะ ส่วนวันนี้หนูเองก็เก่งมากเช่นกัน ไม่ชนะไม่เป็นไร เราไปพยายามกันใหม่นะ   
ไม่กดดันลูกเกินไป 
ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกม แข่งขัน เล่นกีฬา พ่อแม่ไม่ควรคาดหวังกับลูกจนเกินไป เพราะลูกจะรู้สึกว่าพ่อแม่คาดหวังกับเขา เขาจะแพ้ไม่ได้ แต่หากเปลี่ยนความคาดหวังว่าลูกต้องเล่นกีฬาชนะเป็นการชื่นชมที่ลูกเล่นกีฬา ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ แพ้ชนะไม่สำคัญ สำคัญที่ลูกได้ใช้ความพยายามและความสามารถของตนเอง ได้ทำในสิ่งที่รัก พ่อแม่ก็มีความสุขแล้ว ลูกจะมีความสุขกับสิ่งที่ทำมากกว่าต้องแข่งเพื่อชัยชนะ 

ถ้วยรางวัลไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตลูก 
พ่อแม่หลายคนชอบให้ลูกแข่งขัน และมักคิดว่าเป็นท้าเลนท์ของลูก แต่บ่อยครั้งเข้าอาจจจะถลำไปเป็นการล่ารางวัล ล่าชัยชนะ และคาดหวังความสำเร็จของลูกโดยไม่รู้ตัว สิ่งที่น่ากลัวคือพ่อแม่บางคนพยายามให้ลูกได้รับชัยชนะจนลืมกฎ กติกา การแข่งขัน หากทำแบบนี้บ่อยๆ นอกจากลูกจะเสพติดชัยชนะแล้ว ลูกอาจจะซึมซับแบบอย่างที่ไม่เหมาะสมด้วย
ความพ่ายแพ้คือภูมิคุ้มกัน 
เมื่อลูกเผชิญกับความพ่ายแพ้ แน่นอนว่า ณ ขณะนั้นลูกย่อมรู้สึกผิดหวัง เสียใจ สิ่งที่พ่อแม่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือการพูดคุย ปลอบโยนลูก ให้ลูกรู้ว่าพ่อแม่อยู่เคียงข้างเขา หากลูกรู้สึกโกรธ โมโห ควรรีบกอดลูกทันที และเมื่อลูกอารมณ์ดี ทำใจยอมรับความพ่ายแพ้ได้แล้ว พ่อแม่สามารถคุยกับลูกได้ว่าลูกพลาดตรงไหน เราจะนำมาปรับปรุงอะไรได้บ้าง หรืออาจชี้ให้เห็นว่านักกีฬาบางคนเขาแข่งแพ้ แต่ไม่ได้หมายความว่าชีวิตเขาจะสิ้นหวัง เพราะเขาก็ยังคงซ้อมและแข่งขันต่อไป ไม่ชนะวันนี้ วันหนึ่งเขาก็ชนะ
 

เด็กที่แพ้ไม่เป็น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะถูกตามใจมาตั้งแต่เล็ก ซึ่งจะมีความเสี่ยงในการใช้ชีวิตเมื่อโตขึ้น เพราะนอกจากลูกจะรับมือกับความผิดหวังไม่ได้แล้ว ยังมีปััญหาต่อกาารควบคุมอารมณ์ ความก้าวร้าว บางคนอาจแสดงอาการต่อต้าน โวยวาย ร้องห่มร้องไห้ หรือบางคนเมื่อผิดหวังมากๆ อาจซึมเศร้าเสียใจจนเกินกว่าเหตุ เพราะฉะนั้น ให้ลูแพ้บ้างก็ได้ค่ะ 
 
 

 

"รักวัวให้ผูก รักลูกให้เลี้ยงด้วย EF"
ขอบคุณความรู้ EF โดย สถาบัน RLG


ลูกไม่มีความอดทน, ลูกไม่รู้จัก, ฝึกให้ลูกรู้จักรอคอย, สอนลูกให้รู้จักรอคอย, ลูกรอเป็น, สอนลูกเข้าคิว, สอนลูกต่อคิว, EF, Executive Functions, ทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ, การทำงานของสมองส่วนหน้า, ทักษะสมอง EF, พัฒนา EF, ฝึก EF, EF คืออะไร, อีเอฟคืออะไร, ปรับพฤติกรรมลูก, ลูกก้าวร้าว, ลูกเอาแต่ใจ, ลูกดื้อ, ลูกไม่มีความอดทน, ลูกขี้เกียจ, ลูกความจำไม่ดี, ลูกชอบเถียง, ลูกอาละวาด, ลูกอารมณ์ร้าย, ลูกอ่อนไหว, ลูกปรับตัวไม่เป็น, ลูกปรับตัวไม่เก่ง, ลูกขี้อาย, ลูกไม่มีความยับยั้งชั่งใจ, ลูกไม่มีระเบียบ, ลูกไม่มีวินัย, Working memory, ความจำเพื่อใช้งาน, Inhibitory Control, การยั้งคิด ไตร่ตรอง, Shift, Cognitive Flexibility, การยืดหยุ่นความคิด,Focus, Attention, จดจ่อใส่ใจ, Emotional Control, การควบคุมอารมณ์, Planning,Organizing, การวางแผน, การจัดระบบดำเนินการ, Self-Monitoring, การรู้จักประเมินตนเอง,Initiating, การริเริ่มและลงมือทำ, Goal-Directed Persistence, ความพากเพียร, มุ่งสู่เป้าหมาย, เลี้ยงลูกให้เก่ง, เลี้ยงลูกให้เอาตัวรอด, เลี้ยงลูกให้ดี, เลี้ยงลูกให้ฉลาด, เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี, เลี้ยงลูกให้ดูแลตัวเองได้, เลี้ยงลูกให้มีความสุข

ใช้ EF ปกป้องลูกจากการฆ่าตัวตาย

EF, ทักษะสมอง EF, สอนลูกให้มี EF, เลี้ยงลูกให้มี EF, อยากให้ลูกมี EF, อยากให้ลูก EF ดี, วิธีสร้าง EF, เลี้ยงลูกด้วย EF, ครอบครัว EF, คลินิก EF, รักลูก Community of The Expert, Do ดีมี EF, ครอบครัวรักลูก EF
 
ทุกวันนี้เด็กไทยมีความเครียดสูงมากขึ้น ทั้งความกดดันเรื่องการเรียน กดดันจากครอบครัว ถูกเพื่อนแกล้งที่โรงเรียน หรือปัญหาอื่นๆ ที่หาทางออกไม่ได้ เด็กหลายคนป่วยเป็นโรคซึมเศร้า และฆ่าตัวตายในที่สุด 

เพราะฉะนั้นการสอนลูกให้เข้าใจสภาวะอารมณ์ รู้จักควบคุมอารมณ์ตนเองในเบื้องต้น จะเป็นเกราะป้องกันลูกทำร้ายตัวเองได้ 


9 วิธีสร้างเกราะป้องกันลูกฆ่าตัวตาย

1. เตือนลูกว่าการทำร้ายตนเอง ทำร้ายผู้อื่น และทำลายของเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ โดยเฉพาะทุกๆ ครั้งที่พ่อแม่อยู่ด้วยแล้วลูกไม่สามารถควบคุมอารมณ์โกรธ โมโห หรือเสียใจได้ พ่อแม่ต้องห้ามลูกก่อน ว่าอย่าทำร้ายร่างกายตนเองและผู้อื่น ควรบอกลูกว่า เราไม่มีสิทธิ์ทำร้ายผู้อื่นทั้งต่อร่างกาย ทรัพย์สิน หรือแม้แต่คำพูดของเราเองก็ไม่ควรทำร้ายจิตใจคนอื่น และการทำร้ายตัวเองก็ทำให้พ่อกับแม่เสียใจมาก และนอกเหนือจากความเสียใจของพ่อกับแม่แล้วลูกเองก็จะรู้สึกเจ็บ และเสียใจยิ่งกว่า ความรู้สึกของลูกเป็นสิ่งสำคัญมากนะ 

2. ให้สูดหายใจลึกๆ 3 ครั้งและนับ 1 ถึง 10 อย่างช้าๆ วิธีนี้ช่วยให้เด็กๆ เข้าใจว่าความรู้สึกเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ และผลกระทบจากอารมณ์เหล่านั้นก็อาจทำร้ายคนอื่นได้ ฉะนั้นการสูดหายใจลึกๆ 3 ครั้ง และนับ 1 ถึง 10 ช้าๆ จะช่วยให้เด็กอารมณ์สงบลงได้

3. ลูกต้องบอกความรู้สึกของตัวเองได้ การรับรู้ความรู้สึกของตนเองเป็นเรื่องที่ดี และการอธิบายความรู้สึกก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะการระบายความรู้สึก แม้บางครั้งอาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาให้ลูก แต่ย่อมดีกว่าการระเบิดอารมณ์หรือแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงแน่นอน

4. พ่อแม่ต้องไม่ใช้อารมณ์ตัดสินความรู้สึกลูก เมื่อลูกพูดระบายความรู้สึกออกมาแล้ว พ่อแม่ต้องมีความใจเย็น รับฟังอย่างตั้งใจ เข้าใจ และไม่ใช้อารมณ์ในการตัดสินสิ่งที่ลูกพูด

5. ลูกต้องรู้จักขอความช่วยเหลือ การพูดคุยถึงปัญหาที่เกิดขึ้นสามารถแก้ปัญหาหรือหาแนวทางแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ให้กับลูกได้ ซึ่งเด็กๆ เองก็จะเกิดความไว้วางใจและกล้าที่จะขอความช่วยเหลือ และต่อไปไม่ว่าจะมีปัญหาอะไร ลูกๆ ก็จะปรึกษากับคุณพ่อคุณแม่ตลอด แม้ว่าเขาจะโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ตาม

6. เวลาจะช่วยให้ลูกสงบลง บางครั้งการแก้ปัญหาต่างๆ ก็ไม่ได้ช่วยให้อารมณ์ของลูกดีขึ้น ดังนั้นการเดินออกจากที่เกิดเหตุหรือการหาทางออกอื่น อาจจะช่วยให้ความรู้สึกของลูกผ่อนคลายลง

7. สร้างภูมิคุ้มกันด้านสังคมให้กับลูก เริ่มจากสังคมครอบครัวค่ะ ทำให้ลูกรู้สึกมีคุณค่าในสายตาคนรอบข้างและมีความภาคภูมิใจในตัวเองผ่านการสื่อสารภายในครอบครัว

8. เพิ่มทักษะแก้ไขปัญหา พ่อแม่ควรให้ลูกฝึกแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง เช่น ตั้งคำถามจำลองสถานการณ์ให้ลูกลองคิดแก้ปัญหา ฝึกให้ลูกช่วยเหลือตนเอง มอบหมายงานตามความสามารถ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ลูกว่าสามารถทำได้ เป็นต้น

9. ส่งเสริมให้ลูกกล้าแสดงออก ในสังคมโรงเรียน คุณครูควรจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กกล้าแสดงออกร่วมกับเพื่อนๆ เป็นการส่งเสริมให้เขาได้รับการยอมรับจากเพื่อนๆ มากยิ่งขึ้นค่ะ

บ่อยครั้งที่เด็กๆ มักจะควบคุมอารมณ์ตนเองไม่อยู่ หลายคนร้องไห้งอแง บางคนก็ทำร้ายตัวเอง หนักเข้าก็ทำร้ายผู้อื่น อย่าปล่อยให้เป็นความเคยชินค่ะ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจติดตัวลูกไปจนโต ทำให้ลูกเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่รู้จักการควบคุมอารมณ์ และเกิดผลเสียต่อตัวเขาเองได้ 

 

 




 

"รักวัวให้ผูก รักลูกให้เลี้ยงด้วย EF"
ขอบคุณความรู้ EF โดย สถาบัน RLG


ลูกไม่มีความอดทน, ลูกไม่รู้จัก, ฝึกให้ลูกรู้จักรอคอย, สอนลูกให้รู้จักรอคอย, ลูกรอเป็น, สอนลูกเข้าคิว, สอนลูกต่อคิว, EF, Executive Functions, ทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จ, การทำงานของสมองส่วนหน้า, ทักษะสมอง EF, พัฒนา EF, ฝึก EF, EF คืออะไร, อีเอฟคืออะไร, ปรับพฤติกรรมลูก, ลูกก้าวร้าว, ลูกเอาแต่ใจ, ลูกดื้อ, ลูกไม่มีความอดทน, ลูกขี้เกียจ, ลูกความจำไม่ดี, ลูกชอบเถียง, ลูกอาละวาด, ลูกอารมณ์ร้าย, ลูกอ่อนไหว, ลูกปรับตัวไม่เป็น, ลูกปรับตัวไม่เก่ง, ลูกขี้อาย, ลูกไม่มีความยับยั้งชั่งใจ, ลูกไม่มีระเบียบ, ลูกไม่มีวินัย, Working memory, ความจำเพื่อใช้งาน, Inhibitory Control, การยั้งคิด ไตร่ตรอง, Shift, Cognitive Flexibility, การยืดหยุ่นความคิด,Focus, Attention, จดจ่อใส่ใจ, Emotional Control, การควบคุมอารมณ์, Planning,Organizing, การวางแผน, การจัดระบบดำเนินการ, Self-Monitoring, การรู้จักประเมินตนเอง,Initiating, การริเริ่มและลงมือทำ, Goal-Directed Persistence, ความพากเพียร, มุ่งสู่เป้าหมาย, เลี้ยงลูกให้เก่ง, เลี้ยงลูกให้เอาตัวรอด, เลี้ยงลูกให้ดี, เลี้ยงลูกให้ฉลาด, เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี, เลี้ยงลูกให้ดูแลตัวเองได้, เลี้ยงลูกให้มีความสุข

ในวันที่ลูกผิดหวัง พ่อแม่ต้องสอนให้ลูกรับมือกับความผิดหวังให้ได้

สอนลูกรับมือความผิดหวัง- สอนลูกเมื่อผิดหวัง- เมื่อลูกต้องรับมือความผิดหวัง

ในวันที่ลูกผิดหวัง พ่อแม่ต้องสอนให้ลูกรับมือกับความผิดหวังให้ได้

เด็กคนหนึ่งก็ต้องมีอารมณ์โกรธ ผิดหวัง เป็นธรรมดา และก็เป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องสอนให้ลูกรับมือกับความผิดหวัง ความโกรธนั้นให้ได้ เมื่อเหตุการณ์ที่ลูกทำตัวไม่น่ารักเกิดขึ้นแล้ว พ่อแม่ควรสอนลูกดังนี้เลย

  1. บอกให้ลูกรู้ ว่าพ่อแม่รู้ว่าลูกโกรธอยู่

เพื่อให้ลูกรู้จักอารมณ์ของตัวเองในตอนนี้ ว่าที่ลูกร้องไห้ กระสับกระส่าย โมโห ก้าวร้าวอยู่ เพราะลูกกำลังรู้สึกผิดหวัง ให้ดึงลูกมากอดไว้เพื่อให้อารมณ์เย็นลง

  1. พาไปที่สงบ เงียบ เพื่อคุยกับลูก

หลังเหตุการณ์ที่ลูกเสียใจ ผิดหวัง ให้พาลูกไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่กระตุ้นอารมณ์ให้รุนแรงเพิ่มขึ้น ใช้เวลาพูดคุย ถามมุมมองของลูกเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น ให้พ่อแม่ถามลูกว่า “พ่อแม่รู้ว่าลูกโกรธ แต่ลูกจะทำท่าทางไม่สุภาพแบบนั้นไม่ได้ พ่อแม่ต้องทำอย่างไรจึงจะช่วยให้ลูกรู้สึกดีขึ้นได้” หลังจากที่ลูกตอบ ก็ให้พาลูกไปทำให้ถูกทางและเหมาะสม เช่น พาไปกินขนม แล้วชวนคุยเรื่องเพลงที่ลูกชอบ หนังที่ลูกชอบ ที่เที่ยวที่อยากไป ให้ลูกออกจากอารมณ์ผิดหวัง

  1. ลดความคาดหวังในตัวลูก

เมื่อทุกอย่างสงบลง ต่อมาควรคุยกับลูกอีกครั้ง เพราะบางเรื่องที่ลูกไม่สามารถทำได้ พ่อแม่ย่อมรู้ดี ควรพูดคุยให้ลูกใช้ความสามารถในด้านอื่นแทน และชวนลูกตั้งเป้าหมายใหม่ ๆ ที่ท้าทาย และลูกสามารถมีโอกาสทำสำเร็จได้

  1. พุดคุยกับลูกบ่อย ๆ ให้ลูกได้แสดงความคิดเห็นมากขึ้น

พ่อแม่ควรตั้งคำถามให้ลูกได้แสดงความคิดเห็นบ่อย ๆ เพื่อให้ลูกรู้จักเอง ได้ใช้ความคิดมากขึ้น หากผิดไปแล้วก็ให้รับผลการกระทำ ลูกจะได้สัมผัสได้ว่าพ่อแม่อยู่เคียงข้างลูกเสมอ พร้อมที่จะเป็นฟูกนุ่ม ๆ รองรับลูก เมื่อเขาผิดหวัง

ไขข้อสงสัย! วิจัยพิสูจน์แล้ว ลูกฉลาดเหมือนใคร ระหว่างพ่อกับแม่

การเลี้ยงลูก-พัฒนาการ-สอนลูก

มีคำตอบแล้ว ว่าลูกฉลาดได้ใคร ระหว่างพ่อกับแม่?

เคยไหมคะ สงสัยว่าลูกเราทำไมพัฒนาการดี เรียนเก่ง หัวไว ได้ความฉลาดนี้มาจากใครกันนะ ระหว่างพ่อกับแม่ ขอบอกว่าไม่ต้องเถียงกันแล้วค่ะ ล่าสุดมีวิจัยยืนยันว่าลูกนั้นเก่งได้ใคร มาดูกันเลยค่ะ จากข้อมูลจากนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ยีนความฉลาดของมนุษย์เรา จะอยู่ในโครโมโซม X ซึ่งเป็นโครโมโซมที่ผู้หญิงจะมีสอง ส่วนผู้ชายจะมีแค่โครโมโซมเดียว ทำให้อาจได้ข้อสรุปว่าระดับสติปัญญาจากแม่ จะตกทอดสู่รุ่นลูกได้มากกว่าจากพ่อ ซึ่งงานวิจัยชิ้นล่าสุดของมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ ก็ได้ออกมาช่วยยืนยันแล้วว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องจริงค่ะ

โดยทีมนักวิจัยได้ทำการสำรวจจากกลุ่มคนอายุ 14 – 22 ปี จำนวน 30,000 คน เป็นประจำทุกปีมาตั้งแต่ปี 1994 โดยจะมีการทดแบบทดสอบ และการสัมภาษณ์ต่างๆ ระหว่างลูก แม่ และพ่อของผู้เข้าร่วมวิจัย ซึ่งพวกเขาก็ได้คำตอบว่าสติปัญญาของลูกจะได้จากแม่ มากกว่าพ่อเป็นเรื่องจริง

การเข้าไปศึกษาเกี่ยวกับยีนสติปัญญาของหนูทดลอง โดยทีมวิจัยได้ค้นพบว่าหนูที่มียีนตกทอดจากแม่มากกว่า จะมีขนาดสมองที่ใหญ่กว่า แต่ลำตัวจะเล็กกว่า ตรงกันข้ามกับหนูที่มียีนจากพ่อมากกว่า ซึ่งจะมีขนาดสมองที่เล็กกว่า แต่ลำตัวจะใหญ่กว่า

และยีนความฉลาดที่ตกทอดจากแม่มาสู่ลูกจะพบได้มากในบริเวณ Cerebral Cortex (เปลือกสมอง) ซึ่งเป็นส่วนที่คอยสั่งการใช้ความคิดเชิงตรรกะ เช่น การเรียนรู้ภาษาหรือการวางแผน เมื่อเปรียบเทียบกับ ยีนที่ตกทอดมาจากรุ่นพ่อแล้ว นักวิจัยพบว่ายีนชนิดนี้จะพบได้มากในบริเวณระบบลิมบิค (Lymbic System) ซึ่งเป็นส่วนที่ทำงานเกี่ยวกับกลไกการสืบพันธุ์ อาหาร และความโกรธเกรี้ยว

ข้อมูลที่กล่าวมา ทำให้แม่หลายคนภูมิใจมากเลยนะคะ แต่ถ้าพ่อฉลาดกว่าแม่ อย่าลืมให้พ่อสอนการบ้านลูกเยอะๆ นะคะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : women.mthai.com , www.countryliving.com

ไลน์กรุ๊ปพ่อแม่โรงเรียนลูก ใช้ยังไงให้ได้ประโยชน์ ลดดราม่าสงครามพ่อแม่ในไลน์กรุ๊ป

 ไลน์กรุ๊ปพ่อแม่, ไลน์กลุ่มพ่อแม่, ไลน์กรุ๊ปผู้ปกครอง, ไลน์กลุ่มผู้ปกครอง, ไลน์กรุ๊ปโรงเรียน, ไลน์กลุ่มโรงเรียนลูก

มีบ้านไหนบ้างคะที่ตอนนี้มีไลน์กรุ๊ป (Line Group) ของผู้ปกครองลูกที่เรียนห้องเดียวกัน โรงเรียนเดียวกัน การมีไลน์กรุ๊ปผู้ปกครองเพื่อช่วยกันดูแลลูกเป็นเรื่องดีค่ะ แต่เราก็เห็นคุณแม่หลายคนบ่นกันเยอะว่า ผู้ปกครองทะเลาะกันเองในไลน์กรุ๊ปบ้าง มีดราม่าบ้าง แดกดันกันบ้าง อวดอ้างบ้าง จนทำตัวไม่ถูกว่าควรจะยังอยู่ในไลน์กรุ๊ปหรือดีดตัวออกมาดี เพื่อเลี่ยงดราม่าต่างๆ ลองมาดูกันว่าไลน์กรุ๊ปผู้ปกครอง ใช้ยังไงให้ได้ประโยชน์ ลดดราม่าสงครามพ่อแม่ในไลน์กรุ๊ป

ไลน์กรุ๊ปพ่อแม่โรงเรียนลูก ใช้ยังไงให้ได้ประโยชน์
  1. สิ่งที่คุยในไลน์กรุ๊ป ควรเป็นคำแนะนำ การช่วยเหลือ ช่วยกันติดตามลูก การแลกเปลี่ยนวิธีเรียนรู้ หรือช่วยกันหาทางแก้ปัญหาบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้นกับลูกๆ ในห้องเรียน
     
  2. ใช้ไลน์กรุ๊ปเพื่อติดตามการเรียน กิจกรรมของเด็กๆ เพราะผู้ปกครองแต่ละคนอาจได้ข้อมูลมาไม่เท่ากัน การแลกเปลี่ยนเพื่อให้รู้ความคืบหน้า สิ่งที่จะทำ การเตรียมพร้อมให้ลูก
     
  3. ใช้ไลน์กรุ๊ปเป็นหนึ่งในเครื่องมือนัดหมาย เพื่อมาพบปะกัน เช่น แก๊งเที่ยว แก๊งเรียนกีฬา หรือ แก๊งอ่านหนังสือ เพราะการได้พบกันจริงๆ จะสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคง และได้แลกเปลี่ยน เรียนรู้กันดีกว่าการอ่านข้อความในไลน์กรุ๊ปเพียงอย่างเดียว
     
  4. ผู้ปกครองควรมีกติการ่วมกัน และใช้ไลน์กรุ๊ปผู้ปกครองโดยมีวัตถุประสงค์ชัดเจน เช่น
    1. ห้ามโพสต์เรื่องเรียนพิเศษ เรียนเสริม เร่งเรียน
    2. ห้ามโพสต์เรื่องคะแนนสอบของลูก
    3. ห้ามโพสต์เรื่องที่คุยนอกกรุ๊ปหรือคุยในกรุ๊ปอื่นแล้วนำมาเล่าในกรุ๊ปนี้
    4. ห้ามใช้คำหยาบ คำดูดถูก คำเปรียบเทียบ คำวิจารณ์ต่อเด็กๆ หรือพ่อแม่ด้วยกันเอง
    5. ไม่ควรโพสต์รูปเด็กที่ทำผิด ทำเรื่องน่าอาย เพราะอย่าลืมว่าผู้ปกครองของเด็กๆ ก็อยู่ในกรุ๊ปนี้ด้วย

 

หากเกิดดารม่าในไลน์กรุ๊ปผู้ปกครอง นี่คือสิ่งที่ควรทำ
  1. หากเราไมีมีส่วนเกี่ยวข้อง ให้วางเฉย เป็นกลาง ไม่เสนอความคิดเห็นทั้งในกรุ๊ปหรือในไลน์ส่วนตัว
  2. หากเรามีส่วนในประเด็นนั้นโดยตรง ควรแยกคุยเป็นการส่วนตัว และควรคุยเมื่ออารมณ์เย็นแล้ว เพื่อหาทางแก้ไขร่วมกัน ไม่ใช่การหาว่าใครถูกหรือผิด
  3. หากอยู่ท่ามกลางดราม่าไม่ไหว ควรทิ้งข้อความขอออกจากกรุ๊ปอย่างสุภาพและดีดตัวออกมา เพราะเรายังสามารถสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ปกครองได้ด้วยกันเจอกันที่โรงเรียนลูก


สิ่งสำคัญที่สุดในการอยู่รอดในไลน์กรุ๊ปผู้ปกครองคือ "ใจกว้าง" เพราะอย่าลืมว่า พ่อแม่แต่ละคนมีวิธีคิดและวิธีเลี้ยงลูกที่ต่างกัน และ "ตัวหนังสือไม่มีเสียงและสีหน้า" ดังนั้นการทะเลาะกันจากข้อความที่อ่านจึงมักเกิดขึ้นบ่อย หากพ่อแม่เข้าใจได้แบบนี้ การใช้ไลน์กรุ๊ปผู้ปกครองจะได้ประโยชน์ ได้เพื่อน และได้กำลังใจในการเลี้ยงลูกนะคะ