facebook  youtube  line

3 อาหารเช้าสำหรับเด็กวัยเรียน อาหารแก้ง่วงช่วยลูกตื่นตัวก่อนไปโรงเรียน

 

อาหารเช้าเด็ก, อาหารแก้ง่วง, เด็กอนุบาล อาหารเช้า, ตอนเช้า เด็กอนุบาลควรกินอะไร, ทำไมเด็กตื่นนอนแล้วยังง่วง, เมนู อาหารเช้า เด็กอนุบาล, ลูกง่วงนอนตลอดเวลา, อาหารแก้ง่วง เด็กอนุบาล, ตอนเช้า เด็กกินไข่ได้ไหม เด็กดื่มนมได้ไหม

3 อาหารเช้าสำหรับเด็กวัยเรียน อาหารแก้ง่วงช่วยลูกตื่นตัวก่อนไปโรงเรียน

เด็ก ๆ บางคนอาจตื่นมาแบบสะลึมสะลือ ง่วงนอน มื้อเช้าของลูกลองเริ่มด้วยอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมันดี และวิตามิน จะช่วยให้ลูกสดชื่น กระตือรือร้นได้ทั้งวัน

ทำไมเด็กอนุบาลตื่นมาแล้วยังง่วง

เด็กอนุบาลที่ตื่นมาแล้วงัวเงีย ง่วง ไม่สดชื่น เพราะ

  • ร่างกายกำลังอยู่ในโหมดพลังงานต่ำ
  • สมองยังไม่ตื่นอย่างเต็มที่

ดังนั้น อาหารเช้าที่ดีสำหรับเด็กจะเป็นช่วยปลุกสมองและเติมพลังตลอดทั้งวัน

อาหารเช้าแก้ง่วงสำหรับเด็กอนุบาลต้องเป็นแบบไหน

  • คาร์โบไฮเดรตดี - จะให้พลังงานอย่างรวดเร็ว
  • โปรตีน - ช่วยให้ตื่นตัวนาน ไม่ง่วงซ้ำ
  • มีไขมันดี -  ช่วยเสริมสมาธิ
  • มีวิตามิน และน้ำสะอาด - ช่วยให้ร่างกายสดชื่น

3 เมนูอาหารเช้าแก้ง่วงสำหรับเด็กอนุบาล

  1. เมนูเบา ๆ แต่ช่วยปลุกได้เร็ว 
    • กล้วย + นม
    • โยเกิร์ต + ผลไม้
    • ไข่ต้ม 1 ฟอง + ขนมปังโฮลวีต
    • นมอุ่น + ขนมปังทาเนยถั่ว

      จุดเด่นของเมนู - ย่อยง่าย กินเร็ว เด็กตื่นไวขึ้นภายใน 15–30 นาที ซึ่งจะเหมาะกับเด็กที่ไม่อยากกินอาหารเช้าแบบเป็นจานหนัก ๆ

  2. เมนูอยู่ท้อง ตื่นนาน 
    • ข้าวต้มหมู + ไข่
    • ข้าวผัดไข่
    • ไข่เจียว + ข้าว
    • แซนด์วิชไก่/ทูน่า

      จุดเด่นของเมนู - ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดนิ่ง ไม่ง่วงซ้ำตอนสาย

  3. เมนูปลุกสมอง
    • นม (มีโปรตีน + ทริปโตเฟน ช่วยสมองตื่น)
    • ปลา (เช่น แซลมอน) → มีโอเมก้า 3
    • อะโวคาโด → ไขมันดี
    • บลูเบอร์รี่ → ช่วยเรื่องความจำ

      จุดเด่นของเมนู - เหมาะกับวันที่ต้องใช้สมาธิ เช่น ไปโรงเรียน วันสอบ

อาหารเช้าที่ไม่ควรให้เด็กกิน

  • ขนมหวาน น้ำหวาน
  • ซีเรียลน้ำตาลสูง
  • น้ำอัดลม ชานม

การกินของหวานตอนเช้า จะทำให้เด็กตื่นตัวเพราะระดับน้ำตาลสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่พลังงานจากน้ำตาลก็จะตกไวและทำให้ง่วงกว่าเดิม 



4 เรื่องที่แม่ให้นมต้องรู้

4916 

อาจเคยมีคนบอกคุณแม่ให้นมว่าเวลาน้ำนมไม่ไหล น้ำนมน้อย ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ ทำยังไงให้น้ำนมไหล ดูแลตัวเองยังไง แต่ก็ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ยังทำให้การให้นมแม่ไม่สำเร็จสักที มาดูคำแนะนำจากคุณหมอกันค่ะ เผื่อจะนำไปปรับใช้ได้ 

1. เทคนิคให้นมเจ้าตัวเล็ก
  1. ก่อนและหลังให้นมลูกทุกครั้ง คุณแม่จะต้องเช็ดหรือล้างบริเวณหัวนมและรอบ ๆ ให้สะอาดด้วยน้ำสะอาด หรือน้ำเกลือแล้วเช็ดให้แห้ง จึงให้ลูกดูดนมสลับไปในแต่ละข้างจนอิ่ม ช่วงแรกให้ดูดกระตุ้น 15 - 20 นาทีทั้งสองข้าง (เมื่อน้ำนมมากพอต่อไปดูดทีละข้าง)
  2. ศีรษะลูกจะต้องอยู่สูงกว่าลำตัวเสมอ
  3. คอยสังเกตว่าส่วนของเต้านมไม่เบียดจมูกทารกขณะดูด 
  4. เมื่อลูกดูดนมจนอิ่มให้อุ้มลูกพาดบ่าจนลูกเรอลมออกจากกระเพาะอาหารจึงเปลี่ยนท่าอุ้ม
  5. ช่วงแรกควรงดให้ขวด เพราะเด็กอาจจะปฏิเสธนมแม่
  6. คุณแม่สามารถปั๊มน้ำนมตนเองใส่ขวดนมที่สะอาดและเก็บไว้ในตู้เย็น แต่ไม่ควรเกิน 12 ชั่วโมง หากลูกดูดนมจากขวดจนอิ่มแล้วน้ำนมเหลือไม่ควรเก็บไว้เพราะนมจะบูดและเสียโดยง่าย แล้วดูดเสร็จถ้ามีนมเหลือควรบีบหรือปั๊มใส่ขวดเก็บใส่ตู้เย็น
2. วิธีดูแลเต้านมคุณแม่ 
  • ใส่เสื้อชั้นในแบบพยุงเต้านม
  • ทำความสะอาดหัวนมด้วยน้ำสะอาด
  • ใช้สบู่ฟอกได้ แต่ไม่ควรบ่อยเกินไป เพราะอาจทำให้แห้งแตก
3.ความต้องการพลังงานของแม่ขณะให้นม

คุณแม่ที่ให้นมจะต้องใช้พลังงานสูงในการผลิตน้ำนม โดยใช้พลังงานประมาณ 85 แคลอรี่ในการผลิตน้ำนม 100 ซีซี ซึ่งปริมาณน้ำนมแม่ในแต่ละช่วงจะแตกต่างกันออก

ช่วง 6 เดือนแรกจะอยู่ที่ 700 - 850 มล./วัน

ช่วง 6 - 12 เดือน 600 มล./วัน และ

ช่วง 12 - 24 เดือน 550 มล./วัน

 

ดังนั้นคุณแม่ที่ให้นมจึงต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นวันละ 500 แคลอรี่ โดยเฉพาะโปรตีนมีความสำคัญมากในการผลิตน้ำนม บำรุงและซ่อมแซมเซลล์ต่าง ๆ ของคุณแม่ จึงควรได้รับโปรตีนเพิ่มวันละ 25 กรัม

4. อาหารช่วยเพิ่มน้ำนมแม่
  • หัวปลี มีธาตุเหล็ก ช่วยบำรุงเลือดและเพิ่มน้ำนม
  • กะเพรา มีเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยขับลม แก้ท้องอืด เพิ่มน้ำนม
  • กุยช่าย มีธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส แคลเซียม ช่วยเพิ่มน้ำนม ลดการอักเสบ ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย
  • ขิง มีสารจินจิเบน ช่วยย่อยอาหาร ย่อยไขมัน เพิ่มน้ำนม ขับลม แก้คลื่นไส้อาเจียน
  • เม็ดขนุน มีเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยเพิ่มน้ำนม

 

การให้นมลูกไม่เพียงแต่มีประโยชน์ในด้านสารอาหารที่ลูกได้รับ แต่การอุ้มลูกขึ้นดูดนมช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสทุกส่วนของลูก ทำให้สมองได้รับสัญญาณประสาทสม่ำเสมอ เกิดการแตกแขนงของเซลล์ประสาท ช่วยให้เรียนรู้ได้เร็วขึ้นอีกด้วย

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : พญ.คัคณางค์ มิ่งมิตรพัฒนะกุล สูตินรีแพทย์ประจำศูนย์สุขภาพสตรี โรงพยาบาลกรุงเทพ

ศูนย์สุขภาพสตรีกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ โทร. 0 2310 3005, 0 2755 1005 หรือ โทร. 1719

5 พืชผักสีม่วงสำหรับเด็กเสริมภูมิคุ้มกัน บำรุงสายตา หัวใจ และบำรุงสมอง

เด็กกินกะหล่ำม่วงได้ไหม, เด็กกินมันม่วงได้ไหม, เด็กกินมะเขือม่วงได้ไหม, เด็กกิน แคร์รอตม่วงได้ไหม, เด็กกินผักสีม่วงได้ไหม, ประโยชน์ของผักสีม่วง, เด็กกินผักสีม่วง อันตรายไหม, เด็กผักสีม่วงอะไรได้บ้าง, ผัก สี ม่วง ประโยชน์, ผักสีม่วง

5 พืชผักสีม่วงสำหรับเด็กเสริมภูมิคุ้มกัน บำรุงสายตา หัวใจ และบำรุงสมอง

เด็กสามารถกินผักสีม่วงได้ตั้งแต่วัยเริ่มอาหารเสริมอายุ 6 เดือนขึ้น ซึ่งผักสีม่วงมีส่วนช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดี บำรุงสายตา หัวใจ หลอดเลือก และยังช่วยในการทำงานของสมองด้วย

เด็กกินผักสีม่วงอะไรได้บ้าง

 

  1. มันม่วง - รสหวานธรรมชาติ เนื้อนุ่ม ทานง่ายที่สุด

  2. กะหล่ำปลีม่วง - เนื้อจะกรอบกว่าสีเขียว ถ้านำไปต้มหรือผัดจะนิ่มขึ้น

  3. มะเขือยาวม่วง - เมื่อปรุงสุกจะมีเนื้อสัมผัสนุ่มละมุน

  4. ข้าวโพดม่วง- มีความหวานและเคี้ยวสนุก 

  5. แครอทสีม่วง - รสชาติคล้ายแคร์รอตปกติ แต่มีสารอาหารสูงกว่า

  6. ถั่วฝักยาวสีม่วง- นำมาลวกหรือผัดให้สุก ช่วยเพิ่มสีสันในจานอาหาร

  7. บีทรูท - ปั่นสกัดน้ำหรือต้มสุกก็ได้ มีรสหวาน

ประโยชน์ของผักสีม่วงที่เด็ก ๆ ควรกิน

  1. บำรุงสายตา - ช่วยปกป้องจอประสาทตาจากแสงและรังสีต่าง ๆ ลดความล้าของดวงตาจากการใช้หน้าจอ

  2. เสริมภูมิคุ้มกัน - สารต้านอนุมูลอิสระช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ไม่ป่วยง่าย

  3. ระบบขับถ่าย - มีใยอาหารสูง ช่วยป้องกันอาการท้องผูกในเด็ก

  4. บำรุงสมอง - ช่วยในเรื่องความจำและการทำงานของระบบประสาท

  5. สุขภาพหัวใจ - ช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดี

เคล็ดลับการทำเมนูผักสีม่วง: หากเด็กไม่ยอมทานผัก ลองนำมันม่วงไปนึ่งแล้วบดผสมกับนม แพนเค้กสีม่วง หรือ ชุปแป้งทอดจิ้มซอสมะเขือเทศ จะช่วยให้เด็กเปิดใจรับรสชาติได้ง่ายขึ้น

ข้อควรระวังและข้อห้ามเมื่อให้ลูกกินพืชผักสีม่วง

  • การสำลัก - โดยเฉพาะข้าวโพดหรือผักที่มีความเหนียว

  • ระบบย่อยอาหาร - กะหล่ำปลีม่วงอาจทำให้เกิดก๊าซในกระเพาะอาหารได้ ควรเริ่มให้ทานในปริมาณน้อย ๆ ก่อน

  • การล้างทำความสะอาด: ผักสีม่วงบางชนิดอาจมีสารตกค้างสะสมได้ง่าย ควรล้างผ่านน้ำไหลหรือแช่น้ำส้มสายชู หรือเบกกิ้งโซดาตามความเหมาะสม

  • คราบสี: สารแอนโทไซยานินละลายในน้ำได้ดี อาจทำให้ปาก ลิ้น หรืออุจจาระของเด็กมีสีคล้ำขึ้นหลังทาน ซึ่งเป็นเรื่องปกติไม่ใช่อันตราย

 

6 สารอาหารและแร่ธาตุที่ช่วยให้สมานแผลเด็ก หกล้ม แผลถลอก แผลหายไว

วิธีทำให้แผลหายไว, วิธี รักษา แผล ถลอก ให้ หาย เร็ว, เด็ก แผลถลอก, เด็ฏ แผลหกล้ม, อาหาร รักษาแผล เด็ก, อาหาร ช่วยแผลหายไว เด็ก, วิตามินช่วยแผลหายไว เด็ก, อาหาร สมานแผล, ไม่อยากให้ลูกมีแผลเป็น

6 สารอาหารและแร่ธาตุที่ช่วยให้สมานแผลเด็ก หกล้ม แผลถลอก แผลหายไว

เด็กอนุบาลกำลังซน มักมีแผลบ่อย เช่น แผลหกล้ม แผลถลอก เป็นต้น นอกจากทำความสะอาดแผลแล้ว อาหารก็มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้แผลถลอกหายไว ไม่เป็นรอยแผลเป็น

6 สารอาหารและแร่ธาตุที่ช่วยให้แผลเด็กหายไว

  1. วิตามินซี
    วิตามินซีมีประโยชน์ทางด้านผิวพรรณ ทำหน้าที่สร้างผนังของเซลล์ ทำให้เส้นเลือดฝอยมีความแข็งแรง และไม่ก่อให้เกิดการอักเสบ อีกทั้งยังช่วยในการไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้น จึงทำให้บาดแผลหายเร็ว เช่น ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ส้ม มะละกอ มะขามป้อม ผลไม้ตระกูลเบอรี่ เป็นต้น

  2. วิตามินเอ
    วิตามินเอมีส่วนช่วยกระบวนการสร้างเนื้อเยื่อ หากขาดจะทำให้แผลติดเชื้อ แผลหายช้า แหล่งวิตามินเอ เช่น ปลา ผักใบเขียว แตงโม มะละกอ เป็นต้น

  3. โปรตีน
    โปรตีนจะช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อ ทำให้เซลล์แต่ละเซลล์ประสานยึดติดเป็นเนื้อเดียวกันส่งผลให้แผลสมานได้เร็วขึ้น และถ้าแผลหายเร็วขึ้น โอกาสในการติดเชื้อจากแผลก็จะลดลงไปด้วย มีอยู่ในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ นม และผลิตภัณฑ์จากนม ไข่ รวมถึงถั่วเหลือง ถั่วเมล็ดแห้ง เป็นต้น

  4. ธาตุเหล็ก
    เป็นส่วนประกอบสำคัญของเม็ดเลือดแดง ทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปยังบาดแผล อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง พบมากในปลา ผักโขม ผักบุ้ง คะน้า ถั่วเมล็ดแห้งต่าง ๆ

  5. น้ำสะอาด
    น้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญของเลือดหากขาดน้ำการไหลเวียนเลือดขาดประสิทธิภาพทำให้ออกซิเจนและสารอาหารลำเลียงไปยังบาดแผลไม่เต็มที่ บาดแผลที่รอซ่อมแซมสมานตัวช้า ดังนั้นควรดื่มน้ำให้เพียงพอวันละ 6 – 8 แก้ว และอาจรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำ เช่น แกงจืด ซุป แตงโม เป็นต้น

  6. ข้าว แป้งไม่ขัดขาว
    การกินอาหารที่ให้พลังงานเพียงพอจะช่วยป้องกันร่างกายดึงโปรตีน ทำให้โปรตีนสามารถซ่อมแซมเนื้อเยื่อและรักษาบาดแผลได้อย่างเต็มที่

6 อาหาร ที่เด็กต่ำกว่า 2 ปี ควรหลีกเลี่ยง เพราะเสี่ยงอันตราย และโรคภัย

 
เมื่อลูกน้อยอายุ 6 เดือน คุณแม่ก็จะเริ่มให้อาหารเสริม แต่มีอาหารบางชนิดที่ควรหลีกเลี่ยงนะคะ และอาหารทั้ง 6 ชนิดนี้คืออาหารที่ไม่เหมาะกับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ค่ะ


1. น้ำผึ้ง
น้ำผึ้งก็เป็นสารให้ความหวาน เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ไม่ควรกินน้ำผึ้ง เพราะในน้ำผึ้งอาจมีเชื้อแบคทีเรีย คลอสตริเดียม โบทูลินัม เชื้อแบคทีเรียที่สามารถผลิตสารพิษในลำไส้ของทารก ส่งผลทำให้เด็กมีอาการท้องผูก เบื่ออาหาร มีอาการซึม ในรายที่รุนแรงอาจจะทำให้เกิดอาการปอดบวม หรือ การขาดน้ำได้ค่ะ

2. ขนมขบเคี้ยว
ขนมกรอบๆ ส่วนใหญ่มักจะใส่ผงชูรส แถมมีลักษณะเหนียว แข็ง ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายแถมยังเป็นอาหารที่อันตรายมากๆ เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีเสี่ยงขนมติดคอด้วย อย่าให้ลูกกินเลยนะคะ

3. อาหารที่มีรสเค็ม
สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ไม่แนะนำให้ใช้เกลือในการปรุงอาหาร เพราะเด็กในวัยนี้ไตกำลังพัฒนา และไตยังไม่พร้อมกรองอาหารที่มีรถเค็มมากเกินไป ปกติผัก เนื้อสัตว์ รสชาติดีอยู่แล้วไม่ต้องปรุงให้ลูกก็ได้ค่ะ

4. ​น้ำตาล
เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ไม่จำเป็นต้องกินอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาล หรือ กินของหวานเลย เพราะเมื่อเด็กได้กินของที่มีรสหวาน เด็กจะติดรสชาตินั้นไปเรื่อยๆ และทำให้เป็นคนชอบกินหวานในที่สุดค่ะ เสี่ยงเป็นโรคที่ตามมากับความหวานด้วยนะ

5. อาหารดิบ หรือ ปรุงไม่สุกดี
ไข่ที่ไม่สุก หรือ พวกไข่ยางมะตูม ห้ามเด็กอายุไม่ถึง 2 ขวบ กินนะคะ เพราะเป็นอันตรายมาก รวมทั้งเนื้อสัตว์และผักต่างๆ ด้วย สำหรับเด็กวัยนี้ต้องปรุงให้สุก และให้นิ่ม อาหารที่ปรุงกึ่งดิบกึ่งสุกอาจมีเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งทำให้เด็กเจ็บป่วย และเป็นอันตรายต่อร่างกายค่ะ

6. ผลไม้ลูกกลมเล็ก และเจลลี่
พ่อแม่หลายคนอาจจะไม่ได้ระวังมาก แต่ควรใส่ใจนะคะ เพราะผลไม้ลูกกลมๆ เช่น องุ่น ลำใย เงาะ เป็นต้น เป็นผลไม้ที่ลื่นมาก เสี่ยงหลุดเข้าคอไปอุดหลอดลมและเสียชีวิตได้ หากจะให้กินควรหั่นเป็นชั้นเล็กๆ และดูลูกกินเพื่อความปลอดภัย
 

6 อาหารต้านหวัดสำหรับเด็กวัย 3-6 ปี ป้องกันหวัด เป็นหวัดก็หายไว

อาหารต้านหวัด เด็ก, อาหาร ป้องกันหวัด เด็ก, อาหาร แก้ หวัด เด็ก, อาหาร แก้ ไข้หวัด เด็ก, อาหาร ไข้หวัด เด็ก, อาหาร ไล่ หวัด เด็ก, ซุปไก่ ต้านหวัด, วิตามินซี หวัด, วิตามินเอ หวัด, ลูกเป็นหวัด ต้องกินอะไร, ป้องกันหวัด ต้องกินอะไร, ไม่อยากให้ลูกเป็นหวัด กินอะไร ลูกกินอะไร หวัดหายไว

6 อาหารต้านหวัดสำหรับเด็กวัย 3-6 ปี ป้องกันหวัด เป็นหวัดก็หายไว

อาหารต้านหวัดสำหรับเด็ก เป็นอาหารที่เสริมภูมิต้านทาน ทำให้ร่างกายป้องกันการติดเชื้อหวัด หรือทำให้อาการหวัดไม่รุนแรง หายไว เช่น ซุปที่มีโปรตีนย่อยง่าย วิตามินซี ผักที่มีวิตามินเอ เป็นต้น

6 อาหารต้านหวัดสำหรับเด็กวัย 3-6 ปี

  1. ซุปไก่ร้อน ๆ
    อาหารประเภทซุปเป็นอาหารที่เหมาะกับผู้ป่วยเนื่องจากรับประทานง่าย และย่อยง่าย โดยเฉพาะหากเป็นหวัด แนะนำให้กินซุปไก่ เพราะนอกจากจะช่วยต้านหวัดได้แล้ว ซุปไก่ยังสามารถรักษาอาการคัดจมูก คลื่นไส้ และอาการเวียนศีรษะได้เป็นอย่างดี เพราะน้ำซุปร้อน ๆ จะช่วยให้คล่องคอในตอนป่วย และยังเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายได้อีกด้วย

  2. ผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง
    วิตามินซีช่วยต้านหวัด แต่วิตามินเป็นเม็ด เด็ก ๆ อาจรับประทานยาก ดังนั้นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงจึงช่วยได้ เช่น ส้ม มะเขือเทศ ฝรั่ง ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เป็นต้น

  3. โยเกิร์ต
    โยเกิร์ตช่วยเพิ่มการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว และช่วยเพิ่มการสร้างสารแอนติบอดีบางชนิดได้ เพราะโยเกิร์ตเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตและจุลินทรีย์ขนาดเล็กนับล้านตัว ซึ่งจะช่วยปกป้องร่างกายจากเชื้อแบคทีเรียและไวรัสที่จะเข้ามาแทรกแซงจนทำให้ลูกน้อยป่วยเป็นไข้หวัด

  4. น้ำอุ่น
    น้ำดื่มจะช่วยบรรเทาอาการไอ แก้อาการเจ็บคอและช่วยละลายเสมหะ แต่ไม่ควรดื่มน้ำเย็นนะคะ ควรให้เด็ก ๆ จิบน้ำอุ่นตลอดเวลาจะช่วยให้ชุ่มคอและฟื้นตัวจากอาการไข้ได้เร็วขึ้น

  5. แครอท ฟักทอง ผักโขม และผักใบเขียว
    ผักเหล่านี้มีวิตามินเอสูง สามารถช่วยบำรุงระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ปกป้องเจ้าตัวเล็กจากหวัดได้ หรือถ้าป่วยเป็นหวัดเข้าแล้ว วิตามินเอก็จะช่วยให้ร่างกายมีแรงต้านเชื้อหวัดได้ดีขึ้น

  6. เนื้อปลา
    ไม่ว่าจะเป็นปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาแมคเคอเรล ใน 4 ชนิดนี้ จะช่วยให้หายจากอาการหวัดได้ โดยกรดไขมันโอเมก้า 3 จะเข้าไปช่วยลดอาการอักเสบ ฟื้นฟูคนป่วยไข้หวัดให้กลับมาแข็งแรงดังเดิมได้เร็วยิ่งขึ้น


     

COVID-19 ระบาด! ต้องดูแลลูกอย่างไรในยุค New Normal

5068 

ช่วงของการระบาดโรค COVID-19 มีคำถามเกิดขึ้นมากมายค่ะ เราจะเลี้ยงลูกอย่างไร ต้องปรับตัวอะไรบ้าง? ทั้งเรื่องสุขภาพ จิตใจ และปัญหาอื่น ๆ ที่เข้ามากระทบ เช่น การเรียนออนไลน์ เป็นต้น

ทางรักลูกได้นำข้อมูลโรงพยาบาลพระราม 9 ได้แพร่ภาพสดพูดคุยกับคุณหมอด้านต่าง ๆ ในหัวข้อ COVID-19 โรคระบาดใหญ่ใกล้ตัวเด็ก จะดูแลลูกน้อยอย่างไรในยุค New Normal มาฝากค่ะ

 

รศ.พญ.รวีรัตน์ สิชฌรังษี กุมารแพทย์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน ได้มาให้ความรู้เรื่อง COVID-19 กับภูมิแพ้ อาการใกล้เคียงกันมาก แต่มีข้อแตกต่าง และวิธีป้องกัน ดังนี้

อาการ COVID-19

1.มีไข้ และ ไม่มีไข้

2.ติดเชื้อทางเดินหายใจ ไอ น้ำมูก คัดจมูก

3.หายใจหอบเหนื่อย

4.คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย

อาการ ภูมิแพ้

1.ผู้ป่วยจะจาม และคัดจมูก เมื่อสัมผัสกับสิ่งที่ทำให้แพ้

 

วิธีป้องกัน COVID-19

1.ล้างมือด้วยสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจล วิธีการถูแอลกอฮอล์เจลที่ถูกต้อง คือต้องถูให้เจลแห้งสนิทจะได้ประสิทธิภาพที่สุด

2.ห่างกัน 1-2 เมตร

3.ใส่หน้ากากอนามัย

4.ไม่พาตัวเองไปพื้นที่เสี่ยง ระวังการใกล้ชิดบุคคลที่มีความเสี่ยง หรือผู้ที่ติดเชื้อแล้ว

 

ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้มีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไปหรือไม่ ?

ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ไม่ได้มีความเสี่ยงโรค COVID-19 มากกว่าคนทั่วไป และถ้าหากผู้ป่วยภูมิแพ้ติดเชื้อ COVID-19 จะป่วยรุนแรงมากกว่าคนทั่วไป อันนี้ก็ไม่จริงค่ะ ทั้งความเสี่ยงในการติดและเมื่อติดแล้วจะมีอาการป่วยเท่ากับคนทั่วไป

 

ทางด้าน คุณอลิสา รัญเสวะ ศูนย์กุมารเวชกรรม ผู้เชี่ยวชาญจิตวิทยาคลินิก ได้มาให้คำแนะนำเรื่อง COVID-19 กับสภาพจิตใจเด็ก ๆ ในการอยู่บ้าน เรียนออนไลน์ พ่อแม่ต้องรับมืออย่างไรบ้าง

วิธีปรับตัวเด็กให้พร้อมกับช่วงของการระบาด COVID-19

1.ปรับตารางชีวิตของลูกใหม่ ถึงจะต้องเรียนอยู่บ้านก็ต้องให้เด็ก ๆ ตื่นเช้าปกติเหมือนไปโรงเรียน ไม่ตื่นสาย อาจจะทำใด้เด็กขี้เกียจได้

2.การเรียนออนไลน์

ระยะสั้น - สังเกตลูกว่าโฟกัสเรื่องการเรียนไหม เข้าใจบทเรียนหรือไม่

ระยะยาว - สังเกตว่าการเรียนออนไลน์ระยะยาวจะกระทบการเรียนหรือไม่ ความรู้ของลูกเท่าชั้นเรียนของลูกไหม ?

3.มอบหน้าที่ให้ลูกช่วยงานบ้านง่าย ๆ 

4.ใช้เวลาร่วมกันกับลูกให้มากยิ่งขึ้น เช่น กิจกรรม นิทาน เวลานอน เป็นต้น

5.ไม่กดดันลูกในเรื่องการเรียน พ่อแม่ต้องเป็นคุณครูสอนให้ลูกเข้าใจในเนื้อหาการเรียนในช่วงเรียนออนไลน์

 

อ้างอิง

Facebook Page : Praram 9 hospital

วันที่แพร่ภาพสด : 9 มกราคม 2564

หัวข้อเรื่อง : COVID-19 โรคระบาดใหญ่ใกล้ตัวเด็ก จะดูแลลูกน้อยอย่างไรในยุค New Normal

 

 

รักลูก Community of The Experts

รศ.พญ.รวีรัตน์ สิชฌรังษี กุมารแพทย์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน

คุณอลิสา รัญเสวะ ศูนย์กุมารเวชกรรม ผู้เชี่ยวชาญจิตวิทยาคลินิก

โรงพยาบาลพระรามเก้า

ข้าวบรอกโคลีต้านหวัด

 4966

 

บรอกโคลีมีรสชาติหวานกรอบ ทำอาหารได้หลากหลาย อีกทั้งยังอุดมไปด้วยกรดโฟลิก วิตามินบี วิตามินซี แคลเซียม และเหล็ก ช่วยบำรุงสมอง เสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง ป้องกันหวัดได้ค่ะ 

 

ส่วนผสม

ข้าวสวย  1 ถ้วย

บร็อกโคลีลวกสุกหั่นละเอียด ½ ถ้วย

เนื้อไก่ลวกฉีกฝอย

น้ำซุป 1 ½ ถ้วย

วิธีทำ

ตั้งน้ำซุปให้ร้อน แล้วหรี่ไฟอ่อน ใส่ข้าวลงไป ต้มจนข้าวแตกเม็ด ใส่บร็อกโคลีและเนื้อไก่ลงไปคนให้เข้ากันจนเนื้อไก่สุก ตักใส่ชาม

 

Tip : นอกจากบรอกโคลีแล้วคุณแม่สามารถเติมผักอื่นที่ลูกชอบลงไปด้วยได้ค่ะ 

ข้าวผัดมะขือเทศ

3290

มะเขือเทศมีไลโคปีนสูง มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวพรรณสวย เสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย ป้อกันมะเร็งต่างๆ แต่ถ้าจะให้กินมะเขือเทศเป็นชิ้นๆ ลูกอาจไม่สะดวก เพราะฉะนั้นมาแปลงร่างมะเขือเทศไม่ให้เหลือร่องรอยให้ลูกเห็นกันดีกว่าค่ะ   

ส่วนผสม 

ข้าวสาร 1 ถ้วยตวง

มะเขือเทศ ผลใหญ่ 1 ผล 

ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ 

ไข่ไก้ 1 ฟอง 

ต้นหอมซอย 1 ต้น   

วิธีทำ 
  1. ล้างมะเขือเทศให้สะอาด เด็ดขั้วออกแล้วใช้มีดกรีดผิวให้เป็นกากบาทแล้วนมไปหุงพร้อมข้าว 
  2. เมื่อข้าวสุกแล้วบี้มะเขือเทศให้ละเอียดคลุกข้าวสวยในหม้อให้ทั่ว 3 ตั้งกระทะ เทน้ำมันลงไปเล็กน้อย รอน้ำมันร้อนตอกไข่ลงไป ยีไข่แดงให้แตกกระจายทั่วกระทะ จากนั้นใส่ข้าวสวยที่คลุกมะเขือเทศลงไปผัด เติมซอสปรุงรส คลุกให้ทั่ว จากนั้นปิดเตา ตักใส่จาน โรยต้นหอมซอย เป็นอันเสร็จ

ข้าวยำปลาทูไข่ตู้ม

3422
 

ปลาทูเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มี DHA โอเมก้า 3 โอเมก้า 6 ไอโอดีน โปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส ฯลฯ ที่เป็นประโยชน์ต่อการเสริมสร้างพัฒนาการร่างกายและสมองของเด็กๆ เป็นอย่างยิ่ง

ส่วนผสม

ข้าวสวย 1 ถ้วย

ปลาทูย่าง 1 ตัว

หอมแดงซอย 3-4 แว่น 

มะนาว ครึ่งซีก

น้ำตาลทราย 1 หยิบมือ 

น้ำปลาอย่างดี 1 ช้อนชา 

เครื่องเคียง 

แตงกวา 1 ลูก 

ไข่ต้ม 1 ฟอง



วิธีทำ 
 

1. ใส่ปลาทู หอมแดง น้ำตาลทราย และน้ำปลาลงในชามข้าว 


2. บีบมะนาวลงไป 


3. คลุกเคล้าให้เข้ากัน 


4. เสร็จแล้วจัดให้สวยงาม กินกับไข่ต้ม และแตงกวา เพิ่มวิตามินและความอร่อยยิ่งขึ้น 
 

รักลูก The Expert Talk Ep.84 (Rerun) : เป็นพ่อแม่ที่มีอยู่จริงทางออก "Toxic Stress"

 

รักลูก The Expert Talk Ep.84 (Rerun) : เป็นพ่อแม่ที่มีอยู่จริง ทางออก Toxic Stress

คลี่คลายความเครียดเป็นพิษ Toxic Stress ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดทุกด้าน ด้วยการเป็นพ่อแม่ที่มีอยู่จริง จะเป็นได้อย่างไร

 

ฟังวิธีการจาก The Expert ผศ. ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร อาจารย์ประจำสถาบันแห่งชาติ เพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล

 

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

 

#รักลูกPodcast

#รักลูกTheExpertTalk

#Moms_Issues

รีวิวขนมเด็กกลูเตนฟรี Happy Bites อร่อย ประโยชน์เต็ม ๆ จากข้าวหอมมะลิออร์แกนิค

กลูเตน ฟรี, Gluten-Free, ขนมเด็ก กลูเตน ฟรี, ขนมสำหรับเด็กเล็ก กลูเตน ฟรี, อาหารเด็ก กลูเตน ฟรี, ขนมเด็ก happy bites, แฮปปี้ ไบทส์, ขนมเด็ก ยี่ห้อไหนดี, ขนมเด็ก แบบไหนปลอดภัย, วิธีเลือกขนมเด็ก, เด็ก กินขนมแบบไหน

ขนมเด็กกลูเตนฟรี (Gluten-Free Snacks) คือ ขนมที่ไม่มีส่วนประกอบของกลูเตน ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่พบในข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ และข้าวไรย์ เหมาะสำหรับเด็กที่อาการไวต่อกลูเตน แพ้กลูเตน แพ้ข้าวสาลี

รีวิวขนมเด็กกลูเตนฟรี Happy Bites อร่อย ประโยชน์เต็ม ๆ จากข้าวหอมมะลิออร์แกนิค

Happy Bites เป็นขนมสำหรับเด็กเล็กที่ตอบโจทย์คุณพ่อคุณแม่ยุคนี้มาก โดยเฉพาะความกังวลเรื่องแพ้อาหาร ซึ่ง Happy Bites เป็นทั้งขนมที่ลูกไม่แพ้ อร่อย มีประโยชน์ ช่วยกระตุ้นพัฒนาการ แถมราคายังน่ารักมาก ขนมเด็ก Happy Bites ถูกใจแม่ลูกแค่ไหน มาดูรีวิวจริงจากคุณแม่น้ำแข็ง และ น้องมาร์เวล กันค่ะ

ข้อมูลผลิตภัณฑ์ Happy Bites

ชื่อผลิตภัณฑ์: Happy Bites Rice Rusks from Organic Jasmine Rice

  • ส่วนประกอบหลัก: ข้าวหอมมะลิออร์แกนิค
  • รสชาติ: รสมิกซ์เบอร์รี่ รสผักรวม
  • จุดเด่น: ไม่มีกลูเตน
  • เหมาะกับเด็กอายุ: สำหรับเด็กวัย 6 เดือนขึ้นไป / เด็กที่เริ่มกินอาหารเสริม
  • ปริมาณ: 1 กล่องมี 5 ซอง ซองละ 2 ชิ้น (รวม 10 ชิ้น)
  • ราคา: กล่องละ 70 บาท (โดยประมาณ ขึ้นอยู่กับโปรโมชั่น)
  • จำหน่ายที่

กลูเตน ฟรี, Gluten-Free, ขนมเด็ก กลูเตน ฟรี, ขนมสำหรับเด็กเล็ก กลูเตน ฟรี, อาหารเด็ก กลูเตน ฟรี, ขนมเด็ก happy bites, แฮปปี้ ไบทส์, ขนมเด็ก ยี่ห้อไหนดี, ขนมเด็ก แบบไหนปลอดภัย, วิธีเลือกขนมเด็ก, เด็ก กินขนมแบบไหน

กลูเตน ฟรี, Gluten-Free, ขนมเด็ก กลูเตน ฟรี, ขนมสำหรับเด็กเล็ก กลูเตน ฟรี, อาหารเด็ก กลูเตน ฟรี, ขนมเด็ก happy bites, แฮปปี้ ไบทส์, ขนมเด็ก ยี่ห้อไหนดี, ขนมเด็ก แบบไหนปลอดภัย, วิธีเลือกขนมเด็ก, เด็ก กินขนมแบบไหน

Happy Bites ขนมเด็กที่แม่มั่นใจให้ลูกกิน

“น้องมาร์เวลอยู่ในช่วงที่กินอาหารเสริมแล้วค่ะ พอเจอของกินเขาก็จะเอาเข้าปาก เลยคุยกับคุณพ่อว่าเราอาจจะต้องหาขนมเด็กให้ลูกกัด ๆ แทะ ๆ บ้างแล้ว แต่ก็ต้องเป็นขนมที่ลูกจะไม่แพ้ด้วย ตอนไปห้างก็จะไปดูโซนขนมสำหรับเด็กเล็ก เห็นกล่อง Happy Bites เขียนว่า กรูเตนฟรี มีสารอาหารดี ก็เลยเอามาลองให้น้องกิน

ผลปรากฏว่าน้องชอบมาก แฮปปี้มากเหมือนชื่อขนมเลย โดยเฉพาะรสมิกซ์เบอร์รี่ อาจจะเพราะมีกลิ่นหอมเบอร์รี่อ่อน ๆ ลูกเลยถูกใจ หลังจากนั้นก็ซื้อให้กินตลอดค่ะ”

กลูเตน ฟรี, Gluten-Free, ขนมเด็ก กลูเตน ฟรี, ขนมสำหรับเด็กเล็ก กลูเตน ฟรี, อาหารเด็ก กลูเตน ฟรี, ขนมเด็ก happy bites, แฮปปี้ ไบทส์, ขนมเด็ก ยี่ห้อไหนดี, ขนมเด็ก แบบไหนปลอดภัย, วิธีเลือกขนมเด็ก, เด็ก กินขนมแบบไหน

กลูเตน ฟรี, Gluten-Free, ขนมเด็ก กลูเตน ฟรี, ขนมสำหรับเด็กเล็ก กลูเตน ฟรี, อาหารเด็ก กลูเตน ฟรี, ขนมเด็ก happy bites, แฮปปี้ ไบทส์, ขนมเด็ก ยี่ห้อไหนดี, ขนมเด็ก แบบไหนปลอดภัย, วิธีเลือกขนมเด็ก, เด็ก กินขนมแบบไหน

Happy Bites ประโยชน์เต็ม ๆ คำ

ขนมสำหรับเด็กตามความหมายของ WHO (World Health Organization) ระบุว่าขนมสำหรับเด็กจะเรียกว่า Healthy Snack อาหารว่างเพื่อสุขภาพสำหรับเด็ก ซึ่งเป็นขนมที่มีสารอาหารจากธรรมชาติมากกว่าสารสังเคราะห์ มีสารอาหารสูง ให้พลังงานที่เหมาะสม และ การแปรรูปน้อย เน้นอาหารที่คงสภาพธรรมชาติไว้มากที่สุด และมี 3 สารอาหารที่ต้อง “พบต่ำที่สุด”

  • น้ำตาลต่ำ - ควรมีน้อยกว่า 5% - 10% ของพลังงานทั้งหมดต่อวัน
  • ไขมันต่ำ - หลีกเลี่ยงไขมันอิ่มตัวและไม่มีไขมันทรานส์
  • โซเดียมต่ำ – ต้องมีปริมาณโซเดียมต่ำ ป้องกันโรคความดันโลหิตสูงและโรคไตในอนาคต

นี่คืออีกเหตุผลว่าทำไมคุณแม่น้ำแข็งถึงเลือก Happy Bites ให้น้องมาร์เวล

“คุณแม่อ่านจากหน้ากล่องเห็นว่าทำจากข้าวหอมมะลิออร์แกนิค มีสารอาหาร ไม่มีไข่ นม และถั่วลิสง และใช้การอบ เราเองก็หาข้อมูลเยอะว่าขนมเด็กควรเป็นแบบไหน เทียบแบบฉลากแบบกล่องต่อกล่องเลย คือเราไม่อยากได้ขนมที่ปรุงแต่งรส กลิ่น สีเยอะ เพราะกลัวลูกจะติดหวานติดเค็ม”

กลูเตน ฟรี, Gluten-Free, ขนมเด็ก กลูเตน ฟรี, ขนมสำหรับเด็กเล็ก กลูเตน ฟรี, อาหารเด็ก กลูเตน ฟรี, ขนมเด็ก happy bites, แฮปปี้ ไบทส์, ขนมเด็ก ยี่ห้อไหนดี, ขนมเด็ก แบบไหนปลอดภัย, วิธีเลือกขนมเด็ก, เด็ก กินขนมแบบไหน

กลูเตน ฟรี, Gluten-Free, ขนมเด็ก กลูเตน ฟรี, ขนมสำหรับเด็กเล็ก กลูเตน ฟรี, อาหารเด็ก กลูเตน ฟรี, ขนมเด็ก happy bites, แฮปปี้ ไบทส์, ขนมเด็ก ยี่ห้อไหนดี, ขนมเด็ก แบบไหนปลอดภัย, วิธีเลือกขนมเด็ก, เด็ก กินขนมแบบไหน

ขนมเด็กกระตุ้นพัฒนาการ

ขนมสำหรับเด็กที่ดี นอกจากจะได้สารอาหารที่มีประโยชน์ และปลอดภัยแล้ว ยังช่วยกระตุ้นพัฒนาการด้วย

“บ้านเราฝึกให้ลูกหยิบอาหารกินเองตั้งแต่ตอนเริ่มอาหารเสริม พอวางขนมไว้ให้ลูกก็ฝึกหยิบเอาปากได้เลย ชอบตรงรูปทรงขนมที่ลูกหยิบกำได้ แทะ ๆ ช่วงปลายขนมไปเรื่อย ๆ ฝึกการหยิบจับ ฝึกเคี้ยว ฝึกกลืน

อีกอย่างคือลูกยังฟันขึ้นไม่เยอะ ก็แอบคิดว่าขนมจะติดคอลูก ปรากฏว่าไม่เลยค่ะ ลูกอม ๆ เคี้ยว ๆ แล้วเนื้อขนมละลายง่ายมาก ตอนนี้ก็กลายเป็นขนมประจำตัวลูกไปแล้ว พกไปไหนก็ได้”

ปัจจุบันคุณพ่อคุณแม่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและพัฒนาการของลูกมาก ดังนั้น ขนมสำหรับเด็กก็ต้องเลือกให้ดีและปลอดภัยที่สุด เพื่อให้ลูกมีพัฒนาการสมวัยและแข็งแรง

กลูเตน ฟรี, Gluten-Free, ขนมเด็ก กลูเตน ฟรี, ขนมสำหรับเด็กเล็ก กลูเตน ฟรี, อาหารเด็ก กลูเตน ฟรี, ขนมเด็ก happy bites, แฮปปี้ ไบทส์, ขนมเด็ก ยี่ห้อไหนดี, ขนมเด็ก แบบไหนปลอดภัย, วิธีเลือกขนมเด็ก, เด็ก กินขนมแบบไหน

ลูกไม่อ้วน...แม่ช่วยได้

4929 

Myth อ้วนตอนเด็กไม่เป็นไร โตขึ้นตัวยืดเอง

Fact เด็กอ้วนส่วนใหญ่จะยังคงอ้วนจนเป็นผู้ใหญ่

Myth เด็กอ้วนน่ารัก สุขภาพดี

Fact เด็กอ้วนมากพุงย้อย มีหลายโรค ทั้งกรนเสียงดัง เบาหวาน ความดัน ขาโก่ง ขากาง ไขมันสูง

เคล็ดลับ : เลี้ยงลูกอย่างไร ให้ห่างไกลโรคอ้วน

-เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

-เลิกนมมื้อกลางคืน อายุขวบครึ่งควรให้เลิกดูดนมขวด เด็กอนุบาลควรได้รับนมวันละ 2-3 มื้อ เด็กโตควรได้รับนมวันละ 2 มื้อ นมที่ให้เด็กควรเป็นนมจืด

-กินผักและผลไม้เป็นนิสัยทุกมื้อทุกวัน

-เลือกกินปลาเป็นหลัก กินเนื้อสัตว์ที่มีไขมันน้อย เลี่ยงส่วนหนัง

-หลีกเลี่ยงน้ำอัดลม น้ำหวาน เครื่องดื่มรสหวาน และขนมซองที่อุดมด้วยไขมันและน้ำตาล

-ไม่สอนให้เด็กกินจุบจิบ พ่อแม่บางคนกังวลว่าเด็กจะหิว จึงหาขนมและของว่างปรนเปรอเด็ก ทำให้เด็กกินเกินความต้องการจนติดเป็นนิสัย

-ไม่ซื้อขนม นมและอาหารสะสมไว้ในบ้าน เด็กยังไม่สามารถยับยั้งความอยากได้ เมื่อมีของอยู่ในบ้านมากก็จะหยิบกินครั้งละมากๆ จนหมดในเวลาอันสั้น และมีน้ำหนักเกินในที่สุด หากจำเป็นต้องซื้อตุนไว้ในบ้าน ให้เก็บไว้ในตู้ให้พ้นสายตาเด็ก

-สอนวินัยการกิน ให้กินอาหารเป็นเวลา ตักอาหารให้พอดีกิน ไม่กินทิ้งกินขว้าง การจัดอาหารของครอบครัวมีส่วนช่วยในการฝึกวินัย บางครอบครัวจัดอาหารมากเกินถึง 2-3 เท่า กระตุ้นให้เกิดการกินแบบไม่ยั้ง การสอนให้เคี้ยวอาหารให้ละเอียด และกินพอดีอิ่ม จะเป็นผลดีต่อสุขภาพ

-เน้นกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกาย ลดการดูนั่งดูทีวีที่มักสัมพันธ์กับการกินขนมจุบจิบ มีข้อแนะนำให้เวลาหน้าจอทั้งหมด ซึ่งรวมดูโทรทัศน์ เล่นเกม เล่นอินเตอร์เน็ต ไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ไม่แนะนำให้ดูโทรทัศน์

-สร้างนิสัยการออกกำลังกาย ทั้งที่เป็นการเล่นกีฬา เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้กฎกติกา และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น และที่เป็นกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวัน เช่น การทำงานบ้านร่วมกันทั้งครอบครัว เดินหรือขี่จักรยานแทนการนั่งรถ เดินแทนการขึ้นลิฟต์หรือบันไดเลื่อน เป็นต้น โดยให้เวลาอย่างน้อย 20 นาทีทุกวัน เพิ่มเวลามากขึ้นในวันเสาร์ อาทิตย์ หรือวันหยุด

วิธีป้องกันตัวเองจากโรคโควิด-19 ด้วย 9 New Normal

4827

ช่วงโควิดระบาด! รายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อสะสมเพิ่มขึ้น และ ลดลงทุกวัน หลายครอบครัวทำงานอยู่ที่บ้าน แต่ก็อาจมีบางครอบครัวที่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ดังนั้นเราควรปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตประจำวัน 9 ข้อ เพื่อให้ห่างพ้นโควิด-19 กันค่ะ

ทางรักลูกคลับ มีการเตรียมตัวสู่ “New Normal” = New “Me” โดย รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรศ.ดร.พญ.ภัทรวัณย์ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล มาฝากกันค่ะ 

วิธีป้องกันตัวเองจากโรคโควิด-19 ด้วย '9 New Normal' 
  1. ตั้ง Default ของชีวิตว่า “อยู่กับบ้าน” ออกจากบ้านเมื่อยามจำเป็นจริงๆ เท่านั้น  

  2. ต้องเช็คอาวุธประจำตัวก่อนก้าวเท้าออกไปจากบ้าน “ใส่หน้ากากผ้า/หน้ากากอนามัย พกเจลแอลกอฮอล์หรือสเปรย์แอลกอฮอล์” พร้อมวางแผนให้ชัดว่าจะไปไหน ทำอะไร เจอใคร และพยายามจัดการให้เสร็จโดยเร็วที่สุด เท่าที่จะทำได้ เพื่อลดเวลาสัมผัสผู้คนภายนอก หากไม่จำเป็นจริงๆ อย่าไปลงแรงออกจากบ้านให้เสี่ยงเลย ใช้โทรหรือวีดิโอคอลล์ติดต่อแทนจะดีกว่า  

  3. ล้างมือเป็นประจำทุกครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงขณะอยู่ข้างนอก แต่ถ้าเผลอไปจับสิ่งของสาธารณะ หรือจับหน้ากากตัวเองเมื่อไหร่ ให้ล้างมือเมื่อนั้น และระวังอย่าเอามือไปขยี้ตาและล้วงแคะแกะเกาจมูกปาก  

  4. ใช้ขนส่งสาธารณะเท่าที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น ถ้าจะใช้รถเมล์ รถไฟ รถตู้ ควรเช็คให้ดีว่าแออัดไหม ถ้าใกล้กันกว่าหนึ่งเมตร อาจต้องรับรู้ไว้ว่าเสี่ยงติดเชื้อนะ ไม่ไปจะดีกว่าไหม รอคันอื่น หรือเลือกเวลาที่ไม่แออัด แต่หากเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องคอยสังเกตอาการ ประเมินความเสี่ยงของตนเอง เมื่อสงสัยควรรีบไปตรวจที่สถานพยาบาลหรือปรึกษาแพทย์  

  5. ใช้บริการมอเตอร์ไซค์ นั่งซ้อนแล้วควรใส่หน้ากากอนามัยเสมอ และสังเกตด้วยว่าคนขับนั้นใส่หน้ากากและใส่หมวกกันน็อคไหม ถ้าไม่ ก็ควรบอกให้ใส่ ถ้าไม่ใส่ ไม่ควรใช้บริการ ตอนนั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์ ควรหันข้าง ไม่นั่งคร่อม คุณผู้หญิงคงจะชิน แต่ผู้ชายอาจลำบาก ถ้าจะนั่งคร่อม อาจต้องหันหน้าไปด้านข้าง จะดีกว่า เพื่อกันไม่ให้เราหายใจรดหลังคนขับ แม้จะใส่หน้ากากแล้วก็ตาม  

  6. อยู่ข้างนอก ระแวงคนอื่นไว้เยอะๆ จะได้อยู่ห่างๆ จากเขา อย่างน้อย 1-1.5 เมตรเสมอ ไม่ว่าจะเป็นคนใกล้ชิดคุ้นเคย เจ้านายลูกน้อง หรืออื่นๆ เพื่อทั้งเราและเขาจะได้ปลอดภัย  

  7. “ยืดอก...พกถุง” พกถุงผ้าไว้ติดตัว เวลาซื้ออาหารหรือของจิปาถะจะได้ใช้ได้เสมอ ไม่ต้องแชร์ หยิบจับภาชนะกับคนอื่นในสังคม ไม่ติดไม่แพร่ถ้าไม่แชร์  

  8. จำไว้ว่า อย่าแชร์แก้ว แชร์ขวด แชร์ช้อนส้อมจานชาม หรือแม้แต่แชร์บุหรี่กับใครก็ตามที่ไม่ใช่ตัวเราเอง จำได้ไหมว่าแพร่กระจายกันกระจุยแถวทองหล่อ ดังนั้นต้องไม่ทำ ไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน  

  9. กลับถึงบ้านอย่าเพิ่งไปกอดหอมทักทายคนรักคนใกล้ชิด ล้างมือก่อนเข้าบ้าน เข้าบ้านแล้วไปอาบน้ำก่อนดีกว่า

ที่มา : รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ รศ.ดร.พญ.ภัทรวัณย์ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล 

ส้มตำผลไม้ เมนูเด็กอนุบาล อร่อยได้วิตามินและไฟเบอร์เมนูสำหรับเด็กวัย 3-6 ปี


เด็กกินส้มตำได้ไหม, เด็กอนุบาลกินส้มตำได้ไหม, เด็ก 3 ขวบ 4 ขวบ 5 ขวบ 6 ขวบ กินส้มตำได้ไหม, เด็กควรกินส้มตำอะไร, ส้มตำเด็ก, ส้มตำผลไม้, เมนูส้มตำสำหรับเด็ก, สลัดผลไม้รวม, เด็กกินผลไม้อะไรได้บ้าง, ผลไม้ให้วิตามิน, ผลไม้ ไฟเบอร์ ช่วยขับถ่าย

ส้มตำผลไม้ เมนูเด็กอนุบาล อร่อยได้วิตามินและไฟเบอร์เมนูสำหรับเด็กวัย 3-6 ปี

ลูกอนุบาลก็กินส้มตำได้ แต่แนะนำให้เป็นส้มตำผลไม้รวมที่เป็นเมนูให้ความสดชื่น และได้ประโยชน์จากวิตามิน เกลือแร่ในผลไม้ รวมถึงมีไฟเบอร์สูงที่ช่วยในการขับถ่ายด้วย

ส่วนผสมส้มตำผลไม้สำหรับเด็ก

  1. แครอตหั่นฝอย 1/4 ถ้วย
  2. แอปเปิ้ลแดงและเคนตาลูปหั่นเต๋า อย่างละ 1/4 ถ้วย 
  3. มะเขือเทศราชินีผ่าครึ่ง 5 ลูก 
  4. องุ่นแดง (หรือองุ่นเขียวก็ได้) ผ่าครึ่งเอาเม็ดออก 5 ลูก 
  5. น้ำตาลปั๊บ 1 ช้อนชา
  6. เกลือป่นเล็กน้อย 
  7. กระเทียม 1-2 กลีบ 

วิธีทำส้มตำผลไม้สำหรับเด็ก

  1. ทุบกระเทียวพอแหลก ระวังอย่าทุบกระเทียมละเอียดมาก เพราะลูกอาจรู้สึกเผ็ดได้

  2. ใส่ส่วนผสมที่เป็นผักและผลไม้ และเครื่องปรุงลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน 

  3. โรยหน้าด้วยเมล็ดทานตะวันและคอนเฟล็กก่อนเสริ์ฟ 
     

อาหารบำรุงสมองลูกมีจริง! อยากให้ลูกสมองดี ความจำดี ต้องกินอะไร

อาหาร บำรุง สมองเด็ก, วิตามิน บำรุง สมอง เด็ก, ยา บํา รุง สมอง เด็ก, อาหาร เสริม บํา รุง สมอง เด็ก, เด็ก กินปลาแล้วฉลาด, เด็ก กินโอเมก้า แล้วฉลาด, เด็ก กิน DHA แล้วฉลาด, อยากให้ลูกฉลาดต้องกินอะไร, วิธีทำให้ลูกฉลาด, อาหารอะไรทำให้ลูกฉลาด, กินอะไรแล้วฉลาด

อาหารบำรุงสมองลูกมีจริง! อยากให้ลูกสมองดี ความจำดี ต้องกินอะไร

อาหารกลุ่มโปรตีน โอเมกา DHA มีส่วนช่วยในการส่งเสริมการทำงานของระบบประสาทและสมอง เมื่อเด็กได้เล่น ได้เรียนรู้ก็จะพัฒนาไปเป็นความจำ และตื่นตัวพร้อมรับความรู้ใหม่ ๆ ตลอดเวลา

อาหารบำรุงสมองคืออะไร

อาหารบำรุงคือ อาหารที่มีสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเซลล์สมอง การสื่อสารของระบบประสาท การป้องกันสมองจากการเสื่อม ดังนั้น อาหารบำรุงสมองจึงเน้นไปที่การทำให้สมองและระบบประสาทเชื่อมต่อและทำงานสื่อสารกันได้ต่อเนื่อง เป็นระบบ

อาหารที่กินแล้วฉลาดมีจริงไหม

ตามหลักวิชาการแล้ว ไม่มีอาหารที่กินแล้วฉลาดทันที หรือฉลาดได้เอง เพราะความฉลาดเกิดจากหลาย ๆ องค์ประกอบ

  • พันธุกรรม
  • การนอน
  • การเรียนรู้ ประสบการณ์ต่าง ๆ 
  • การเลี้ยงดู

อาหารเป็นแค่ตัวช่วยให้สมองทำงานได้ดีในระยะยาว และต้องกินให้หลากหลาย ต่อเนื่อง เพื่อให้สมองได้รับสารอาหารเพียงพอ ซึ่งอาหารที่ดีจะช่วยให้...

  • สมองทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
  • มีสมาธิ
  • ความจำดีขึ้น
  • พร้อมเรียนรู้มากขึ้น
  • ศักยภาพสมองทำงานได้เต็มที่

กลุ่มสารอาหารบำรุงสมอง

  1. โอเมกา DHA EPA - ช่วยพัฒนาโครงสร้างสมอง เพิ่มความจำ การเรียนรู้

  2. โคลีน (Choline) - สำคัญต่อการส่งสัญญาณประสาท ช่วยเรื่องความจำ

  3. ธาตุเหล็ก - ช่วยนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง ป้องกันการขาดสมาธิ

  4. วิตามินบี - ช่วยระบบประสาททำงานปกติ ลดอาการล้า สมองเบลอ

ตัวอย่างอาหารที่มีส่วนช่วยในการทำงานของสมอง

 

  • ปลา เช่น แซลมอน ปลาทู เป็นต้น
  • ไข่
  • นม
  • ถั่ว
  • เต้าหู้
  • ผักใบเขียว
  • ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

นอกจากเรื่องอาหารการกินแล้ว การดูแลเอาใจด้านสุขภาพออกกำลังกายเป็นประจำ และพักผ่อนให้เพียงพอก็เป็นปัจจัยส่งเสริมให้ลูกน้อยมีความจำที่ดีได้ 

เกี๊ยวนึ่งปลาทู เมนูลูกไม่อ้วน

 4955

เกี๊ยวนึ่งไส้ปลาทูเป็นอีกเมนูอาหารว่างเหมาะกับเด็กที่กำลังลดความอ้วนอยู่ (หรือเด็กที่ไม่ได้ควบคุมน้ำหนักก็กินได้) วิธีทำไม่ยุ่งยาก เข้าครัวแล้วเตรียมส่วนผสมกันเลยค่ะ 

ส่วนผสม

เนื้อปลาทูนึ่ง 1-2 ตัว

แผ่นเกี๊ยว 10 แผ่น

แครอตหั่นละเอียด ครึ่งหัว

ข้าวโพดฝักแกะเมล็ดต้มสุก 1 ฝัก

ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนชา

วิธีทำ

1. เหยาะซีอิ๊วขาวลงในเนื้อปลาทูเล็กน้อย นวดจนเข้ากันได้ดี

2. ใส่ข้าวโพดต้มสุกและแครอต คลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นห่อด้วยแผ่นเกี๊ยวนำไปนึ่งประมาณ 10-15 นาที เป็นอันเสร็จเรียบร้อย เวลากินให้จิ้มซอสมะเขือเทศหรือจิ๊กโฉ่เพียงเล็กน้อยเพื่อเพิ่มรสชาติ  

Tip : เคล็ดลับในการนึ่งเกี๊ยวนั้นควรทาด้วยน้ำมันบางๆ ที่ก้นภาชนะ สำหรับนึ่งเพื่อป้องกันไม่ให้เกี๊ยวติด และเวลาวางควรเว้นช่องให้ไอน้ำผ่านได้ทั่วถึง จะทำให้เกี๊ยวสุกเร็วขึ้น

เมนูปลอดภัย ลูกชิ้นไก่ปลอดสาร

3417
  

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเด็กส่วนใหญ่ชอบกินลูกชิ้นกัน แต่ว่าแม่ๆ จะมั่นใจได้อย่างไรว่าลูกชิ้นที่ซื้อมาจากตลาดนั้นจะปลอดภัย 100% เพราะฉะนั้นทำเองก็ได้ค่ะ ไม่ยากเลย


ส่วนผสม 

เนื้อไก่สับ 100 กรัม 

น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา

น้ำปลา 1 ช้อนชา   

กระเทียมสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ



คลุกเคล้าไก่ กระเทียม น้ำตาลทรายและน้ำปลาเข้าด้วยกัน 


จากนั้นตักใส่ถุงพลาสติก มัดปากถุงให้แน่น ตั้งหม้อต้มน้ำจนเดือด แล้วตัดปลายถุงไก่สับ ค่อยๆ บีบเนื้อไก่ออกมาเป็นก้อนใส่ลงในน้ำเดือด ต้มจนสุก


เสร็จแล้วก็ได้ลูกชิ้นไก่อร่อยๆ จะนำไปทำต้มจืด ใส่ผัดผัก ใส่ก๋วยเตี๋ยว กินกับข้าว หรือกินเปล่าก็อร่อยจ้า 


เคล็ดลับความอร่อย :การเลือกใช้น้ำปลาอย่างดีในการปรุงรส จะทำให้ลูกชิ้นมีความหอม อร่อย รสกลมกล่อม ไม่เค็มจัด จนเกินไป   

เมนูลูกพรุน เมนูสำหรับเด็กท้องผูก

เมนูลูกพรุน เมนูสำหรับเด็กท้องผูก-เมนูลูกพรุน-ลูกพรุน-ลูกพรุนบด-สมูทตี้ลูกพรุน-ลูกพรุนนมสด-แอปเปิลลูกพรุนบด-น้ำลูกพรุน-เด็กท้องผูก-เมนูเด็กท้องผูก-ลูกท้องผูก

ลูกพรุนเป็นผลไม้อบแห้งรสชาติเปรี้ยวอมหวานที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเด็กท้องผูก ถ่ายยาก แนะนำเมนูลูกพรุนเลยค่ะ

เมนูลูกพรุน เมนูสำหรับเด็กท้องผูก

ลูกพรุน 1 ลูก ประกอบด้วยสารอาหารสำคัญต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ลูกพรุน 5 ลูก ให้พลังง่านประมาณ 114 กิโลแคลอรี มีโปรตีน 1 กรัม คาร์โบไฮเดรต 30 กรัม ใยอาหาร 3 กรัม และน้ำตาล 18 กรัม นอกจากนี้ในลูกพรุนยังมีสารอาหารสำคัญที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ฟอสฟอรัส วิตามินเอ วิตามินบี 6 วิตามินเค แคลเซียม ธาตุเหล็ก สังกะสี และแม็กนีเซียม

สำหรับลูกพรุนนั้นสามารถกินเปล่า ๆ ได้เลยหรือจะนำมาทำขนม อาหารว่าง ของหวาน หรือแม้แต่ของคาวก็ยังได้ค่ะ รักลูกมีตัวอย่างเมนูลูกพรุนที่ทำง่ายมาฝากคุณพ่อคุณแม่ด้วยค่ะ

 

เมนูลูกพรุน เมนูสำหรับเด็กท้องผูก-เมนูลูกพรุน-ลูกพรุน-ลูกพรุนบด-สมูทตี้ลูกพรุน-ลูกพรุนนมสด-แอปเปิลลูกพรุนบด-น้ำลูกพรุน-เด็กท้องผูก-เมนูเด็กท้องผูก-ลูกท้องผูก

สมูทตี้ลูกพรุน

ส่วนผสม

กล้วยหอม 1 ลูก

ลูกพรุน 5 ลูก

นมสด 1 แก้ว

น้ำแข็งครึ่งแก้ว

วิธีทำ

นำส่วนผสมทุกอย่างลงไปปั่นให้ละเอียด เสร็จแล้วเทใส่แก้วเสิร์ฟเจ้าตัวเล็กได้เลย

 

เมนูลูกพรุน เมนูสำหรับเด็กท้องผูก-เมนูลูกพรุน-ลูกพรุน-ลูกพรุนบด-สมูทตี้ลูกพรุน-ลูกพรุนนมสด-แอปเปิลลูกพรุนบด-น้ำลูกพรุน-เด็กท้องผูก-เมนูเด็กท้องผูก-ลูกท้องผูก

ลูกพรุนนมสด

ส่วนผสม

นมที่ลูกดื่มเป็นประจำแช่เย็น

ลูกพรุน 10 ลูก 

น้ำเปล่า 1 ถ้วย

วิธีทำ

1.  หั่นลูกพรุนให้เป็นชิ้นเล็กๆ

2. ตั้งหม้อใช้ไฟปานกลาง ใส่ลูกพรุนลงไป เติมน้ำประมาณ 5 ช้อนโต๊ะ

3. เมื่อลูกพรุนเดือดให้หรี่ไฟอ่อน เคี่ยวต่อไปจนลูกพรุนแตก และเหนียวหนืด หากน้ำงวดเกินไปสามารถเติมน้ำได้ทีละนิด

4. เสร็จแล้วรอให้เย็น ตักใส่แก้ว เทนมที่ลูกดื่มลงไป เป็นอันเรียบร้อย

 

เมนูลูกพรุน เมนูสำหรับเด็กท้องผูก-เมนูลูกพรุน-ลูกพรุน-ลูกพรุนบด-สมูทตี้ลูกพรุน-ลูกพรุนนมสด-แอปเปิลลูกพรุนบด-น้ำลูกพรุน-เด็กท้องผูก-เมนูเด็กท้องผูก-ลูกท้องผูก

แอปเปิลลูกพรุนบด

ส่วนผสม

แอปเปิล ครึ่งลูก

ลูกพรุน 3-4 ลูก

น้ำเปล่า 1 ถ้วย หรือประมาณ 100 มิลลิลิตร

วิธีทำ

1. ล้างแอปเปิลให้สะอาด เสร็จแล้วนำมาหั่นเป็นชิ้น

2. ตั้งหม้อ ใส่แอปเปิล ลูกพรุน และน้ำลงไปตุ๋นประมาณ 7-10 นาที ระหว่างตุ๋นให้คอยเปิดฝาเช็กน้ำและคนให้เข้ากันด้วย

3. พักไว้ให้เย็น จากนั้นนำมาปั่นหรือบดละเอียด ตักใส่ถ้วยเสิร์ฟลูกได้เลยค่ะ

เมนูไข่ อาหารเสริมเด็กวัย 6-12 เดือน

อาหารเสริมเด็ก-เมนูไข่-เมนูอาหารเด็ก-อาหารทารก-เด็กทารกกินไข่ได้มั้ย-ไข่เป็ด-ไข่ไก่-ไข่นกกระทา

เมนูไข่ อีกหนึ่งอาหารเสริมเด็กวัย 6-12 เดือน ที่เป็นเมนูถ้วยโปรดของเด็กอีกหลายคน เป็นจุดเริ่มต้นโภชนาการที่ดีเมื่อถึงวัยที่ลูกเริ่มอาหารเสริม

เมนูไข่ อาหารเสริมเด็กวัย 6-12 เดือน

ไข่ทุกชนิดเป็นแหล่งโปรตีนและไขมันเป็นหลัก มีคาร์โบไฮเดรตน้อยมาก โปรตีนในไข่มีกรดอะมิโนที่จำเป็นสำหรับร่างกาย มีเกลือแร่วิตามินสำคัญต่างๆ ได้แก่ ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส แคลเซียม วิตามินเอ บี ดี อี นอกจากนี้ ไข่ยังให้โปรตีนที่สมบูรณ์ ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย และสมองได้เป็นอย่างดี

ไข่ที่นิยมบริโภค

มี 3 ชนิด ได้แก่ ไข่ไก่มีเนื้อนุ่มและคาวน้อยกว่าไข่เป็ด ไข่นกกระทาฟองเล็กและรสจืด และไข่เป็ดมีเนื้อหยาบและกลิ่นคาวมากกว่าไข่ไก่ ไข่แต่ละชนิดมีคุณค่าและสารอาหารที่ต่างกันออกไป หากเปรียบเทียบไข่แต่ละชนิดในปริมาณ 100 กรัมเท่ากันแล้ว

ไข่เป็ดให้พลังงานมากที่สุดประมาณ 197 กิโลแคลอรี มีคอเลสเตอรอลน้อยที่สุดคือ 210 มิลลิกรัม มีส่วนประกอบของโปรตีน 14.4 กรัม ไขมัน 14.6 กรัม วิตามินบี1 0.29 ไมโครกรัม วิตามินบี 2 0.3 ไมโครกรัม แคลเซียม 40 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 269 มิลลิกรัม และเหล็ก 1 มิลลิกรัม

ไข่นกกระทา161 กิโลแคลอรี มีคอเลสเตอรอลมากที่สุดถึง 508 มิลลิกรัม มีส่วนประกอบของโปรตีน 13.1 กรัม ไขมัน 11.1 กรัม วิตามินบี1 0.13 ไมโครกรัม วิตามินบี 2 0.73 ไมโครกรัม แคลเซียม 62 มิลลิกรัม และฟอสฟอรัส 224 มิลลิกรัม

ไข่ไก่ 155 กิโลแคลอรี มีคอเรสเตอรอล 427 มิลลิกรัม มีส่วนประกอบของโปรตีน 12.8 กรัม ไขมัน 10.8 กรัม วิตามินบี1 0.15 ไมโครกรัม วิตามินบี 2 0.61 ไมโครกรัม แคลเซียม 38 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 230 มิลลิกรัม และเหล็ก 1.1 มิลลิกรัม

อาหารเสริมเด็ก-เมนูไข่-เมนูอาหารเด็ก-อาหารทารก-เด็กทารกกินไข่ได้มั้ย-ไข่เป็ด-ไข่ไก่-ไข่นกกระทา

 

เลือกไข่ไก่ให้ลูก

ไข่ดีเอชเอหรือไข่โอเมก้า3 เป็นไข่ที่ได้จากไก่ที่กินอาหารสูตรเติมน้ำมันปลา เฉลี่ยไข่ 1 ฟอง น้ำหนัก 50 กรัม มีดีเอชเอประมาณ 200 มิลลิกรัม จากเดิมที่ไม่มีดีเอชเลย และลดโคเลสเตอรอลจาก 215 เป็น188 มิลลิกรัม

ประโยชน์ของดีเอชเอคือ การเสริมสร้างสมองและช่วยพัฒนาเรื่องความจำ ซึ่งร่างกายสร้างสารนี้เองไม่ได้ ต้องได้รับจากอาหารที่กินเข้าไปเท่านั้น ดังนั้น ไข่ดีเอชเอจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของแม่ท้องและเด็กวัยขวบปีแรก

ไข่โอโอดีนเป็นไข่ที่เลี้ยงด้วยสูตรอาหารเสริมไอโอดีน เฉลี่ยไข่ 1 ฟองจะมีปริมาณไอโอดีน 100 ไมโครกรัม ซึ่งเพียงพอสำหรับความต้องการของเด็กที่ต้องการวันละ 70-100 ไมโครกรัม และสารไอโอดีนช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กและสมองได้ค่ะ

ไข่ปลอดสารหรือไข่ออร์แกนิกไข่แดงมีสีเหลืองธรรมชาติ ไม่มีการฉีดสารเร่ง ส่วนไข่ขาวก็ไม่คาวจัด เพราะแม่ไก่ได้รับอาหารที่ไม่มียาปฏิชีวนะ โดยอาหารที่เลือกให้แม่ไก่ทำมาจากข้าวโพด กากถั่วเหลือง รำข้าว ปลาป่น น้ำสมุนไพรชีวภาพ และเลี้ยงแม่ไก่ปล่อยในฟาร์มแบบธรรมชาติ เน้นทำให้ไก่อารมณ์ดี

การที่ไข่เหล่านี้มีสารอาหารที่ต่างกันเพิ่มมาจากสารอาหารปกตินั้นขึ้นอยู่กับสูตรอาหารที่ใช้เลี้ยงไก่ ซึ่งสารอาหารที่เพิ่มขึ้นทำให้ไข่ทางเลือกเหล่านี้จะมีราคาสูงแตกต่างกันไปด้วยค่ะ

กินไข่ไม่ให้แพ้

สำหรับในเด็กวัยขวบปีแรก ปริมาณคอเลสเตอรอลในไข่ไม่ใช่ปัญหา เพราะคอเลสเตอรอลมีส่วนสำคัญต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย เป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์โดยเฉพาะที่สมอง ไขสันหลังและตับ อีกทั้งยังเป็นแหล่งกำเนิดน้ำดีและฮอร์โมนสเตียรอยด์

การเริ่มอาหารโปรตีนในเด็ก 6 เดือนถึงขวบปีแรก ส่วนมากเริ่มให้กินไข่ เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ เพราะไข่เป็นอาหารโปรตีนที่สมบูรณ์ มีกรดอะมิโนที่จำเป็นครบถ้วน หาซื้อได้ง่าย

หลักการกินไข่ของทารก

วัย 6-7 เดือน ควรเริ่มด้วยไข่แดงก่อนประมาณ 1- 2 ช้อนชา หรือประมาณ 1 ใน 4 ของไข่แดง 1 ฟอง เพื่อทดสอบเรื่องภูมิแพ้และการย่อยโปรตีน

วัย 8-9 เดือน เพิ่มเป็น ½ ฟอง

วัย 10 เดือนขึ้นไป เมื่อลูกไม่แพ้สามารถเพิ่ม

เมื่อลูกอายุครบ 1 ปี จึงค่อยเริ่มให้กินไข่ขาวได้ เพื่อป้องกันการแพ้โปรตีนจากไข่ขาวค่ะ


อาหารเสริมเด็ก-เมนูไข่-เมนูอาหารเด็ก-อาหารทารก-เด็กทารกกินไข่ได้มั้ย-ไข่เป็ด-ไข่ไก่-ไข่นกกระทา

เมนูไข่สำหรับเด็กวัย 6-12 เดือน

ซุปข้าวกล้องงอกไข่แดง (วัย 6 -8 เดือน)

ส่วนผสม

ข้าวกล้องงอกสุก 2 ช้อนโต๊ะ

ผักกาดขาวหั่นฝอย 2 ช้อนโต๊ะ

ไข่แดง 1 ฟอง

น้ำซุปไก่ 2 ถ้วย

วิธีทำ

ต้มข้าวกล้องงอกสุก ผักกาดขาว และน้ำซุปจนผักสุก ใส่ไข่แดงคนให้สุก เทใส่โถปั่นจนละเอียด

Tips

- ผักกาดขาวเป็นผักมีรสหวานทำให้ซุปมีรสหวานธรรมชาติ

- เมื่อลูกน้อยคุ้นกับไข่แดง คุณแม่สามารถเพิ่มโปรตีนจากเนื้อสัตว์อื่นทีละอย่าง เพื่อสังเกตเรื่องการแพ้และการย่อยได้ค่ะ

ข้าวกล้องงอกตุ๋นไข่แดง (วัย 8-10 เดือน )

ส่วนผสม

ข้าวกล้องงอกหุงสุก 2 ช้อนโต๊ะ

ไข่แดง 1 ฟอง

บร็อกโคลีสับ 1 ช้อนโต๊ะ

หอมใหญ่สับ 1 ช้อนโต๊ะ

แครอตสับ 1 ช้อนโต๊ะ

แอบเปิ้ลสับ 1 ช้อนโต๊ะ

น้ำซุปไก่ 2 ถ้วย

เนย 1 ช้อนชา

วิธีทำ

ผัดหอมใหญ่กับเนยด้วยไฟอ่อนจนสุกเหลือง ใส่แครอตบรอกโคลี แอบเปิ้ล และน้ำซุปไก่1/2 ถ้วย ผัดพอสุกใส่ข้าวกล้องงอกสุกและน้ำซุปที่เหลือ ตุ๋นไฟอ่อนจนข้าวสุกเปื่อย จึงใส่ไข่แดงลงกวนจนไข่แดงสุก

Tips :

- ข้าวกล้องงอกที่หุงสุกใช้ส้อมยีบดข้าวให้แหลก เมื่อใส่ลงตุ๋นกับแครอต และบร็อกโคลีช่วยลดเวลาในการตุ๋น

- คุณแม่สามารถเติมอกไก่บดหรือตับไก่บด 1 ช้อนโต๊ะ เพื่อเพิ่มโปรตีน

ไข่ม้วนฟักทอง (วัย 10-12 เดือน )

ส่วนผสม

ไข่แดง 1 ฟอง

ฟักทองนึ่งสุกยี 1 ช้อนโต๊ะ

ขนมปังตัดขอบหั่นเต๋าเล็ก 1 ช้อนโต๊ะ

ไก่สับ 1 ช้อนโต๊ะ

เนยละลาย 1 ช้อนชา

วิธีทำ

ไก่สับใส่กระทะรวนน้ำพอสุก ใส่ฟักทองสุกผัดให้เข้ากัน พักไว้ตอกเอาเฉพาะไข่แดงใส่ถ้วย เติมน้ำ 2 ช้อนโต๊ะ ตีให้ไข่แดงฟู ใส่เนยละลายคนให้เข้ากันกระทะแบนตั้งไฟอ่อน เทไข่แดงที่เตรียมไว้แผ่เป็นแผ่นกลม ใส่ฟักทองที่ผัดไว้ โรยหน้าด้วยขนมปังหั่นเต๋า ม้วนไข่ด้านหนึ่งเข้าหาตัวเป็นท่อนกลม

Tips :

- เมนูนี้ใช้ไฟอ่อนเพื่อให้ไข่สุกนุ่ม ส่วนขนมปังให้โรยขณะที่ไข่ยังสุกไม่หมด

- ลูกวัย 10-12 เดือน ที่มือเริ่มหยิบจับของ อาจให้ไข่ม้วนชิ้นเล็กสำหรับหัดให้ลูกใช้มือหยิบจับได้

ที่ปรึกษาทางโภชนาการ : คุณกิ่งกมล กิตติภูมิวงศ์ นักโภชนาการ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล

 

  • 1
  • 2