facebook  youtube  line

ผัก ผลไม้ ที่คนท้องควรกินเพื่อคลายร้อน รู้แล้วรีบหามาไว้ติดบ้านกันเลย

 
ผักผลไม้ที่คนท้องควรกิน-หน้าร้อน
 

ผัก ผลไม้ ที่คนท้องควรกินเพื่อคลายร้อน

เราขอนำเสนอ ผักและผลไม้ฤดูร้อน ผักและผลไม้คลายร้อน ผักและผลไม้ตามฤดูกาล ที่ ช่วยเพิ่มความสดชื่น และ ช่วยคลายร้อน ให้กับ แม่ท้อง เป็นอย่างดี ด้วยอากาศที่ร้อนขึ้น อาจส่งผลต่อด้านร่างกาย และ ด้านอารมณ์ ของ แม่ท้อง ทำให้ หงุดหงิด ไม่สดชื่น และ รู้สึกว่าร่างกายของตัวเอง ร้อนมากกว่าปกติ ใช่แล้วค่ะ นั่นคือเรื่องจริง เพราะในขณะที่ตั้งครรภ์ ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายหลายอย่าง เช่น ต่อมไทรอยด์ต้องทำงานมากขึ้น การสร้างเซลล์เนื้อเยื่อต่างๆ มีมากขึ้น เพื่อนำไปใช้เสริมสร้างอวัยวะต่างๆ ของลูกน้อยและของคุณแม่ ดังนั้นเรามาเติมความสดชื่นด้วยอาหารเย็นๆ กันดีกว่าค่ะ 

 
สิ่งที่แม่ท้องไม่ควรกินในหน้าร้อน

ผักเหล่านี้รสชาติเผ็ด และจะไปกระตุ้นความร้อนของร่างกาย และทำให้เหงื่อออกเยอะ ได้แก่

  • พริก
  • ขิง
  • ข่า
  • กระเทียม
  • กระชาย
  • หอมแดง
  • หอมใหญ่
  • ใบมะกรูด
  • ยี่หร่า
  • เครื่องเทศ ต่าง ๆ

ผลไม้ที่คลายร้อนได้ดี

ผลไม้ที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบสูง ช่วยระบายความร้อน แก้กระหายน้ำ แก้ร้อนใน ได้แก่

  • แตงโม
  • แคนตาลูป
  • สาลี่
  • แก้วมังกร
  • มังคุด
  • ส้มโอ
  • แตงไทย
  • มะตูม
  • กระเจี๊ยบ
  • สัปปะรด

ผักคลายร้อน

ผักที่ช่วยดับกระหาย คลายร้อน มีฤทธิ์เย็น มีน้ำเป็นส่วนประกอบสูง ช่วยให้อุณหภูมิภายในร่างกายลดลงได้ ได้แก่

  • มะระ
  • ฟักเขียว
  • หัวไชเท้า
  • ตำลึง
  • ดอกแค
  • แตงกวา
  • ปวยเล้ง
  • ใบบัวบก
  • ชะอม
  • สะเดา
  • ถั่วเขียว
  • บวบ
  • รากบัว 

ผักและผลไม่คลายร้อน ที่นำเสนอมา ล้วนแต่มีประโยชน์ และ เพิ่มความสดชื่น ในวันที่อากาศร้อน ได้เป็นอย่างดี แต่ ต้องรับประทานในสัดสวนที่พอเหมาะ และให้ครบหมู่ตามหลักโภชนาการด้วยนะคะ 

ยำหัวปลีกุ้งสด เมนูกระตุ้นน้ำนมสำหรับแม่ตั้งครรภ์และแม่ให้นมลูก

คนท้อง แม่ตั้งครรภ์ กินหัวปลี, คนท้อง แม่ให้นม หัวปลีกระตุ้นน้ำนม, สูตร ยำหัวปลี คนท้อง แม่ให้นม, วิธีทำ ยำหัวปลี คนท้อง แม่ให้นม, คนท้อง กินหัวปลีได้ไหม, ประโยชน์ หัวปลี คนท้อง แม่ให้นม, เมนูหัวปลี กระตุ้นน้ำนมแม่, ยำหัวปลี กระตุ้นน้ำนมแม่, แม่ท้อง แม่ให้นม กินยำหัวปลีได้ไหม

ยำหัวปลีกุ้งสด เมนูกระตุ้นน้ำนมสำหรับแม่ตั้งครรภ์และแม่ให้นมลูก

หัวปลีมีประโยชน์สำหรับแม่ท้อง และแม่ให้นมลูกเพราะช่วยบำรุงเลือด กระตุ้นการสร้างน้ำนมแม่ และหัวปลีมีใยอาหาร แคลเซียมสูง มีธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส วิตามินอี เบตาแคโรทีน ช่วยบำรุงกระดูกและฟันได้ด้วย

ส่วนผสมยำหัวปลีกุ้งสด

  1. หัวปลี 2 หัว
  2. น้ำมะนาว (สำหรับแช่หัวปลี) ครึ่งลูก
  3. น้ำมะนาวสำหรับปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ
  4. หัวกะทิ 1-2 ช้อนโต๊ะ
  5. น้ำพริกเผา 1 ช้อนโต๊ะ
  6. น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
  7. น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  8. กุ้งขาวลวก 4-5 ตัว
  9. พริกขี้หนูซอย ตามชอบ
  10. หอมแดงซอย ตามชอบ
  11. ถั่วลิสงทอด ตามชอบ
  12. ผักชี 1-2 ต้น

วิธีทำยำหัวปลีกุ้งสด

  1. ล้างหัวปลีให้สะอาด แกะปลีสีม่วงออกให้เหลือปลีสีขาว

  2. ซอยหัวปลีแช่ในน้ำ บีบมะนาวลงไปครึ่งลูก แช่ประมาณ 30 นาที

  3. ล้างกุ้งให้สะอาด แกะเปลือกผ่าหลังเอาขี้ออก แล้วนำไปลวกให้สุก

  4. ตั้งกระทะ ไฟปานกลาง ใส่หัวกะทิลงไป รอกะทิเดือด ใส่น้ำพริกเผาลงไปตามด้วยหัวปลี ผัดจนหัวปลีสลดค่อยปิดเตา

  5. ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล น้ำมะนาว ตามชอบ ใส่กุ้งลวกลงไป คนให้เข้ากัน ตักใส่จาน โรยผักชีและถั่วลิสงทอดพร้อมทาน

 

รวม 45 ผลิตภัณฑ์จาก 'โครงการหลวง' อร่อย มีประโยชน์ ที่ห้ามพลาดหามาทาน

สินค้าโครงการหลวง

รวม 45 ผลิตภัณฑ์จาก 'โครงการหลวง' อร่อย มีประโยชน์ ที่ห้ามพลาดหามาทาน

แม่ท้อง อยากกินอะไรหวานๆ แม่หลังคลอด หาอาหารบำรุงร่างกาย หรือคนในครอบครัวอยากกินของดีเพื่อสุขภาพ ต้องนึกถึงผลิตภัณฑ์จากโครงการหลวงอยู่แน่ๆ เพราะมีประโยชน์และปลอดจากสารอันตราย เราเลยมีขนม ของว่าง และอาหารเบาๆ จากโครงการหลวงมาแนะนำกันค่ะ จากเพจ ZONEไปดูกันยาวๆ ได้เลยจ้า

1. Macadamia Nuts Spread รส Chocolate



2. เนยงาดำหรือ Sesame Spread


3. แยมมะนาว Lime Spread


4. แยมมัลเบอร์รี่


5. เครื่องดื่มเจียวกู้หลานและดอกคำฝอยดอย


6. เครื่องดื่มสมุนไพร


7. น้ำเสาวรสกับน้ำเคปกูสเบอร์รี่ 


8. เครื่องดื่มสมุนไพรชนิดแห้ง จากดอกคาโมมายล์ 


9. ไอศครีมจากโครงการส่วนพระองค์ รสวานิลลา 


10. ไอศครีมจากโครงการส่วนพระองค์ รสช็อคโกแลต


11. ไอศครีมดัดแปลง จากโครงการส่วนพระองค์ รสนม


12. ไอศครีมดัดแปลง จากโครงการส่วนพระองค์ รสมินท์ช็อคชิพ


13. ไอศครีมดัดแปลง จากโครงการส่วนพระองค์ รสดับเบิลช็อค


14. ไอศครีมดัดแปลง จากโครงการหลวง รสมัลเบอรร์รี่


15. ไอศครีมดัดแปลง จากโครงการหลวง รสกูสเบอร์รี่


16. ไอศครีมดัดแปลง จากโครงการหลวง รสเสาวรส


17. ข้าวเกรียบฟักทอง มีรสเห็ดหอม และแครอท


18. แมคคาเดเมียนัทดอยตุง


19. มะเขือเทศเชอร์รี่อบแห้ง 


20. ซีเรียลบาร์


21. ข้าวเกรียบสาหร่ายเกลียวทอง กลิ่นกุ้ง บาร์บีคิว และออริจินัล


22. โจ๊กหมูกระป๋อง (12฿) 


23. แยมกลีบกุหลาบ (90฿) 


24. ลูกพีชในน้ำเชื่อม (90฿)


25. แมคคาเดเมียนัทบด 100% (175฿)


26. น้ำผลไม้กล่อง  


27. สมูทตี้มะม่วงผสมเสาวรส (22฿)


28. น้ำมะขามป้อม (18฿)


29. น้ำฟักข้าว น้ำผลไม้รวม (40฿) 


30. นมโคเต็มมันเนย (35฿)


31. นมยูเอชทีรสจืด (แพคละ 55฿/ 6 กล่อง)


32. นมเปรี้ยวพร้อมดื่ม (10฿)


33. เนยแข็งมหามงคล ชนิดทาขนมปังกรอบ (15฿) 


34. น้ำมะนาวผสมน้ำผึ้งเข้มข้น (79฿)


35 น้ำผึ้งมะนาวผสมว่านหางจระเข้ (33฿)


36. สลัดผักพร้อมน้ำสลัดมะเขือเทศ กล่องละ 35฿


37. สตรอเบอร์รี่อบแห้ง (145฿)


38. โยเกิตไขมันต่ำ (15฿)


39. นมอัดเม็ดรสหวาน (15฿) 


40. เยลลี่คาราจีแนน ถ้วยละ 25฿


41. ว่านหางจระเข้อบแห้ง (65฿)


42. ซุปครีมผสมสาหร่ายเกลียวทอง (28฿)


43. เห็ดหอมกรอบ (90฿)


44. คุกกี้เนย มีรสช็อคโกแลตและกลิ่นวานิลลา (80฿) 


45. บ๊วยกวนรสเยี่ยม (29฿)



ขอขอบคุณข้อมูลและภาพที่ได้รับการอนุญาตแล้ว จาก FB : ZONE



 

สารอาหารที่คนท้องควรเน้นตลอด 40 สัปดาห์และน้ำหนักตัวที่ปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์

อาหาร คนท้อง, คนท้อง แม่ตั้งครรภ์ ต้องกินอะไร, คนท้องควรกินอะไร, คนท้องกินโฟเลต, คนท้องกินผัก, คนท้องกินวิตามิน, คนท้องกินโปรตีน, น้ำหนักตัวคนท้อง, คนท้อง หนักเท่าไหร่, อาหารบำรุงคนท้อง, นมสำหรับคนท้อง

สารอาหารที่คนท้องควรเน้นตลอด 40 สัปดาห์และน้ำหนักตัวที่ปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์

ช่วงตั้งครรภ์ แม่ท้องต้องเน้นกินอาหารหลาย ๆ หมวดมากขึ้น เพราะอาหารที่ดีจะช่วยลดอาการแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ ส่งผลถึงการคลอดก่อนกำหนด และทารกแรกเกิดน้ำหนักตัวน้อย

5 สารอาหารสำคัญที่แม่ตั้งครรภ์ควรกินตลอด 40 สัปดาห์

  1. โปรตีน สำคัญสำหรับการนำไปใช้เสริมสร้างอวัยวะและกล้ามเนื้อของมารดาและทารก จึงควรรับประทานโปรตีนจากสัตว์ ไข่และพืชให้หลากหลาย ปริมาณที่คนตั้งครรภ์ต้องการเท่ากับ 35-110 กรัมต่อวัน ในทางปฏิบัติเพื่อให้ง่าย ควรเพิ่มสัดส่วนโปรตีนแต่ละมื้อให้ไม่ต่ำกว่า 30-40 % ก็น่าจะเพียงพอ

  2. สารโฟลิก 
    กรดโฟลิก หรือ โฟเลต เป็นสารอาหารสำคัญอันดับแรกที่คุณแม่ที่กำลังจะ หรือตั้งครรภ์แล้ว ขาดไม่ได้เลย เพราะ โฟเลต เป็นสารอาหารที่สำคัญสำหรับการสังเคราะห์ดีเอนเอของเซลล์เพื่อสร้างอวัยวะต่างๆของทารกในครรภ์ มีรายงานพบทารกสมองไม่ปกติและท่อหุ้มไขสันหลังไม่ปิดในมารดาที่ขาดสารโฟเลต

    เนื่องจากสมองและไขสันหลังจะพัฒนาอย่างรวดเร็วและสมบุรณ์ภายใน 28 วันหลังการปฏิสนธิ มีรายงานพบว่า การบริโภคสารโฟเลต 400 ถึง 800 มิลลิกรัมต่อวัน ก่อนการตั้งครรภ์และในช่วง 28 วันหลังการปฏิสนธินี้ มีผลลดอุบัติการณ์ของการเกิดความผิดปกติของทารกลงอย่างมาก โฟลิกพบมากในพืชใบเขียว ธัญพืช พืชตระกูลถั่ว ตับ ไต และยีสต์ แต่อย่างไรก็ตาม อาหารพวกนี้อาจไม่เพียงพอ ถ้าให้แน่ใจควรทานอาหารเสริมที่มีสารโฟเลตร่วมไปด้วยเลยจะดีกว่า

  3. ธาตุเหล็ก 
    ธาตุเหล็ก จำเป็นสำหรับการสร้างเม็ดเลือดที่เพิ่มจำนวนอย่างมากมายในช่วงตั้งครรภ์ ปริมาณเลือดในร่างกายคุณแม่ตั้งครรภ์จะเพิ่มสูงขึ้นถึง 70% เลยทีเดียว เพื่อให้เพียงพอต่อการนำสารอาหารและอ๊อกซิเจนไปเลี้ยงทารกที่อาศ้ยอยู่ในครรภ์มารดา จากสถิติพบว่า สตรีตั้งครรภ์มากกว่าครึ่ง มีภาวะโลหิตจางจากการได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอ

    ภาวะโลหิตจางของคุณแม่ ถือว่าเป็นสาเหตุอันดับต้นๆของการคลอดทารกที่มีน้ำหนักแรกเกิดน้อยกว่าเกณฑ์ปกติ องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา แนะนำให้สตรีมีครรภ์ควรได้ธาตุเหล็กไม่ต่ำกว่า 27 มิลลิกรัมต่อวัน นอกจากนี้ยังพบว่า 15% ของสตรีวัยเจริญพันธุ์มีภาวะโลหิตจางจากขาดธาตุเหล็ก และมีผลต่อสภาวะมีบุตรยาก ดังนั้นสตรีกลุ่มนี้ควรพิจารณาทานธาตุเหล็กเสริมตั้งแต่ก่อนจะตั้งครรภ์ด้วย

  4. แคลเซียม 
    แคลเซียม มักดูดซึมได้ดีขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ สตรีมีครรภ์ต้องการแคลเซียมวันละไม่ต่ำกว่า 1,000 มิลลิกรัม ซึ่งสูงกว่าช่วงไม่ตั้งครรภ์ไม่มากนัก ดังนั้นจึงแนะนำให้สตรีมีครรภ์ที่ไม่สามารถได้รับแคลเซียมจากอาหารเพียงพอ เช่น ดื่มนมไม่ได้ ควรได้รับแคลเซียมเสริมวันละ 600 มิลลิกรัม

  5. วิตามินรวม 
    อาจมีประโยชน์ในคุณแม่ที่ไม่มีเวลาดูแลตัวเอง หากจะใช้ก็ควรปรึกษาสูติแพทย์ที่ฝากครรภ์ เพราะวิตามินบางชนิด เช่น วิตามินเอ ในปริมาณที่มากเกินไป เกิน 10,000 ยูนิตต่อวัน ทำให้ทารกพัฒนาการผิดปกติได้


อาหาร คนท้อง, คนท้อง แม่ตั้งครรภ์ ต้องกินอะไร, คนท้องควรกินอะไร, คนท้องกินโฟเลต, คนท้องกินผัก, คนท้องกินวิตามิน, คนท้องกินโปรตีน, น้ำหนักตัวคนท้อง, คนท้อง หนักเท่าไหร่, อาหารบำรุงคนท้อง, นมสำหรับคนท้อง

น้ำหนักตัวแม่ท้องควรขึ้นเท่าไหร่ถึงจะดี

น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ของมารดาสะท้อนถึงพัฒนาการของทารกในครรภ์ด้วยเช่นกัน เพราะน้ำหนักแรกเกิดของทารกเป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญต่อสุขภาพและการเจริญเติบโตของทารก มีรายงานจำนวนมากชี้ให้เห็นว่า ทารกที่น้ำหนักตัวแรกเกิดต่ำกว่าเกณฑ์มาก ๆ มักพบปัญหาของการทำงานหัวใจและหลอดเลือด มีโรคต่อมไร้ท่อ และระบบเผาผลาญพลังงานไม่ปกติ เมื่อทารกเหล่านี้เจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่

พบความสัมพันธ์ของการเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ ภาวะเบาหวานแฝง ในคุณแม่ที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มมากกว่าปกติ นอกจากนี้ น้ำหนักตัวก่อนตั้งครรภ์ของมารดาก็มีผลต่อการตั้งครรภ์ จึงควรเพิ่มน้ำหนักให้เหมาะสมดังนี้

  1. คุณแม่ที่มีน้ำหนักตัวปกติ ควรเพิ่มน้ำหนักไม่น้อยกว่า 8 กก. แต่ไม่มากกว่า 12 กก.

  2. คุณแม่ที่ผอมเกินไป มี BMI น้อยกว่า 19.8 ต้องเพิ่มน้ำหนักให้มากกว่าปกติระหว่างตั้งครรภ์ เพื่อให้ทารกได้สารอาหารเพียงพอ

  3. คุณแม่ที่อ้วน ควรควบคุมไม่ให้น้ำหนักเพิ่มมากเกินไป แต่ก็ยังจำเป็นต้องเพิ่มให้ได้ไม่ต่ำกว่า 6-7 กก.

แม่ท้องกลุ่มพิเศษ เช่น มังสวิรัติ ควรเน้นพืชผักผลไม้ที่ให้โปรตีนและสารอาหารดังที่ได้กล่าวมาเพียงพอ ควรหลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรสหวานที่ทำให้เกิดภาวะเบาหวาน หรือ น้ำหนักตัวเพิ่มมากเกินไป กลุ่มที่มีโรคเลือด โรคไต โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง เหล่านี้ ควรอยู่ในความดูแลของสูติแพทย์และอายุรแพทย์อย่างใกล้ชิด 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก:

นพ.พูลศักดิ์ ไวความดี แพทย์เฉพาะทางสาขาสูติ-นรีเวชวิทยา
ผู้ชำนาญการด้านภาวะมีบุตรยากและผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช โรงพยาบาลกรุงเทพ

 

อย่ากินนะแม่! 10 อาหารที่คนท้องห้ามกินช่วงตั้งครรภ์

คนท้องห้ามกินอะไร-อาหารคนท้อง

อย่ากินนะแม่! 10 อาหารที่คนท้องห้ามกินช่วงตั้งครรภ์

ตอนท้องอาหารที่ "กินไม่ได้" หรือ "ห้ามกินเด็ดขาด" เรารวม 10 อาหารคนท้อง ที่ คุณแม่ตั้งครรภ์ ห้ามกินเด็ดขาด ใน ช่วงตั้งครรภ์ เพราะส่ง ผลเสียอย่างร้ายแรง กับ ทารกในครรภ์ แน่นอนค่ะ 

10 อาหารคนท้องที่แม่ท้องห้ามกินเด็ดขาด

  1. เนื้อสัตว์ย่อยยาก
    ทำให้ร่างกายทำงานหนัก เกิดไขมันส่วนเกิน เพราะเนื้อสัตว์ประเภท หมู เนื้อวัว เป็นเนื้อที่ย่อยยากทำให้ร่างกายทำงานหนัก และมีไขมันปริมาณมาก เมื่อคุณแม่บริโภคไปเยอะเกินปริมาณที่ร่างกายต้องการ ทำให้เกิดไขมันสะสมได้นะคะ

  2. อาหารรสจัด
    อาหารที่มีรสเค็มจัด ส่งผลทำให้หัวใจและไตทำงานหนักขึ้น  ส่วนรสหวานจัดเพิ่มภาระให้กับตับอ่อนต้องผลิตอินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลมากขึ้น และทำให้คุณแม่น้ำหนักเพิ่มขึ้นอีกด้วย  นอกจากนี้รสเปรี้ยวจัด เผ็ดจัด จะเพิ่มภาระให้กระเพาะต้องทำงานหนัก ทำให้ท้องอืด และเกิดภาวะกรดไหลย้อนให้คุณแม่ได้ค่ะ

  3. ผงชูรส
    ถ้าคุณแม่รับประทานผงชูรสในปริมาณที่มากๆ อาจมี ผลกระทบ ต่อ การเจริญเติบโตของสมอง ทารกได้ 

  4. อาหารกระป๋อง
    เป็นอาหารที่คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงมากที่สุด คุณค่าทางโภชนาการน้อยกว่าอาหารสด ถึงจะไม่มีเวลา แต่ควรนึกถึงทารกในครรภ์ไว้นะคะ ว่าลูกต้องการโภชนาการที่ดี เพื่อการเจริญเติบโต สุขภาพที่ดีของเด็กในอนาคตด้วยค่ะ 

  5. น้ำอัดลม
    มีส่วนผสมของคาเฟอีน ซึ่งไม่ดีต่อร่างกายคุณแม่ตั้งครรภ์แน่นอนค่ะ ทำให้เกิดอาการแน่นท้อง เนื่องจากมีกรดและก๊าซในกระเพาะมากเกินไป ซึ่งก็จะทำให้คุณแม่รู้สึกไม่ค่อยสบาย และที่สำคัญเสี่ยงกับการเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์อีกด้วย

  6. ชา กาแฟ 
    คนท้องควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ชา  กาแฟ  น้ำอัดลม  และเครื่องดื่มบำรุงกำลัง เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้จะไปกระตุ้นการสูบฉีดโลหิต เพิ่มการขับปัสสาวะทำให้คุณแม่ต้องปัสสาวะบ่อยขึ้นอีก ซึ่งช่วงตั้งครรภ์ก็ฉี่บ่อยอยู่แล้ว อีกทั้งยังไปละลายแคลเซียมและเกลือแร่ในร่างกายมากขึ้นด้วย

  7. ถั่วลิสง 
    อาจส่งผลให้ลูกเป็นโรคภูมิแพ้ได้ กรณีที่คุณพ่อหรือคุณแม่มีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ ควรหลีกเลี่ยงเพราะในทางการแพทย์เชื่อว่าถั่วลิสงมีส่วนไปกระตุ้นให้โรคภูมิแพ้ผ่านไปยังทารกทางพันธุกรรมได้ค่ะ

  8. ของหมักดอง 
    ทำให้ท้องอืด อาหารไม่ย่อย มักมีสารกันบูด สารบอแรกซ์ และเกลือสูง คุณแม่ตั้งครรภ์จึงควรเลี่ยงเป็นอย่างยิ่ง หากอยากกินอะไรเปรี้ยวๆ แนะนำให้รับประทานเป็นผลไม้สดรสเปรี้ยวแทน ซื้อล้างทำความสะอาดให้ดีก่อนกินค่ะ

  9. อาหารสุกๆ ดิบๆ 
    ไม่ว่าจะเป็น ไข่ เนื้อปลา เนื้อแดง เนื้อไก่ หรือเนื้อสัตว์ทุกชนิด ที่ยังปรุงไม่สุกดี ไม่ควรทานค่ะ เพราะเสี่ยงการติดเชื้อ Salmonella เป็นกลุ่มเชื้อแบคทีเรียที่สามารถทำให้ผนังลำไส้เป็นแผล และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ค่ะ

  10. แอลกอฮอล์ 
    แม่ท้องห้ามกินเหล้า เบียร์ ไวน์ หรือเครื่องดื่มมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ทุกชนิดค่ะ เพราะจะส่งผลให้ทารกสมองพิการแต่กำเนิดได้ และทำให้คลอดก่อนกำหนดอีกด้ว
อาหารคนท้อง-คนท้องต้องกินอะไร

 

เคล็ดไม่ลับ 

สำหรับในเมืองไทยที่เป็นเมืองร้อน มีความเสี่ยงกับ อาการท้องร่วง ท้องเสีย ได้ง่ายจากเชื้อแบคทีเรียใน อาหารที่ไม่สะอาด ดังนั้นก่อนจะกินอะไร คุณแม่ต้อง คำนึง ถึงความสะอาดของอาหารก่อน ต้องเป็นอาหารปรุงสุกใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงค่ะ ทั้งหมดทั้งมวลนอกจาก เพื่อตัวเรา แล้ว ก็เพื่อเจ้าตัวน้อยแก้วตาดวงใจของเราที่อยู่ในท้องด้วยค่ะ


 

อาหารคนท้อง 3 ไตรมาส ต้องกินอะไรให้ทารกในครรภ์แข็งแรง

คนท้อง แม่ตั้งครรภ์ อาหารคนท้องตามไตรมาส, ท้องไตรมาส 1 ต้องกินอะไร, ท้องไตรมาส 2 ต้องกินอะไร, ท้องไตรมาส 3 ต้องกินอะไร, อาหารคนท้อง แต่ละไตรมาส, ทำไมคนท้องต้องกินอาหารตามไตรมาส, คนท้อง แต่ละไตรมาส ต้องกินอะไร

อาหารคนท้อง 3 ไตรมาส ต้องกินอะไรให้ทารกในครรภ์แข็งแรง

อาหารคนท้องมีหลักการที่สำคัญคือ ต้องกินให้ครบ 5 หมู่ และ แต่ละไตรมาสจะต้องเพิ่มสารอาหารที่จำเป็นให้ตรงกับพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพื่อทารกในครรภ์แข็งแรงทั้งร่างกายและสมอง 

แม่ท้องควรได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ ซึ่งร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละไตรมาสไม่เหมือนกัน อีกทั้งลูกน้อยในครรภ์ยังมีพัฒนาการต่างๆ ออกไป เพราะฉะนั้นการกินอาหารที่มีประโยชน์ตามหลัก 5 หมู่ จึงเป็นสิ่งที่แม่ท้องไม่ควรละเลย 

ตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 1 อายุครรภ์ 1 - 3 เดือน

เน้นการสร้างระบบประสาทของทารกในครรภ์ ช่วงนี้ทารกกำลังเริ่มสร้างอวัยวะและระบบประสาท ส่วนคุณแม่อาจมีอาการแพ้ท้อง จึงควรเน้นอาหารที่ย่อยง่ายและสารอาหารเข้มข้น

  • กรดโฟลิก (Folic Acid): ป้องกันความพิการแต่กำเนิดของระบบประสาทและสมอง กรดโฟลิกได้จาก ผักใบเขียวเข้ม (คะน้า, บรอกโคลี) ถั่ว ไข่ และผลไม้ตระกูลส้ม

  • โปรตีน: ช่วยในการสร้างเซลล์ ควรกินเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ปลา นม และถั่วเหลือง

คำแนะนำเพิ่มเติม: หากมีอาการแพ้ท้อง ให้แบ่งทานมื้อเล็ก ๆ แต่บ่อยครั้ง จิบน้ำขิงอุ่น ๆ จะช่วยลดอาการคลื่นไส้ได้

ไตรมาสที่ 2 อายุครรภ์ 4 - 6 เดือน

เน้นการสร้างกระดูกและเลือด เป็นช่วงที่แม่ท้องสนุกกับการกินมากขึ้น เพราะอาการแพ้ท้องลดลงหรือหายไปแล้ว ในขณะเดียวกันทารกในครรภ์ก็เริ่มขยายขนาดตัวและสร้างโครงสร้างกระดูก

  • แคลเซียม (Calcium): ทารกในครรภ์กำลังสร้างกระดูกและฟัน แม่ท้องจึงควรกินอาหารที่มีแคลเซียมเพิ่มขึ้น เช่น นมสด โยเกิร์ต ปลาเล็กปลาน้อย เต้าหู้แข็ง เป็นต้น

  • ธาตุเหล็ก (Iron): เพื่อสร้างเม็ดเลือดแดงรองรับปริมาณเลือดที่เพิ่มขึ้น แม่ท้องควรกิน ตับ เนื้อแดง เลือดหมู ซึ่งต้องปรุงสุกสะอาด

  • ดีเอชเอ (DHA): ช่วยพัฒนาสมองและสายตา แม่ท้องควรกินปลาทะเล เช่น ปลาทู แซลมอน เป็นต้น และควรกินสลับกับปลาอื่น ๆ เพื่อเลี่ยงสารตกค้าง

ไตรมาสที่ 3 อายุครรภ์ 7 - 9 เดือน

เน้นพลังงานและระบบขับถ่าย ทารกในครรภ์ตัวโตจนเบียดกระเพาะอาหารและลำไส้ของคุณแม่ ทำให้แน่นท้องหรือท้องผูกได้ง่าย

  • ใยอาหาร (Fiber): ช่วยป้องกันอาการท้องผูกและริดสีดวงทวาร แม่ท้องควรกินธัญพืชไม่ขัดสี ข้าวกล้อง ผักและผลไม้สด

  • พลังงานเพิ่มขึ้น: ช่วงนี้คุณแม่ต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นประมาณ 450-500 กิโลแคลอรีต่อวัน คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวไม่ขัดสี เผือก มัน เป็นต้น
  • กรดไขมันโอเมก้า-3: ช่วยสร้างเนื้อเยื่อสมองและระบบการมองเห็น ช่วยเพิ่มน้ำหนักตัวให้ทารกในครรภ์อย่างมีสุขภาพดี และช่วยในการสะสมไขมันใต้ผิวหนังของทารกเพื่อรักษาอุณหภูมิร่างกายหลังคลอด

ขณะตั้งครรภ์ควรควบคุมน้ำหนักตัวให้เพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ คือ 0.5 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ หรือ 2 กิโลกรัมต่อเดือน ซึ่งในไตรมาสที่ 2 ร่างกายต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นประมาณ 300 กิโลแคลอรีต่อวัน และต้องการโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ไข่ นมและผลิตภัณฑ์นมเพิ่มขึ้นจากปกติ ควรเพิ่มธาตุเหล็กเพื่อใช้ในการสร้างเม็ดเลือดและโฟเลตในการป้องกันความผิดปกติปากแหว่งเพดานโหว่ ซึ่งพบในเครื่องในสัตว์ ผักสีเขียวเข้ม ไข่แดง เป็นต้น

ควรเพิ่มแคลเซียมและฟอสฟอรัสในการสร้างกระดูกและฟันจาก นม ปลาเล็กปลาน้อย เต้าหู้แข็ง ธัญพืช และ ผักเขียวเข้ม กินอาหารที่เป็นแหล่งไอโอดีน เช่น อาหารทะเล หรือปรุงประกอบอาหารด้วยเครื่องปรุงที่มีการเสริมไอโอดีนที่ช่วยในการพัฒนาระบบประสาทและการเจริญเติบโตของเซลล์สมองลูกให้สมบูรณ์ 

และเพื่อให้ลูกมีน้ำหนักแรกเกิดมากกว่า 2,500 กรัม และสมองดี แม่ควรกินปลามื้อละ 4 ช้อนกินข้าว อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง กินตับมื้อละ 4 ช้อนกินข้าว สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง กินไข่วันละ 1 ฟอง  กินผัก มื้อละ 2 ทัพพี กินผลไม้ มื้อละ 2 ส่วน ดื่มนมสมรสจืดทุกวัน วันละ 2-3 แก้ว (แก้วขนาด 200 ซีซี)

 

อาหารออร์แกนิค...ท้องนี้ไร้สารพิษจริงหรือ?

อาหารคนท้อง-อาหารออร์กานิก 

อาหารออร์แกนิค ท้องนี้ ไร้สารพิษ จริงหรือ?

ทุกวันนี้ไม่ว่าจะไปทางไหน จะหยิบจับอะไร ล้วนมีแต่สารปนเปื้อน ยาฆ่าแมลง สารเคมีต่างๆ ยิ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับอาหาร เป็นเรื่องที่แม่ท้องอย่างเราต้องดูแลใส่ใจกันเป็นพิเศษ เพราะเป็นสิ่งที่จะส่งผ่านไปถึงลูกโดยตรง อาหารออร์แกนิคส์จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่หลายคนเริ่มหันมาใส่ใจ

อาหารออร์แกนิคคือ อาหารที่มีการผลิตที่ไม่มีการใช้สารเคมีในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต

ถ้าเป็นออร์แกนิคแบบเกษตรอินทรีย์ ก็จะเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนของการเตรียมดิน โดยทำให้ปลอดสารพิษไม่น้อยกว่า 6 ปี ส่วนเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ในการเพาะปลูกต้องไม่มีการตัดแต่งพันธุกรรม ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง เรียกได้ว่าเป็นพืชผักที่โตมาแบบวงจรตามธรรมชาติ ดังนั้นผลผลิตที่ได้เป็นผลิตผลที่มาจากการเจริญเติบโตตามธรรมชาติ กลิ่นหอมตามธรรมชาติ รสชาติดี มีวิตามินและเกลือแร่ครบถ้วนค่ะ

จากผลการวิจัยจำนวน 41 ชิ้นโดย The Soil Association ประเทศอังกฤษ ในปี 2544 พบว่าพืชที่ปลูกโดยวิธีออร์แกนิค จะมีวิตามินซี แมกนีเซียม และฟอสฟอรัสสูงกว่าพืชที่ปลูกโดยใช้กระบวนการที่มีสารเคมีค่ะ

ส่วนปศุสัตว์แบบออร์แกนิค ก็จะเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการเลี้ยง สัตว์จะมีอิสระเสรี วิ่งได้ตามธรรมชาติ และหญ้าหรืออาหารที่ใช้เลี้ยงก็จะไม่มียาฆ่าแมลง และไม่มีการให้อาหารสำเร็จรูปค่ะ

อาหารคนท้อง-อาหารออร์กานิก

แม่ท้อง..กับออร์แกนิคส์

Mr.Edward Jay Salmon : Research Director of Tustin Longevity Center (California) กล่าวว่า ปัจจุบันคนเรามีความเสี่ยงต่อการได้รับสารเคมีมากกว่า 15,000 ชนิด ทั้งจากอาหาร น้ำดื่ม อากาศ สิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนเต็มไปด้วยสารพิษ ทั้งพิษจากโลหะหนัก สารตะกั่ว พลาสติก กระบวนการปิโตรเคมี รวมทั้งภาชนะที่ใส่อาหาร ฯลฯ

ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันส่งผลต่อสุขภาพอย่างเห็นได้ชัด โดยดูจากอัตราการเกิดโรคและแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น เทียบกับ 20 ปีที่ผ่านมา เด็กอเมริกาทุกวันนี้เป็นโรคมะเร็ง ออทิสติก และหอบหืดเพิ่มมากขึ้น โดยมีอัตราส่วนของเด็กที่เป็นออทิสติกเพิ่มขึ้น จาก 1:2,000 คน เป็น 1:166 คน ทีเดียว

จากตัวเลขดังกล่าวบอกได้ว่า พิษภัยของสารพิษที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหาร และสิ่งแวดล้อม ทำให้ร่างกายเป็นแหล่งสะสมสารพิษ ตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่น และจนมาถึงช่วงของการตั้งครรภ์ แม่ก็จะมีสารพิษสะสมอยู่ในร่างกายรวมทั้งมดลูกด้วย ซึ่งสารพิษเหล่านั้นก็ส่งผลต่อทารกในครรภ์ด้วยค่ะ

และการที่คุณแม่ได้รับสารพิษพวกนี้เข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากๆ ก็จะส่งผลทำให้มีพิษในเลือดปริมาณมาก พิษเหล่านี้อาจไปทำปฏิกริยาหรือส่งผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกในครรภ์ได้ค่ะ

แต่หากคุณแม่มีการดูแลร่างกายตั้งแต่ก่อนและขณะตั้งครรภ์ โดยมีการล้างพิษออกจากร่างกาย ด้วยวิธีการที่ได้รับการรับรองจากการแพทย์ เพื่อกำจัดสารพิษที่ตกค้างในร่างกาย เพื่อให้ร่างกายสะอาด ด้วยการรับประทานอาหารออร์แกนิคตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ ความเสี่ยงต่อโรคทั้งหลาย เช่น ออร์ทิสติก หอบหืด ภูมิต้านทานพกพร่อง มะเร็ง ที่จะเกิดขึ้นกับลูกน้อยก็จะน้อยลง และตัวคุณแม่เองก็จะแข็งแรงด้วยค่ะ

คุณแม่ออร์แกนิคส์ คุณสิริรัตน์ พิลาคง

เป็นคุณแม่ที่ดูแลตัวเองด้วยผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคค่ะ เธอเป็นคนที่สนใจเรื่องสุขภาพมานานแล้ว เริ่มรับประทานอาหารปลอดสารพิษมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย พอมีครอบครัว มีลูก ก็ต้องดูแลตัวเองและครอบครัวมากขึ้น โดยคุณสิริรัตน์เล่าให้ฟังว่า

"หลังจากได้รู้จักออร์แกนิค ก็เริ่มศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติม ว่าออร์แกนิคส์คืออะไร มีอะไรบ้าง วัตถุดิบเป็นอย่างไร และมีประโยชน์อย่างไร แล้วก็ลองนำมาใช้เลยค่ะ

เพราะเวลาที่เราไปซื้อผลิตภัณฑ์ตามท้องตลาด ก็จะมีส่วนหนึ่งที่มีสารเคมีเข้ามาด้วย แต่ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค ปราศจากสารเคมี 100% ตั้งแต่กระบวนการเตรียมดิน การผลิต การใช้แรงงานคน การบรรจุ หรือแม้กระทั่งบรรจุภัณฑ์ที่ใช้จะไม่มีมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม เป็นวัสดุที่ย่อยสลายได้ ทำให้รู้สึกว่าถ้าได้ผลิตภัณฑ์ที่ดีกับตัวเรา ดีกับลูกเรา แล้วยังดีต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

คิดว่าการที่เราจ่ายเงินไปเพียงเล็กน้อย แต่ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารปนเปื้อน ซึ่งในระยะยาวอาจจะทำให้เจ็บป่วย หรือเป็นโรคโดยที่เราไม่รู้ตัว คงไม่คุ้มหรอกค่ะ สู้ยอมเสียเงินมากกว่าหน่อย แต่ได้สิ่งที่ดีกลับคืนมาสู่ตัวลูกและตัวเราดีกว่าค่ะ

อีกอย่างหนึ่งก็เหมือนกับเราซื้อของด้วยความรู้สึกสบายใจ จะมีความสุขกับการใช้ของสิ่งนั้น พอเราได้ของที่ใช้แล้วปลอดภัยเราก็มีความสุขค่ะ

ตลอดการตั้งครรภ์ ก็ไม่มีปัญหาอะไรเลย สุขภาพแข็งแรงดีทั้งแม่ทั้งลูกค่ะ ตอนนี้ก็ใช้ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคสำหรับเด็ก และผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนด้วยค่ะ"

แม้ว่าจะยังไม่มีการวิจัยถึงผลดีของการกินอาหารออร์แกนิคส์ต่อสุขภาพออกมาอย่างชัดเจน ในเชิงของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ซึ่งจะต้องมีการควบคุมตัวแปรอื่นๆ อีกหลายอย่างที่ส่งผลต่อสุขภาพไม่ใช่อาหารแต่เพียงอย่างเดียว แต่จากผลการวิจัยที่ได้จะเป็นการวิจัยที่ได้จากการสังเกตกลุ่มคนที่กินอาหารออร์แกนิคส์ หรือเรียกว่าเป็นการวิจัยในเชิงสังคมศาสตร์ ซึ่งผลที่ได้ก็เชื่อว่าน่าจส่งผลดีต่อสุขภาพของคนเราค่ะ


สำหรับคนเป็นแม่ อะไรที่บอกว่าดีต่อสุขภาพมีหรือจะไม่สนใจ เพราะฉะนั้นออร์แกนิคส์ ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือก แต่ไม่ว่าคุณจะเป็นคุณแม่ออร์แกนิคส์หรือไม่ก็ตาม นอกจากดูแลเรื่องสุขภาพกายแล้ว ก็ไม่ควรละเลยการดูแลสุขภาพใจด้วยนะคะ เพื่อเจ้าตัวเล็กจะได้สมบูรณ์แข็งแรงทั้งกายใจค่ะ

อาหารคนท้อง-อาหารออร์กานิก
สังเกตอย่างไร...ว่าใช่ออร์แกนิคส์

ควรสังเกตดูที่ฉลากค่ะ ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้การรับรอง โดยมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ หรือ มกท. (Organic Agriculture Certification Thailand : ACT) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ผ่านการรับรองระบบจาก สมาพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (International Organic Agriculture Movement : IFOAM) หรือได้การรับรองจากหน่วยงานของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข ก็แสดงว่าปลอดภัยและมั่นใจได้ค่ะ


ผักปลอดสารพิษ ใช่ออร์แกนิคส์หรือไม่

ผักปลอดสารพิษ หรือผักไร้สารเคมี ความจริงแล้วในกระบวนการผลิต ผักเหล่านั้นยังคงใช้สารเคมีอยู่ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง แต่จะเว้นระยะการเก็บเกี่ยวหลังใช้สารเคมีครั้งสุดท้าย เพื่อให้มีปริมาณสารเคมีตกค้างไม่เกินมาตรฐานที่กำหนดไว้ค่ะ


ขอขอบคุณข้อมูลจาก

* นพ.จักรกฤษณ์ ภูมิสวัสดิ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์การแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข

* ศูนย์ข้อมูลสุขภาพการแพทย์ทางเลือก โทร. 0-2247-9608-10

* โรงพยาบาล B Care Medical Center โทร. 0-2523-3359

เคพกูสเบอร์รี่ ผลไม้บำรุงครรภ์ชั้นดีของแม่ท้อง

2753

เคพกูสเบอร์รี่ ผลไม้บำรุงครรภ์ชั้นดีของแม่ท้อง

เคพกูสเบอร์รี่ (Cape Gooseberry) หรือ โทงเทงฝรั่ง เป็น ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ที่หลายคนอาจจะหยึยๆ กับรสชาติเปรี้ยวอมหวาน บางทีก็บรรยายไม่ถูกว่าเหมือนอะไร เหมือนมะเขือเทศก็ไม่ใช่ เหมือนเบอร์รี่บางชนิดก็ไม่คุ้น แต่ไม่ว่ารสชาติจะเหมือนอะไรนั้น ประโยชน์ของเคพกูสเบอร์รี่ มีเยอะจนคุณแม่ท้องต้องร้องว้าวเลยค่ะ 


ประโยชน์ของเคพกูสเบอร์รี่ 

1. เคพกูสเบอร์รี่ มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอวัย

2. มีวิตามินซีสูง ป้องกันหวัดได้

3. เคพกูสเบอร์รี่ ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สดใส

4. มีวิตามินเอ ช่วยเรื่องการมองเห็น

5. เคพกูสเบอร์รี่ มีสารไฟโตเคมี เช่น โพลีฟีนอล และ แคโรทีนอยด์ ที่ช่วยควบคุมความดันโลหิต คอเลสเตอรอล และหลอดเลือดหัวใจ 

6. เคพกูสเบอร์รี่ มีกากใยอาหารสูง ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย 

7. เคพกูสเบอร์รี่ มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูง ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน 

8. เคพกูสเบอร์รี่ ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันเบาหวานในแม่ท้องได้

9. เคพกูสเบอร์รี่ มี สารต้านอนุมูลอิสระ สูง จึงช่วยป้องกันหวัดได้เป็นอย่างดี 

ทราบอย่างนี้แล้วต้องรีบออกไปซื้อหามาบำรุงร่างกายด่วนเลยค่ะ ส่วนใครที่กินไม่เป็น ไม่รู้จะเริ่มยังไง นำมาใส่สลัดหรือจิ้มพริกเกลือก่อนก็ได้นะคะ 

 



 

 

เมี่ยงไก่คั่ว อาหารว่างเบาๆ สำหรับแม่ท้อง

 
อาหารคนท้อง-ของว่างคนท้อง

เมี่ยงไก่คั่ว อาหารว่างเบาๆ สำหรับแม่ท้อง

เมี่ยง เป็นอาหารว่างเบาๆ ที่มีทั้ง โปรตีน และไฟเบอร์ เหมาะสำหรับ แม่ท้อง ที่มี อาการแพ้ท้อง และ ไม่อยากอาหาร เพราะรสชาติที่เข้มข้นแต่ไม่จัดจ้านนั้น ช่วย ลดอาการคลื่นไส้ ได้ดีเลยค่ะ 


ส่วนผสม 
  

อาหารแม่ท้อง, อาหารคนท้อง, อาหารแก้เลี่ยน, เมี่ยงคนท้อง, สูตรเมี่ยงไก่คั่ว, เมี่ยงไก่, เมี่ยงไก่คั่ว, เมนูแม่ท้อง
  • สะโพกไก่ 200 กรัม
  • ผงรากผักชี 1 ช้อนชา
  • พริกไทยดำบด 1 ช้อนชา
  • ผงปาปริก้า 1 ช้อนชา
  • เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
 
เครื่องเคียง
 
  • ถั่วลิสงอบแห้ง (หรือใช้ถั่วลิสงคั่วก็ได้)
  • หอมแดงปอกเปลือกหั่นชิ้นเล็กตามชอบ
  • กระเทียมปอกเปลือกหั่นชิ้นเล็กๆ ตามชอบ
  • พริกขี้หนูหั่นตามชอบ
  • มะนาวแป้นเปลือกบางหั่นชิ้นเล็กๆ
  • ขิงหั่นชิ้นพอดีคำ
  • ผักกรีนโอ๊ค (จะใช้ใบชะพลูหรือผักสลัดอื่นๆ ก็ได้)

วิธีทำ 
 
1. หั่นสะโพกไก่เป็นชิ้นเล็กๆ พอคำ จากหมักด้วยผงปาปริก้า ผงรากผักชี พริกไทยดำบด และเกลือป่นประมาณครึ่งชั่วโมง 

อาหารแม่ท้อง, อาหารคนท้อง, อาหารแก้เลี่ยน, เมี่ยงคนท้อง, สูตรเมี่ยงไก่คั่ว, เมี่ยงไก่, เมี่ยงไก่คั่ว, เมนูแม่ท้องล, เมี่ยงไก่
 

2. ตั้งกระทะบนไฟอ่อน รอจนกระทะร้อนจึงนำไก่ลงไปคั่ว 

อาหารแม่ท้อง, อาหารคนท้อง, อาหารแก้เลี่ยน, เมี่ยงคนท้อง, สูตรเมี่ยงไก่คั่ว, เมี่ยงไก่, เมี่ยงไก่คั่ว, เมนูแม่ท้องล, เมี่ยงไก่
 

3. คั่วไก่จนสุกหอม ตักขึ้นใส่จานเสิร์ฟพร้อมเครื่องเคียง รับประทานโดยไม่มีน้ำเมี่ยงได้เลย 
อาหารแม่ท้อง, อาหารคนท้อง, อาหารแก้เลี่ยน, เมี่ยงคนท้อง, สูตรเมี่ยงไก่คั่ว, เมี่ยงไก่, เมี่ยงไก่คั่ว, เมนูแม่ท้อง




 

แม่ท้องดื่มเบียร์ล้างไขสีขาวตามตัวทารกแรกเกิด เสี่ยงรุนแรงถึงขั้นแท้งลูก

คนท้อง แม่ตั้งครรภ์ดื่มเบียร์ ล้างไขสีขาว ทารก, คนท้อง ดื่มเบียร์ได้ไหม, คนท้อง ห้ามดื่มเบียร์, คนท้อง กินเบียร์ ล้างไขสีขาว ทารก, คนท้องห้ามดื่มแอลกอฮอล์, คน ท้อง ไม่ ควร กิน อะไร, คนท้อง ห้ามกินอะไร อาหารต้องห้ามของคนท้อง, แม่ท้องดื่มแอลกอฮอล แท้งลูก

แม่ท้องดื่มเบียร์ล้างไขสีขาวตามตัวทารกแรกเกิด เสี่ยงรุนแรงถึงขั้นแท้งลูก

การดื่มเบียร์ไม่ได้ช่วยให้เด็กผิวสะอสด คลอดออกมาแล้วไม่มีไขสีขาว แต่จะยิ่งเป็นการทำลายเกราะป้องกันผิวและเชื้อโรคของทารก และเสี่ยงต่อสมองเด็ก รวมไปการแท้งลูกได้ด้วย 

ทำไมคนท้องห้ามดื่มเบียร์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

***คนท้องห้ามดื่มเบียร์ และ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด* เพราะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ส่งผลต่อพัฒนาการทารกในครรภ์

  • ทำให้ทารกไม่เจริญเติบโต เจริญเติบโตผิดปกติ
  • อาจรุนแรงถึงการแท้งลูกได้เลยทีเดียว โดยเฉพาะคนท้องอ่อน ๆ หรือ คุณแม่ตั้งครรภ์ในช่วง 3 เดือนแรก 

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ความเชื่อที่ว่าการจิบเบียร์จะช่วยล้างไขเด็กแรกเกิดได้นั้น เป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้องและไม่ควรทำ เพราะการที่ร่างกายของทารกจะผลิตไขสีขาวหรือเหลืองอ่อน ๆ มาหุ้มตัวนั้น เป็นเกราะบาง ๆ ให้กับทารก ช่วยป้องกันเชื้อโรคและแบคทีเรียต่าง ๆ ช่วยควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย

การดื่มเบียร์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขณะตั้งครรภ์ ส่งผลต่อทารกในครรภ์อย่างไร 

  1. ส่งผลกระทบต่อสมอง หัวใจ ไต และอวัยวะต่าง ๆ ของทารกในครรภ์ โดยเฉพาะช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่อันตรายร้ายแรงที่สุด เพราะเป็นช่วงการสร้างเซลล์ประสาทและสมองของทารก รวมถึงการสร้างอวัยวะต่าง ๆ ได้แก่ หัวใจ ตา แขน ขา อวัยวะเพศ เป็นต้น

  2. ในกรณีที่มีความรุนแรงมาก อาจทำให้เกิดการแท้ง หรือทารกที่คลอดออกมาจะพบความผิดปกติมากมาย เช่น ปัญญาอ่อน กะโหลกศีรษะเล็ก ร่างกายเล็ก มีความผิดปกติของหัวใจ พัฒนาการช้ากว่าปกติ

  3. เมื่อเด็กโตขึ้นมักมีปัญหาทางพฤติกรรม เช่น สมาธิสั้น ความบกพร่องทางสติปัญญาอีกด้วย

ดังนั้น แม่ท้องไม่ควรดื่มเบียร์ หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ขณะตั้งครรภ์ เพียงเพราะเชื่อว่าจะช่วยล้างไขเด็กแรกเกิดได้ค่ะ และควรงดช่วงให้นมบุตรไปยาว ๆ เพราะนอกจากจะเป็นผลดีกับลูกเราแล้ว ยังเป็นการดูแลสุขภาพของคุณแม่ให้แข็งแรงพร้อมวิ่งเล่น วิ่งไล่ตามลูกเมื่อโตด้วยนะคะ 

แม่ท้องต้องกิน ไอโอดีน สารอาหารสำคัญที่ช่วย พัฒนาสมองทารกในครรภ์

อาหารคนท้อง-ไอโอดีน
 

แม่ท้องต้องกิน ไอโอดีน สารอาหารสำคัญที่ช่วย พัฒนาสมองทารกในครรภ์

สาร ไอโอดีน มีความจำเป็นต่อ การพัฒนาสมองของทารกในครรภ์ และ เด็กแรกเกิด ซึ่งจะช่วยเรื่องการ สร้างฮอร์โมนไทรอยด์ โดยปกติในชีวิตประจำวัน แม่ท้อง จะได้รับสาร ไอโอดีน จาก เกลือ ที่ผสมอาหารอยู่แล้ว แต่ถ้าหากจะให้เพียงพอ ต่อความต้องการของร่างกาย ควรได้รับกี่ไมโครกรัมต่อวัน มาดูกันค่ะ

หากขาดสารไอโอดีน จะเป็นอย่างไร

  • สำหรับทารกในครรภ์
    ร่างกายแคระแกรน สมองเจริญเติบโตช้า พิการแต่กำเนิด และมีภาวะปัญญาอ่อน

  • สำหรับเด็กเล็ก
    จะเติบโตช้า มีสติปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์ และอาจมีต่อมไทรอยด์โต (คอพอก)

  • ผู้ใหญ่ทั่วไป
    อาจมีต่อมไทรอยด์โต(คอพอก) และอาจมีอาการของภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน เช่น อ้วน เชื่องช้า หัวใจเต้นผิดปกติ เท้าบวม


ในแต่ละวัย ควรได้รับสารไอโอดีนเท่าไหร่ ต่อวัน

  • แม่ตั้งครรภ์
    ควรได้รับ อย่างน้อย 200 ไมโครกรัม
  • แม่ให้นมลูก
    ควรได้รับ 200 ไมโครกรัมขึ้นไป
  • เด็กแรกเกิด – 6 เดือน
    ควรได้รับ 40 – 50 ไมโครกรัม
  • เด็กอายุ 6 เดือน – 6 ปี
    ควรได้รับ 50 – 90 ไมโครกรัม


อาหารอะไรบ้าง ที่มีสารไอโอดีนสูง

  • อาหารทะเลทุกชนิด เช่น สาหร่ายทะเล กุ้ง ปู หอย ปลาแซลมอน ปลากะพง ปลาทู ปลาทูน่า
  • นม
  • ไข่
  • น้ำมันตับปลา
  • กระเทียม
  • ผักกาดเขียว ผักขม
  • โยเกิร์ต
  • เมล็ดงา ถั่วเมล็ดแบน
  • สตรอเบอรรี่
  • เกลือทะเล
  • ผลิตภัณฑ์เสริมไอโอดีนทุกชนิด เช่น น้ำดื่ม น้ำปลา ซีอิ๊วขาว บะหมี่ กล้วยตาก

แค่คุณแม่กินอาหารที่มีประโยชน์ ให้ครบ 5 หมู่ คุณแม่ก็ไม่ต้องกังวลแล้วค่ะ เพราะคุณแม่และลูกน้อยจะได้สารอาหารครบแน่นอน
 

ใครกินไม่เป็นมาทางนี้ สลัดเคพกูสเบอร์รี่ เมนูไฟเบอร์สูง

คนท้องกินเคพกูสเบอร์รี่-ประโยชน์ของเคพกูสเบอร์รี่

ใครกินไม่เป็นมาทางนี้ สลัดเคพกูสเบอร์รี่ เมนูไฟเบอร์สูง 

เคพกูสเบอร์รี่ เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์เยอะมากมาย มี สารต้านอนุมูลอิสระ มี วิตามินซี วิตามินเอ แคลเซียม ฟอสฟอรัส ฯลฯ และที่สำคัญ มีใยอาหาร ช่วยระบบการขับถ่าย อย่างดีเยี่ยม 

หลายๆ คนอาจจะรู้สึกว่ารูปร่างหน้าตาของ เคพกูสเบอร์รี่ นั้นคล้ายมะเขือเทศ จึงทำให้กินยากสักหน่อย แต่ความจริงแล้วรสชาติเปรี้ยวอมหวานนี้ก็อร่อยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเหมือนกันค่ะ 

เคพกูสเบอร์รี่ ลูกที่อร่อยให้สังเกตลูกที่โตๆ สีเหลืองๆ ผิวเต่งๆ แบบนี้จะค่อนข้างหวาน รสชาติดี 

นอกจากล้างน้ำกินเปล่าๆ หรือจิ้มกับพริกเกลือแล้ว สามารถนำมาทำเมนูต่างๆ ทั้งอาหารคาวหวานและเครื่องดื่มได้เยอะแยะเลยค่ะ เช่น ทำแยม แต่งหน้าเค้ก ทำซอส กินกับโยเกิร์ต ทำสมูทตี้โยเกิร์ต ทำน้ำปั่น ใส่ยำ ใส่ส้มตำ ใช้แทนมะเขือเทศในบาร์บีคิว หรือจะนำมาปั่นทำไอศกรีมก็ได้ทั้งนั้น 

และอีกหนึ่งเมนูเคพกูสเบอร์รี่ ที่ทำง่ายน่าลิ้มลองก็คือ สลัดเคพกูสเบอร์รี่ ค่ะ 

คนท้องกินเคพกูสเบอร์รี่-ประโยชน์ของเคพกูสเบอร์รี่


ส่วนผสม 

  • บร็อกโคลีหั่นพอดีคำ ต้มสุก 2-3 ชิ้น 
  • มะเขือเทศ ผ่าเป็นแว่น 2-3 ชิ้น 
  • ปูอัด 2 ชั้น หั่นพอดีคำ
  • แอปเปิ้ลแดง หั่นชิ้นพอดีคำ 1/4 ลูก
  • แอปเปิ้ลเขียว หั่นชิ้นพอดีคำ 1/4 ลูก
  • ผักสลัดต่างๆ อย่างละ 2-3 ใบ 
  • กะหล่ำม่วงหั่นฝอย ตามชอบ
  • ต้นอ่อนทานตะวัน ตามชอบ
  • เคพกูสเบอร์รี่ ผ่าซีก 1/2 ถ้วย 

 
วิธีทำ

นำส่วนผสมทุกอย่างจัดใส่จาน หรือชาม จากนั้นใส่น้ำสลัดที่ชื่นชอบ คลุกเคล้าให้เข้ากัน เป็นอันเสร็จเรียบร้อย 

เคพกูสเบอร์รี่ เป็นผลไม้ที่จะมีจำหน่ายช่วงฤดูหนาว ประมาณ เดือนมกราคม - มีนาคม ในอดีตความนิยม เคพกูสเบอร์รี่ ยังไม่สูงนัก จึงมีจำหน่ายเฉพาะร้านค้าโครงการหลวง ร้านโครงการส่วนพระองค์ แต่ปัจจุบันได้รับความนิยมจากชาวบ้าน มีการปลูกมากขึ้น นอกจากร้านโครงการส่วนพระองค์ต่างๆ แล้ว ในตลาดสด หรือตลาดนัดบางแห่งก็มีเคพกูสเบอร์รี่จำหน่ายเช่นกันค่ะ  



 

ไข่ ซูเปอร์ฟู้ดของแม่ท้อง คนท้องควรกินไข่วันละกี่ฟอง

คนท้อง กินไข่, คนท้อง กินไข่เป็ดได้ไหม, คนท้องกินไข่ลวกได้ไหม, คนท้องกินไข่ลวกได้ไหม, คนท้องกินไข่เยี่ยวม้าได้ไหม, คนท้อง กินไข่ วันละกี่ฟอง, คนท้อง กินไข่มดแดง ได้ไหม, คนท้อง ไม่ควรกินไข่ดิบ, คนท้อง ไม่ควรกินไข่เยิ้ม, คนท้องกินไข่อะไรได้บ้าง

ไข่ ซูเปอร์ฟู้ดของแม่ท้อง คนท้องควรกินไข่วันละกี่ฟอง

ไข่เป็นแหล่งอาหารที่ดีสำหรับแม่ท้อง เพราะไข่ให้ทั้งสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุสำคัญที่จำเป็นต่อแม่ตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ โดยแม่ท้องควรกินไข่วันละ 1 ฟอง อาทิตย์ละ 4-5 ฟอง

คนท้องกินไข่ได้มากแค่ไหน ควรกินไข่วันละกี่ฟอง

คนท้องควรกินไข่ได้วันละ 1 ฟอง อาทิตย์ละ 4-5 ฟอง แต่ไม่ควรกินไข่อย่างเดียวมากเกินไป ให้กินสลับกับโปรตีนจากอาหารชนิดอื่น เช่น ปลา ไก่ เป็นต้น เพราะการกินไข่มากเกินไป ร่างกายจะมีระบบสร้างสารขึ้นมาต่อต้าน ดังนั้นควรกินให้พอดี กินให้หลากหลายครบ 5 หมู่ดีที่สุด  

คนท้องกินไข่อะไรได้บ้าง

  • คนท้องกินไข่ไก่ - กินได้วันละ 1 ฟอง และไข่แดงต้องสุก

  • คนท้องกินไข่เป็ด - กินได้ แต่ไม่ควรกินบ่อยเพราะคอเลสเตอรอลสูง และต้องไข่แดงสุก

  • คนท้องไข่เยี่ยวม้า ไข่เค็ม - กินได้แต่ควรจำกัดปริมาณ เพราะเป็นไข่ที่ผ่านการแปรรูป มีโซเดียมสูง

  • คนท้องกินไข่ลวก - ไม่ควรกิน เสี่ยงเชื้อ Salmonella infection อาจทำให้ท้องเสียรุนแรง ไข้ อาเจียน
  • คนท้องไข่มดแดง - ไม่ควรกิน เสี่ยงปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียและพยาธิจากธรรมชาติ

คนท้อง กินไข่, คนท้อง กินไข่เป็ดได้ไหม, คนท้องกินไข่ลวกได้ไหม, คนท้องกินไข่ลวกได้ไหม, คนท้องกินไข่เยี่ยวม้าได้ไหม, คนท้อง กินไข่ วันละกี่ฟอง, คนท้อง กินไข่มดแดง ได้ไหม, คนท้อง ไม่ควรกินไข่ดิบ, คนท้อง ไม่ควรกินไข่เยิ้ม, คนท้องกินไข่อะไรได้บ้าง

ไข่ 1 ฟองมีสารอาหารอะไรบ้าง 

  1. โปรตีน  
    เป็นสารอาหารหลักอยู่ในไข่ขาว โดยไข่ 1 ฟองมีโปรตีน 6-7 กรัม เป็นโปรตีนที่ดูดซึมได้ดี ย่อยง่าย เมื่อเทียบกับโปรตีนชนิดอื่น ๆ ช่วยให้คุณแม่ขับถ่ายได้ดี ที่สำคัญคือช่วยสร้างเซลล์สมอง สร้างเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย เพิ่มกล้ามเนื้อ และเป็นส่วนประกอบของการสร้างเอนไซม์ ระบบภูมิคุ้มกัน เม็ดเลือด ช่วยให้อวัยวะต่าง ๆ ของทารกเจริญเติบโตสมบูรณ์ ทั้งช่วยให้คุณแม่และทารกมีน้ำหนักเพิ่มเหมาะสม

  2. ไขมัน
     เป็นไขมันชนิดดี อยู่ในไข่แดง ไข่ 1 ฟอง มีไขมัน 5-6 กรัม มีปริมาณไขมันอิ่มตัวน้อย และยังมีเรซิติน ซึ่งเป็นสารช่วยให้ไขมันแตกตัวได้ดี ไม่ไปเกาะตามผนังหลอดเลือด ลดการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ร่างกายได้พลังงานที่เพียงพอและคอเลสเตอรอลไม่สูง

  3. วิตามิน
    1. ลูทีน พัฒนาสายตา

    2. วิตามินเอ สร้างเซลล์ประสาทจอตา

    3. วิตามินบี มีทั้ง บี 1, 2, 3, 6 และ 12 ช่วยสร้างระบบประสาท และสารสื่อประสาทต่าง ๆ ควบคุมการทำงานของระบบประสาท สมองทารกจะมีพัฒนาการดี และลดอาการเหน็บชาในแม่ท้องด้วย  

    4. ไข่ เป็นอาหารชนิดเดียวที่มีวิตามินดีโดยธรรมชาติ ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้เพียงพอ เสริมสร้างกระดูกให้ทารก และยังช่วยให้แม่ท้องไม่มีปัญหาเรื่องภาวะกระดูกบาง ลดอาการปวดกระดูก และเหน็บชาด้วย 

  4. แร่ธาตุ
    1. ธาตุเหล็ก โฟเลท ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ทำให้เลือดไหลเวียนดี นำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้ดี ส่งผลให้ร่างกายมีระบบการทำงานที่ดี ทารกมีการเจริญเติบโตดี และยังลดการเกิดภาวะซีดในแม่ท้อง ไม่มีปัญหาเรื่องการวิงเวียนศีรษะ เป็นลมง่ายจากภาวะเลือดน้อย   

    2. กำมะถัน สังกะสี ช่วยสร้างผม ขน เล็บ และเป็นส่วนประกอบสำคัญของเอนไซม์ ที่ช่วยให้อวัยวะต่างๆ มีการเจริญเติบโตสมบูรณ์

    3. ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม แมงกานีส ช่วยให้อวัยวะต่าง ๆ ทำงานได้ดี 

ระวังโรคที่มากับไข่

โรคติดเชื้อจากแบคทีเรีย ทำให้แม่ท้องท้องเสียรุนแรงได้ เพราะร่างกายขณะตั้งครรภ์ มีภูมิคุ้มกันน้อยจึงทำให้ติดเชื้อได้ง่าย เชื้อแบคทีเรียจะอยู่ที่เปลือกไข่ ดังนั้นก่อนกินควร ล้างไข่ให้สะอาด ซื้อไข่ที่สดสะอาด เก็บในตู้เย็น เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย

 

  • 1
  • 2