
แม่ตั้งครรภ์ไม่จำเป็นต้องอัลตาราซาวนด์บ่อย ตลอดการตั้งครรภ์อาจทำแค่ 3-5 ครั้ง เพื่อตรวจสุขภาพ ตรวจเพศ หรือตรวจก่อนคลอด
การตรวจอัลตราซาวนด์ทารกในครรภ์ไม่ได้มีจุดประสงค์เพียงเพื่อให้ทราบเพศของทารกเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ในทางการแพทย์มากมายเพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ เช่น
การตรวจอัลตราซาวนด์มีขีดจำกัดในการวินิจฉัยเช่นเดียวกับการตรวจด้วยเครื่องมืออื่น ๆ ความถูกต้องแม่นยำขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ชนิดของโรค ความผิดปกติของทารกเอง เป็นต้น
โดยโรคบางอย่างอาจเกิดขึ้นภายหลัง โรคบางอย่างวินิจฉัยได้ยากหรือไม่สามารถเห็นได้จากภาพอัลตราซาวนด์ ในบางกรณีภาพอัลตราซาวนด์เห็นไม่ชัด เช่น หญิงตั้งครรภ์หน้าท้องหนาทารกนอนคว่ำ อายุครรภ์น้อย เครื่องอัลตราซาวนด์ที่มีความละเอียดต่ำรวมไปถึงแพทย์ผู้ตรวจที่มีความชำนาญแตกต่างกัน
การตั้งครรภ์ปกติ แพทย์มักแนะนำให้ อัลตราซาวนด์ประมาณ 3–5 ครั้งตลอดการตั้งครรภ์ แต่จำนวนจริงอาจมากกว่านี้หากแพทย์ต้องติดตามเป็นพิเศษ
ช่วงต้นครรภ์ (ประมาณ 6–8 สัปดาห์)
ช่วงคัดกรองความผิดปกติ (11–13 สัปดาห์)
ช่วงดูโครงสร้างทารก (18–22 สัปดาห์)
ช่วงไตรมาสสาม (28–32 สัปดาห์)
ก่อนคลอด (ประมาณ 36–38 สัปดาห์)
แม้ว่าการตรวจอัลตราซาวนด์โดยทั่วไปจะปลอดภัยต่อทารกในครรภ์ แต่แนะนำให้ทำเฉพาะเมื่อมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เท่านั้น นอกจากนี้ การตรวจอัลตราซาวนด์โดยไม่จำเป็นก็เป็นการสิ้นเปลือง
การตรวจอัลตราซานวด์ 2 มิติ ก็เพียงพอต่อการวินิจฉัยความผิดปกติดังกล่าวข้างต้น โดยควรตรวจอัลตราซาวด์ในช่วงอายุครรภ์ 18-22 สัปดาห์ หรือ อายุครรภ์ 4 เดือน
สำหรับการอัลตราซาวนด์ 3 มิติ และ 4 มิติ จะทำเฉพาะกรณีพบความผิดปกติจากการตรวจแบบ 2 มิติ และต้องการการวินิจฉัยเพิ่มเติมในบางโรคเท่านั้น
ปัจจุบันแม่ท้องนิยมอัลตราวซาวนด์ 3 มิติ และ 4 มิติ เพื่อดูพัฒนาการและหน้าตาของลูกในท้องอย่างชัดเจน หรือ แม้แต่อยากได้ภาพถ่ายอัลตราซาวนด์แบบ 4 มิติมาเป็นที่ระลึก แต่จริง ๆ หากลูกไม่มีอาหารผิดปกติที่แพทย์บ่งชี้ว่าต้องทำ ก็ไม่จำเป็นต้องทำ เนื่องจากมีราคาสูง
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
รศ.พญ.เฟื่องลดา ทองประเสริฐ
คณะอนุกรรมการอนามัยแม่และเด็ก ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย