facebook  youtube  line

รักลูก The Expert Talk Ep.60 : “มือ เท้า ปาก ภัยร้ายใกล้ตัวเด็ก”

รักลูก The Expert Talk Ep.60 : มือ เท้า ปาก ภัยร้ายใกล้ตัวเด็ก

มือเท้าปาก โรคระบาดในกลุ่มเด็กเล็กโดยเฉพาะช่วงฤดูฝน แม้อาการจะไม่รุนแรง แต่เป็นแล้วกระทบกับพัฒนาการเจ้าตัวเล็ก

 

ฟังวิธีการดูแล รับมือและป้องกัน

โดย The Expert รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์

รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม

 

รู้จักโรคมือ เท้า ปาก

โรคมือ เท้า ปากเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งเป็นกลุ่มไวรัสที่เราใช้คําว่า Enteroviruses เป็นไวรัสที่ติดต่อทางระบบทางเดินอาหาร ซึ่งในกลุ่มนี้เชื้อที่พบได้บ่อยๆ ก็จะมีเชื้อที่เราเรียกว่า Coxsackieviruses และ Enteroviruses71 เพราะฉะนั้นจะเห็นว่ามันมีเชื้อมากกว่าหนึ่งตัว ที่ทําให้เกิดอาการ สาเหตุที่เด็กป่วยแล้วป่วยอีกเพราะว่าอาจจะติดเชื้อคนละตัว

อาการและวิธีสังเกต

โรคมือ เท้า ปากจะมีตุ่มขึ้นที่มือ เท้าและปากเป็นแผล รวมถึงมีอาการทั่วๆไปจากการติดเชื้อไวรัส เช่น มีไข้ น้ำมูก ไอ ซึ่งเป็นโรคติดต่อผ่านทางเดินหายใจและทางเดินอาหารร่วมด้วย การไอ จามรดกันหรือติดต่อผ่านการปนเปื้อนของอุจจาระ ปัสสาวะ น้ําคัดหลั่งต่างๆ เวลาที่เด็กหยิบจับของต่างๆ แล้วเอาเข้าปาก ก็ทําให้มีโอกาสติดกันได้ ยิ่งเด็กมีภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำ ร่างกายอ่อนแอหรือเด็กกลุ่มที่เป็นโรคเรื้อรังก็มีโอกาสที่จะติดเชื้อได้ง่ายกว่าเด็กทั่วๆไป

แต่หากเด็กมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง อาการก็อาจจะมีไม่ครบ สำหรับความความรุนแรงของโรคจะเห็นว่าช่วงที่มีแผลในปากดูจะรุนแรงมาก เพราะเด็กกินอะไรไม่ค่อยได้ ทำให้ขาดน้ําและมีไข้ กินยาและเช็ดตัวแล้วไข้ก็กลับมาใหม่ หากมีอาการแบบนี้อาจจะต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อให้สารน้ําทางเส้นเลือด ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องคอยสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดว่าลูกอยู่ในระยะไหน เพื่อจะได้ไปพบคุณหมอและรักษาได้อย่างรวดเร็ว

โรคแทรกซ้อน

โรคแทรกซ้อนจากการติดเชื้อไวรัสก็จะเหมือนกับโรคแทรกซ้อนของการติดเชื้อไวรัสอื่นๆ หากติดเชื้อขึ้นข้างบน อาจจะทำให้หูชั้นกลางอักเสบ ไซนัสอักเสบ ไปจนถึงสมองอักเสบ และเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้ แต่หากลงข้างล่างก็ทำให้เกิดเป็นโรคปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ หรืออาจจะมีกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบซึ่งตรงนี้สําคัญ เพราะว่าทําให้หัวใจเต้นผิดจังหวะและมีโอกาสอาจจะเสียชีวิตได้

โดยปกติหากมีการระบาดในโรงเรียนคุณครูมักจะต้องหยุด ปิดห้องเพื่อทำความสะอาดและฝึกให้เด็กดูแลเรื่องสุขอนามัยพื้นฐานให้ดี ออกกำลังกาย กินอาหารครบ5หมู่ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะหากเด็กป่วยบ่อยก็กระทบพัฒนาการ ทำให้กลายเป็นเด็กที่ไม่อยากเรียนรู้ ไม่สนุกในการเรียนรู้ และทำให้พัฒนาการสะดุด

 

Apple Podcast:https://apple.co/3m15ytB

Spotify:https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube:https://bit.ly/3cxn31u

 

#รักลูกPodcast

#รักลูกTheExpertTalk

#Moms_Issues

รักลูก The Expert Talk EP.62 : “รับมือโรคอุบัติใหม่”

รักลูก The Expert Talk Ep.62 : รับมือ "โรคอุบัติใหม่"

 

โรคอุบัติใหม่คืออะไร รับมืออย่างไรดี พร้อมวิธีการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อรับทุกโรคอุบัติใหม่

โดยThe Expert รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์

รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม

 

รู้จักโรคอุบัติใหม่

โรคอุบัติใหม่ คือ โรคที่เราไม่เคยเจอมาก่อนไม่เคยรู้จักมาก่อนวันดีคืนดีก็มีโรคนี้เข้ามาให้เราได้รู้จักและที่สําคัญมันกระทบกับการใช้ชีวิตของเรา โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็ก ด้วยวิถีชีวิตของคนปัจจุบันจะเห็นว่าการใช้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปมีผลต่อการเกิดโรค เรามีชีวิตแบบคนเมืองมากขึ้น ทำให้เป็นโรคไม่ติดต่อและตัวโรคก็มีความรุนแรงมากขึ้น เช่น มะเร็ง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ที่เกิดขึ้นมาเพราะว่าวิถีชีวิตของเราที่เปลี่ยนแปลงไป

ส่วนโรคติดเชื้อ เช่น โควิดในอดีตเป็นเชื้อที่มาจากสัตว์ แต่ตอนนี้ติดต่อจากสัตว์มาสู่คนก็แสดงว่าวิถีชีวิตของเราเปลี่ยนแปลง สิ่งที่มันไม่เคยเกิดก็จะมีโอกาสเกิดขึ้น หากถามว่าเราจะคาดการณ์ได้จากอะไรก็คาดการณ์จากการใช้ชีวิตของเรา การที่จะมีโรคจากสัตว์มาสู่คนได้มากขึ้น ก็หมายความว่าเราไปคลุกคลีกับสัตว์ชนิดต่างๆมากขึ้นและสัตว์นั้นก็มีเชื้อโรคที่นํามาสู่คน ส่วนกลุ่มที่ไม่ใช่โรคติดต่อก็เป็นผลมาจากการใช้ชีวิต พฤติกรรมไลฟ์สไตล์

โรคอุบัติใหม่ระบาดเร็ว

หากโรคอุบัติใหม่เป็นโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจจะมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย แต่หากเป็นโรคที่ติดเชื้อทางอื่น เช่น ติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ถ้าไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงโอกาสติดเชื้อก็จะน้อยลง อย่างในระยะหนึ่งเราจะเห็นว่าโรคเอดส์เป็นโรคติดต่อ ซึ่งก็มีทั้งกลุ่มเสี่ยงและไม่เสี่ยง แต่หากเป็นโรคทางเดินหายใจก็จะติดต่อกันง่ายจึงทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้มากขึ้นและระบาดได้ง่าย เช่น โรค RSV มือเท้าปาก ไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก กลุ่มโรคเหล่านี้ก็จะระบาดในช่วงฤดูกาลของมัน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้กับทุกคนเพราะว่าติดต่อผ่านทางระบบหายใจ

เฝ้าระวังรับมือโรคอุบัติใหม่

  • ตั้งรับให้ดี การตั้งรับเป็นเรื่องที่ดีแต่เราจะต้องไม่วิตกกังวลจนเกินไปเพราะว่าในชีวิตเราต้องพบเจอแน่นอน เป็นสิ่งที่มาทดสอบความสามารถของพวกเรากันอยู่เสมอเพราะฉะนั้นเราก็ต้องตั้งสติให้ดี เวลาที่มันมีความเจ็บป่วยใหม่ๆ มีโรคใหม่ๆ เกิดขึ้น
  • หาสาเหตุ ที่มาของโรคติดต่อดูว่าโรคนี้มันติดต่อได้อย่างไร เช่น ช่วงที่มีโรคไข้หวัดนกระบาดติดต่อจากไก่มาถึงคน เราก็งดกินไก่ไปช่วงหนึ่งและรักษาไก่ไม่ให้ไก่ป่วยเพื่อที่พอเราไปกินก็จะได้ไม่มีโอกาสติดเชื้อ
  • หาวิธีป้องกันเช่น โควิด-19 ติดต่อผ่านทางระบบทางเดินหายใจ และสารคัดหลั่ง เราก็หาทางป้องกันได้ เช่น ใส่หน้ากาก ล้างมือเพื่อที่จะไม่ให้สารคัดหลั่งต่างๆ ที่มีเชื้อปนเปื้อน ทําความสะอาดพื้นที่ที่ใช้ร่วมกัน เพราะลดโอกาสการติดเชื้อให้น้อยลง
  • รักษาร่างกายให้แข็งแรง เพราะเมื่อร่างกายแข็งแรงเชื้อที่รับไปปริมาณเล็กน้อยทําอะไรเราไม่ได้ หมั่นให้เด็กออกกําลังกาย เคลื่อนไหวร่างกายอย่างน้อยวันละ1ชั่วโมง ถ้าเป็นเด็กเล็กก็ประมาณวันละ 30นาทีขึ้นไป เพื่อช่วยเสริมการทํางานของภูมิคุ้มกันในร่างกาย กินอาหารที่มีประโยชน์และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคอื่นๆ ได้

วิตามินเสริมจำเป็นต่อร่างกาย?

หากว่าร่างกายไม่ขาดวิตามินโดยทั่วไปตามทฤษฎีคือไม่จําเป็นต้องเสริม ซึ่งการที่ร่างกายไม่ขาดวิตามิน คือ กินอาหารให้ครบ 5หมู่และกินนมเสริมเพื่อให้ได้รับแคลเซียมและโปรตีน การกินวิตามินเสริมหากกินชนิดที่ละลายในน้ำได้ เช่น วิตามินซีก็จะไม่อันตรายเพราะละลายออกทางปัสสาวะได้ แต่วิตามินที่ละลายในไขมันถ้าร่างกายได้รับเพียงพออยู่แล้ว เมื่อรับไปจะสะสมไปเรื่อยๆ และทําให้เกิดอาการของวิตามินเกิน

เพราะฉะนั้นโดยทั่วไปเวลาที่ไปพบคุณหมอทำไมหมอไม่ให้วิตามินเลย เพราะมันไม่จําเป็นถ้าเด็กแข็งแรง สุขภาพดี กินอาหารครบถ้วน วิธีที่คุณหมอเด็กจะดูว่ามีโภชนาการที่ดีไหมก็ดูได้จากการเจริญเติบโตและน้ําหนักตัวว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมหรือไม่ก็พอจะบอกได้ว่าเขาน่าจะได้รับสารอาหารที่เพียงพอ

 

Apple Podcast:https://apple.co/3m15ytB

Spotify:https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube:https://bit.ly/3cxn31u

 

#รักลูกPodcast

#รักลูกTheExpertTalk

#Moms_Issues

รักลูก The Expert Talk EP.74 (Rerun) : โรคหืด รักษาไม่ถูก กระทบพัฒนาการลูก

 

รักลูก The Expert Talk Ep.74 (Rerun) : รักษาหืด ก่อนกระทบพัฒนาการ

 

โรคหืดสามารถรักษาและควบคุมด้วยการใช้ยาถูกต้อง เพื่อไม่ให้กระทบกับการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก

 

ฟังวิธีการรักษาโรคหืด จาก The Expert ผศ.ดร.นพ.สิระ นันทพิศาล

หัวหน้าหน่วยโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

Apple Podcast:https://apple.co/3m15ytB

Spotify:https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube:https://bit.ly/3cxn31u

 

#รักลูกPodcast

#รักลูกTheExpertTalk

#Moms_Issues

รักลูก The Expert Talk Ep.80 (Rerun) : รู้ก่อนเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคหืด

 

รักลูก The Expert Talk Ep.80 (Rerun) : รู้ก่อนเป็น...สาเหตุทำเกิดโรคหืด

โรคหืดไม่ใช่แค่กระทบพัฒนาการ แต่อาจจะทำให้เสียชีวิตได้

รู้ก่อนเลี่ยงได้ก่อน แม้ส่วนหนึ่งจะมาจากพันธุกรรมที่เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่สภาพแวดล้อมก็เป็นส่วนสำคัญมากที่กระตุ้นให้เป็นโรคหืด และมีอาการมากขึ้น

 

ฟังสาเหตุของโรคหืด จาก The Expert ผศ.ดร.นพ.สิระ นันทพิศาล หัวหน้าหน่วยโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

 

#รักลูกPodcast

#รักลูกTheExpertTalk

#Moms_Issues

รักลูก The Expert Talk EP.93 : ลูกอ้วนส่งผลเสียรอบด้าน


 

รักลูก The Expert Talk Ep.93 : ลูกอ้วน...ส่งผลเสียรอบด้าน

 

ภาวะโรคอ้วนในเด็ก ส่งผลกระทบต่อสุขภาพลูกอย่างไร?

และรู้หรือไม่ เด็กไทยมีภาวะอ้วนมากถึง 15 - 20% และหากปล่อยให้เจ้าตัวเล็กมีน้ำหนักเกินเกณฑ์ต่อไป จะยิ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพและพัฒนาการของลูกรัก

 

EP.นี้ พญ. ปิยธิดา วิจารณ์ กุมารแพทย์ผู้ชำนาญการด้านโรคต่อมไร้ท่อในเด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลเมดพาร์ค จะมาให้ความรู้เกี่ยวกับภาวะโรคอ้วนในเด็กและผลกระทบต่อสุขภาพที่คุณแม่ต้องรู้ค่ะ

 

สถานการณ์ภาวะเด็กอ้วน

ตอนนี้ปัญหาเรื่องโรคอ้วนทั้งในเด็กแล้วก็ผู้ใหญ่ เป็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อทั่วโลกมาก ในเด็กมีข้อมูลจากทั้งโลกประมาณ10% แต่ที่น่ากลัวคือในประเทศไทยมีประมาณ15-20% คือเป็นเปอร์เซนต์ที่เกินของทั่วโลกไปแล้ว

ภาวะอ้วนหรือว่าภาวะน้ําหนักเกินเกณฑ์ ดูจากดัชนีมวลกายหรือที่เรียกว่า BMI คํานวณจากน้ําหนักเป็นกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกําลังสอง ซึ่งสามารถเสิรจ์หาข้อมูลได้หรือว่าดูในคู่มือพัฒนาการที่ได้ตั้งแต่แรกเกิดก็ได้

โดยเด็กที่อายุ5-19ปี ภาวะอ้วนตัดที่BMIมากกว่าหรือเท่ากับตัวสองสแตนดาร์ดดีวีเอชั่นหรือว่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หรือค่าBMIมากกว่ายี่สิบห้า โดยดูกราฟได้ตามเพศและอายุได้ สามารถหาดูเพิ่มเติมได้จากเว็บของสมาคมต่อมไร้ท่อเด็ก และวัยรุ่น ซึ่งเป็นกราฟเป็นของประเทศไทย

ทำแบบนี้แหล่ะเข้าสู่อ้วน

ภาวะอ้วนเป็นปัญหาเรื้อรังแล้วก็ประกอบด้วยหลายหลายปัจจัย ปัจจัยหลักคือ สิ่งแวดล้อม เพราะว่าในยุคปัจจุบันถูกล้อมไปด้วยอาหาร และอาหารฟาสต์ฟู้ดก็ราคาถูกกว่าสลัดอีก คือเด็กสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่า และไม่ทำกิจกรรม ไม่ออกกำลังกายอยู่นิ่ง ติดจอ ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหว ซึ่งก็มาจากสภาพแวดล้อม

ส่วนปัจจัยอื่นก็จากเรื่องของกรรมพันธุ์หรือว่าโรคแต่ส่วนน้อยที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคที่ทําให้อ้วนจริงๆ เช่น โรคทางฮอร์โมน เช่น มีปัญหาภาวะขาดไทรอยด์ หรือว่ามีต่อมหมวกไตทํางานผิดปกติก็ทําให้มีภาวะอ้วน มีการศึกษาพบว่าเด็กที่มีภาวะอ้วนหรือน้ําหนักเกินเกิดขึ้นมาจากครอบครัวด้วย

และอีกปัจจัยหนึ่งที่เริ่มเจอมากขึ้นแล้วคือคุณแม่ตั้งครรภ์ที่เป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ก็จะมีความเสี่ยงที่ทําให้ลูกมีภาวะอ้วนได้มากกว่า คุณแม่ที่สามารถคุมน้ําหนักได้

อ้วนกระทบพัฒนาการ ส่งผลกระทบต่อระบบต่างต่างๆ ของร่างกาย อย่างแรก คือระบบต่อมไร้ท่อ บางคนมีภาวะเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัยก็พบได้มากขึ้นหรือว่ามีเรื่องของถุงน้ํารัง หรือว่าโรคพีซีโอเอส ทำให้เด็กโตหรือเด็กผู้หญิงวัยรุ่นอาจจะมีประจําเดือนมาไม่สม่ําเสมอ

ส่วนระบบที่ 2 ก็คือระบบหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูงได้ มีไขมันในเลือดสูง ระบบที่ 3 ก็คือเรื่องเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ บางคนนอนกรนทำให้หยุดหายใจตอนกลางคืน

เรียกว่าเป็น 3 กลุ่มหลัก แต่ก็มีโรคอื่นๆ เช่น ในเรื่องทางเดินอาหารก็มีไขมันพอกตับ อย่าคิดว่ามีแต่ในผู้ใหญ่อย่างเดียว คือเด็กก็มีตรงนี้ด้วย รวมถึงการเคลื่อนไหวและระบบข้อต่อต่างๆ จะปวดเข่า มีโอกาสข้อสะโพกเคลื่อนได้ง่ายกว่าในเด็กที่น้ําหนักปกติ

รักษาภาวะโรคอ้วน

หมอจะเริ่มจากประเมินน้ําหนักส่วนสูงว่าเข้าเกณฑ์หรือยัง โดยดูจากกราฟน้ําหนักส่วนสูงย้อนหลังเพื่อดูว่าน้ําหนักมากมาตั้งแต่เด็กหรือว่าเพิ่งมาเกิน เพราะบางครั้งอาจจะมีโรคที่เหมือนน้ําหนักขึ้นเยอะแต่ส่วนสูงไม่ขึ้น ซึ่งก็ต้องหาสาเหตุ เช่น โรคเกี่ยวกับไทรอยด์ หรือมาจากต่อมหมวกไตทํางานเกินหรือเปล่า ขาดฮอร์โมนการเติบโตหรือเปล่า ซึ่งก็ต้องรักษาโรคเหล่านี้ควบคู่ไปด้วย

แต่ถ้าตัวใหญ่แบบภาวะอ้วนจากไลฟ์สไตล์เป็นหลักเลยก็ประเมินเรื่องของภาวะแทรกซ้อน หมอก็จะเช็กไขมัน เบาหวานและดูเรื่องโรคตับ และถ้าเช็กแล้วไม่มีโรคแทรกซ้อนก็จะดูวิธีการควบคุมน้ำหนัก

ภาวะอ้วนที่เกิดขึ้นกับเด็กตอนนี้มีความมันสัมพันธ์กับเรื่องของเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง บางครั้งเราจะเห็นเขาตัวโตกว่าเพื่อนแต่ถ้ามีภาวะเป็นสาวก่อนวัย สุดท้ายจะหยุดสูงก่อนเพื่อน นอกจากนี้ก็มีการศึกษามากขึ้นว่าภาวะอ้วนอาจจะมีผลต่อเรื่องความจํา หรือว่าอนาคตจะเสี่ยงเรื่องของอัลไซเมอร์ในผู้ใหญ่ รวมถึงเด็กที่มีภาวะอ้วนโดยเฉพาะกลุ่มเด็กวัยรุ่นหรือบางครั้งวัยเรียนประถม บางคนขาดความมั่นใจในตัวเอง โดนเพื่อนล้อก็ทำให้หงุดหงิด ขาดความมั่นใจ บางคนมีภาวะซึมเศร้า ซึ่งพอต้องกินยารักษา ยานั้นก็ทำให้อ้วนขึ้นด้วย ก็เรียกว่ามันกระทบซึ่งกันและกัน

ปรับพฤติกรรมลดความอ้วน ใช้วิธีการลดน้ำหนักโดยต้องมีเป้าหมายเดียวกันทั้งหมอ เด็ก และผู้ปกครองเพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งหมอไม่อยากให้อดอาหาร ต้องกินอาหารให้ครบ 5หมู่ 3มื้อเหมือนเดิม แต่งลดอาหารที่มันมีแคลอรีสูง ลดอาหารฟาสต์ฟู้ด ของมัน ของทอด หรือน้ําหวานต่างๆ รวมถึงโพรเซสฟู้ดเบเกอรี่ เน้นกินอาหารที่มีไขมันดี หรือว่าเป็นโปรตีนที่ดี กินอาหารที่มีกากใยเยอะขึ้น เพื่อเพิ่มเรื่องของความอยู่ท้องให้มากขึ้นด้วย รวมไปถึงต้องออกกําลังกายเคลื่อนไหวให้มากขึ้น ประมาณ 60นาทีทุกวัน ซึ่งก็ต้องพยายามหากิจกรรมเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง

นอกจากนี้กลุ่มที่ปรับพฤติกรรมแล้วยังลดน้ําหนักไม่ได้ถึงเกณฑ์หรือว่ายังมีภาวะแทรกซ้อนอยู่ เด็กโตที่อายุมากกว่า 12 ปี และมีBMI มากกว่า 30 ในประเทศไทยก็มีอนุมัติให้ใช้เรื่องของตัวยาฉีดลดน้ําหนัก ก็จะช่วยลดความอยากอาหาร ทำให้อิ่มเร็วขึ้น ส่วนยาลดความอ้วนไม่ควรใช้เลย รวมถึงเครื่องดื่มต่างๆ ที่บอกว่าช่วยควบคุมความหิว วิตามินเสริม ลดความอ้วน หมอไม่แนะนํา เพราะเราไม่รู้ส่วนประกอบและจะส่งผลกระทบอะไรยังไงกับเด็กบ้างก็ไม่ควร เน้นใช้แนวทางธรรมชาติบําบัด พฤติกรรมบําบัดดีกว่า

 

ตรวจวินิจฉัยโรคอ้วนในเด็ก สุขภาพและพัฒนาการลูกรัก ได้ที่

ศูนย์สุขภาพและโรคเฉพาะทางเด็ก โรงพยาบาลเมดพาร์ค

โทร. 02-090-3138

www.medparkhospital.com/center/pediatric-center 

 

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

รักลูก The Expert Talk EP.94 : รับมือภาวะเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย

 

รักลูก The Expert Talk Ep.94 : รับมือภาวะเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย

 

ลูกตัวสูงและตัวใหญ่กว่าเพื่อน พ่อแม่ต้องคอยสังเกตเพราะอาจจะมีภาวะเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย หากละเลยลูกอาจจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ตัวเตี้ย และมีปัญหาพัฒนาการทางอารมณ์ 

 

ฟัง The Expert พญ. ปิยธิดา วิจารณ์

กุมารแพทย์ผู้ชำนาญการ ด้านโรคต่อมไร้ท่อในเด็กและวัยรุ่น

ศูนย์สุขภาพและโรคเฉพาะทางเด็ก โรงพยาบาลเมดพาร์ค

 

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

รักลูก The Expert Talk EP.99 : เลือกกิน “แคลเซียม” แบบไหนดีต่อร่างกายลูก

 

รักลูก The Expert Talk Ep.99 : เลือกกิน "แคลเซียม" แบบไหนดีต่อร่างกาย 

 

เพราะ “แคลเซียม” เป็นแร่ธาตุสำคัญที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นได้เอง เป็นส่วนสำคัญในการสร้างกระดูกและฟัน รวมถึงช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตได้ตามปกติ ซึ่งร่างกายจำเป็นต้องได้รับแคลเซียมในปริมาณที่เพียงพอสำหรับทุกวัย

 

นอกจากนี้ควรเลือกแคลเซียมที่สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดี เพื่อให้ร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ดีกว่า เพื่อลดอาการขาดแคลเซียมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเกิดโรคต่างๆ ขึ้น

 

ฟังวิธีการ เลือกกิน “แคลเซียม” แบบไหนดีต่อร่างกายลูก โดย The Expert นายแพทย์สิรภพ สัมฤทธิวณิชชา และ ทันตแพทย์หญิง สุชาวดี สัมฤทธิวณิชชา โรงพยาบาลยันฮี

 

ความสำคัญของแคลเซียม

แคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่สําคัญต่อร่างกายถึง 55% และแคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่สําคัญต่อกระดูกและฟันสูงถึง 99% มีความสําคัญในการแข็งตัวของเลือด การหดตัวของกล้ามเนื้อลายและกล้ามเนื้อหัวใจ เด็กต้องการแคลเซียมวันละ800มิลลิกรัม ผู้ใหญ่ต้องการแคลเซียมวันละ 1,200 มิลลิกรัม คุณแม่ที่ตั้งครรภ์และคุณแม่ที่ให้นมบุตรต้องการแคลเซียมสูงถึงวันละ 1,300 มิลลิกรัม ผู้สูงอายุที่มีอายุ 50ปีขึ้นไป ต้องการแคลเซียมวันละ 1,000มิลลิกรัม

จะเห็นได้ว่าแคลเซียมสําคัญกับทุกช่วงอายุ เด็กที่อยู่ในครรภ์จะมีการเสริมสร้างกระดูกโดยใช้แคลเซียมจากร่างกายของคุณแม่ในการดึงไปสร้างการเจริญเติบโตของเด็ก เพราะฉะนั้นคุณแม่ต้องเสริมแคลเซียมให้เพียงพอ

สารอาหารอุดมแคลเซียม

แคลเซียมจะอยู่ในผลิตภัณฑ์ของนม โยเกิร์ต ชีส ถั่วเหลือง หรือว่าเต้าหู้ งาดํา แล้วก็สัตว์ที่มีเปลือกแข็งที่เราสามารถกินได้ทั้งเปลือก หรือปลากระป๋อง ปลาที่ทานได้ทั้งก้าง เช่น ปลาเล็กปลาน้อย ผักใบเขียวหลายชนิดก็มีปริมาณแคลเซียมค่อนข้างเยอะ รวมไปถึงน้ําดื่มบางชนิดก็มีการใส่แคลเซียมเติมเข้าไปด้วย

ซึ่งแคลเซียมที่ใช้เติมเข้าไปในยันฮี แคลเซียมวอเตอร์ เป็นแคลเซียมที่ชื่อว่า Calcium Glycerophosphate เป็นการจับตัวระหว่างแคลเซียมกับตัวฟอสเฟต ซึ่งCalcium Glycerophosphate อยู่ในรูปแบบของสารออร์แกนิคซอลท์เป็นสารอินทรีย์ ซึ่งสามารถดูดซึมได้ดีกว่าแคลเซียมปกติทั่วไปถึง 4 เท่า และมีรสชาติที่ดีกว่าแคลเซียมทั่วไป สาเหตุที่ตัวนี้ดูดซึมได้ดีกว่าแคลเซียมทั่วไป เพราะว่าแคลเซียม Calcium Glycerophosphate สามารถทนกรดซึ่งอยู่ในกระเพาะอาหาร (ที่มีสภาพเป็นกรด (pH 2) และสามารถทนด่างที่อยู่ในลําไส้เล็ก (ph 8) และสามารถดูดซึมเข้าไปอยู่ในกระแสเลือด เพื่อให้นําไปเสริมสร้างกระดูกและฟันได้ดี

นอกจากนี้ Calcium Glycerophosphate มีการศึกษาวิจัยพบว่าสามารถดูดซึมได้มากกว่าแคลเซียมคาร์บอเนตหรือว่าแคลเซียมที่เรากินอยู่ในชีวิตประจําวันมากกว่าถึงสี่เท่า และCalcium Glycerophosphate จะมีสัดส่วนของแคลเซียมกับฟอสเฟต อยู่ที่ 1 ต่อ 3 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่คิดมาแล้วว่าสามารถดูดซึมเข้าสู่กระดูกได้อย่างดี

สำหรับเด็กที่แพ้นมวันสามารถดื่มได้ เพราะไม่มีผลิตภัณฑ์ของนมเป็นส่วนประกอบและใช้แคลเซียม200 มิลลิกรัมต่อขวด แต่งรสให้เป็นรสชาติโยเกิร์ต ทำให้ดื่มง่าย ไม่เลี่ยน และในหนึ่งวันสามารถดื่มได้ถึง 6 ขวดไม่เกินปริมาณที่กระทรวงสาธารณสุขแนะนํา และได้ปริมาณแคลเซียมที่เด็กต้องการในแต่ละวันพอดี และถึงแม้จะมีปริมาณแคลเซียมที่ได้รับเกิน ก็จะขับออกไม่ตกค้างอยู่ในร่างกาย พกพาสะดวกและช่วยกระตุ้นให้เด็กดื่มน้ําได้ด้วย

ขาดแคลเซียมกระทบร่างกาย

โดยทั่วไปแล้วหากร่างกายได้รับปริมาณแคลเซียมเยอะเกินไปจะถูกขับออกทางปัสสาวะ ไม่เหลือตกค้างในร่างกาย แต่ต้องเป็นแคลเซียมที่ดูดซึมได้หมดถึงจะไม่มีการตกค้าง และตรงกันข้ามหากขาดแคลเซียม คุณพ่อคุณแม่สามารถเช็กเบื้องต้นได้แก่ เป็นตะคริว มีภาวะนอนหลับยาก ตอนกลางคืนนอนไม่หลับหรือหลับไปตื่นขึ้นมากลางดึก มีผิวฟันที่ขรุขระ เล็บเปราะบาง และที่สําคัญมากคือ เด็กผู้หญิงอาจจะมีช่วงการเจริญเติบโตที่ช้ามีภาวะรอบเดือนมาช้าลง และมีผลกับส่วนสูงทั้งในเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย

และโรคที่เกิดจากการขาดแคลเซียม ได้แก่ โรคกระดูกพรุนเปราะ บางและแตกง่าย รวมถึงส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเด็ก โดยเฉพาะเรื่องความสูง

สำหรับเด็กที่มีอุบัติเหตุหกล้มแบบรุนแรง ก็มีโอกาสที่กระดูกจะเปราะแตกง่ายอยู่แล้ว แต่หากสังเกตว่าแม้จะล้มเบาๆ แต่กระดูกหักคุณพ่อคุณแม่ต้องเฝ้าระวัง ซึ่งเวลาไปพบคุณหมอจะมีการเอกซเรย์และวัดมวลกระดูก เพื่อประเมินว่าเด็กคนนี้เกิดจากรอยโรคที่ล้มด้วยแรงกระแทกเบาๆ แล้วกระดูกหักแตกง่าย หรือว่าโดนแรงกระแทกที่รุนแรงและเกิดกระดูกหักแตกง่ายซึ่งคุณหมอจะเป็นผู้ประเมิน ช่วงที่รักษาคุณหมอจะให้แคลเซียมเสริม ซึ่งจริงๆ แล้วร่างกายต้องได้รับจากอาหารอยู่แล้ว แต่คุณหมอก็จะมีให้เสริมเป็นเม็ดด้วยบ้าง และร่างกายของเด็กเองจะมีการสมานของกระดูกค่อนข้างเร็ว

สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์และเด็กสามารถดื่มได้ โดยเด็กอายุตั้งแต่ 3ขวบขึ้นไปดื่มได้ วันละ 6ขวด และในยันฮี แคลเซียม วอเตอร์ หนึ่งขวดมีปริมาณแคลเซียมถึง 200มิลลิกรัม ก็เรียกว่าเป็นปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน และเป็นเครื่องดื่มที่พกไปดื่มได้ทุกที่ ดื่มได้ทุกที่ทุกวัย

 

Apple Podcast: https://apple.co/3m15ytB

Spotify: https://spoti.fi/3cvAVcX

Youtube: https://bit.ly/3cxn31u

ลูกฉี่รดที่นอนไม่ใช่เรื่องปกติ อาจเป็นสัญญาณเตือนโรคต่าง ๆ ได้

ลูกฉี่รดที่นอน- ควบคุมการขับถ่าย-ปัสสาวะรดที่นอน- ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ 

ลูกฉี่รดที่นอนไม่ใช่เรื่องปกติ อาจเป็นสัญญาณเตือนโรคต่าง ๆ ได้

ปกติเด็กวัยอนุบาล 3-6 ปี จะสามารถควบคุมการขับถ่ายได้แล้ว แม้จะมีบางครั้งที่เผลอปัสสาวะรดที่นอนบ้าง หากไม่ได้บ่อยเกินไปก็ถือว่าไม่ผิดปกติ แต่ถ้าลูกวัย 5 ปีขึ้นไป ปัสสาวะรดที่นอนอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ติดต่อกันนาน 3 เดือน อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกสภาวะการเจ็บป่วยของลูกได้ 

นพ.ภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ยังไม่พบสาเหตุเฉพาะของการปัสสาวะรดที่นอน แม้ภาวะปัสสาวะรดที่นอนส่วนมากจะหายได้เองเมื่อเด็กโตขึ้น แต่ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเด็กและครอบครัว ทั้งในด้านจิตใจและความสัมพันธ์ระหว่างเด็กและผู้ปกครอง นอกจากนี้ยังอาจทำให้เกิดโรคที่มาจากอาการปัสสาวะรดที่นอนได้ เช่น การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ความผิดปกติของโครงสร้างของระบบการขับถ่ายปัสสาวะ โรคของต่อมไร้ท่อ เช่น เบาหวาน เบาจืด เป็นต้น ฉะนั้นเด็กที่มีปัญหาเหล่านี้จึงจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือ

นพ.สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) กล่าวว่า การปัสสาวะรดที่นอนเป็นภาวะที่พบบ่อยในเด็ก แต่น่าจะเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ พันธุกรรม ความผิดปกติในการหลั่งฮอร์โมน ADH ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมปริมาณปัสสาวะการทำงานของกระเพาะปัสสาวะโดยเด็กจะรู้สึกปวดปัสสาวะถึงแม้มีปริมาณปัสสาวะไม่มาก การนอนหลับซึ่งเกิดขึ้นได้ในทุกระยะของวงจรการนอนหลับ ความล่าช้าของพัฒนาการในการควบคุมการปัสสาวะ ท้องผูกเกิดจากก้อนอุจจาระกดทับกระเพาะปัสสาวะทำให้ความจุของกระเพาะปัสสาวะลดลง นอกจากนี้ ความเครียดอาจเป็นตัวกระตุ้นทำให้อาการปัสสาวะรดเป็นมากขึ้นหรือทำให้อาการกลับมาเป็นใหม่ในเด็กที่เคยควบคุมการปัสสาวะได้แล้ว

เคล็ดลับช่วยลูกไม่ให้ฉี่รดที่นอน

  1. ไม่ควรลงโทษ หรือตำหนิ แต่ควรแสดงความเข้าใจ และเป็นกำลังใจ รวมถึงการปรับพฤติกรรมโดยใช้แรงจูงใจทางบวก เช่น ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสิ่งที่ลูกจะได้รับเมื่อไม่ปัสสาวะรดที่นอน รวมทั้งสิ่งที่ลูกจะต้องปฏิบัติถ้าปัสสาวะรดที่นอน โดยให้สอดคล้องกับความสามารถของเด็ก หรือจะเลือกใช้เครื่องปลุกเตือนปัสสาวะรด เป็นวิธีที่ได้ผลที่สุดในปัจจุบัน แต่ในประเทศไทยเครื่องมือดังกล่าวยังใช้ไม่แพร่หลาย อีกทั้งมีราคาค่อนข้างสูง

  2. ฝึกกระเพาะปัสสาวะ โดยให้เด็กดื่มน้ำมาก ๆ ในช่วงกลางวันและเมื่อรู้สึกปวดปัสสาวะให้เด็กฝึกกลั้นไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ร่วมกับปรับอาหารและเครื่องดื่ม โดยปรับให้เด็กดื่มน้ำมากขึ้นในช่วงเช้าถึงบ่ายและลดการดื่มน้ำในช่วงเย็นโดยเฉพาะช่วง 2 ชม. ก่อนเข้านอนควรมีการจำกัดปริมาณน้ำ

เบื้องต้นพ่อแม่ควรพาลูกไปหาหมอ เพื่อให้คุณหมอสอบถามประวัติเพิ่มเติม รวมทั้งตรวจร่างกายและส่งตรวจเพิ่มเติมตามความจำเป็น เพื่อที่จะได้หาสาเหตุและทำการรักษาต่อไป  

 

ที่มา : กรมการแพทย์


 

ลูกช้ำง่าย ระวังโรคฮีโมฟีเลีย อันตรายกว่าที่คิด

 โรคฮีโมฟีเลีย-โรคเด็ก-โรคในเด็ก-เลือดกำเดาไหล

ลูกช้ำง่าย ระวังโรคฮีโมฟีเลีย อันตรายกว่าที่คิด

โรคฮีโมฟีเลียเลือดออกง่าย หยุดยาก เป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด เป็นโรคที่พบไม่บ่อย โดยมากพบในเพศชาย

หากพบว่าบุตรหลานของท่านโดยเฉพาะในเด็กผู้ชาย มีภาวะเลือดออกง่ายหยุดยาก มีจ้ำเขียวตามตัวหรือแขนขา โดยเฉพาะมักมีเลือดออกในข้อและกล้ามเนื้อ นั่นอาจเป็นอาการและสัญญาณของโรคฮีโมฟีเลีย

ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลีย จะมีโปรตีนตัวหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือดหายไปหรือมีไม่เพียงพอ โปรตีนเหล่านี้รู้จักกันในนาม แฟคเตอร์ (Factor) ซึ่งมีอยู่ในเลือดตามธรรมชาติ ร่างกายจะต้องอาศัยแฟคเตอร์ (Factor) เหล่านี้ในการทำให้เลือดแข็งตัว และช่วยรักษาแผลเมื่อร่างกายได้รับบาดเจ็บหรือสูญเสียเลือด นับเป็นความโชคดีที่ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียสามารถดำเนินชีวิตด้วยความกระฉับ กระเฉง คล่องแคล่ว หากได้รับการรักษาที่เหมาะสมภายใต้การกำกับดูแลของแพทย์

โรคฮีโมฟีเลีย แบ่งได้เป็น 3 ชนิด คือ
  1. ฮีโมฟีเลีย เอ (หรือ classical hemophilia) มีแฟคเตอร์ 8 (factor VIII) ในปริมาณที่ไม่เพียงพอหรือขาดแฟคเตอร์ 8 (Factor VIII)
  1. ฮีโมฟีเลีย บี (หรือ Christmas disease) มีแฟคเตอร์ 9 (factor IX) ในปริมาณที่ไม่เพียงพอหรือขาดแฟคเตอร์ 9 (Factor IX)
  1. ฮีโมฟีเลีย ซี มีแฟคเตอร์ 11 (factor XI) ต่ำกว่าปริมาณที่ต้องการ มีแฟคเตอร์ 11 (factor XI) ในปริมาณที่ไม่เพียงพอหรือขาดแฟคเตอร์ 11 (factor XI)
อะไรเป็นสาเหตุของโรคฮีโมฟีเลีย

โรคฮีโมฟีเลีย เกิด จากภาวะขาดปัจจัยการแข็งตัวของเลือดที่เรียกว่าแฟคเตอร์ 8 หรือ แฟคเตอร์ 9 มาแต่กำเนิด ดังนั้นการรักษาผู้ป่วยโรคนี้ต้องให้แฟคเตอร์เข้มข้นทดแทนปัจจัยการแข็งตัว ของเลือดที่ผู้ป่วยขาดไป ซึ่งแฟคเตอร์เข้มข้นที่ใช้ฉีดให้ผู้ป่วยฮีโมฟีเลีย

โรคฮีโมฟิเลีย เป็นโรคที่สืบทอดทางพันธุกรรม โดยเกิดจากความผิดปกติของ ยีน/จีน (Gene) โดยมารดาจะเป็นพาหะโรค/ผู้แฝงโรค และนำความผิดปกติสู่บุตรชาย แต่ผู้ป่วยประมาณ 30% ไม่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคฮีโมฟิเลีย คือ มีการผ่าเหล่าของยีน (Mutation) คือเกิดโรคด้วยตัวเองโดยไม่มีการถ่ายทอดทางพันธุกรรม

โรคฮีโมฟีเลียมีอาการอย่างไร

อาการของโรคฮีโมฟีเลีย จะ เป็นจ้ำเขียว และมีอาการเลือดออกภายในข้อต่าง ๆ ของร่างกาย เมื่อเริ่มมีอาการผู้ป่วยจะมีอาการปวดตึงขัดบริเวณกล้ามเนื้อและข้อ อาการจะรุนแรงมากขึ้น มีข้อติด กล้ามเนื้อลีบ หรือเกิดภาวะข้อพิการได้ หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องและเหมาะสม

รักษาโรคฮีโมฟีเลียได้อย่างไร

เมื่อมีเลือดออกผิดปกติ หลักการสำคัญในการรักษา คือ ต้องให้เลือดหยุด โดยวิธีห้ามเลือด และให้การแข็งตัวของเลือดทดแทนให้เพียงพอ โดยวิธีดังต่อไปนี้

  1. รักษาโรคฮีโมฟีเลียโดยใช้ผ้าก๊อซหรือผ้าสะอาดที่แห้งกดบริเวณแผลที่เลือดออก หากเลือดออกในข้อหรือกล้ามเนื้อ ให้ประคบด้วยความเย็น เช่น ผ้าห่อน้ำแข็ง เพื่อช่วยให้เลือดหยุดจากการหดตัวของหลอดเลือดเมื่อได้รับความเย็น

  2. รักษาโรคฮีโมฟีเลียโดยใช้ปัจจัยการแข็งตัวของเลือดทดแทน โดยต้องให้มีปัจจัยการแข็งตัวของเลือดขึ้นไปอยู่ในระดับที่ทำให้เลือดหยุด ซึ่งขึ้นอยู่กับอวัยวะหรือบาดแผลที่มีเลือดออก

  3. รักษาโรคฮีโมฟีเลียตามอาการและการประคับประคอง เช่น ให้ยาแก้ปวดเมื่อมีอาการปวด หรือหากมีเลือดออกบริเวณเยื่อบุอวัยวะภายใน ต้องให้ยาต้านการละลายลิ่มเลือด (Antifi brinolysis) เพื่อให้มีก้อนเลือดไปช่วยอุดบริเวณที่มีเลือดไหลซึมออกมา หากมีเลือดออกที่เหงือกหรือฟัน ควรรีบปรึกษาทันตแพทย์ทันที

ดังนั้นผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียควร ใส่ใจและสังเกตอาการตนเองอย่างสม่ำเสมอ หากพบว่าเมื่อฉีดแฟคเตอร์เข้มข้นเข้าไปแล้ว แต่เลือดยังไม่หยุดไหลเหมือน ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจเช็คหาภาวะการเกิดสารต้านแฟคเตอร์และได้รับการ รักกษาที่ถูกต้อง

การเกิดสารต้านแฟคเตอร์นั้น ขึ้นอยู่กับเชื้อชาติ ประวัติครอบครัว ยีนที่ผิดปกติของผู้ป่วยแต่ละราย และปริมาณแฟคเตอร์ที่ผู้ป่วยได้รับ ผู้ป่วยจึงควรระมัดระวังตนเองไม่ให้ได้รับความกระทบกระเทือนรุนแรง ถึงขั้นต้องให้แฟคเตอร์ในปริมาณมากและเป็นเวลานานติดต่อกัน เช่น การผ่าตัด

อย่างไรก็ดี โดยปกติแพทย์จะตรวจร่างกาย และเจาะเลือดผู้ป่วยเพื่อติดตามภาวะการเกิดสารต้านแฟคเตอร์ทุก ๆ 6 เดือน หรือ 1 ปี เพื่อให้การรักษาและกำจัดตัวต้านแฟคเตอร์ตั้งแต่เริ่มต้น

ลูกนอนกัดฟัน ทะลุถึงโพรงประสาทฟันทำอย่างไร

 

นอนกัดฟัน, ลูกนอนกัดฟัน, โพรงประสาทฟัน, ดูแลฟัน 

แม้การนอนกัดฟันของลูกจะดูไม่น่ากังวลนัก แต่หากปล่อยให้เกิดขึ้นต่อเนื่องเรื้อรัง อาจมีผลให้เนื้อฟันค่อย ๆ สึกกร่อน และร้ายแรงถึงขั้นติดเชื้อถึงโพรงประสาทฟันได้

สาเหตุการนอนกัดฟันของลูกไม่มีสาเหตุที่แน่ชัดค่ะ แต่เกิดได้จากปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

1.มีฟันขึ้น โดยเฉพาะในเด็ก 1 ขวบที่ฟันหน้าบนและล่างขึ้นแล้วมีการขบกันไปมาอยู่ตลอด ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับอาการกัดฟัน แต่จะเกิดขึ้นเพียงช่วงระยะหนึ่งเท่านั้น

2.ความเครียดหรือกังวล  สภาพจิตใจและความเครียดมีผลต่อการนอนกัดฟันของลูก เช่น ช่วงที่ลูกเริ่มเข้าโรงเรียน เพราะต้องเจอเพื่อนใหม่ สังคมใหม่ จึงเกิดความเครียดและกังวลเมื่อต้องปรับตัวกับสภาพแวดล้อมที่แปลกไปจากเดิม

3.พันธุกรรม  หากคุณพ่อคุณแม่หรือคนในครอบครัวมีประวัติการนอนกัดฟัน เจ้าตัวเล็กของเราก็มีความเสี่ยงที่จะนอนกัดฟันด้วย

4.มีความสัมพันธ์ของโรค  เช่น สมาธิสั้น ลมชัก ความพิการทางสมอง ซึ่งเกี่ยวกับการควบคุมกล้ามเนื้อ รวมถึงถ้าลูกมีปัญหาการนอนกรน ละเมอ หรือมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจก็สามารถส่งผลให้ลูกนอนกัดฟันได้

กัดฟันแค่ไหนอันตราย

การกัดฟัน คือการที่ฟันขบถูกันอยู่ มักพบขณะนอนหลับ โดยจะกัดเป็นช่วง ๆ ขณะที่ยังหลับไม่ลึก ซึ่งจะทำให้เนื้อเคลือบฟันสึกไปเรื่อย ๆ การนอนกัดฟันของลูกมีแบบที่สังเกตไม่เห็นความผิดปกติ และแบบที่กัดรุนแรงจนมีเสียงดังทุก ๆ วัน ซึ่งจะส่งผลให้ลูกน้อยมีอาการดังนี้

  • เสียวฟัน 

ฟัน 1 ซี่ ประกอบด้วยชั้นเคลือบฟัน เนื้อฟัน และโพรงประสาทชั้นในสุด ถ้ากัดรุนแรงในระยะเวลาต่อเนื่อง จะทำให้ชั้นเคลือบฟันสึกกร่อน และหากถึงเนื้อฟัน ลูกจะรู้สึกเสียวฟันได้

  • ปวดกล้ามเนื้อใบหน้า 

การกัดฟันรุนแรงส่งผลให้ลูกปวดกล้ามเนื้อรุนแรงได้ หากปล่อยไว้จนเป็นเรื้อรัง อาจเกิดปัญหาข้อต่อขากรรไกรได้ สังเกตได้จาก ลูกมักบ่นปวด ๆ เมื่อย ๆ แก้ม เวลาที่อ้าปากหรือเคี้ยวอาหาร หรือปวดหัว ปวดขมับ

  • ทะลุโพรงประสาทฟัน 

ถ้าเข้าถึงโพรงประสาทฟันจนมีการติดเชื้อ มีหนองที่ปลายรากฟัน คุณแม่จะสังเกตเห็นว่าลูกมักบ่นว่าปวดฟัน และมีสีเหลือง หรือบวมเป็นหนอง หากมีการติดเชื้อที่ฟันล่าง อาจทำให้คางบวมจนอุดกั้นทางเดินหายใจ ถ้าติดเชื้อที่ฟันบนใต้ตาจะบวม และเสี่ยงที่จะติดเชื้อในกระแสเลือดได้

การรักษาและป้องกัน

หากลูกนอนกัดฟันถึงขั้นทะลุโพรงประสาทฟัน อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของลูก ต้องรีบพามาพบคุณหมอเพื่อรักษารากฟัน โดยการเอาเนื้อเยื่อที่อักเสบบริเวณโพรงประสาทฟันออก แล้วทำความสะอาดรากฟัน ใส่ยาฆ่าเชื้อและใส่ครอบฟัน ซึ่งการรักษาด้วยวิธีนี้จะช่วยป้องกันการติดเชื้อและการอักเสบลุกลามที่รุนแรงได้

ดังนั้นคุณแม่ควรหมั่นสังเกต หากพบว่าลูกมีอาการนอนกัดฟันควรพามาพบทันตแพทย์เพื่อตรวจเบื้องต้น ซึ่งคุณหมออาจพิจารณาให้ใส่เฝือกสบฟัน ที่ทำจากอะคริลิกตอนนอน เพื่อป้องกันไม่ให้ฟันสึก

อย่างไรก็ตามควรหาสาเหตุของการนอนกัดฟันให้พบ เช่น หากเกิดจากความเครียดความกังวลของลูก คุณแม่ควรพูดคุยกับลูก และสร้างความผ่อนคลาย เช่น จัดบรรยากาศห้องนอนให้สงบ แสงไม่จ้าเกินไป ก่อนนอนให้อ่านนิทาน หรือให้ลูกฟังเพลงสบาย ๆ ไม่ควรให้วิ่งเล่นสนุกสนาน หรือกินข้าวอิ่มเกินไปก่อนนอนค่ะ

ลูกเป็นต่อมทอลซิลอักเสบ อย่าปล่อยให้เรื้อรัง เพราะอาจลามไปโรคหัวใจได้

ต่อมทอลซิลอักเสบ-โรคเด็ก-ต่อมทอลซิล

ลูกเป็นต่อมทอลซิลอักเสบ อย่าปล่อยให้เรื้อรัง เพราะอาจลามไปโรคหัวใจได้

ต่อมทอนซิล เป็นอวัยวะที่อยู่ภายในลำคอ เป็นต่อมน้ำเหลืองที่ทำหน้าที่จับสิ่งแปลกปลอม เช่น แบคทีเรียที่เข้าสู่ร่างกาย คล้ายกองทหารด่านหน้า ซึ่งมักพบบ่อยในเด็กวัยเรียน ส่วนความรุนแรงของโรคนั้น อาการทั่วไปก็รักษาได้ไม่ยาก แต่ถ้าติดเชื้อเข้าก็มีอาการรุนแรงได้เช่นกัน 

ต่อมทอนซิลเกิดจากอะไร
  1. เชื้อไวรัสเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อย ส่วนใหญ่กินยาและรักษาตามอาการ พักผ่อนให้เพียงพอ ลูกก็จะฟื้นตัวหายดีภายในระยะเวลาอันสั้น

  2. เชื้อแบคทีเรียโดยเฉพาะที่เกิดจากเชื้อเบตา สเตรปโตค็อกคัส กลุ่มเอ เด็กที่ป่วยจะต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพราะถ้าได้รับการรักษาไม่ถูกวิธี กินยาไม่ครบขนาด หรือใช้ยาปฏิชีวนะที่มีประสิทธิภาพไม่เพียงพอที่จะกำจัดเชื้อชนิดนี้ได้ แม้อาการจะทุเลาลงแต่ก็มีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนรุนแรงได้เช่นกัน

 


 

อาการเมื่อลูกเป็นทอนซิลอักเสบที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
  1. ไข้สูง ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดศีรษะ บางรายอาจมีไข้สูงจนชักได้
  2. อ่อนเพลีย หรืออาจโยเย ร้องกวนไม่ยอมนอน
  3. เบื่ออาหาร
  4. คอหรือต่อมทอลซิลแดง บางรายอาจมีหนองร่วมด้วย
  5. อาจกลืนอาหารและน้ำลำบาก โดยเฉพาะในเด็กเล็ก
  6. อาจอาเจียน ปวดท้อง หรือมีอาการท้องเดินร่วมด้วย
โรคแทรกซ้อนที่สำคัญ

เชื้อเบตา สเตรปโตค็อกคัส กลุ่มเอ อาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนที่รุนแรงต่อหัวใจของเด็ก โดยที่เชื้อนี้จะทำให้เกิดการอักเสบของข้อต่างๆ และมักมีอาการอักเสบของหัวใจร่วมด้วย เรียกว่า "ไข้รูมาติก" 

โดยทั่วไปจะพบภายหลังคออักเสบหรือต่อมทอนซิลอักเสบแล้วไม่ได้รับการรักษาภายใน 1 - 4 สัปดาห์ ทั้งนี้หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง หรือปล่อยให้อาการกำเริบซ้ำๆ จะทำให้หัวใจอักเสบเรื้อรัง และในที่สุดหัวใจก็จะตีบและรั่ว หรือที่เรียกว่า "โรคหัวใจรูมาติก" บางรายอาจต้องได้รับการการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ (ซึ่งค่ารักษาแพงมาก) นอกจากนี้เชื้อกลุ่มนี้ยังทำให้เกิดอาการไตอักเสบได้หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

ข้อแนะนำในการรักษาคออักเสบ หรือต่อมทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย
  1. หลังจากแพทย์วินิจฉัยอาการ และสั่งยาปฏิชีวนะที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อเบตา สเตรปโตค็อกคัส กลุ่มเอ เช่น เพนิซิลิน อีริโทรมัยซิน คลาริโทรไมซิน ให้แล้ว ข้อสำคัญ คือ เด็กป่วยจะต้องกินยาต่อเนื่อง 7 - 10 วันจนครบ แม้อาการจะทุเลาแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดไข้รูมาติก หรือไตอักเสบแทรกซ้อน

  2. เช็ดตัว ร่วมกับการให้ยาลดไข้เมื่อมีไข้สูง

  3. พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ

  4. กินอาหารรสอ่อน ๆ และดื่มน้ำหวานบ่อยๆ เนื่องจากเด็กจะเจ็บคอมากทำให้กินได้น้อย

  5. กลั้วคอทำความสะอาดด้วยน้ำเกลือ วันละ 2 - 3 ครั้ง

ข้อระวังคออักเสบ หรือต่อมทอนซิล

หากคนที่บ้านหรือเด็กๆ มีไข้ เจ็บคอมาก ให้นึกถึงโรคคออักเสบ หรือต่อมทอนซิลอักเสบไว้ด้วยเสมอ และควรรีบไปพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ และปฏิบัติตนตามคำแนะนำในการใช้ยาอย่างเคร่งครัด

แม้ว่าอาการคออักเสบ และต่อมทอนซิลอักเสบ จะเป็นความผิดปรกติที่ไม่รุนแรงต่อสุขภาพมากนัก แต่หากทิ้งไว้ก็อาจเป็นสาเหตุเริ่มต้นของ "ไข้รูมาติก" และ "โรคหัวใจรูมาติก" ดังนั้นถ้าเด็กๆ ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี และปฏิบัติตนตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด โอกาสที่จะเกิดความผิดปกติทั้งสองอาการที่กล่าวมาก็จะเป็นไปได้ยาก ที่สำคัญอย่าซื้อยากินเองเด็ดขาดเด็ดขาด 

 

ที่มา : ศ.พญ.นวลอนงค์ วิศิษฏสุนทร ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ลูกแก้มแดง สุขภาพดี หรือ มีปัญหาสุขภาพกันแน่?

5278 1

ลูกแก้มแดง สุขภาพดี หรือ มีปัญหาสุขภาพกันแน่?

เด็กแก้มแดงเป็นเด็กที่ดูน่ารักนะคะ แม่แอดมินเห็นเด็ก ๆ แก้มแดงก็ชอบ แต่บางทีแก้มแดงมันไม่ใช่เรื่องที่ดีเสมอไปก็ได้ค่ะ เรามาดูกันดีกว่าว่า แก้มแดง ๆ ของลูกเนี่ยมีผลอย่างไรบ้าง?

สาเหตุของการเกิดแก้มแดง

1.เกิดจากสารระคายเคือง เช่น น้ำลาย, สารเคมี, ผงซักฟอก, น้ำหอม, แป้ง, โลชั่น หรือสารก่อภูมิแพ้ที่ปนอยู่ในสิ่งที่ลูกน้อยสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เช่น นมวัว ไข่ ถั่วเหลือง แป้งสาลี ก็พบได้บ่อยเช่นกัน

2.อากาศ 

  • อากาศเย็น หน้าหนาว ผิวแห้ง เมื่อผิวแห้งเจออากาศเย็นก็จะกระตุ้นทำให้เกิดผื่นแดงอักเสบที่แก้มขึ้นได้ หากไม่รีบดูแลอาจกลายเป็นผื่นหนาทั่วทั้งแก้ม จนอาจลุกลามไปทั่วหน้า แตกเป็นแผล มีอาการแสบและทำให้เด็กๆ ไม่สบายตัว
  • อากาศร้อนจัดจนเหงื่อออกมากเกินไป 

คำแนะนำเบื้องต้นสำหรับดูแลเจ้าตัวน้อย

1.ควรเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดาโดยเช็ดย้อนขึ้นจากปลายมือไปยังต้นแขนและลำตัว จากปลายเท้าไปสู่ต้นขา และนำผ้าชุบน้ำไปวางไว้บริเวณหน้าผาก ซอกคอ ใต้รักแร้ และขาหนีบ เพื่อระบายความร้อน แต่การเช็ดตัวจะช่วยให้อุณหภูมิลดลงเพียงชั่วคราวเท่านั้นและอาจต้องเช็ดตัวใหม่อีกครั้ง โดยห้ามให้เด็กอาบน้ำเย็น และไม่ใช้แอลกอฮอล์ถูผิวหนังเด็กเพราะอาจซึมผ่านเข้าสู่ร่างกายจนเป็นอันตรายได้

2.ให้เด็กดื่มน้ำมาก ๆเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยให้อุณหภูมิร่างกายลดลง รวมทั้งหมั่นเฝ้าระวังอาการของภาวะขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ไม่มีน้ำตา ปัสสาวะน้อยลง เป็นต้น หากเด็กดื่มน้ำเพียงพอแล้วหรือไม่รู้สึกอยากอาหาร พ่อแม่ไม่ควรบังคับให้เด็กกินและไม่ต้องวิตกกังวลจนเกินไป เพราะอาจเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้ตามปกติ

3.หากอาเจียนหรือท้องเสีย สอบถามแพทย์เกี่ยวกับการใช้เกลือแร่สำหรับเด็กโดยเฉพาะ และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเกลือแร่ที่ใช้ทดแทนการเสียเหงื่อจากการออกกำลังกาย เพราะมีส่วนผสมของน้ำตาลและอาจทำให้อาการท้องเสียแย่ลง

4.อย่าให้เด็กสวมใส่เสื้อผ้าที่หนาหรืออึดอัดเกินไป โดยเฉพาะในระหว่างนอนหลับ

5.หากเด็กมีอาการหนาวสั่น ควรให้ห่มผ้าหนา ๆ เมื่อไข้ลดลงให้นำผ้าที่ห่มออก

6.หมั่นสังเกตอาการผิดปกติของเด็กในระหว่างที่เด็กนอน หากเด็กดูไม่สบายตัว พ่อแม่อาจให้รับประทานยาลดไข้อย่างพาราเซตามอล โดยปฏิบัติตามคำเตือนและวิธีการใช้ยาอย่างระมัดระวัง (ห้ามให้เด็กที่มีอายุไม่ถึง 2 เดือนใช้ยาใดๆ โดยไม่ปรึกษาแพทย์ และ ห้ามให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้ยาแอสไพริน)

แต่ถ้ายังมีอาการตัวร้อน ไข้ไม่ลดและแสดงอาการผิดปกติมากขึ้นคุณแม่ควรพาเด็กไปพบแพทย์ในทันทีจะดีกว่าเนื่องจากเด็กยังมีภูมิคุ้มกันร่างกายไม่แข็งแรงพอที่จะต่อสู้กับโรคภัย แต่ถ้าคุณแม่หาวิธีป้องกันหรือดูแลเรื่องสุขภาพอย่างถูกวิธี ก็อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อเจ้าตัวน้อยได้เช่นกันค่ะ

 

 

วิธีปฐมพยาบาลเมื่อลูกชัก

ชัก-อาการชัก-อาการชักในเด็ก-ลูกชัก-ชักกระตุก-ลูกชักทำอย่างไร-วิธีปฐมพยาบาล-วิธีปฐมพยาบาลเมื่อลูกชัก

วิธีปฐมพยาบาลเมื่อลูกชัก

หากเจ้าตัวเล็กเกิดมีอาการชักกระตุก ตัวเกร็ง น้ำลายฟูมปาก ไม่รู้สึกตัว ปากเขียว ใบหน้าเขียว ไม่ว่าจะเป็นเพราะไข้ขึ้นสูง โรคลมชัก การติดเชื้อในสมอง หรืออุบัติเหตุ คุณพ่อคุณแม่สามารถปฐมพยาบาลเบื้องต้นของอาการชักได้ด้วยขั้นตอนต่อไปนี้
 


 

  1. ตั้งสติ: ลูกชักจะทำให้พ่อแม่ตื่นตกใจแน่นอน จำให้มั่นว่าพ่อแม่ต้องตั้งสติ ไม่กรี๊ดร้อง ฟูมฟาย หรือช้อกจนทำอะไรไม่ถูก เพราะสิ่งสำคัญคือการเข้าชาร์จและปฐมพยาบาลลูกทันที ให้นึกถึงตอนลูกล้มเรายังวิ่งเข้าไปดูทันที ตอนลูกชักก็ให้ตั้งสติและรีบเข้าปฐมพยาบาลเช่นกัน
     
  2. จับลูกนอนที่โล่งและนอนตะแคง: ให้ลูกนอนในที่โล่งเพื่ออากาศถ่ายเทและหายใจสะดวก จากนั้นจับนอนตะเคง เพื่อป้องกันเสมหะ อาหาร ลิ้น หรือน้ำลายอุดตันหลอดลม ควรให้ลูกนอนตะแคงศีรษะต่ำเล็กน้อย หรือนอนหงายแล้วหันศีรษะไปข้างใดข้างหนึ่ง
     
  3. ห้ามใส่ของงัดปากหรือให้ลูกกัด: ใครที่เคยทำหรือเชื่อต่อกันว่าให้เอาช้อน ผ้าหรืออะไรนุ่มๆ งัดปากให้ลูกกัด ไม่เป็นความจริงเพราะจะยิ่งอันตราย เช่น ฟันหักหลุดไปอุดตันหลอดลมหายใจไม่ออกส่งผลให้พิการหรือเสียชีวิตได้ รวมถึงห้ามให้ใครมามุงด้วย
     
  4. ปลดเสื้อผ้าลูกให้หลวม: เพื่อระบายความร้อน หายใจสะดวก และง่ายต่อการปฐมพยาบาล
     
  5. เช็ดตัวด้วยน้ำอุณหภูมิห้อง: เมื่อลูกชักเพราะไข้ตัวร้อน ควรเลี่ยงการเช็ดตัวด้วยน้ำเย็น เพราะจะทำให้เส้นเลือดที่ผิวหนังหดตัว และไม่เกิดการถ่ายเทความร้อนออกภายนอก ควรเช็ดตัวด้วยน้ำอุณหภูมิห้อง เช็ดแรงๆ จนผิวแดง ซึ่งจะช่วยลดไข้ได้
     
  6. รีบพาลูกส่งโรงพยาบาล: ถ้าชักเกิน 10 นาที หรือชักซ้ำ ขณะที่ลูกยังไม่ฟื้นเป็นปกติควรรีบนำลูกส่งโรงพยาบาล เพื่อหาสาเหตุและรักษาให้ถูกต้องต่อไป

 

558 2

Don'ts เมื่อลูกชักอย่าทำแบบนี้เด็ดขาด 

  • อย่าอุ้มเด็กขึ้นมากอดไว้ขณะเด็กชัก
  • อย่าเขย่าหรือตีลูก
  • อย่าใช้นิ้วมือของตัวเองสอดเข้าไปในปากลูก
  • อย่าฝืนง้างปากลูก เพราะอาจทำให้ฟันและขากรรไกรหักได้
     

หน่วยฉุกเฉิน 1669 เมื่อลูกชัก

ขณะที่คุณพ่อคุณแม่ปฐมพยาบาลเบื้องต้นอยู่นั้น หากต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมสามารถโทรศัพท์แจ้งหน่วยฉุกเฉิน 1669 ให้เข้ามาช่วยเหลือได้ค่ะ (มีกระจายอยู่ทั่วไปทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด)

 

วิธีปฐมพยาบาลเมื่อลูกโดนพิษแมงกะพรุนไฟ

ล้างพิษแมงกะพรุนไฟ, วิธีปฐมพยาบาลพิษแมงกะพรุนไฟ, ล้างพิษแมงกะพรุนไฟยังไง, ปฐมพยาบาลเวลาโดนแมงกะพรุนไฟยังไง, พิษแมงกะพรุนไฟ, อันตรายของแมงกะพรุนไฟ, แมงกะพรุนไฟอันตรายยังไง, พิษแมงกะพรุนไฟทำให้ตายไหม, พิษแมงกะพรุนไฟร้านแรงแค่ไหน, เที่ยวทะเลระวังแมงกะพรุนไฟ, เล่นทะเลยังไงไม่ให้โดนแมงกะพรุนไฟ, แมงกะพรุน, แมงกะพรุนไฟ, ทะเล, เที่ยวทะเล, พาลูกเที่ยวทะเลย, เที่ยวปืเเทอม, พิษแมงกะพรุนไฟ, พิษของแมงกะพรุน
 

คุณพ่อคุณแม่ที่พาลูกไปเที่ยวทะเล ต้องระวังแมงกะพรุนไฟกันหน่อยนะคะ เพราะหากลูกไปสัมผัสแมงกะพรุนตัวร้ายเข้า อาจทำให้เกิดผื่นได้ ยิ่งเด็กๆ ผิวบอบบางมากๆ อาจมีแผลเป็นตามมาได้ค่ะ

วิธีสังเกตแมงกะพรุนที่มีพิษ หรือแมงกะพรุนไฟ

แมงกะพรุนชนิดที่มีพิษจะถูกเรียกรวมๆ กันว่า แมงกะพรุนไฟ ส่วนใหญ่มีลำตัวสีแดงหรือสีส้ม จะมีพิษที่บริเวณหนวดที่มีน้ำพิษ ใช้สำหรับเพื่อล่าเหยื่อและป้องกันตัว สร้างความเจ็บปวดให้กับผู้ที่สัมผัสได้ บริเวณที่ถูกกัดหรือสัมผัสนั้น จะปรากฏรอยคล้ายรอยไหม้เป็นผื่น

จากนั้นในอีก 20-30 นาทีต่อมา จะบวมนูนขึ้นเป็นทางยาวตามผิวหนัง ต่อไปจะเกิดเป็นแผลเล็กๆ และแตกออกเป็นแผลเรื้อรัง กล้ามเนื้อเกร็งและบังคับไม่ได้ จุกเสียด หายใจไม่ออก และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

อาการหลังโดนพิษ

หรือสัมผัสแมงกะพรุน ผื่นสัมผัสแมงกะพรุน เป็นปฏิกิริยาที่ผิวหนังเกิดความระคายเคือง หลังถูกแมงกะพรุนไฟมาสัมผัสร่างกาย ผิวหนังจะเกิดการระคายเคือง ซึ่งสารพิษบางตัวนอกจากจะทำให้เกิดผื่นแพ้แล้ว ยังมีพิษต่อหัวใจอีกด้วย เมื่อโดนแมงกะพรุนไฟ บริเวณที่สัมผัสกับหนวดจะเป็นสีแดง เจ็บ บวม เป็นตุ่มน้ำใส อาจมีเนื้อบางส่วนเน่าตาย และท้ายสุดจะกลายเป็นรอยแผลเป็น

ในคนที่แพ้พิษของแมงกะพรุนจะมีอาการอย่างรวดเร็วภายใน 10 - 15 นาที อาการ คือ ปวดท้อง คลื่นไส้ หายใจลำบาก ชัก หมดสติ ดังนั้น ถ้ามีอาการแพ้รุนแรงควรรีบน้ำส่งโรงพยาบาลทันทีเพราะมีโอกาสเสียชีวิตได้นะคะ

การดูแลแผล ปฐมพยาบาลเมื่อโดนพิษแมงกะพรุน
  1. ล้างแผลด้วยน้ำส้มสายชูนาน 30 วินาที หรืออาจใช้ผักบุ้งทะเลแทนได้
  2. ใช้น้ำทะเลราดบ่อยๆ และใช้สันมีดขูดกระเปาะพิษออก ไม่ควรราดแผลด้วยแอลกอฮอล์หรือน้ำจืด เพราะจะทำให้พิษออกมามากขึ้นค่ะ
  3. ควรรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล เพื่อเฝ้าระวังการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน เนื่องจากแผลจากแมงกะพรุนเป็นแผลหายยาก จึงมีโอกาสที่จะทิ้งแผลเป็นไว้ตลอดชีวิต

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : พญ.ฐิตาภรณ์ วรรณประเสริฐ  เเพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางผิวหนังเด็ก

วิธีสังเกตมะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็กที่พ่อแม่ต้องรู้

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาด-โรคมะเร็ง-มะเร็งในเด็ก-ลูกป่วย-อาการโรคมะเร็ง-วิธีรักษาโรคมะเร็ง 

จากข่าวน้องชะเอม หนูน้อยวัย 6 ปีที่ต่อสู้โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวมาตั้งแต่น้องอายุได้ 5 เดือนเท่านั้น ทางรักลูกคลับจึงได้ขออนุญาตทางคุณพ่อ เพื่อนำเรื่องราวของน้อง และความรู้เรื่องโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก มาให้ความรู้กับคุณพ่อคุณแม่ทุกท่านค่ะ

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือที่เรียกกันว่าลูคีเมีย โรคนี้จะพบได้ 25–30% ของโรคมะเร็งในเด็กทั้งหมดค่ะ  วิธีสังเกตมะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็ก อาการที่พบบ่อย เด็กจะมีไข้ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียนพุ่ง ตัวซีด เลือดออกผิดปกติ น้ำหนักลด หรือผู้ป่วยเด็กบางรายอาจมีผื่นหรือปื้นที่ผิวหนังร่วมด้วยค่ะ  

วิธีการตรวจโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือลูคีเมีย

เจาะตรวจไขกระดูก เพื่อนับจำนวนเซลล์ตัวอ่อน ตรวจย้อมการติดสีจำเพาะเพื่อจำแนกชนิดของมะเร็ง ตรวจโครโมโซมเพื่อประเมินระยะความเสี่ยงของโรค ตรวจเลือดเพื่อนับจำนวนเม็ดเลือดและเกร็ดเลือด รวมไปถึงค่าทางชีวเคมีเพื่อประเมินการทำงานของตับ ไต เกลือแร่ และกรดยูริค ตรวจค่าการแข็งตัวของเลือดในมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันบางชนิดที่มักมีความเสี่ยงต่อการเลือดออกง่าย เช่น AML-M3 เจาะตรวจน้ำไขสันหลังในกรณีที่สงสัยภาวะลุกลามเข้าระบบประสาท

การรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือลูคีเมีย
  1. ยาเคมีบำบัดซึ่งอาจให้ในรูปยาฉีดหรือยากินหรือทั้งสองแบบ ยาเคมีบำบัดจะเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็ง เพื่อให้ไขกระดูกสามารถสร้างเซลล์เม็ดเลือดปกติออกมาได้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักต้องได้รับเลือดแดงหรือเกร็ดเลือดระหว่างรักษา รวมไปถึงยาปฎิชีวนะหากมีอาการติดเชื้อ

  2. การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากเซลล์ผู้อื่น (Allogeneic stem cell transplantation) เป็นการรักษาที่สามารถทำให้โรคหายขาดได้ การรักษาแบบนี้ต้องทำในระยะที่โรคสงบหลังได้รับยาเคมีบำบัดแล้ว ทีมแพทย์จะให้คำแนะนำเรื่องการหาเซลล์ต้นกำเนิดที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะแรกเริ่มเพื่อย่นระยะเวลาการรอปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด

  3. การลดจำนวนเม็ดเลือดขาวอย่างรวดเร็วโดยการเปลี่ยนถ่ายพลาสม่า (Leukapheresis) จะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีจำนวนเม็ดเลือดขาวสูงมากหรือมีอาการของเม็ดเลือดขาวอุดตันตามหลอดเลือด (Hyperleukocytosis) เช่น หอบเหนื่อย ซึมสับสน

  4. การให้ยาเคมีบำบัดทางน้ำไขสันหลัง (Intrathecal chemotherapy) เฉพาะในรายมีการภาวะการลุกลามเข้าสมองหรือน้ำไขสันหลัง โดยทั่วไปแพทย์จะพิจารณาให้ยาทางน้ำไขสันหลังจนกว่าจะไม่พบเซลล์มะเร็งในน้ำไขสันหลัง

  5. การฉายแสง (Radiation) จะพิจารณาให้ในผู้ป่วยบางรายที่มีมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลันที่มีความเสี่ยงในการลุกลามเข้าสมอง 

ทางเราขอเป็นกำลังใจ และขอให้น้องชะเอม หนูน้อยจอมอึดหายไวๆ นะคะ น้องเก่งและเข้มแข็งมากที่สุด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อยากให้คุณพ่อคุณแม่ทุกท่านได้ศึกษา และเรียนรู้เข้าใจถึงโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว วิธีสังเกตทั้งหมด การตรวจ จนถึงขั้นตอนการรักษา รู้ไว้ ป้องกันก่อน เพื่อสุขภาพที่ดีของลูกเรานะคะ 

 

ขอบคุณเรื่องราวจาก : คุณพ่อน้องชะเอม และ เพจ ชะเอมจอมอึดสู้มะเร็ง

 

ที่มา : โรงพยาบาลวัฒโนสถ โรงพยาบาลเอกชนเฉพาะทางด้านโรคมะเร็งแห่งแรกของประเทศไทย

สมุนไพร ช่วยลูกหายป่วยได้

 สมุนไพร-แพทย์ทางเลือก- ยาสมุนไพร- การใช้ยาสมุนไพร- รักษาด้วยสมุนไพร- ใช้ยาสมุนไพร- พืชรักษาโรค

สมุนไพรไทย มีสรรพคุณมากมาย ทั้งยังช่วยในการลดและบรรเทาอาการเจ็บป่วยได้เป็นอย่างดี สมัยก่อนหากมีอาการป่วยไข้เล็กน้อย ปู่ย่าตายายของเราจะรีบนำเอาสมุนไพรพื้นบ้าน มาบรรเทาอาการป่วยให้เราได้ ลองมาทบทวนกันดูดีกว่าว่าสมุนไพรชนิดใดสามารถนำมาบรรเทาอาการป่วยให้ลูกได้บ้าง

ตอนเด็ก ๆ เวลาเราเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ พ่อแม่ของหรือปู่ย่าตายาย จะบรรเทาอาการป่วยให้เสมอ ถ้าตัวร้อนจะเช็ดตัวให้ พอไอก็โดนกวาดยา หรือปวดท้องก็โดนจับทามหาหิงค์ แป๊บเดียวอาการเหล่านั้นก็หายไป ในเมื่อรู้อย่างนี้แล้วไม่คิดจะลองเป็นคุณหมอประจำบ้านกันดูบ้างหรือครับ

คุณสันติสุข โสภณสิริ คุณหมอแผนไทยจากมูลนิธิสุขภาพไทย เล่าถึงวิธีการรักษาพยาบาลเบื้องต้น รวมถึงการใช้สมุนไพรไทยอย่างง่ายสำหรับเด็กให้ผมฟัง ผมจึงเรียงร้อยเรื่องราวจากคำบอกเล่านั้นมาฝากคุณพ่อคุณแม่ทุกท่านดังนี้ ครับ

คุณหมอบอกกับผมว่า สมัยก่อน พ่อแม่เกือบทุกคนจะมีวิธีสังเกตอาการเจ็บป่วยของลูกและรู้ว่าอาการที่เกิดขึ้นจะรักษาได้อย่างไร

  1. เป็นไข้ตัวร้อน แก้ได้โดยการเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นให้หาผ้าชุบน้ำอุ่น (ห้ามใช้น้ำเย็น นอกจากกรณีเลือดกำเดาออกเท่านั้น) เช็ดให้ทั่วตามซอกพับต่างๆ รักแร้ หน้าอก คอ และวางโปะไว้ที่หน้าผาก หลังจากนั้นคอยสังเกตดูว่าไข้ลดหรือไม่ ถ้าทำซ้ำหลายครั้งแต่ไข้ยังไม่ลด ค่อยนำส่งแพทย์ เพราะบางครั้งการที่เด็กเป็นไข้อาจเกิดจากโรคหัด ไข้หวัด หรือไข้ตามฤดูกาล ซึ่งรักษาเองได้ตามธรรมชาติ แต่ถ้าเด็กทำท่าจะเป็นหวัด คือมีน้ำมูกและคัดจมูกด้วย ให้นำหอมแดงมาบดพอละเอียด ละลายในน้ำอุ่นแล้วเช็ดตัวให้ลูกตามปกติ เสร็จแล้วให้นำหอมแดงที่บดแล้วห่อผ้าขาวบางวางไว้บนอก หรือบริเวณที่ลูกสูดหายใจเอากลิ่นหอมแดงเข้าไปได้ จะช่วยให้ไข้ลดและจมูกโล่งขึ้น

สำหรับอาหารลดไข้ ให้ใช้ฟักเขียวตัดเอาเนื้อบริเวณขั้วลงไปประมาณ 4 นิ้ว นำเจ้าส่วนนั้นมาต้มแล้วบดให้ละเอียด ผสมในน้ำนมให้เด็กดื่มจะช่วยลดไข้ได้เพราะฟักมีคุณสมบัติเย็น ลดไข้ได้เร็วมาก

  1. ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีทั้งยาทาและยากิน ยาทาก็จำพวกมหาหิงค์ ใช้ง่าย เพียงนำมาทาท้องเด็กก็ช่วยได้ แต่ถ้าลูกไม่ชอบเพราะมีกลิ่นเหม็น อาจใช้ขมิ้นผงผสมนม หรือน้ำผึ้งให้ลูกกิน สามารถบรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้ดีทีเดียวครับ

บางคนอาจคิดว่าลูกคงกินขมิ้นที่มีสีและกลิ่นแปลกๆ ได้ยาก ลองใช้กล้วยน้ำว้าดิบ มาหั่นเป็นแว่น นำไปตากแดด แล้วบดผสมนมหรือน้ำผึ้ง หรือละลายน้ำกิน แบบนี้ช่วยแก้อาการได้เช่นกัน แถมกล้วยน้ำว้านั้นยังมีประโยชน์อื่นๆ อีกสารพัด คือช่วยไม่ให้เพลีย และแก้ท้องเสียได้ด้วย

  1. ไอและเจ็บคอ หากลูกไอติดต่อเรื้อรัง กลัวว่าจะเป็นหลอดลมอักเสบ รักษาด้วยวิธีไทย ๆ นำใบพลูสัก 4-5 ใบ มาอังไฟจากเตาถ่าน หรือถ้าบ้านใครมีเตาแก๊ส ก็หากระทะเคลือบมารองโดยทาน้ำมันพืชไว้ที่กระทะ เอาใบพลูอังพอร้อนแล้วมาโปะที่หน้าอกเด็ก น้ำมันในใบพลูจะซึมเข้าไปในผิวหนังช่วยให้หยุดไอ และสารที่มีอยู่ในใบพลูยังจะช่วยให้ระบบไหลเวียนของเลือดดีขึ้น

  2. อาเจียน สังเกตดูว่าลูกอาเจียนแบบใด ถ้าอาเจียนพุ่งแบบนี้อันตรายครับ ต้องรีบนำส่งแพทย์โดยด่วนเพราะอาจเกิดจากอาการทางสมอง แต่ถ้าลูกอาเจียนธรรมดา แก้ได้โดย ใช้ลูกยอดิบหรือใกล้สุกมาฝาน ย่างไฟแล้วตำจนละเอียด นำมาผสมน้ำผึ้งหรือนมให้เด็กดื่ม หยุดการอาเจียนได้ดี

นี่เป็นเพียงตัวอย่างส่วนเล็กๆที่นำมาเล่าให้ฟัง เชื่อหรือยังครับว่าสมุนไพรไทยมีประโยชน์อย่างมากมาย แถมผลข้างเคียงหรืออันตรายจากการใช้สมุนไพรนั้นแทบจะไม่มีเลย มีที่ต้องระวังบ้างคือ หลักในการดูอาการของลูกและการเลือกยามารักษา พ่อแม่ต้องอาศัยความรู้และการสังเกต ในกรณีที่จะรักษาด้วยพืชสมุนไพร พ่อแม่ต้องมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสมุนไพรนั้นอยู่แล้ว

อย่าลองใช้ยาหรือสมุนไพรเพราะคำโฆษณาชวนเชื่อ แต่เราต้องศึกษาก่อน จากผู้รู้หรือจากตำรา ผมคิดว่าถ้าเราสามารถรักษาลูกๆ ได้เองเหมือนคนสมัยก่อน ความผูกพันในครอบครัวก็จะเพิ่มพูนขึ้นตามไปด้วย จะดีสักแค่ไหนถ้าลูกรู้สึกว่าเวลาเขาเจ็บป่วย มีพ่อแม่คอยดูแลรักษาได้ และเขาก็จะจดจำภูมิปัญญาไทยเหล่านี้สืบทอดต่อไปครับ

สมุนไพรใกล้ตัวที่พ่อแม่ควรรู้
  1. ใบฝรั่ง ลูกฝรั่งดิบ นำมาบดและต้มกินน้ำ แก้ท้องเสีย
  2. ลูกยอดิบ นำมาฝานย่างไฟ แล้วบดผสมนมหรือน้ำผึ้ง แก้อาเจียน
  3. น้ำมันกะเพรา ช่วยฆ่าเชื้อในกระเพาะอาหาร ส่วนใบกะเพรานำมาต้มกินน้ำ ช่วยแก้ท้องอืดท้องเฟ้อได้
  4. ใบพลู อังไฟวางไว้บนหน้าอกช่วยแก้ไอ
  5. ข่าไม่แก่ไม่อ่อน นำมาโขลกคั้นน้ำ ให้ลูกจิบแก้ไอ อาจผสมน้ำผึ้งด้วยเพื่อกินได้ง่ายขึ้น
  6. กล้วยน้ำว้าดิบ นำมาบดผสมเครื่องดื่มของเด็ก แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ
  7. อบเชย ต้มน้ำให้ลูกดื่ม แก้คลื่นเหียน วิงเวียน
  8. ดอกแค นำมาต้มกินน้ำ แก้ไข้หัวลม (ไข้ที่เกิดช่วงหมดฤดูฝนเข้าฤดูหนาว)
  9. ยาแสงหมึก นำมากวาดคอ แก้เสมหะ ซาง
  10. ดีปลี นำมาผสมน้ำผึ้งในปริมาณน้อย แก้เจ็บคอละลายเสมหะ
  11. หอมแดง ทุบห่อผ้าดมแก้หวัด (ในการนำสมุนไพรมาปรุงให้เด็กกินต้องคำนึงถึงรสชาติเป็นสำคัญ เพราะเด็กอาจไม่ชอบรสขมของยาไทย พ่อแม่ควรหาทางให้รสชาติดีขึ้นด้วยวิธีธรรมชาติ เช่น ผสมน้ำผึ้ง นม หรืออาหารมีประโยชน์ที่เด็กชอบ)
ข้อควรระวังในการรักษาเอง

1.พ่อแม่ต้องมั่นใจว่าลูกป่วยเป็นอะไร และรู้วิธีรักษาที่ถูกต้อง

2.มีความรู้เรื่องยา หรือสมุนไพรที่จะใช้เป็นอย่างดี

3.หากรักษาสักระยะหนึ่ง ประมาณวันสองวันแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นต้องนำส่งแพทย์

4.อย่าเชื่อคำโฆษณาที่เกินจริงเกี่ยวกับยา

5.การซื้อยาให้ลูกกินต้องอ่านฉลาก หรือรู้สรรพคุณที่แน่นอนรวมทั้งผลข้างเคียงหรือพิษของยานั้น ๆ

6.โรคที่รักษาเองไม่ได้ คือ มีไข้และชัก อาเจียนพุ่ง ไข้ขึ้นๆ ทรงๆ เพราะอาจเป็นไทฟอยด์ หรือไข้เลือดออก ไข้สูงเกี่ยวกับเยื่อหุ้มสมองอักเสบ จะมีอาการเกร็งและคอแข็งร่วมด้วย กรณีเหล่านี้ต้องพาส่งแพทย์ด่วน

 

ขอขอบคุณ : คุณสันติสุข โสภณสิริ คุณหมอแผนไทยจากมูลนิธิสุขภาพไทยที่เอื้อเฟื้อข้อมูล

สังเกต ลูกชอบจับ หรือ คันก้น อย่าชะล่าใจ ใช่พยาธิหรือเปล่า?

คันก้น, ลูกคันก้น, อาการคัน, คันพยาธิ, พยาธิ, พยาธิเข็มหมุด, พยาธิเส้นด้าย, พยาธิก้น, รักษาพยาธิ, ป้องกันพยาธิ, พยาธิไช, พยาธิเข้า
ลูกน้อยวัยซนคันก้นเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าอาการคันเกิดขึ้นบริเวณทวารหนัก (Anal pruritus) อาจเป็นผลจากการมีการระคายเคืองต่อผิวหนังบริเวณรูเปิดทวารหนัก และบริเวณใกล้เคียง ซึ่งสาเหตุของการคันอาจเกิดได้จาก การได้รับสารที่ฤทธิ์ระคายเคืองเช่น
 

  • การรับประทานอาหารรสจัด
  • ยาปฏิชีวนะบางชนิด
  • การสัมผัสสิ่งกระตุ้นให้ระคายเคืองเช่น การใช้กระดาษชำระที่มีผลต่อการระคายเคืองเนื้อเยื่อรอบทวารหนัก
  • การระคายเคืองจากสารบางชนิดในอุจจาระ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อท้องเสียหรือถ่ายอุจจาระบ่อยกว่าปกติ
  • การมีริดสีดวงทวารหนัก
  • ผื่นจากโรคทางผิวหนัง
  • การติดเชื้ออื่น ๆ บริเวณทวารหนักเช่น พยาธิเข็มหมุด เชื้อรา ยีสต์บางชนิด และหูดเป็นต้น

 

อาการคันจาก "พยาธิ" สำหรับในเด็ก

การติดเชื้อที่สำคัญและพบบ่อยคือ การติดเชื้อจากพยาธิเข็มหมุด (Pinworm) หรือบางครั้งเรียกว่าพยาธิเส้นด้าย (Threadworm)

 

พยาธิเข็มหมุด (Enterobius vermicularis) คืออะไร

พยาธิเข็มหมุดคือพยาธิตัวกลมชนิดหนึ่งมีขนาดเล็กประมาณ 2-10 มิลลิเมตรสีซีด รูปร่างคล้ายเข็มหมุดหรือเส้นด้ายเมื่อมองด้วยตาเปล่า จึงทำให้เรียกกันว่าพยาธิเข็มหมุดหรือพยาธิเส้นด้าย อาศัยในทางเดินอาหารโดยเฉพาะทางเดินอาหารส่วนล่าง พยาธิชนิดนี้จะแย่งกินอาหารของคน และทำให้เกิดอาการคันรอบทวารหนัก พบมากในเด็กวัยเรียนอายุประมาณ 5-8 ปีและพบมากในกลุ่มเด็กที่อยู่รวมกันเช่นเด็กในสถานเลี้ยงเด็ก หรือโรงเรียนประจำ



พยาธิเข็มหมุดติดต่อได้อย่างไร

เมื่อพยาธิเข็มหมุดเจริญเติบโตและสืบพันธุ์ในระบบทางเดินอาหารของคนแล้ว พยาธิตัวผู้จะตายไป ส่วนพยาธิตัวเมียจะออกมาวางไข่บริเวณรูเปิดทวารหนักโดยเฉพาะในเวลากลางคืน หลังจากนั้น 4-6 ชั่วโมงไข่จะสามารถเจริญเป็นไข่ระยะติดต่อได้เมื่ออยู่ในสภาวะที่เหมาะสม การที่มีไข่พยาธิบริเวณทวารหนักจะกระตุ้นให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังบริเวณนั้น ทำให้คัน เมื่อเด็กหรือผู้ติดเชื้อเกาบริเวณทวารหนัก ไข่ของพยาธิจะติดไปตามเล็บ ง่ามนิ้วมือ หรืออาจตกลงไปบนที่นอน ผ้าห่ม เสื้อผ้าได้ การติดต่อของพยาธิเข็มหมุดเกิดได้หลายวิธีทั้งทางตรงและทางอ้อม

  1. จากการรับประทาน หลังจากที่เด็กเกาบริเวณทวารหนัก ไข่ระยะติดต่อจะติดอยู่ตามง่ามนิ้วมือ เล็บและสามารถกลับสู่ทางเดินอาหารได้เมื่อเด็กเอามือเข้าปาก อมนิ้ว หรือการหยิบอาหารเข้าปากเป็นต้น นอกจากนี้ไข่พยาธิที่ติดอยู่ตามเสื้อผ้า ผ้าห่มของใช้ในบ้านก็เป็นตัวกลางให้เด็กจับและนำมาเข้าปากได้เช่นกัน
  1. จากการหายใจ ไข่พยาธิที่ตกบนเตียง ที่นอนสามารถฟุ้งกระจายในอากาศ และเมื่อสูดดมก็ทำให้ได้รับไข่พยาธิเข้าไปในทางเดินหายใจ เนื่องจากทางเดินหายใจและทางเดินอาหารมีบางส่วนต่อเนื่องกัน ทำให้เด็กกลืนไข่พยาธิลงไปในทางเดินอาหารได้
  1. จากการติดเชื้อย้อนกลับทางทวารหนัก ในสภาวะที่เหมาะสม ไข่พยาธิสามารถทนอยู่ได้นานถึง 3 สัปดาห์และเจริญต่อเป็นตัวอ่อนซึ่งจะชอนไชกลับเข้าไปทางทวารหนักและทางเดินอาหารต่อไปได้
อาการจากการติดเชื้อพยาธิเข็มหมุดเป็นเช่นไร

ส่วนมากมักไม่ทำให้เกิดอาการ ในกรณีที่มีอาการ อาการที่พบบ่อยคือ

คันบริเวณทวารหนักโดยเฉพาะในเวลากลางคืน ทำให้เด็กนอนหลับไม่สนิท กระสับกระส่าย ร้องกวน เกามากทำให้เกิดแผลถลอกและเป็นสาเหตุให้มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้ ถ้ามีพยาธิจำนวนมากชอนไชในเยื่อบุลำไส้อาจทำให้เกิดการระคายเคืองเยื่อบุผนังลำไส้ มีอาการปวดท้อง เบื่ออาหาร ในบางกรณีที่มีการติดเชื้อย้อนกลับโดยกลับเข้าทางช่องคลอดในเพศหญิง พยาธิจะชอนไชไปในช่องคลอด มดลูกทำให้เกิดการอักเสบทางอวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิงโดยมีอาการคันและตกขาวร่วมด้วย

วินิจฉัยการติดเชื้อพยาธิเข็มหมุดได้อย่างไร

จากประวัติข้างต้น การตรวจร่างกายที่มีลักษณะการอักเสบบริเวณผิวหนังรอบทวารหนัก และการตรวจทางห้องปฏิบัติเพื่อหาไข่พยาธิ โดยใช้สก๊อตเทปติดบริเวณทวารหนักหลังตื่นนอนตอนเช้าทันที แล้วนำมาตรวจโดยกล้องจุลทรรศน์

รักษาการติดเชื้อพยาธิเข็มหมุดอย่างไร

ให้ยาถ่ายพยาธิ Albendazole 400 mg หรือ Mebendazole 100 mg หนึ่งครั้ง หลังจากนั้นให้ยาซ้ำอีกภายใน 2 สัปดาห์เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำ สำหรับยาถ่ายพยาธิชนิดนี้ควรหลีกเลี่ยงในหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร และในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี นอกจากนี้ควรให้ยารักษาทั้งครอบครัว ถึงแม้ว่าบุคคลในครอบครัวจะยังไม่มีอาการก็ตามเพราะโรคนี้ติดต่อกันได้ง่าย

ป้องกันการแพร่กระจายของโรคได้อย่างไร

รักษาความสะอาดร่างกายและของใช้ต่าง ๆ เช่นเสื้อผ้า ผ้าห่ม ที่นอน หมอน ตัดเล็บมือให้สั้น ล้างมือบ่อย ๆ โดยเฉพาะเวลาก่อนรับประทานอาหารและหลังจากเข้าห้องน้ำ อาบน้ำตอนเช้าเพื่อลดการสัมผัสไข่พยาธิและหลีกเลี่ยงการเกาบริเวณทวารหนัก



พญ.เปรมจิต ไวยาวัจมัย  ภาควิชาปรสิตวิทยา Faculty of Medicine Siriraj Hospital คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

สังเกต สีปัสสาวะลูกน้อยแบบไหนผิดปกติ

940 1

ถ้าปัสสาวะลูกมีสีเปลี่ยนไป อาจเป็นสัญญาณบอกว่าลูกน้อยของคุณกำลังเป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ และหากร้ายแรงกว่านั้น อาจกำลังเป็นโรคไตอยู่ได้นะคะ โดยปกติปัสสาวะจะมีสีเหลืองใส แต่ถ้าอยู่ๆ สีก็เปลี่ยนไป นั่นเป็นการส่งสัญญาณที่ไม่ดีแล้วค่ะ แล้วสีของปัสสาวะของลูกแบบไหนที่คุณแม่ต้องให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ

สังเกต สีปัสสาวะลูกน้อยแบบไหนผิดปกติ

 

1. ปัสสาวะสีเข้ม

ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้มหรืออ่อน ขึ้นอยู่กับปริมาณนมและน้ำที่ดื่มเข้าไป หากดื่มนมและน้ำมาก ปัสสาวะก็จะมีสีเหลืองใส แต่ถ้าดื่มน้อยก็จะมีสีเหลืองเข้ม

ยิ่งมีสีเข้มมากๆ รวมกับอาเจียนหรือท้องเสีย แสดงว่าร่างกายของลูกน้อยเกิดภาวะขาดน้ำ หรือเกิดภาวะติดเชื้ออยู่ ต้องรีบพาไปพบคุณหมอ

2. ปัสสาวะสีขุ่น และมีกลิ่นเหม็นฉุน

แสดงว่าลูกน้อยอาจมีการติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะ ควรพาไปพบคุณหมอ เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด

3. ปัสสาวะมีเลือดปน

เป็นสัญญาณว่าลูกติดเชื้อที่กระเพาะปัสสาวะ หรืออาจเป็นโรคไตอักเสบ โรคไตชนิดอื่น หรือเป็นโรคนิ่วค่ะ ในกรณีที่ปัสสาวะแล้วมีเลือดปนออกมาด้วย แสดงว่ามีอาการค่อนข้างรุนแรง ดังนั้น ต้องรีบไปพบคุณหมอโดยด่วนเพื่อรักษาค่ะ

นอกจากจะสังเกตลักษณะสีของปัสสาวะแล้ว คุณแม่ต้องคอยสังเกตอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น เวลาปัสสาวะแล้วลูกร้องไห้โยเย พร้อมกับมีไข้สูง อาจมีอาการติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะ

ลูกน้อยติดเชื้อได้อย่างไร

การติดเชื้อที่ระบบทางเดินปัสสาวะ เกิดได้จากหลายสาเหตุค่ะ

1. เกิดจากความผิดปกติของร่างกาย คือมีไต กรวยไต หรือท่อไตผิดปกติ

2. ชอบกลั้นปัสสาวะ บางครั้งเกิดจากการที่ลูกกลัวการเข้าห้องน้ำ ไม่กล้าเข้าห้องน้ำคนเดียว จึงกลั้นไว้ ทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย

3. ใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปทั้งวันทั้งคืน ทำให้เกิดการอับชื้น มีโอกาสติดเชื้อง่ายขึ้น

4. ทำความสะอาดไม่ถูกวิธี คือเช็ดจากหลังไปหน้า ซึ่งจะทำให้ติดเชื้อจากอุจจาระได้ง่ายมาก

วิธีเช็ดที่ถูกต้อง คือเช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลัง เช็ดจากอวัยวะเพศไปก้น แล้วใช้ผ้าสะอาดเช็ดให้แห้งก่อนจะใส่ผ้าอ้อมหรือกางเกง

สาเหตุจากร่างกายมีความผิดปกติเองนั้น พบได้ร้อยละ 20-30% ส่วนสาเหตุจากการดูแลทำความสะอาดไม่ดี พบได้ถึงร้อยละ 60-70% ทีเดียว

ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่ใส่ใจดูแล ทำความสะอาดอย่างถูกสุขลักษณะ เปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกน้อยบ่อยๆ อย่าให้เกิดความอับชื้น ก็จะเป็นการช่วยป้องกันภาวะติดเชื้อได้ทางหนึ่งค่ะ

ติดเชื้อที่ไหน เป็นโรคอะไร

สีของปัสสาวะที่เปลี่ยนไปเป็นสัญญาณบอกว่าลูกน้อยเกิดภาวะติดเชื้อ ซึ่งเกิดได้ตั้งแต่แรกเกิด เมื่อพบสัญญาณดังกล่าวคุณหมอจะนำปัสสาวะไปตรวจหาความเข้มข้นดูว่ามีโปรตีน มีน้ำตาลในปัสสาวะหรือไม่

นอกจากนี้ ยังต้องนำปัสสาวะไปส่องกล้อง เพื่อเช็กดูว่ามีระดับเม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดงเกินเกณฑ์ปกติไหม มีเชื้อแบคทีเรียหรือไม่ หากพบบว่ามีเชื้อแบคทีเรีย หรือมีระดับเม็ดเลือดขาวและแดงเกินเกณฑ์ปกติ แสดงว่ามีภาวะติดเชื้อแล้วค่ะ ถ้าลูกมีภาวะติดเชื้อ ให้พาลูกไปพบคุณหมอ เพื่อตรวจหาสาเหตุอย่างละเอียดจะได้รักษถูกต้อง

ภาวะติดเชื้อแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

1. ติดเชื้อที่กรวยไต ส่วนใหญ่มีอาการไข้สูง หนาวสั่น ไม่ยอมกินนม ร้องไห้งอแงผิดปกติ โดยไม่มีอาการปัสสาวะผิดปกติใดๆ เลย ในเด็กเล็กถ้าอยู่ๆ มีอาการไข้ขึ้นสูง โดยไม่มีอาการไอ ไม่ได้เป็นหวัด ให้สงสัยว่าอาจเป็นโรคกรวยไตอักเสบค่ะ

2. ติดเชื้อที่กระเพาะปัสสาวะ สังเกตได้ง่ายกว่าการติดเชื้อที่กรวยไต เพราะมีอาการที่แสดงให้เห็นชัดเจนมากกว่า ในเด็กเล็กเวลาปัสสาวะมักจะร้องไห้เพราะเขารู้สึกเจ็บแสบ และปัสสาวะมีสีขุ่นหรือเข้มกว่าปกติ แต่ถ้าลูกพูดได้แล้ว เขาจะบอกว่าหนูปัสสาวะแล้วเจ็บ ปัสสาวะไม่สุด หรือมีอาการปัสสาวะบ่อย กะปริดกะปรอย อาจเกิดจากกระเพาะปัสสาวะอักเสบค่ะ

หากลูกมีอาการดังกล่าว ให้รีบไปพบคุณหมอนะคะ และห้ามซื้อยามาให้ลูกกินเองเด็ดขาด เพราะภาวะติดเชื้อในเด็กไม่เหมือนผู้ใหญ่ที่กินยาแล้วหายกลับบ้านได้ แต่ต้องกินยาตามที่คุณหมอสั่งให้ครบ และต้องตรวจให้ละเอียดว่าเป็นสาเหตุการเกิดโรคไตชนิดอื่นๆ หรือไม่ เพราะถ้าปล่อยไว้และมีอาการอักเสบบ่อยๆ อาจนำไปสู่ภาวะไตวายได้

อร่อยแต่อันตราย! ซีเรียล ไส้กรอก มันฝรั่งถุง กินบ่อยเสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

 อาหารแปรรูปสูง, อาหารแปรรูปน้อย, ผัก, ผลไม้, ถั่ว, เนื้อ, นม, ไข่, อาหารแปรรูป, ชีส, ขนมปังทำเอง, เบียร์, ไวน์, หมูรมควัน, เบคอน, อาหารแปรรูปสูง, อาหารกึ่งสำเร็จรูปแช่แข็ง, ไส้กรอก, มายองเนส, มันฝรั่งถุง, พิซซ่า, คุกกี้, ช็อกโกเลต, เครื่องดื่ม, น้ำอัดลม, อาหารแต่งกลิ่นแต่งสี, โรคหัวใจและหลอดเลือด

เรียกว่าเป็นของโปรดของเด็ก ๆ เลยก็ว่าได้ ทั้ง ซีเรียล ไส้กรอกแฮม มายองเนส มันฝรั่งถุง พิซซ่า คุกกี้ ช็อกโกแลต แต่อันตรายนะคะถ้ากินอย่างสม่ำเสมอ

ล่าสุดมีผลการศึกษาถึง 2 ชิ้น ได้ยืนยันถึงอันตรายของกาทานอาหารประเภทนี้ ที่เชื่อมโยงกับการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร การเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือด ผลการศึกษาจากประเทศสเปน ทีมนักวิจัยได้เก็บข้อมูลของผู้เข้าร่วม ทั้ง ไลฟ์สไตล์ กิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน น้ำหนัก สุขภาพ และความถี่ของการบริโภคอาหารประเภทต่างๆ จำนวน 200,000 คน จากโปรเจกต์ Seguimiento Universidad de Navarra (SUN)

แบ่งอาหารแต่ละประเภทได้ดังนี้...
  1. อาหารไม่แปรรูปหรือแปรรูปน้อย เช่น ผัก ผลไม้ ถั่ว เนื้อ นม ไข่ ฯลฯ

  2. กลุ่มอาหารแปรรูป (Processed Food) เช่น ชีส ขนมปังทำเอง เบียร์ ไวน์ หมูรมควัน เบคอน

  3. อาหารแปรรูปสูง (Ultra-Processed Food) เช่น อาหารกึ่งสำเร็จรูปแช่แข็ง ไส้กรอก มายองเนส มันฝรั่งถุง พิซซ่า คุกกี้ ช็อกโกเลต เครื่องดื่มและอาหารประเภทแต่งกลิ่นแต่งสี

อาหารเหล่านี้จัดเป็นอาหารที่มีคุณภาพต่ำ อุดมด้วยไขมันเลวสูง มีปริมาณน้ำตาล และเกลือสูง อีกทั้งวิตามินและไฟเบอร์ต่างๆ ยังมีน้อย

เมื่อนำทุกอย่างมาวิเคราะห์ ก็พบว่าการบริโภคอาหารแปรรูปสูงมากเกินกว่า 4 หน่วยบริโภคต่อวัน เพิ่มความเสี่ยงของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรถึง 62 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับคนที่กินน้อยกว่า ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาอีกชิ้นของประเทศฝรั่งเศส เรื่องการกินอาหารแปรรูปสูง มีความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

รู้แบบนี้แล้วก็อย่าทานอาหารแปรรูปสูงบ่อย และหันมาทานอาหารเพื่อสุขภาพ ให้เด็ก ๆ ทานผัก ผลไม้ ที่สะอาดกันด้วยนะคะ 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : www.facebook.com/thestandardth


 

​อาการไอของลูกรัก บอกอะไรคุณพ่อคุณแม่ได้บ้าง

 ไอ- อาการไอ- โรคเด็ก- อาการไอในเด็ก- ยาแก้ไอ 


เด็กมีอาการ 'ไอ' ได้หลายแบบ ซึ่งแต่ละแบบมีสาเหตุที่แตกต่างกันไป โดยคุณพ่อคุณแม่ต้องพร้อมเรียนรู้วิธีสังเกตและการรักษา เพื่อสุขภาพของลูกรักนะคะ

อาการไอเกิดจากอะไร?
ไอเป็นอาการที่เกิดขึ้นเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ในทางเดินหายใจ อาจจะเป็นฝุ่นละอองหรือเสมหะที่เกิดจากไข้หวัด หลอดลมอักเสบหรือปอดอักเสบ ร่างกายจะกำจัดสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้ โดยการไอออกมา สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่่ทำให้ไอเรื้อรังคือ การมีเสมหะคั่งค้างในหลอดลม


อาการไอแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ ดังนี้

1.ไอแห้ง ไอแบบไม่มีเสมหะ เกิดขึ้นเมื่อร่างกายเย็นหรือมีอาการแพ้ เพื่อช่วยเคลียร์น้ำมูกที่สะสมในคอหรือการระคายเคืองจากการเจ็บคอ

2.ไอเปียก  ไอมีเสมหะ ซึ่งเป็นผลมาจากการติดเชื้อบริเวณหลอดลม ทำให้มีเสมหะ (ซึ่งประกอบด้วยเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรค) ออกมารวมตัวกันที่ทางเดินหายใจ

วิธีการสังเกตอาการไอแต่ละแบบที่พ่อแม่ควรรู้ หากทำความเข้าใจการไอแต่ละแบบ อาจช่วยให้คุณพ่อคุณแม่รับมือและดูแลลูกน้อยได้ดีขึ้นก่อนจะพาเด็กไปพบแพทย์ ซึ่งอาจพบอาการไอในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้

1.ไอเพราะไข้หวัดทั่วไป หรือไข้หวัดใหญ่

อาการไอ: ไอแห้ง

สัญญาณร่วม: คัดจมูก น้ำมูกไหล ระคายคอ เจ็บคอ

และอาจมีอาการ: น้ำมูกไหลต่อเนื่อง มีไข้ต่ำๆ กลางดึก

การรักษาเบื้องต้น: ในกรณีที่เด็กอายุต่ำกว่าหกเดือน สถาบันกุมารเวชศาสตร์อเมริกาแนะนำว่านอกจากนมแม่แล้ว แม่ไม่ควรให้ลูกกินอย่างอื่นเพื่อบรรเทาอาการไอทั้งสิ้น แต่สำหรับเด็กอายุหนึ่งขวบขึ้นไป น้ำผึ้งบริสุทธิ์ น้ำเกลือ ก็อาจจะช่วยให้เด็กไอน้อยลงได้

 

2.ไอเพราะหายใจลำบาก

เด็กๆ อาจตื่นขึ้นมาไอค่อกแค่กกลางดึก การไอเช่นนี้ในเด็กอายุต่ำกว่าห้าขวบมักมาพร้อมกับอาการไข้หวัด

อาการไอ: ไอแห้ง

สัญญาณร่วม: ได้ยินเสียงติดๆ ขัดๆ ขณะที่ลูกหายใจเข้า

การรักษาเบื้องต้น: เปิดฝักบัวทิ้งไว้ให้เกิดไอน้ำในห้องน้ำ แล้วลองให้ลูกหายใจในห้องที่มีไอน้ำ หรือหายใจในห้องที่มีเครื่องทำความชื้น อาการหายใจลำบากของเด็กควรหายไปภายใน 3-4 วัน ถ้านานเกินกว่านั้น ต้องรีบพาเด็กๆ ไปพบแพทย์แล้วล่ะ

 

3.ไอเพราะโรคปอดบวม

อาการไอ: ไอเปียก มีเสมหะ

สัญญาณร่วม: เด็กมีอาการไอต่อเนื่องจนหน้าซีดและเหนื่อยหอบ

การรักษาเบื้องต้น: รีบพบแพทย์ให้เร็วที่สุด


 

4.ไอเพราะโรคหอบหืด หรือหลอดลมอักเสบ

โดยทั่วไปแพทย์มีความเห็นพ้องกันว่าเด็กอายุต่ำกว่าสองปีไม่ควรเป็นโรคหอบหืด เว้นเสียแต่ว่าครอบครัวมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้หรือโรคหอบหืดมาก่อน ส่วนโรคหลอดลมอักเสบในเด็กอายุต่ำกว่าหนึ่งปีมักมาจากไวรัส RSV ซึ่งถ้าเกิดในเด็กอายุมากกว่าสามปีมันจะเป็นไข้หวัดธรรมดา แต่ในเด็กทารกก็อาจรุนแรงถึงชีวิตได้

โรคหอบหืดในทารกอาจเริ่มจากการมีอาการหวัด ระคายเคืองตา หรือน้ำตาไหล และยังอาจจะมีอาการหอบจนหน้าอกยุบและโป่งจากการหายใจเข้าออกแต่ละครั้ง ส่วนโรคหลอดลมอักเสบที่มักพบในหน้าหนาวมักมาพร้อมกับอาการมีไข้ต่ำและเบื่ออาหาร

อาการไอ: ไอร่วมกับเสียงหายใจดังฟืดฟาด

การรักษาเบื้องต้น: สังเกตอัตราการหายใจของลูก หากถี่กว่า 50 ครั้ง/นาที ให้รีบพาไปโรงพยาบาลได้เลย

 

5.ไอเพราะโรคไอกรน

โรคไอกรนเคยเป็นโรคที่ทำให้ทารกเสียชีวิตได้ จนกระทั่งวัคซีน DTP ถูกนำมาใช้ โรคนี้ก็ค่อยๆ ถูกกำจัดออกไป ทว่าเมื่อไม่กี่ปีมานี้ โรคไอกรนก็กลับมาและรุนแรงกว่าเดิม

อาการไอ: ไอเสียงดังและไอติดต่อกัน

สัญญาณร่วม: บ่อยครั้งที่อาการไอนี้จะมาพร้อมกับตาเหลือก หน้าซีด หรือไอจนลิ้นออกมานอกปาก

การรักษาเบื้องต้น: โรคนี้ป้องกันง่ายกว่าด้วยการให้ทารกได้รับวัคซีนป้องกันตามที่แพทย์แนะนำ แต่ถ้าไม่ทัน และคุณพ่อคุณแม่สงสัยว่าลูกมีโอกาสจะเป็นโรคไอกรนก็ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที

 

6.ไอเพราะสิ่งแปลกปลอม

สาเหตุของการไอและสำลักในเด็ก ที่พบบ่อยที่สุดก็คืออาหารหรือของเล่นชิ้นเล็กๆ นี่แหละ เพราะฉะนั้นถ้าลูกอ้าปากค้างหรือไอขณะกินอาหาร หรือเล่นของเล่น คุณแม่ต้องรีบมองหาตัวการในปากของลูกก่อนเป็นอันดับแรก

อาการไอ: ไอเบาๆ แต่ไอไม่หยุด หรืออ้าปากค้าง

สัญญาณร่วม: เมื่อลูกเริ่มไอ และไอติดต่อกัน จนหายใจลำบากโดยไม่มีทีท่าว่าจะป่วยไข้มาก่อน เป็นไปได้ว่าอาจมีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่ในหลอดลม

การรักษาเบื้องต้น: ให้ใช้วิธี ‘ตบหลัง 5 ครั้ง สลับกับกระแทกหน้าอก 5 ครั้ง’ (Five Back Blow and Five Chest Thrust)

 

คุณพ่อคุณแม่สามารถบรรเทาอาการไอของลูกได้หลายวิธีด้วยกันตามคำแนะนำต่อไปนี้

1.ใช้เครื่องทำความชื้นภายในห้องในตอนกลางคืน เพื่อเพิ่มความชื้นในอากาศ หรืออาจให้ลูกนั่งอยู่ในห้องน้ำที่เปิดน้ำอุ่นประมาณ 2-3 นาที

2.หากลูกมีอายุมากกว่า 1 ปี ให้เด็กรับประทานน้ำผึ้งปริมาณ 1 ช้อนชาเพื่อบรรเทาอาการ

3.ใช้สารเมนทอลทาบริเวณหน้าอกของลูกน้อย เพื่อให้เด็กหายใจได้สะดวกขึ้น โดยควรเลือกผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กและทารกโดยเฉพาะ

4.ไม่ใช้ยารักษาโรคไข้หวัดในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 4 ปี เพราะอาจทำให้เสมหะเหนียวข้นและเป็นอันตรายต่อเด็กได้


 

หากพบว่าลูกน้อยมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์

1.เด็กไอโดยมีอายุต่ำกว่า 4 เดือน

2.ไอแบบแห้ง ๆ โดยมีสาเหตุมาจากไข้หวัดติดต่อกันนานกว่า 5-7 วัน

3.ไอและมีไข้สูง

4.ไอเป็นเลือด

5.ป่วยและอ่อนล้าอย่างมาก

6.มีวัตถุแปลกปลอมติดอยู่ในช่องคอ

7.รู้สึกเจ็บหน้าอกเมื่อสูดหายใจเข้าลึก ๆ

8.หายใจมีเสียงหวีด และหายใจหรือพูดลำบาก

9.น้ำลายไหลหรือกลืนอาหารลำบาก

ที่มา : www.parents.com, www.pobpad.com